Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Kingdom Blade จอมดาบป่วนก๊วนอัศวิน

Ch.1 - สู่แผ่นดินใหญ่


ดาบที่1 : สู่แผ่นดินใหญ่

 

 

                ดวงตาสีแดงเปิดขึ้นหลังจากเผลอหลับอยู่บนดาดฟ้าของเรือโดยสาร ท้องฟ้าสีครามสดใส สายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปที่เมฆก้อนเล็กๆที่ลอยละล่องไปตามลมอย่างเอื่อยเฉื่อย รอยยิ้มเผยออกมาจากริมฝีปากเมื่อนึกถึงเรื่องที่ฝันไปเมื่อสักครู่ ไม่มีครั้งไหนที่เขาหลับตาแล้วจะไม่นึกถึงเรื่องราววันนั้น วันที่เขาได้บอกรักและให้สัญญาไว้กับผู้หญิงคนนั้น

            และตอนนี้เองที่เขากำลังจะออกเดินทางไปยังแผ่นดินใหญ่เพื่อไปทำสัญญาให้เป็นจริง เรือโดยสารอันแสนหรูหราแล่นผ่านมาได้เกินครึ่งทางแล้ว อีกไม่กี่อึดใจก็คงจะถึงฝั่งแล้วล่ะ

            อ้อ… ได้ยินไม่ผิดหรอกนะที่บอกว่าเรือโดยสารที่แสนจะหรูหราน่ะ กำลังคิดอยู่ใช่ไหมล่ะว่าไปเอาเงินมาจากที่ไหนมาขึ้นเรือแบบนี้

            “เฮ้ย ไอเด็กนั่นมันแอบขึ้นเรือนี่ ข้าไม่เห็นหน้ามันตอนเก็บตั๋วเลย” เสียงร้องโหวกเหวกดังมาแต่ไกล

            ใช่แล้ว เขาแอบขึ้นเรือมาแบบเงียบๆแล้วมาหลบอยู่บนตู้เก็บของที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้าเรือ คิดว่าไม่น่าจะมีใครเห็นอยู่แล้วเชียว ว่าแล้วตอนนี้ก็คงต้องเผ่นก่อนล่ะนะ

            เด็กหนุ่มกระโจนลงจากดาดฟ้าเรือด้วยท่าทางคล่องแคล่ว พวกยามตรวจตราเรือกำลังวิ่งไล่ตามเขามาจากชั้นล่าง อย่างน้อยก็มีเวลามากพอที่จะทำให้เขาหาที่หลบซ่อนตัวได้

            คิดแล้วก็หันซ้ายทีขวาที จากนั้นก็ชะเง้อมองไปที่ข้างลำตัวเรือซึ่งในตัวเรือนั้นเป็นห้องพักของแขกที่อยู่บนเรือ

            “มันหายไปไหนแล้ว”

            เสียงตะโกนอย่างหงุดหงิดดังขึ้นอยู่พักหนึ่ง ต่อมาไม่นานเสียงฝีเท้าก็หายไป เขาเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่างของห้องพักห้องหนึ่ง และมันคงไม่ดีนักถ้าคิดที่จะอยู่ตรงนี้จนเจ้าของห้องกลับมาเห็น คงเข้าใจนะ แบบว่าเปิดประตูเข้ามาปุ๊บ แล้วก็… เฮ้ย นั่นไอบ้าที่ไหนมาเกาะขอบหน้าต่างห้องฉันวะ จุดจบของเรื่องก็คงไม่พ้นถูกถีบตกทะเลอย่างแน่นอน

            เขาปีนขึ้นกลับไปบนตัวเรืออีกครั้ง สายตาปะทะเข้าให้กับพวกยามที่กำลังเดินเข้ามา  เด็กหนุ่มรีบไสลด์ตัวเข้าไปในซอกหลืบระหว่างกล่องสินค้าใกล้ๆ และเงียบเสียงลงพร้อมดูร่างของลุงยามตรวจตราที่เดินผ่านหน้าไปทีละคนๆ

