Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 12 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.12 - สิ้นสุดการแข่งขันรอบแรก


ดาบที่12 : สิ้นสุดการแข่งขันรอบแรก

 

 

            ทั้งสี่คนกำลังขับรถเรียบไปตามแนวทะเล สภาพอากาศตอนนี้ค่อนข้างเลวร้ายเพราะมีพายุฝนกระหน่ำอย่างรุนแรง แต่โชคดีที่พวกเขาใช้รถที่ไร้ล้อทำให้ไม่เป็นปัญหาในการวิ่งบนทราย ลองแอบมานึกสภาพที่ต้องวิ่งไปบนทรายที่เปียกแฉะแล้วก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมายังไงชอบกล

            ไอน์และเกรนิตี้ถูกพวกเขาทิ้งไว้ด้านหลังเพื่อจัดการเก็บแต้มจากพวกสัตว์อสูรที่ฟิลด์ทะเล ส่วนคาร์นี่ย์นั้นสามารถเร่งความเร็วของมอเตอร์ไบค์จนมั่นใจได้ว่าตอนนี้กำลังครองอันดับหนึ่งอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้านหลังที่ตามมาติดๆก็คือไรดีนผู้คอยสอดส่ายสายตาไปมาอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ทำจมูกฟุดฟิดราวกับกำลังดมกลิ่น นั่นคงเป็นวิธีการหาตัวผู้บุกรุกประจำเผ่าพันธุ์ของเขานั่นล่ะ

            “สัตว์อสูรระดับ S เหลือสองตัว”

            เสียงประกาศของลอว์ดินัสดังก้องจากน่านฟ้า คาร์นี่ย์ไม่ได้สนใจเท่าไรนักเพราะเขาไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่งกับสัตว์อสูรตั้งแต่แรกแล้ว แถมการเข้าที่1 นั้นได้คะแนนคุ้มค่ากว่าเห็นๆ

            “คาร์น อีกสิบกิโลเมตรจะถึงเมืองจำลองแล้ว ระวังตัวไว้ดีๆ” เสียงไรดีนเตือนผ่านช่องสื่อสาร เพราะการตะโกนธรรมดาในตอนนี้ไม่สามารถทำได้เพราะพายุฝนนั่นเอง

            “เข้าใจแล้ว”

            เด็กหนุ่มรับคำ เขาเบนหัวรถไปทางซ้ายซึ่งเป็นจุดที่ต้องเลี้ยวเพื่อตรงไปทางเมือง จู่ๆพื้นก็ระเบิดอย่างรุนแรง แถมมันกำลังระเบิดไล่หลังเขามาติดๆอีกต่างหาก นั่นทำให้คาร์นี่ย์ต้องเร่งความเร็วให้มากขึ้น แม้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงเวลาเข้าโค้งก็ตามที

            “กับดักเพียบเลย!” ไรดีนร้องลั่นหลุดมาทางช่องสื่อสารทำให้คนฟังต้องหันหลังกลับไปมอง “เร่งความเร็วไปข้างหน้า นายขับเร็วจนกับดักทำงานไม่ทันนาย ถ้านายช้านายโดนแน่คาร์น”

            “เกิดอะไรขึ้น เสียงดังนั่นน่ะ” ไอน์ซาโม่รีบติดต่อเข้ามาทั้งๆที่เสียงจากฝั่งนั้นก็ฟังดูวุ่นวายไม่แพ้กัน

            “ไม่เป็นไร ทางไอน์ก็ระวังตัวด้วย”

            คาร์นี่ย์พูดก่อนกัดฟันกรอดแล้วบิดแฮนด์รถเพื่อเร่งเครื่องเต็มสปีด เม็ดฝนที่มาปะทะหน้าเขาให้ความรู้สึกเหมือนมดกำลังรุมกัดอยูที่บริเวณใบหน้าของเขา แต่มันคงจะไม่แค่มดกัดแน่ๆถ้าหากว่าเขานั้นขับช้าลง และท้ายที่สุดเขาก็สามารถผ่านมันมาได้ ระเบิดที่ระเบิดไล่หลังเขามานั้นหมดไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่...

            โฮกกกก!!!

            “เสียงแบบนี้ฟังแล้วรู้สึกใจหวิวๆยังไงชอบกลแหะ”

            เขาพึมพำก่อนที่จะกวาดดวงตาสีแดงมองขึ้นไปยังทิศทางของเสียง สัตว์อสูรขนาดมหึมายืนจังก้าทางทิศสองนาฬิกาของเขา ผิวของมันดำเป็นมันเลื่อม มันมีรูปร่างแบบมนุษย์ หัวเป็นฉลามและมีหงอนแหลมเรืองแสงสีส้มอยู่บนหัว ในมือของมันข้างหนึ่งคือแหยักษ์อีกข้างหนึ่งคือกระบอง ที่สำคัญคือมันกำลังวิ่งมาทางเขา

            “ซวยแล้ว!!!” คาร์นี่ย์อุทานลั่น

            “เกิดอะไรขึ้น” ไอน์ซาโม่ร้องถาม ก่อนที่เสียงระเบิดขึ้นจากทางนั้น “เสียงคำรามที่ได้ยินมาแต่ไกลนั่น… บอกกับฉันที่ว่ามันไม่ใช่”

            “ระดับS!”

            คาร์นี่ย์ตอบสวนทันควัน จนอีกคู่สนทนากรี๊ดออกมาจากช่องสื่อสาร

            “อย่าปะทะกับมันเด็ดขาดคาร์น” เสียงไรดีนแทรกไอน์ซาโม่ขึ้นมา “ฉันจะดึงความสนใจให้เอง ตรงไปที่เส้นชัยซะ”

            คาร์นี่ย์เงียบไป เขารู้ว่าเจ้าสัตว์อสูรนี่อันตรายเกินไปที่จะให้นักดาบคนเดียวเข้าปะทะ ใบหน้ากวนจึงฉายแววลังเลใจอย่างปิดไม่มิด

            “นายพลาดเราแพ้” เสียงอีกฝ่ายพูดเตือนสติ ทำให้ดวงตาสีกุหลาบแดงเบิกกว้างราวกับได้สติ “ไป!

            “ฝากด้วยนะ!”

