[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 284 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.284 - ตอนที่ 284


284.


คาบุรากิกำลังจะมาที่นี่งั้นเรอะ!?

"งั้นหรือคะ ดิฉันคงจะเป็นตัวเกะกะ ขอตัวกลับก่อนนะคะ"

ฉันส่งยิ้มละไมให้

"คุณคิโชวอินไม่มีทางเป็นตัวเกะกะอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องเกรงใจอะไรไม่เข้าท่าเลย นั่งสบายๆ เถอะ"

เอ็นโจเองก็ยิ้มละไม
 
"ไม่หรอกค่ะ สหายสนิททั้งสองท่านคงมีอะไรอยากพูดจากันเป็นการส่วนตัว คนนอกขออำลาดีกว่าค่ะ"  
"อย่าพูดแบบนั้นซี่ เอ้า เค้กยังเหลืออยู่เลยนะ"
 
กะอีแค่เค้กชิ้นแค่นี้ ถ้าฉันเอาจริงห้าคำก็เกลี้ยงย่ะ
หากว่าก่อนฉันจะทันได้หยิบส้อม เอ็นโจก็ยื่นมืออกมาฉวยเอาส้อมบนจานเค้กไป! เร็วชะมัด!
ฉันตาค้างไปกับความว่องไว ทางเอ็นโจเผยยิ้มดำมืดพลางว่า

"ไม่ได้นะ คุณคิโชวอิน คิดจะหนีไปคนเดียวได้ยังไง ที่ได้เจอกันที่นี่ก็คงเป็นพรหมลิขิตอะไรบางอย่าง ถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้วนะ"
"...คนที่กำลังจะมาที่นี่ คือสหายสนิทของท่านเอ็นโจสินะคะ"
"นั่นสิเนอะ"

แล้วประโยคที่เห็นอีกฝ่ายเป็นตัวน่ารำคาญโดยสิ้นเชิงเมื่อกี้มันอะไรกันยะ
เอ็นโจหมุนส้อมในมือไปมาราวกับจะจงใจอวดรางวัลที่ชิงชัยมาได้

"นี่ คุณคิโชวอิน"
"อะไรคะ..."
"ผมน่ะรู้นะ คุณคิโชวอินเป็นคนที่ไม่กินเหลือใช่ไหม"
"อุ่ก..."

ใช่แล้ว ถึงจะไม่ถึงขนาดคาบุรากิ แต่พอคิดถึงความรู้สึกของคนทำ ฉันก็ทำใจทิ้งของกินที่ยกมาเสิร์ฟไม่ได้ เพราะงั้นถึงจะอึดอัดอยู่บ้างแต่ก็พยายามทานให้หมด โดยเฉพาะของกินที่ยกมาเสิร์ฟในร้านเล็กๆ ที่เจ้าของดูแลเองแบบนี้ ฉันจะรู้สึกผิดมากๆ เหลือทิ้งไว้ไม่ได้หรอก

ส่วนเอ็นโจที่มองออกทะลุปรุโปร่งถึงจุดอ่อนของฉัน จับจ้องมองส้อมพลางผุดสีหน้าแฝงแววเห็นใจอ่อนจาง

"งั้นถ้ายังกินเค้กไม่หมดก็คงกลับไม่ได้สินะ"
".........."
 
ร้ายกาจอะไรแบบนี้...ดำมืด ดำมืดเหลือเกิน
 ฉันตานิ่งเป็นจุดด้วยความขุ่นเคือง แต่เอ็นโจไม่ได้สะดุ้งสะเทือน กลับเอาส้อมตัวประกันจิ้มเค้กบนจานฉันแล้วว่า "เอ้า อย่าทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นซี่" แล้วตัดเค้กชิ้นเล็กขึ้นมา
 
"เอ้า ค่อยๆ ทานไปก็ได้นะ อ๊ะ ผมป้อนให้เอาไหม เอ้า คุณคิโชวอิน อ้าม~"
"ขอโทษนะค้า~ ขอส้อมอีกคันได้ไหมคะ"
 
ฉันโบกมือเรียกพนักงานร้าน เอ็นโจถลาฟุบลงกับโต๊ะหัวเราะก๊ากใหญ่

...มา "อ้าม~" อะไรกันยะ ดูถูกกันนักนะ! เพราะงี้แหละถึงได้เกลียดพวกประชากรหมู่บ้านมีรัก! ฉันโกรธที่ถูกแหย่จนเลือดขึ้นหน้า! เดี๋ยวปั๊ดเอาส้อมทิ่มกระหม่อมนั่นซะหรอก...!

ฉันเมินเอ็นโจที่ยังหัวเราะไม่เสร็จ ใช้ส้อมคันใหม่ที่ได้รับมาจิ้มเค้กช็อกโกแลตกินต่อไปเงียบๆ
 
"โกรธเหรอ"
"........."
"ขอโทษนะ ก็คุณคิโชวอินทำท่าจะเผ่นหนีไปคนเดียวนี่นา"
 
ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ ทำไมถึงได้พูดจาระคายหูกับเพื่อนสนิทนายนักล่ะ...

