NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.295 - ตอนที่ 295


295.


คืนนั้นฉันหลับเป็นตายจากความเหนื่อยล้ารุนแรงจากการฝึกแบบสปาร์ตาของคาบุรากิใจยักษ์ กลางดึกล่วงเลยตีสองขณะฉันนอนละเมอพลิกตัว พริบตาที่ยืดขาออกไป ความปวดร้าวสุดแสนก็แล่นเข้าโจมตีที่น่อง--!

เจ็บๆๆๆๆๆ! ขาโดนตะคริวกิน!
ฉันลุกพรวดขึ้นด้วยความปวดร้าวเกินทานทน  สองมือกุมน่อง กลิ้งเกลือกไปมาด้วยความปวดร้าวแสนสาหัส เจ็บจัง!!

ความปวดแปลบราวกับกล้ามเนื้อน่องจะถูกฉีกกระชากแล่นเข้าจู่โจม เจ็บจนหายใจแทบไม่ออก รูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้าง เหงื่อกาฬแตกผลั่กๆ ฉันกัดฟัดแน่นใช้มือลูบๆ ขาที่โดนตะคริวกินอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็เคยได้ยินมาว่าฝ่ามือของมนุษย์มีพลังในการเยียวยารักษานี่คะ!

ปวดๆๆ...! คุณพระคุณเจ้า ช่วยลูกด้วยเถอะค่ะ ท่านบรรพบุรุษเจ้าขา ปีนี้หนูก็จะไปไหว้สุสานเหมือนอย่างทุกปีนะคะ! ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ หนูเจ็บจังเลยค่า!!

...ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดยามที่ได้รับการปลดปล่อยจากความทุกข์ทรมานที่ดูราวกับจะเป็นชั่วนิจนิรันดร์  วิญญาณก็แทบจะหลุดจากร่างไปครึ่งหนึ่ง

ฉันลูบน่องที่ยังร้าวรานเบาๆ พลางเช็ดน้ำตาที่ไหลซึม
นี่คงเป็นเพราะโดนให้ออกกำลังกายเกินขนาดแน่ๆ... ซวยซ้ำซวยซากจริงๆ

ฉันเอื้อมมือไปหยิบมือถือที่วางไว้ที่หัวเตียง ไม่สนใจว่าเป็นเวลาดึกดื่นขาดสามัญสำนึก ส่งเมล์ไปหาคาบุรากิว่า "ตอนนี้ขาเป็นตะคริวทรมานแทบตายเลยค่ะ"  รู้จักสำนึกผิดกับการสั่งสอนบ้าบิ่นของนายบ้างเถอะ

อ๋า จี๊ดๆ ขึ้นมาอีกล้ว พอขาเป็นตะคริวแล้วต้องทำไงดีนะ ประคบเย็น? หรือประคบร้อน? ฉันลองขยับขาอย่างหวาดๆ  ไม่มีวี่แววความผิดปกติว่ากล้ามเนื้อจะฉีกเดินไม่ได้อย่างที่กลัว... แต่พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้า กลัวว่าขาตะเกิดเป็นตะคริวขึ้นมาอีกเหมือนกัน แต่ยังไงหลับไปก่อนดีกว่าเนอะ นี่ก็เหนื่อยแทบตายอยู่แล้ว ผวาตื่นมาเมื่อกี้ยิ่งทำให้เหนื่อยหนักกว่าเดิมอีก 

แล้วเสียงสัญญาณเมล์เข้าดังก็มาจากมือถือ คาบุรากิ ตื่นแล้วเรอะ? หรือว่ายังไม่ได้นอนแต่แรกแล้ว? เอ๊อะ เอาเหอะ ถ้าฉันต้องเป็นทุกขเวทนาจากการที่ขาเป็นตระคริวอยู่กลางดึก จะให้คาบุรากิเจ้าตัวคนที่เป็นสาเหตุของเรื่องนี้นอนหลับอุตุอยู่คนเดียวได้ที่ไหนกันเล่า
ฉันเปิดเมล์ใหม่ขึ้นมากลางดึก

"อย่าละเลยการยืดเส้นและนวดทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย"
 
...เอ๋ แค่เนี้ย?
ตาคาบุรากิ! คิดว่าฉันต้องทรมานขนาดนี้เพราะใครกัน หัดเป็นทุกข์บ้างสิเฮ้ย! โดนกลุ้มรุมจากความรู้สึกสำนึกผิดซะบ้าง!

