Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 15 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.15 - Kiss me please


ดาบที่15 : "Kiss me please!!!"

 

 

            การประลองในรอบถัดไปจะเริ่มขึ้นที่อารีน่าใหญ่ เป็นการประลองตัวต่อตัวที่เหมือนจะธรรมดาๆทั่วไป เพียงแต่ว่ามีรูปแบบที่แปลกประหลาด แต้มที่เขาได้มาในรอบแรกนั้นจะถูกนำมาใช้หมุนสล็อตเพื่อเสี่ยงโชค ในสล็อตเสี่ยงโชคนั้นจะมีน้ำยาคืนพลัง น้ำยารักษาแผล อุปกรณ์สนับสนุนไปจนถึงอาวุธมาให้ผู้ประลองได้ใช้กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ประลองว่าต้องการใช้คะแนนเสี่ยงหมุนสล็อตเท่าไร ยิ่งลงคะแนนเยอะมาก โอกาสที่จะได้ของดีๆก็จะยิ่งมีมากขึ้น แต่จำกัดการหมุนสล็อตได้แค่สามครั้งต่อหนึ่งการประลองเท่านั้น นั่นหมายความว่าเขาจะได้เปรียบเต็มๆในฐานะที่ 1 ของการแข่งขันในรอบแรก

            คาร์นี่ย์ที่พึ่งออกกำลังกายที่สวนหลังบ้านเสร็จเดินกลับเข้ามาจากทางด้านหลัง เหงื่อกาฬเปียกโชกเสื้อทำให้เขารีบถอดเสื้อออกโดยไม่ทันสังเกตว่ามีคนกำลังมองอยู่

            “น้องคาร์น ไปถอดที่ห้องน้ำสิจ๊ะ”

            มารีอันนานั่นเองที่บังเอิญได้มาเห็นเซอร์วิสจากคาร์นี่ย์ เธอรีบเอามือปิดหน้าปิดตาตัวเองอย่างเขินอาย เจ้าตัวเกาหัวทำท่าเลิ่กลั่กก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องน้ำ ที่หน้าห้องน้ำนั้นมีตะกร้าผ้าแยกออกเป็นหกตะกร้า ห้าตะกร้าแรกเป็นของพวกเขาที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ส่วนตะกร้าอันที่หกนั้นเป็นของแขกผู้มาเยือนที่พักหลังชักจะมีมาบ่อยๆ

            เสียงเหมือนสว่านดังขึ้นจากทางห้องของเกรนิตี้ ทำให้เจ้าตัวแสบอดไม่ได้ที่จะเดินไปดูเสียหน่อย พอไปชะเง้อหน้าก็ได้เห็นว่าไรดีนกำลังใช้สว่านขันสกรูช่วยยึดรูปภาพกับฝาผนังห้องให้เกรนิตี้ที่ยืนดูอยู่ด้านหลัง ทั้งสองคนสังเกตเห็นเขาจึงมามอง เกรนิตี้มีปฏิกิริยาต่างกับมารีอันนาอย่างลิบลับเมื่อได้เห็นสภาพของคาร์นี่ย์เปลือยท่อนบน เธอกระโดดเอาหน้าซุกหมอนพร้อมกับรีบไล่ให้เขาไปใส่เสื้อผ้า แต่เจ้าคนถูกไล่กับแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

            “ตั้งแต่ฉันตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ รู้สึกว่าทุกๆคนจะจัดเต็มกันสุดๆไปเลยนะ” คาร์นี่ย์กอดอกใช้ไหล่พิงซุ้มประตูแล้วพูดกับไรดีน “แล้วชั้นบนอีกสองชั้นคิดจะทำอะไรต่อล่ะ”

            “ชั้นสองกะจะทำห้องเอาไว้เผื่อมีคนเพิ่มน่ะ ส่วนชั้นสามยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย” ไรดีนหันมาตอบก่อนจะกลับไปยึดกรอบรูปเข้ากับฝาผนังอีกครั้งอย่างคล่องแคล่ว

            “ถ้าหากชนะการประลองได้ ฉันคิดว่าฉันอยากจะต่อเติมแล้วก็ขยายบ้านแหละ”

            เสียงใสๆดังขึ้นก่อนแขนขาวๆเจ้าของเสียงจะโอบเข้ามากอดร่างเด็กหนุ่ม ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อยแล้วรีบแกะมือนั้นออกก่อนหันไปเผชิญหน้ากับไอน์ซาโม่ที่มักจะเข้าถึงเนื้อถึงตัวเขาเสมอไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม ได้ยินไม่ผิดหรอก เพราะไม่ว่าเขาจะนอนเธอก็จะรุกประชิดได้อย่างน่ากลัวมากๆ หรือเวลากินข้าว หางของเธอก็มักจะมาแตะๆซุกซนที่แขนที่ขาของเขา

            จนกระทั่งมารีอันน่ามาเห็นเข้า ตอนแรกเธอช็อคมากที่ได้รู้ว่ามีอมนุษย์แฝงตัวอยู่ท่ามกลางคนธรรมดาๆมากมาย แต่สุดท้ายคาร์นี่ย์ก็สามารถพูดให้เธอสัญญาว่าจะไม่เอาไปบอกกับใครได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าการกระทำในครั้งนั้นจะเป็นใบเบิกทางให้กับอมนุษย์สาวปล่อยเนื้อปล่อยตัวแทบตลอดเวลาที่อยู่ในบ้าน แถมไอน์ซาโม่ยังใช้หางคอยกวนใจเขาได้มากกว่าปกติหลายเท่าตัว ตอนแรกก็กะจะบ่น แต่พอได้เห็นท่าทางมีความสุขของพวกเธอแล้วเขาก็ไม่อยากว่าอะไร

            “ไอน์ เหงื่อฉันเต็มตัวขนาดนี้ไม่เหม็นบ้างรึยังไงกันเนี่ย”