            คาร์นี่ย์กลั้นใจหลับหูหลับตาร้องบอกแล้วขับฉีกไปอีกทางเพื่อเลี่ยงการประจันหน้ากับสัตว์อสูรยักษ์ ในจังหวะนั้นเองที่เขาได้เห็นร่างของใครบางคนพุ่งจากมอเตอร์ไบค์เข้าไปบวกกับสัตว์อสูรแบบตัวต่อตัวด้วยขนาดไซส์ที่เรียกได้ว่าต่างกันลิบลับ

            ดวงตาสีทองกวาดไปมองคาร์นี่ย์แว๊บหนึ่งก่อนหัวเราะหึออกมาอย่างพึงพอใจ ตรงหน้าคือสัตว์อสูรยักษ์ที่กำลังเงื้อกระบองเพื่อฟาดใส่เขา แต่คนตัวเล็กกว่ากลับไม่แสดงอาการร้อนรน มือทั้งสองข้างประคองมาซามุเนะไว้เหนือหัว แล้วตั้งขาซ้ายนำก่อนจะเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อยเพื่อให้หลักมั่นคง

            เสียงสายลมหวีดหวิวดังขึ้นในวินาทีที่กระบองถูกฟาดตรงมาที่เด็กหนุ่ม เจ้าของฉายาหมาป่าสีทองแสยะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรที่ต้องเผชิญสถานการณ์แบบนี้

            “โอ้วววว!!!”

            เสียงตะโกนร้องปลุกใจหลุดออกมาจากปากของไรดีนในจังหวะที่เขาใช้มาซามุเนะฟันสวนกระบองของสัตว์อสูร

            เปรี้ยงงง!!!

            กระบองถูกปัดคืนกลับไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ สัตว์อสูรถึงกับเซไปด้านข้างก่อนจะตั้งหลักได้แล้วคำรามลั่นด้วยความโมโห

            ปลายดาบมาซามุเนะถูกชี้ไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างท้าทาย ดวงตาเย็นชาฉายแววสนุกเหมือนตอนที่สังหารอมนุษย์ที่ชื่อจอห์นเฟสไม่มีผิด

            “วูล์ฟเฟ็นเก็งเกอร์ ขั้นแรก บีสต์

            เสียงกระซิบหลุดออกจากปากของไรดีน ก่อนที่ออร่าสีทองจะแผ่กระจายออกมาจากมาซามุเนะ เงาร่างของหมาป่าตัวใหญ่ยักษ์พอๆกับสัตว์อสูรตรงหน้าปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเด็กหนุ่มและมันกำลังขู่คำรามออกมาด้วยใบหน้าที่ดุดัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะขู่คำรามกลับมาบ้างอย่างไม่ยอมน้อยหน้า

            “คุณไอน์ซาโม่คะ ทิศที่พวกคุณคาร์นี่ย์มุ่งไปมีสัตว์อสูรเพิ่มขึ้นมาอีกตัวค่ะ”

            “ห๊ะ ว่าไงนะเกรนิตี้จัง” ไอน์ซาโม่ทวนคำแล้วใช้ต้นไม่ใหญ่ที่พึ่งถอนมาฝาดงูทะเลยักษ์จนหัวขาดสะบั้น

            “เหมือนจะเป็นหมาป่า แต่มองไม่ค่อยชัดเลยค่ะ เหมือนเงาลางๆ”

            เกรนิตี้อธิบายเพิ่มเติม แต่นั่นไม่ได้ทำให้ไอน์ซาโม่สบายใจขึ้นเลย หญิงสาวรีบวิ่งกลับไปขึ้นมอเตอร์ไบค์อีกครั้งด้วยท่าทางร้อนอกร้อนใจ

            “รีบไปกันเถอะเกรนิตี้”

            ไอน์ซาโม่ร้องบอกแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ ก่อนจะออกตัวเรียบไปตามชายหาดโดยไม่สนใจสัตว์อสูรตัวอื่นๆอีก ในใจทำเพียงแค่ภาวนาว่า อย่าให้ใครต้องเป็นอะไรไปเลย

 

            คาร์นี่ย์หลุดเข้ามาในเมืองจำลองได้ในที่สุด แต่สภาพอากาศขอบอกว่าเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ เพราะทันทีที่เขาพ้นจากเขตทะเลที่มีพายุฝนก็ต้องมาปะทะกับสภาพอากาศหนาวเย็นจนมีหิมะตก แล้วยิ่งเขาพึ่งเปียกๆมาด้วย ไม่ต้องพูดถึงว่าความหนาวเย็นนั้นอยู่ในระดับไหน

            บรืนนน

            เสียงเครื่องยนต์ดังไล่หลังคาร์นี่ย์มาทำให้เขาต้องเหลือบมองที่กระจกข้าง แล้วก็เป็นชายในหน้ากากกรองแก๊สพิษที่ได้ทำตามที่พูดและมาโผล่ให้เขาเห็นในฟิลด์สุดท้าย ซึ่งก็คือเมืองจำลองในตอนนี้นั่นเอง

            นิ้วโป้งมือซ้ายขยับเลื่อนโกร่งดาบเผยให้เห็นใบดาบของมุรามาสะเล็กน้อย คาร์นี่ย์ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตามทันง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้ประมาทเช่นกัน ดังนั้นการที่เตรียมมุรามาสะให้พร้อมรับการโจมตีเอาไว้ตลอดเวลานับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไร

            “เจ้าหนู!” เสียงวอร์โพล่งขึ้น คาร์นี่ย์สะดุ้งแต่ก็ไม่ได้ตอบคำอะไรเพื่อรอฟังว่าวอร์จะพูดว่าอะไร “เจ้านั่นมีดาบเพสทิเลนท์ เป็นผู้ครอบครองอาวุธอาชาแห่งโรคระบาด สไตร์ฟต้องอยู่ในตัวมันแน่ๆ”

            “ห๊ะ! ซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรอย่างนี้ฟะ” คาร์นี่ย์สบถแล้วเหลือมองดาบใบมีดสีดำที่มีโกร่งดาบมีรูปร่างเหมือนหัวแมลงสีเขียว “โกร่งดาบหัวแมลงวัน! ไอบ้านั่นมันกล้าใช้ไปได้ไงวะนั่น”

            ว่าจบก็ต้องรับหักรถลอดเข้าไปใต้ตัวตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเป็นทางลัดไปสู่ถนนอีกฝากได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าวิ่งตามถนนปกติ พอเหลือบมองไปที่กระจกข้างก็ยังเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงตามมาอยู่

            “ฉันเอาวอร์ครายกับนายไปลอยทะเลตอนนี้ทันไหม?”

