[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 293 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.293 - ตอนที่ 293


293.


เอ็นโจช่วยประคับประคองฉันที่ลากขาเป็นตะคริวจนกระดิกกระเดี้ยแทบไม่ได้คลานเข้าห้องแต่งตัวไป เมื่อประตูปิดลงพร้อมเสียงเอ็นโจที่ดังไล่หลังมาว่า "แต่งตัวตามสบายไม่ต้องรีบนะ" ฉันก็ล้มพับลงกับม้านั่งที่อยู่ใกล้ๆ
...ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจริงๆ ขยับอีกซักก้าวก็ไม่ไหว

ความจริง ถ้ามีคนรออยู่ ฉันก็จะรีบแต่งตัวอย่างว่องไว แต่สภาพตอนนี้แขนยังสั่นแหง็กๆ ไม่มีแรงแม้แต่จะผลักล็อกเกอร์ไฟฟ้าให้เปิดออก ถ้าคนไม่รู้มาเห็นเข้าคงคิดว่ายัยนี่ติดเหล้าขนาดหนักแหงๆ
เฮ้อ เหนื่อยจัง อยากสลบไปทั้งๆ แบบนี้ แต่จะปล่อยให้เป็นแบบนั้นก็ไม่ได้

"เฮ้อ..."
 
ฉันถอนหายใจหนักๆ ยันตัวขึ้นจากม้านั่ง ไม่มีวี่แววว่าตัวจะเบาระหงขึ้นซักนิด กลับเหนื่อยล้าทั้งร่างหนักอึ้งอย่างกับตะกั่วไม่มีผิด ฉันลากร่างถ่วงตะกั่วไปยังห้องอาบน้ำที่ตั้งอยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า  
จากนั้นจึงค่อยๆ แต่งตัวอย่างช้าเชื่องเพื่อไม่ให้ร่างกายที่ระบมถูกกระทบกระแทก กว่าจะกลับไปยังห้องเทรนนิ่ง ในชั้นที่เงียบสงัดก็ไม่ปรากฎร่างของทั้งสองคนแล้ว

...ไม่มีใครอยู่เลย
หรือว่าทางคาบุรากิกับเอ็นโจจะใช้เวลาเตรียมตัวนานกว่าฉันกันน้า หรือว่าฉันมาช้าจัดจนกลับกันไปก่อนแล้ว...
ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไรนะ แต่ยังไงลองดูให้ทั่วๆ ชั้นก่อนก็แล้วกัน... อ๊ะ อยู่ด้วย---

คาบุรากิหลับตานอนนิ่งอยู่บนโซฟาใกล้หน้าต่าง หรือว่าจะรอนานจนหลับไปแล้ว?
ฉันเหลียวซ้ายแลขวาไปมา แต่ไม่เห็นเอ็นโจอยู่ที่ไหนเลย สงสัยจะออกไปไหน
ฉันเดินย่องๆ เข้าใกล้โซฟา
 
"ท่านคาบุรากิ...?"
 
ลองเรียกดูเบาๆ แต่ไม่มีปฎิกริยาอะไร ดูเหมือนจะหลับลึกจริงๆ
ในตอนนั้นแสงแดดจ้าก็ส่องตรงมาที่ฉัน เป็นแสงอาทิตย์จากดวงตะวันกลางฤดูร้อนที่ลุกโชนสาดเข้ามาจากทางกระจกหน้าต่างของตึกระฟ้า วันนี้ข้างนอกก็คงร้อนราวกับแผดเผาเช่นเคย
ฉันยกมือขึ้นบังแสงแดดแรงกล้าที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างพลางหรี่ตา
อา แสงอาทิตย์เจิดจ้าแสบตาจัง...