            คาร์นี่ย์พยายามดึงร่างของหญิงสาวที่พยายามเข้ามากอดเขาออกอีกครั้ง เมื่อทำได้สำเร็จก็รีบพุ่งตัวหายเข้าไปในห้องน้ำ จะให้เรียกว่าห้องน้ำก็ไม่รู้ว่าจะถูกต้องไหม เพราะมันเป็นห้องกว้างขั้นมีบ่อแช่ตัวที่ลงไปแช่ได้หลายคน ถ้าจะเรียกก็คงต้องเรียกว่าโรงอาบน้ำน่าจะเหมาะกว่า ที่สุดยอดก็คือมันถูกตกแต่งให้มีสภาพเหมือนบ่อน้ำร้อนตามธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ต้องก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆของเขาที่ลงทุนควักเงินมาช่วยอัพเกรดบ้านให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

            ร่างสูงจัดการอาบน้ำสระผมขัดตัวให้เรียบร้อย หลังจากเสร็จแล้วก็รีบตรงไปทางบ่อน้ำเพื่อหวังแช่ตัวให้สบายเสียหน่อย

            เสียงจ๋อมดังขึ้นเมื่อเขาเดินลงบ่อน้ำร้อนแช่ตัว จู่ๆเสียงหาวก็ดังขึ้นใกล้ๆตัวเขาทำให้คาร์นี่ย์หันไปมองแล้วพบกับลุควิคที่มาแช่น้ำอยู่ก่อนหน้าเขา ตอนแรกเขาไม่ทันสังเกตเห็นเพราะว่าไอน้ำนั้นทำให้วิสัยทัศน์รอบๆห้องน้ำไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก

            “เป็นไงบ้างล่ะคาร์นี่ย์” เสียงทักทายหลุดมาจากอีกฝ่ายก่อนที่เขาจะทันได้ทัก

            “ก็ตื่นเต้นเรื่องการประลองนิดหน่อยล่ะ”

            “งั้นเหรอ” ลุควิคพูดก่อนจะลอยคอผ่านหน้าคาร์นี่ย์ไปอย่างช้าๆ “นายทำให้งานของฉันวุ่นวายยกใหญ่เลยล่ะนะ”

            “หมายถึงเรื่องอาทิตย์ก่อนน่ะเหรอ” คาร์นี่ย์ถามพลันนึกถึงเหตุการณ์นั้น เขาก้มมองมือของตนเองที่บัดนี้เปื้อนเลือดไปเรียบร้อยแล้ว “ขอโทษนะ ที่ทำให้นายเดือดร้อน”

            ดวงตามองที่ผนังอย่างเหม่อลอย จนกระทั่งถูกลุควิคสะกิดทำให้เขากลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง ดวงตาสีแดงเบือนจากฝาผนังมาจับจ้องที่ลุควิคอีกครั้ง

            “แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ ฉันเห็นเธอตามมาง้อนายทุกวันเลยนะ ไม่คิดจะไปคุยกับเขาหน่อยเหรอ”

            ดวงตาของเด็กหนุ่มสั่นไหวเมื่อได้ยินคำถามนั้น โพลิน่าจะมาดักรอเขาอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ตรงจุดที่เขาสามารถมองเห็นได้จากหน้าต่างห้องนอนทุกๆวันนับตั้งแต่วันนั้น คาร์นี่ย์เองอยากที่จะเข้าไปคุยกับเธอมาก แต่ความรู้สึกกลัวมันห้ามเขาเอาไว้ เป็นความกลัวว่าจะต้องเจ็บและเสียใจทำให้เขาไม่กล้าที่จะไปเผชิญหน้าเพื่อเคลียร์ปัญหาระหว่างเขากับเธอตรงๆ และเขาเองก็ไม่อยากไปหาแผลเพิ่มทั้งๆที่แผลเก่ายังไม่หายดี

            “ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมที่จะคุยกับเธอ”

            “แต่มะรืนนี้ก็ต้องแข่งรอบที่ 2 แล้วนะ ถ้าไม่เคลียร์กันอย่างนี้ ก็คงต้องอยู่อย่างไม่สบายใจแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ” ลุควิคพูดจบก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกสบายตัว จากนั้นก็ลุกขึ้นจากบ่อแช่ตัว ก่อนออกจากห้องก็หันมาพูดให้คาร์นี่ย์ขบคิด “ผู้หญิงน่ะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากที่สุดเลยล่ะ บางทีที่เธอพูดอะไรที่ผิดพลาดออกไปก็อาจเป็นเพราะเธอทำตัวไม่ถูกก็ได้นะ เวลาที่อยู่กับคนที่เรารักน่ะ เราเองก็มักจะวางตัวไม่ค่อยถูกใช่ไหมล่ะ กลัวเขาจะไม่ชอบใจบ้างล่ะ กลัวเขาจะมองเราไม่ดีบ้าง บางทีก็อายจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ทว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นก็เพราะรักนั่นแหละ คิดดูให้ดีๆละกัน ผู้หญิงที่ไหนจะลงทุนมาง้อได้ทุกวันถึงขนาดนี้ถ้าหากว่าเธอไม่ได้ชอบนายจริงๆน่ะ”

            “…”

            คาร์นี่ย์เงียบไป เสียงปิดประตูห้องน้ำดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าคู่สนทนาได้ออกจากห้องไปแล้ว ทิ้งให้เด็กหนุ่มนั่งแช่น้ำคิดอยู่คนเดียว บางทีเขาอาจจะกังวลมากเกินไปว่าโพลิน่าไม่ได้ชอบเขา เพราะจริงอย่างที่ลุควิคว่า ถ้าเธอไม่ชอบเขาจริงๆจะมาลงทุนนั่งรอที่ใต้ต้นไม้นั่นทุกวันเพื่ออะไร

