[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 35 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.35 - ตอนที่35


นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่35

 

ฤดูหนาวมาถึงแล้ว    และท่านพี่ก็อยู่ยาวที่บ้านเพื่อเตรียมสอบค่ะ

คณะที่ท่านพี่ต้องการเข้าศึกษานั้นรับนักเรียนน้อยและการคัดเลือกก็เข้มงวดมากเลยค่ะ   ดังนั้นมันอาจจะยากสำหรับเขาก็ได้นะ

แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมานอกจากความสงบเยือกเย็น   สมกับที่เป็นท่านพี่เลยล่ะค่ะ

สงสัยจังว่าฉันจะสามารถทำอะไรเพื่อท่านพี่ได้บ้างน้า  ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจจะทำของว่างยามดึกอีกครั้งค่ะ   แต่คุณเมดบอกว่ามันจะเป็นการขัดจังหวะท่านพี่ตอนกำลังอ่านหนังสือเธอก็เลยหยุดฉัน   และเกลี้ยกล่อมว่าขอเพียงแค่อธิษฐานจากหัวใจให้ท่านพี่ก็ดีที่สุดแล้วค่ะ

อธิษฐาน  หืมม  อืม~อืม   หรือว่าฉันควรคิดหาสถานที่เดินกลับไป-มา  100 ครั้ง  ขณะที่อธิษฐานหน้าศาลเจ้าดีน้า ?

 

 

 

 

เมื่อฉันไปที่คลาสสอนภาษาญี่ปุ่นและคณิตศาสตร์เหมือนทุกที   อาคิสะวะคุงที่ควรนั่งข้างฉันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยค่ะ   และก็มีเพียงฟุกิโอกะซังที่นั่งเหงาอยู่คนเดียว

หืม ?   สงสัยจังน้าว่าเกิดอะไรขึ้นหนอ 

ขณะที่ฉันกำลังงงๆ อยู่   ฟุกิโอกะซังก็สังเกตเห็นฉันแล้วล่ะค่ะ   เธอโค้งให้ฉันเล็กน้อยและฉันก็โค้งตอบแล้วจึงเดินไปหาเธอ   

 

“สวัสดีค่ะ   ฟุกิโอกะซัง    วันนี้อาคิสะวะคุงไม่ได้มากับคุณรึคะ ?”

 

“สวัสดีค่ะ   ทาคุมิไม่สบายน่ะค่ะ   วันนี้เขามีไข้จึงลุกไม่ขึ้น    และก็แจ้งไปที่โรงเรียนซุยรันเพื่อขอลาป่วยด้วยนะคะ   คุณไม่รู้เหรอ ?”

 

“อาคิสะวะคุงกับดิฉันอยู่คนละห้องกันน่ะค่ะ   ดังนั้นดิฉันจึงไม่ทราบข่าวว่าเขาป่วยเลย  แต่เป็นไข้ใช่ไหมคะ ?   แล้วเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่หรือคะ ?”

 

“ตั้งแต่เมื่อวานซืนน่ะค่ะ   หลังจากนั้นอาการก็แย่ลงเรื่อยๆ    แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่หรอกนะคะ   อา-  ถ้าไม่รังเกียจเชิญนั่งก่อนสิคะ”

 

พอพูดแบบนั้น   ฟุกิโอกะซังก็เชิญฉันนั่งข้างๆ เธอด้วยแหละค่ะ    ฉันก็ตัดสินใจรับข้อเสนอนี้ทันทีเลยล่ะ  

สงสัยจังว่าฉันจะนั่งตรงนี้จนจบคลาสได้ด้วยไหมน้า

 

“ทั้งๆ ที่ใกล้จะปิดเรียนภาคฤดูหนาวแล้วแท้ๆ   อาคิสะวะคุงดันมาป่วยในช่วงนี้    โชคร้ายจังนะคะ   เพื่อนในห้องของดิฉันก็ลาป่วยโดยเป็นทั้งไข้หวัดธรรมและไข้หวัดใหญ่ด้วยล่ะค่ะ”

 

“ที่ห้องของฉันก็เหมือนกันเลยค่ะ”

 

หลังจากนั้น   เราก็คุยกันเบาๆ เกี่ยวกับเรื่องในห้องเรียน   ก่อนที่ฟุกิโอกะซังจะเงียบไป  และแล้ว

 

“....เอ่อ   ฉันขอโทษด้วยนะคะ”

 

“เอ๋ -”

 

เรื่องอะไรกันรึคะ ?

 

“อืม   หรือจะเกี่ยวกับเรื่องนี้รึคะ ?”