            “เอ๊ะ เดี๋ยวนะๆ เห็นอะไรแว๊บๆ” ยามร่างบึกบอกเพื่อนแล้วหันกลับไป

            ทว่าซอกหลืบที่เป็นจุดอับสายตานั้นกลับว่างเปล่า เขาถอนหายใจเสียงดังก่อนจะเดินจากไปเพื่อไปตรวจส่วนอื่นของเรือต่อ

            ‘แถวนี้คงจะปลอดภัยไปอีกสักพัก’

            เด็กหนุ่มคิดพร้อมเป่าปากอย่างโล่งอก ห่อผ้ากับกระเป๋าสัมภาระของเขายังคงปลอดภัยดี เงินที่เขาเก็บสะสมมาก็ยังคงอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ เขามีเงินมากพอที่จะซื้อตั๋วขึ้นเรือลำนี้ได้ แต่หลังจากซื้อตั๋วแล้วเงินก็คงเหลือไม่มากพอสำหรับซื้ออาหาร นั่นแหละเหตุผลของการลอบขึ้นเรือครั้งนี้

            ความสบายใจนั้นอยู่กับตัวเขาไม่นาน เสียงอื้ออึงวุ่นวายเริ่มดังขึ้นบนตัวเรือ ตอนนี้เด็กหนุ่มเองก็เริ่มสงสัยซะแล้วสิว่ามีอะไรเกิดขึ้น ใบหน้าอารมณ์ดียื่นออกไปดูแล้วก็ต้องรีบหลบทันควัน

            มีคนแต่งกายแปลกๆถืออาวุธยืนข่มขู่ผู้โดยสารคนอื่นอยู่ ดูเหมือนว่าเรือลำนี้กำลังถูกปล้น เสียงเอะอะที่ดังมาจากอีกด้านคงจะเป็นเสียงของพวกลุงยามที่กำลังปะทะกับพวกโจรสลัดอยู่แน่ๆ ดวงตาสีแดงเหลือบไปที่กราบเรืออีกฝั่ง มีเรือลำใหญ่พอๆกันมาเทียบจอดตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ นั่นจะต้องเป็นเรือของพวกโจรสลัดแน่

            ‘ต้องจัดการเรือของพวกมันก่อน’

            คิดแล้วก็หยิบมีดออกมาจากกระเป๋าสะพายแล้วคาบไว้ที่ปาก เพื่อความคล่องตัวเขาจัดการซ่อนของที่เหลือเอาไว้ แต่ห่อผ้ากับถุงเงินเขาต้องติดตัวไว้เผื่อกรณีที่เกิดเหตุผิดพลาดมีใครไปเจอสัมภาระของเขาเข้า จากนั้นก็เริ่มปีนโซ่ที่ถูกยิงมาตรึงไว้กับเรือขนส่งตรงไปทางเรือของพวกโจรสลัด

            ดูเหมือนว่าบนเรือของพวกมันจะไม่มีใครอยู่ นับว่าเป็นการกระทำที่ขาดความรอบคอบมากๆ

            ‘กับดักหรือเปล่านะ’

            เขาคิดทันทีที่เท้าแตะถึงพื้นเรือโจรสลัด สายตากวาดไปทั่วบริเวณอย่างระมัดระวัง ด้วยสภาพคนจรไร้ทุนทรัพย์แบบเขา ที่แรกที่จะต้องบุกไปก็คือห้องเก็บสมบัติ หากโชคดีเขาก็จะมีเงินเพียงพอที่จะอยู่บนแผ่นดินใหญ่ได้เป็นปีเลยเชียวล่ะ

            เด็กหนุ่มคิดแล้วเดินผิวปากอารมณ์ดีไปทางบันไดที่ทอดลงไปยังชั้นล่างของเรือ ห้องแต่ละห้องถูกสำรวจอย่างรวดเร็ว ของอะไรที่พอจะใช้ประโยชน์ได้ก็คว้าติดมือไว้ จนกระทั่งมาถึงคลังเก็บสมบัติ มันมีเหรียญทองกองอยู่หลายเหรียญ

