Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.10 - เริ่มต้นการประลองรอบแรกและรูปแบบA


ดาบที่10 : เริ่มต้นการประลองรอบแรกและรูปแบบA

 

 

            อากาศช่วงบ่ายกำลังสดใสได้ที่ ภายในห้องรับแขกของบ้านเช่า ทั้งสี่คนนั่งจับจองโต๊ะกันคนละด้านเพื่อจะทำการคุยเกี่ยวกับแผนการที่จะใช้ในวันพรุ่งนี้ หลังจากถกเถียงกันได้ครู่หนึ่ง ทุกๆอย่างก็เริ่มลงตัว

            “คาร์นี่ย์ ดูจากเรื่องการขับรถ ตอนนี้นายเป็นที่หนึ่งของกลุ่ม” ไรดีนพูดแล้วเปิดวิดีโอที่อัดไว้เมื่อเช้า “นายทำเวลาได้ดีมากที่สุด ดังนั้น นายคงจะไม่ขัดใช่ไหมที่พวกเราจะขอลงมติให้นายเป็นเรซเซอร์(Racer) เพื่อคว้า 10,000 แต้มมาให้กับทีมน่ะ”

            “อื้อ ไม่ขัดอยู่แล้ว แต่ตกใจนิดหน่อยที่ฉันดันทำเวลาได้ดีกว่านายน่ะไรดีน” เด็กหนุ่มรับคำ ท่าทางปลาบปลื้มใจของเจ้าตัวทำให้คนอื่นต่างพากันอมยิ้ม

            “ต่อมาไอน์ ฉันจะให้เธออยู่ตำแหน่งฮันเตอร์ คอยเก็บคะแนนจากพวกสัตว์อสูรให้มากที่สุด และป้องกันสัตว์อสูรที่พยายามโจมตีพวกเราระหว่างทาง เธอไหวรึเปล่า?” ไรดีนหันไปถามหญิงสาวที่มีสีหน้าจริงจังผิดจากปกติลิบลับ

            “ไหวแน่นอน ฉันเป็นมังกรนะ อย่าลืมสิ” ไอน์ทำท่าขึงขังเมื่อพูดถึงตรงนี้

            “ส่วนเกรนิตี้ก็คอยซัพพอร์ตคนอื่นไปเรื่อยๆจากทางอากาศ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องโจมตี เพื่อประหยัดพลังให้มากที่สุด คอยสนับสนุนไอน์ ให้มากที่สุด จากนั้นก็ฉันและคาร์นตามลำดับ เข้าใจใช่ไหม? หากใครคนใดคนหนึ่งในทีมคลาดสายตาเธอไปให้รีบแจ้งผ่านระบบสื่อสารในทันที”

            “ค่ะ เรื่องนี้สบายมาก” หญิงสาวรับคำแล้วดันแว่นสายตากลมๆที่นานๆจะได้เห็นเธอใส่สักทีหนึ่ง นั่นทำให้เธอดูน่ารักแบบโก๊ะๆดี

            “ส่วนฉันจะคอยคุ้มกันนายเองคาร์น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องปะทะกับใคร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน นายตั้งใจมุ่งตรงไปทางเส้นชัยให้ได้ก็พอ ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินก็ขอให้ติดต่อด้วยนาฬิกานี่” ไรดีนชูน่าฬิกาข้อมือขึ้นมา ทุกคนในโต๊ะพยักหน้ารับ

            ไรดีนพยักหน้า แล้วใช้นิ้วจิ้มลงไปบนนาฬิกาอยู่ครู่หนึ่ง ภาพสนามจำลองก็ดีดขึ้นมาให้ได้เห็น

            “ต่อมาก็ข้อควรระวังของจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ฉันคิดว่าตรงส่วนแรกที่เป็นป่า จะต้องมีคนคอยดักซุ่มเพียบแน่ๆ นี่ยังไม่รวมกับดักที่น่าจะถูกวางไว้ต้อนรับอีก เพราะฉะนั้นให้สอดส่องสายตาไปตามจุดต่างๆอย่างระมัดระวังด้วย ทั้งบนต้นไม้ ในพุ่มไม้ หรือแม้ตรงพื้นถนนก็ควรระวัง เพราะไม่รู้ว่าคนอื่นจะมาไม้ไหนกับเรา” เด็กหนุ่มผมทองเลื่อนนิ้วจากป่ามาที่ทะเลทราย “ตรงนี้สวมแว่นตาซะ แสงแดดและความร้อนค่อนข้างจะเป็นอุปสรรคในการขับรถ และสิ่งที่ควรระวังในภูมิประเทศแบบนี้ก็คือเหล่าสัตว์อสูร เพราะถ้าศัตรูที่เป็นคนด้วยกันจะสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายในพื้นที่ว่างๆโล่งๆแบบนี้ กลับกันสัตว์อสูรในทะเลทรายน่ะมีความสามารถในการพลางตัวและซุ่มโจมตีในระดับที่เรียกว่าสุดยอด เพราะฉะนั้นพึงระวังสัตว์อสูรให้มากกว่าคน”

            “ปัญหาต่อมาก็คือส่วนของภูเขานี่แหละค่ะ” เกรนิตี้พูดขึ้น “สัตว์อสูรจำพวกโกเลมนั้นมีจำนวนมาก ที่สำคัญมันแข็งแกร่งจนกำจัดได้ยากมากๆด้วย แถมภูมิประเทศยังเอื้ออำนวยให้ทั้งคนทั้งสัตว์อสูรได้ลอบโจมตีอีกต่างหาก”

            เกรนิตี้พูดขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด แล้วชี้ไปตามหลืบและหน้าผาสูงขนาบถนนทั้งสองข้างทาง จัดได้ว่าเป็นที่ที่อันตรายสุดๆ คนอื่นๆต่างพากันพยักหน้าและเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ไอน์ซาโม่จะเสนอแผนขึ้น