 

“ไม่ค่ะ....เป็นเรื่องที่ฉันไม่ต้องการให้ทาคุมิไปจากฉันน่ะค่ะ   แล้วฉันก็สงสัยในตัวคุณด้วย   เพราะแม้จะเป็นโรงเรียนกวดวิชาคุณก็นั่งข้างเขามาตลอด    แต่ฉันก็มาแย่งที่นั่งนั้นจากคุณทำให้คุณต้องไปนั่งคนเดียวใช่ไหมล่ะคะ ?    แม้ทาคุมิจะบอกให้คุณนั่งกับเราแต่เพราะฉันดูไม่มีความสุข   คุณก็เลย….”

 

อาา  เรื่องนั้นเองเหรอเนี่ย ?

 

“ไม่ต้องกังวลกับเรื่องแค่นี้หรอกนะคะ”

 

ฉันพูดเรื่องจริงนะคะเนี่ย

ถึงตอนแรกๆ จะรู้สึกเหงาบ้างนิดๆ   แต่เมื่อฉันเริ่มไปร้านสะดวกซื้อ  ฉันก็ไม่รู้สึกเหงาทันทีเลยแหละ

โดยพื้นฐานแล้ว  ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยโกรธกับเรื่องอะไรเท่าไหร่   ในส่วนนี้ก็เหมือนกับชาติก่อนเลยแหละนะ

จะมียกเว้นเมื่อเกี่ยวกับเรื่องของกินน่ะค่ะ

พอพูดถึงเรื่องนี้   ในทางกลับกัน   เมื่อเป็นเรื่องของกิน    ฉันสามารถอาละวาดได้อย่างน่ากลัวเลยค่ะ

ก็น้า   ฉันไม่ได้โกรธอะไรฟุกิโอกะซังตั้งแต่แรกแล้ว   แค่คิดว่าเธอน่ากลัวหน่อยๆ แค่นั้นเองค่ะ

 

“ทาคุมิอธิบายแล้วค่ะว่าคุณเป็นเพื่อนจากโรงเรียนกวดวิชา    แต่พอมาคิดว่าคุณรู้จักทาคุมิที่โรงเรียนซุยรันโดยที่ฉันไม่เคยรู้เรื่องในโรงเรียนของเขาด้วยแล้ว…. ขอโทษนะคะ  วันนี้พอไม่มีทาคุมิฉันก็รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างไม่น่าเชื่อ   และฉันก็เพิ่งรู้ว่าคุณก็ต้องรู้สึกแบบนี้เหมือนกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา”

 

ไม่ค่ะ  ไม่   ฉันไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวอะไรเลยค่ะ….

 

“อย่าใส่ใจขนาดนั้นเลยนะคะ  ความจริงแล้วดิฉันไม่เป็นไรเลยค่ะที่ต้องอยู่คนเดียว”

 

“เข้มแข็งจังนะคะ  คิโชวอินซัง”

 

ฟุกิโอกะซังมองมาด้วยแววตาที่แสดงความยอมรับนับถือด้วยแหละค่ะ

เมื่อสาวงามสไตล์ญี่ปุ่นมองมาแบบนี้ล่ะก็   มันจะทำให้คุณเขินได้ด้วยค่ะ

 

“รู้ไหมว่าเมื่อก่อนฉันกังวลมากเลยค่ะว่าทาคุมิจะชอบคุณเข้า   คิโชวอินซัง    ไม่สิ  แม้แต่ตอนนี้ฉันก็ยังกังวลอยู่ค่ะ   เพราะคุณน่ารักมากๆ”

 

เอ๋-  ฉันเหรอ   น่ารักอ่ะนะ !?

อุหวา~   จริงเหรอคะเนี่ย    ฮี่ฮี่ฮี่  

 

“ดิฉันไม่คิดว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นหรอกนะคะ”

 

“...คิดแบบนั้นรึคะ ?”

 

“แน่นอนค่ะ   ดิฉันไม่เคยคิดกับอาคิสะวะคุงมากเกินกว่าเพื่อนเลยนะคะ”

 

แต่เขาก็เป็นคนดีสุดๆ และอ่อนโยนมากเลยด้วย

แต่ก็นะ   เขายังไม่ใช่สเป็คที่จะทำให้หัวใจฉันเต้นแรงอะไรแบบนั้นล่ะมั้ง ?

พอมาคิดดูแล้ว   เขาก็ใกล้เคียงกับคนในอุดมคติของฉันนะคะ  ดังนั้นฉันเลยสงสัยว่าทำไมฉันไม่ตกหลุมรักเขากันนะ   หรือนี่คือความแตกต่างระหว่างอุดมคติกับความจริง   แบบนี้เองสิน้า ?