"ขาเป็นตะคริว คิดว่าคงยังมีความเสียหายหลงเหลืออยู่บ้าง พรุ่งนี้จะขอพักทั้งวัน ไม่ไปยิมนะคะ" ตอบไปเลย!
ฉันปิดเครื่องแล้วเขวี้ยงมือถือไปที่ปลายเท้า ค่อยๆ เอนตัวลงกับเตียงพลางระวังไม่ให้น่องที่ระบมอยู่โดนกระทบ

---ในฝันนั้นฉันนั่งอยู่ข้างหมอนคาบุรากิ หยดน้ำทีละหยดติ๋ง ติ๋งลงบนหน้าผาก ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง...
คาบุรากิครวญครางอย่างอึดอัด ส่วนฉันแย้มยิ้มอย่างสะใจ ฉันฝันแบบนั้นแหละ 
นี่ไม่ใช่การทรมานนะคะ เป็นศาสตร์แห่งการบำบัดแบบศิโรธระของอินเดียค่ะ

 


"อรุณสวัสดิ์ค่ะ"
"อรุณสวัสดิ์... คุณคิโชวอิน ดูโทรมๆ ไปหน่อยนะ เป็นอะไรหรือเปล่า" 

พอทักทายพวกอุเมวากะคุงที่มาถึงห้องเรียนสอนพิเศษก่อนแล้ว พวกอุเมวากะคุงที่เหลียวกลับมามองก็ทำท่าเป็นห่วงเป็นใย อื้อ ขนาดฉันยังรู้สึกเลยว่าตัวเองแก่เฮือกไปอีกสองสามปีในช่วงระยะเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงนี้...
จากนั้นมาพอหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาใหม่ อาการระบมทั่วร่างยิ่งสาหัสกว่าเดิม โดยเฉพาะเวลาลงบันไดนี่สุดๆ อ่ะ แค่ก้าวขาลงก้าวเดียว ทั้งกล้ามเนื้อทั้งกระดูกก็ร้องเอี๊ยดอ๊าดอย่างรวดร้าว หนำซ้ำขาที่เป็นตะคริวยังรู้สึกปวดกล้ามเนื้อด้านในจี๊ดๆ อยู่อีกนิดหน่อย

วันนี้ต้องออกมาเรียนพิเศษภาคฤดูร้อน หากอาการปวดกล้ามเนื้อยังไม่ดีขึ้น แค่ขยับแขนก็ปวดแล้ว แบบนี้มีหวังจดโน้ตไม่ได้ตามต้องการ ฉันเลยเอาเสปรย์แก้ปวดพ่นทั่วทั้งตัวโดยเน้นไปที่แขนและขา ยังดีที่ใช้กำลังทรัพย์แก้ปัญหา ฉีดทีละกระป๋องจนหมดเกลี้ยงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แถมยังปวดไหล่ด้วย เน้นพ่นเสปรย์หนักๆ ที่ไหล่นี่แหละ เท่านี้คงผ่อนคลายขึ้นบ้างแล้วนะ อ๊ะ...
ไปๆ มาๆ ยิ่งรู้สึกผิวหนาวเยือกๆ อ้าว? อ้าว?

พอโดนลมแอร์ทั้งตัวก็เกิดหนาวสั่นริกๆ ขึ้นมา ยิ่งมายิ่งหนาวยิ่งมายิ่งหนาว สงสัยว่าจะฉีดเยอะไปหน่อยละมั้ง หนาวจัง ไม่ไหวแล้ว ไปอาบน้ำล้างเอายาแก้ปวดออกหน่อยดีกว่า

"โอ้ววววววววววววววว!" 

