Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 14 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.14 - สายฝนและโลหิต


ดาบที่14 : สายฝนและโลหิต

 

 

            “ไอน์ พอเถอะ ไม่มีอะไรซักหน่อย”

            คำห้ามปรามทำให้หญิงสาวตวัดสายตาไปมองคนข้างตัวและคิดจะเถียง แต่พอเห็นสายตาของอีกฝ่ายเข้าก็ทำให้เธอใจอ่อนลงฉับพลัน มันเป็นสายตี่เศร้าอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากผู้ชายคนนี้ได้เลย

            ในขณะเดียวกันโพลิน่าก็กำลังจ้องหน้าหญิงสาวผู้มาใหม่อย่างไม่วางตา ความรู้สึกดุร้ายไม่พอใจประดังขึ้นในตัวเธอ แต่เธอสามารถรักษาสีหน้าได้อย่างเหลือเชื่อจนไม่มีใครสามารถจับได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

            “ขอโทษนะคะ พอดีว่าเรามาด้วยกันเป็นการส่วนตัวน่ะค่ะ จะเป็นอะไรไหมถ้าหากฉันอยากจะอยู่กับคาร์นสองคน”

            ท่าทีและการพูดของโพลิน่าเปลี่ยนไอย่างเห็นได้ชัด นั่นทำให้คาร์นี่ย์รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างที่สุด แถมคู่กรณีอย่างไอน์ซาโม่ดูเหมือนจะไม่พอใจยิ่งกว่าเก่าเสียอีก หลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด

            “ไม่เด็ดขาด ฉันไม่คิดไว้ใจปล่อยให้คาร์นอยู่สองต่อสองกับเธอ” ไอน์ซาโม่พูดแล้วมองกลับไปอย่างท้าทาย สายฟ้าแล่นออกจากสายตาของทั้งคู่ก่อนปะทะกันกลางอากาศอย่างดุเดือด จากนั้นสาวมังกรสะบัดหน้าแล้วกระซิบที่ข้างหูของคาร์นี่ย์เบาๆว่า “กลับบ้านกันไหมคาร์น ไหวรึเปล่าเนี่ย?”

            “ฉัน… เป็นอะไรไม่รู้” คาร์นี่ย์กระซิบตอบ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เขาเอามือขวาแตะที่อกซ้ายของตัวเอง “มันเจ็บตรงนี้จัง”

            เสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากไอน์ซาโม่หลังได้ฟังจบ ดวงตาของเธอฉายแววอ่อนโยน มือเธอเอื้อมลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างนิ่มนวล แต่ไม่วายหันไปมองอัศวินสาวด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง

            โพลิน่ามีอาการคิ้วกระตุกเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ในหัวกำลังคิดแผนการตอบโต้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ทันได้คิดออก ไอศกรีมก็ถูกนำมาเสิร์ฟตั้งไว้ตรงหน้า มันเป็ไอศครีมวานิลาที่อัดแน่นด้วยครีมปริมาณมาก รอบๆมีเบอร์รี่หลากชนิดประดับตบแต่งและราดด้วยซอสเบอร์รี่สีม่วง หน้าตาของมันชวนรับประทานมาก ถ้าไม่ติดว่าบรรยากาศโต๊ะกำลังตึงเครียดล่ะก็นะ

            “คาร์นผู้หญิงคนนี้คือใคร?” ไอน์ซาโม่หันหน้ามาถามเด็กหนุ่ม

            “โพลิน่า เป็นเพื่อนสมัยเด็กของฉันเอง” คาร์นี่ย์ตอบชัดถ้อยชัดคำ

            หมัดของเด็กหนุ่มกำแน่นที่ใต้โต๊ะราวกับกำลังอดกลั้นอะไรซักอย่างอยู่ อาการนั้นไม่สามารถหลุดรอดสายตาของไอน์ซาโม่ไปได้ เธอขยับมือไปกุมที่มืออีกฝ่ายแล้วบีบเบาๆคล้ายจะเรียกสติ ทำให้มือที่กำแน่นนั้นผ่อนคลายลงบ้าง จากนั้นเธอก็คว้าช้อนควักไอติมไปให้คาร์นี่ย์กิน จากนั้นก็ตักไอติมและกำลังจะยื่นใส่เข้าปากตัวเองด้วยใบหน้าแบบผู้ชนะที่ส่งไปให้หญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ

            ฟุ่บ

            โพลิน่าขยับแขนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ช้อนในมือไอน์ซาโม่ตกอยู่ในมือของเธอ อัศวินสาวจัดการยัดไอติมในช้อนเข้าปากตัวเองแล้วส่งสายตาท้าทายไปให้อีกฝ่ายที่มุ่นคิ้วอย่างไม่ชอบใจ โดยเจ้าต้นเหตุไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าตอนนี้กำลังเกิดสงครามระหว่างสองสาวขึ้น

