Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 16 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.16 - ประลองรอบที่2 [ สล็อตแมชชีนฮาเฮ ]


ดาบที่16 : ประลองรอบที่2 [ สล็อตแมชชีนฮาเฮ ]

 

 

            คาร์นี่ย์ลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าของอีกวัน แสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาทางหน้าต่างเป็นสัญญาณว่าสภาพอากาศกลับมาสดใสดังเดิม ร่างข้างๆยังคงหลับสนิทแถมละเมองึมงำๆออกมาอย่างไร้เดียงสา เขาเอื้อมมือไปปัดผมที่ปรกหน้าออกเพื่อจะได้มองเห็นหน้าของหญิงสาวได้ชัดๆ

            มือของอีกฝ่ายคว้าหมับเข้าที่มือของคาร์นี่ย์ ก่อนที่โพลิน่าจะลืมตาขึ้นแล้วบิดขี้เกียจเล็กน้อย เสียงลมหายใจถูกพ่นออกทางจมูกด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายและสดชื่น

            “อรุณสวัสดิ์” คาร์นี่ย์ทักแล้วยันตัวขึ้นนั่ง

            “งืม…ขอนอนต่ออีกนิดนะ”

            โพลิน่างัวเงียเข้ามานอนกอดเขาต่อ คาร์นี่ย์หัวเราะแล้วแกะแขนออก จากนั้นก็ชี้นิ้วดุ

            “เป็นถึงอัศวินสูงสุดจะมานอนขี้เกียจแบบนี้ไม่ได้นะเข้าใจไหม?”

            “งั้นไม่เป็นอัศวินสูงสุดชั่วคราวก็แล้วกัน”

            คาร์นี่ย์เอามือตบหน้าผากตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อว่าโพลิน่าจะโยนตำแหน่งทิ้งเล่นๆได้ราวกับกำลังทิ้งขยะลงถังขยะแบบนี้ เขาสอดมือเข้าไปที่ใต้รักแร้ของเธอแล้วออกแรงยกร่างบางขึ้นนั่ง สภาพอ่อนระทวยเหมือนตุ๊กตาผ้าไร้ชีวิตทำให้คาร์นี่ย์ต้องขมวดคิ้วอย่างนึกขัดใจ

            แอ๊ด

            เสียงประตูห้องถูกเปิดขึ้น คาร์นี่ย์หันไปมองทางผู้เข้ามาใหม่ ไรดีนยืนทำหน้าเหวอๆอยู่ที่หน้าประตูเช่นเดียวกับแคนิสที่ทำท่าเอาข้าหน้าปิดปากราวกับตกใจช็อคเหมือนที่มนุษย์ทำกัน คาร์นี่ย์ไม่แปลกใจที่ไม่มีเสียงเคาะประตู เพราะไรดีนมักจะเข้าห้อง

            “โทษทีที่มาขัดจังหวะ” ไรดีนพูดแล้วเปิดประตูห้องอีกครั้ง

            “เมี๊ยวๆๆๆๆ” แคนิสร้องด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนผสมโรงกับเจ้านาย

            ปึ้ง

            คาร์นี่ย์อ้าปากค้าง มือค้างอยู่ในอากาศ เขากำลังจะอธิบายให้เจ้าคู่หูได้เข้าใจสถานการณ์ แต่ทางฝั่งนั้นดูเหมือนไม่คิดจะฟังอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

            “โธ่…” คาร์นี่ย์ร้องแล้วก้มมองคนที่พิงไหล่เขาหลับต่ออยู่ “เธอนี่นะ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย”

            ว่าแล้วก็ดึงแก้มอีกฝ่าย เขาขยับร่างพิงผนังใกล้ๆช่องหน้าต่าง จัดท่าให้โพลิน่าหลับได้สบายๆแล้วหยิบหนังสือศาสตร์เวทมนต์พื้นฐานขึ้นมาอ่านเงียบๆสบายๆ เพราะยังไงวันนี้ก็เป็นวันที่เขาจะพักผ่อนร่างกายให้พร้อมก่อนลงประลองรอบที่สองในวันรุ่งขึ้น

            “กอดฉันหน่อยสิ แง่มๆ”

            สายตาเหล่ไปมองคนที่หลับพิงเขาอยู่แบบงงๆ หญิงสาวยังคงหลับตานิ่งเป็นสัญญาณบอกว่ายังคงหลับอยู่ คำพูดเมื่อกี๊นี้คงเป็นแค่การละเมอของเธอ แต่เขาก็ใช้แขนโอบร่างนั้นไว้ รอยยิ้มหลุดจากริมฝีปากบางสวยนั้น คนแอบมองใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่ก็เก็บอาการเอาไว้และตั้งท่าเหมือนตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ ความจริงก็คือสมาธิเขาแทบจะไม่อยู่กับหนังสือในมือแม้แต่น้อย

            ก๊อกๆๆ

            “น้องคาร์น นี่พี่อันนาเองนะ พอดีว่าเอาข้าวเช้ามาให้น่ะจ้ะ เห็นว่ายังไม่ออกมาจากห้องเลย ขอเข้าไปได้ไหมจ๊ะ”

            “ครับพี่อันนา”

            คาร์นี่ย์ร้องตอบไป ประตูห้องถูกเปิดออกเผยให้เห็นหญิงสาวที่มาพร้อมกับรอยยิ้มใจดีและถาดอาหารที่มีอาหารเพียงพอสำหรับคนสองคน เด็กหนุ่มยกนิ้วชี้จ่อปากเป็นเชิงขอร้องให้อันนาเบาๆหน่อย แล้วชี้ไปที่หญิงสาวที่นอนหลับอยู่

            “ขอบคุณมากเลยนะครับพี่อันนา” คาร์นี่ย์ยิ้มเขินๆเมื่อต้องให้คนอื่นมาเห็นเขากับโพลิน่าในสภาพชวนเข้าใจผิดแบบนี้ แต่เหมือนมารีอันนาจะรู้ว่าคาร์นี่ย์เป็นคนอย่างไรจึงไม่ได้คิดอะไรมาก นั่นทำให้เขารู้สึกสบายใจ “โพลินางอแงไม่ยอมตื่นง่ายๆเลยน่ะครับ บางทีอาจจะเพราะร่างกายเหนื่อยล้าสะสมมากเกินไปน่ะครับ”

            “แน่สิ เล่นมารอน้องชายของพี่เป็นอาทิตย์ๆเลยนี่นา” มารีอันนาเอามือป้องปากหัวเราะแบบแฝงความนัย

            “พี่อันนารู้เรื่องนี้ได้ไงอ่ะ หมายถึง เรื่องที่โพลิน่านั่งรอเป็นอาทิตย์ๆน่ะ”

