Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 11 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.11 - การปะทะที่ฟิลด์ภูเขาและรูปแบบ B


ดาบที่11 : การปะทะที่ฟิลด์ภูเขาและรูปแบบ B

 

 

            “ช่างเป็นการประสานงานระหว่างคุณคาร์นี่ย์กับคุณไรดีนที่ยอดเยี่ยมจริงๆครับ ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะกล้าทำเรื่องบ้าบิ่นขนาดนี้”

            พิธีกรประจำอารีน่าพูดออกไมค์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและยืนอยู่กับที่ได้ไม่สุข ภาพในมอนิเตอร์กำลังแสดงภาพย้อนหลังเป็นภาพช้าในจังหวะที่เด็กหนุ่มสองคนจัดการกับเจ้าแมงป่องยักษ์ด้วยวิธีการที่เกินความคาดหมายของทุกๆคนที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดอยู่ นั่นทำให้พวกเขามีกองเชียร์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก รู้ได้จากเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่ดังขึ้นตอนนี้นั่นเอง

            “สองคนนั้นประสานงานได้ยอดเยี่ยมเลยนะ” อัศวินผมเงินยาวถึงกลางหลังพูดขึ้นก่อนจะหันมองที่นั่งข้างๆซึ่งโพลิน่ากำลังนั่งจ้องมอนิเตอร์ด้วยแววตาเปล่งประกายสดใส “ถ้าพวกเขาได้เป็นหนึ่งในเจ็ดดาบดารา คงไม่มีใครคัดค้านแน่ๆว่าไหม?”

            หญิงสาวไม่ตอบคำทำเพียงพยักหน้า นั่นทำให้หนุ่มหน้าหวานได้แต่ถอนหายใจ

            “แล้วจะดีเหรอ ที่จะให้เขาเป็นคนโด่งดังมีชื่อเสียงน่ะ เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเจ็ดดาบดาราหมายความว่าอะไร”

            “เป็นผู้ถูกยกย่องว่ามีฝีมือที่ร้ายกาจและมีอิสระที่จะเลือกรับงานไหนก็ได้ที่จักรวรรดิหยิบยื่นให้ แถมยังได้เป็นดาราขวัญใจคนทั้งจักรวรรดิอย่างแน่นอน และยังจะได้งานถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ หรืออะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับวงการบันเทิงของจักรวรรดิอีกต่างหาก” โพลิน่าพูด ดวงตาสีทับทิมเลื่อนจากจอมอนิเตอร์มาจ้องทีหน้าหวานๆของอีกฝ่าย “ทั้งหมดมันก็ดีสำหรับผู้ชนะนี่ แล้วทำไมฉันต้องกังวลล่ะฟอลลีซา

            อีกฝ่ายส่ายหัวพร้อมหัวเราะขำ เพราะเหมือนกับว่าคู่สนทนาจะยังไม่รู้ว่าตนต้องการจะสื่ออะไร

            “ก็คนๆนั้นน่ะ แฟนเธอไม่ใช่เหรอ” อัศวินหน้าหวานป้องปากกระซิบและชี้ไปที่มอนิเตอร์ที่ซูมไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มมาดกวนเจ้าของดวงตาสีแดง “มันจะดีเหรอที่ปล่อยให้เขาไปเป็นขวัญใจมหาชนน่ะ ไม่หึงหรอ”

            “บะ บะ บ้า ยังไม่ใช่ซักหน่อย” หญิงสาวกระโดดเด้งตัวเต้นเร่าๆด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีจัดจนคนมองหัวเราะขำ

            “ยังไม่ใช่? แสดงว่ามีแนวโน้มใช่ไหมล่ะ”

            “นายฟอลลีซา อยากจะโดนฉันเชือดใช่ไหม” อัศวินสาวโพล่งด้วยท่าทางปั้นปึ่งแล้วดึงดาบออกมาจากฝักข้างเอวเป็นเชิงข่มขู่

            หนุ่มหน้าหวานทำท่ายกมือขึ้นยอมแพ้ทั้งๆที่ยังหัวเราะขำอยู่ โพลิน่ากระทืบเท้าปึงปังแล้วนั่งกอดอกด้วยใบหน้าที่พยายามปั้นให้นิ่งที่สุด แต่อาการเขินๆของเธอก็ยังไม่สามารถหลุดรอดสายตาอันแหลมคมของอีกฝ่ายไปได้อยู่ดี แล้วยิ่งได้เห็นข้อมือของเด็กหนุ่มในมอนิเตอร์ที่มือสร้อยเชือกถักต่างสีแต่รูปร่างหน้าตาเหมือนๆกันกับที่อัศวินสาวใส่อยู่เจ้าตัวก็ยิ่งเผยท่าทางทะเล้นออกมาให้เห็น

            “สู้ๆล่ะแม่สาวซึน”

            สิ้นประโยคเจ้าตัวก็ผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีคู่กรณีที่ลุกขึ้นมาไล่เตะเพราะความหมั่นไส้ แต่พอได้ยินเสียงพากษ์ของพิธีกร ก็ทำให้โพลิน่าหยุดไล่แล้วกลับมานั่งที่ดังเดิม

            “นั่นครับ ไอน์ซาโม่ของเรากำลังปะทะกับสัตว์อสูรระดับ S ครับ นี่นับว่าเป็นตัวแรกที่ปรากฏขึ้นในการประลองรอบแรกนี้ เรามาจับตาดูกันดีกว่า ว่าขวัญใจชายหนุ่มอย่างเธอจะจัดการกับปัญหาคราวนี้ได้อย่างไร”