 

“ที่ซุยรัน   มีเด็กผู้หญิงที่ทาคุมิสนิทด้วยบ้างไหมคะ ?”

 

“เอ--  เราไม่เคยอยู่ห้องเดียวกันมาก่อน   ถึงอย่างนั้นเวลาที่เห็นเขาตรงทางเดินก็มีเพียงเด็กผู้ชายอยู่รอบตัวเขานะคะ    ฉันไม่เคยได้ยินข่าวลือหรือเรื่องที่มีเด็กผู้หญิงตกหลุมรักเขาเลยล่ะค่ะ   ประมาณนี้ล่ะน้า ~”

 

“เข้าใจแล้วค่ะ….”

 

โล่งอกรึยังคะ ?    ดีแล้วล่ะค่ะ   ดีแล้ว

 

“ตั้งแต่แรกโรงเรียนของเราก็มีคู่หูยอดนิยมอยู่แล้วน่ะค่ะ   เพราะแบบนี้บรรดาเด็กผู้ชายคนอื่นเลยไม่ได้รับความสนใจสักเท่าไหร่”

 

“อา-   ฉันก็ได้ยินมาจากทาคุมิเหมือนกัน    และได้ยินข่าวลือในโรงเรียนของฉันเองด้วย    พวกเขาเท่มากๆ อย่างไม่น่าเชื่อเลยสินะคะ”

 

“...ใช่ค่ะ”

 

ข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าพวกนั้นไปถึงโรงเรียนอื่นเลยเหรอ ?   สุดยอดจังน้า

โรงเรียนหญิงล้วนยูริโนะมิยะของฟุกิโอกะซังแตกต่างจากซุยรันอยู่เล็กน้อย   แต่ก็มีชื่อเสียงในฐานะโรงเรียนของเหล่าคุณหนู    ข่าวลือคงแพร่กระจายจากเครือข่ายของเด็กสาวชั้นสูง    เหล่าพวกพ้องที่พูดภาษาคุณหนูทั้งหลายแหล่นั่นแหละค่ะ

 

“รึว่าคุณก็ชอบหนึ่งในพวกเขาด้วยเหรอคะ  คิโชวอินซัง ?”

 

ฟุกิโอกะซังถามฉันอย่างตื่นเต้น

หญิงสาวที่ตกอยู่ในห้วงความรักย่อมสนใจในเรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ ของคนอื่นด้วยสิน้า

 

“ดิฉันไม่ได้มีความรู้สึกทำนองนั้นเลย   ดิฉันยังไม่มีคนที่ชอบน่ะค่ะ”

 

เมื่อตอบไปแบบนั้นเธอก็ดูเบื่อๆ  และห่อเหี่ยวลงเลยล่ะ

ขอโทษนะคะที่ทำให้ประสบกับความผิดหวังแบบนี้

แต่ก็นะ   อย่าคิดว่าทุกคนจะเหมือนคุณสิค้า    และมันเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติเหรอคะที่จะมาสารภาพว่าใครชอบใครบ้างน่ะ

 

“ทั้งๆ ที่คุณเข้าเรียนที่โรงเรียนสหศึกษาแท้ๆ….

 

“หืม~มม””

 

ถึงจะเข้าโรงเรียนสหศึกษา   คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ยังไม่เกี่ยวข้องกันอยู่ดีนะค่า

เหมือนตัวฉันในชาติก่อนไงล่ะ

อา-  น้ำตา  น้ำตามัน….

 

“อืมม  ยังไงก็ตามคุณค่อนข้างแตกต่างจากความประทับใจแรกเลยนะคะ   คิโชวอินซัง”

 

“จริงรึคะ ?”

 

“อื้ม   ถ้าให้อธิบายตอนที่พบคุณล่ะก็   คุณมีบรรยากาศที่ยากจะเข้าใกล้เลยค่ะ   เหมือนคุณหนูตัวอย่างแห่งโรงเรียนซุยรัน   ‘ต้องถูกแย่งทาคุมิไปแน่ๆ’  ฉันตื่นตระหนกไปแบบนี้เลยล่ะค่ะ”

 

“ยากจะเข้าใกล้เหรอคะ…   หรือจะเป็นเพราะทรงผมนี้ของดิฉัน ?”

 

“มากกว่าทรงผมค่ะ  มันเป็นบรรยากาศที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับคนอื่นๆ  มีเด็กผู้หญิงแบบคุณที่ยูริโนะมิยะด้วยนะคะ   แต่เมื่อได้พูดคุยกับคุณจริงๆ แบบนี้   คุณแตกต่างจากพวกนั้นมากเลย    ฉันคิดว่าฉันเข้าใจแล้วล่ะค่ะว่าทำไมทาคุมิถึงเป็นเพื่อนกับคุณ  ...อืม  คุณจะสามารถเป็นเพื่อนกับฉันด้วยได้ไหมคะ ?”