            พอคิดได้แบบนั้นแล้วเขาก็ลุกขึ้นจากบ่อน้ำไปจัดการเปลี่ยนชุดตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะกลับห้องไปนั่งที่เตียงนอน สายตาทอดลอดซุ้มหน้าต่างไปทางต้นไม้ที่มีร่างหญิงสาวในชุดกระโปรงใหญ่ใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์นั่งคู้ตัวทอดสายตามาทางเขา เขาเบือนหน้าหลบ ที่จริงเขาก็เริ่มใจอ่อนแล้วล่ะ เพียงแต่อยากจะดูต่ออีกสักหน่อยว่าเธอจะมีความตั้งใจขนาดไหน

 

            นี่เป็นเวลาอาทิตย์กว่าๆเห็นจะได้แล้วที่เธอมานั่งรอขอความเห็นใจจากเขา เธอพยายามสื่อสารด้วยท่าทางว่าอยากจะคุยกับเขา แต่ดูเหมือนว่าทางนั้นจะยังโกรธเธออยู่ นั่นหมายความว่าเธอคิดถูกที่ไม่เดินไปคุยกับเขาตรงๆ ไม่อย่างนั้นคงจะโดนอีกฝ่ายที่กำลังโกรธต่อว่ากลับมาแน่ๆ

            ดวงตาสีแดงสดใสดุจมณีทับทิมจับจ้องไปที่สร้อยข้อมือเชือกถัก ตาเธอหรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าของเธอแฝงไปด้วยความเศร้าและสำนึกผิด ถ้าเพียงแต่ตอนนั้นเธอกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกให้มากเหมือนที่คาร์นี่ย์ทำกับเธอ เรื่องทั้งหมดคงจะไม่ลงเอยแบบนี้ การไม่ได้พูดคุยกันเลยทั้งๆที่เขาคนนั้นอยู่ใกล้แค่นี้ เป็นอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก

            แต่ความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ก็ยังไม่สาสมพอถ้าเทียบกับสิ่งที่เธอทำไว้กับคาร์นี่ย์ เธอทำให้ผู้ชายที่รักเธอมากที่สุดต้องเจ็บปวด บางวันโพลิน่าจะต้องทนเห็นภาพผู้หญิงที่ชื่อไอน์ซาโม่เข้ามาเกาะแกะกับคนที่เธอรัก แต่เธอก็ไม่มีสิทธิอะไรที่จะไปโวยวาย ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นช่างแสนดีกับคาร์นี่ย์ยิ่งกว่าเธอ ทั้งดูแลและดูเข้าอกเข้าใจ ในขณะที่เธอไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคาร์นี่ย์เลย

            “ได้โปรด ช่วยมาเป็นคนรักของฉันได้ไหมคะ…” นี่เป็นครั้งที่หนึ่งร้อยแล้วที่โพลิน่าพยายามท่องบทพูดนี้ โดยที่หวังว่าจะได้เอามันไปพูดกับผู้ชายที่นั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างของบ้านหลังนั้น “เห้อ เราจะทำยังไงดี ความรู้สึกเสียไปแล้วมันก็คงไม่มีทางกลับคืนเหมือนเดิม…”

            พึมพำกับตัวเองจบก็ต้องกรี๊ดลั่นเมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องมาแต่ไกล มือทั้งที่สั่นเทาทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปิดหู เธอไม่ชอบเลยเวลาที่ต้องเจอเสียงฟ้าร้องแบบไม่ทันตั้งตัว ท้องฟ้าก็ดูมืดครึ้มคล้ายฝนจะตก

            ‘บางที เราควรจะกลับไปก่อน’ โพลิน่าคิดในใจ แต่แล้วก็ต้องรีบสะบัดหัว ‘ไม่! เราจะยังรอเขา แค่นี้มันเทียบไม่ได้เลยกับการที่เขาอดทนรอเจอเรามาตั้งสิบปี’

            คิดจบก็กัดปากตัวเองอย่างฝืนอดทน หญิงสาวนั่งกอดเข่าตัวเองเพราะลมเริ่มพัดแรงจนอากาศเริ่มหนาว ความมุ่งมั่นถูกส่งผ่านดวงตาของเธอที่กำลังจ้องมองไปที่ช่องหน้าต่างที่คาร์นี่ย์กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่

            ในที่สุด ฝนก็เทลงมาราวกับจะกลั่นแกล้ง แถมทางฝั่งนั้นเองก็ปิดหน้าต่างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เธอก็อยากจะรออยู่อย่างนี้ แม้ความหวังจะริบหรี่มากก็ตาม

 

            เสียงเม็ดฝนกระทบกับพื้นตามมาด้วยเสียงย่ำเท้าบนพื้นถนนที่เปียกชื้น ฝีเท้าที่ก้าวด้วยความเร็วสม่ำเสมอดังใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลง หญิงสาวที่นั่งคุดคู้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เงยหน้าขึ้นในทันทีที่เม็ดฝนหยุดกระทบร่างเธอ ใครบางคนกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ เขาคือผู้ชายที่เธอคิดว่าไม่มีทางที่จะยอมยกโทษให้เธอแน่ๆ เขามาพร้อมกับร่มที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ฝนไม่กระทบกับร่างของเธอ

            “ฉัน…” โพลิน่าพูดก่อนเสียงจะเบาลงจนฟังไม่ได้ศัพท์ แต่แล้วสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป เมื่อร่างที่เปียกปอนของเธอถูกคาร์นี่ย์ดึงตัวเข้าไปกอดแน่น “ฉันขอโทษ ฮือ… คาร์น ฉันไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆนะ ขอโทษ…”

            “ฉันรู้แล้วๆ เลิกขอโทษฉันเถอะ”

            ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่อีกฝ่ายก็ยังขอโทษเขาแถมร้องไห้หนักกว่าเก่าอีกต่างหาก นี่ทำให้เขาทำตัวไม่ถูก มันคงจะจริงอย่างที่ลุควิคว่า เวลาที่อยู่ใกล้ๆคนที่ตัวเองรักแล้วคนเรามักจะทำตัวไม่ค่อยถูก แถมเธอยังกอดเขาแน่นมากจนเขาหายใจไม่ออก ไม่รู้ว่าตัวเล็กๆแบบเธอไปเอาแรงมหาศาลมาจากที่ไหน

            ‘แรงเยอะแบบนี้ก็สมแล้วล่ะนะที่เป็นอัศวินสูงสุด’

            “เข้าไปในบ้านฉันก่อนเถอะโพลิน่า” คาร์นี่ย์พูดแต่อีกฝ่ายยังเกาะเขาแน่นแถมยังไม่หยุดขอโทษเขาอีกต่างหาก นั่นทำให้เขาต้องถอนหายใจแล้วส่งยิ้มใจดีไปให้เธอ “ฉันไม่ได้โกรธเธอ แต่ที่ฉันไม่ออกมาคุยเพราะฉันกลัวว่าเธอจะบอกให้ฉันหยุดรักเธอ”

            เขาพูดด้วยใบหน้าที่ขึ้นสี ดวงตาสีแดงเฉไปอีกทางเพราะไม่กล้าสบตากับเธอ หลังจากที่พูดสิ่งที่คิดไปทั้งหมดแล้วเขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นตั้งเยอะ ดูเหมือนที่ลุควิคพูดมาจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด หลังจากจบเรื่องนี้เขาคงต้องไปขอบคุณผู้เชี่ยวชาญด้านความรักคนนี้เสียหน่อยแล้ว

            “ไม่มีทาง ฉันจะไม่ยอมให้เธอหยุดรักฉันเพราะฉันเองก็รักเธอ อ๊ะ”

            ฝั่งตรงข้ามพูดแล้วเอามือปิดปากด้วยสีหน้าช็อคๆ เหมือนจะไม่เชื่อว่าตัวเองจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมา คาร์นี่ย์ยิ้มด้วยใบหน้าที่มีความสุข ท่าทางและสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนก่อนหน้านี้ เขาก้มลงจูบที่หน้าผากของโพลิน่าอย่างแผ่วเบา

            หญิงสาวก้มหน้างุดแล้วใช้กำปปั้นขวาทุบอกเขา ส่วนมือซ้ายนั้นใช้เล็บจิกที่หลังของเขาอยู่จนแสบไปหมด ตอนนี้คาร์นี่ย์เดาได้แล้วว่าที่ผ่านๆมาที่เธอแสดงท่าทีแปลกๆหรือว่าทำเหมือนไม่สนใจนั้นก็เป็นเพราะเธอกำลังอาย ตอนเด็กๆโพลิน่าก็ค่อนข้างเป็นคนขี้อาย แต่เขาก็คิดว่าพอโตมาเป็นอัศวินสูงสุดแล้ว นิสัยดั้งเดิมแบบนี้น่าจะถูกกำจัดทิ้งไป แต่ที่ไหนได้ เจ้านิสัยนี่ดันหนักกว่าเก่าซะงั้น

            “ไปที่บ้านฉันก่อนเถอะ ยิ่งอยู่นานฝนก็ยิ่งตกหนัก เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”

            สิ้นคำของเด็กหนุ่มคราวนี้โพลิน่ายอมเดินตามแต่โดยดี มือนั้นเกาะเขาไม่ยอมปล่อยราวกับกลัวว่าเขาจะวิ่งหนีเธอไปยังไงยังงั้น ถึงแม้การที่เธอเกาะจะทำให้เสื้อผ้าเขาเปียก แต่มันก็คุ้มค่าเพราะตอนนี้เขากำลังมีความสุขสุดๆไปเลยล่ะ

            คาร์นี่ย์พาโพลิน่าไปที่หน้าห้องน้ำก่อนจะเดินออกมา ตรงหน้าประตูห้องน้ำปรากฎร่างของไอน์ซาโม่กำลังยืนเอาตัวพิงซุ้มประตูอยู่ คาร์นี่ย์ไม่ได้พูดอะไรแต่ผายมือทางโต๊ะนั่งของห้องครัว อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

            “คืนดีกันแล้วเหรอ?” เธอถามด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบจนอ่านใจยาก

            “อื้อ”

            คำตอบสั้นๆหลุดออกมาจากคาร์นี่ย์ เขาคิดว่าไอน์ซาโม่น่าจะมีอาการอะไรด้านลบบ้าง แต่ผิดคาด เธอกำลังยิ้มให้กับเขา พอลองขยี้ตาดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ คนที่กำลังคุยด้วยก็หัวเราะขำ

            “จำได้ไหมที่ฉันบอกคาร์นไป” ไอน์ซาโม่พูดขึ้น “ฉันจะอยู่ข้างๆคาร์นไม่ว่าจะรูปแบบไหนไง”

            พอได้ฟังแบบนั้นแล้วเขาก็ต้องเบือนหน้าอีกทาง ไม่คิดว่าไอน์ซาโม่จะเอาจริเอาจังกับเขาขนาดนี้ มันเป็นอะไรที่คนธรรมดาๆอย่างเขาไม่สมควรได้รับแม้แต่นิดเดียว เธอเดินอ้อมมากอดคอเขาก่อนจะกระซิบ

            “แต่ว่า ฉันเองก็อยากได้รางวัลปลอบใจสักหน่อยจะได้ไหม” เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วชวนใจหวิวแปลกๆ “ขอเลือดของเธอซักนิดเถอะนะ ฉันทนไม่ไหวแล้ว”