            ฟิลด์ทะเลทราย ในขณะนั้น

            เบื้องหน้าของสาวมังกรคือสัตว์อสูรขนาดใหญ่ยักษ์ยิ่งกว่าแมงป่องที่พวกคาร์นี่ย์พึ่งเผชิญหน้าไป ลำตัวของมันเป็นสุนัขแต่มีหัวและลำคอเป็นงูแลดูดุร้าย แถมยังมีเขาโง้งดูน่าหวาดหวั่น ทุกครั้งที่มันฉกเข้ามสโจมตี นอกจากเธอจะต้องระวังคมเขี้ยวของมันแล้วยังต้องระวังเขาของมันอีกด้วย

            ไอน์ซาโม่หักรถหวังหลบเลี่ยงการปะทะเพื่อไปอีกทางหนึ่ง แต่เจ้าสิ่งมีชีวิตที่มีความสูงราวๆยี่สิบเมตรก็วิ่งดักหน้าเอาไว้ในทุกๆครั้งที่เธอพยายามทำอย่างนั้น พอชะเง้อคอมองไปข้างหน้า พวกคาร์นี่ย์ก็ยิ่งห่างออกไปจากเธอมากขึ้นทุกทีๆ ดวงตาสีอเมทิสต์กรอกไปมาพร้อมกับคิ้วของเธอที่ขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดใจ นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นมาเพื่อติดต่อคนที่มองเหตุการณ์อยู่บนท้องฟ้าทันที

            “เกรนิตี้จัง เจ้าไวเปอร์ด็อกนี่ผิวหนามาก ฉันต้องขอแรงเธอหน่อยแล้ว” ไอน์ซาโม่ว่าแล้วเร่งความเร็วของมอเตอร์ไบค์หลบการโจมตีของเจ้าสัตว์ยักษ์ไปได้อย่างฉิวเฉียด เธอใช้เวทสร้างลูกบอลน้ำขนาดยักษ์โจมตีอัดสวนไปเต็มๆคางของเจ้าสัตว์ร้าย แต่นั่นทำให้มันชะงักได้แค่เพียงครู่เดียวเท่านั้น พอเห็นแบบนั้นแล้วหญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดกว่าเดิม “ฉันจะใช้เวทใหญ่โจมตีมัน ก่อนอื่นช่วยล่อมันให้หน่อย ถ้ามีโอกาสก็ช่วยใช้เวทลมสนับสนุนการโจมตีของฉันอีกที พอจะทำได้ไหม?”

            “ไม่มีปัญหาค่ะคุณไอน์ซาโม่”

            เกรนิตี้รับคำผ่านช่องสื่อสารแล้วควบม้าไปเฉี่ยวผ่านหน้าเจ้าสัตว์อสูรยักษ์แล้วปาบอลลมอัดเข้าเต็มลูกตาของมันทีนึง มันสะบัดหัวเร่าๆอย่างมึนงงแล้วหันไปสนใจเธอตามแผน

            “ตรึงมันเอาไว้ เดี๋ยวพวกฉันจะวกกลับไปช่วย”

            เสียงคาร์นี่ย์ดังผ่านช่องติดต่อสื่อสารของทีม นั่นทำให้ไอน์ซาโม่รีบตอบกลับไปว่า

            “ทำหน้าที่ของคาร์นเถอะจ้า เดี๋ยวตรงนี้ไอน์กับเกรนิตี้จัดการเอง ไม่ต้องห่วง” เธอพูดแล้วยกแขนขึ้นมือทั้งสองข้างของเธอถูกผสานเอาไว้เหนือศีรษะ “ไว้ใจไอน์ได้เลย”

            “คุณไอน์คะ จะเริ่มรึยังคะ ถ้าช้าเกรงว่าจะตามคุณคาร์นี่ย์ไปไม่ทันนะคะเนี่ย” เสียงเกรนิตี้ร้องบอกพร้อมกับเสียงลมวูบหนึ่งที่น่าจะเกิดจากการโจมตีของเจ้าไวเปอร์ด็อก

            “ด้วยวาจาสิทธิ์แห่งมังกรแวมไพร์ น้ำและสายฟ้าจักผสานกันเป็นหนึ่งเดียว เกลียวคลื่นแห่งวารีและความดุร้ายแห่งอสนีจงเชื่อฟังคำสั่งของข้า ข้าจะขอใช้พวกเจ้าเพื่อเสียดแทงอริร้ายให้สิ้น” ไอน์ซาโม่วาดมือซ้ายไปในอากาศ สายฟ้าและน้ำปรากฏขึ้นและรวมตัวกันจนกลายเป็นหอกน้ำขนาดยักษ์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยสายฟ้าหลายสาย “มหาเวททวิธาตุ หอกวัสสานฤดู[Spear of rainy]

            “สายลมเอ๋ยจงฟังเสียงข้าผู้เป็นสาวกแห่งธรรมชาติ จงก่อกำเนิดรูปร่างและแสดงความเกรี้ยวกราดให้ศัตรูได้ประจักษ์ถึงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่” เกรนิตี้เอามือกุมไปที่หน้าอกขณะที่กำลังร่ายคาถา แล้วดีดตัวลงจากม้า ปล่อยร่างให้ดิ่งไปทางไอน์ซาโม่ “มหาเวทวายุ ลมหายใจแห่งความพิโรธ[Breath wrath]