            “ฉันไม่ใช่เพื่อน แต่ฉันเป็นคนที่จะแต่งงานกับคาร์นต่างหาก” โพลิน่าออกตัวด้วยสายตาไม่ยอมแพ้ “เธอล่ะเป็นอะไรกับเขา”

            “แต่เมื่อกี๊โพลิน่าบอกว่าเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ” คาร์นี่ย์หลุดปากพูดก่อนจะหยิบช้อนในมืออีกฝ่ายมาตักไอศครีมของตัวเองด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับคนไร้ความรู้สึก

            “งะ เงียบน่า ฉันเปลี่ยนใจแล้ว” เธอหันไปดุคาร์นี่ย์ แต่คนโดนดุกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

            “นี่สินะที่ทำให้คาร์นเป็นแบบนี้” ไอน์ซาโม่กดเสียงด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เธอคว้าช้อนจากในมือของคาร์นี่ย์ตักไอศครีมก้อนใหญ่แล้วเขมือบเข้าไปในคำเดียว จากนั้นก็ตักคำสุดท้ายป้อนเข้าปากของคาร์นี่ย์ จากนั้นก็ใช้แขนยันโต๊ะเพื่อลุกขึ้นยืนก่อนจะชี้หน้าหญิงสาวฝั่งตรงข้ามด้วยความเดือดสุดขีด “เธอมันไม่รู้อะไรเลย เธอน่ะรังแต่จะทำให้เขาต้องเสียใจ การกระทำของเธอไม่เคยแคร์ความรู้สึกของคาร์นสักนิด เอาสิ่งที่ฉันพูดไปคิดซะ!”

            “พูดเรื่องอะไรของเธอเนี่ย!” โพลิน่าโพล่งกลับอย่างไม่เข้าใจ

            เสียงพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดหลุดออกมาจากไอน์ซาโม่ เธอกอดอกแล้วขยับหน้าเข้าไปใกล้ดวงตาสีทับทิมแวววาวตรงหน้า

            “จะแต่งงานกับเขาเหรอ? แต่ที่เห็นนี่ เธอยังไม่เข้าใจความรู้สึกเขาเลยสักนิดเดียว… น่ารำคาญชะมัด” ประโยคหลังไอน์ซาโม่พึมพำกับตัวเองแล้วคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มเอาไว้ “ฉันจะไม่ปล่อยเขาให้กับเธอง่ายๆหรอกนะ ถ้าเรื่องแค่นี้เธอยังไม่เข้าใจ ฉันก็จะเอาเขาไปจากเธอ จำไว้ซะ!

            สิ้นเสียงตวาดลั่นร้าน ไอน์ซาโม่ก็ควักเงินออกมาแล้วทุบเงินวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ลากคาร์นี่ย์ออกไปจากร้าน ทิ้งให้หญิงสาวฝั่งตรงข้ามนั่งช็อคและพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด พนักงานภายในร้านตาพากันสะดุ้งโหยงและเหลือบมองมาทางโต๊ะอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะจบลงแล้ว

            ภายนอกร้าน ไอน์ซาโม่ลากคาร์นี่ย์ออกมาไกลจนใกล้จะถึงบ้านเช่าที่พวกเขาพักอยู่ จู่ๆคาร์นี่ย์ก็หยุดเดิน หญิงสาวเลิกคิ้วหันกลับไปมอง ภาพที่ได้เห็นก็คือเด็กหนุ่มกำลังใช้ฝ่ามือปิดดวงตาของตัวเองก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆกับพื้นราวกับคนหมดแรง

            ร่างบางย่อตัวลงเข้าไปสวมกอดคนตรงหน้าก่อนจะลูบหัวด้วยแววตาที่แสดงออกถึงความเจ็บปวด เด็กหนุ่มกอดเธอแน่นก่อนจะปล่อยให้น้ำตาตัวเองไหลออกมา หญิงสาวดูจะตกใจไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขากอดเธอตอบแถมมันยังแน่นมากๆด้วย แต่เธอเองก็เข้าใจว่า ผู้ชายคนนี้กำลังรู้สึกอย่างไร

            แปะๆ… ซู่ว…

            เสียงเม็ดฝนตกลงมาจากท้องฟ้าทำให้ไอน์ซาโม่ตั้งท่ารีบร้อนจะลากร่างของคนตรงหน้ากลับบ้านให้เร็วที่สุด แต่อีกฝ่ายนั่งนิ่งไม่ยอมไปไหน

            “ผู้หญิงคนนั้น…” ไอน์ซาโม่พูดขึ้นสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “เธอจะประลองกับเขาใช่ไหมคาร์น”

            “อื้อ” เสียงทุ้มนิ่มรับสั้นๆตามมาด้วยเสียงสูดหายใจฟืดฟาด

            “สัญญาอะไรเอาไว้กับเธอใช่ไหม?”