            “แหม ก็ผู้หญิงคนนี้นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บนเนินแล้วจ้องมาที่ห้องของใครบางคนทั้งวันเลยน่ะสิ พี่ก็อยู่ในบ้านนี้เหมือนกันนะ ถ้าไม่สังเกตอะไรรอบๆบ้านเลยก็คงจะแปลกใช่ไหมล่ะ” คนเป็นพี่สาววางถาดลงบนโต๊ะเขียนหนังสือของเด็กหนุ่ม จากนั้นก็ขยับร่างมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง สายตาทะเล้นจ้องมองไปที่น้องชายตัวเองสลับกับหญิงสาวแปลกหน้า “แฟนเธอเป็นใครมาจากไหนล่ะเนี่ย ทำไมไม่บอกให้พี่สาวรู้บ้างล่ะ นึกสังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียวว่าน้องไอน์ซาโม่ออกจะน่ารักแท้ๆทำไมน้องคาร์นถึงได้ไม่สนใจ”

            คนถูกถามวางหนังสือในมือลงก่อนยิ้มเขินๆแล้วหัวเราะแห้งๆ

            “รู้จักกันตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ เธอชื่อโพลิน่า ตอนนี้เป็นอัศวินสูงสุดของจักรวรรดินี้”

            “ห๊า!” มารีอันนาอ้าปากค้างจนเสียมาดผู้หญิงเรียบร้อยและกิริยางาม

            “ห๊า!!!” เสียงดังลอดมาจากด้านนอก เป็นไอน์ซาโม่กับเกรนิตี้ที่กำลังขนผ้าในตะกร้าไปตากอยู่นั่นเอง

            “ยัยนี่น่ะเหรอ อัศวินสูงสุด” ไอน์ซาโม่กอดอกแล้วชะเง้อคอมามองคนที่หลับไม่รู้เรื่องอยู่ “ทำใจเชื่อไม่ลงเล๊ย”

            “ว่าแล้ว ทำไมฉันถึงได้คุ้นๆชื่อคุณโพลิน่านัก ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง” เกรนิตี้พูดไปพยักหน้าไปก่อนจะเดินตามไปช่วยไอน์ซาโม่ตากผ้าที่ราวตากผ้าซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากห้องของคาร์นี่ย์

            “อย่างงี้พี่ก็เอาไปโม้กับคนอื่นได้สิ ว่ามีน้องสะใภ้เป็นอัศวินสูงสุด อ๊ายยยย”

            “เอ่อ อย่าดีกว่าครับพี่อันนา” คาร์นี่ย์พูดไปหัวเราะไป “ผมไม่อยากให้ใครรู้เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ผมน่ะไม่เท่าไรหรอกครับ แต่โพลิน่านี่สิ เธอต้องแบกรับตำแหน่งหน้าที่ใหญ่ๆอยู่ด้วย ผมไม่อยากทำให้เธอต้องเจอเรื่องวุ่นวายเพิ่มขึ้นเพราะผมน่ะครับ”

            “เป็นเด็กดีจังเลยนะ” มารีอันนาพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา คาร์นี่ย์ฟังไม่ถนัดก็ได้แต่เอียงคอมองอีกฝ่ายแบบงงๆ คนเป็นพี่สาวลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้มจางๆแล้วเดินไปที่ประตูห้อง “พี่ไปก่อน อย่าเอาแต่แต่หมกตัวอยู่ในห้องล่ะเข้าใจไหมจ๊ะ”

            “ครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับเรื่องอาหารเช้า”

            อีกฝ่ายพยักหน้ารับแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ ตอนนี้ภายในห้องจึงกลับมาเหลือแค่เขากับโพลิน่าดังเดิม คราวนี้เขาตั้งใจปลุกโพลิน่าจริงๆจัง เธอตื่นขึ้นมาด้วยสภาพงัวเงียเหมือนตอนแรก แต่คราวนี้เขาจะไม่ยอมให้เธอหลับอย่างแน่นอน

            “ตื่นมากินอะไรก่อนเร็ว แล้วเดี๋ยวออกไปเที่ยวในเมืองกัน” คาร์นี่ย์เน้นเสียงตรงที่ออกไปเที่ยวจนหญิงสาวเบิ่งตาตื่นเต็มที่ คนพูดส่ายหัวอย่างอ่อนใจ “ได้ยินว่าไปเที่ยวแล้วตื่นเชียวนะ”

            “ไม่ได้ชอบเที่ยว แต่ชอบที่ได้ไปไหนมาไหนกับเธอต่างหาก” เธอพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงแล้วหันไปบันเทิงกับอาหารบนโต๊ะของคาร์นี่ย์ “ออกไปเที่ยวด้วยกันมันจะดีหรอ พรุ่งนี้จะเริ่มงานประลองรอบสองแล้วนี่นา”

            “ก่อนแข็งฉันไม่ฟิตซ้อมอะไรหรอกน่า พ่อของฉันเคยพูดไว้ว่าการพักผ่อนก็สำคัญสำหรับการฝึกฝน”

            “คุณลุงน่ะเหรอ? คาร์นี่ย์เรียนดาบกับคุณลุงสินะ” โพลิน่าพูดขณะที่คิดถึงใบหน้าใจดีของพ่อคาร์นี่ย์ที่มักจะปรากฏตัวพร้อมกับขนมเต็มไม้เต็มมือทุกครั้งที่เธอไปเล่นที่บ้านของคาร์นี่ย์ “เหมือนคุณพ่อจะเคยพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับคุณลุง เหมือนว่าจะเคยเป็นอัศวินพเนจรอะไรทำนองนั้นแหละนะ”

            “จริงเหรอ? เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่เคยถามคุณพ่อเลย เอาไว้ถ้าได้เจอกันอีกครั้งจะต้องถามให้ได้เลย” คาร์นี่ย์ดีดตัวทำท่าขึงขังก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบขนมปังอบเนยจากในถาดออกมากัดคำโต “ฉันเองก็ชักอยากจะรู้แล้วสิว่าคุณพ่อไปก่อวีรกรรมอะไรเอาไว้ที่ไหนบ้าง”

            “เยอะมาก!” โพลิน่าพูดก่อนหัวเราะขำส่งให้เด็กหนุ่มต้องมองเธอแบบงงๆเพราะไม่รู้ว่าโพลิน่าไปรู้เรื่องของพ่อเขาได้ยังไง “พ่อของฉันเล่าให้ฉันฟังไว้เยอะเลย”