            ไม่ทันจะได้ตอบคำรับอนุญาต เขี้ยวเล็กๆก็ฝังเข้าที่คอของเขา มันเจ็บจี๊ดๆในตอนแรก เขารู้สึกได้ถึงแรงดูดจากริมฝีปากของเธอ ตอนแรกเขากะจะปฏิเสธเพราะกลัวว่ามันจะเจ็บ ทว่ามันกลับนิ่มนวลเกินคาด สติของเขาเหมือนจะหลุดลอยออกไป เขาการันตีได้เลยว่าเขี้ยวของเธอมันจะต้องมีอะไรแปลกๆแน่ๆ เหมือนพวกยาหรืออะไรก็ตาม

            “คาร์น ฉันขอใส่ชุดของเธอไปก่อนนะ เอ๋? ทำอะไรกันอยู่น่ะ”

            เสียงร้องดังมาจากทางห้องน้ำทำให้ไอน์ซาโม่ผละออกแล้วตีหน้ากวนใส่คนที่โผล่พรวดเข้ามา โพลิน่ากอดคอคาร์นี่ย์แน่นก่อนยักคิ้วให้โพลิน่าแบบกวนๆ หญิงสาวที่พึ่งโผล่ออกมาสวมเสื้อแขนยาวตัวใหญ่เพียงตัวเดียว นั่นทำให้คาร์นี่ย์ต้องหลบสายตาไปทางอื่น

            “ไม่!” โพลิน่ากระทืบเท้าปึงปังแล้วเดินเข้ากระชากมือของไอน์ซาโม่ออกแล้วสวมเข้าแทนที่อย่างรวดเร็ว แก้มเธอป่องออกเหมือนเด็กขี้เอาแต่ใจ “เขาเป็นคนของฉัน ห้ามแย่งไปเด็ดขาด”

            “งั้นเหรอ… ปฏิกิริยาดีขึ้นนี่นา ไม่งี่เง่าเหมือนตอนแรกแล้วนี่” ไอน์ซาโม่พูดจบก็เอามือป้องปากหัวเราะในมาดยั่วโมโหสุดๆ “เอาไว้เจอกันนะคะที่รัก”

            ไอน์ซาโม่ทำท่าส่งจูบแล้วเดินฮัมเพลงไปอย่างสบายใจ โพลิน่าถลึงตาใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ชอบใจ ส่วนคาร์นี่ย์เองแอบกังวลที่บริเวณคออยู่นิดหน่อย แต่เหมือนกับว่าแผลรอยกัดที่คอมันหายไปแล้ว นั่นทำให้รู้สึกคลายกังวลไปได้บ้าง ส่วนเรื่องใหม่ที่ทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจก็คือลมหายใจของเธอที่สัมผัสกับต้นคอของเขาเมื่อเธอเอาคางมาเกยที่ต้นคอของเขานั้นเอง

            ‘ขนลุกซู่วเลย แต่ก็รู้สึกดีสุดๆ เป็นความรู้สึกที่แปลกจังเลยแหะ’

            เด็กหนุ่มคิดก่อนเอาหัวพิงอีกฝ่ายตอบ พอนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ ทั้งๆที่ตอนแรกมีปัญหากันจนเหมือนกับว่าไม่มีทางจะกลับมาคุยกันได้ แต่พอปรับเข้าใจกันได้ เรื่องต่างๆกลับดีกว่าเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ คงเป็นดังคำเขาว่าฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ

            ทางด้านไอน์ซาโม่ซึ่งเดินออกมาจากห้องครัวแล้วมุ่งหน้าตรงกลับเข้าไปห้องของตัวเองอย่างรีบร้อน สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป ร่างนั้นทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หน้าตาแสดงออกถึงความสุขและดูผ่อนคลายแบบแปลกๆ เลือดบางส่วนยังติดอยู่ที่ริมฝีปาก พอเธอใช้ลิ้นเลียมันเข้าปาก เสียงครางเบาๆอย่าพึงพอใจก็หลุดออกจากปากของเธอ

            แต่แล้วเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น เป็นเกรนิตี้ที่กำลังร้องขออนุญาตเข้ามาในห้อง ซึ่งเธอก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พอหญิงสาวผมทองท่าทางโก๊ะๆเดินเข้ามาก็ถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นสภาพของไอน์ซาโม่

            “ไปทำอะไรมาคะเนี่ยคุณไอน์ซาโม่”

            “ฉะ ฉัน ดะ ดะ ดื่มไปแล้ว” หญิงสาวตอบก่อนจะถูกประคองร่างลงบนเตียง

            “ดื่มไปแล้ว? เลือดของคุณคาร์นี่ย์น่ะเหรอคะ!” เกรนิตี้ร้องด้วยความตกใจ มือสองข้างยกขึ้นปิดปาก ใบหน้าขึ้นสีจัด

            ส่วนคนที่พึ่งดูดเลือดคนอื่นไปพยักหน้ารับ ก่อนจะทำท่าทุรนทุราย นิ้วมือทั้งสิบนิ้วจิกลงไปบนเตียง ร่างบางดูกระสับกระส่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            “ฉันรู้สึกหวิวๆ หัวใจฉันเต้นแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันอดคิดถึงเขาไม่ได้เลย”

            ไอน์ซาโม่พูดแล้วนอนคุดคู้อยู่บนเตียง เกรนิตี้มองอีกฝ่ายแล้วแอบรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้าดูสวยมีสเน่ห์ขึ้นอย่างแปลกประหลาด บางทีนี่อาจจะเป็นผลข้างเคียงของการที่ได้ดื่มเลือดของคาร์นี่ย์ก็เป็นได้

            “คุณไอน์ซาโม่คิดดีแล้วเหรอคะ ถึงได้ทำแบบนี้” เกรนิตี้ว่าด้วยสีหน้าหนักใจแบบไม่ปกปิด

            “อื้อ แรกเริ่มสัญชาตญาณของฉันได้เลือกเขา ต่อมาก็กลายเป็นตัวฉันเองที่เลือกเขา มันมาจากความรู้สึกฉันล้วนๆ ฉันไม่ได้ฝืนหรอกนะ” ไอน์ซาโม่กล่าวจบก็หอบหายใจอย่างหนักหน่วง สีหน้าท่าทางเริ่มกลับมาเป็นปกติทีละนิดๆ