            “อือ…” เสียงรับนั้นแผ่วเบาลงจนน่าใจหาย “ถ้าชนะเธอได้ ฉันจะได้… แต่ง… ช่างเถอะ บางที มันอาจจะไม่สำคัญแล้วก็ได้”

            เด็กหนุ่มพูด ใบหน้ากวนๆนั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความโศกเศร้า ดวงตาสีแดงดุจดอกกุหลาบเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีเทาอย่างเหม่อลอย ฝนทีตกลงมาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่าประสาทรับความรู้สึกของเขามันด้านชาขึ้นมากะทันหันยังไงยังงั้น แต่ใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังยิ้มให้เขาก็มาบดบังท้องฟ้าสีเทาเอาไว้ มืออุ่นๆทั้งสองข้างของเธอกำลังสัมผัสแก้มของเขาก่อนปาดน้ำตาบนหน้าเขาทิ้งไป

            “ร้องไห้แบบนี้ไม่เท่ห์เลยนะคาร์น” ไอน์ซาโม่พูดด้วยแวตาฉายแววอบอุ่นอย่างที่เขาไม่เคยจะได้เห็นจากเธอมาก่อน “คาร์นของฉันต้องขี้โวยวาย  กวนๆบ้าๆ แล้วก็ยิ้มแบบนี้สิ”

            เธอใช้นิ้วโป้งขยับริมฝีปากของเด็กหนุ่มโดยพยายามให้เหมือนรอยยิ้มปกติของเขา

            “ขอบคุณนะไอน์” คาร์นี่ย์ยิ้มน้อยๆแล้วตอบ

            “ขอบคุณน่ะไม่ได้ทำให้ฉันหายโกรธเรื่องที่เธอไม่ยอมบอกฉันเกี่ยวกับสัญญาที่ให้ไว้กับผู้หญิงคนนั้นหรอกนะ” ไอน์ซาโม่ว่าแล้วใช้นิ้วชี้แตะที่จมูกของคนที่กำลังถูกคาดโทษด้วยสีหน้าปั้นปึ่งกึ่งงอนๆ “แต่ถึงคาร์นจะชอบผู้หญิงคนนั้นมากขนาดไหน ฉันก็ไม่ยอมตัดใจจากคาร์นหรอกนะ ฉันจะอยู่กับคาร์นเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตามเถอะ”

            “นั่นดูไม่ยุติธรรมกับเธอเลยนะไอน์” คาร์นี่ย์พูดแล้วยันตัวขึ้นยืนก่อนทำสีหน้าเจ็บปวดออกมาแว๊บหนึ่ง

            “ตรงนั้นเจ็บมากรึเปล่า” ไอน์ซาโม่พูดด้วยสีหน้าเป็นห่วง

            “นิดหน่อยเองสบายมาก” คาร์นี่ย์ตอบแล้วยกนิ้วโป้งให้ หญิงสาวหัวเราะขำก่อนจะเดินมาควงแขนเขาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนระบายยิ้มออกมา “กลับบ้านกันเถอะ เปียกฝนกันหมดแล้ว”

            “ใช่ กลับบ้านกันเถอะ”

            เสียงพูดห้วนๆเป็นเอกลักษณ์ทำให้ทั้งสองคนต้องหันไปมองทางต้นเสียง ไรดีนและเกรนิตี้กำลังยืนกางร่มมองพวกเขาอยู่ ในมือของทั้งคู่นั้นมีร่มอีกสองคัน และมันก็ถูกยื่นมาให้กับพวกเขา

            “มาให้เอาตอนนี้มันจะทันเหรอคะคุณไรดีน” เกรนิตี้ถามก่อนหัวเราะขำ

            คนท่าทางเย็นชายักไหล่อย่างไม่ยี่หร่ะก่อนยิ้มขำ หมาป่าข้างๆก็ทำเสียงร้องแหลมๆเหมือนกำลังจะหัวเราะชอบใจอยู่

            “ทำไงได้… ก็เห็นบรรยากาศกำลังดี เลยไม่อยากจะเข้าแทรกน่ะ”

            “ไม่ใช่ว่าจะแกล้งฉันให้เปียกเล่นหรอกนะเจ้าคู่หู” คาร์นี่ย์รับร่มจากมือของไรดีนมากางส่งให้ไอน์ซาโม่แล้วหยิบอีกคันนึงมากางให้ตัวเอง “ฉันว่า เรารีบกลับบ้านกันดีกว่า พี่อันนาคงจะเป็นห่วงพวกเราแย่แล้วล่ะ”

