Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 13 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.13 - กัดกร่อน


ดาบที่13 : กัดกร่อน

 

 

            เสียงครางออกมาเบาๆหลังจากที่เขาลืมตาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง แสงที่สาดส่องมาจากทางหน้าต่างทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกแสบตาอย่างที่สุด แขนถูกยกขึ้นมาบังแสง ทว่าเขาไม่สามารถยกแขนได้ราวกับว่าแรงทั้งหมดได้อันตรธานหายไปในอากาศ นั่นทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาแล้วยอมแพ้ปล่อยตัวเองให้นอนนิ่งๆเหมือนเดิม

            ‘เกิดอะไรขึ้นกับเราเนี่ย’ คาร์นี่ย์คิดแล้วพยายามทบทวนเหตุการณ์

            “นายสลบไปสองวันติดเลยนะ”

            เสียงจากคนข้างๆดังขึ้น ดวงตาสีกุหลาบชำเลืองมองไปทางต้นเสียงพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม ไรดีนเดินมาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างเตียงของเขา ในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่ไอน์ซาโม่ก็เปิดประตูห้องแล้วเดินเข้ามาทางเขาอีกคน

            “เกิดอะไรขึ้นกับฉัน?”

            “คาร์นสลบไปน่ะ” ไอน์ซาโม่ตอบแล้วเข้ามาช่วยประคองร่างเขาให้อยู่ในท่านั่งเอาหลังพิงหมอน “หลังจากที่เข้าเส้นชัยกันไปได้ไม่นาน จู่ๆคาร์นก็น็อคหลับไปกลางอากาศ รู้ตัวรึเปล่าว่าทำให้พวกเราตกใจกันมากขนาดไหน”

            ว่าจบเธอก็ยื่นมือมาบิดจมูกเขาไปมาอย่างมันเขี้ยว คาร์นี่ย์ที่เริ่มเข้าใจอะไรแล้วก็ทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆให้ก่อนส่งเสียงเรียกวอร์ ไม่นานนักเสียงงึมงำราวกับคนพึ่งตื่นก็ดังสะท้อนอยู่ในหัวของเขา

            “พึ่งตื่นเหรอ?”

            “อืม” วอร์รับคำสั้นๆห้วนๆ “พลังของข้ายังไม่เสถียร แถมยังแบ่งให้เจ้าใช้เต็มที่ ก็เลยต้องพักตัวยาวๆเลยล่ะ ว่าแต่เจ้าเถอะ”

            “หืม?”

            “ข้าไม่ได้อยากจะต่อว่าเจ้านะ แต่พลังของเจ้าน่ะน้อยมากและยังอ่อนแอมากๆด้วย ข้าอยากให้เจ้าเก็บเรื่องนี้ไปคิด ข้าน่ะไม่ได้งกพลังหรอก แต่พอข้าลองมาคิดๆดูให้ดีๆ หากเจ้ายังคงหวังพึ่งข้ามากเกินไป ข้าเกรงว่าจะยิ่งทำให้เจ้าอ่อนแอลง” วอร์พูด ในน้ำเสียงนั้นเขาสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วง นั่นทำให้เขายอมรับฟังแต่โดยดี “ถ้าหากเจ้ายังไม่ขยายขอบเขตความจุของพลังเวทในตัวล่ะก็ เจ้าจะลำบากมากๆในอนาคต นี่ยังไม่พูดถึงตอนที่เจ้าต้องไปประลองกับคนที่เจ้ารักเลยนะ หากเจ้ายังฝืน อาจจะไม่ใช่แค่สลบ บางที… เจ้าอาจจะตาย”

            “ยะ ยังไม่ใช่คนรักซะหน่อย” คาร์นี่ย์ละล่ำละลักปฏิเสธ “แต่ฉันจะพยายามให้มากกว่านี้ ขอบคุณมากนะวอร์”

            “เอาเถอะๆ แค่นี้แหละที่อยากจะพูด ข้าขอพักต่ออีกซักหน่อยก็แล้วกัน”

            สิ้นประโยคเสียงของวอร์ก็เงียบหายไป พอรู้สึกตัวอีกที ดวงตาสีอเมทิสต์ก็อยู่ตรงหน้า แถมใบหน้าของไอน์ซาโม่ก็เข้ามาในระยะที่ใกล้มากๆจนเจ้าคนกวนต้องสะดุ้งขยับถอยหลัง ดูเหมือนว่าเมื่อกี๊เขาจะคุยกับวอร์เพลินจนเหม่อไป

            “เป็นอะไรไปน่ะ ดูเหม่อๆยังไงชอบกล” ไอน์ซาโม่พูดแล้วขยับเอาหน้าผากมาชนกับหน้าผากเขาอย่างรวดเร็วก่อนผละออก คาร์นี่ย์มีอาการหน้าร้อนวูบวาบแต่แสร้งทำหน้าเหมือนไม่มีอะไร “มีไข้นิดหน่อยแหะ”