            “ไม่ทันและไม่มีทางทำได้อยู่แล้วเฟ้ย!” วอร์ร้องลั่นเมื่อถูกถามด้วยคำถามสุดกวน “เวลาอย่างงี้ยังมีกะใจจะพูดเล่นอีกเรอะ”

            “แล้วใครบอกว่าพูดเล่นกันฟะ”

            คาร์นี่ย์พึมพำด้วยใบหน้าที่แสดงออกว่าไม่ได้พูดเล่นจริงๆ นั่นทำให้วอร์ต้องถอนหายใจยาวราวกับประสาทจะกิน

            “เอามือทาบไปที่รถเดี๋ยวนี้!” วอร์ร้องสั่ง

            คาร์นี่ย์ไม่ทันฟังเพราะกำลังเหลือบไปด้านหลัง ก่อนสะดุ้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด ทั้งๆที่รถของเขาก็มีความเร็วที่หาคนขับตามได้ยากแล้วแท้ๆ

            “ทำไมหมอนั่นตามมาไวขนาดนี้เนี่ยวอร์”

            “ข้าถึงได้บอกให้เจ้าเอามือไปทาบรถไง เจ้านั่นใช้พลังอาชาใส่รถ แล้วอย่าถามมาก ทำตามที่ข้าบอกได้แล้ว”

            “เฮ้ย!!!” คาร์นี่ย์ร้องแล้วก้มหลบลูกบอลพลังสีม่วงที่พอกระทบตึกแล้วตึกนั้นก็ค่อยๆถูกหลอมเหลวอย่างช้าๆ “นั่นมันบ้าอะไรกันฟะ... โอ้ย! เป็นไงเป็นกันล่ะงานนี้”

            ว่าแล้วฝ่ามือก็แปะลงบนตัวเครื่อง อักขระเวทวิ่งแล่นไปตามมอเตอร์ไบค์อย่างรวดเร็ว พออักขระหยุดนิ่งแล้วตัวมอเตอร์ไบค์ก็มีไฟลุกท่วมขึ้นมา เสียงม้าร้องดังก้องกังวานออกมาจากตัวรถ และถ้าสายตาเขาไม่เพี้ยน เขากำลังเห็นม้าที่ทั้งตัวเป็นไฟกำลังวิ่งวนอยู่รอบๆมอเตอร์ไบค์ที่เขาขับอยู่

            เสี้ยววินาทีที่เด็กหนุ่มกำลังตื่นตาตื่นใจ ม้าสีดำที่ร่างกายมีควันสีเขียวฟุ้งกระจายก็พุ่งกระโจนมาจากทางด้านหลังเพื่อจู่โจมม้าไฟ ก่อนจะพากันฟัดนัวเนียขึ้นไปรอบๆบริเวณ และไม่รู้เมื่อไรที่ชายสวมหน้ากากกรองแก๊สพิษได้ขับรถตามหลังเขาทันแล้ว

            กริ๊ง!

            เสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้นเมื่อคาร์นี่ย์ตัดสินใจเปิดฉากจู่โจมก่อน มุรามาสะแฉลบผ่านปลายผมของอีกฝ่ายไปอย่างน่าหวาดเสียว อีกฝ่ายพลิกตัวหมุนขึ้นมายืนอยู่ที่ท้ายมอเตอร์ไบค์ของเขา คาร์นีย์ตัดสินใจม้วนตัวขึ้นเตะใส่ศัตรูไปสองครั้ง แต่ทางนั้นสามารถปัดป้องการเตะของเขาไปได้ทั้งหมด

            “วอร์ อย่าให้ความเร็วตก ฉันมาร์คจุดเส้นชัยไว้ในข้อมูลแผนที่ของรถแล้ว วิ่งไปทางไหนก็ได้ที่เห็นว่าทำให้เข้าเส้นชัยได้ง่ายและไวที่สุด ทำได้รึเปล่า?”

            “ได้เลย เดี๋ยวข้าจะคุมวอร์ฮอร์ส[War horse]เอง เจ้าสนใจคู่ต่อสู้ไปเถอะ”

            สิ้นคำกล่าวของวอร์ เขาต้องพลิกตัวหลบดาบและกระโดดไปอยู่บนรถของอีกฝ่ายในทันที จากนั้นเขาก็กระโดดกลับไปทางรถของเขา อีกฝ่ายยิ้มจนตาหยีแล้วพุ่งสวนกลับมาทำให้การปะทะกันกลางอากาศเกิดขึ้น เขาตั้งใจจะฟันใส่แขน แต่เหมือนทางนั้นจะรู้แล้วหมุนดาบมาบังส่วนแขนไว้ได้ ก่อนจะพากันดีดตัวกลับไปที่รถของตนเอง

            “ประจุมนตราสร้างอาวุธ

            คาร์นี่ย์พูดแล้วกำหมัดขวาที่ไม่ได้ถือมุรามาสะเอาไว้แน่น แสงลอดออกมาจากช่องนิ้วของเขา มือของเด็กหนุ่มกางออกแล้วกวาดไปตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

            “ซีซั่นซอร์ด [Season sword]

            สิ้นคำดาบที่ดูโปร่งแสงสี่ธาตุก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ประกอบด้วย ดาบดิน ดาบน้ำ ดาบลม ดาบไฟ มันลอยอยู่ในอากาศแล้วคอยช่วยปัดป้องการโจมตีของอีกฝ่ายราวกับมีชีวิต

            “ทำไมนายไม่ใช้วอร์ครายล่ะ” อีกฝ่ายร้องถาม ท่าทางเหมือนคนกำลังผิดหวัง

            “นั่นมันเรื่องของฉัน”

            “ไม่เอาน่าคาร์นี่ย์ นายไม่คิดว่ามันจะน่าสนุกกว่านี้เหรอ ถ้าหากว่านายจะใช้วอร์ครายน่ะ” อีกฝ่ายพูดแล้วหลบดาบไฟที่พึ่งจะพุ่งผ่านหน้าตัวเองไป

            “เรียกชื่อฉันแบบนี้ ฉันไปรู้จักกับนายตั้งแต่เมื่อไหร่?”

            “ฉันชื่อคาวาเลียร์ ทีนี้ก็รู้จักกันแล้ว โอเครึยัง”

            คาร์นี่ย์ถอนหายใจหลังจากได้ฟังประโยคแนะนำตัวในสถานการณ์ประหลาดๆ ก่อนตัดสินใจฟันใส่ในจังหวะที่เขากำลังเหินตัวลอยข้ามศีรษะของอีกฝ่าย

            เคร้ง!