            “ทั้งๆที่พ่อของโพลิน่ากับพ่อของฉันเป็นไม้เบื่อไม้เมากัดกันขนาดนั้นเนี่ยนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งคู่จะสนิทจนรู้เรื่องของกันและกันมากขนาดนี้”

            ใช่แล้ว พ่อของคาร์นี่ย์กับโพลิน่าเวลาเจอหน้ากันมักจะกัดหรือทะเลาะกันตลอด คนนึงก็มาดกวนอีกคนก็ทะเล้น พอมาเจอกันเรื่องปวดหัวก็มักจะเกิดขึ้น เคยเถียงแม้กระทั่งเรื่องแปลกๆไร้สาระอย่างมดมีจมูกหรือไม่ แล้วก็ทะเลาะกันซะจนบ้านแทบแตก พอคิดถึงช่วงเวลานั้นคาร์นี่ย์ก็หัวเราะขำจนเหมือนคนบ้า

            “ทั้งสองคนเป็นคู่แข่งกันในฐานะอัศวินน่ะ เอาจริงๆนะ ฉันว่าคงมีแต่คุณพ่อน่ะแหละที่เห็นว่าคุณลุงเป็นคู่แข่ง ทั้งๆที่คุณลุงไม่ได้สนใจจะแข่งอะไรด้วยเลย” โพลิน่าเล่าแล้วงับชิ้นเนื้อเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆเหมือนกับเด็ก

            “ที่เล่ามาก็สมกับเป็นพ่อของฉันดีนะ คุณพ่อค่อนข้างที่จะรักอิสระแล้วไม่ค่อยชอบการแก่งแย่งแข่งขันน่ะ นี่แหละมั้งที่ทำให้คุณพ่อกับคุณแม่ตัดสินใจแยกตัวไปอยู่ที่เกาะพีชน่ะ”

            “อื้อ พอพูดแล้วก็คิดถึงคุณลุงกับคุณป้าจังเลย” โพลิน่าพูดหลังจากยัดเนื้อไก่ชิ้นสุดท้ายเข้าปากไป

            “ฉันเองก็กำลังคิดว่าจะไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ของโพลิน่าอยู่เหมือนกัน” คาร์นี่ย์ว่าแต่สีหน้าดูเคอะเขินผิดสังเกตจนหญิงสาวส่งสายตามองแบบจับผิดมาให้ “คงทำตัวไม่ถูกแน่ๆเลยแหละ ก็แบบ แอบไปฉกตัวลูกสาวเขามาเป็นแฟนนี่นา ฮ่ะๆๆๆ”

            คนฟังหน้าขึ้นสีแล้วแสร้งทำเป็นกินอาหารในถาดต่อโดยไม่ตอบคำใดๆ

            พอเห็นแบบนั้นคาร์นี่ยก็รีบจัดการกับอาหารตัวเองให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็วก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำก่อน เพราะขืนโอเอ้จนเกินไป เวลาเที่ยวก็จะยิ่งเหลือน้อยลงนั่นเอง

 

            ตอนนี้คาร์นี่ย์พาโพลิน่ามาเที่ยวในส่วนของจักรวรรดิที่ยังไม่ถูกปรับเปลี่ยน หรือที่เรียกว่าส่วนอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมนั่นเอง บรรยากาศดูสบายๆและอบอุ่นทำให้ตัวคาร์นี่ย์แอบคิดถึงบ้านเกิดขึ้นมาหน่อยๆ การแต่งกายของคนในพื้นที่ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม คนจำนวนไม่น้อยที่พากันมาเที่ยวแถบนี้เพราะต้องการสัมผัสกับบรรยากาศแบบดั้งเดิม ที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจักรวรรดิซันไชส์

            ร้านรวงตามข้างทางจำนวนมากนั้นเป็นสเน่ห์ของแถบนี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายอาหารดั้งเดิม ร้านขายงานฝีมือที่ทำออกมาได้ละเอียดอ่อนสุดๆ และที่สำคัญก็คือที่นี่จะมีเทศกาลชมดอกไม้ ซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ผลิ ถามว่ามันต่างจากที่อื่นอย่างไร จะให้พูดก็คือ ที่งานเทศกาลจะมีดอกไม้ทุกชนิดทุกฤดูบานสะพรั่ง ที่นิยมก็ไม่พ้นดอกซากุระ ลองคิดภาพว่ากำลังเดินไปตามทางเดินที่ข้างๆทางเดินมีผืนหญ้าสีเขียวขจีและมีต้นซากุระที่ออกดอกสีชมพูตัดกับสีของหญ้าอยู่เต็มสองข้างทาง มันเป็นอะไรที่สวยสุดๆไปเลยล่ะ

            ที่กล้าพูดว่าสวยนั้น ก็เป็นเพราะว่าคาร์นี่ย์กำลังเดินผ่านจุดชมดอกซากุระอยู่นั่นเอง คนจำนวนมากมายปูผ้านั่งกินบรรยากาศกัน น่าเสียดายที่พวกเขามาตัวเปล่าไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรมา ครั้นจะให้ไปนั่งบนพื้นหญ้าเปล่าๆก็ยังไงๆอยู่ เพราะคนอื่นๆต่างก็พกผ้ามาปูนั่งกันทั้งนั้น

            “นั่งได้นะคาร์น ที่คนอื่นๆพกผ้ามาปูนั่งกันก็เพราะพวกเขาจะทานอาหารกันด้วยยังไงล่ะ เวลาทำอาหารหกมันจะได้ไม่สกปรก เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างหนึ่งน่ะ”

            พอได้ฟังคำอธิบายคาร์นี่ย์ก็ถึงบางอ้อ เขาชื่นชมมากกับความคิดเรื่องจิตสำนึกอะไรทำนองนี้ แม้ที่นี่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ก็ถือว่าเป็นที่สาธารณะ ควรเกรงใจและเคารพผู้อื่น ลองนึกภาพว่าถ้ามีคนทำอาหารอะไรหกไว้แล้วไม่เก็บไปทิ้ง พอนานเข้ามันก็สกปรกขัดตาแถมยังส่งกลิ่นเหม็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามก็คงจะดูหมองลงทันตาเห็นและคงไม่น่ามาเที่ยวอีกต่อไป

            โพลิน่าจูงมือของเขาลากไปนั่งที่เนินเตี้ยๆที่อยู่ห่างจากทางเดินไปไม่ไกลเท่าไรนัก มันเป็นจุดที่ทำให้เห็นสีชมพูดอกซะกุระบานสะพรั่งตัดกับสีเขียวๆของพื้นหญ้ากับสีฟ้าๆของท้องฟ้าได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว มันเป็นอะไรที่ตราตรึงใจคาร์นี่ย์มากๆ เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาเองไม่เคยได้เห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต

            “สวยจัง” คนกวนโพล่งด้วยแววตาเปล่งประกายขณะที่มองไปที่ทิวทัศน์เบื้องหน้า “คิดถูกแล้วที่ออกมาเที่ยววันนี้”

            เสียงหัวเราะดังขึ้นข้างตัว คนกวนต้องหันไปมองก่อนจะมุ่ยหน้า เนื่องจากโพลิน่ากำลังหัวเราะเขาอยู่

            “เธอขำอะไรเนี่ย?”