เบนสายตากลับไปมองคาบุรากิที่หลับอยู่อีกครั้ง เป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ผิวพรรณผ่องใสไม่มีไฝฝ้าแม้แต่น้อยนิด เส้นผมราบลื่นปราศจากตำหนิตกลงมาปรกหน้าผาก ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าหน้าตางดงามจังน้า

ฉันมองใบหน้ายามหลับของคาบุรากิอย่างเงียบงันอยู่พักหนึ่ง
เครื่องปรับอากาศทำงานอยู่ แต่อาจเพราะอยู่ใกล้หน้าต่างจึงค่อนข้างร้อน คาบุรากิขมวดคิ้วน้อยๆ ริมฝีปากเผยอบางๆ

ไม่ได้การล่ะ!
ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศแทบไม่มีความชื้นเลย ถ้านอนเขลงอย่างไร้การป้องกันแบบนี้  อากาศอาจแห้งจนระคายคอทำให้เป็นหวัดไปได้นะคะ!

ฉันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อปกป้องนิทราและสุขภาพของคาบุรากิ จะป้องกันอากาศแห้งก็ต้องรักษาความชื้นสิ
ฉันเอาผ้าเช็ดหน้าไปชุบน้ำให้เปียกหมาด แล้วนำมาคลุมหน้าคาบุรากิเบาๆ จัดผ้าเช็ดหน้าเปียกให้คลุมทับไปบนบริเวณจมูกและปากอย่างระมัดระวังไม่ให้อากาศแห้งเล็ดรอดเข้าไประหว่างช่องว่างได้

แต่แค่ผืนเดียวนี่คงไม่เพียงพอต่อการยับยั้งอากาศแห้งแน่เลย ก็แดดออกจะแรงขนาดนี้นี่นา น่าเป็นห่วงเรื่องผิวไหม้ด้วยนะคะ
ฉันหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาอีกหนึ่งผืนซ้อนทับเข้าไปอีก คนที่เตรียมตัวมาดีอย่างฉัน พกผ้าเช็ดหน้าหลายผืนติดตัวไว้เสมอค่ะ ยังมีผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำอยู่อีกหลายผืน วางใจได้เลยนะคะ!
แล้วก็อีกผืนหนึ่ง...
 
แล้วลมหายใจของคาบุรากิก็เริ่มหอบรวน ดิ้นรนพลางส่งเสียงครางอืออาอย่างทรมาน ฝันร้าย! ต้องเข้าช่วยสิคะ!
ฉันตรงเข้ากดบ่าของคาบุรากิที่ดิ้นรนอาละวาดไว้ ฉันจะเป็นผู้ปกป้องนิทราอย่างสงบสุขของท่านคาบุรากิเองนะคะ กรุณาวางใจเถอะค่ะ!

แต่ด้วยพละกำลังที่แตกต่างกัน คาบุรากิสะบัดแขนฉันทิ้งลุกพรวดพราดขึ้นมา แล้วกระชากเอาผ้าเช็ดหน้าที่วางปิดหน้าไว้ด้วยเจตนาดีออก  

คาบุรากิที่เพิ่งตื่นดูจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง หอบฮั่กๆ จนไหล่ไหวโยนพลางเบิกตาโพลงมองผ้าเช็ดหน้าเปียกๆ ที่กำไว้ในมือ

"...นี่มันอะไรกันน่ะ"
"ผ้าเช็ดหน้าค่ะ"
 
ฉันตอบด้วยรอยยิ้ม

"เรื่องนั้นฉันรู้... ทำไมของแบบนี้ถึงมาแปะอยู่บนหน้าฉันได้"
"คิดว่าน่าจะเหมาะสำหรับป้องกันแสงแดดและอากาศแห้งน่ะค่ะ"
"อากาศแห้ง...?"
"ค่ะ"
"...นี่เธอ คิดจะฆ่าฉันใช่ไหม"
 
 คาบุรากิมองฉันอย่างถมึงทึงด้วยดวงตาซ่านสายเลือด

"เอาผ้าเปียกมาคลุมหน้าเพื่อหยุดลมหายใจ เป็นวิธีการทรมานด้วยน้ำที่เลื่องลือมาแต่โบราณไม่ใช่เรอะ!"
 
เอ๋~ ทรมานอะไรกันคะ!? ตายจริง เรย์กะไม่รู้เรื่องน่ากลัวแบบนั้นหรอกค่า~
 
"ปรักปรำอย่างร้ายกาจที่สุดนะคะ!"
"อย่ามาแก้ตัวนะ!"
 