            “เราจะขับเรียบกับช่องผาไปซักข้างหนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยง ฉันจะขับนำหน้าแล้วสังเกตการณ์ตามหลืบให้ก่อน ส่วนเกรนิตี้จังก็จะดูบนหน้าผาแล้วคอยรายงานเป็นระยะๆ แผนนี้โอเคไหม”

            ไรดีนยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจหลังฟังแผนนี้จบ

            “ถ้าขับตรงกลางก็จะโดนโจมตีจากบนผาทั้งสองด้าน เลยลดความเสี่ยงด้วยการขับชิดผาด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อที่จะได้รับมือกับการจู่โจมจากอีกฝั่งได้อย่างเต็มที่สินะ” ไรดีนพูดแล้วพยักหน้ารับ “แผนนี้แหละ โอเคที่สุดแล้ว ตรงนี้นายไม่ต้องขับเร็วมากนะคาร์น เอาความชัวร์ไว้ก่อน”

            “เข้าใจแล้ว” คนขับรถได้เร็วที่สุดรับคำ

            “ตรงส่วนทะเลเป็นต้นไป ฉันคิดว่าควรจะให้คาร์นี่ย์เร่งความเร็วให้สุดไปเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าส่วนนี้น่าจะเป็นการเน้นแข่งทำเวลาบวกกับการวัดสภาพของรถและทักษะการขับของผู้เข้าแข่ง” เกรนิตี้ว่าแล้วชี้ไปที่ชายหาด “ทรายแถวทะเลจะเป็นอุปสรรคกับผู้เข้าแข่งหลายๆคน แต่พอมาเป็นรถแบบที่พวกเราใช้กันแล้ว มันกลับ… เอ่อ…”

            “ขี้โกงสินะ” ไรดีนพูดแล้วยิ้มกริ่มก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ยี่หร่ะ “ช่วยไม่ได้ กติกาก็บอกอยู่ว่าจะใช้รถแบบไหนปรับแต่งอะไรยังไงก็ได้นี่นา”

            “ช่ายยยย” ไอน์ซาโม่รับคำด้วยเสียงยานคาง “ต้องโทษที่นายแว่นผู้คุมกฎที่ออกกติกาอะไรแบบนี้ออกมาล่ะนะ”

            “เรื่องความเร็วปล่อยฉันกับไรดีนไปเลยได้ไหมหลังจากนี้ ที่เหลือฉันอยากให้เธอช่วยจัดการกับสัตว์อสูรเพื่อเก็บแต้มได้ไหมไอน์” คาร์นี่ย์ร้องขอจนหญิงสาวต้องเลิกคิ้วขึ้นแบบงงๆ เขาเกาจมูกแก้เก้อก่อนอธิบายให้กระจ่างมากขึ้นว่า “ตรงนี้เป็นส่วนที่ผู้เข้าแข่งจะเน้นทำเวลาใช่ไหมล่ะ ฉันก็เลยคิดว่าไม่มีใครสนใจสัตว์อสูรแถวนี้แน่ๆ นั่นจะทำให้จำนวนของสัตว์อสูรในฟิลด์ทะเลเหลือเยอะมาก นั่นจะต้องเป็นจำนวนแต้มที่มหาศาลแน่ๆ”

            “อย่างนี้นี่เอง ถ้าหากคาร์นต้องการแบบนั้นล่ะก็ ฉันจะจัดการให้” ไอน์ซาโม่ร้องรับคำขอนั้นด้วยความยินดีจนออกนอกหน้า เธอทำท่าถกแขนเสื้อขึ้นด้วยท่าทางขึงขังจนคนร่วมโต๊ะหลุดขำ

            “สุดท้ายก็คือเมืองจำลองนี่ล่ะ” คาร์นี่ย์ว่าแล้วชี้ไปที่ภาพเสมือนจริงของเมืองกว้าง ซึ่งมีจุดมาร์คของเส้นชัยอยู่ที่น้ำพุยักษ์กลางเมือง ดวงตาสีแดงจ้องมองดวงตาสีอำพันครู่หนึ่งก่อนจะพูด “ตรงนี้มีแต่ผู้เข้าแข่งขันล้วนๆ ฉันฝากให้นายเก็บคนพวกนี้ให้ได้มากที่สุดเพื่อลดปริมาณคนที่จะเข้าเส้นชัยและเพิ่มโอกาสชนะของพวกเรา”

            “หลังจากที่คาร์นเข้าเส้นชัยรับ10,000 แต้มไปแล้ว เกมของทีมเราก็จะจบลง เพราะฉะนั้นต้องเก็บแต้มไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้พวกที่จงใจล่าแต่สัตว์อสูรเอาชนะพวกเราไปได้ง่ายๆ”

            “โอ้ว”

            สิ้นคำของไรดีนคนที่เหลือต่างพากันร้องออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พวกเขามั่นใจมากในเรื่องของทีมเวิร์ค หลังจากที่ได้ขลุกอยู่ด้วยกันและฝึกซ้อมด้วยกันมาได้ช่วงหนึ่ง

            “เฮ้ๆ ดูน่าสนุกกันจังเลยนะ”

            น้ำเสียงร่าเริงดังมาจากหน้าต่าง ทั้งสี่คนหันไปมองหญิงสาวที่อยู่ในสภาพมอมแมมจนเป็นเรื่องปกติก่อนยิ้มและพากันโบกมือทักทาย

            “เข้ามาสิคะเชอร์เบ็ท”

            เกรนิตี้เชื้อเชิญปุ๊บ อีกฝ่ายก็ทำการปีนหน้าต่างเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว

            “ไม่ใช่แบบนั้นเซะ หมายถึงเข้าทางประตูต่างหาก” คาร์นี่ย์เบ้ปากพูด นั่นทำให้อีกฝ่ายชะงักแล้วตั้งท่าจะปีนออกไป “ก็เข้ามาแล้วไม่ต้องปีนออกไปแล้วเฟ้ย!”