            “เมื่อกี๊คาร์นทำหน้าเหมือนเด็กได้ขนมเลยล่ะ เห็นแล้วมันจี้แปลกๆ ฮ่าๆๆๆ” โพลิน่าเอานิ้วชี้จิ้มแก้มคนที่ทำหน้าเอ๋อๆ เพราะตามเธอไม่ทัน “มีอะไรให้พี่สาวคนนี้ช่วยไหมจ๊ะเด็กน้อย”

            “มีครับ!” พูดจบคาร์นี่ย์ก็ถวายดัชนีดีดมะกอกใส่หน้าผากโพลิน่า “นี่ไงล่ะ ช่วยได้มากเลยล่ะ ฮ่าๆๆ”

            “ฮึ่ย หน้าผากฉันช้ำไปหมดแล้วนะเนี่ย อูยยย” หญิงสาวบ่นพึมพำก่อนฉีกยิ้มอันมีลับลมคมในออกมา “สงสัยต้องพาฉันไปรักษาแล้วล่ะ”

            “รักษาแบบไหนดี”

            หญิงสาวทำท่าครุ่นคิดแต่ไม่ทันเอ่ยปากก็โดนเด็กหนุ่มชิงจูบไปที่หน้าผาก พอรู้สึกตัวอีกทีหน้าก็เริ่มร้อนจนเหมือนกับว่าควันจะออกหูให้ได้ หมัดถูกสวนเสยเข้าปลายคางอีกฝ่ายจนปลิวกระเด็นลงไปนอนล้มกลิ้งบนพื้น

            ร่างสูงดีดตัวขึ้นนั่งลูบแก้มเพราะความเจ็บแล้วจ้องอีกฝ่ายแบบไม่เข้าใจ

            “สมน้ำหน้า ทำให้ตกใจเองนะ แบร่ๆๆ”

            แถมยังโดนคนต่อยแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อีกต่างหาก คิดๆแล้วก็หาทางแก้เผ็ดเสียหน่อย ใบหน้าคนกวนเผยแววเจ้าเล่ห์ เขาลงไปนั่งใกล้ๆโพลิน่าทำเหมือนว่าไม่มีอะไร ทางฝ่ายนั้นยังคงไม่รู้สึกตัวและยังคงดีใจกับชัยชนะที่พึ่งได้มา คาร์นี่ย์เห็นว่าได้โอกาสจึงลอบขยับหน้าไปที่ใกล้ๆใบหูของหญิงสาว

            “แฮ่!!!

            “อ๊ายยย!!!” หญิงสาวร้องสะดุ้งสุดตัวเพราะไม่ทันตั้งหลัก โพลิน่าล้มกลิ้งลงไปตามเนินโดยมีเสียงหัวเราะของคาร์นี่ย์ไล่หลังมาติดๆ พอเธอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าคนแกล้งกำลังส่งมือมาให้ “ชิ แกล้งกันนี่นา”

            “สมน้ำหน้า แบร่ๆๆๆ” คนกวนได้ทีแลบลิ้นล้อเลียนใส่กลับจนอีกฝ่ายสำลักหัวเราะ

            ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการแกล้งกันไปแกล้งกันมา ก็มีคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งจับกลุ่มซุบซิบพลางชี้มาทางพวกเขา แน่นอนว่าทั้งสองคนต้องสังเกตเห็น นั่นทำให้คาร์นี่ย์ต้องหันไปมองโพลิน่าอย่างมีความหมาย ซึ่งทางโพลิน่าเองก็พยักหน้าตอบเช่นกัน

            “คนพวกนั้นทำไมทำท่าแปลกๆ” คาร์นี่ย์พูดเสียงเบาพอให้ได้ยินกันแค่สองคนขณะที่ดึงโพลิน่าให้ลุกขึ้นยืน

            “ไม่รู้เหมือนกัน แต่พยายามทำตัวนิ่งๆปกติๆไปก่อนดีกว่า”

            หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ดูท่าทีของอีกฝ่าย สักพักหนึ่งคนกลุ่มนั้นก็พากันเดินมาหาพวกเขาแล้วหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า มันเป็นหนังสือนิตยสารอะไรซักอย่างที่คาร์นี่ย์ถึงกับขยี้ตาเมื่อเห็นหน้าปก มันเป็นรูปของเขากับคาวาเลียร์ ซึ่งคาร์นี่ย์จำไม่ได้ว่าไปถ่ายรูปท่าทางแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไร

            “พวกนั้นเอารูปฉันมาจากไหน” คาร์นี่ย์พึมพำแล้วส่งสายตาไปทางโพลิน่า

            “มันน่าจะเป็นรูปที่ได้จากการแข่งรอบแรกล่ะมั้ง เพราะนอกจากมีการถ่ายทอดสดแล้วยังมีการบันทึกภาพด้วยน่ะ” โพลิน่าพูดแล้วชะเง้อหน้ามองนิตยสารนั้น “จากที่เห็น ทางนิตยสารเขาเอาภาพมาตัดต่อด้วยนิดหน่อยแหละ”

            คาร์นี่ย์ลอบมองหน้าคนถือนิตยสารแล้วชะเง้อไปมองรูปบนนิตยสารบ้าง มันคงจะจริงอย่งที่โพลิน่าบอก เพราะในรูปเขากำลังถือมุรามาสะในท่าตวัดฟันแบบเอาจริงเอาจังและคาวาเลียร์นั้นอยู่ในท่าประคองดาบขึ้นเหนือหัวแบบเท่ห์ๆ ซึ่งจัดองค์กระกอบรูปได้ดูดีและเด่นสะดุดตาเอามากๆ หลังจากเห็นภาพแล้วเด็กหนุ่มก็ทำหน้าแหยๆ ความรู้สึกเหมือนกับว่าในรูปมันดูดีเกินตัวจริงยังไงพิกลๆ

            “ใช่แหละ ฉันคิดว่าต้องเป็นเขาแน่ๆ”