            “ฉันว่าไม่ใช่ไข้หรอกไอน์”

            ไรดีนพูดก่อนหัวเราะหึอยู่ในคอ ดวงตาสีทองฉายแววจับผิด คนถูกมองพยายามตีหน้าสงบให้มากที่สุดแล้วเลี่ยงที่จะจ้องไปที่หน้าของคู่หูตัวเอง แล้วมาจับโฟกัสที่ไอน์ซาโม่ซึ่งยืนกอดอกขมวดคิ้วคล้ายจะไม่ค่อยสบายใจ

            “ฉันยังไม่วางใจหรอก ไว้เดี๋ยวรอให้เกรนิตี้จังมาดูอีกทีก็แล้วกัน” ไอน์ซาโม่พึมพำก่อนทิ้งตัวนั่งที่ปลายขอบเตียง

            “คาร์น มีผู้หญิงคนนึงรอเจอนายอยู่ ถ้ายังไงจะให้เธอเข้ามาไหมล่ะ”

            “ผู้หญิง? รู้จักรึเปล่า?”

            เขาหันไปถามไรดีน อีกฝ่ายส่ายหน้าให้เขาเป็นเชิงบอกว่าไม่รู้จัก

            “เธอบอกว่าชื่อ มารีอันนา น่ะ”

            พรวด!

            เจ้าตัวแสบยันร่างขึ้นมานั่งหตัวตรงแหน่วได้อย่างน่าอัศจรรย์ รอยยิ้มผุดขึ้นด้วยความลิงโลดใจ

            “พี่สาวมางั้นเหรอเนี่ย”

            เจ้าคนกวนร้องอย่างตื่นเต้น ส่งให้คนฟังทั้งสองคนหันไปสบตากันเองอย่างไม่อยากจะเชื่อก่อนจะหันมามองหน้าคาร์นี่ย์แล้วร้องอย่างพร้อมเพรียงกัน

            “พี่สาว!?

            แกร๊ก

            เสียงลูกบิดถูกบิดดังขึ้น ประตูถูกแง้มเปิดอีกครั้งเผยให้เห็นหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีดำเงางาม ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายเหมือนอย่างที่คาร์นี่ย์เคยเห็น ยิ้มถูกส่งมาเป็นการทักทาย เด็กหนุ่มยิ้มตอบกลับไป เธอเดินเข้ามาใกล้คาร์นี่ย์ก่อนยกมือขึ้นมาลูบหัวเขา โดยมีสายตาอีกสองคู่กำลังมองเธออย่าอึ้งๆ

            “พี่อันนา” เขาร้องแล้วโผร่างเข้ากอดผู้หญิงตรงหน้าที่กำลังหัวเราะกับท่าทางดีใจจนออกนอกหน้าของเขา “แล้วนี่มาคนเดียวจริงๆเหรอครับ”

            “จ้ะ” มารีอันนารับเสียงใส “เป็นไงบ้างล่ะเรา ฝืนอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย”

            คนป่วยเอามือเกาหัวอย่างเขินๆ เพราะนี่เป็นอีกครั้งแล้วที่เขาฝืนจนต้องมานอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่บนเตียงแบบนี้

            “ก็นิดหน่อยล่ะครับ ว่าแต่ทำไมพี่อันนาถึงได้มาถึงนี่ได้เนี่ย”

            “ถ่ายทอดสดยังไงล่ะจ้ะ อาณาจักรเวนอร่ามีถ่ายทอดสดการแข่งขันที่ใจกลางเมือง ทีนี้คุณกลอสัน เอ๊อะ หมายถึง คุณลุงเจ้าของโรงแรมน่ะจ้ะ ดันไปเห็นเธอในมอนิเตอร์เข้า เขาก็เลยรีบมาขอให้ฉันตามมาดูแลเธออีกแรงหนึ่ง”

            “บางทีคุณลุงก็ทำเกินไปนะเนี่ย”

            “ไม่เกินไปหรอก คุณกลอสันคิดถูกแล้วล่ะที่สั่งให้พี่มาดูแลเจ้าเด็กแสบแบบเธอ เพราะมาถึงปุ๊บก็เห็นเด็กดื้อบางคนฝืนร่างกายจนนอนป่วยแบบเนี้ย”

            “ขอแทรกหน่อยค่ะ” ไอน์ซาโม่ร้องด้วยน้ำเสียงร่าเริง “คุณมารีอันนาเป็นพี่สาวของคาร์นจริงเหรอคะ”

            มารีอันนาส่ายหน้าแทนคำตอบ จากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อนทั้งสองที่ฟังอย่างตั้งใจก็เหลือบมองมาที่เจ้าคนกวนเป็นระยะๆ ราวกับไม่อยากจะเชื่อว่าคนในเรื่องเล่ากับตัวจริงจะเป็นคนๆเดียวกัน พอได้ฟังจบ ดวงตาของไรดีนก็เหลือบมาทางคาร์นี่ย์ สีหน้าเจ้าตัวเหมือนจะไม่อยากเชื่อเรื่องที่มารีอันนาเล่ามาอย่างสุดๆ