---ข้อสรุป หลังฉีดยาแก้ปวดจะไปอาบน้ำฝักบัวหรือลงแช่น้ำร้อนทันทีไม่ได้นะ...
แหม ก็มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นแต่เช้าอะนะ พอผนวกรวมกับความเหนื่อยล้าที่หลงเหลือมาตั้งแต่เมื่อวาน ฉันเลยหมดแรงห่อเหี่ยวตั้งแต่เช้าตามที่เห็นนี่แหละ

"พอดีเมื่อวานออกกำลังกายไปนิดหน่อย ตกกลางคืนขาเลยเป็นตะคริว..." 

ฉันค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งอย่างเชื่องช้าไม่ให้กระทบกับร่างกายที่ระบมพลางยิ้มอ่อนแรง

"เอ๋ ขาเป็นตะคริวเหรอ ไหวหรือเปล่า"
"ค่ะ เจ็บมากๆ จนนึกว่าจะตายแล้วซะอีก"
"งี้นี่เอง ลำบากแย่เลยนะ" 

"ขอให้คุณคิโชวอินหายไวๆ นะ" อุเมวากะคุงส่งโปสการ์ดใบล่าสุดของเบียทริชมาให้ มีชุดยูกาตะสำหรับหมาด้วยเหรอเนี่ย... โอบิน่ารักจังเลยนะคะ
วันนี้ตุ้มหูเงินรูปอุ้งเท้าก็ยังส่องประกายวิบวับอยู่ที่หูนายบ้าหมาอีกเช่นเคย 

"พอโผล่มาหลังจากไม่ได้เห็นหน้าตั้งนานก็อ่อนล้ามาเชียว นึกว่าซูบไปเพราะเหนื่อยจากการสอบเข้าเสียอีก ที่แท้ก็เหนื่อยจากการออกกำลังกายเองเหรอ"

คุณโมริยามะถาม ฉันเลยตอบไปว่า "ค่ะ พอดีไปออกกำลังกายที่ยิมเมื่อวาน..." แล้วเขาก็ตกใจว่า "แล้วเลยโทรมขนาดเนี้ยเหรอ!?"
เจอสูตรไดเอ็ทสไตล์คาบุรากิเข้าไป ก็โทรมประมาณนี้แหละค่ะ
 
"เขาว่ากันว่าเวลาขาเป็นตะคริวให้พับนิ้วเท้าไปทางหลังเท้าแล้วจะดีนะ" "อ้อ ฉันก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน" พวกอุเมวากะคุงบอกเล่าแนวทางการรักษาเวลาขาเป็นตะคริว   ฉันพยักหน้าหงึกหงักรับฟัง แล้วก็ร้องว่า "จริงด้วย" ดึงเอาถุงกระดาษข้างตัวขึ้นมาวางบนโต๊ะ

"ช่วงที่ลาไปเที่ยวฮอกไกโดกับเพื่อนๆ มาด้วยนะคะ ถ้าไม่รังเกียจก็เชิญเลยค่ะ"

ฉันแจกจ่ายช็อกโกแลตข้าวโพดจากฮอกไกโดให้ทุกคน

"หวา ขอบคุณนะ!"
"อะไรน่ะ ช็อกโกแลต? น่ากินจัง"
"มิน่าล่ะถึงว่าวันนี้สัมภาระเยอะ ขอบคุณนะ คุณคิโชวอิน"
"อุฮุฮุ  ฉันเลือกจากร้านที่คิดว่าอร่อยที่สุดในหมู่ช็อกโกแลตข้าวโพดที่มีอยู่มากมายเลยนะคะ ลองทานกันดูนะ" 

นี่เป็นช็อกโกแลตที่ผ่านการคัดสรรอย่างเข้มงวดโดยการกินเปรียบเทียบกันมาทุกยี่ห้อเชียวนะ พวกคิตาซาวะคุงรีบเปิดกล่องออกอย่างรวดเร็ว พอทานเข้าไปก็ร้องว่า "อร่อย!" 

"ของกินที่คุณคิโชวอินเอามานี่อร่อยทุกอย่าง ตั้งหน้ารอเลยล่ะ"
"อื้อ คุณคิโชวอินเนี่ยรู้จักขนมอร่อยๆ เยอะจังน้า~"
"เอ๋ งั้นเหรอคะ"
 
ฉันตัวลอยจากคำชมของคุณโมริยามะและคุณซาคากิ
 
"ความจริงแล้วขนมจากฮอกไกโดที่ฉันอยากแนะนำที่สุดคือเยลลี่ยูบาริเมล่อนแสนชุ่มฉ่ำที่อัดแน่นด้วยเนื้อเมล่อน  ถ้ายังไงครั้งหน้าลองเอามาให้ทานไหมคะ"
"เอ๋ จะดีเหรอ"
"อยากกินเยลลี่ยูบาริเมล่อนจังเลย!"