            ลมหมุนกรรโชกแรงเกิดขึ้นรอบๆร่างของเกรนิตี้ เธอวาดแขนไปรอบๆตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้สายลมที่รุนแรงเหล่านั้นถูกรวบรวมมาไว้ในมือได้อย่างน่าประหลาด จังหวะนั้นเองที่ไอน์ซาโม่ชี้นิ้วไปทางเจ้าไวเปอร์ด็อกเป็นเชิงออกคำสั่ง นั่นทำให้หอกยักษ์ที่เธอสร้างพุ่งไปทางเจ้าสัตว์อสูรยักษ์ พริบตานั้นเองที่เกรนิตี้พลิกตัวกลางอากาศเพื่อหลบหอกของไอน์ซาโม่ที่พุ่งเข้ามาเฉียดร่างเธอไปเล็กน้อย

            “อัดประจุเวทมนต์” เกรนิตี้ร้องแล้วบีบอัดลมหมุนจนเห็นเป็นก้อนและสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากนั้นก็ปล่อยพลังไปตามหอกเวทมนต์ของไอน์ซาโม่

            บึ้ม! ซู่มมม…

            เสียงระเบิดดังขึ้นเมื่อกลุ่มพลังของเกรนิตี้ไปปะทะเข้าให้กับหอกเวทของไอน์ซาโม่ สายลมที่รุนแรงบังเกิดขึ้น ลมนั้นช่วยดันหอกให้ไปหาสัตว์อสูรยักษ์ด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึง หญิงสาวสองคนหันมายิ้มให้กันแล้วพร้อมใจชี้ไปทางเจ้าไวเปอร์ด็อกแล้วทำท่าเหมือนลั่นไกปืนออกไป

            “ผสานสองมหาเวท หอกวัสสานฤดูพิโรธ

            สิ้นการผสานเสียงของทั้งสอง หอกก็เข้าปะทะใส่หน้าของสัตว์อสูรระดับSโดยที่ตัวของมันไม่สามารถตอบโต้กลับการโจมตีนี้ได้เลยแม้แต่น้อย เสียงระเบิดดังสนั่นมาพร้อมกับเสียงของประจุสายฟ้าปะทุลั่นเปรี๊ยะๆอย่างน่ากลัว กลุ่มควันที่เกิดจากการระเบิดกระจายปกคลุมจนทำให้มองไม่เห็นร่างของไวเปอร์ด็อก

            ม้าเวทมนต์โฉบกลับมารับร่างของเกรนิตี้เอาไว้ได้อย่างทันท่วงทีแล้วพาหญิงสาวกลับขึ้นไปสู่น่านฟ้าอีกครั้ง ทั้งสองสาวชำเลืองมองนาฬิกาของตนเองด้วยสีหน้าลุ้นๆ เวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่มีปฏิกิริยาของแต้มที่เปลี่ยนไป ทำให้ทั้งคู่เหลือบมองทางไวเปอร์ด็อกอย่างกังวล

            ติ๊ดๆๆ

            เสียงนาฬิกาดังขึ้นเป็นการแจ้งเตือนทำให้สองสาวต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตัวเลขแต้มปัจจุบันของทีมตอนนี้เหยียบไปที่หลักหมื่นเป็นที่เรียบร้อย กลุ่มควันที่เกิดจากการโจมตีผสานของพวกเธอได้จางลงเผยให้เห็นร่างใหญ่ยักษ์ที่เหลือตัวเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น นั่นเป็นหลักฐานว่าการโจมตีของพวกเธอนั้นมีความรุนแรงอยู่ในขั้นน่ากลัวเลยทีเดียว

            “เวรเอ้ย! เจ้าเด็กกลุ่มนี้มันจะมากเกินไปแล้วนะ” ลอว์ดินัสที่นั่งอยู่บนลูกโป่งสบถ “มันจะมากเกินไปแล้วนะที่บังอาจมาทำให้ฉันรู้สึกสนุกแบบนี้!!!”

            ว่าจบก็เหลือบมองตัวเลขจำนวนคนที่เหลืออยู่ในการประลองรอบแรกก่อนถอนหายใจ แล้วใช้นิ้วแตะไปที่อุปกรณ์ข้างหู

            “1,232 คือจำนวนผู้เหลือรอดของผู้เข้าร่วมการประลองรอบแรกในขณะนี้ แต้มสูงสุดตอนนี้คือ 12,300 โดยทีมจากบล็อก A192 ประกอบด้วยผู้เข้าแข่งขันคาร์นี่ย์,ไรดีน,ไอน์ซาโม่ และเกรนิตี้ ส่วนพวกที่เหลือน่ะมัวแต่ทำอะไรอยู่กันห๊ะ มาเล่นจำอวดโชว์ฉันรึไง เร่งมือเข้า เดี๋ยวจะแพ้เอานะโว้ย!!!”