            “ขอทีเถอะไอหน้าตาที่เหมือนจะไม่เชื่อถือกันแบบนั้นน่ะ”

            เด็กหนุ่มพึมพำแล้วฝืนออกแรงถีบใส่ แต่อีกฝ่ายกลับหลบได้อย่างง่ายดาย เสียงจิ๊จ๊ะอย่างนึกขัดใจหลุดออกจากปาก ถ้าหากสภาพร่างกายปกติดี เขามั่นใจแน่ๆว่าจะสามารถถีบเจ้าคู่หูตัวร้ายโดนแน่ๆ

            การกระทำนั้นทำให้ไอน์ซาโม่หยิกขาของเด็กหนุ่มจนร้องจ๊าก โทษฐานที่ไม่มีแรงแล้วยังคิดจะไปซ่าใส่คนอื่น คนกวนลูบขาป้อยๆ แต่แล้วจู่ๆไอน์ซาโม่ก็โถมร่างเข้ามาทำท่าออดอ้อนจนเหมือนลูกแมวน้อยไม่เหลือคราบของความเป็นมังกรให้เขาเห็น

            “ฉันจะทับคาร์นเอาไว้ ทีนี้คาร์นเองก็จะซนและขยับตัวไปไหนไม่ได้แล้ว” ไอน์ซาโม่ว่าแล้วเงยหน้ายักคิ้วให้เขา

            “ฉันว่า ฉันไม่กวนแล้วดีกว่านะ” ไรดีนรีบทำท่าจะชิ่งเหมือนกับจะรู้ว่าคาร์นี่ย์กำลังจะคิดขอความช่วยเหลือ ร่างสูงของเด็กผมทองเดินไปที่ประตูก่อนหันมาขมุบขมิบปากเป็นประโยคว่า เป็นฉันฉันจะไม่ขัดใจเธอ เห็นที่เธอทำในงานประลองแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันยังไม่อยากตายว่ะ อะไรทำนองนั้น

            “เห็นด้วยๆกับน้องไอน์ซาโม่” มารีอันนาว่าก่อนหัวเราะ “ล็อคไว้อย่างนั้นเลยนะน้องสาว เดี๋ยวพี่จะไปทำโจ๊กมาให้เจ้าตัวแสบก่อน”

            “ม่ายยยย อย่าทิ้งผมไว้สองต่อสองกับยัยนี่เซ่”

            คาร์นี่ย์ร้องแล้วทำท่าเอื้อมมือเหมือนจะคว้าร่างของมารีอันนาไว้ แต่ความหวังก็ต้องดับวูบ เมื่อประตูห้องถูกปิดลง บรรยากาศกลับมาสู่ความเงียบอีกครั้ง เขาลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาเปลี่ยนจุดมองจากที่ประตูมาเป็นที่หน้าต่าง แสร้งทำเป็นว่าไอน์ซาโม่ไม่ได้อยู่กับเขาด้วย

            “ฉันงอนนะที่ทำแบบนี้น่ะ” สาวมังกรว่าแล้วเอาหัวมาซุกๆที่บริเวณอกของคาร์นี่ย์ “ไหนล่ะรางวัลของฉันอ่ะ”

            “บอกแล้วไงว่าไม่มี ฉันไม่ได้สัญญาเอาไว้ซักหน่อย”

            คาร์นี่ย์เฉตามองไปที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ เขาแอบรู้สึกว่าวันนี้ต้นไม้นั้นดูสวยน่ามองมากกว่าทุกๆวันที่ผ่านมา แต่ก็ถูกบังคับให้หันกลับมามองด้วยมือของหญิงสาวที่นอนทับตัวเขาเอาไว้อยู่ บรรยากาศแปลกๆที่เกิดขึ้นในขณะนี้ชวนให้เขารู้สึกวูบวาบขึ้นมาในอกยังไงชอบกล

            “คาร์นงกอะ” อีกฝ่ายเบ้ปากพูด แล้วทิ้งหน้าลงที่อกของเด็กหนุ่ม “ถึงจะใจร้ายยังไงก็ไม่ปล่อยหรอกนะ”

            “เห้อ” คนถูกตำหนิว่าใจร้ายถอนหายใจเฮือก “จะทำอะไรก็ทำเถอะ แค่อย่าทำอะไรแผลงๆก็พอ”

            สิ้นเสียงหญิงสาวก็พุ่งพรวดเขามาหอมแก้มเขาฟอดใหญ่แล้วขยับร่างลงจากเตียง รอยยิ้มซุกซนปรากฏบนใบหน้าของเธอ หางที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของมังกรสาวส่ายไปมาอย่างมีความสุข

            “ขอแค่นี้เอง ยอมตั้งแต่แรกก็จบไปนานแล้ว แบร่ๆๆๆ”