ฮุฮุฮุ จะมาดูถูกเพราะเห็นเป็นแค่เยลลี่ไม่ได้เชียวนะ เยลลี่ยูบาริเมล่อนนี่พอเปิดฝาออกกลิ่นหอมของยูบาริเมล่อนก็จะลอยตลบอบอวล  พอเอาช้อนตักลงไป สัมผัสที่ได้ก็แทบจะไม่ใช่เยลลี่แล้ว เรียกว่าเป็นเมล่อนเลยมากกว่า 
 
ความจริงแล้ววันนี้อยากเอามาให้ครบคนเป็นของหวานสำหรับมื้อเที่ยงน่ะนะ แต่โรงเรียนสอนพิเศษไม่มีตู้เย็นก็เลยต้องล้มเลิก  ถ้าไม่แช่เย็นให้พอเหมาะละก็ความอร่อยจะลดลงเกือบครึ่งเชียวนะ แต่ถ้าคาดหวังกันขนาดนั้น ไว้เอาลงคูลเลอร์บ็อกซ์มาก็ได้ค่ะ 
 
"นี่แนะนำด้วยความมั่นใจเลยนะ ลองทานกันดูสิคะ"

พอฉันยิ้มเยื้อน พวกคิตะซาวะคุงก็ส่งเสียงเชียร์ว่า "โย่! ราชินีกรูเม่ต์"

"แต่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนในช่วงนี้เนี่ย โรงเรียนสาธิตนี่สบายผิดกันจริงๆ ด้วยเน้อ~" 

คุณโมริยามะที่ลังเลอยู่ว่าจะกินช็อกโกแลตตอนนี้เลยหรือเอากลับไปดีพูดขึ้น จริงอย่างที่ว่าหรือเปล่าน้า... ดูเหมือนนักเรียนเตรียมสอบทั่วไปจะไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนสบายใจเฉิบในช่วงนี้นี่นะ

"ไม่ต้องไปท่องเที่ยวหรูหราก็ได้ นานๆ ทีพักหายใจกันบ้างเถอะน่า"

คิตาซาวะคุงเสนอ
 
"อย่างเช่น?"
"ความจริงนี่ก็ฤดูร้อน อยากไปทะเลไม่ก็สระว่ายน้ำอยู่หรอก แต่คงไปไม่ได้ทันที เอาเป็นว่าวันนี้ขากลับแวะเล่นดอกไม้ไฟกันไหม"

ดอกไม้ไฟ!? หวา อยากเล่นจัง!
คนอื่นๆ ว่า "ก็ดีนะ!" เห็นด้วยครึกครื้นกันใหญ่
 
"แถวนี้มีที่ให้เล่นดอกไม้ไฟหรือเปล่าน่ะ"
"ต้องนั่งรถไฟไปหน่อย แต่มีสวนสาธารณะที่อนุญาตให้เล่นดอกไม้ไฟอยู่นะ"
"ดีล่ะ! วันนี้ขากลับมาเล่นดอกไม้ไฟกัน!"
 
เล่นดอกไม้ไฟกับเพื่อน! นี่แหละ วิธีใช้เวลาช่วงปิดเทอมฤดูร้อนอย่างเต็มสมบูรณ์ล่ะ อยากไปเดี๋ยวนี้เลย!
ฉันเริงร่าหยิบเอากล่องขนมของฝากขึ้นมากล่องหนึ่ง เดินไปหาเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดห่างออกไป

"สวัสดีค่ะ ทาคากิคุง"

เมื่อส่งเสียงทักจากข้างหลัง ทาคากิคุงก็สะดุ้งจนตัวลอยขึ้นมาจริงๆ
ฉัน คุณเรย์กะ ตอนนี้อยู่ข้างหลังคุณแล้วค่ะ 
 

"นี่ของฝากจากทริปฮอกไกโดนะคะ ถ้าไม่รังเกียจก็เชิญค่ะ"

ฉันยื่นขนมให้ทาคากิคุงที่หายใจตื้นๆ ร้องครางเสียงแผ่วขณะกุมบริเวณหัวใจไว้ 

"เอ๋..." 