ตายแล้ว พูดจากระโชกโฮกฮากจัง~! เรย์กะกลัวจังเลยค่า~

"ฉันจะทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะคะ"
"เมื่อกี้เล่นเอาฉันเกือบตายจริงๆ นะ!"

ขณะที่ฉันกำลังโศกสลดที่การกระทำด้วยเจตนาดีกลับถูกตีความเป็นการประสงค์ร้าย เอ็นโจก็เดินเข้ามาพอดี

"เอะอะไรกันอยู่น่ะ"
"แม่นี่เอาผ้าเช็ดหน้าเปียกมาวางแปะบนหน้าฉันที่กำลังหลับอยู่ คิดจะหยุดลมหายใจซึ่งๆ หน้าน่ะสิ"
"ไม่ใช่นะคะ ฉันคิดว่าหากท่านคาบุรากิเกิดอากาศแห้งระคายคอแล้วส่งผลให้เป็นหวัดไปจะไม่เป็นการดี จึงเพียงแต่ให้ความชุ่มชื้นเท่านั้น เป็นเจตนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจนะคะ ก็ท่านคาบุรากินอนอ้าปากอยู่นี่คะ"  

คาบุรากิที่โดนคอมเมนต์ว่าตัวเองนอนอ้าปากนิ่งอึ้งจนคำพูดไป

"ถ้าเป็นการป้องกันอากาศแห้ง ก็เอาผ้าเช็ดหน้าคลุมแค่ปากไม่ดีกว่าเหรอ"
"ขอโทษนะคะ พอดีว่ามือไม้หยิบจับไม่ค่อยถนัด..."

โชคร้ายที่มือฉันเป็นกีบของสัตว์กีบคู่น่ะค่ะ
 
"แสดงว่าคุณคิโชวอินปราศจากเจตนาร้ายโดยสิ้นเชิงสินะ"

ฉันตอบคำถามของผู้พิพากษาเอ็นโจไปว่า "แน่นอนค่ะ"
เอ็นโจพยักหน้า รอยยิ้มยังไม่สร่างซา
 
"ว่าแต่คุณคิโชวอินโดนมาซายะฝึกโหดขนาดนั้น ยังอุตส่าห์เป็นห่วงสุขภาพของมาซายะอีก ใจดีจังเลยนะ"
"ไม่หรอกค่ะ ไม่ถึงขั้นนั้น"
 
เอ็นโจยิ้มละไมจ้องมองฉันแน่วนิ่ง สายตานั่นดูจะรุกเร้าเข้าหาฉันทีละน้อยๆ

"ขอถามอีกครั้งนะ ทำไมเหรอ"

ฉันทอดสายตาไปแสนไกล เงยหน้าขึ้นมองแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา

"เพราะตะวันส่องแสงแผดจ้า..."
"กิลตี้"
"มีความผิดเห็นๆ"
 
อา ช่างอยุติธรรมอะไรเช่นนี้!

 

พอดีว่าฉันไม่ใช่คนนอก (*) ก็เลยส่งมอบเมล่อนที่ติดต่อให้ทางบ้านไปเอามาให้ทั้งสองคนเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากความผิด

"นี่เป็นเมล่อนของฝากจากฮอกไกโดค่ะ ถ้าไม่รังเกียจก็เชิญรับประทานนะคะ"

ทั้งสองคนบอกขอบคุณแล้วรับมา ได้เมล่อนกับเอ็นโจช่วยไกล่เกลี่ย คดีนี้จึงเป็นอันยอมความกันไป

"คุณคิโชวอิน ไปฮอกไกโดมาเหรอเนี่ย"
"ค่ะ เป็นทริปเล็กๆ ในฤดูร้อนกับเพื่อนน่ะค่ะ"