            “แหะๆๆ ล้อเล่นน่าๆ” เชอร์เบ็ทหัวเราะแห้งๆแล้วเดินเข้ามาร่วมวงกับพวกเขาด้วย

            “สภาพรถพร้อมรึเปล่าเชอร์เบ็ท” ไรดีนถามในทันที

            “อื้อ ดีพร้อมสุดๆเลยล่ะคุณไรดีน” เชอร์เบ็ทตอบแล้วเหลือบมองไปทางคาร์นี่ย์ “ต่อให้ล้มเป็นร้อยๆรอบก็ยังใช้งานได้แน่ๆ แถมยังไม่เป็นรอยอีกต่างหาก มีคนบางคนพิสูจน์มาแล้ว”

            “กัดได้เจ็บจังนะเชอร์เบ็ท” คาร์นี่ย์ว่าด้วยสีหน้าเหยเก ก็ไอคนพิสูจน์น่ะไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวเขาเองนี่แหละ ว่าแล้วก็ขอทำท่าซดน้ำชาแก้เขินเล็กน้อย

            “นั่นน่ะ ทักษะประจำตัวเลยล่ะ”

            สิ้นคำถกเถียงของทั้งคู่ คนอื่นๆก็พากันหัวเราะขำ แม้แต่ไรดีนก็ยังหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย

            การที่อยู่ด้วยกันมาได้ช่วงหนึ่งได้พิสูจน์ให้คาร์นี่ย์เห็นแล้วว่า แม้ไรดีนจะมีลักษณะภายนอกที่เย็นชา เงียบและนิ่ง แต่เอาเข้าจริงๆแล้วทั้งหมดนั่นเป็นเพราะเจ้าตัวแสดงความรู้สึกออกไม่ค่อยเก่งต่างหาก

            หลังจากประชุมแผนเสร็จพวกเขาก็ยกขนมในตู้เย็นออกมากินและพูดคุยกันเองก่อนจะแยกตัวกันไปในช่วงเย็น

            ดวงตาสีแดงดอกกุหลาบเหม่อมองออกไปบนท้องฟ้าสีส้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจ พาภของใครบางคนที่เขากำลังนึกถึงทำให้เขาต้องยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน แม้พรุ่งนี้จะเป็นการลงสนามครั้งแรกในชีวิตของเขาก็ตามที แต่เพราะอะไรสักอย่างที่ทำให้เขารู้สึกได้ว่า เขาจะไม่มีทางแพ้แน่ๆ

            หญิงสาวเจ้าของผมสีขาวดุจหิมะนั่งเขียนไดอารี่ส่วนตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะวาดรูปของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอ เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแถมยังยิ้มอย่างอบอุ่นอีกต่างหาก นั่นทำให้บางสิ่งในอกของเธอเต้นถี่ขึ้นมาฉับพลันจนดินสอในมือหลุดตกไปบนพื้น เธอไม่สนใจที่จะเก็บมัน ดวงตาสีอเมทิสต์จ้องไปที่ใบหน้ามาดกวนของคนๆนั้นก่อนจะแย้มยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว

            สุนัขป่ากำลังส่งเสียงเมี๊ยวๆอย่างออดอ้อน มือใหญ่ลูบสัมผัสหัวมันอย่างรักใคร่เอ็นดู ดวงตาสีทองจับจ้องไปทางรถมอเตอร์ไบค์ที่ตนเองพึ่งจัดการขัดถูกจนใหม่เอี่ยมเปล่งประกาย เขายกแขนเสื้อขึ้นมาปาดเหงื่อใต้คางแล้วเดินไปนั่งบนรถด้วยท่าทางผ่อนคลาย และแล้วสายตาก็บังเอิญไปเห็นสาวมังกรที่กำลังนั่งจ้องชายหนุ่มด้วยแววตาที่เหมือนกลับจะกลืนกิน นั่นทำให้เขาหลุดหัวเราะขำออกมา ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้หัวเราะแบบนี้ แถมยังหัวเราะบ่อยอีกต่างหาก คิดๆไปแล้วเขาเองก็คงต้องขอบคุณผู้ครอบครองมุรามาสะนั่นล่ะนะ

            หญิงสาวในชุดกระโปรงกว้างสีเขียวถือตะกร้าใส่ของกินแล้วกึ่งวิ่งกึ่งกระโดดไปข้างหน้าด้วยท่าทางร่าเริงจนคนรอบข้างหันมอง ความกดดันเกี่ยวกับเรื่องการแข่งในวันรุ่งขึ้นนั้นยังคงมีอยู่บ้าง แต่เธอเลือกที่จะไม่สนใจมันและทำตัวสบายๆเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ขณะที่เดินอยู่เพลินๆก็เห็นคนบางคนใต้ต้นไม้ เธอจึงรีบวิ่งตรงไปแล้วโผเข้ากอดอีกฝ่ายจนหญิงสาวที่ถูกจู่โจมต้องร้องวี๊ดว้ายเสียยกใหญ่ จากนั้นดวงตาสีเขียวก็เหลือบมองไปทางที่อีกฝ่ายเคยมอง ก็พบกับเด็กหนุ่มกำลังนั่งยิ้มอยู่ด้วยท่าทางสุขใจ ภาพนั้นทำให้เธอหน้าร้อนวูบ ก่อนจะโดนสาวผมขาวแกล้งกลับเพื่อเอาคืนเธอ

            หญิงสาวลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินออกไปนอกระเบียงห้อง ทิวทัศน์เบื้องล่างคือเมือง ถัดออกไปไกลสุดสายตาคือภูเขาใหญ่และธรรมชาติสีเขียวขจีที่โดนแสงสีส้มอาบไล้ให้ความงดงามดุจภาพวาด ร่างในชุดกระโปรงสีขาวแดงเอาหลังพิงระเบียงแล้วมองรูปที่หัวเตียง มันเป็นรูปของใครคนหนึ่งที่กำลังฉีกยิ้มกวนๆให้กับกล้อง นั่นทำให้เธอยิ้มออกมาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข เมื่อวานคนๆนี้ทำให้เธอทนรอไม่ไหวแล้วรีบไปหาถึงที่บ้าน เหมือนมีอะไรบางอย่างผลักดันทำให้เธอทำตัวเหมือนไม่เป็นเธอเอาเสียเลย หญิงสาวก้มมองสร้อยข้อมือเชือกถักสีแดงที่ตัดกับสีผิวขาวๆของเธอ ความคิดของเธอลอยออกไปไกลหาใครบางคน ใครบางคนที่เธอจะได้เจออีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

 

            เช้าวันรุ่งขึ้น

            คาร์นี่ย์เตรียมตัวอยู่ที่หน้าจุดสตาร์ทตามพิกัดแผนที่ที่ทางทีมงานจัดการแข่งขันส่งมาที่นาฬิกาสุดไฮเทคของเขาเมื่อวานนี้ มุรามาะสะอยู่ในซองใส่ดาบข้างเอวของเขา  ส่วนวอร์ครายนั้น… ช่างมันเถอะ

            “ช่างมันเถอะบ้านเอ็งสิฟะ!” วอร์ตะโกนลั่น

            หัวของคาร์นี่ย์ถึงกับชาเมื่อถูกเสียงตะโกนนั้น เขาถอนหายใจแล้วเดินไปเช็คสภาพรถ

            “ถึงยังไง วอร์ครายก็อยู่กับฉันทุกที่ไม่ใช่รึไง ฉันเองก็ไม่อยากใช้เพราะกลัวว่าจะเกิดสงครามขึ้นมานี่แหละ เอาเป็นว่าถ้าจำเป็นจริงๆฉันค่อยเรียกวอร์ครายมาก็ได้ จริงไหม?” คาร์นี่ย์แจงเหตุผลทำให้วอร์สงบลง

            “ที่เจ้าว่ามันก็ถูก” วอร์พึมพำแต่ก็แอบมีน้ำเสียงน้อยใจหลุดออกมาบ้าง “ถ้าจำเป็นจริงๆเจ้าต้องเรียกใช้ล่ะ ห้ามลืมเด็ดขาด เรื่องนี้สำคัญมาก”

            “อ่า ฉันสาบานเลยล่ะ”

            สิ้นบทสนทนาก็มีเสียงร้องทักจากด้านหลัง เชอร์เบ็ทกำลังวิ่งตรงมาทางเขาด้วยอาการคึกคักเป็นพิเศษ ในมือของเธอเต็มไปด้วยปะแจและอุปกรณ์การช่างที่หลากหลาย

            “สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ” นั่นเป็นคำแรกที่เชอร์เบ็ททักเขา “ตื่นเต้นล่ะสิ”

            เด็กหนุ่มกรอกตาไปมา ที่สีหน้าไม่ดีก็เป็นเพราะวอร์โวยวายเมื่อกี๊นั่นแหละ แต่ไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี เขาจึงเออออยอมรับไป

            “เอาน่าๆ สู้ๆก็แล้วกัน ถ้านายทำผลงานได้ดี กิจการของฉันกับพ่อก็จะรุ่งไปด้วย เพราะฉะนั้นต้องฝากนายแล้วนะคาร์นี่ย์”

            เขายิ้มแล้วยกนิ้วโป้งให้กับอีกฝ่ายด้วยท่าทางที่ตื่นตัวขึ้นมาหน่อย

            “แน่นอน ไว้ใจฉันได้เลย”

            “ทำไมฉันรู้สึกว่าเวลานายยกนิ้วโป้งแล้วมันจะดูไว้ใจไม่ได้ยังไงชอบกล” เธอพูดแล้วนุกภาพตอนที่ร่างของคนกวนปลิวกระเด็นไปในอากาศหลายต่อหลายรอบ “เห้อ จะไหวจริงรึเปล่าเนี่ย”

            ไม่พูดเปล่า เชอร์เบ็ทยังดูหมดอาลัยตายอยากอีกด้วย คนกวนเห็นภาพนั้นแล้วก็แทบอยากจะกระโดดเขมือบหัวคนตรงหน้าให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลย

            แต่ก็ทำได้แค่ถอนหายใจแล้วเดินตามหลังเชอร์เบ็ทไปตรงที่เพื่อนๆของเขากำลังเช็คสภาพรถกันอยู่ ส่วนเกรนิตี้นั้นนั่งยองๆมองอยู่ห่างๆด้วยท่าทางสบายๆ คาร์นี่ย์หันซ้ายหันขว้าก่อนจะไปยืนข้างๆหญิงสาว

            “ไหนล่ะม้าของเธอ”

            เกรนิตี้แหงนหน้ามองคนที่ยืนข้างๆก่อนจะโบกมือไปมา

            “มีแน่นอนค่ะ ไม่ต้องกังวล” เธอกล่าวแล้วยืนขึ้น “คาร์นี่ย์ไม่เช็คมอเตอร์ไบค์สักหน่อยเหรอคะ”

            “ก็นะ เชอร์เบ็ทจัดการให้ฉันไปเรียบร้อยแล้วล่ะ” คาร์นี่ย์พูดแล้วจ้องไปที่ร่างของสาวช่างที่ง่วนอยู่กับงาน “เธอดูพึ่งพาได้มากๆเลยนะว่าไหม”