            ผู้หญิงผมสั้นสีน้ำตาลพูดกับเพื่อนในกลุ่ม คนที่เป็นผู้หญิงส่งเสียงตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย ส่วนคนที่เป็นผู้ชายทำตาลุกวาว

            “ใช่คุณคาร์นี่ย์รึเปล่าครับ”

            คาร์นี่ย์หันหน้าไปมองโพลิน่าเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ เธออมยิ้มแล้วพยักหน้ารับเพราะรู้ว่าคนรักของเธอไม่เก่งเรื่องการรับมือกับสถานการณ์แบบนี้

            “ใช่ค่ะ เขาคือคาร์นี่ย์ มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะ”

            “โอ้โห ตัวจริงด้วยแหละ”

            พวกผู้ชายทำท่าระริกระรี้เหมือนได้เจอไอดอล ก่อนจะกระวีกระวาดออกปากขอลายเซ็นต์คาร์นีย์ โดยให้เซ็นต์ลงทั้งบนเสื้อที่ใส่อยู่และบนเสื้อยืดสีขาวที่เขาจำได้ว่าเชอร์เบ็ทผลิตออกมาขาย กลุ่มสาวๆเองก็ไม่แพ้กัน นอกจากเสื้อยืดลายการ์ตูนที่ถูกส่งมาให้เซ็นต์แล้วยังมีทั้งรูปถ่ายและนิตยสารที่พวกเธอขอร้องให้เขาเซ็นต์และเขียนชื่อของพวกเธอด้วยลายมือของเขา ซึ่งคาร์นี่ย์ก็ยอมทำให้แต่โดยดี

            “ยิ้มแล้วก็ขอบคุณเขาด้วยสิ พวกเขาคือกลุ่มที่สนับสนุนเธอนะคาร์น” โพลิน่ากระซิบ

            “ขอบคุณนะที่คอยสนับสนุนฉัน แหะๆๆๆ”

            เจ้าตัวพูดด้วยท่าทางที่แข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมมา จนโพลิน่าหลุดขำ คาร์นี่ย์หันไปมองอย่างคาดโทษแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่หยุดขำง่ายๆ

            “ผมต่างหากล่ะครับที่ต้องขอบคุณ ผมน่ะเป็นนักเรียนโรงเรียนอัศวินแลนเซล็อตมาตั้งปีนึงแล้วแต่รู้สึกเหมือนฝีมือไม่คืบหน้าจนท้อใจมากๆเลยล่ะครับ แต่พอได้ดูการแข่งคราวนั้น ผมก็อยากเป็นแบบคุณคาร์นี่ย์มากๆ คุณคาร์นี่ย์เป็นแรงบันดาลใจให้ผมฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก ตัวผมน่ะจะต้องเป็นอัศวินที่เก่งกาจให้ได้เลยล่ะครับ” ผู้ชายผมดำพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่น หน้าตาของเขาดูเป็นคนซื่อตรงน่าคบหา แถมประโยคที่พูดเมื่อสักครู่นั้นทำให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ซื่อตรงแค่เพียงหน้าตาเท่านั้นอีกด้วย

            “พวกเราเองก็ด้วยค่ะ/ครับ” คนที่เหลือพูดด้วยท่าทางมุ่งมั่นไม่แพ้กัน

            คาร์นี่ย์มองภาพตรงหน้าแบบอึ้งๆ เขาไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะมีคนมาพูดอะไรกับเขาแบบนี้ ถ้าหากเขาบอกออกไปว่าตัวเขาเป็นแค่ลูกชาวสวนที่คอยปลูกพืชผักผลไม้อยู่ที่ชนบท คนพวกนี้จะเชื่อเขารึเปล่านะ

            “รู้รึเปล่าจ๊ะ ว่าคาร์นี่ย์เป็นแค่ลูกชาวสวนธรรมดาๆน่ะ” เป็นโพลิน่าที่พูดออกมาราวกับแอบอ่านใจเขาอยู่ยังไงยังงั้น

            กลุ่มแฟนคลับของคาร์นี่ย์ต่างพากันร้องและส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ พวกเขาหันมามองคาร์นี่ย์เป็นเชิงขอคำยืนยัน

            “อื้อ เรื่องจริงเลยล่ะ ฉันเป็นลูกชาวสวนธรรมดา”

            คำตอบนั้นทำให้ทุกคนต่างร้องออกมาไม่เป็นภาษา โพลิน่ายิ้มก่อนจะพูดขึ้นมาว่า

            “เห็นไหมว่าคนธรรมดาๆก็สามารถมีฝีมือที่เก่งกาจได้ ขอเพียงแค่ขยันเรียนรู้และฝึกฝน ที่ฉันอยากจะบอกก็คือ ไม่มีใครเก่งกาจมาตั้ง-แต่แรก แม้จะมีพรสวรรค์แต่ก็ยังต้องฝึกฝน หากมีพรสวรรค์แล้วไม่ฝึกฝน ก็สามารถพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่มีความมานะอดทนอยู่ดี”

            ทั้งกลุ่มพยักหน้ารับคำสอนนั้นด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและแรงบันดาลใจ

            “ครับ/ค่ะ”

            ทั้งกลุ่มตอบรับด้วยน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะรีบออกปากขอตัวเพื่อรีบกลับไปฝึกซ้อมไวๆด้วยไฟที่กำลังลุกโชน ทว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งกลับมาหาโพลิน่าก่อนจะยื่นหนังสือนิยายไปทางเธอ

            “จำฉันได้ด้วยเหรอ” โพลิน่าถามขณะที่เซ็นชื่อตัวเองลงบนปก

            “แฟนคลับตัวยงเลยล่ะค่ะ” อีกฝ่ายว่าก่อนหัวเราะ “แถมเป็นอัศวินสูงสุดอีกต่างหาก”

            “ถึงอย่างนั้น เพื่อนเธอก็จำฉันไม่ได้อยู่ดีนี่” โพลิน่าพูดก่อนยักไหล่อย่างไม่ยี่หร่ะ “ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ฉันเองก็ไม่ค่อยออกหน้างานซักเท่าไรเสียด้วย”

            “ใครว่าล่ะคะ คุณโพลิน่าดังจะตาย แต่เพราะคุณคาร์นี่ย์กำลังเป็นที่สนใจกรี๊ดกร๊าดของทุกๆคนในตอนนี้ต่างหาก ทำให้เพื่อนๆไม่ทันได้สังเกตคุณโพลิน่า” หญิงสาวคนนั้นพูดแล้วยัดหนังสือใส่กระเป๋าสะพาย “ต้องขอตัวก่อนนะคะ ขืนไปช้าเดี๋ยวเพื่อนๆจะบ่นเอา”