            เสียงปะทะดังขึ้นอีกครั้ง แรงดีดส่งตัวคาร์นี่ย์ให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า ซึ่งนั่นทำให้มีเวลามากพอที่มอเตอร์ไบค์ของเขาจะฉีกตัวมารับเขาเอาไว้ได้ทันอย่างพอดิบพอดี

            “ประเด็นมันอยู่ตรงนั้นซะเมื่อไร เพราะจริงๆแล้วฉันไม่ได้อยากจะรู้จักนายซักนิด”

            พูดจบเงาก็เข้าปกคลุมพวกเขาเมื่อวอร์ได้พาเข้ามาในลานจอดรถและกำลังพาเขาขึ้นไปชั้นบนเรื่อยๆ นั่นทำให้คาร์นี่ย์ต้องเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ

            “จะพาไปไหน ทางนี้มันจะทำให้ฉันถึงเส้นชัยได้ยังไงกัน?”

            “เอาน่า ตั้งใจสู้ไปซะ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”

            วอร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ จนคนฟังต้องเอามือกุมขมับ แต่ก็จะมัวทำเป็นเล่นไม่ได้เพราะการโจมตีอีกระลอกได้เกิดขึ้นแล้ว

            เด็กหนุ่มปะทะดาบกับอีกฝ่ายอีกครั้งอย่างดุเดือด เขาได้แผลเล็กน้อยจากการที่ปลายดาบเฉียดเข้าที่ไหล่ แต่เขาเองก็ไม่ได้น้อยหน้า เมื่อสามารถฟันมุรามาสะเข้าที่ขาของอีกฝ่ายได้ แม้จะเป็นแผลตื้นๆ แต่ก็ถือว่าเสมอกันที่คนละหนึ่งแผล

            เสียงกังวานจากการปะทะกันของดาบดังถี่ยิบไปทั่วตึกจอดรถ จนในที่สุดวอร์ก็พาเขามาถึงชั้นสูงสุด แล้วมอเตอร์ไบค์ก็กำลังพุ่งตรงไปทางช่องตึกด้วยความเร็วระดับอันตราย ถ้าเบรคเขาก็จะได้ลงไปจูบถนนอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่เบรคเขาก็จะพุ่งออกจากตึกจอดรถจากชั้นสูงที่สุดนั่นก็คือชั้นที่สิบ!

            แต่เขาก็เลือกที่จะไว้ใจวอร์ด้วยการที่ตั้งสมาธิไปที่คนข้างหน้าที่ทำท่าทางสบายๆราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ ยิ่งมองก็ยิ่งหงุดหงิด เขาจึงส่งกระแสจิตให้วอร์เข้าไปใกล้ๆรถของคาวาเลียร์ให้มากกว่านี้ก่อนจะหลับตาลง

            พริบตาที่อีกฝ่ายเข้าระยะดาบ ดวงตาสีแดงก็เปิดอีกครั้ง ร่างสูงก้มตัวตวัดฟันไปที่สีข้างด้วยความเร็วที่ต่างจากตอนแรกๆที่ปะทะกันมาและสามารถสร้างบาดแผลเป็นทางยาวให้กับศัตรูได้

            “เก่งนี่” คาวาเลียร์พูดกับเขา “แต่ฉันอยากได้มากกว่านี้!”

            ดาบสีดำฟันลงมาตรงๆ คาร์นี่ย์ไม่สามารถหลบได้เพราะตอนนี้กำลังยืนอยู่บนมอเตอร์ไบค์ ในสถานการณ์ที่บีบบังคับ มุรามาสะถูกยกขึ้นมากันการโจมตีนั้นไว้ได้อย่างทันท่วงที ความแรงจากการโมตีนั้นทำให้เข่าของเขาทรุดลง และเหมือนจะยิ่งเลวร้ายเมื่อชายสวมหน้ากากกรองแก๊สพิษยิ่งออกแรงกดดาบลงมาให้มากยิ่งกว่าเดิมจนเขาถูกกดไม่ให้ยืนขึ้นมาได้ ถ้าผ่อนแรงดาบก็จะฟันลงที่กลางตัวเขาจนขาดเป็นสองท่อนอย่างแน่นอน

            “กรอด!”

            คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ดวงตาสีแดงยังคงฉายแววเจิดจ้าอย่างไม่ยอมแพ้ แขนเกร็งแน่นจนเห็นมัดกล้ามเนื้อได้อย่างชันเจน เสี้ยววินาทีนั้นเขาสั่งให้ดาบลมพุ่งเข้ามาโจมตีศัตรูจนอีกฝ่ายต้องฝืนตัวหลบ นั่นทำให้เขาได้มีโอกาสตอบโต้กลับด้วยการฟันมุรามาสะลงที่กลางตัว ทว่าจู่ๆรถที่เขาใช้เป็รฐานยืนก็สั่นไหวอย่างรุนแรงจนดาบของเขาพลาดไป มารู้ตัวอีกทีนึงก็ตอนที่รถกำลังเหินข้ามตึกจอดรถตรงไปทางตึกแฝดด้านหน้า หัวใจของเขาเต้นถี่ด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะตื่นเต้นก็ดีหรือจะหวาดกลัวก็ตาม

            คาวาเลียร์ก็ดูตกใจกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่เหมือนกัน ที่คาร์นี่ย์รู้เพราะท่าทางเงอะๆงะๆที่แสดงออกมาของอีกฝ่ายนั่นเอง สายตาของเขาเบนไปมองการปะทะของม้าไฟและม้าตัวสีดำที่ทำลายตึกกันเป็นว่าเล่น ดูเหมือนพลังของมันทั้งสองตัวจะกินกันไม่ลง

            โครม!

            เสียงมอเตอร์ไบค์กระแทกเขาตึกแฝดแล้ววิ่งไต่ขึ้นไปตามตัวตึกได้อย่างเหลือเชื่อ คาร์นี่ย์ใช้แขนเกาะแฮนด์รถไว้แน่นเพราะกลัวตกลงไปข้างล่าง ในขณะที่รถพุ่งขึ้นไปบนความสูงที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่ยอมหยุด

            “เสร็จฉันล่ะ นายมันกระจอกจริงๆ เหมือนๆกันกับเพื่อนร่วมทีมของนายนั่นแหละ สำนึกซะที่เป็นคนทำให้ทีมตกรอบน่ะ”

            “อ๊ะ!”