            หญิงสาวแลบลิ้นใส่ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนบนเตียงเอามือลูบจุดเกิดเหตุ เขามองไปทางประตูห้องที่ไอน์ซาโม่ที่พึ่งเดินออกไปด้วยแววตาเหม่อลอยและใบหน้าที่ขึ้นสี เขาดึงผ้าห่มมานานคลุมโปง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เจ้าตัวสัมผัสได้ว่า หน้าตาของตัวเองตอนนี้ดูตลกสุดๆไปเลยล่ะ

 

            วันต่อมา เป็นวันสบายๆอีกวันสำหรับคาร์นี่ย์ เขาสามารถทำกิจวัตรได้ดังปกติ อันที่จริงแล้วที่เขาสลบไปนั้นสาเหตุก็เกิดจากการที่เขาใช้พลังเวทมากไป กลไกปกป้องตัวเองของร่างกายจึงทำงานทำให้เขาเข้าสู่โหมดจำศีลชั่วคราว แต่หลังจากที่ทนนั่งกินนอนกินมาหนึ่งวันเต็ม ในที่สุดเขาก็สามารถไปไหนมาไหนได้เสียที

            ที่สำคัญวันนี้มีเรื่องที่น่ายินดีเกิดขึ้นสำหรับคาร์นี่ย์ ถ้าถามว่าอะไรน่ะเหรอ? ก็…

            “โพลิน่า จะพาฉันไปไหนงั้นเหรอ?”

            “ไม่รู้เหมือนกัน ก็แค่คิดว่าจะเดินเล่นเฉยๆน่ะ ก็เลยไม่ได้คิดอะไรเอาไว้ล่วงหน้า”

            ใช่แล้ว มันเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มากๆที่คนที่เขาชอบมาเคาะประตูบ้านแล้วออกปากชวนให้ไปด้วยกันกับเธอ ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกัน แต่แค่ได้ไปกับเธอ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา

            วันนี้เธอมาในชุดเสื้อยืดลายหมีแพนด้าน่ารักกับเอี๊ยมยีนส์ เป็นการแต่งตัวง่ายๆสบายๆแต่ก็ดูน่ารักเหมาะกันดีกับเธอมากๆ แล้วไหนจะผมที่มัดเป็นทรงทวินเทลนั่นอีก คาร์นี่ย์แอบคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยๆว่าจริงๆแล้วเธอตั้งใจจะมาหาเขาตั้งแต่แรก แต่ก็พยายามไม่คิดให้มากไปนักเพราะกลัวว่าจะเป็นการให้ความหวังกับตัวเองมากเกินไป

            “งั้น… ไปหาอะไรกินเล่นกันไหม?”

            หญิงสาวข้างกายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนเผยยิ้มที่ทำให้คาร์นี่ย์แทบจะเผลอหยุดหายใจ

            “ไปร้านไอติมที่พึ่งเปิดใหม่ใกล้ๆนี้กันไหม?” เธอเสนอด้วยท่าทางร่าเริง

            และไม่ทันที่คาร์นี่ย์จะได้ตอบ มือของอีกฝ่ายก็ฉุดลากเขาให้วิ่งตามไป ดวงตาสีกุหลาบแดงจ้องมองที่มือของตัวเองที่กำลังถูกจับอยู่ พอรู้สึกตัวอาการเขินก็บังเกิดขึ้น ทว่าเขาแกล้งเงียบเอาไว้เพราะไม่อยากให้ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้สั้นจนเกินไปนัก

            “นั่นคาร์นี่ย์นี่นา ที่เห็นในการแข่งเมื่อวันก่อนน่ะ”

            เสียงร้องดังขึ้นก่อนที่กลุ่มผู้หญิงกลุ่มหนึ่งจะโบกมือเป็นเชิงทักทายเขาและทำท่าว่าจะเข้ามาพูดคุย แต่แล้วก็มีเสียงร้องมาจากอีกด้านหนึ่งและอีกด้านหนึ่ง คนเริ่มทยอยเข้ามารุมล้อมเขามากขึ้นเรื่อยๆ สภาพการณ์ตอนนี้คงไม่มีคำนิยามใดๆที่จะบอกได้ดีไปกว่าคำว่า อึดอัด อีกแล้ว

            “สุดยอดไปเลยนะวันก่อนน่ะ” พ่อค้าผลไม้หนุ่มคนหนึ่งพูดหลังจากกทักทายเขาเสร็ต จากนั้นก็ยัดแอ๊ปเปิ้ลใส่ในมือเด็กหนุ่มที่ทำตัวไม่ถูก “เอาชนะการแข่งให้ได้ล่ะ”

            “ แล้วกำลังจะไปไหนหรอ” สาวทรงโตพูดแล้วส่งสายตากะลิ้มกะเหลี่ยมาทางเขา

            “ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันไหมจ๊ะ” แก๊งเด็กนักเรียนออกปากอย่างไม่ยอมแพ้