            สิ้นคำประกาศจากผู้คุมกฎสุดฮาร์ดคอร์ ปฏิกิริยาของคนเบื้องล่างก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หลายๆกลุ่มเริ่มหันมาปะทะกันอย่างหนักหน่วง บางกลุ่มก็ปล่อยคนในทีมไว้ข้างหลังเพื่อให้ล่าสัตว์อสูรอย่างจริงจัง นั่นทำให้หนุ่มแว่นยิ้มออกมาราวกับคนบ้าคลั่งที่กำลังพึงพอใจ

            “แล้วเผื่อใครจะไม่ได้อ่านรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งไปเมื่อวานนี้ ฉันเองก็จะยอมเสียสละน้ำลายเล็กน้อยเพื่อบอกกับพวกแกเอง” ลอว์ดินัสว่าแล้วหัวเราะเหมือนกับตัวโกงในละครอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอธิบาย “เข้าเส้นชัยที่1 จะได้แต้ม 25,000 ที่ 2 จะได้แต้ม 19,000 ที่ 3 จะได้แต้ม 16,000 หลังจากนั้นไปจนถึงลำดับที่ 50 แต้มที่ได้คือ 10,000 แต้มตามเดิม รู้อย่างงี้แล้วก็จงกระเสือกกระสนอย่างบ้าคลั่งเพื่อไปให้ถึงเส้นชัยไวๆซะ กร๊ากๆๆๆๆ”

            เสียงประกาศดังแว่วกระทบเข้าประสาทหูของคาร์นี่ย์ทำให้เจ้าตัวสะดุ้ง เขารีบเปิดหน้าต่างข่าวสารส่วนตัวเพื่อเช็คข้อมูลที่ส่งมาเมื่อวาน ซึ่งการให้คะแนนถูกปรับไปจริงๆตามที่ผู้คุมกฏว่าทุกประการ นั่นหมายความว่าเข้าจะมัวโอเอ้อยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้

            “ไรดีน เราต้องรีบไปต่อแล้ว”

            “ข้างหน้าเป็นฟิลด์ภูเขาแล้ว เราจำเป็นต้องรอไอน์นะคาร์น”

            อีกฝ่ายตะโกนแข่งกับสายลมก่อนจะชะเง้อมองไปข้างหลัง ซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าสองสาวจะตามมา

            “มองไปทางไหนกันน่ะหนุ่มๆ”

            เสียงใสๆไม่ได้ดังมาจากช่องสัญญาณ แต่ดังมาจากข้างๆของพวกเขา สองหนุ่มรีบหันควับไปมองตามเสียงแล้วก็เห็นไอน์ซาโม่กำลังขับจี้ตามพวกเขามาติดๆ

            “ได้ไงกัน” คาร์นี่ย์ร้องถามอย่างประหลาดใจ

            ไอน์ซาโม่ไม่ตอบ เธอชี้ไปที่เกรนิตี้ที่กำลังส่งยิ้มมาให้คาร์นี่ย์จากบนหลังม้า ในมือเธอมีสายลมอัดก้อนอยู่หลายลูก นั่นทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองต้องเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะหันมามองหน้ากันเอง

            “สองคนนี้พิเรนทร์กว่าเราอีกว่ะไรดีน”

            “เรา? นายต่างหากที่มีความคิดพิเรนทร์คนเดียวน่ะคาร์น อย่าเหมารวมฉันสิ” ไรดีนพูดพลางยิ้มขำ คนถูกว่าไม่โกรธแถมหัวเราะเอิ๊กอ้ากอย่าถูกใจอีกต่างหาก “เกรนิตี้ เร่งความเร็วให้พวกเราเหมือนที่ทำกับไอน์ซักรอบได้ไหม?”

            คนถูกถามพยักหน้ารับ เธอจัดการซัดก้อนพลังใส่ด้านหลังพวกเขา ลมกรรโชกรุนแรงส่งให้รถของพวกเขาพุ่งลอยไปในอากาศด้วยความเร็วที่น่าเสียวไส้เป็นที่สุด แต่เจ้าคนกวนอย่างคาร์นี่ย์ดันหัวเราะชอบใจกลับมาซะงั้น ดูเหมือนว่ารายนี้จะเสพติดความพิเรนทร์เข้าเสียแล้ว

            “พอแล้วเกรนิตี้ ประหยัดพลังเวทเอาไว้ เรายังเหลืออีกครึ่งทาง”

            ไรดีนบอกผ่านช่องติดต่อสื่อสารหลังจากที่แรงลมที่อัดหลังพวกเขาสงบลง และในตอนนี้ทั้งสี่คนก็ได้มาอยู่ที่ฟิลด์ภูเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้วและกำลังทำตามแผนโดยขับรถชิดขอบผาทางด้านซ้าย โดยมีไอน์ซาโม่ขับนำหน้าเพื่อสำรวจตามหลืบต่างๆว่ามีสัตว์อสูรดักอยู่หรือไม่ ส่วนคาร์นี่ย์ลดความเร็วลงเล็กน้อยเพื่ออยู่ตรงกลางของขบวนตามแผน โดยมีไรดีนรั้งท้ายเพื่อระวังหลังให้

            เมื่อเวลาผ่านไปได้ช่วงหนึ่ง เสียงเกรนิตี้ก็ร้องขึ้นในช่องสื่อสารทำให้ทั้งสามคนที่อยู่ภาคพื้นดินต้องตื่นตัว

            “หินหลายก้อนกำลังกลิ้งมาค่ะ แต่ละก้อนไม่ใช่เล็กๆเลยด้วย ทุกๆคนระวังตัวนะคะ!”