ได้ไปดูสัตว์น่ารักๆ ได้สูดอากาศธรรมชาติแสนสดชื่นจนเต็มปอด ได้ทานอะไรอร่อยๆ สนุกมากเลยล่ะ
การท่องเที่ยวเนี่ยไปกับพื่อนผู้หญิงที่สนิทสนมรู้ใจกันน่ะดีที่สุดแล้วละเนอะ
แม้จะแห้งผากไร้เรื่องโรแมนติคแสนวิเศษที่ปลายทางของการท่องเที่ยวอย่างที่เจอบ่อยๆ ในภาพยนตร์หรือนิยาย  แต่ฉันว่าฉันก็โชคดีที่มีเพื่อนผู้หญิงดีๆ นะ

"เพื่อนๆ ที่ว่า หมายถึงสมาชิกที่มักจะอยู่ด้วยกันกับคิโชวอินน่ะเรอะ"
"ค่ะ ใช่ค่ะ เพื่อนๆ ในซุยรัน พวกคุณคาซามิ เซริกะแล้วก็คุณอิมามุระ คิคุโนะ อ้อ ท่านฟุยุโกะที่เป็น Pivoine ก็ไปด้วยนะคะ"

เกินคาดนะที่คาบุรากิจำหน้าเพื่อนๆ ฉันได้ด้วย นึกว่าจะไม่สนใจความสัมพันธ์กับคนรอบข้างของฉันเสียอีก
แหม แต่ก็หมายความว่าตามปรกติในโรงเรียนฉันมักจะอยู่กับพวกเซริกะจังบ่อยขนาดนั้นละมั้ง ตามที่ซาโตมิว่า ขนาดมีนักเรียนส่วนหนึ่งแอบเรียกว่าคิโชวอิน เรย์กะและคณะสังคีตทั้งห้าเลยนี่นา  จะว่าไป กับพวกเซริกะจังก็คบหากันมาตั้งแต่ชั้นประถม เป็นเพื่อนกันมานานกว่าสิบปีเชียวนะ  
 
ถึงจะยังไม่ได้แสดงธาตุแท้ของฉันให้เห็น แต่ฉันก็คิดว่าพวกเซริกะจังเป็นเพื่อนพ้องคนสำคัญ  ถ้าเป็นไปได้ก็อยากสนิทสนมกันต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ

...เพียงแต่ฉันยังมีเรื่องอึดอัดไม่พอใจพวกเซริกะจังอยู่เรื่องหนึ่ง
ฉันว่าพวกเซริกะจังนี่ออกจะปิดกั้นตัวเองมากไปหน่อยนะ โดยเฉพาะกับพวกผู้ชายด้วยแล้ว
อย่างที่พูดไปหลายครั้ง  ฉันเห็นพวกเซริกะจังเป็นเพื่อนพ้องคนสำคัญ แล้วก็อยากสนิทสนมกันไปตลอดกาล แต่รู้กันแค่ตรงนี้นะ ที่โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนสหฯ แต่ที่ฉันไม่มีดวงความรักวิ่งเข้าหาเลย อาจมีสาเหตุมาจากเด็กพวกนั้นก็ได้...
เอ้า ก็พวกสาวๆ ที่ไม่มีแฟนมาจับกลุ่มกันเหนียวแน่นเที่ยวเล่นกันอยู่แต่ในกลุ่มพวกตัวเองเนี่ยจะไปเจอใครใหม่ๆ ก็ไม่ได้ หาแฟนก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ นี่แหละหมู่บ้านคานทองชัดๆ เลย
ถ้าฉันเป็นผู้ใหญ่บ้านคานทอง เซริกะจังกับคิคุโนะจังก็ต้องเป็นรองผู้ใหญ่บ้านคานทองแหงๆ
 
ตัวฉันเองก็มีเจตจำนงค์อยากขยายขอบเขตการคบหาไปยังหมู่บ้านอื่นๆ หรือจะพูดไปก็คืออยากย้ายสำมะโนครัวออกจากหมู่บ้านคานทองเหมือนกัน หากแต่เหล่ารองผู้ใหญ่บ้านผู้เข้มงวดไม่ยินยอม แต่ละคนพากันเฝ้ากวดขันอย่างระมัดระวังไม่ให้มีผู้หลบหนีออกจากหมู่บ้านเสริมสร้างการตอกตะปูปิดตายประหนึ่งปิดประเทศก็ไม่ปาน