            “นั่นสินะ” ไรดีนรับคำอย่างเห็นด้วย “ฉันอยากกินอาหารฝีมือพี่สาวนายจะแย่อยู่แล้ว”

            คนกวนสะบัดหน้าหันไปมองทางคนพูดอย่างรวดเร็วก่อนเบ้ปาก

            “ห้ามจีบพี่สาวฉันนะเฟ้ย! แง่ง! ฮึ่ม! แฮ่!” เจ้าตัวไม่พูดเปล่ายังทำท่าแยกเขี้ยวส่งเสียงขู่อีกต่างหาก

            ทั้งกลุ่มหัวเราะเมื่อได้เห็นเจ้าคนหวงพี่สาวแสดงท่าทางดุๆเหมือนกับหมาเฝ้าบ้านออกมา แม้วันนี้คาร์นี่ย์จะต้องเจอเรื่องที่ทำให้เสียใจอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีเพื่อน เพื่อนที่สามารถทำให้เขายิ้มและเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

 

            ภายในห้องนอนสุดกว้างสไตล์ขุนนางย้อนยุค ร่างบางของใครบางคนกำลังนั่งอยู่บนเตียงและขบคิดอะไรบางอย่าง ผมสีทองนั้นถูกปล่อยสยายลงมาสบายๆแล้วหลังจากที่ถูกมัดมาทั้งวัน ดวงตาสีแดงเลื่อนมองไปที่กรอบรูปหัวเตียง เธอหยิบมันออกมามองใกล้ๆครู่หนึ่งแล้วหยดน้ำใสๆก็หยดลงบนกรอบรูปที่มีรูปชายหนุ่มกำลังฉีกยิ้มกวนอยู่

            “ฉันขอโทษคาร์น ฉันขอโทษ…”

            หญิงสาวพูดแล้วกอดรูปนั้นแน่น เธอพึ่งจะตระหนักถึงความผิดพลาดที่ได้ทำลงไปหลังจากโดนผู้หญิงที่ชื่อไอน์ซาโม่ต่อว่า เพราะเธอไม่ซื่อตรงกับตัวเองและต่อคาร์นี่ย์ เลยเป็นเหตุที่ทำให้คนที่เธอรักต้องเสียใจ

            เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เธอรีบปาดน้ำตาตัวเองแล้วซ่อนรูปไว้ที่ด้านหลัง จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูให้

            “คุณแม่ มีอะไรเหรอคะ” โพลิน่าถามเมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนผมสีเดียวกันกับเธอยืนอยู๋หน้าประตู

            “แม่เห็นลูกดูซึมๆไป มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า?” คนเป็นแม่ถามแล้วเดินตามลูกสาวตัวเองเข้าไปในห้อง “แล้วอะไรที่อยู่ในมือของลูกน่ะ ขอแม่ดูหน่อยได้ไหม?”

            หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วส่งกรอบรูปไปให้ ทั้งสองคนนั่งลงบนเตียงนอน จากนั้นโพลิน่าก็โผเข้ากอดคนเป็นแม่แล้วหลุดเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา

            “ตั้งกี่ปีแล้วนะ” หญิงวัยกลางคนว่าแล้วทำหน้าเหมือนกำลังรำลึกถึงอดีต “ดูนี่สิรอยยิ้มของเด็กคนนี้ยังดูทะเล้นไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”

            “ค่ะ เขาไม่เปลี่ยนไปเลย”

            โพลิน่าตอบแบบหงอยๆ คนเป็นแม่เห็นท่าทางแบบนั้นก็อดสงสารไม่ได้ เธอลากตัวลูกสาวเข้ามาไว้ในอ้อมกอดก่อนยิ้ม

            “หลังจากที่โดนผู้หญิงคนนั้นต่อว่า ลูกก็คิดได้ว่าเขาจะต้องเสียใจมากๆ ก็เลยกลัวว่าจะเสียเขาไปใช่ไหม?” แม่ของโพลิน่าถาม เธอพยักหน้ารับแต่โดยดี “ผู้หญิงคนนั้นน่ะพูดถูกนะ”

            โพลิน่าชะงักแล้วเงยหน้ามองแม่ตัวเองเพื่อรอฟังอย่างตั้งใจ เพราะแม่ของเธอเป็นคนตรงๆไม่เข้าข้างหรือโอ๋เธอ ดังนั้นสิ่งไหนผิดก็จะบอกว่าผิด สิ่งไหนถูกก็จะบอกว่าถูก

            “ทำไมลูกไม่ลองซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเองให้มากกว่านี้ล่ะ คาร์นี่ย์เองก็ซื่อตรงกับลูกไม่ใช่เหรอจ๊ะ เขากล้าที่จะบอกรักลูกตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งผ่านมาตั้งสิบปีแล้ว เขาก็ยังเลือกที่จะกลับมาบอกรักลูกอีกครั้ง แม่ว่า เขาเป็นผู้ชายที่ดีนะ ถ้าได้มาเป็นลูกเขยล่ะก็ แม่ปลื้มตายแน่ๆเลย”