            คาร์นี่ย์ร้องเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใช้จังหวะที่เขาเผลอพุ่งตัวเข้ามาฟัน เขาสามารถรับดาบนั้นไว้ได้แต่ไม่วายถูกเท้าของอีกฝ่ายถีบใส่เต็มหน้า ตัวเขาหลุดออกจากรถที่พุ่งอยู่กลางอากาศ สภาวะตอนนี้นั้นเรียกได้ว่าวิกฤติเลยทีเดียว เพราะการที่เขาต้องห่างจากรถทั้งๆที่ศัตรูนั้นยังมีรถอยู่ นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายจะสามารถชิ่งหนีเพื่อเข้าเส้นชัยได้ก่อน เขาและเพื่อนๆจะต้องตกรอบแรก และคนที่เขารักก็จะยังคงอยู่ห่างไกลเขาเหมือนอย่างเคย…

            ‘ใครมันจะไปยอม!

            “ย๊ากกกกกกกกกก….

            เสียงแหกปากดังลั่นเมื่อเจ้าตัวเกร็งแขนและใช้มุรามาสะแทงเข้าไปที่ตัวตึก ร่างของเขาไถลลงมาเรื่อยๆ ดาบมุรามาสะลากไปกับตัวตึกเป็นเวลาครู่หนึ่งก่อนจะหยุดลง คาร์นี่ย์ยื่นมือไปทางรถแล้วตั้งกระแสจิตเรียกวอร์อยู่ในใจ แล้วมันก็ได้ผลทันตาเห็น เมื่อมอเตอร์ไบค์ไร้ล้อกำลังวิ่งไต่ตึกลงมาทางเขา นั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกซาบซึ้งในตัววอร์และแอบสัญญาว่าจะเอาเรื่องที่คิดปล่อยวอร์ทิ้งทะเลมาพิจารณาใหม่

            ร่างสูงเหวี่ยงตัวไปมาเพื่อสะสมแรงเหวี่ยงให้มากขึ้น พอมอเตอร์ไบค์มาใกล้ระยะ คาร์นี่ย์ก็ปล่อยตัวพร้อมดึงมุรามาสะออกจากตึก ร่างของเขาพุ่งลิ่วตรงไปที่มอเตอร์ไบค์ มือขวาคว้าหมับเข้าที่แฮนด์รถ ในช่วงเวลานั้นเองที่รถของเขาตวัดเลี้ยวแล้วพุ่งกลับไปบนตึกอีกครั้ง

            คาวาเลียร์อยู่ห่างออกไปมากพอตัว แต่ไม่ถึงขั้นที่จะตามไม่ทัน คาร์นี่ย์สั่งดาบเวทมนต์ทั้งสี่เล่มให้พุ่งเข้าไปโจมตีก่อกวนเพื่อชลอความเร็วของคู่ต่อสู้ จากนั้นก็เก็บมุรามาสะเข้าฝักก่อนจะเหวี่ยงมือซ้ายไปจับทีแฮนด์รถอีกข้าง สายตาจับจ้องตัวแสบที่ทำให้เขาพลาดท่าจนเกือบจะต้องถอดใจ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการเอาคืนอย่างแน่นอนที่สุด!

            แขนขวาถูกยื่นไปด้านข้าง มือขวาของเขากางออก แววตาที่แสดงถึงความจริงจังและความโกรธนั้นดูน่ากลัวเมื่อได้มาอยู่คู่กับเด็กหนุ่มที่ปกติจะอยู่ในมาดกวนโอ๊ยตลอดเวลา สายลมเย็นๆที่ปะทะหน้าไม่ได้ช่วยทำให้อารมณ์ของเขาเย็นลงเลยแม้แต่น้อย ความโกรธทั้งหมดนั้นมาจากประโยคดูถูกเพื่อนๆที่หลุดออกมาจากากของอีกฝ่าย และนั่นอภัยไม่ได้อย่างยิ่งสำหรับคาร์นี่ย์

            “เอาเลยเจ้าหนู สิ่งนั้นรอคอยเจ้ามานานแล้ว”

            วอร์พูดด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ เพราะรู้ว่าเจ้านายของตัวเองกำลังจะทำอะไร

            “มานี่ซะ วอร์คราย!!!

 

            ขณะเดียวกัน ณ อารีน่า

            “เป็นเรื่องอีกแล้วครับ หลังจากที่ทีมบล็อคA192 ได้จัดการสังหารสัตว์อสูรระดับSลงไปอีกตัว และนั่น!” ภาพซูมเข้าไปที่บนร่างของสัตว์อสูรยักษ์ที่นอนแน่นิ่งอยู่ บนตัวของมันปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผมทองที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือด “นั่นคือคุณไรดีนครับ เขาสังหารสัตว์อสูรระดับ S ด้วยตัวคนเดียว นั่นมันเป็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ”

            แล้วภาพก็ตัดมาที่ใบหน้าไอน์ซาโม่กับเกรนิตี้ที่พึ่งจะมาถึงที่เกิดเหตุ

            “ดูเหมือนสองสาวจากทีมบล็อคA192 จะตามมาทันแล้ว ส่วนทางอื่นเองก็ดูวุ่นวานไม่แพ้กัน” พิธีกรพูดจบมอนิเตอร์ก็ฉายภาพผู้เข้าประลองถูกสัตว์อสูรโจมตีอยู่ที่ริมหาด หลายๆถูกอาคมดึงตัวดึงกลับไปอย่างรวดเร็วเมื่อถูกเจ้างูทะเลยักษ์คาบไป “เอ่อ กระผมว่ามันเป็นภาพที่ไม่น่าดูเท่าไรนัก ขออนุญาตตัดภาพไปที่เหล่าตัวเต็งกันดีกว่านะครับ”

            โพลิน่าผุดลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะภาพไม่ได้จับไปที่คาร์นี่ย์นานแล้วและไม่รู้ว่าทางนั้นกำลังจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่เหมือนจะมีคนรู้ใจเธอ เพราะในเวลาต่อมาก็มีเสียงของคนบางคนดังขึ้น

            “เจ้าแซค! มัวไปจับภาพอยู่ที่ไหนกันห๊ะ” เสียงลอว์ดินัสนั่นเองที่กำลังตวาดผ่านเครื่องขยายเสียง “ถ้าไม่อยากภาพของดีก็แหกตาดูที่เมืองจำลองเดี๋ยวนี้ เน้นที่ตึกแฝดด้วย!”