ทาคากิคุงผวาไปตามสัญชาติญาณ อะไรกันยะ ไหงต้องทำหน้าตาเหลือกค้างแบบนั้นด้วยเล่า 
 
"ไม่เห็นต้องเกรงใจเลยนี่คะ เอ้า เชิญเลยค่ะ"
"อ่า แต่ว่า..."
"หรือจะไม่รับของฝากจากฉันงั้นเหรอคะ"

เมื่อฉันหรี่ตาลง ทาคากิคุงก็ระล่ำระลักว่า

"หามิได้ขอรับ! ขอรับไว้ด้วยความขอบพระคุณยิ่งขอรับ..."
 
ทาคากิคุงยื่นมือสองข้างขึ้นสูงราวกับจะรับประกาศนียบัตร ตัวแทบจะฟุบลงกับพื้นเข้ามารับกล่องขนมไป  แค่ขนมของฝาก เว่อร์วังจริงเชียว... 

"ไปฮอกไกโดมาสินะครับ..."
"ใช่แล้วล่ะ ช่วงที่ฉันไม่อยู่นี่มีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า"
"ไม่นี่ครับ เป็นวันคืนที่สงบสุขดีมาก..."
"เอ๊าะเหรอ"  
 
ที่นั่งข้างทาคากิคุงว่างอยู่ฉันเลยนั่งลง แล้วคิ้วทาคากิคุงก็ตกลงอย่างเห็นได้ชัด
พอเหลือบมองไปบนโต๊ะ ก็เห็นว่าที่กางอยูู่ไม่ใช่ชีทของที่เรียนพิเศษ แต่เป็นชีทที่ประทับตราซุยรัน เป็นชีทที่ใช้ในการเรียนเสริมของซุยรันนี่นา 
 
"ทาคากิคุงโผล่หน้าไปที่ห้องเรียนเสริมของซุยรันบ่อยๆ เลยเหรอคะ"
"เปล่าครับ ผมให้ความสำคัญกับเรียนพิเศษภาคฤดูร้อนของโรงเรียนสอนพิเศษมาก่อน จะไปลงเรียนเฉพาะวิชาที่เห็นว่าสำคัญจริงๆ เท่านั้น" 

เหมือนกับฉันสินะ

"แต่บางทีก็ได้เพื่อนๆ คอยสอนเนื้อหาบทเรียนที่สอนเสริมในซุยรันให้นะครับ..."

ทาคากิคุงได้เพื่อนที่เข้าเรียนเสริมของซุยรันเป็นหลักช่วยสอนเนื้อหาให้ ส่วนทาคากิคุงเองก็สอนเนื้อหาที่เรียนมาที่นี่เป็นการแลกเปลี่ยน นอกเหนือจากการเรียนแล้ว ดูเหมือนพวกนักเรียนกลุ่มนอกด้วยกันก็จะแลกเปลี่ยนข้อมูลอะไรหลายๆ อย่างอยู่นะ 

พอฉันร้องเห~อย่างประทับใจ เขาก็ว่า 

"สำหรับคนที่จุดยืนอ่อนแอแล้ว ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดน่ะครับ"

สมเป็นหูทิพย์ทาคากิ 

"แล้วไม่ทราบว่าแลกเปลี่ยนข้อมูลอะไรกันบ้างคะ"
"เรื่องนั้น... หลักๆ ก็เช่นพื้นที่อันตรายหรือบุคคลอันตรายที่ไม่ควรเฉียดกรายเข้าใกล้หากหวังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในซุยรัน..."
"อ้อ เคยได้ยินมาว่ามีนักเรียนที่หลงเข้าไปในป่าซุยรันอยู่บ้างเหมือนกันนะคะ"
"นั่นสินะครับ..." 
"แล้วบุคคลอันตรายล่ะคะ" 
"เอ๋ เอ่อ อ๊ะ ใครกันน้า... ไม่ได้เป็นการชี้เฉพาะบุคคล แต่เป็นกลุ่มอะไรประมาณนี้มั้งครับ อ่า คือว่า..." 
 