            “ทั้งๆที่คุณคาร์นี่ย์ก็มีคุณโพลิน่าอยู่แล้วน่ะเหรอคะ”

            เกรนิตี้ก้มหน้ามองพื้นขณะพูดเพราะกลัวจะโดนดุที่พูดอะไรตรงๆแบบนี้ออกมา นั่นทำให้ไอน์ซาโม่ยิ้มก่อนจะลูบผมของเกรนิตี้

            “ความรักไม่มีแบบแผนหรือตอนจบที่ตายตัวหรอกนะ มีแค่ว่ารักหรือไม่รักเท่านั้นเอง ฉันรักเขาเพราะเขาเป็นคนอบอุ่น อ่อนโยน ซื่อตรง และไม่เคยมองฉันด้วยสายตาที่เหมือนผู้ชายคนอื่นๆเขามองกัน เกรนิตี้อยู่กับเขาเหมือนกันก็น่าจะเข้าใจไม่ใช่เหรอ”

            “ค่ะ ก็ไม่ได้คิดจะขัดใจคุณไอน์ซาโม่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ก็อย่าลืมอธิบายเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ให้คุณคาร์นี่ย์ฟังด้วยนะคะ”

            “แน่นอน ฉันต้องบอกเขาอยู่แล้วล่ะ” ไอน์ซาโม่พูดยิ้มๆแบบมีลับลมคมในแล้วรวบผมตัวเองแล้วมัดจนเป็นมวยผมขนาดใหญ่ “ว่าแต่เกรนิตี้จังมาหาฉันมีเรื่องอะไรหรือเปล่าเอ่ย”

            “อ้อ ใช่แล้วค่ะ ก็กะจะมาคุยเรื่องติดต่อสร้างสัมพันธไมตรีกับมนุษย์นี่แหละค่ะ มีคำสั่งอนุมัติให้คุณไอน์ซาโม่สามารถเริ่มทำการติดต่อกับจักรพรรดิของจักรวรรดิซันไชส์ได้เลยตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปค่ะ”

            ไอน์ซาโม่พยักหน้ารับแล้วบิดขี้เกียจไปมาเล็กน้อย

            “ก่อนจะเริ่มงานนั้น เรามาเตรียมตัวเรื่องงานประลองกันดีกว่าจ้ะ”

 

            คาร์นี่ย์เหลือบมองออกไปที่ท้องฟ้ายามกลางคืนก่อนจะพบว่าสภาพอากาศยังคงเลวร้าย ฝนยังคงตกประกอบกับฟ้าแลบแปลบปลาบแลดูน่ากลัว จากนั้นก็ละสายตามามองพลางทำหน้าไม่ถูกให้กับหญิงสาวที่สวมเสื้อของเขาอยู่แค่เพียงตัวเดียว เมื่อกี๊ลองไปถามไรดีนเรื่องห้องว่างชั้นสอง เผื่อว่าจะมีห้องให้โพลิน่านอนได้ แต่ไรดีนก็บอกว่ายังไม่ได้เริ่มทำอะไรกับชั้นสองเลย ทำให้ไม่มีห้องนอนที่จะมารองรับแขกได้ในตอนนี้

            จะให้ไปนอนห้องไอน์ซาโม่ก็ไม่ดีแน่ๆเนื่องจากทั้งสองคนไม่ค่อยถูกกัน ถ้าห้องเกรนิตี้ก็ยิ่งไม่ได้เพราะห้องนั้นเตียงเล็กนอนได้แค่คนเดียวเท่านั้น ไรดีนก็นอนกับแคนิสบนเตียงทำให้เขาไปนอนด้วยไม่ได้ ส่วนห้องของมารีอันนานั้นรกเพราะกำลังจัดวางข้าวของใหม่ทำให้มารีอันนาไม่อยากให้คนนอกมาเห็นสักเท่าไรนัก

            สุดท้ายก็มาลงเอยอีหรอบนี้ นั่นก็คือโพลิน่าต้องมานอนห้องของเขา เขาจัดการหยิบหมอนมาตั้งไว้บนพื้นข้างเตียงแล้วล้มตัวลงนอน

            “ถ้าเธอนอนเมื่อไรก็ฝากปิดไฟด้วยนะโพลิน่า”

            คาร์นี่ย์พูดแล้วหลับตาลงเพราะเหนื่อยจากการออกกำลังกายในช่วงบ่ายมา แล้วก็อยากเข้าไปซ้อมดาบกับวอร์แล้วด้วย

            “ข้าคิดว่าบางทีเจ้าควรไปนอนกับนางนะ ไม่งั้นมันจะดูเหมือนเจ้าทำตัวห่างเหิน เรื่องซ้อมดาบน่ะ ข้ารอได้เสมอไม่ต้องรีบร้อนอะไรหรอก” เสียงวอร์ดังขึ้นมาในหัวของคาร์นี่ย์

            “อึ๋ย มันจะดีจริงๆเหรอ ถึงตอนเด็กๆเราจะนอนด้วยกันบ่อยก็เถอะ แต่นี่พวกเราโตแล้วนะ มันจะดูไม่เหมาะสม”

            “เป็นผู้ชายต้องรุกบ้างนะ ถึงเวลาเมื่อไรก็ใส่ให้เต็มที่ล่ะเจ้าเสือน้อยของพ่อ

            ภาพใบหน้าและน้ำเสียงทะเล้นๆของพ่อเขาผุดขึ้นมาในหัวได้ตรงจังหวะพอดิบพอดี คาร์นี่ย์พยายามลบความคิดนั้นออกไป แต่ไม่วายลืมตาขึ้นมาข้างนึงแล้วแอบชำเลืองมองขึ้นไปบนเตียง ในจังหวะนั้นเองที่ไฟจากโคมไฟหัวเตียงถูกปิดลง นิ้วมือของคนบนเตียงเอื้อมมาสะกิดที่แขนเขาเบาๆจนเจ้าตัวต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ในหัวคิดแผนแกล้งได้จึงทำเป็นหลับต่อ

            “หลับแล้วหรอคาร์น” เสียงแผ่วเบาดังกระทบโสตประสาทของคาร์นี่ย์ แต่เจ้าตัวก็ยังแกล้งหลับอยู่ นิ้วนิ่มๆกำลังจิ้มอยู่ที่แก้มของเขา “คาร์น หลับแล้วจริงๆใช่ไหม?”