            “สบายแล้วเรา ฮ่าๆๆๆ”

            เด็กหนุ่มหัวเราะแล้วเริ่มเก็บกวาดเหรียญได้กระสอบหนึ่ง แผนต่อไปก็คือการย่องออกจากเรือแล้วตัดโซ่ที่ยึดกับเรือขนส่งทิ้ง เพื่อปล่อยให้เรือของพวกโจรสลัดลอยไปตามกระแสคลื่นลมของทะเล

            ร่างสูงของเด็กหนุ่มวิ่งกลับไปทางโซ่ที่เชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็จัดการทำตามแผน แต่โซ่ที่ยึดติดกับเรือนั้นค่อนข้างจะแข็งแกร่ง มีดที่เขาพกมานั้นไม่สามารถตัดมันให้ขาดได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเหวี่ยงตัวไปเกาะกับขอบหน้าต่างห้องพักอีกครั้งเพื่อดึกฉมวกที่ยึดอยู่กับเรือออกเสีย

            “ไอเด็กเวร นั่นแกจะทำอะไรของแก”

            เสียงคำรามดังขึ้นจากด้านบนเรือ ดูเหมือนเขาจะถูกพบตัวจนได้

            “ก็ปลดฉมวกนี่ออกไงครับ” คนถูกถามตอบกลับไปในจังหวะที่ดึงฉมวกออกได้พอดี

            เอ็นที่ขมับของอีกฝ่ายปูดออก เจ้าโจรสลัดโพกผ้าสีแดงตะโกนเรียกลูกน้องทันทีด้วยความโมโห เพราะประโยคเมื่อครู่ไม่ใช่ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบ  แต่เป็นประโยคที่พูดขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำนั้นต่างหาก

            เสียงปะทะจากทางหัวเรือนั้นเงียบลงไปแล้ว จากการคาดเดา เหล่าโจรสลัดคงจะเป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากชายที่โพกผ้าแดงนั้นดูไม่รีบร้อนที่จะไปช่วยเพื่อนทางด้านหัวเรือเลย

            เวลาให้คิดมีไม่มาก ปืนหลายกระบอกกำลังจ่อมาทางเขา และเขาต้องออกจากจุดเสียเปรียบนี้ไปให้เร็วที่สุด

            ปังๆๆๆๆ!

            เสียงปืนกระหน่ำใส่อย่างน่ากลัว เด็กหนุ่มถีบกระจกห้องพักไปพร้อมกับกระโจนร่างเข้าไปในห้อง ผู้โดยสารที่แอบหลบอยู่ในห้องกรี๊ดด้วยความตกใจพลางร้องขอความเมตตา

            “ผมไม่ใช่พวกนั้นครับ อย่าพึ่งตกใจ” เขาบอกหญิงสาวที่ทำท่าปกป้องลูกตัวเล็กทั้งสองคนด้วยท่าทางที่เป็นมิตรที่สุด

            มีดสั้นที่เขาพกไว้ถูกดึงออกจากฝักมีดเผยให้เห็นคมมีดที่แวววับ จากนั้นก็หันหลังยืนพิงกำแพงใกล้ๆกับประตูห้อง พร้อมส่งสัญญาณเป็นเชิงบอกให้สามแม่ลูกนั้นเงียบลง เพื่อที่เขาจะได้ฟังเสียงฝีเท้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

            “หนึ่ง…สอง…สาม!”

            โครม!