            “พี่ชายขอลายเซ็นต์หน่อย” ทีมงานเด็กตัวเล็กๆร้องกระโดดโลดเต้นราวกับได้เจอกับดาราที่ชอบ

            และอีกสารพัดอย่างที่ทั้งถูกถามถูกร้องขอ ดูเหมือนผู้คนจะรู้จักเขาเพราะการถ่ายทอดสดการแข่งขันในรอบแรก ดวงตาสีดอกกุหลาบมองหาหญิงสาวที่มาด้วยกัน เธอถูกคนพวกนี้ดีดออกไปนอกวง แถมยังทำท่าไม่พอใจอีกต่างหาก เขาจึงรีบแหวกฝูงชนออกไปแล้วคว้ามือของเธอเอาไว้

            “ไปกันเถอะโพลิน่า”

            เขายิ้มให้กับหญิงสาวตรงหน้า จากนั้นก็ลากเธอวิ่งไปด้วยกัน โดยมีกองทัพแฟนคลับวิ่งไล่ตามหลัง

            “นั่นท่านโพลิน่าด้วยนี่นา สองคนนี้รู้จักกันด้วยแหละ ข่าวใหญ่ๆ…”

            เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังขึ้น ดวงตาของทั้งสองหันมาสบกันอย่างมีความหมาย เสียงหัวเราะพลันหลุดออกมาจากปากทั้งคู่

            เขาพาโพลิน่าเลาะตรอกซอกซอยมาเรื่อยๆจนกระทั่งบังเอิญมาถึงสวนสนุกขนาดใหญ่ ที่มีงานเปิดให้บริการวันแรกและมีผู้คนคับคั่ง ร้านขายของถูกตั้งผสมกับร้านเครื่องเล่นต่างๆเต็มไปหมด

            กองทัพที่ไล่ตามหลังพวกคาร์นี่ย์กับโพลิน่าต่างหยุดกึกเมื่อพลาดคลาดสายตากับคนทั้งสองคนไปแล้ว

            คู่หนุ่มสาวขยับหน้ากากที่พึ่งซื้อมาปิดบังใบหน้าขึ้นก่อนจะยิ้มให้กันและกัน แต่พอรู้สึกตัวว่ามือของพวกเขายังไม่ได้ปล่อยจากกันก็พากันชะงักแล้วรีบปล่อยด้วยท่าทีกระอักกระอ่วนใจ

            “โทษทีนะๆ”

            “ไม่เป็นไรหรอกนายปลาหมึก” โพลิน่าตอบก่อนหัวเราะ

            คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วถอดหน้ากากออกมาดู มันเป็นหน้ากากหน้าปลาหมึกทำปากจู๋ท่าทางกวนๆ ส่วนของโพลิน่านั้นเป็นหน้ากากที่มีหน้าตาเหมือนแมวนำโชคที่ร้านค้าชอบมาตั้งประดับไว้

            “ดูสิ ว่าแมวนำโชคจะพาโชคอะไรมาให้ฉันได้รึเปล่า”

            “อยู่กับแมวนำโชคคนนี้รับรองว่ามีแต่เรื่องดีๆเกิดขึ้นกับเธอแน่นอน” โพลิน่าพูดด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจก่อนจะแบมือไปทางอีกฝ่าย “เอ่อ…”

            “อะไรเหรอโพลิน่า” คาร์นี่ย์ยิ้มถามแบบไม่เข้าใจ แต่พอมองไปรอบๆที่มีผู้คนมากมายก็เริ่มเดาเจตนาของอีกฝ่ายได้ เขาคว้ามือเธอมาจับไว้ แม้จะเขินๆแต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่สนใจอาการนั้นของตัวเอง เพราะนี่เป็นสิ่งที่เขารอมาตั้งหลายปี จะให้พลาดไปได้ง่ายๆไม่ได้อยู่แล้ว “จับมือกันอย่างนี้ก็ไม่ต้องกลัวหลงกันแล้วใช่ไหมล่ะ”

            “เอ้อ… ง่า… ใช่แล้วล่ะ อะแฮ่มๆ เดี๋ยวหลงกันไปจะหาตัวกันลำบาก ใช่แล้วๆ นั่นแหละที่ฉันจะบอกกกับเธอ” โพลิน่าตอบกลับด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน แต่อาการเหล่านั้นดูจะไม่ได้ทำให้คนซื่อบื้อตรงหน้านั้นรู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย

            ‘ใช่ที่ไหนกันเล่า แต่จะให้เราพูดไปตรงๆมันก็… น่าอายชะมัดเลย’

            คิดจบหญิงสาวก็สะบัดหน้าไปอีกทางเพราะไมกล้าสบตาร่างสูงที่ยืนกุมมือเธออยู่ คนโดนเมินได้แต่เกาแก้มแก้เก้อเพราะไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิดไปรึเปล่า แต่ก็พยายามที่จะไม่คิดอะไรให้มันมากนัก

            “เธอยังอยากไปร้านไอติมอยู่รึเปล่า”

            “อื้อ ฉันได้ยินมาว่ามีเมนูพิเศษเฉพาะวันนี้น่ะ ก็เลยไม่อยากพลาด”

            “ไอติมอะไรกันนะที่ทำให้ท่านโพลิน่าอยากกินถึงขนาดนี้” คนกวนดัดเสียงพูดด้วยท่าทางตลกๆ จนคนข้างๆหัวเราะแล้วตีไหล่ของคาร์นี่ย์ทีนึง เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเองว่า “รอยยิ้มแบบนี้ เก็บไว้ให้เราคนเดียวจะได้ไหมนะ?”