            “แฮ่!

            “ว้าย!

            เสียงร้องดังอย่างตกใจดังมาจากอีกฝ่ายเพราะเจ้าคนกวนดันทะลึ่งพรวดร้องแฮ่ใส่หน้าอีกฝ่ายจนหงายหลังทั้งหน้าเหวอๆ แถมเจ้าตัวแสบยังนอนหัวเราะชอบใจเสียยกใหญ่อีกต่างหาก

            “คาร์นบ้า! เล่นอะไรเนี่ย” เธอบ่นแล้วส่งสายตาดุๆให้พร้อมตีแขนคนที่นอนข้างเตียง “แกล้งหลับจริงๆด้วยอะ”

            “ฉันล่ะอยากให้เธอเห็นหน้าตัวเองเมื่อกี๊จริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ”

            “ชิ!” หญิงสาวร้องแล้วยันตัวขึ้นมากอดอก จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างงอนๆ

            “โทษทีๆ อย่างพึ่งงอนสิ” คาร์นี่ย์ยันตัวขึ้นนั่งก่อนพูดทั้งๆที่พยายามกลั้นหัวเราะอยู่ “แล้วเรียกฉันมีอะไรงั้นเหรอ”

            “เอ่อ…” โพลิน่าทำท่าลังเลแล้วเฉตาไปมองอีกทาง นิ้วชี้ทั้งสองข้างจิ้มเข้าหากันด้วยท่าทางน่ารักๆจนคนมองยิ้มกริ่ม “จำตอนเด็กๆได้ไหม ที่แบบว่า… เรานอนด้วยกันน่ะ แล้วคือ…”

            คาร์นี่ย์ยิ้มก่อนหยิบหมอนแล้วขยับร่างขึ้นเตียง เขาแอบเห็นอีกฝ่ายหน้าขึ้นสีเล็กน้อยแต่ก๋มองได้ไม่ถนัดตานัก เพราะห้องค่อนข้างมืด แสงที่ทำให้มองเห็นในตอนนี้ก็ได้มาจากไฟริมถนนข้างนอก ใบหน้าดูดีแต่ติดกวนขยับไปกระซิบที่ข้างหู

            “แบบนี้ใช่ไหมครับที่คุณต้องการ ท่านอัศวินสูงสุด”

            “บ้าๆๆๆ” เธอพูดแล้วทุบอกเจ้าคนกวน ก่อนพยักหน้า “แต่ก็ใช่น่ะแหละ อะแฮ่มๆ… เราพอใจมาก ช่างรู้ใจเราเสียจริงๆ”

            หญิงสาววางมาดให้เหมือนอัศวินตามที่เจ้าคนกวนเริ่มเล่นก่อน แต่ดันถูกอีกฝ่ายใช้นิ้วดีดหน้าผากด้วยท่าทางมันเขี้ยวสุดกู่ เธอยิ้มแล้วลูบจุดเกิดเหตุป้อยๆโดยไม่คิดจะเอาคืน

            “เมื่อกี๊เอาคืนเรื่องที่ปากไม่ตรงกับใจ” คาร์นี่ย์พูดแล้วเอามือทั้งสองแปะไปที่แก้มของอีกฝ่ายแล้วบี้ไปมาจนหน้าอีกฝ่ายมีรูปร่างแปลกพิลึก เสียงอู้อี้ๆฟังไม่ได้ศัพท์หลุดจากปากโพลิน่า คาร์นี่ย์หัวเราะก่อนจะยอมปล่อยมือออกในที่สุด “นี่คือโทษฐานที่น่ารักเกินไป”

            “เป็นกาคาดโทษที่ฟังแล้วรู้สึกดีที่สุดเลย” หญิงสาวพูดยิ้มๆ ก่อนจะงับเข้าที่ไหล่คนกวน “นี่คือโทษฐานที่รู้ใจฉันมากเกินไป คะ… แค่นี้แหละ”

            คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเหลือบมองรอยฟันของอีกฝ่ายที่ไหล่ตัวเอง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนไปกับเตียงแล้วลอบหาวออกมาเบาๆ โพลิน่ามองท่าทางนั้นของเขาแบบยิ้มๆแล้วทิ้งตัวลงนอนมาข้างๆ

            “คิดถึงสมัยเด็กๆเลย คิดๆไปแล้วเราเหมือนคู่แต่งงานใหม่เลยเนอะ”

            “ยังหรอก เรายังไม่ใช่คู่แต่งงานกัน” คาร์นี่ย์พูดแล้วหันหน้ามาสบตาของอีกฝ่าย “ถ้าฉันไม่ทำตามสัญญา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปมันก็ไม่มีค่า รอฉันหน่อยก็แล้วกัน ฉันจะเอาชนะเธอให้ได้เลยคอยดู”

            “สัญญาน่ะบอกไว้ว่าฉันจะแต่งงานถ้าหากเธอชนะฉันได้ใช่ไหม?” โพลิน่าพูดก่อนเอื้อมแขนไปทางคาร์นี่ย์อย่างเก้ๆกังๆ เด็กหนุ่มเห็นท่าทางแบบนั้นก็หัวเราะก่อนจับแขนอีกฝ่ายวางบนตัวเขาอย่างเบามือ หลังจากนั้นเธอกอดเขาแน่น “ตะ… แต่ว่า สัญญาไม่ได้บอกว่าห้ามเป็นคะ… คะ… คนรักกันนี่ เธอจะรังเกียจไหมถ้าจะมาเป็นแฟนฉัน”