            โพลิน่าหลุดหัวเราะให้กับท่าทางกระดี๊กระด๊าของแม่ตนเอง เธอเปลี่ยนท่ามานอนหนุนตักแม่ของเธอแล้วกำลังคิดอะไรบางอย่าง

            “คิดอะไรอยู่จ๊ะ”

            “ก็ หนูไม่รู้ว่าจะทำยังไงเพื่อจะบอกกับเขาดีว่าหนูรักเขามากขนาดไหน หนูอยากที่จะซื่อตรง แต่ทุกครั้งที่จะทำมันก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าอายมากๆ แล้วพอได้ทำลงไปแล้วจะรู้สึกว่าทำตัวไม่ค่อยจะถูก ทุกๆครั้งที่พยายามแสดงออก ก็กลัวซะจนหลุดปากพูดอะไรที่ไม่ค่อยตรงกับความรู้สึกตัวเองออกไปทุกครั้ง คาร์นก็เลยต้องเจ็บปวดแบบนี้”

            “ว้าย ลูกแม่เป็นสาวซึนเดเระ(ปากไม่ตรงกับใจ)เหรอเนี่ย”

            คนเป็นแม่ร้องแล้วเอามือทาบแก้มตัวเองทำตัวดุ๊กดิ๊กไปมาซะจนไม่เหลือมาดความเป็นผู้ใหญ่

            “โธ่แม่ หนูจริงจังนะคะเนี่ย” โพลิน่าพูด แก้มเธอป่องคล้ายจะงอนๆแม่ตัวเอง ใบหน้านั้นแดงก่ำที่จู่ๆแม่ของเธอก็โพล่งอะไรแบบนั้นออกมา

            “งั้น…” แม่ของโพลิน่าเอามือกุมคางก่อนจะก้มหน้ายิ้มให้ลูกสาว “ทำไมไม่ใช่นิสัยแบบนี้ให้เป็นสเน่ห์ล่ะจ๊ะ”

 

            ภายในบ้านพักปรากฏคราบเลือดและร่างของชายคนหนึ่งนอนอยู่ที่พื้น คาร์นี่ย์รีบวิ่งเข้าไปประคองชายคนนั้น พอเห็นหน้าอีกฝ่ายก็ต้องตกใจ เพราะเขาคือลุควิค หัวหน้ากองพลรักษาความสงบสุขแห่งอาณาจักรเวนอร่านั่นเอง

            “เกรนิตี้มาดูเขาหน่อยเร็ว” คาร์นี่ย์หันไปร้องเรียกสาวแกะ “เกิดอะไรขึ้น ลุควิค! ตื่นก่อน”

            ดวงตาที่เคยฉายแววสง่าดุจราชสีห์ตอนนี้กลับดูอ่อนแรงและไร้พลัง ริมฝีปากของเขาขมุบขมิบเหมือนจะบอกอะไร คาร์นี่ย์เอาหูขยับเข้าไปใกล้ๆก่อนจะเบิกตาโพลง เขาวิ่งไปเปิดประตูห้องทุกห้องภายในบ้าน

            “บ้านเราโดนโจรปล้นเหรอ” ไอน์ซาโม่ร้องถามเมื่อเห็นท่าทางร้อนใจของคาร์นี่ย์ “แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”

            “เป็นหัวหน้าทหารที่บังเอิญไปรู้จักเข้าตอนที่ช่วนพี่อันนาเอาไว้น่ะ เขามาไล่ตามจับนักโทษแหกคุก” คาร์นี่ย์ตอบก่อนขบกรามแน่น ร่างสูงพรวดกลับเข้าไปในห้องของตัวเองแล้วหยิบมุรามาสะออกมา แววตาฉายแววอำมหิต “นี่ไม่ใช่การปล้น…”

            “…” ทั้งสามคนที่ยังปกติอยู่ยืนฟังโดยไม่กล้าพูดอะไรออกมาเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์บ้าคลั่ง

            “…แต่คือการล้างแค้น” คาร์นี่ย์พูดจบก็ดึงมุรามาสะออกจากฝัก นั่นหมายความว่าจะต้องมีคนเสียเลือดให้กับมันอย่างแน่นอนที่สุด “มาได้ถูกจังหวะมาก ฉันกำลังอารมณ์เสียอยู่เลย”

            เขตป่าห่างจากจักรวรรดิไปยี่สิบกิโลเมตร

            “ลูกพี่คิดว่ามันจะมางั้นเหรอครับ”