            “จ้า ไปดีมาดีล่ะ” โพลิน่าร้องตามหลังพร้อมโบกมือลาอย่างเป็นกันเอง

            “เมื่อกี๊ที่พูดน่ะ สุดยอดไปเลยนะ โพลิน่าปลุกใจคนได้เก่งน่าดูเลยเชียวล่ะ” คนที่นั่งฟังเงียบๆอยู่นานพูดขึ้นในที่สุด

            “การประลองเจ็ดดาบดารา สี่จอมเวทมนตรา นอกจากจะคัดเลือกคนมีฝีมือให้มาช่วยงานจักรวรรดิแล้ว ยังมีจุดประสงค์ที่สำคัญก็คือการปลุกระดมความฝันของผู้คนนี่ล่ะ” โพลิน่าอธิบายแล้วใช้ศีรษะพิงไปที่ซอกคอของเด็กหนุ่มก่อนหลับตาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย “เธอก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ อัศวินรุ่นใหม่ที่ถูกเธอช่วยเติมเต็มไฟแห่งฝันน่ะ”

            “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” คาร์นี่ย์ถ่อมตัวพลางเกาแก้มแก้เก้อ “ฉันแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำให้เต็มที่ มันก็เท่านั้นเอง”

            “นั่นแหละข้อดีของคาร์นล่ะ”

            “แล้วไม่กลัวเหรอ?” จู่ๆเด็กหนุ่มก็ถามขึ้น

            “หืม… กลัว? กลัวอะไรล่ะ” อัศวินสาวถามทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่

            “ก็ผู้หญิงคนนั้นรู้จักเธอและเหมือนจะมองความสัมพันธ์ของเราออกและข่าวเรื่องของเราจะต้องแพร่กระจายออกไปแน่ๆ แล้วเรื่องมันจะไม่วุ่นวายจนไปรบกวนโพลิน่าเข้าหรอกเหรอ”

            “นี่แน่ะ!” โพลิน่าลืมตาก่อนส่งเสียงร้องแล้วใช้นิ้วดึงจมูกของคาร์นี่ย์ “ไม่วุ่นวายหรอกน่า กังวลไปได้ ฉันน่ะ… มีความสุขซะด้วยซ้ำที่คนอื่นได้รู้ว่าฉันเป็นคนระ ระ รักของธะ ธะ เธอ เราพูดอะไรออกมาเนี่ย น่าอายชะมัด”

            ประโยคหลังเธอพึมพำกับตัวเองแล้วหลบสายตาของคาร์นี่ย์ ดูเหมือนอาการขี้อายจะยังไม่หายไปจากตัวแฟนสาวของเขา ยังไม่ต้องพูดถึงอาการปากไม่ตรงกับใจด้วย แต่มองๆไปแล้วมันก็น่ารักสมกับเป็นโพลิน่าดี

            ในช่วงเวลาแห่งความสุข เสียงเหยี่ยวดังแว่วมาแต่ไกลส่งให้หญิงสาวต้นดีดตัวขึ้นนั่งแล้วยกแขนขวาโดยอัตโนมัติ ไม่นานเท่าไรนักนกเหยี่ยวตัวใหญ่ก็โฉบลงมาเกาะที่แขนของเธอพร้อมด้วยจดหมายที่ผูกติดกับข้อเท้าของมันมาด้วย

            จดหมายถูกแกะออกและเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ทันทีที่อ่านจบโพลิน่าก็หันมายิ้มให้กับคาร์นี่ย์

            “มีอะไรเหรอ”

            “เกี่ยวกับงานประลองรอบที่สองนั่นแหละ ฉันถูกขอให้ช่วยออกไปตามตัวผู้คุมกฎที่ทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขันใหญ่ในวันพรุ่งนี้น่ะ”

            “อื้อ ไปทำงานเถอะ” คาร์นี่ย์รับคำพลางยันตัวขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมา “ไว้เจอกันนะ”

            “พรุ่งนี้ก็… เต็มที่ล่ะ ถ้าแพ้ฉันจะไม่ยกโทษให้คาร์นแน่ ฉันจะยกตู้เย็นทุ่มใส่แล้วกระโดดกระทืบซ้ำให้เละเลยคอยดู” เธอพูดจบก็สะบัดหน้าแล้วรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

            คาร์นี่ย์ไม่ได้ติดใจอะไรในคำพูดของเธอหรอก ถึงจะเป็นคำพูดเชิงข่มขู่ แต่จริงๆแล้วที่โพลิน่าอยากจะบอกน่ะ คงจะเป็นแค่คำว่า อย่าแพ้เขานะ อะไรทำนองนี้ พอรู้แบบนั้นแล้วเจ้าคนกวนก็ส่ายหัวขำอยู่คนเดียว

            ‘ยัยซึนเอ้ย!’

 

            วันต่อมาคาร์นี่ย์ก็ตื่นเดินทางมายังอารีน่าด้วยสภาพที่สดชื่น และเช่นเคย กลุ่มพวกเขาสี่คนเป็นที่สะดุดตากว่าใครๆเพราะมอเตอร์ไบค์ที่ไม่เหมือนกับชาวบ้านเขา เชอร์เบ็ทตอนนี้ก็ทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการส่วนตัวของพวกเขาทั้งสี่คนไปเสียแล้ว เพราะเธอเล่นจัดการเช็คความเรียบร้อยตั้งแต่สภาพรถ ลามมากระทั้งตรวจสภาพร่างกายทุกๆคนก่อนเข้าอารีน่าและบันทึกผลการตรวจใส่กระดาษราวกับคุณหมอ

            “จริงๆแล้วฉันเรียนจบได้รับใบประกอบวิชาชีพแพทย์ตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้ว วิชาสายวิศวะยานยนต์น่ะฉันได้มาจากคุณพ่อที่มาสอนฉันทีหลัง”

            คำบอกเล่าของเชอร์เบ็ททำเอาทุกๆคนอ้าปากค้าง ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนว่าเธอจะเป็นอัจฉริยะที่มีมันสมองเป็นเลิศขนาดนี้ แต่ก็มีให้เวลาให้อึ้งได้ไม่นานพวกเขาก็ต้องแยกย้ายไปเตรียมตัวห้องพักนักกีฬาตามบล็อคของตัวเอง เพื่อนเตรียมตัวขึ้นประลองรอบคัดตัว ซึ่งจะแข่งที่สนามย่อยของอารีน่าที่มีราวๆห้าสิบสนามด้วยกัน กติการอบนี้เป็นแบบน็อคเอาท์ ใครแพ้แล้วก็จะถูกปรับตกรอบในทันที ซึ่งตามแผนแล้วก็จะมีผู้ผ่านเข้ารอบเหลือเพียงแค่ 25 คนเท่านั้นที่จะได้ขึ้นสนามประลองใหญ่ของอารีน่า

            คาร์นี่ย์ยังไม่ต้องออกแรงในรอบแรกเนื่องจากคู่ต่อสู้เขานั้นเลือกที่จะถอนตัว ดูเหมือนจะมีอีกหลายคนที่ขอถอนตัวเพราะทนรับแรงกดดันไม่ไหว เขาจึงถือโอกาสแอบไปดูการแข่งขันในส่วนของบล็อคอื่นในขณะที่ยังว่างอยู่

            เปรี้ยง!