            “ไอน์หลบไปก่อน” คาร์นี่ย์ตะโกนบอกหญิงสาวที่ขับนำหน้าตนอยู่

            “แต่…”

            “ไม่มีแต่!” คาร์นี่ย์ดุก่อนที่อีกฝ่ายจะเถียงอะไรออกมา “ฉันต้องพึ่งพลังของเธอที่ฟิลด์ทะเล เพราะฉะนั้นออมแรงเอาไว้ให้ได้มากที่สุดซะ เข้าใจแล้วก็ถอยมา!”

            ไอน์ซาโม่ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ฟังเหตุผล เธอแอบอมยิ้มเล็กน้อยและยอมลดความเร็วลงตามคำขอของเด็กหนุ่มในทันที

            คาร์นี่ย์ใช้ระบบออโต้ไดร์ฟก่อนจะค่อยๆยันตัวขึ้นยืนบนรถด้วยท่าทางที่มั่นคง ดวงตาสีแดงจ้องมองไปก้อนหินยักษ์หลายก้อนที่กำลังกลิ้งหล่นมาจากเนินเขาก่อนจะหลับตาลง

            “เราต้องมั่นคงแม้จะต้องยืนอยู่บนฐานที่ไม่มั่นคง อย่าให้อะไรมาบั่นทอนความสามารถของเราได้ อัศวินที่ดีควรเตรียมพร้อมในทุกสถานการณ์!

            เสียงเข้มๆดุๆของใครบางคนในความทรงจำดังขึ้นพร้อมกับภาพที่เขากำลังถูกฝึกให้ยืนทรงตัวอยู่บนอุปกรณ์ที่พ่อของเขาประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งเจ้าอุปกรณ์ที่มีหน้าตาเหมือนม้าโง่ๆนี่ไม่ได้ทำงานด้วยการโยกเยกไปมาให้เขาลำบากธรรมดาๆ แต่ที่มันทำงานนั้นเหมือนกับจะเหวี่ยงเขาให้ปลิวไปเลยซะมากกว่า เท่าที่เขาจำได้ อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า เจ้าม้าร้ายจอมส่ายสะโพก

            ดวงตาสีแดงลืมขึ้น เจ้าของใบหน้ากวนเผลอหลุดหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงอุปกรณ์ที่เหมือนม้าหน้าตาพิลึกๆนั้น มุรามาสะค่อยๆถูกดึงออกจากฝักดาบ ในเสี้ยววินาทีที่หินกระดอนครั้งสุดท้ายก่อนจะถึงตัวเขามันก็ขยายตัวออกมาเป็นโกเล็มร่างใหญ่ตัวกลมป๊อก แต่ทว่าท่าทางของคาร์นี่ย์นั้นกลับนิ่งสงบไม่ได้ตกใจอะไรกับการเปลี่ยนแปลงตรงหน้าเลยจนหน้าประหลาดใจ

            พริบตาที่โกเลมหินปล่อยหมัดจู่โจม ดาบมุรามาสะก็ถูกชักออกจากฝักและตวัดฟันเหล่าโกเล็มที่ดาหน้าเข้ามาจนแหลกกระจายไปทีละตัวอย่างง่ายดายราวกับว่าเขากำลังตัดก้อนเต้าหู้เล่นๆ คะแนนของทีมขยับขึ้นทุกๆครั้งที่คาร์นี่ย์ทำลายโกเลมหินที่กลิ้งลงมาทางพวกเขา จนเมื่อมาสุดเนินเขาก็ได้เจอกับตัวการที่มาของแก๊งหินกลิ้ง นั่นก็คือเจ้าโกเล็มหินที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ซึ่งกำลังตั้งท่าจะปาเจ้าโกเลมตัวกลมๆใส่พวกเขาอีกระลอกอยู่นั่นเอง

            “คุณคาร์นี่ย์ มีทีมอื่นกำลังขับลงมาจากหน้าผาทางด้านที่พวกเราอยู่ ระวังด้วยค่ะ”

            สิ้นเสียงเตือนของเกรนิตี้ไปได้ไม่นาน มอเตอร์ไบค์สี่คันก็กระโจนลงมาจากหน้าผา คนขับทั้งสี่ที่มาเยือนหักตัวจัดการกับโกเลมรูปร่างมนุษย์อย่างรวดเร็ว เมื่อได้เห็นความไวนั้นทำให้คาร์นี่ย์ไม่กล้าประมาทพวกเขา เพราะอีกฝ่ายก็มีฝีมืออยู่พอตัวเลยทีเดียว

            เด็กหนุ่มตั้งท่าระวังตัวไม่ทันไร คนๆหนึ่งจากทีมตรงข้ามก็ดีดตัวกลับหลังและวาดดาบใส่มาทางคาร์นี่ย์อย่างดุดัน

            เคร้ง!