ทาคากิคุงเริ่มจะตัวสั่นเทาหนักขึ้นทุกที ฉันเลยปล่อยผ่านไม่ซักถามมากไปกว่านี้ ยังไงก็พอเดาได้อ่ะนะ...

"หมายความว่านักเรียนกลุ่มนอกก็จับกลุ่มคอยช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันสินะคะ"
"ครับ..."

งี้นี่เอง มิตรภาพที่งดงามสินะ 
"แต่ในหมู่นักเรียนกลุ่มนอกด้วยกันก็ยังมีการแก่งแย่งชิงดีหรือสอดส่องท่าทีกันอยู่เหมือนกันนะครับ..."
"เอ๋ งั้นเหรอ" 
"เรื่องนั้นก็... นักเรียนสอบเข้าทุกคนเป็นคู่แข่งกันนี่ครับ..."
"หืม" 

หมายความว่าถึงจะเป็นเพื่อนกัน แต่เรื่องสอบเข้าก็จะไม่แบไต๋ให้กันดูจนหมดสินะ จะว่าโลกนี้มันอยู่ยากหรือไงดี... แต่ลองคิดๆ ดูแล้ว ฉันเองภายนอกก็ทำหน้าเหมือนว่าไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไรนะคะ แต่เบื้องหลังก็ดูหนังสือเอาเป็นเอาตายอยู่ทุกครั้งเหมือนกัน จะไปว่าคนอื่นก็คงไม่ได้ละมั้ง 

"ทุกคนคาดหวังกับการสอบเข้าเต็มที่...บางทีก็อิจฉานักเรียนที่เรียนเก่งกว่าตัวเอง..."
"เห..." 

มีคนที่เข้าข่ายนี้ที่พอจะนึกออกคนหนึ่ง

"อย่างคุณทาคามิจิน่ะเหรอ"

ฉันรู้นะว่าวาคาบะจังที่มักจะได้อันดับท็อปในการสอบอยู่เสมอ โดนเล่นงานจากเหตุนี้อยู่บ่อยๆ 

"นั่นสินะครับ... คุณทาคามิจิก็โดนพวกที่เบียดตกอดได้โควต้าทุนการศึกษามองเป็นศัตรูอยู่เหมือนกัน ในเรื่องการสอบเข้านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องคะแนนสอบ แต่คุณทาคามิจิมีประวัติกิจกรรมเป็นกรรมการนักเรียนในใบประวัติด้วยก็เลยยิ่งทำให้..."
"ใบประวัติ!? คิดถึงขนาดนั้นเลยเหรอ"
"จะขอเรคคอมเมนด์ใบประวัติก็สำคัญนะครับ พวกคนที่หวังจะเข้าเป็นคณะกรรมการนักเรียนจะได้คะแนนเพิ่มในใบประวัติก็หมั่นไส้หาว่าทำดีเอาหน้า..." 
"เห~!" 

ฉันตกใจอย่างจริงจัง

"คิดว่าสภานักเรียนจะประสาทเสียจากเผชิญหน้าและการเจรจากับ Pivoine มีเรื่องลำบากเยอะแยะเสียอีกนะนี่"
"เรื่องนั้นไม่อาจพูดจากปากผมได้ครับ!"  

ความจริงตัวเองก็คิดเหมือนกันใช่ม้า~ ที่ว่าบุคคลอันตรายเมื่อกี้ก็หมายถึง Pivoine ใช่ม้า~ 

"ว่าแต่ พวกนักเรียนกลุ่มนอกที่คอยรังแกคุณทาคามิจิอยู่น่ะมีใครบ้างเหรอ"
"เรื่องนั้น..."

ฉันวางมือลงบนบ่าทาคากิคุงผู้ลังเลที่จะขายเพื่อนออกไป พลางกระซิบว่า "รับรองว่าให้ค่าตอบแทนไม่เลวเลยนะ"

"ไม่เป็นไรหรอก เห็นแบบนี้ แต่ฉันก็พอจะมีพาวเวอร์อยู่ใน Pivoine กับเขาบ้างเหมือนกันนะ"
"ทราบดีครับ..."