            “ค่ะ เป็นผู้หญิงที่มีความตั้งใจจนน่านับถือเลย” เกรนิตี้รับคำอย่างเห็นด้วย

            ขณะที่เพลิดเพลินกับรถ ก็มีวัตถุบางอย่างพุ่งขึ้นไปบนฟ้าแล้วระเบิดออกกลายมาเป็นจอทีวีขนาดใหญ่ยักษ์สี่จอที่ฉายภาพของคนที่นั่งอยู่บนลูกบอลยักษ์ลอยฟ้า คนที่ว่าก็คือลอว์ดินัสผู้คุมกฏของรอบนี้นั่นเอง

            “เอาล่ะๆ อีกห้านาที ขอให้ผู้เข้าแข่งขันประจำตำแหน่งบล็อกของตัวเองด้วย การแข่งขันใกล้จะเริ่มแล้ว ชักช้าปรับตกรอบมีรู้ด้วยนะ” ลอวดินัสประกาศด้วยมาดของชายหนุ่มตลกร้ายเหมือนครั้งแรกที่ได้เจอ

            “เอาล่ะ ประจำที่กันเถอะ” ไรดีนพูดขึ้นแล้วขึ้นมอเตอร์ไบค์

            คาร์นี่ย์และไอน์ซาโม่ก็ขึ้นไปบนรถเช่นกัน จากนั้นสายตาทั้งสามคู่ก็หันไปมองทางเกรนิตี้ คนถูกมองพยักหน้าแล้วดีดนิ้วทีหนึ่ง วงแหวนเวทปรากฏบนพื้น ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่ม้าเรืองแสงสีขาวตัวใหญ่ได้กระโจนออกมาจากวงแหวนเวท ผู้เข้าแข่งหลายๆคนต้องหันมามองกันเป็นแถวๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครที่ใช้ม้าจริงๆ

            “แบบนี้ไม่มีปัญหาใช่ไหมคะคุณผู้คุมกฎ” เกรนิตี้หันไปขยิบตาให้กับลอว์ดินัส

            “เหอะ” อีกฝ่ายส่องเสียงนั้นผ่านเครื่องขยายเสียง “ม้าเวทมนต์ยังไงก็คือม้า ทำไมฉันต้องไปมีปัญหาอะไรด้วยล่ะ ก็บอกแล้วว่าจะยังไงก็ได้ขอให้เป็นรถกับม้าก็พอ”

            สิ้นคำตอบเสียงร้องอย่างไม่อยากจะเชื่อก็ดังมาจากผู้เข้าแข่งขันหลายคน มีทั้งอึ้งเพราะคาดไม่ถึงและดูไม่พอใจกับวิธีการ

            “หุบปาก พวกที่บ่นๆน่ะบอกแล้วไงว่าตอนบรรยายให้ตั้งใจฟังให้ดีๆ” ลอว์ดินัสคำราม “กฎน่ะมีช่องว่างตั้งเยอะแยะ หัดใช้ให้เป็นประโยชน์เหมือนแม่หนูนี่บ้างสิ”

            เสียงทักท้วงเงียบลงทันควัน เกรนิตี้ยิ้มแล้วพยักหน้าให้กับเพื่อนร่วมทีม คาร์นี่ย์หันไปมองเชอร์เบ็ทราวกับต้องการจะพูดอะไรซักอย่าง

            “มีอะไรงั้นเหรอ?” หญิงสาวถามตรงๆเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย

            “ขอบใจทั้งเรื่องรถแล้วก็ที่สอนฉันนะ ไว้เดี๋ยวจะพยายามเอาความรุ่งเรืองของกิจการของเธอมาให้”

            สิ้นประโยคเขาก็บิดคั่นเร่งออกตัวนำเพื่อนๆไปอย่างรวดเร็ว แล้วไปประจำอยู่ที่บล็อค A192ซึ่งเป็นบล็อคเล็กๆที่กั้นเอาไว้ระหว่างทีมเขากับผู้แข่งขันรายอื่น เขาหันกลับมามองเพื่อนๆก่อนถอนหายใจออกมา

            “พอถึงเวลาก็อดตื่นเต้นไม่ได้เลยแหะ” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

            “ทำให้เต็มที่ก็พอ คิดถึงจุดมุ่งหมายและชัยชนะเอาไว้ แล้วนายจะทำได้ดีเอง” ไรดีนกล่าวเป็นเชิงแนะนำ

            “ฉันเองก็ตื่นเต้นเหมือนคาร์นนั่นแหละ แต่รู้สึกสนุกมากกว่า ไม่คิดเลยว่าการที่ได้ออกมาพร้อมกับคาร์นจะทำให้ได้ทำอะไรน่าสนุกแบบนี้” ไอน์ซาโม่ร้องด้วยน้ำเสียงระริกระรี้ ทำให้คนรอบๆหันมาสนใจ

            “แล้วเกรนิตี้ล่ะ ไม่พูดอะไรสักนิดเหรอ” คาร์นี่ย์ถามหญิงสาวบนหลังม้า

            “ก็มีตื่นเต้นนิดหน่อยแหละค่ะ แต่จะไม่บกพร่องต่อหน้าที่ในตำแหน่งซัพพอร์ตแน่นอน ทุกๆคนไว้ใจฉันได้เลยนะคะ”

            จบประโยคก็มีเสียงนับถอบหลังสิบวินาทีจากลอว์ดินัส คาร์นี่ย์รีบสวมถุงมือหนังก่อนจับแฮนด์รถมั่น ดวงตาจ้องไปข้างหน้าอย่างเยือกเย็นแม้ที่มือจะมีเหงื่อผุดขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม

            “4…3…2…1…” เสี้ยววินาทีสุดท้าย บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณนั้นตึงเครียดขึ้นทันควัน “ไปได้!

            เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ คาร์นี่ย์พุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วในการออกตัวที่น่าทึ่ง รถของเขาเป็นที่สะดุดตาของคนทั่วไปอยู่มาก(แน่ล่ะเพราะมันไม่มีล้อไง) ไม่เว้นแม้แต่ลอว์ดินัสที่ทึ่งๆ

            “รถเจ๋งดีนี่หว่า พวกเจ้าหนูนั่นน่ะ” เขาพึมพำแล้วขยับแว่นมองการแข่งที่เริ่มต้นขึ้น

            ตอนนี้ทีมของเขาหลุดเขามาในโซนของป่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะต้นไม้ที่มีอยู่มากทำให้ตอนนี้เขาคลาดสายตากับผู้เข้าร่วมงานประลองคนอื่นไปซะแล้ว แต่ใกล้ๆเขายังคงมีไอน์ซาโม่กับไรดีนขับตามมาติดๆ ส่วนเกรนิตี้เองก็กำลังจับตาเขาอยู่บนหลังม้าที่ควบไปในอากาศได้อย่าน่าทึ่ง

            “ไม่ใช่เวทเหินอากาศแต่กลับเป็นเวทเรียกสัตว์เวทมนต์แหะ ทำข้าทึ่งได้จริงๆแม่สาวนั่นน่ะ” วอร์พึมพำด้วยความประทับใจ “บอกเพื่อนๆของเจ้าด้วย ว่าข้างหน้าในอีกไม่กี่หลาข้าจับได้ว่ามีสองคนกำลังตีขนาบเข้ามาหาเจ้าอยู่”

            “สองคนข้างหน้า กำลังตีขนาบเข้ามา ไรดีนฝากด้วย”

            เสียงมาซามุเนะครูดักดังขึ้นจากด้านข้าง แล้วเจ้าของฉายาหมาป่าสีทองก็ดีดตัวออกจากรถพุ่งตรงไปข้างหน้าในจังหวะเดียวกับที่ร่างของศัตรูปรากฏออกมาจากข้างป่า ไรดีนตวัดดาบฟันใส่คนที่เบียดมาจากทางด้านขวา จากนั้นเขาก็ถีบร่างของคนที่ถูกฟันเพื่อดีดตัวไปที่รถอีกคันพร้อมกับหมุนตัวฟันใส่กลางลำตัวอย่างแม่นยำ เสร็จแล้วก็กระโดดลงพื้นและดีดตัวมาทางด้านหลังกลับขึ้นมาบนรถได้อย่างน่าทึ่ง

            “200 แต้ม”

            ไรดีนพูดสั้นๆในขณะที่ตัวเลขหน้าปัดนาฬิกาของพวกเขาดีดขึ้นจากเลข 0 มาเป็น 200

            “เจ้าเด็กหัวทองนั่นเร็วมาก” คนบนบอลลูนโพล่งเพราะความตื่นเต้น จากนั้นก็ใช้นิ้วแตะที่ไมโครโฟนที่เหน็บหูอยู่พร้อมพูดว่า “ผู้เข้าแข่งขันปัจจุบันเหลือ 4,217 คน”

            “เปิดเกมไม่ทันไรก็หายไปร้อยกว่าคนแล้วเหรอนเนี่ย” คาร์นี่ย์ดูอึ้งๆกับตัวเลขที่ได้ยิน

            “สนใจข้างหน้า คาร์น”

            ไอน์ร้องเตือนสติ นั่นทำให้เขาสอดส่องสายตาไปรอบๆอีกครั้ง ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นทีมที่ถูกจับตามองจากทีมอื่นๆเป็นพิเศษ จึงต้องระวังตัวไว้ให้มาก

            เด็กหนุ่มตระหนักได้ไม่ทันไรก็ต้องหักรถหลบไปหลบมาเพราะมีหนามดินพุ่งขึ้นมาจากพื้นคอยจู่โจมพวกเขา ไอน์ซาโม่หัวเราะแล้วตวัดมือทีหนึ่ง หนามเหล่านั้นก็แตกกระจายไปคนละทิศละทางอย่างง่ายดายราวกับการพลิกฝ่ามือ

            ดูเหมือนที่พูดว่าให้คาร์นี่ย์ไว้ใจพวกเขาได้นั้นดูจะเป็นเรื่องจริงสุดๆไปเลย

            “อีกร้อยเมตรมีคนดักอยู่บนต้นไม้ทางด้านซ้ายอีกหนึ่งคนค่ะ”

            “โอเค” ไรดีนรับคำเกรนิตี้แล้วเร่งเครื่องพร้อมหักแอนด์รถไปทางซ้ายก่อนกระโจนหายไปข้างป่าอีกครั้ง เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้น ตัวเลขคะแนนบนหน้าปัดนาฬิกาถูกเปลี่ยนไปอีกครั้ง ไม่นานนักร่างของคนที่พึ่งกระโจนออกไปก็กลับมาอยู่บนรถดังเดิม “ออโต้ไดร์ฟช่วยงานนี้ได้มากจริงๆแหะ”

            การเคลื่อนไหวของไรดีนทั้งหมดนั้นมาจากการคาดการณ์และพึ่งพาระบบออโต้ไดร์ฟของรถรุ่นนี้ล้วนๆ และดูเหมือนว่ามันจะไม่ทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

            ขณะที่กำลังตื่นต่าตื่นใจกับความสามารถของมอเตอร์ไบค์ ก็มีสัตว์อสูรที่มีรูปร่างแบบไดโนเสาร์กินเนื้อกระโจนออกมา แผงคอเหมือนสิงโตสั่นไหวเมื่อมันส่งเสียงขู่คำราม พวกมันมากันหลายตัวและกำลังวิ่งเข้ามาทางพวกพวกเขา