            เสียงโลหะกระทบกัน เป็นไรดีนที่พุ่งกระโจนเข้ามาใช้มาซามุเนะกันดาบของชายผู้สวมหน้ากากกรองแก๊สพิษเอาไว้ ดวงตาสีฟ้าของอีกฝ่ายชำเลืองมาสบตากับดวงตาสีแดงเล็กน้อย ถ้าเดาไม่ผิดคาร์นี่ย์คิดว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มให้เขาอยู่

            แต่เขาไม่ทันจะได้สังเกตอะไรมากไปกว่านี้ เพราะไรดีนจัดการดีดอีกฝ่ายกระเด็นกลับไปที่รถเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่เจ้าของดวงตาเย็นชาจะกระโจนกลับไปที่รถของตัวเองเช่นเดียวกัน

            “อีกฝ่ายฝีมือฝ่ายร้ายกาจเลยล่ะ ระวังตัวด้วยคาร์น”

            ไรดีนพูดจบก็เร่งเครื่องไปปะทะกับสี่ผู้มาเยือนโดยมีเกรนิตี้คอยสนับสนุนอยู่จากบนฟ้า พอคาร์นี่ย์เห็นแบบนั้นแล้วก็เร่งเครื่องตามไปช่วยติดๆ ส่วนไอน์ซาโม่นั้นต้องง่วนอยู่กับการจัดการเหล่าสัตว์อสูรที่โผล่ออกจากจุดซุ่มโจมตีออกมาและหวังจะแทรกการปะทะระหว่างพวกเขากับทีมแปลกหน้า

            คาร์นี่ย์ขับมอเตอร์ไบค์ขึ้นมาทางปีกซ้ายซึ่งรถของเขาเคียงอยู่กับรถของชายร่างใหญ่ที่มาพร้อมกับหอกยักษ์ อีกฝ่ายสังเกตเห็นเขาในทันทีและชิงจู่โจมใส่ก่อนด้วยการแทง นั่นทำให้เขาต้องเอนตัวนอนราบไปกับรถเพื่อหลบการโจมตีนั้นแล้วใช้มุรามาสะกวาดใส่สวนไปที่หลังของอีกฝ่ายหวังฟันให้ขาดสะพายแล่งในทีเดียว

            คนถูกโจมตีใช้มือตบรถเพื่อส่งแรงดีดตัวทั้งตัวขึ้นหลบดาบของเขาได้อย่างฉิวเฉียด แต่คาร์นี่ย์ไม่คิดจะให้อีกฝ่ายโจมตีเขาตอบแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงใช้แรงแขนดีดตัวเข้าไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับหมุนตัวตวัดดาบให้เหมือนกับลูกข่างที่หมุนในแนวตั้ง นั่นทำให้อีกฝ่ายต้องตั้งรับเป็นพัลวัน แต่เขาเองก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะเสียเปรียบนานไปกว่านี้ เพราะหอกในมือของศัตรูกำลังถูกฝืนแทงสวนกลับมา พอหอกเล่มนั้นปะทะกับมุรามาสะเข้า ร่างของคาร์นี่ย์ก็ถูกดีดกระเด็นไปกลางวงของศัตรู และก่อนที่เท้าของเขาจะได้สัมผัสพื้น มือๆหนึ่งก็มาคว้าแขนของเขาเอาไว้ได้

            “คาร์น รูปแบบB!!!” เป็นไรดีนนั่นเองที่จับเขาเอาไว้ก่อนจะร้องบอก

            คนกวนยิ้มเผล่แล้วยักคิ้วให้อีกฝ่ายก่อนหัวเราะ

            “ไหนว่ามีแค่ฉันไงที่ชอบทำอะไรพิเรนทร์ๆ”

            “เอ้อ เอ้า! งานนี้รวมฉันไปด้วยก็ได้ฟะ รูปแบบ B เร็ว!!!”

             ว่าจบคาร์นี่ย์ก็ออกแรงเหวี่ยงไรดีนโดยที่ยังไม่ปล่อยมือจากแขนของอีกฝ่าย ร่างของคนที่ถูกเหวี่ยงพุ่งไปทางชายร่างยักษ์ที่ปะทะกับคาร์นี่ย์ในตอนแรก มาซะมุเนะวาดใส่ชายคนนั้น แต่อีกฝ่ายก็ยกหอกขึ้นมากันไว้ได้ ไรดีนจึงพลิกตัวใช้เท้ายันหอกและถีบร่างออกมาจนรถที่คู่กรณีนั่งอยู่เซไปอีกทาง คราวนี้เป็นตาของไรดีนที่ต้องเหวี่ยงคาร์นี่ย์ไปทางชายหน้ากากอสูรสีดำที่ใช้มีดสั้นสองเล่มขึ้นมาฟันสวนกลับเพื่อตั้งรับมุรามาสะอย่างดุเดือด คาร์นี่ย์ยังคงฟันใส่ไม่ยั้งจนกระทั่งเห็นว่ามันไม่ได้ผลและแรงเหวี่ยงที่พยุงร่างของไรดีนให้ลอยอยู่กลางอากาศก็ใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว เขาก็ใช้พระบาทยันไปที่หน้ากากของศัตรูแล้วถีบตัวออกพร้อมเหวี่ยงไรดีนไปที่ชายผมยาวในชุดคลุมสีขาวรุ่มร่าม ทางนั้นเองเมื่อเห็นทักษะสุดพิเรนทร์ของคู่หูคู่บ้าก็ถึงกับสะดุ้งแล้วรีบยิงเวทมนต์ใส่เป็นชุดอย่างร้อนรน แต่เพราะขาดสติทำให้การโจมตีนั้นพลาดไป ไรดีนจึงเข้าประชิดตัวได้แล้วตวัดมาซามุเนะใส่จนร่างของศัตรูนั้นมีเลือดพุ่งกระฉูดออกมาราวกับหนังสยองขวัญ พร้อมทั้งใช้ขาทั้งสองข้างยันไปที่อกของอีกฝ่ายแล้วถีบตัวส่งให้ทั้งตัวเองและคาร์นี่ย์พุ่งตรงไปทางชายสวมหน้ากากกรองแก๊สพิษ

            ดาบฝาแฝดทั้งสองเล่มตวัดใส่อีกฝ่ายจากข้างหลังอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันมา ทว่าชายสวมหน้ากากกันแก๊สพิษกลับพลิกตัวกลับหลังมาอยู่ในท่านอนหงายบนตัวมอเตอร์ไบค์แล้วใช้ดาบที่มีใบมีดสีดำที่มีโกร่งดาบเป็นหัวของแมลงสีเขียวรับเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที

            “ดื้อด้านจริงนะ” ไรดีนแยกเขี้ยวแล้วพูดลอดไรฟันออกมา

            “หล่นไปจูบพื้นซะ!”