            เสียงชายล่ำสันหัวโล้นถามชายร่างอ้วนตัวใหญ่รอยแผลเต็มตัวที่นั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ภายในเต๊นท์ ห่างออกจากตัวชายคนนี้ไปไม่ไกลคือหญิงสาวที่ชื่อมารีอันน่าที่ถูกจับมัดขึงกับเสาเอาไว้ ที่ลายเท้ามีเชื้อเพลิงจำพวกกิ่งไม้แห้งกองสุมอยู่

            “คราวก่อนมันก็มา คราวนี้มันก็ต้องมาอีกแน่นอน เพราะข้าจับตัวผู้หญิงคนนี้มาไว้แล้วยังไงล่ะ”

            ที่แท้ก็เป็นพวกโจรอันธพาลเจ้าเก่าที่คาร์นี่ย์เคยบุกเข้าไปทลายรังนั่นเอง แต่คราวนี้จำนวนคนของพวกมันดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

            “แล้วจะไว้ใจเจ้านั่นได้จริงรึเปล่า” ชายหัวโล้นคนเดิมพูดแล้วพยักเพยิดไปที่คนสวมชุดคลุมปิดบังใบหน้าที่ยืนข้างๆโต๊ะกินข้าวของหัวหน้าตนเอง “หมอนี่จะรับมือเจ้าเด็กนั่นไหวจริงๆเหรอ”

            “หึ ข้าจ้างใครก็ต้องตรวจสอบเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วสิวะ”

            สิ้นคำเสียงเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มมาแต่ไกล เสียงเอะอะโวยวายดังตามมาติดๆ ทำให้ชายร่างอ้วนต้องผละออกจากโต๊ะกินข้าวแล้วชะเง้อหน้าออกจากเต๊นท์เพื่อดูสถานการณ์

            ภาพที่เห็นเหมือนเป็นเดจาวู เมื่อเด็กหนุ่มกำลังพุ่งทลายและใช้ดาบฟาดฟันอย่างไร้ปรานี เลือดของคนที่ถูกฟันสาดกระจายอาบร่างสูงนั้นได้อย่างน่าหวาดกลัว

            “เฮ้ย เจ้าเด็กเวร” หัวหน้าร่างอ้วนตะโกนลั่นแล้วเลิกผ้าเต็นท์ขึ้น จนสุด เผยให้เห็นร่างของมารีอันนาที่กำลังถูกมัดตรึงไว้กับเสา “ถ้ามาช้า นังนี่ตาย!”

            พูดจบมันก็หันไปพยักหน้าให้กับชายหัวโล้น พอได้รับคำสั่งลูกน้องคนสนิทก็รีบใช้ไฟจุดที่เชื้อเพลิงใต้ขาทันที

            ดวงตาสีแดงดุจโลหิตฉายแววดุร้ายยิ่งกว่าเก่า มุรามาสะตวัดฟันร่างที่พุ่งเข้ามาใกล้ๆจนคอขาดสะบั้นออก บรรยากาศเลวร้ายปกคลุมรอบๆทันทีที่มีการสังหารเกิดขึ้น

            “พวกแก ไม่อยากตายก็อยู่นิ่งๆ!

            สิ้นเสียงตะโกนคำรามก้อง ดาบในมือก็ตวัดฟันพวกที่มุ่งเข้ามาจนขาดสะพายแล่ง คนที่เหลือต่างพากันขยาดแล้วยืนมองอยู่นิ่งๆ แม้จะมีเสียงกระตุ้นจากคนเป็นหัวหน้าแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาโจมตีเด็กหนุ่มอีก

            “ปะ ปีศาจ ไอเด็กนี่มันเป็นปีศาจ”

            เสียงร้องอย่างหวาดกลัวดังโหยหวน คนเกินครึ่งต่างพากันทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนีตายกันกระเจิงไปคนละทิศละทาง ส่วนคนที่เหลือคาร์นี่ย์จัดการใช้ดาบฟันอย่างไม่ปรานี แต่แล้วจู่ๆร่างๆหนึ่งก็พุ่งพรวดมาจากภายในเต๊นท์และใช้ดาบยาวเรียวเล็กเข้าปะทะกับเขา ดาบเวทมนต์สี่เล่มถูกเขาเรียกใช้อย่างรวดเร็ว มันหมุนควงและดอดโจมตีอีกฝ่ายเป็นระยะๆ

            จนกระทั่งอีกฝ่ายแทงปลายดาบใส่เขา คาร์นี่ย์ใช้มือรับมันเอาไว้อย่างบ้าเลือด มันทะลุมือขอเด็กหนุ่มจนสุดโกร่งดาบ จากนั้นเขาก็กำมือข้างที่ถูกดาบเสียบเอาไว้เพื่อล็อคแขนไม่ให้อีกฝ่ายหนีไปไหนได้ ดาบมุรามาสะเสียบเข้ากลางท้อง เขาขยับมันเพื่อคว้านท้องอีกฝ่ายเล่นเล็กน้อยก่อนจะปล่อยด้ามดาบ ผ้าคลุมถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าของชายผมหยักศกผิวคล้ำ สีหน้าดูทุกข์ทรมานอย่างที่สุด