            “ระดับ C งั้นเหรอ” ไอน์ซาโม่กล่าวขึ้นหลังจากเช็คข้อมูลของสิ่งมีชีวิตตรงหน้า “ด้วยความดุดันแห่งมังกร ข้าขอออกคำสั่งเพลิงและปฐพีให้รับประกาศิตจากข้า เมธีโอบอมบ์[Meteor Bomb]

            สิ้นคำดาวตกขนาดใหญ่พอๆกับรถบรรทุกก็หล่นลงมากลิ้งกวาดสัตว์อสูรทั้งฝูงให้หายไปก่อนจะระเบิดออกอย่างรุนแรง คาร์นี่ย์ต้องหักรถหลบความร้อนและพลังทำลายของเวทมนต์นั้นอย่างทุลักทะเล สภาพพื้นที่ข้างหน้าที่เคยเป็นป่า ตอนนี้กลับกลายเป็นทะเลเพลิงแทน คะแนนของพวกเขาดีดขึ้นเยอะอย่างน่าตกใจ เหมือนกับว่าไอน์ซาโม่ไม่ได้จัดการแค่กับอสูรที่รุมโจมตีพวกเขาเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าพวกที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็พลอยโดนลูกหลงตายไปด้วย

            “เบาๆหน่อยสิไอน์ มันอันตรายนะเฟ้ย!”

            คาร์นี่ย์หันไปดุ แต่หญิงสาวกลับทำท่าเอานิ้วจิ้มแก้มเอียงคอมองพลางแลบลิ้นให้อย่างใสซื่อราวกับจะพูดว่า ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย อะไรเทือกนั้น

            แต่หลังจากนั้นไอน์ก็ได้สร้างผลงานไว้ที่อื่นๆอีกหลายจุดโดยไม่สนใจคำทัดทานของคาร์นี่ย์แม้แต่น้อย นั่นทำให้เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงๆและตั้งใจเร่งความเร็วต่อไปเท่านั้น

            ณ อารีน่าประจำเมืองขณะเดียวกัน

            “สุดยอดไปเลยครับท่านผู้ชมทุกๆคน”

            เสียงในอารีน่ายักษ์ที่มีไว้ใช้ถ่ายทอดสดการแข่งขันดังขึ้น พิธีกรในชุดเสื้อผ้าสบายๆหลวมๆกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่บนเวทีกลางอารีน่า หน้าจอยักษ์ที่อยู่กลางห้องกำลังซูมไปที่หญิงสาวผมสีขาวผู้ที่กำลังใช้เวทมนต์ทำลายล้างอย่างบ้าคลั่ง

            “ผู้หญิงคนนี้ชื่อไอน์ซาโม่ ความร้อนแรงบวกกับหน้าตาของเธอคงจะทำให้ผู้ชมหลายๆท่านต้องใจละลายอย่างแน่นอน”

            เสียงเฮลั่นดังทั่วทั้งอารีน่าอย่างเห็นด้วย ผู้คนนับหมื่นต่างกำลังชมการถ่ายทอดสดด้วยความตื่นเต้น จากนั้นภาพก็ตัดไปยังกลุ่มของชายท่สวมหน้ากากกรองแก๊สพิษ

            “และในภาพตอนนี้ พวกเขาคือกลุ่มที่ออกมาจากฟิลด์ป่าได้เป็นกลุ่มแรก สกอร์ของพวกเขาตอนนี้อยู่ที่ 2,300 โดยในสกอร์นั้นพวกเขาได้มาจากการจัดการกับผู้เข้าแข่งขันไป 17 คนด้วยกัน นับว่าเนกลุ่มที่ฝีมืออยู่พอตัวเลยล่ะครับ” ครานี้ภาพตัดไปที่เด็กหนุ่มดวงตาสีแดงเหมือนดอกกุหลาบ ข้อมูลของเด็กหนุ่มดีดขึ้นมา “โอ้ เขาคือคาร์นี่ย์ เพื่อนร่วมทีมกับไอน์ซาโม่ เขาหลุดออกจากป่ามากับเพื่อนร่วมทีมอีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าไรดีนครับ ส่วนที่เหลือ ดูเหมือนว่าไอน์ซาโม่ขวัญใจของเราและสาวนักขี่ม้าจะยังคงเพลิดเพลินกับการล่าสัตว์อสูรในป่าอยู่นะครับเนี่ย”

            “คะ คาร์น”

            เสียงเรียกชื่อดังมาจากที่นั่งวีไอพี ดวงตาสีทับทิมเปล่งระกายเมื่อเห็นคนในจอมอนิเตอร์กลางอารีน่า เธอผุดลุกขึ้นยืนจนคนข้างตัวต้องหันมองอย่างประหลาดใจ

            “มีอะไรงั้นเหรอโพลิน่า รู้จักกับเขา?”