            “เอ่อ… ก็ตามนั้นนั่นล่ะครับ ขอภาพจากจุดที่คุณลอว์ดินัสบอกด่วนเลยครับ”

            พิธีกรหนุ่มร้องขอ พริบตานั้นเองที่ภาพของรถสองคันกำลังพุ่งไต่ขึ้นไปบนตัวตึกจนผู้คนต่างร้องด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจและไม่อยากจะเชื่อ ทั้งสองคนกำลังวิ่งอยู่คนละตึกขนาบข้างกันไปโดยมีเด็กสองคนพุ่งตัวปะทะโฉบกันไปกันมาระหว่างตึกอย่างดุเดือดและดูจริงจังราวกับกำลังทำสงครามกันอยู่ ประกายแสงจากดาบในตำนานกระจายออกมาทุกๆครั้งที่ที้งสองปะทะกัน บรรยากาศกำลังรุนแรงและกดดันระดับที่คนดูถึงกับอ้าปากค้าง

            ดาบสี่เล่มต่างธาตุคอยสนับสนุนเด็กหนุ่มดวงตาสีแดงอย่างแข็งขัน ส่วนเด็กหนุ่มที่สวมหน้ากากกันแก๊สพิษนั้นมีแมลงหลากชนิดฝูงใหญ่คอยสนับสนุนอยู่เช่นเดียวกัน ม้าสองตัวพุ่งตัดผ่านหน้ากล้องและปะทะกันมั่วซั่วจนตึกที่อยู่ในระแวกเดียวกันกับตึกแฝดพังทลายได้อย่างอลังการงานสร้าง เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทจากสถานที่จริงส่งมาถึงอารีน่าได้ชัดเจนราวกับกำลังยืนอยู่ในเหตุการณ์เลยทีเดียว

            “นั่นคือศึกชิงที่ 1 กับที่ 2 ระหว่างคุณคาวาเลียร์และคุณคาร์นี่ย์ครับ เป็นภาพที่เกินจินตนาการและรุนแรงเกินคำบรรยาย ระดับของพวกเขาตอนนี้ถือว่าเป็นตัวเต็งแชมป์รายการเจ็ดดาบดาราอย่างแน่นอน”

            “ตึกนั่นห่างกันตั้งร้อยเมตร แต่เจ้าเด็กสองคนนี่กับกระโดดไปมาได้ราวกับเรื่องง่ายๆ ไม่สงสัยกันรึไงว่าสองคนนั้นทำกันได้ยังไง” ลอว์ดีนัสแทรกการบรรยายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “นั่นคือทักษะขั้นสูงที่เรียกว่า เหยียบวายุ ยังไงล่ะ”

            “ในจักรวรรดิ ถ้าไม่รวมพวกเราสิบคน ก็มีไม่กี่คนหรอกนะที่จะใช้ทักษะนั้นเป็น”

            โพลิน่าหันไปมองตามเสียง เป็นฟอลลีซาอัศวินหนุ่มหน้าหวานนั่นเอง หญิงสาวทำท่าจะไล่เตะ แตะเจ้าตัวก็ทำหน้าจริงจังและมองไปที่มอนิเตอร์ตาไม่กระพริบจนโพลิน่าถอดใจไม่คิดจะเตะอีกฝ่ายแล้วและหันไปดูมอนิเตอร์ยักษ์เหมือนเดิม แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีเสียงกระซิบที่ข้างหู

            “มีแฟนเก่งๆทำไมไม่เอามาอวดกันบ้างล่ะ”

            หน้าขาวขึ้นสีแดงจัด ดวงตาสีแดงตวัดไปที่หนุ่มหน้าหวานที่ฉวยโอกาสกลับมากวนประสาทเธออีกครั้ง ดาบถูกดึงออกมาจากฝักพร้อมใบหน้าหงุดหงิดจนน่ากลัว

            “ไปดีกว่าก๊าบ” ฟอลลีซาร้องด้วยมาดกวนโอ๊ยอย่างที่สุดแล้ววิ่งหายไปจากห้องที่นั่งวีไอพีอีกครั้ง ความเร็วราวกับภูติผีทำให้อัศวินสาวต้องส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

            เหตุการณ์การปะทะกันคราวนี้เป็นที่ฮือฮาและเริ่มมีการถกเถียงกันไปทั่ว ใบหน้าสวยต้องลอบยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นกำลังตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ชัยชนะที่เขาบอกว่าจะคว้ามันมาเพื่อให้ได้เข้าใกล้เธอมากที่สุด

            “ต่อให้เธอเป็นคนธรรมดา ฉันก็จะยืนอยู่ข้างๆเธอนะคาร์น” เธอหลุดพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา พอรู้ตัวก็เกิดอาการหน้าแดงหัวร้อนจนควันออกมาทางหู มือทั้งสองข้างกุมหน้าเพื่อซ่อนสีหน้าที่น่าอายของตัวเองเอาไว้ “นี่ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย!”

 

            “แก” คาร์นี่ย์คำรามลั่นแล้วถีบตัวออกจากรถพร้อมหมุนร่างตัวเองราวกับลูกข่างและตวัดดาบใส่ “…ดูถูกเพื่อนของฉัน!!!

            “ฉุนรึไง” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆแล้วยกดาบขึ้นมาป้องกันไว้ เสียงฟู่ๆดังออกมาจากหน้ากากในขณะที่เจ้าตัวหัวเราะ “ความจริงล้วนๆนี่ โอ๊ะ…”

            เคร๊ง!

            ร่างนั้นเซไปอีกทางเมื่อรับแรงจากการโจมตีของคาร์นี่ย์เอาไว้ไม่อยู่ นั่นเป็นจังหวะที่ทำให้คาร์นี่ย์ใช้มือข้างที่ว่างสวนเข้าไปกระชากหน้ากากนั้นออก เด็กหนุ่มอ้าปากค้างแล้วรีบดีดตัวกลับไปที่รถของตัวเองเพราะผึ้งฝูงหนึ่งพุ่งเข้ามาจู่โจมอย่างดุร้าย

            “ผู้หญิง?”