            ร่างของคู่ต่อสู้ของไรดีนถูกเตะกระเด็นออกจากสนามอย่างง่ายดายโดยที่ไรดีนไม่ต้องหมุนสล็อตสักครั้งเดียว ดูเหมือนว่าทางไรดีนนั้นไม่มีอะไรต้องกังวลแม้แต่น้อย ดังนั้นเขาจึงปลีกตัวไปดูไอน์ซาโม่แบบเงียบๆต่อ รายนี้เล่นระเบิดซะพื้นสนามเละเทะไปหมดคงไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าใครที่ชนะ ส่วนเกรนิตี้ค่อนข้างจะทำได้ดี แต่ดูจะลำบากกว่าคนอื่นๆนิดหน่อยเท่านั้น

            พอเห็นว่าเพื่อนๆไปได้สวยเขาก็กลับไปที่ห้องพักนักกีฬาประจำบล็อกของตัวเอง ที่นั่นเขาได้เจอกับชายร่างใหญ่ที่นั่งหลับตานิ่งอยู่ พอเขาเข้าไปใกล้เจ้าของร่างใหญ่นั้นก็ลืมตามองมาทางเขา คาร์นี่ย์จำได้ว่าคนๆนี้คือคนที่อยู่ในกลุ่มของคาวาเลียร์ ถ้าจำไม่ผิดชายคนนี้น่าจะเป็นผู้ใช้อาวุธหอก

            “ยัยพลานาเรียเป็นไงบ้างล่ะ” คาร์นี่ย์ทักทายก่อนนั่งลงเก้าอี้แล้วเหยียดขาออกไปข้างหน้า

            “นายพูดถึงคาวาเลียร์อยู่รึเปล่า ถ้าใช่ ผู้หญิงคนนั้นสบายดีไม่มีปัญหาอะไร”

            “ก็ยัยนั่นน่ะแหละ แล้วไอการเรียกเพื่อนร่วมทีมด้วยท่าทางห่างเหินแบบนั้นมันอะไรกัน” คาร์นี่ย์ถามเพราะรู้สึกขัดๆกับประโยคที่อีกฝ่ายพึ่งพูดไป

            “พวกเราโดนหลอกว่าเป็นผู้ชายมาตลอดเลยน่ะสิ ก็เลยเคืองๆนิดหน่อย”

            “พวกนายก็ด้วยเหรอเนี่ย” คาร์นี่ย์ว่าพลางหัวเราะขำ “แล้วเดี๋ยวต้องประลองกับใครล่ะเนี่ย”

            อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปสักพัก ดวงตาดุดันราวกับสัตว์ร้ายตวัดมองมาทางเขาราวกับจะสื่อความหมาย และเหมือนคาร์นี่ย์จะรู้ตัวแล้วชี้นิ้วมาที่ตัวเอง

            “อิกเกอร์นี่ชื่อนายหรอกเหรอ โทษทีๆ แค่คาดไม่ถึงน่ะ” คาร์นี่ย์หัวเราะแห้งๆพลางลูบหัวเขิน

            “ถึงว่าทำตัวแปลกๆที่มาตีสนิทกับคู่ต่อสู้ก่อนประลองแบบนี้ ที่แท้ก็ยังไม่รู้เรื่องนี่เอง”

            ได้ยินคำปรามาสนั้นคาร์นี่ย์ก็อดสะดุ้งไม่ได้ แต่เขาเองก็ไม่ได้คิดจะถือสาอะไรอีกฝ่าย เพราะถึงจะเป็นคู่ต่อสู้กันก็แค่ในฐานะผู้เข้าร่วมงานประลอง ไม่ได้เป็นศัตรูที่เกลียดขี้หน้าหรือมีปัญหาอะไรกันเสียหน่อย

            “เอาเป็นว่า เต็มที่ก็แล้วกันนะ”

            คาร์นี่ย์ผุดลุกแล้วส่งมือไปทางอีกฝ่าย สายตาของฝั่งตรงข้ามมองมาที่มือเขาอย่างไม่ไว้วางใจ อาการนั้นเผลอทำให้คาร์นี่ย์หลุดขำ วินาทีต่อมาเสียงประกาศเรียกตัวของเขากับอิกเกอร์ก็ดังขึ้นภายในห้อง

            “ไม่มีอะไรหรอกน่า อย่าคิดอะไรมากนักสิ”

            ได้ฟังคำนั้นแล้วอีกฝ่ายก็ถอนหายใจแล้วตบมือตอบรับอีกฝ่ายแบบส่งๆ แล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากห้องพักนักกีฬาตรงไปยังสนามประลองพร้อมๆกัน

            คาร์นี่ย์ถูกแยกให้มาอยู่อีกโซนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับอิกเกอร์ที่ถูกดึงตัวให้ไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม สนามประลองเป็นเวทีหินสี่เหลี่ยมที่มีขนาดกว้างอยู่พอตัว นั่นทำให้การเคลื่อนไหวไม่ถูกจำกัดมากนัก และเฉกเช่นการแข่งก่อนหน้านี้ อาคมรักษาสภาพและอาคมดึงตัวได้ถูกสร้างเอาไว้ครอบคลุมพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

            เสียงหายใจระหว่างเขากับคู่ต่อสู้ตรงหน้าคือเสียงเดียวที่ได้ยินขณะนี้ กรรมการประจำสนามชุแขนข้างหนึ่งขึ้นข้างเป็นสัญญาณ มุรามาสะถูกดึงออกจากฝัก เช่นเดียวกันกับที่อึกฝ่ายหยิบไม้ท่อนเล็กๆออกมาก่อนจะดึงให้มันขยายออกกลายเป็นหอกประจำตัว ในที่สุดมือที่ชูสูงนั้นก็สับลงเป็นสัญญาณ

            “เริ่ม!”

            เคร้ง!