            “ฆ่าคนมาเท่าไรแล้วล่ะแกน่ะ” คาร์นี่ย์พูดทั้งๆที่อีกฝ่ายตาเหลือกใกล้จะหมดสติเต็มทน “พอถูกฆ่าแล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะ”

            ว่าแล้วก็ชี้นิ้วไปที่ร่างที่กำลังดิ้นทุรนทุราย ดาบทั้งสี่เล่มพุ่งเข้ามาเสียบอย่างพร้อมเพรียง ร่างนั้นชักกระตุกอยู่แป๊บหนึ่งก่อนจะแน่นิ่งไป

            คาร์นี่ย์เอื้อมมือไปกุมด้ามมุรามาสะก่อนจะถีบร่างนั้นออกไป ชายร่างอ้วนฉุเห็นสภาพการณ์กำลังย่ำแย่จึงตั้งท่าหยิบดาบตรงทางหญิงสาวที่กำลังจะถูกเผาทั้งเป็นอยู่ในเต๊นท์ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ตัวของมันก็ต้องชะงักไปเมื่อร่างของเด็กหนุ่มปรากฏอยู่ใกล้ๆกับเสาพร้อมกับร่างหญิงสาวที่ถูกช่วยเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ พอคิดจะหันไปขอความช่วยเหลือจากลูกน้องหัวโล้นคนสนิท ก็เห็นว่าร่างของลูกน้องตนเองนอนนิ่งอยู่ในสภาพไร้ศีรษะ

            “ยะ ยกโทษให้ข้าด้วย ขะ ข้ากลัวแล้ว จะไม่ทำแล้ว”

            อีกฝ่ายร้องขาสั่นพั่บๆเมื่อได้เห็นสภาพที่เหมือนกับพญายมของคนตรงหน้า

            มุรามาสูกสะบัดเอาคราบเลือดออก ร่างสูงย่างสามขุมตรงไปใช้เท้าถีบเต็มหน้าของศัตรูจนล้มกลิ้ง มันกำลังคลานไปทางหน้าเต็นท์ด้วยสภาพไม่ต่างกับหมูที่กำลังจะถูกเชือด คาร์นี่ย์ใช้มุรามาสะทิ่มลงไปที่ขาอ่อนจนทะลุลงไปในพื้นดิน อีกฝ่ายร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมาน แถมยังขยับไปไหนไม่ได้เพราะถูกดาบตรึงเอาไว้ ถ้าหากขยับมากเกินไป ขาก็อาจจะถูกคมดาบที่ตรึงขาเอาไว้ตัดขาดได้ แต่ถ้าไม่ขยับโอกาสรอดก็จะเป็นศูนย์

            คว๊าก

            “อ๊ากกกกกก!!!!

            เสียงร้องดังขึ้นหลังจากที่หัวหน้าโจรอันธพาลฝืนออกแรงดึงขาออกแล้วขาก็ถูกตัดด้วยมุรามาสะ แถมสภาพขาที่หลุดไปนั้นยังไม่ขาดดี เพราะมีเนื้อบางส่วนที่เกาะติดอยู่ที่โคนขา ร่างอ้วนฉุนั้นกำลังคลานลากขาที่ห้อยต่องแต่งไปทางนอกเต๊นท์อย่างทุรนทุราย

            ดวงตาสีโลหิตหันกลับไปมองหญิงสาวเพื่อเช็คว่าอีกฝ่ายฟื้นหรือยัง พอเห็นสภาพอีกฝ่ายที่ยังนอนนิ่งไม่ไหวติง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ปรากฏขึ้นในทันที

            “แกมายุ่งกับพี่สาวของฉัน ทั้งๆที่ฉันเคยให้โอกาสแกกลับตัว” คาร์นี่ย์คำรามอย่างดุร้าย “โอกาสที่ให้โจรนี่เป็นอะไรที่เสียเปล่าจริงๆ แต่ฉันจะให้โอกาสแกกลับตัวอีกครั้ง”

            “ขะ ขะ ขอบพระคุณมากขอรับท่าน” อีกฝ่ายเอามือประสานอกทำท่าเหมือนขอบคุณพระเจ้าเสียยกใหญ่