            คาร์นี่ย์คำรามแล้วถีบอีกฝ่ายเต็มแรง ฝั่งตรงข้ามยกแขนข้างที่ว่างขึ้นมาตั้งรับพร้อมเกร็งแรงแขนดีดร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองคนกลับไป

            พอถูกดีดร่างออกมา สองคู่หูก็ม้วนตัวลงพื้นก่อนจะกระโดดกลับขึ้นไปบนมอเตอร์ไบค์ของตัวเองที่วิ่งตามหลังมาได้อย่างงดงาม นาฬิกาสุดไฮเทคกำลังแจ้งแต้มที่เพิ่มขึ้นจากการจัดการผู้ร่วมการประลองไปได้หนึ่งคน นั่นทำให้คาร์นี่ย์หลุดยิ้มออกมา

            รูปแบบ B ที่ทั้งคู่ใช้นั้นนั้นคือการใช้แรงถีบให้เป็นประโยชน์ก่อนที่จะผลัดกันเหวี่ยงร่างของอีกคนหนึ่งเพื่อให้ผลัดกันพุ่งเข้าไปโจมตีศัตรูเหมือนกับใบพัดที่หมุนควงอยู่กลางอากาศ เทคนิคนี้เหมาะที่จะใช้ก็ต่อเมื่อตกอยู่ในวงล้อมของศัตรู ซึ่งคาร์นี่ย์คิดค้นขึ้นมาได้ตอนที่ไปฝึกหัดขับรถที่ถนนซึ่งตัดผ่านป่าแล้วเขาก็พลาดท่าจนเกือบจะกระเด็นไปนอนจูบพื้นถนนเหมือนเคยๆ แต่คราวนั้นไรดีนดันกระโดดมาช่วยคว้าแขนเขาเอาไว้ แล้วต่างฝ่ายต่างก็ผลัดกันถีบตัวไปตามต้นไม้เหวี่ยงกันไปเหวี่ยงกันมาเหมือนที่ทำกับพวกศัตรูเมื่อสักครู่จนสุดท้ายก็กลับลงมายืนอยู่ที่พื้นโดยสวัสดิภาพ พอเห็นว่ามันน่าสนุกดีและคงจะใช้ประโยชน์ได้ คาร์นี่ย์ก็เลยให้ชื่อมันว่ารูปแบบ B

            “สองคนนี้นี่… บ้าได้ใจจริงๆ” ไอน์ซาโม่เอามือกุมขมับแล้วพูดขึ้นหลังจากพึ่งระเบิดร่างของเจ้าสัตว์อสูรควายภูเขาไปหมาดๆ

            “แต่ก็เยี่ยมไปเลยไม่ใช่เหรอคะ” เกรนิตี้พูดก่อนหัวเราะออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            “คาร์นี่ย์จัดการเจ้าหน้ากากแก๊สนั่นซะ เดี๋ยวฉันเคลียร์อีกสองคนเอง”

            ไรดีนร้องบอกด้วยสีหน้าที่กลับมาจริงจังอีกครั้ง คาร์นี่ย์พยักหน้ารับแล้วอัดความเร็วรถให้มากขึ้นเพื่อไปประชิดตัวทำการปะทะกับชายที่ขับนำขบวนของศัตรูอีกครั้ง

            “เฮ้ๆ ใจเย็นๆน่า ไว้เราเจอกันที่ฟิลด์สุดท้ายจะดีกว่าไหมพวก” อีกฝ่ายพูดก่อนที่เสียงลมหายใจดังฟู่ๆจะลอดออกมาจากหน้ากาก คาร์นี่ย์ไม่สนใจฟังข้อเสนอนั้นแม้แต่น้อย ดาบในมือตวัดฟันออกไปอย่างไม่ลังเล อีกฝ่ายสามารถป้องกันการโจมตีนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบแต่กลับไม่คิดที่จะตอบโต้กลับมา ทำให้เด็กหนุ่มต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างไม่เข้าใต “คำตอบก็คือไม่ตกลงสินะ ถึงจะอย่างนั้น… ฉันก็ขอปลีกตัวไปก่อนอยู่ดี ไว้เจอกันนะพรรคพวก”

            ฟู่ๆๆๆๆ….

            ควันสีเทาพวยพุ่งออกมาจากรถทั้งสามคันของอีกฝ่าย มันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณจนทำให้มองเห็นทัศนียภาพรอบๆได้ลำบาก นั่นทำให้เด็กหนุ่มต้องเร่งเครื่องไปข้างหน้าก่อนตะโกน

            “ควันอำพรางตัว ระวังการลอบจู่โจมด้วย!