            “เอ๋… เมื่อกี๊คาร์นพูดอะไรรึเปล่า?”

            “โอ๊ะ! เปล่าๆๆ ไปกันเถอะ”

            เจ้าตัวรีบกระวีกระวาดพาหญิงสาวออกจากสวนสนุก ระหว่างทางก็แวะดูตามร้านขายของต่างๆบ้าง จนมาถึงร้านไอติมที่มีหุ่นโมเดลขนาดเท่าคนปกติอยู่ที่หน้าร้าน มันเป็นโมเดลเด็กผู้หญิงแต่งตัวแบบลูกคุณหนูสวมหมวกทรงสูงถือถ้วยไอติมข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งถือไอติมโคน ท่าทางมีความสุข ข้างๆมีป้ายไม้ลวดลายสวยงามเขียนชื่อร้านเอาไว้ ‘So Sweet’

            “นี่เหรอโพลิน่า” คาร์นี่ย์ถามแล้วชี้ไปที่ร้านที่ตบแต่งและสร้างจากไม้สไตล์โมเดิร์น แสงสีส้มอ่อนๆภายในร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นจนตัวเขาสัมผัสได้แม้จะอยู่ข้างนอก “น่ามานั่งเล่นดีนะเนี่ย”

            “ใช่ไหมล่า ถึงได้ตั้งใจชวนให้มานี่ด้วยกันไง อุ๊บ” โพลิน่ารีบเอามือปิดปากตัวเอง

            “ว้าวๆ ไปกินไอติมกันเถอะ”

            เธอลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ทันได้ยินประโยคที่เธอเผลอหลุดปากออกมาเมื่อสักครู่ ดวงตาสีแดงดุจทับทิมกรอกไปมาเลิ่กลั่ก ร่างบางรีบตีเนียนพาเจ้าคนกวนเข้าร้านอย่างรวดเร็ว

            คาร์นี่ย์มองท่าทางเปลี่ยนไปของโพลิน่าอย่างไม่เข้าใจนัก เธอลากเขามาจับจองที่นั่งหน้าร้านใกล้ๆกับหน้าต่าง เขาพึ่งจะได้สังเกตว่าข้างนอกนั้นมีผู้คนเดินไปมามากมายขนาดไหน บางทีอาจจะเป็นเพราะงานเปิดตัวสวนสนุกใหม่ที่พวกเขาพึ่งไปมาก็เป็นได้ หลังจากที่มองข้างนอกไปได้เพลินๆ พนักงานภายในร้านก็รีบวิ่งออกมารับหน้าเอาไว้พร้อมกับแจกสมุดเมนูให้กับพวกเขา

            “วานิลลาครีมมิ่งมิกส์เบอร์รี่ค่ะ”

            “ของผมเหมือนกับเธอเลยครับ” สบโอกาสคาร์นี่ย์ก็ขอสั่งตามอีกฝ่ายเสียเลย เพราะอยากรู้ว่ารสชาติที่ผู้หญิงที่เขาชอบติดใจนั้นเป็นอย่างไร “ไม่ว่ากันใช่ไหมโพลิน่า”

            “บูๆๆ คนขี้เลียนแบบ”

            คนถูกตราหน้าว่าขี้เลียนแบบมุ่ยหน้าคล้ายจะงอนๆ แต่พอเห็นอีกฝ่ายหัวเราะเขาถึงกับส่ายหัวขำออกมา

            “ดันมาแกล้งกันซะได้ คอยดู ฉันจะเอาคืนเธอแน่ๆ อย่าเผลอเชียว” คาร์นี่ย์คาดโทษแล้วหันไปยิ้มให้กับพนักงาน “ก็ตามที่สั่งนั่นล่ะครับ”

            “คือ…”

            “?” ทั้งคู่หันมองหน้าพนักงานแบบงงๆ

            “ขอลายเซ็นต์ทั้งสองคนหน่อยได้ไหมคะ ดิฉันเป็นคลับทั้งคุณโพลิน่าและก็คุณคาร์นี่ย์เลยน่ะค่ะ”

            “อ๋อ เรื่องนี้น่ะเอง” โพลิน่าพูดแล้วยิ้มให้พนักงานสาวอย่างใจดี “ดีใจจังที่แต่งตัวแบบนี้แล้วยังมีคนจำได้”