            โพลิน่าพูดเสียงแผ่วแบบคนไม่มั่นใจผสมกับความเขินอาย ส่วนคนฟังหน้าขึ้นสีจัดแต่ก็มีอาการดีใจแบบปิดไม่มิด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมุ่นคิ้วเข้าหากันด้วยความรู้สึกขัดๆใจยังไงพิกล

            “คำพูดนั่นต้องให้ผู้ชายเป็นฝ่ายพูดสิ เพราะฉะนั้น เอาใหม่อีกทีก็แล้วกัน” คาร์นี่ย์พ่นลมหายใจแล้วทำใจกล้าเต็มที่ หญิงสาวหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ “เป็นแฟนกับผมเถอะนะคุณอัศวินสูงสุดโพลิน่า”

            “ถ้าเจ้าพูดถึงขนาดนี้แล้วล่ะก็นะ” โพลิน่าแกล้งตีสีหน้าเข้ม ทำท่าทางวางกล้ามจนน่าหยิก “ข้าจะยอมเป็นแฟนเจ้าก็แล้วกัน โอ๊ย! อะไรง่ะ”

            เธอร้องเพราะถูกแกล้งดีดหน้าผากเสียงดังป๊อกอีกแล้ว

            “ท่าทางแบบเมื่อกี๊มันน่ามันเขี้ยวนักไง โดนซะ ฮี่ๆๆๆ”

            หญิงสาวเบ้ปากเล็กน้อยก่อนยิ้ม คาร์นี่ย์เอื้อมแขนขยับร่างของอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้เขามากขึ้นแล้วหลับตาลงพร้อมระบายยิ้มออกมา แต่จู่ๆก็ถูกโพลิน่าหยิกแขนจนต้องร้องเจี๊ยก

            “ทำไมเธอต้องหยิกฉันด้วยอ่ะ” คนกวนลูบแขนป้อยๆ น้ำตาเล็ดออกมาเพราะความเจ็บ

            “ก็เพราะคาร์นไม่โรแมนติกเลยอะ ลืมอะไรไปรึเปล่า”

            “ลืม? ไม่ได้ลืมอะไรนี่นา”

            “หลังจากเป็นแฟนกันแล้วมันต้องทำอะไรล่ะ” เธอพูด หน้าแดงก่ำจนคาร์นี่ย์สังเกตได้ชัดเลยทีเดียว โพลิน่าทำปากจู๋แล้วเอานิ้วชี้ไปที่ปากของเธอ “จะ จะ จะ อ๊ายยย! ตาทึ่ม! จูบฉันหน่อยสิ!!!”

            พอเข้าใจความหมายเจ้าตัวแสบก็รีบเอาผ้าห่มมาคลุมโปงหลบหน้า เตียงขยับนิดหนึ่งแล้วน้ำหนักอะไรบางอย่างก็ขึ้นทับตัวของเขา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอะไร พอเขาแอบโผล่หน้าออกมาจากใต้ผ้าห่มไปมองก็ต้องร้องจ๊ากด้วยหน้าตาตลกๆแถมหน้ายังแดงแจ๋ปานผลแอปเปิ้ลสดๆ เพราะโพลิน่าขึ้นมานั่งทับอยู่บนตัวเขาแถมทำแก้มป่องเหมือนเด็กที่ไม่ได้ของเล่นยังไงยังงั้น

            “อ่อนจริงๆ เจ้านายข้าอ่อนจริงจริ๊ง!!!” เสียงวอร์ดังแบบไม่สบอารมณ์ “เอาสิ บวกเลย นางรุกหนักขนาดนี้แล้ว เจ้านี่ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย หลบหนีความต้องการของผู้หญิงแบบนี้ได้ไงห๊ะ ลุยสิ อะบ๊ะจะเฮ้ยเลย ลุยๆๆๆ!

            วอร์ส่งเสียงเชียร์เสียยกใหญ่ พอคาร์นี่ย์คิดดูดีๆ ที่วอร์ว่ามามันก็ถูกที่เขาไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย เพราะฉันเขาจึงสูดหายใจเรียกความกล้าให้ตัวเองสามครั้งแล้วเลิกผ้าห่มออก ก่อนจะคว้าแล้วพลิกร่างของโพลิน่าให้ลงไปนอนแทน เสื้อที่สวมอยู่ของเธอเปิดขึ้น ดวงตาสีดอกกุหลาบเผลอเหลือบไปมองที่หน้าท้องที่มีกล้ามเนื้อบางๆออกมาให้เห็น คนกวนยิ่งทำหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นว่าท่อนล่างของอีกฝ่ายสวมแค่ชุดชั้นในตัวเดียว

            “มองอะไรของเธอน่ะคาร์น” โพลิน่าแหวหน้าขึ้นสีจัด พลางดิ้นไปดิ้นมา

            “ทะ…โทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ แต่ช่วยอยู่นิ่งๆสักหน่อยได้ไหม”

            คาร์นี่ย์พูดแล้วล็อคข้อมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายเอาไว้ ทั้งๆที่แรงของโพลิน่าต้องเยอะมากพอที่จะดิ้นหลุดได้ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะตั้งใจที่จะไม่ดิ้นเองมากกว่า ทั้งสองสบตากันนิ่งอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงเชียร์ของวอร์ที่ดังตะแง้วๆอยู่ หรือไม่ว่าจะเป็นเพราะบรรยากาศที่พาไป หรือเป็นเพราะว่าดวงตาสีทับทิมที่ส่องประกายอย่างน่ารักที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาได้ทำสิ่งที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะกล้าทำ เขาจูบเธอ




NEKOPOST.NET