            เสียงเหล็กกระทบกันแทบจะในทันที คาร์นี่ย์ใช้มุรามาสะรุกไล่อีกฝ่ายในระยะประชิดเพราะเข้าใจดีเรื่องระยะของอาวุธ หากเขาเว้นระยะห่างมากเกินไป คนที่ใช้หอกแบบอิกเกอร์ก็จะได้เปรียบ เพราะฉะนั้นระยะประชิดนี่แหละดีที่สุด อีกฝ่ายก็ดูจะเข้าใจเรื่องนี้ดีจึงพยายามหาทางถอยห่างจากคาร์นี่ย์อยู่ แต่ก็ไม่สามารถสลัดเด็กหนุ่มให้หลุดไปได้เสียที

            “เพลย์สล็อต 4,000 แต้ม”

            สิ้นคำของอิกเกอร์ ก็ปรากฏภาพเสมือจริงกลางอากาศเป็นเครื่องสล็อตแมชชีน คันโยกถูกสับลง แล้วช่องทั้งสามช่องก็หมุนวิ่งอยู่รวดเร็ว บนเครื่องปรากฏตัวเลข4,000เด่นหราอยู่

            มอร์ตาร์แคนนอน

            เสียงประกาศดังขึ้น คาร์นี่ย์เหลือบมองขึ้นไปเหนือหัวเมื่อรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างกำลังพุ่งตรงมาทางเขา

            “กะ กระสุนปืนใหญ่” คาร์นี่ย์พูดติดอ่างแล้วกระจนตัวกลิ้งหลบกระสุนอย่างทุลักทุเล “เพลย์สล็อต 5,000 แต้ม”

            แคนดี้แมน

            เสียงประกาศดังขึ้นอีกครั้ง คาร์นี่ย์หางตาขวากระตุกอย่างเป็นลางบอกเหตุ ก่อนที่บางอย่างจะผุดออกมาจากพื้นสนาม มันคือลูกอมรูปร่างเหมือนคนขนาดเล็กซึ่งพอโดนลูกกระสุนปืนใหญ่ก็แตกละเอียดเป็นผุยผง

            “ชิบ ซวยชะมัด” คาร์นี่ย์สบถลั่นแล้วเสี่ยงฟันกระสุนปืนใหญ่ที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว กระสุนนั้นถูกผ่าออกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย แล้วหลังจากที่หลบกระสุนปืนใหญ่มาได้พักหนึ่ง ในที่สุดการโจมตีจากสล็อตแมชชีนก็จบลง รอยยิ้มของคาร์นี่ย์เผยออกกว้าง แล้วเจ้าคนกวนก็เข้าประชิดตัวอีกฝ่ายอีกครั้งพร้อมใช้สิทธิในการหมุนสล็อตรอบสอง “เพลย์สล็อต 10,000 แต้ม”

            กระดาษ

            “เดี๋ยวๆๆ นี่ฉันใช้ไปตั้ง10,000แต้มแต่ได้แค่กระดาษเนี่ยนะ ไม่ยุติธรรมเลยเฟ้ย!!!”

            คาร์นี่ย์โวยวาย หน้าแหงนมองท้องฟ้าที่มีกระดาษจำนวนมากกำลังหล่นลงมา ในหัวคิดแผนการอะไรบางอย่างออกขึ้นมาในทันที ใบหน้าที่ดูหงุดหงิดเมื่อสักครู่เปลี่ยนกลับไปเป็นเบิกบาน

            อิกเกอร์ตวัดห้องปัดป้องกระดาษไปรอบๆเพื่อป้องกันตัวเพราะทัศนวิสัยตรงหน้าถูกบดบังจนหมดสิ้นทำให้ไม่รู้ว่าคาร์นี่ย์จะโจมตีมาจากทิศทางใดกันแน่ สีหน้าแสดงออกถึงความหงุดหงิดย่างชัดเจน แต่ขณะที่กำลังหงุดหงิดอยู่นั้นเองเสียงบางอย่างกำลังพุ่งแหวกกลุ่มกระดาษที่โปรยปรายตรงมาทางเขาอย่างรวดเร็ว ทว่ากว่าจะรู้ตัวมันก็สายเกินกว่าที่อิกเกอร์จะหลบได้เสียแล้ว

            ฉัวะ!

            มุรามาสะฟันเข้ากลางลำตัวจนร่างยักษ์นั้นต้องทรุดตัวลงอย่างหมดสภาพ แต่อาคมดึงตัวยังไม่แสดงผล คาร์นี่ย์จึงตวัดดาบฟันเฉียงขึ้นอีกครั้ง ร่างของอีกฝ่ายก็ขึ้นแสงแล้วหายวับไปอยู่ข้างสนามประลองอย่างรวดเร็ว เป็นอันรู้ผลแพ้ชนะระหว่างเขากับอิกเกอร์อย่างรวดเร็ว

            เมื่อสักครู่คาร์นี่ย์คิดแผนเอาชนะได้ โดยแรกเริ่มเขานึกถึงนิสัยขี้กังวลและหวาดระแวงเกินเหตุของอีกฝ่ายที่แสดงออกมาตอนที่เขายื่นมือให้จับทักทายที่ห้องพักนักกีฬา คาร์นี่ย์เห็นแบบนั้นแล้วจึงคิดใช้นิสัยนั้นให้เป็นประโยชน์ ตอนที่กระดาษโปรยลงมาบดบังการมองเห็น เขารู้ว่าอิกเกอร์ต้องกังวลว่าเขาจะลอบโจมตีจนต้องฟาดหอกไปรอบๆทิศมั่วๆเพื่อเป็นการป้องกันตัว กระดาษที่ปลิวกระจายไปรอบทิศรอบทางเพราะแรงหอกของอิกเกอร์ช่วยให้คาร์นี่ย์จับตำแหน่งของคู่ต่อสู้ได้ ในทางกลับกันอีกฝ่ายกลับไม่สามารถจับได้ว่าเขาอยู่ที่ไหนเพราะเขายืนอยู่นิ่งๆรอเพียงแค่ให้คู่ต่อสู้ขยับตัวเข้ามาใกล้ๆแล้วจึงตอบโต้ด้วยการฟันในระยะที่ยากจะหลบพ้น เป็นอันจบเกมไปในที่สุด

            กองกระดาษหายวับไปกับตาเมื่อการประลองจบลง สภาพสนามที่เป็นหลุมเป็นบ่อหายวับไปด้วยฤทธิ์ของอาคมรักษาสภาพ มือของคาร์นี่ย์ถูกกรรมการประจำสนามยกขึ้นพร้อมคำประกาศอย่างเป็นทางการ

            “ผู้ชนะรอบคัดตัวครั้งที่สองบล็อค J4 คาร์นี่ย์ ลัคกี้แสตมป์”




NEKOPOST.NET