            “ว่าแต่ ทำไมถึงต้องแจกลายเซ็นด้วยล่ะ โดนขอลายเซ็นต์ตั้งแต่เมื่อกี๊นี้แล้วนา ฉันยังไม่เข้าใจเลย”

            หญิงสาวพนักงานทำท่าเลิ่กลั่ก คาร์นี่ย์ถูกโพลิน่ามองอย่างค้อนๆที่ทำให้พนักงานสาวเข้าใจคิดว่าตัวเงอมารบกวนคาร์นี่ย์อยู่

            “ทำไมต้องมองฉันแบบนั้นล่ะ ฉันแค่ไม่เข้าใจจริงๆนะ”

            “ลายเซ็นต์ของแต่ละคนน่ะเป็นเอกลักษณ์ใช่ไหมล่ะ มันสามารถเป็นตัวแทนของใครคนใดคนนึงได้เลยนะ การที่คนที่ชื่นชอบมาขอลายเซ็นต์ก็เพื่อเก็บมันเอาไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งนึงก็เคยได้เข้ามาใกล้ชิดกับตัวบุคคลที่ตนเองนิยมชมชอบอะไรทำนองนี้ไง” โพลิน่าอธิบายแล้วหัวไปยิ้มให้พนักงานสาวอีกครั้ง “คาร์นเขาแค่ไม่คุ้นชินกับอะไรแบบนี้น่ะ อย่าพึ่งเข้าใจเขาผิดเลยนะจ๊ะ เขาไม่ได้หงุดหงิดรำคาญอะไรเธอหรอกนะ”

            “ค่ะ แสดงว่านี่เป็นลายเซ็นต์แรกของคุณคาร์นี่ย์ใช่ไหมคะ”

            คาร์นี่ย์หันไปมองทางพนักงานสาวแล้วพยักหน้าให้ สีหน้าอีกฝ่ายเหมือนกำลังพยายามอดกลั้นตัวเองไม่ให้กรี๊ดออกมาอยู่รอมร่อ ท่าทางอดกลั้นแบบนั้นทำให้เด็กหนุ่มถึงกับสำลักหัวเราะออกมา

            อีกฝ่ายรีบยื่นเสื้อขาวที่มีลายตัวการ์ตูนที่เหมือนเขากำลังถือวอร์ครายอยู่มาให้ แถมเจ้าตัวการ์ตูนที่ว่ากำลังฉีกยิ้มชูนิ้วโป้งอยู่บนมอเตอร์ไบค์อีกต่างหาก ไอคนที่รู้ว่าเขาชอบทำท่าแบบนี้มันก็มีอยู่แค่คนเดียว แถมพอคิดถึงคนๆนั้นแล้วก็รู้สึกสังหรณ์ขึ้นมายังไงชอบกล

            ตุบ

            “ไอย๊ะชะเฮ้ย!

            เสียงร้องไม่เป็นภาษาหลุดออกมาจากปากของเขา ก็เพราะที่เจ้าคนที่เขากำลังนึกถึงกำลังเอาแก้มแนบกับกระจกด้วยใบหน้าบิดๆเบี้ยวๆแปลกพิลึกอยู่น่ะสิ แถมไอท่าทางตื่นเต้นตอนหน้าตาพิลึกๆนั่นดูน่ากลัวชะมัดเลย

            “คนนี้แหละที่เป็นคนขายเสื้อตัวนี้ให้ฉันน่ะค่ะ”

            พนักงานสาวว่า คาร์นี่ย์ใช้มือตบหน้าผากด้วยอาการปวดหัวขึ้นมายังไงชอบกล มือเอื้อมไปหยิบปากกาแล้วเซ็นต์ไปบนเสื้อที่พนักงานสาวยื่นมาให้ เธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบหนังสือเล่มหนึ่งส่งไปทางโพลิน่า

            “ยิปปี้ ว่างายๆ คาร์นี่ย์” เสียงใสๆของเชอร์เบ็ทร้องทักทายทันทีที่โผล่พรวดเข้ามาในร้าน “รถน่ะป๊ะป๋าบอกว่าจะไม่ผลิตเพิ่มแหละ สามคันที่เหลือน่ะป๊ะป๋าปล่อยไปได้ในราคาสูงลิ่วเลยเชียวล่ะ”

            “ก็ดีนี่ ดีใจด้วยนะ” คาร์นี่ย์ท้าวคางพูดพลางพยายามเหลือบไปดูชื่อหนังสือที่โพลิน่ากำลังเขียนลายเซ็นต์ให้พนักงานสาว “นี่เธอเขียนนิยายด้วยเหรอเนี่ย”

            เขาถามอย่างทึ่งๆ เพราะหนังสือที่เธอพึ่งเซ็นต์ไปคือหนังสือนิยายวัยรุ่นซึ่งมีชื่อของเธอเด่นหลาอยู่ที่หน้าปก

            “ก็นะ งานอดิเรกน่ะ ว่าแต่ผู้หญิงคนนี้ใครเหรอคาร์น”