            พอพ้นม่านควันนั้นออกมาได้ ดวงตาสีแดงก็ตวัดไปด้านหลังเพื่อสำรวจ ซึ่งเพื่อนๆทั้งสามคนของเขายังอยู่ปกติสุขดี ส่วนศัตรูนั้นได้อัตรธานหายไปแล้วราวกับภูติผี คาร์นี่ย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกและเลิกคิดเรื่องกลุ่มของชายหน้ากากกรองแก๊สพิษไปชั่วคราว จากนั้นก็อัดรถไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งตรงไปเส้นชัยให้ไวที่สุด ให้สมกับที่เป็นตำแหน่งเรซเซอร์ของทีม

            ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ณ อารีน่า

            “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านดัลจินอุตส่าห์แวะมาชมการประลองในรอบแรกแบบนี้นะครับ” ชายร่างท้วมหนวดแหลมชี้ลงเอ่ยขึ้นเมื่อชายร่างเล็กเดินเข้ามายังห้องวีไอพี

            “นั่น! แปลกจริง โพลิน่าก็มาเรอะ” ดัลจินโพล่งขึ้นโดยไม่สนใจคำกล่าวต้อนรับของคนข้างๆ เขาเหวี่ยงเสื้อคลุมไปที่เก้าอี้ตัวใกล้ๆแล้วทิ้งตัวลงนั่งเอาขาพาดไปบนเก้าอี้โดยไม่เกรงใจใคร

            “มีปัญหารึไงคะน้องหนู” โพลิน่าหันหน้ามาแสยะยิ้มตอบทีหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองมอนิเตอร์ด้วยท่าทีที่หมางเมิน

            “ฉันแก่กว่าเธอนะยัยนี่นิ” อัศวินร่างเล็กผุดรุกขึ้นด้วยอาการที่เรียกว่าฉุน พร้อมย่างสามขุมแล้วไปยืนชี้หน้าอัศวินสาว “หัดให้เกียรติคนแก่กว่าซะบ้างสิ หรือว่าตั้งใจจะหาเรื่องฉันห๊ะ”

            ดวงตาสีทับทิมกวาดมามองแว๊บหนึ่งก่อนเลื่อนกลับไปที่มอนิเตอร์ ใบหน้าสวยนั้นนิ่งอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำพูดใดๆของอีกฝ่าย

            “มายืนชี้หน้ากระโดดหยองๆว่าคนอื่นแบบนี้ ดูยังไงก็เด็กค่ะ แล้วที่สำคัญ…” โพลิน่ายกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “คนที่หาเรื่องก่อนมันใครกันล่ะคะเด็กน้อย เมื่อไรจะโตซักทีล่ะจ๊ะเนี่ย สูงแบบนี้มากี่ปีแล้วล่ะ”

            “อ๊ากๆๆๆๆ” คนโดนว่าลงไปชักดิ้นชักงอ ก่อนจะพุ่งตัวไปคว้าน้ำอัดลมจากพนักงานยกเครื่องดื่มที่เดินผ่านมาพอดีแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ซึ่งห่างจากหญิงสาวคู่กรณีไปหลายตัว “มันน่าโมโหนัก จะมีอะไรพิสดารกว่ายัยเด็กนี่อีกไหมเนี่ย”

            หนุ่มตัวเตี้ยพึมพำแล้วยกขวดน้ำอัดลมขึ้นซด สายตาชำเลืองไปมองที่จอมิเตอร์โดยยังไม่ลดท่าทางที่แสดงออกถึงความหงุดหงิดลง ซึ่งมอนิเตอร์นั้นกำลังฉายภาพของเด็กหนุ่มสองคนที่เหวี่ยงตัวกันไปมาราวกับเป็นใบพัดประหลาดๆ แน่นอนว่านั่นเป็นการกระทำที่พิเรนทร์มากๆ แต่ก็สร้างเสียงฮือฮาและเสียงร้องตะโกนอย่างชอบอกชอบใจให้แก่คนในอารีน่าได้เช่นกัน

            พรู่ดดดด!!!

            น้ำอัดลมพุ่งออกจากปากและจมูกดัลจินก่อนเจ้าตัวจะไอออกมาเพราะสำลักน้ำจนแสบจมูกแสบคอ

            “มันบ้าอะไรกันวะนั่น กระบวนท่าพิสดารนั่นน่ะ!”

            ดัลจินร้องออกมาทั้งๆที่น้ำหูน้ำตายังไหลอยู่ กระดาษชำระถูกส่งมาจากชายร่างท้วมมาให้เขาเช็ดหน้าเช็ดตาเสียให้เรียบร้อย พอหันกลับไปมองทางโพลิน่า ก็เจอเข้ากับสายตาที่ดูขยะแขยงปนกับเหยียดหยาม ซึ่งสายตาที่ว่ากำลังส่งมาที่เขานั่นแหละ

            “ท่าทางแบบนั้นยังไงก็เด็กชัดๆ ยังจะกล้าเถียงอีกนะคะ”

            “อ๊ากกกกก!!!

            คนโดนว่าลงไปนอนเอามือกุมหน้าอกพลางชักกระแด่วๆราวกับถูกเอามีดมากรีดอกอย่างลือดเย็น พอดิ้นไปดิ้นมาได้ไม่นานเจ้าตัวก็นอนแน่นิ่งไปในที่สุด นี่คงเป็นอาการที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วๆไปว่า… อกแตกตายนั่นเอง




NEKOPOST.NET