            คาร์นี่ย์โพล่ง เพราะหลังจากถอดหน้ากากกรอกแก๊สพิษออกมาได้ เค้าโครงและหน้าตาของอีกฝ่ายก็ไม่มีความเป็นผู้ชายเหลืออยู่อีกเลย นั่นหมายความว่าเขาถูกอีกฝ่ายหลอกว่าเป็นผู้ชายอยู่ตั้งนาน… แต่เขาก็ตระหนักความจริงที่ว่าทางนั้นเองก็ไม่เคยพูดว่าตัวเองเป็นผู้ชาย!!!

            “แล้วไงล่ะ” เสียงใสของทางฝั่งนั้นกล่าวอย่างท้าทาย “จะใจอ่อนไม่ทำร้ายฉันรึไง?”

            “ผู้หญิงบ้าอะไรหน้าอกไม่มีสักกะติ๊ด” คาร์นี่ย์ออกปากวิจารณ์ อีกฝ่ายถึงกับคิ้วกระตุก “และฉันไม่ใจอ่อนให้กับผู้หญิงปากเสียที่ดูถูกชาวบ้านหรอกนะ”

            พูดจบอีกฝ่ายก็หัวเราะอย่างยียวนกวนประสาท คาร์นี่ย์แสร้งยกไหล่ราวกับไม่สนใจ แต่ในพริบตาเดียวก็พุ่งเข้าจู่โจม ดาบไฟก็บินเข้ามาอยู่ในมือของเขา ร่างสูงตวัดฟันออกไปข้างหน้า ไฟสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากดาบและไล่ผึ้งให้ออกไปพ้นทาง เขาปล่อยดาบไฟและใช้มือทั้งสองข้างกุมดาบวอร์ครายแน่น ดาบสองคมเงื้อขึ้นเหนือศีรษะแล้วถูกใช้ฟันใส่ศัตรูอย่างสุดแรง

            “นั่นล่ะ มันต้องแบบนี้สิ” ดวงตาสีฟ้าสั่นระริกด้วยท่าทางตื่นเต้นอย่างออกนอกหน้า

            แกร๊ง!... เคร้ง!…. เปรี้ยงงงง!

            คาร์นี่ย์เตะเสยปลายคางอีกฝ่ายอย่างไร้ความปราณี ดาบดินลอยมารองเป็นฐานให้เขาถีบตัวตามขึ้นไปรุกไล่โจมตีคาวาเลียร์อย่างต่อเนื่อง ประกายแสงและพลังที่ถูกยิงตอบโต้กันกลางอากาศทำลายสิ่งก่อสร้างของเมืองจำลองไปหลายจุด ผู้เข้าแข่งขันบางคนที่เข้ามาในฟิลด์เมืองถึงกับถูกดึงตัวกลับในทันทีเพราะโดนลูกหลงจากการปะทะกันของทั้งสองคน

            ในที่สุดพวกเขาก็ปะทะกันมาจนถึงจุดสูงสุดของตึก ร่างทั้งสองกลับไปประจำที่รถตัวเองเหมือนเดิม ซึ่งตอนนี้มอเตอร์ไบค์ทั้งสองคันกำลังจอดเผชิญหน้ากันอยู่บนดาดฟ้าของตึกแฝดทั้งสองตึก ความสูงของตึกตอนนี้เกินร้อยชั้นไปแล้วอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า หากพลัดตกลงไปข้างล่างเมื่อไรก็เกมโอเวอร์ในทันที

            ดวงตาสีแดงและสีฟ้าจ้องอยู่ครู่หนึ่ง เวลาต่อมาเสียงเครื่องยนต์ของรถก็ดังกระหึ่มและพุ่งเหินจากดาดฟ้าตรงเข้าหากันและกันกลางอากาศ นี่คือการโจมตีครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองคน ดาบเพสทิเลนท์แทงมาทางเขา ร่างสูงเอี้ยวตัวหลบทางด้านข้างพร้อมกับก้มหัวหลบเมื่ออีกฝ่ายเบี่ยงวีถีดาบใส่เขา คาร์นี่ย์เอามือยันรถแล้วดีดตัวขึ้นเพื่อหลบแต่ความเร็วจากการโจมตีของอีกฝ่ายก็ยากที่จะหลบพ้น ดาบเพสทิเล๊นกรีดเข้าที่ข้อศอกและลากยาวไปถึงหัวไหล่แต่แผลก็ไม่ลึกเท่าไรนัก ร่างของเขาหมุนคว้างกลางอากาศ ดาบในมือตวัดฟันกลางหลังของคาวาเลียร์ไปสองที ดาบดินพุ่งมาเมื่ออีกฝ่ายคิดจะสวนคืนทำให้วิถีดาบคาดเคลื่อนไป แมลงนานาชนิดถูกสั่งให้เข้ามาจู่โจมเขาเป็นฝูงใหญ่ แต่ดาบไฟก็พุ่งเข้ามาทำหน้าที่ได้ดีอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งพอไฟถูกผสานด้วยพลังของดาบลม พายุไฟขนาดใหญ่ก็สามารถจัดการแมลงเหล่านั้นได้อย่างราบคาบ และสุดท้ายดาบน้ำถูกเขาคว้าเอาไว้และแทงใส่ตรงคอ คาวาเลียร์เห็นและรีบพลิกตัวใช้แขนมารับดาบนั้นไว้ได้ มันปักคาไหล่ของเธอ แล้วการปะทะนั้นก็จบลง

            คาร์นี่ย์เอียงตัวเอาร่างปะทะเข้ากับกระจกของตึก ร่างของเขาทะลุเข้าไปอยู่ในตัวตึกแล้วกลิ้งไปตามพื้น จากนั้นเด็กหนุ่มก็รีบพลิกตัวดีดร่างกลับขึ้นไปที่มอเตอร์ไบค์อย่างรวดเร็ว สายตาชำเลืองมองกลับไปทางอีกฝ่ายที่พุ่งทะลุกระจกแล้วกลิ้งโคโล่ไปกับพื้นในตึกออย่างหมดสภาพ เสียงเลือดของเขาไหลหยดลงพื้นทำให้เจ้าตัวได้สติและรีบออกตัวไปทางเส้นชัย

            เป็นอีกครั้งที่เขาขับรถพุ่งออกมาจากตึกแฝดไปที่อีกตึกใกล้ๆที่ยังมีสภาพดีอยู่ และขับข้ามตึกไปมาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขาลงมาที่พื้นถนนและเห็นเส้นชัยอยู่ตรงหน้า ซึ่งทางที่วอณืพาเขามาคือทางตัดตรงไม่ต้องเลี้ยวไปเลี้ยวมาอยู่นั่นเอง