            โพลิน่าถามหลังส่งหนังสือกลับให้พนักงานสาว ดูเหมือนว่าคนที่ได้ลายเซ็นต์จะดีใจมากถึงขั้นเอาไปอวดเพื่อนที่อยู่ที่เคาน์เตอร์

            “เป็นคนที่จัดการรถของทีมฉันน่ะสิ เธอชื่อเชอร์เบ็ทน่ะ”

            “สวัสดีค่า” คนถูกแนะนำตัวร้องทักทายเสียงใส

            “แล้วก็เชอร์เบ็ท นี่…”

            “อัศวินสูงสุดโพลิน่า ใช่ไหมล่ะ นี่แหละ เหตุผลที่ทำให้ฉันวิ่งตรงมาหานาย”

            เชอร์เบ็ทพูดก่อนยืนกอดอก โพลิน่าโบกมือให้น้อยๆเป็นการทักทายอีกฝ่าย สาวในสภาพมอมแมมเหมือนในทุกๆวันตวัดนิ้วชี้ไปที่หน้าของเด็กหนุ่มด้วยท่าทางเอาเรื่อง คนถูกชี้หน้ามีอาการเหวอแต่ก็ปรับอารมณ์เป็นนิ่งสงบได้อย่างรวดเร็ว

            “นาย! เป็นอะไรกับคุณโพลิน่า!?”

            “เอ่อ… มันอธิบายยากอยู่นะ คือแบบว่า…”

            คาร์นี่ย์อำอึ้งไปมา เขากวาดตามองไปทางโพลิน่าแล้วตระหนักขึ้นมาได้ว่าจริงๆแล้วความสัมพันธ์ของเขากับอัศวินสูงสุดสาวคนนี้เป็นอย่างไรกันแน่ เขารักเธอ แต่ก็ไม่ใช่คนรักกัน เพราะเขาเองไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงกับเขากันแน่ แถมท่าทางที่แสดงออกมาของโพลิน่าบางทีก็เหมือนจะชอบเขา แต่บางทีก็ดูไม่ค่อยสนใจในตัวเขาเลย นั่นทำให้คาร์นี่ย์รู้สึกแย่มากๆ

            “ทำไมถึงอ้ำอึ้งล่ะ” เชอร์เบ็ทโวยวายทุบโต๊ะเสียงดังโดยไม่เกรงใจชาวบ้าน “นายนี่เป็นลูกผู้ชายรึเปล่าเนี่ย”

            “เรา ปะ…เป็น พะ… เพื่อนกันน่ะ”

            โพลิน่าตอบแบบติดอ่าง แต่ประโยคนั้นทำเอาคาร์นี่ย์ตัวเล็กลงทันตาเห็น แต่สุดท้ายเขาก็ยอมพยักหน้ารับแต่โดยดี ถึงแม้จะยอมรับไปอย่างนั้น...

            แต่ก็รู้สึกเจ็บหนึบขึ้นมาในอกข้างซ้าย…

            “งั้นเหรอ?” เชอร์เบ็ทพูด เธอเอานิ้วชี้แตะปากและทำสีหน้าครุ่นคิด สายตาก็มองทั้งสองคนตรงหน้าสลับกันไปมา “เชื่อก็ได้ พอดีว่าต้องรีบไปขายเสื้อต่อ อิอิอิ”

            พูดจบก็ทำท่าลัลล้าเสียเต็มประดาเดินออกจากร้านไอติมไปโดยทิ้งความกระอักกระอ่วนใจให้กับคนทั้งสอง ดวงตาสีกุหลาบก้มมองต่ำลงไปที่โต๊ะ ความรู้สึกแปลกๆกำลังกัดกร่อนหัวใจเขาไปทีละนิดๆช้าๆอย่างเลือดเย็น ซึ่งเขาให้คำนิยามความรู้สึกนี้ไม่ได้และไม่เข้าใจด้วย

            ปึ้ง!

            เสียงประตูร้านถูกเปิดอย่างรุนแรงพร้อมร่างคนบางคนที่เดินมาทิ้งตัวข้างๆคาร์นี่ย์ คนมาใหม่คือหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีขาวยาวถึงเข่า ใบหน้านั้นแสดงอาการไม่พอใจอย่างชัดเจน

            “กลิ่นเลือดของคาร์นเปลี่ยนไป คาร์นกำลังเครียด…” คนมาใหม่พึมพำหลังจากทำจมูกฟุดฟิดๆอยู่ที่ชายหนุ่มครู่หนึ่ง ดวงตาสีอเมทิสต์ตวัดมองไปที่หญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้าม “เธอทำอะไรคาร์น!”

            “ชิบหายแล้วไง!” เด็กหนุ่มที่เดินมาพร้อมกับหมาป่าคู่ใจพูดเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ใครปล่อยคิวให้ยัยไอน์หลุดออกจากกรงได้ตรงเวลาแบบนี้กันเนี่ย”

            เหมือนจะได้กลิ่นงานเข้า




NEKOPOST.NET