 

เอ๋- !  เอาจริงดิ   ‘Friend GET’ !?

อุว้าว  แต่ฉันพนันว่าเหตุผลครึ่งหนึ่งเป็นเพราะเธอต้องการแหล่งข้อมูลใช่ไหมล่ะค้า ?

แม้ว่าฉันจะเกษียณอายุราชการจากงานสปายแล้วก็เถอะน้า ~

 

“อืมม…   ดิฉันไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับอาคิสะวะคุง    ดังนั้นดิฉันไม่รู้จริงๆ ว่าในโรงเรียนเขาเป็นยังไงนะคะ ?”

 

“เอ-  คุณคิดว่าฉันพยายามจะใช้คุณทำนองนั้นรึคะ  คิโชวอินซัง ?   ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ   ฉันแค่อยากจะพูดคุยกับคุณให้มากขึ้น   แต่ก็ดีนะคะ  ถ้าคุณจะบอกข้อมูลต่างๆ กับฉันบ้าง  อุฮุฮุ”

 

“จริงรึคะ ?”

 

“ใช่ค่ะ”

 

ถ้าแบบนั้น   เป็นเพื่อนกันคงจะดีสิน้า

ฉันก็สนุกมากเหมือนกันค่ะ   เพราะเป็นเพื่อนยังไงก็ดีกว่าถูกเมินน่ะแหละ

 

“ถ้างั้น   เรามาเป็นเพื่อนกันนะคะ”

 

“จริงๆ นะคะ  เย้ !”

 

เห็นเธอยิ้มพร้อมปรบมือก่อนจะเลื่อนไปกุมแนบอก   นี่สินะ สาวงามสไตล์ญี่ปุ่น  ที่ทำให้คุณอยากจะปกป้อง   เธอน่ารักจังน้า   ฉันต้องเรียนรู้อะไรแบบนี้จากเธอแล้วล่ะค่ะ

 

 

 

หลังจากนั้น  เราก็คุยกันเรื่องโรงเรียนบ้าง   เรื่องอาคิสะวะคุงบ้างตามใจชอบเลยค่ะ

เธอกับอาคิสะวะคุงเป็นเพื่อนบ้านกันค่ะ  ดังนั้นพ่อแม่ของทั้งสองจึงสนิทกัน   พวกเธออยู่ด้วยกันมาตั้งแต่จำความได้เลยล่ะค่ะ   อาคิสะวะคุงจะค่อยจูงมือและพาเธอออกมาเล่นเสมอ   เธอเริ่มชอบเขามาตั้งแต่อนุบาลแล้วค่ะ

แต่เห็นชัดๆ เลยว่าอาคิสะวะคุงไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของเธอเลยสักนิด   “อาคิสะวะคุงน่ะซื่อบื้อสุดๆ ค่ะ”  เธอพูด   ก็ใช่นะ  ฉันก็คิดแบบนั้นค่ะ

แต่เจ้าคนซื่อบื้อนั่นก็กำลังเดินบนเส้นทางเพื่อนสมัยเด็กตรงตามมาตรฐานไม่ยอมออกนอกลู่นอกทางเลยนี่สิคะ   หืมม ~

ฟุกิโอกะซังไม่อยากจะแยกจากอาคิสะวะคุงสุดที่รักจึงต้องการจะเข้าเรียนที่ซุยรันด้วย   แต่ติดอยู่ที่ท่านแม่ของเธอเป็นศิษย์เก่าของยูริโนะมิยะเธอเลยต้องเข้าเรียนที่นั้น    ดังนั้นเธอจึงไปร้องโวยวายกับอาคิสะวะคุงเลยล่ะค่ะ

และโรงเรียนยูริโนะมิยะก็เป็นโรงเรียนสไตล์คาทอลิก    ครอบครัวฟุกิโอกะซังดันนับถือพุทธกันทั้งบ้าน   ตรงกันข้ามเธอเลยรู้สึกเหมือนเป็นคริสเตียนอย่างลับๆ 

เห็นได้ชัดว่าเมื่อเธอเข้าเรียนครั้งแรก   หัวใจของเธอคงต่อสู่ห้ำหั่นกับความหวาดหวั่นตลอดเวลาจนระเบิดออกมา   และกลายเป็นแม่มดในที่สุดค่ะ

 

 

เธอแตกต่างจากอาโออิจังแบบสุดขั้ว   แต่ยังไงฉันก็ได้เพื่อนใหม่แล้วนะคะ

 

 

 

 




NEKOPOST.NET