            “เกิดมาชาติหน้าก็ทำตัวดีๆอย่าเป็นโจรอีกล่ะ

            สิ้นคำใบหน้าของอีกฝ่ายถึงกับซีดเผือดลงทันตาเห็น ดาบดินลอยเข้ามาอยู่ในมือของเด็กหนุ่ม เขาง้างแล้วแทงไปที่แขน แต่อีกฝ่ายกลับยกมือขึ้นมาต่อต้าน เขาจึงใช้เท้ากระทืบไปที่หน้าของศัตรูอยู่หลายที จนมือที่พยายามขัดขวางนั้นอ่อนแรงลง เขาเหยียบมือของอีกฝ่ายตรึงไว้กับพื้นแล้วแทงดาบดินลงไปที่ต้นแขน จากนั้นก็ลากคว้านมาถึงที่ปลายแขน ก่อนจะเสียบลงดินเพื่อตรึงเอาไว้ เลือดสดๆไหลทะลึกอย่างบ้าคลั่ง

            ต่อมาดาบไฟก็ถูกเรียกให้มาอยู่ในมือและทำแบบเดียวกันกับแขนอีกข้าง กลิ่นเนื้อถูกเผาลอยเตะเข้าจมูกของคาร์นี่ย์

            “หมูตอนย่างที่กลิ่นเหม็นขนาดนี้คงมีแกแค่คงเดียวล่ะนะ” คารนี่ย์พูดจบก็ใช้ดาบน้ำที่เรียกมาแทงเขาที่สีข้าง โดยเลี่ยงไม่ให้โดนปอดก่อนคว้านเล็กน้อยให้อีกฝ่ายได้พอทรมาน สุดท้ายก็คือดาบลม เข้าใช้แทงมันลงไปในส่วนที่คิดว่าน่าจะเป็นปอด เขาแทงมันไม่ลึกเท่าไรนักเพราะมีแผนที่ดีกว่านั้นที่จะทรมาน

            “ฉันจะระเบิดแกจากข้างในซะ ไอสารเลว”

            พูดจบ ปอดของอีกฝ่ายก็เริ่มขยายใหญ่ เสียงกรีดร้องแหลมเล็กหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยเสียงลมที่พุ่งออกมาจากปาก ใช่แล้ว คาร์นี่ย์ใช้ดาบลมเติมลมเข้าไปในปอดของอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็เดินไปดึงมุรามาสะมาสะบัดเอาคราบเลือดออกก่อนเก็บเข้าฝัก แล้วเข้าไปหามร่างของมารีอันนาที่ยังไม่ได้สติอยู่

            เขาเดินออกจากเต็นท์โดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองอีก ไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียงเหมือนลูกโป่งที่แตกออก ของเหลวสีแดงสาดกระจายในเต๊นท์ ย้อมให้เต๊นท์ที่เคยมีสีขาวกลายเป็นเต๊นท์ที่มีสีแดง

            “บางครั้งคนเลวๆก็ไม่สมควรได้รับโอกาส”

            เป็นไรดีนที่ยืนอยู่หน้าเต็นท์และกำลังเหลือบมองสภาพรอบๆที่มีสภาพเหมือนนรกบนดิน ดวงตาสีแดงเงยขึ้นมาสบกับดวงตาสีทอง น้ำฝนช่วยชะคราบเลือดที่เลอะอยู่ตามตัวเขา ทว่าหลักฐานบนเสื้อผ้าของเขานั้นกลับไม่ได้ถูกลบไปด้วย

            “แอบฟังอยู่งั้นเหรอ” คาร์นี่ย์ถาม แววตาดูสงบลงหลังจากที่ระบายอารมณ์ทั้งหมดไปกับการสังหารหมู่

            “ก็ตามหลังมาติดๆนั่นแหละ แต่เห็นว่ารับมือไหวก็เลยไม่อยากสอดมือเข้าไปยุ่ง” ไรดีนพูดแล้วเดินขึ้นไปบนมอเตอร์ไบค์ส่วนตัว “บางครั้ง การฆ่าเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ นายไม่ใช่คนเลวหรอกนะ แต่ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหลังจากที่มือเปื้อนเลือดไปแล้วจะสามารถเรียกว่าคนดีได้รึเปล่า เพราะตัวฉันเองก็ยังไม่รู้คำตอบเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว”

            “ฉันเข้าใจ” คาร์นี่ย์พูดแล้ววางร่างมารีอันนาลงบนมอเตอร์ไบค์อย่างนุ่มนวลก่อนเขาจะตวัดขาขึ้นไปนั่งบนรถด้านหลังมารีอันนา มือขยับไปจิ้มเซ็ตระบบออโต้ไดร์ฟก่อนจะชำเลืองมองไรดีนเพื่อส่งสัญญาณ “ไปกันเถอะ”

            แล้วมอเตอร์ไบค์ทั้งสองคันก็ออกตัวไปจากป่าอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเศษซากแห่งความตายเอาไว้ข้างหลังอย่างเงียบงัน




NEKOPOST.NET