            ประตูห้องถูกถีบไปกระแทกร่างของพวกโจรสลัดสองคนที่ลงมาล่าเขา เด็กหนุ่มรีบเตะไปที่ใบหน้าของทั้งสองคนจนร่างนั้นแน่นิ่งหมดสติไป

            “จับพวกเขามัดให้แน่นด้วยนะครับ” เด็กหนุ่มหันไปบอกคนในห้อง

            จากนั้นก็เดินไปทางบันไดที่พาไปสู่ดาดฟ้าของเรือ ระหว่างทางก็ดักเก็บพวกโจรสลัดที่ดาหน้าเข้ามาทีละคนสองคนด้วยวิธีการเดิมๆคือหลบและลอบโจมตี จนกระทั่งมาถึงส่วนของด้านหน้าของเรือก็เห็นกลุ่มยามตรวจตราเรือถูกจับมัดติดไว้กับเสา ดวงตาสีแดงกวาดไปมองอีกด้านหนึ่งก็ไปเจอเข้ากับโจรสลัดสองคนที่เดินวนเป็นสี่เหลี่ยมเพื่อเฝ้าตัวเชลย เขามั่นใจว่าจะต้องมีแค่สองคนนี้แน่ๆ ส่วนพวกที่เหลือน่าจะไปตามไล่จับเขาอยู่ที่ชั้นล่าง

            ร่างสูงก้มตัวลงแล้วค่อยๆย่องไปด้านหลังของศัตรูอย่างเงียบๆ มือเอื้อมไปสะกิดที่ไหล่ก่อนจะนั่งลงทำตัวให้เล็กที่สุดพลางหัวเราะขำอย่างกวนๆ

            คนโดนสะกิดหันซ้ายหันขวาอย่างงุนงงเพราะไม่เห็นว่าใครสะกิด พอก้มหน้ามองก็เจอหมัดปริศนาสวนเข้าอย่างจังจนมึน ขณะที่กำลังตั้งตัว เด็กหนุ่มตรงหน้าก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ขาถูกเหวี่ยงเตะใส่เข้าเต็มก้านคอ คนโดนถึงกับล้มทั้งยืน

            เสียงดาบครูดออกจากฝักดังมาอีกทาง โจรสลัดหนวดงอนวิ่งพุ่งดาบเข้าใส่เขาแล้วฟันไปหลายที ร่างสูงเบี่ยงตัวหลบพร้อมรอยยิ้มสุดกวนแถมไม่วายยักคิ้วให้อีกต่างหาก

            พอโดนยั่วอารมณ์ก็ยิ่งโจมตีแบบทุ่มสุดตัว ช่องว่างของศัตรูก็ยิ่งมากขึ้น ดาบเหวี่ยงเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เขาหลบแล้วเข่าใส่เต็มๆหน้า สติของศัตรูถึงกับหลุดลอย และเพื่อความแน่ใจเขาจึงหมุนตัวเตะใส่เต็มท้อง จนร่างของโจรคนนั้นลงไปกองกับพื้น

            มีดในมือถูกใช้ตัดเชือกให้กับยามตรวจตราของเรือ คราวนี้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องลุยเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว ทุกๆอย่างช่างง่ายดายเสียเหลือเกินสำหรับเขา

            “หลังจากเรื่องทั้งหมดนี้ หวังว่าพวกลุงจะอนุญาตให้ผมได้โดยสารเรือลำนี้ต่อไปนะครับ” ชายหนุ่มว่าแล้วยิ้มให้แบบกวนๆ

            “หึ ถึงจะไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่ก็คงต้องตอบว่าตกลง” ชายหนวดขาวที่เขาจำได้ว่าเป็นหัวหน้ายามตรวจเรือกล่าว “ขอบใจมากนะเจ้าหนู เราไปจัดการพวกนั้นต่อกันเถอะ”

            “รับทราบ…”

 

            “กร๊าก ฮ่าๆๆๆ ถ้าไม่มีเจ้าหนูนี่พวกเราคงตกงานกันไปแล้ว”

            คุณลุงหัวหน้ายามตรวจตรากล่าวพลางตบไหล่เขาเสียงดังป๊าบ หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนี้ที่ห้องโถงของเรือจึงมีงานเลี้ยงจัดฉลองขึ้น มีทั้งเสียงเพลงและการเต้นรำอย่างสนุกสนาน ส่วนตัวเขาเองนั้นได้แต่นั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าลุงยามทั้งหลายที่กำลังเมาได้ที่ พวกโจราลัดไปไหนน่ะเหรอ? เจ้าพวกนั้นถูกมัดมือมัดเท้าเตะส่งเข้าคุกใต้ท้องเรือไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงฝั่งเมื่อไรก็จะให้ทหารเรือมารับตัวไป ความดีความชอบทั้งหมดเหมือนจะตกมาที่ตัวเขา