            “กะ ก็พอจะรู้จักกันบ้าง ยังไม่มีอะไรลึกซึ้งนะ” เธอตอบเสียงดังเหมือนคนกำลังโมโห ใบหน้าเธอกำลังขึ้นสีชมพูอ่อนๆอย่างน่ารัก

            “โอ้ แสดงว่าเจ้าเด็กนี่คงจะร้ายไม่เบา ฉันหมายถึงในหลายๆความหมายล่ะนะ” อัศวินหนุ่มหน้าหวานพูดแล้วหัวเราะจนหญิงสาวต้องหันมามองค้อน “นั่งก่อนเถอะ การแข่งขันนี้ยังอีกยาว”

            “ฟิลด์ทะเลทรายแล้ว ใส่แว่นซะ” ไรดีนออกปากสั่ง แต่ไม่วายเหลือบไปด้านหลังอย่างอดไม่ได้ “ยัยนั่นสนุกจนลืมแผนไปแล้วรึไงเนี่ย”

            “ฉันได้ยินนะ เห็นฉันเป็นคนแบบนั้นรึไง”

            เสียงแหวดังจากช่องสื่อสารของทีม คาร์นี่ย์หัวเราะชอบใจแล้วเหลือบมองไปทางด้านหลัง ก็เห็นว่าไอน์ซาโม่กำลังตามมา ส่วนเกรนิตี้นั้นควบม้าอยู่ไม่ห่างจากไอน์ซาโม่ตามแผนที่ได้คุยไว้เมื่อวาน

            “คาร์นจ๋า จบงานนี้ไปอย่าลืมให้รางวัลฉันหน่อยนะ”

            ไอน์ซาโม่พูดผ่านช่องสื่อสารด้วยน้ำเสียงออดอ้อนจนคนฟังถึงกับหางตาขวากระตุกอย่างเป็นลางบอกเหตุ

            “ไม่มีเฟ้ย” คาร์นี่ย์ตัดบทแล้วรีบหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวม “ระวังที่พื้นเอาไว้ ข้างหน้าไม่ลอดภัย”

            เด็กหนุ่มรีบร้องเตือนเพราะวอร์บอกมาผ่านกระแสจิต และนั่นก็แม่นยำมากเมื่อข้างหน้ามีแมงป่องตัวใหญ่ยักษ์ผุดออกมาจากทรายและชูหางขึ้นอย่างข่มขวัญ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต่างพากันหลบออกจากเส้นทางนั้นกันเป็นแถวเมื่อได้เห็นร่างใหญ่โตของสัตว์อสูร

            “ระดับA 500 แต้มเลยนะ” ไรดีนหันหน้าไปตะโกนบอกคาร์นี่ย์แล้วมองไปทางด้านหลัง “ไอน์อยู่ไกลเกินไป เราต้องช่วยกันแล้วคาร์น”

            “เอาแบบที่เคยฝึกกันมาไหม” คาร์นี่ย์ตะโกนตอบ “รูปแบบA”

            “ก็น่าลองอยู่นะ” ไรดีนพูดแล้วขับรถไปใกล้คาร์นี่ย์ มือเอื้อมไปหาอีกฝ่าย “พอฉันให้สัญญาณก็เอาเลยนะ”

            “ได้เลย” คาร์นี่ยคว้าแขนที่ส่งมาไว้ ตอนนี้เขาเข้าใกล้เจ้าแมงป่องยักษ์มากขึ้นจนสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตอลังการพอๆกับตึกสามชั้นของมัน “เอาล่ะนะ”

            “เอาเลย!” ไรดีนตะโกนหลังจากเซ็ตออโต้ไดรฟ์เสร็จ

            คาร์นี่ย์เหยียบเบรกหน้าแล้วหักแฮนด์รถ ความเร็วทำให้รถของเขาหมุนเหวี่ยง มือข้างที่จับแขนของไรดีนไว้นั้นได้เหวี่ยงร่างของไรดีนให้พุ่งข้างหน้าด้วยความเร็วที่น่าตื่นตาตื่นใจ เขากดปุ่มเซ็ตออโต้ไดร์ฟให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วย จากนั้นก็อัดสปีดเต็มสูบและเหยียบเบรคหน้าเอาไว้ นั่นทำให้มอเตอร์ไบค์ของเขาหมุนควงราวกับลูกข่าง ในจังหวะสุดท้ายเขารีบกดปุ่มให้ออโต้ไดร์ฟทำงานและปล่อยตัวเองไปตามแรงเหวี่ยงของรถตามหลังไรดีนไปติดๆ

            ไรดีนที่พุ่งใส่แมงป่องยักษ์จากมุมร่าง มือกำด้ามมาซามุเนะแน่นแล้วยื่นแทงไปตรงหน้า พอปะทะกับส่วนท้องของเจ้าแม่งป่อง ดาบของเขาก็เสียบร่างของมันจนตัวเขาเองทะลุออกไปอีกด้านหนึ่ง กลางอากาศนั้นปรากฏร่างของคาร์นี่ย์ที่กำลังปัดป้องหางของเจ้าแมงป่องที่แกว่งโจมตีมั่วอย่างทุรนทุราย

            “เคลียร์เลยไรดีน!”

            สิ้นเสียงร้องของคาร์นี่ย์ ไรดีนก็กลิ้งตัวไปบนร่างของเจ้าแมงป่องและวิ่งตรงและเงื้อดาบฟันโคนหางให้ขาดออกจากตัวของมันได้อย่างง่ายดาย แล้วเขาก็ตีลังกาลงไปนั่งที่รถของตัวเอง ซึ่งขับเคียงมากับรถของคาร์นี่ย์

            “วู้วววฮูวววว” เสียงร้องดังจากบนฟ้า ครู่ต่อมาร่างสูงของเด็กหนุ่มก็ลงมานั่งอยู่บนมอเตอร์ไบค์ที่อยู่ในระบบออโต้ไดร์ฟอีกครั้ง ในวินาทีเดียวกันนั้นเองที่นาฬิกาข้อมือแจ้งแต้มที่บวกเพิ่มขึ้นอีกห้าร้อยแต้ม คาร์นี่ย์หันไปมองคู่หูก่อนยกนิ้วโป้งให้ “ฉันบอกแล้วว่ามันต้องใช้ได้”

            “ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าความคิดพิเรนทร์ๆของนายจะใช้ได้จริงๆน่ะคาร์น” ไรดีนยิ้มมุมปากแล้วยกนิ้วโป้งคืนให้ “แต่พอได้ทำจริงแล้ว สุดยอดไปเลยว่ะพับผ่าสิ”




NEKOPOST.NET