ตอนที่ค้นพบว่าคุณซึรุฮานะมีเพื่อนๆ ผู้ชายที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์อยู่ พวกเซริกะจังยังตำหนิติเตียนปาร์ตี้จับคู่ว่าเป็นการเสื่อมเสียเป็นเสียงเดียวกันเลยนี่นา
นึกถึงความน่าสะพรึงในตอนนั้นแล้ว...
ในตอนนั้น ฉันเผลอคิดขึ้นมาแวบหนึ่งเลยนะ ...ว่ายัยพวกนี้ไม่ไหวแล้ว ออร่าสาวทึนทึกมันแรงเกินไป...
 
อ๊ะ! ไม่ได้นะ! จะคิดแบบนั้นกับเพื่อนไม่ได้! ฉันเป็นผู้หญิงที่ตั้งมั่นในมิตรภาพ! ถึงจะเป็นเพื่อนสาวทึกทึกก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา ถ้าเกิดวิกฤติขึ้นมาจริง ฉันก็เตรียมใจไว้แล้วว่าเมื่อเข้าสู่วัยชราจะตั้งหมู่บ้านคานทองสาวแก่อยู่ร่วมกันเป็นหมู่เหล่า! ชีวิตสุขสันต์ของเหล่าคนชราที่เคี้ยวลูกพลับหงับๆ พลางสุมหัวกันนินทาเหล่าวัยรุ่นที่พากันหลงระเริงกับความรัก!
 


จากนั้น พวกเราสามคนก็แวะไปคาเฟ่ด้วยกันเพื่อหาอะไรเบาๆ ทาน
ฉันสั่งแค่สลัด แต่ก็ยังต้องเบิกตากว้างกับจำนวนแคลอรี่ของน้ำสลัด

"มีอะไรเหรอ"
"แคลอรี่นี่กว่าจะเผาผลาญไปได้ต้องลำบากขนาดนั้นแท้ๆ แต่รับเข้าไปนี่ใช้เวลาพริบตาเดียวเองนะคะ..."

ตรงนี้ก็เป็นความอยุติธรรมของการไดเอ็ทอีกเช่นกัน...
 
"ว่าแต่ คิโชวอิน นี่เธอนั่งหลังงออยู่นะ ให้มันผึ่งผายหน่อย"
 
ก็อยากทำแบบนั้อนู่หรอก แต่มันล้าจนขยับร่างกายไม่ได้อย่างใจแล้วเจ้าค่า
ตอนขากลับ ฉันก็งอหลังรับคำสั่งของคาบุรากิที่ให้ "บันทึกอาหารที่กินเข้าไปวันนี้ทั้งหมดมาด้วยล่ะ" อย่างนอบน้อม ระหว่างทางขากลับหลังแยกจากทั้งคู่ ฉันก็เจอแผงดูดวงชะตาตั้งอยู่หน้าธนาคารที่ปิดทำการ

ขณะกำลังจะเดินผ่านไป หมอดูหญิงก็เงยหน้าพรวดเรียกฉันไว้

"คุณคนนั้นน่ะ มีวิญญาณหญิงชราสิงร่างคุณอยู่นะ!"

ไม่ใช่นะคะ นี่แค่อาการปวดกล้ามเนื้อจากการฝึกแบบสปาร์ตาสไตล์คาบุรากิค่ะ  

 

---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
วิธีการทรมานด้วยน้ำหรือ Waterboarding

(*) เป็นการล้อเลียนนวนิยายเรื่อง  "คนนอก" หรือ L'Etranger ของอัลแบร์ กามู นักเขียนชาวฝรั่งเศส เมื่อเมอโซ ตัวเอกถูกศาลไต่สวนว่าเหตุใดเขาจึงฆ่าคนอาหรับนั้น เมอโซก็ตอบเพียงว่า "เพราะตะวันส่องแสงแผดจ้า" ทำให้เขาถูกตัดสินประหาร เรื่องนี้มีตีพิมพ์ในไทยแล้ว ลองไปหาอ่านกันได้นะครับ

 




NEKOPOST.NET