            สำหรับเขา ทั้งหมดล้วนเกิดจากโชคช่วย พวกโจรสลัดนั้นมักจะมาล่าเขาทีละคนสองคน ถ้าหากว่าเจ้าพวกนั้นเข้ามารุมเขาทีเดียว เขาก็คงจะแย่ไปแล้ว

            บรรยากาศภายในห้องโถงนี้ทำให้เขาอึดอัด ดังนั้นเขาจึงขอตัวออกมาจากงานเลี้ยงแล้วไปจัดการตรวจสอบข้าวของและจำนวนทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น หลังจากตรวจสอบก็พบว่าด้วยเงินก้อนใหม่ที่ได้มานี้ ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถอยู่รอดได้ยาวเกือบปีเลยเชียวล่ะ

            หลังจากจัดการตรวจสัมภาระได้เสร็จสิ้นแล้วเขาก็เลือกที่จะไปนั่งที่หัวเรือเพื่อรับบรรยากาศยามรุ่งสาง

            “เฮ้ๆ เจ้าหนู”

            เสียงปลุกมาพร้อมแรงสั่นสะเทือน ดูเหมือนว่าจะมีคนพยายามปลุกเขาอยู่ พอพยายามลืมตาขึ้น แสงแดดก็ทิ่มแทงทำให้ตาของเขาพร่ามัว ทว่าเขาก็ยังสังเกตได้ว่าคนที่มาปลุกเขาคือชายหนวดขาวหัวหน้ายามตรวจตรานั่นเอง

            “ถึงฝั่งนานแล้วนะ ได้เวลาลงจากเรือแล้ว”

            “อา… ขอโทษนะครับ ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไร”

            เขาพูดก่อนจะยันตัวขึ้นยืนและบิดขี้เกียจ สัมภาระถูกตรวจสอบอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าระหว่างที่เผลอหลับไปนั้นไม่มีใครมาขโมย ก่อนจะหยิบข้าวของแล้วเดินลงทางบันไดของเรือที่ทอดยาวไปที่สะพานไม้

            “ขอบคุณมากนะลุง ไว้คราวหน้าจะมาอุดหนุนใหม่” คนกวนว่าแล้วโบกมือหย็อยๆโดยไม่ได้หันไปมองคู่สนทนา

            “ไม่เอาแล้วโว้ย ขึ้นเรือชาวบ้านเขาฟรีนี่ยังจะเรียกว่าอุดหนุนได้อีกเรอะ” ชายหนวดขาวร้องลั่น “ว่าแต่ จะรังเกียจไหมถ้าข้าจะถามชื่อของเจ้าน่ะ”

            “อ้อ” เด็กหนุ่มร้องแล้วหันไปฉีกยิ้มใส่คนถาม “คาร์นี่ย์  ลัคกี้แสตมป์ จำไว้ให้ดีล่ะลุง คราวหน้าจะขอติดเรือฟรีอีก ฮ่าๆๆๆๆ”

            “ไม่มีทางหรอก!”

            “บายนะลุง”

            เด็กหนุ่มร้องบอกพร้อมโบกมือลา ก่อนจะหันหน้าเข้าหาเมือง เสียงสูดลมหายใจเข้าปอดดังขึ้นทีหนึ่งเพื่อเป็นการเรียกกำลังใจตัวเอง ดวงตาสีแดงจ้องมองไปยังทางเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง มันช่างเป็นภาพไม่คุ้นตาเลยสำหรับเด็กต่างถิ่นแบบเขา แต่เพราะความต่างนี่แหละที่ทำให้เขาตื่นเต้นสุดๆไปเลย




NEKOPOST.NET