ทาคากิคุงยังลังเล ช่วยไม่ได้นะ ฉันเผยข้อมูลให้บ้างก็แล้วกัน 

"สมาคม Pivoine น่ะมีถึงระดับมัธยมปลาย ในมหาลัยไม่มี Pivoine อย่างเป็นทางการหรอกนะคะ จำนวนนักศึกษามากขึ้น คณะก็ตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ พอเป็นนักศึกษาแล้วก็จะยุ่งเรื่องของทางบ้านมากขึ้นด้วย  ทุกคนยากจะมารวมตัวกันในสถานที่เดียวหลังเลิกเรียน"
"เอ๋ คะ ครับ..."
"แต่ว่านะ ถึงจะไม่มีสมาคม Pivoine แล้ว แต่ก็ยังมีอิทธิพลซ่อนเร้นของบรรดาศิษย์เก่า Pivoine อยู่นะคะ"
"เอ๋..." 
 
ทาคากิคุงหน้าซีดไปถนัดตา

"ก็ต้องมีบารมีหลงเหลืออยู่บ้างละเนอะ พวกเราสานสัมพันธ์กันไว้ตั้งแต่พิธีปฐมนิเทศสมัยประถมจนถึงพิธีจบการศึกษาแผนกม.ปลายนี่นา ความเหนียวแน่นเป็นกลุ่มก้อนนี่ฉันว่านักเรียนกลุ่มนอกคงเทียบไม่ได้หรอกนะคะ" 

ฉันผุดรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา พลางว่ากล่าวกับทาคากิคุง 
 
"แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันกับทาคากิคุงเป็นเพื่อนกันนี่นา เห็นแบบนี้ แต่ฉันก็พอจะมีพาวเวอร์อยู่ใน Pivoine กับเขาบ้างเหมือนกันนะ"
"ทราบดีครับ..."

ทาคากิคุงทำหน้าตัดสินใจได้ บอกว่า "นี่เป็นเรื่องที่ได้ยินแว่วเข้าหูมานะครับ..." แล้วแจ้งชื่อให้ทราบหลายชื่อ หื~ม...
 

พักกลางวันเมื่อทานอาหารเที่ยงเสร็จ ก็มีเมล์จากคาบุรากิส่งมาพอดี เป็นเมล์เตือนให้ส่งรายงานเมนูอาหารเช้ากับอาหารเที่ยง  ฉันเลยส่งรายชื่อเมนูไปโดยยกเว้นพุดดิ้งที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อไว้ ให้ตายสิ วุ่นวายชะมัด...
แต่ในเมล์คาบุรากิก็มีประโยคน่าสงสัยอยู่ด้วย 
 
"เมื่อคืนฝันร้ายตื่นมาสภาพร่างกายไม่ค่อยดี ฝันว่าโรคุโจมิยาซึโดโคโระมานั่งอยู่ข้างหมอน"

แหม น่ากลัวจัง คาบุรากิทั้งคน คงไปก่อเรื่องให้ผู้คนพยาบาทไปทั่วล่ะสิ วิญญาณแค้นคนเป็นนี่น่ากลัวจริงๆ...

ศิโรธระเป็นศาสตร์เพื่อการบำบัดที่สืบทอดมาในอินเดียแต่โบราณกาลนะคะ 

---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
โรคุโจมิยาซึโดโคโระ 【六条御息所】
สตรีนางหนึ่งซึ่งเป็นชู้รักของเจ้าชายเก็นจิ จากเรื่องเก็นจิโมโนกะตะริ ในเรื่องนางถอดเจตภูตไปหลอกหลอนอาโอะอิโนะอุเอะ ภรรยาของเก็นจิจนถึงแก่ความตาย 

 

ศาสตร์การบำบัดศิโรธระ (Shirodhara) 

 


ท่านฮิโยโกะ (ผู้แต่ง) ช่างมีความรู้ในขอบเขตต่างๆ  อย่างกว้างขวางเหลือเกิน... 




NEKOPOST.NET