            ที่เส้นชัยนั้นผู้คนหลายคนกำลังยืนชะเง้อหน้ามองมาทางเขาอยู่ ภาพนั้นทำให้เขายิ้มออกมา สองหมื่นแต้มกำลังจะตกเป็นของเขาในอีกไม่ช้า

            บรืน

            เสียงรถคุ้นหูดังตามหลังมา พอมองกระจกหลังก็ได้เจอกับสาวปากเสียเจ้าเดิมที่คราวนี้มาในสภาพโชกเลือด คาร์นี่ย์กัดฟันแน่นเมื่อรู้สึกว่าแขนเริ่มชาเพราะพิษจากบาดแผล

            “ฉันไม่ยอมแพ้นายง่ายๆหรอก”

            “สภาพแบบนั้นยังพูดอะไรแบบนี้ได้อีกเหรอ” คาร์นี่ย์พูดเกทับแล้วขยับดาบวอร์ครายเพื่อเตรียมพร้อม “มาสิ!”

            โครม! ครืดด...

            รถของอีกฝ่ายล้มลงและครูดมาเป็นทางยาว คาร์นี่ย์เลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนว่าสภาพทางนั้นจะแย่ยิ่งกว่าเขาอยู่หลายเท่า นั่นทำให้เขาเบาใจและเข้าเส้นชัยไปในที่สุด ตัวเลขคะแนนในนาฬิกาของเขาถูกดีดขึ้นอีกสองหมื่น รวมเป็นตัวเลขสามหมื่นกว่าเลยทีเดียว

            “ผู้เข้าเส้นชัยที่ 1 จากบล็อค A192 คาร์นี่ย์ ส่วนที่ 2 จากบล็อค C 322 คาวาเลียร์ ผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออยู่ในรอบแรกคือ 490 คน กระจอกกันเสียจริง” ประโยคหลังลอว์ดินัสบ่นพึมพำอยู่คนเดียว

            แต่คาร์นี่ย์ไม่ได้ใส่ใจตรงจุดนั้น เขากำลังมองผู้ที่ได้ที่สองซึ่งกระเสือกกระสนพาร่างพร้อมรถเข้าเส้นชัยได้ต่างหาก อย่างน้อยเขาก็นับถือในความใจแข็งของเธอที่ลากตัวเองให้มาเข้าเส้นชัยได้แม้จะมีอาการปางตาย

            สภาพที่น่าสงสารนั้นอยู่ให้คาร์นี่ย์ได้เห็นไม่นานนัก อาคมรักษาสภาพได้จัดการย้อนร่างกายของเขาและคาวาเลียร์ให้กลับมาเหมือนตอนก่อนแข่งอีกครั้ง อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มเผล่มาทางเขาจนลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มร้องเตือนเขา

            “ไปไกลๆฉันเลยนะ” คาร์นี่ย์พูดแล้วยกเท้าดักไว้เมื่ออีกฝ่ายวิ่งมาทางเขาอย่างร่าเริง

            “สนุกอะ แต่ที่ฉันแำ้คราวนี้เพราะสู้กันบนรถด้วยแหละ ฉันไม่ถนัด” คาวาเลียร์ว่าแล้วกอดอกมองหน้าเด็กหนุ่ม “คราวหน้าฉันไม่แพ้นายแน่คาร์นี่ย์”

            “เหอะ เรื่องของเธอสิ”

            คาร์นี่ย์พูดก่อนจะเบือนหน้าไปที่ทางเข้าของเส้นชัย ซึ่งมีผู้เข้าแข่งขันทยอยกันมาแล้ว แต่จู่ๆก็มีใครบางคนพุ่งออกมาและเสกดาวตกขนาดยักษ์ใส่จนม่อยกระรอกกันไปเป็นแถบ แล้วใครบางคนที่ว่าพอเข้ามาใกล้ๆแล้วก็รุ้สึกคุ้นๆหน้ายังไงพิกล

            “เยี่ยมมากเรซเซอร์” เสียงใสๆดังมาจากนาฬิกาไฮเทคของคาร์นี่ย์ “ส่วนเจ้าพวกนี้ระเบิดทิ้งซะ จะได้ไม่เป็นอุปสรรค!”

            บึ้ม!

            เสียงระเบิดดังขึ้นอีกรอบทันทีที่สิ้นประโยคของไอน์ซาโม่ ก็คงไม่มีใครที่โหดร้ายขนาดใช้เวทเรียกดาวตกแบบนั้นได้นอกจากสาวมังกรแล้วล่ะ เธอมาพร้อมกับไรดีนและเกรนิตี้ที่เนื้อตัวมีสภาพเละเทะมอมแมมไปหมด

            “เพื่อนฉันมาแล้วขอตัวล่ะ” คาร์นี่ย์หันไปพูดกับคาวาเลียร์ “แล้วไปสำนึกเสียใจซะที่แพ้ให้ทีมที่เธอให้คำนิยามเอาไว้ว่ากระจอกน่ะ ยัยพลานาเรียเอ้ย! บาย…”

            จบคำก็ปลีกตัวออกจากคู่กรณีแล้วไปร่วมวงส่งเสียงโวยวายกับเพื่อนๆตามแบบปกติที่เคยเป็น โดยมีดวงตาสีฟ้าคอยจ้องมองไปที่กลุ่มนั้นด้วยความอิจฉาจนปิดไม่มิด

            “มันคงจะดีถ้าได้มีเพื่อนแบบนั้นบ้าง” พูดจบ คาวาเลียร์ก็เหลือบไปทางทีมตัวเองที่เข้ามาที่เส้นชัยเรียบร้อยแล้ว “ไม่ใช่พวกที่คอยจ้องรับผลประโยชน์จากเราแบบนี้… เห้อ...”

            “คาร์นๆ เป็นอะไรไปน่ะ”

            เสียงร้องดังมาจากกลุ่มของคาร์นี่ย์ทำให้คาวาเลียร์หันกลับไปมอง สิ่งที่ได้เห็นก็คือร่างของเด็กหนุ่มที่ทรุดตัวลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น ก่อนที่ทีมแพทย์จะวิ่งเข้ามารุมอย่างรวดเร็ว

            เกิดอะไรขึ้นกับคาร์นี่ย์




NEKOPOST.NET