"ทำไมคนนอกอย่างฉันต้องเจออะไรแบบนี้..."
"คนนอกอะไรกัน พวกเราสามคนเป็นเพื่อนสมัยเด็กกันไม่ใช่เหรอ"  

เอ๋!? พวกเราเป็นเพื่อนสมัยเด็กกันเหรอ!?
...จะว่าไป เราก็รู้จักกันมาตั้งแต่เข้าเรียนชั้นประถมตอน 6 ขวบนี่นะ จะว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กก็ได้ แต่ดูจากความเป็นเพื่อนร่วมชั้นปีที่ยังเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันในปัจจุบัน ก็เลยไม่ให้ความรู้สึกของการเป็นเพื่อนสมัยเด็กเลย
เมื่อกี้เป็นคำพูดเปิดโลกใหม่เลยนะนี่

"แล้วก็ดูเหมือนมาซายะจะมีธุระกับคุณคิโชวอินด้วยนะ"
"...กับฉัน?"
"เห็นบอกว่าส่งเมล์หาคุณคิโชวอินแต่ยังไม่ได้คำตอบกลับ พอดีเลยแน่ะ"
"เมล์!?"

ฉันสะดุ้งกับคำพูดนั้น ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋า
...มาจริงๆ ด้วย เมล์จากคาบุรากิ

"เมล์มาหรือเปล่า"
"ค่ะ..."
"ธุระด่วนอะไรหรือเปล่า"
"เป็นเมล์เรื่องกับข้าวในข้าวกล่องของวันนี้น่ะค่ะ"
"...แค่เนี้ยเหรอ?"
"เห็นว่าเมนูวันนี้เป็นแกงกะหรี่ค่ะ"
 
ส่วนไหนของเมล์นี้เป็นธุระด่วนไม่ทราบ
เอ็นโจวางส้อมคืนลงบนจานของฉันเงียบๆ ด้วยสายตาราวกับมองสิ่งน่าเวทนา...
 
"ท่านเอ็นโจ รู้วิธีตั้งเครื่องให้ปฎิเสธการรับสายหรือเปล่าคะ"
"พอเข้าใจความรู้สึกนะ แต่คิดว่าต่อต้านไปก็เสียแรงเปล่า"
"ฉันคิดว่าการแสดงเจตจำนงค์ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันนะคะ"
"อื~ม"

 ทำเป็นปากดีไปงั้นแหละ ความจริงคนใจกระจ้อยอย่างฉันมันไม่กล้าตั้งปฎิเสธไม่รับสายจากคาบุรากิหรอก  การต่อต้านที่ฉันทำได้อย่างมากก็แค่แสร้งทำเป็นว่าคลื่นไม่ดี เลยตอบช้าหน่อยเท่านั้นแหละ
 
"ท่านคาบุรากิจะมาทำอะไรคะ..."
"พอรู้ว่าพวกเราอยู่ด้วยกัน ตัวเองเลยอยากมาบ้างละมั้ง"
 
คือจะบอกว่าไม่อยากเป็นคนนอกอยู่คนเดียวว่างั้นเหอะ ตานี่ขี้เหงาจริงๆ
 
"กระเป๋าคุณคิโชวอินมีข้าวของใส่อยู่เยอะแยะ ท่าจะหนักนะ"
 
เอ็นโจว่าพลางชี้นิ้วไปยังกระเป๋าของฉันที่วางอยู่ข้างๆ

"นั่นสินะคะ พอดีมีพวกชีทตำราเรียนของที่เรียนพิเศษใส่อยู่น่ะค่ะ"
"อ้อ งั้นเหรอ วันนี้เพิ่งกลับจากโรงเรียนสอนพิเศษสินะ"
"ค่ะ"
 
เอ็นโจทำท่าสนใจ ฉันเลยเอาชีทขึ้นมาให้ดู

"หืม เจาะลึกละเอียดเหมือนกันนะนี่"
"ใช่แล้วละค่ะ อย่างวันนี้ฉันลองทำตรงนี้ดูแต่ยากจัง... กลับไปคงต้องไปทบทวนแล้ว"
"อ้อ ตรงนี้น่ะ..."
 
ว่าแล้วเอ็นโจก็ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจง่ายๆ แบบนี้นี่เอง~
 
"งั้นเพิ่มเติมนิดนะคะ ท่านเอ็นโจ ทางนี้ล่ะคะ"
"ตรงไหนนะ"
 
ฉันหยิบปากกาออกมา ให้เอ็นโจช่วยแก้โจทย์ข้อที่ไม่เข้าใจ แล้วเสียงประตูเปิดก็ดังขึ้น

"เหมือนจะมาแล้วนะ"
"เอ๋"

พอเหลียวกลับไปก็เห็นคาบุรากิเดินตรงรี่เข้ามา มาถึงแล้วเรอะ
ฉันลงมือเก็บชีทที่วางกองอยู่บนโต๊ะ

"เร็วนี่ อยู่แถวๆ นี้เหรอ"  

เอ็นโจยกมือขึ้นเบาๆ แทนคำทักทาย แล้วเขยิบเว้นที่ว่างข้างตัวเองให้คาบุรากินั่งลง

"กำลังนั่งรถอยู่พอดีน่ะ"

ว่าแล้วคาบุรากิก็ส่งสายตามาทางฉัน

"สวัสดีค่ะ..."

ฉันรู้สึกผิดหน่อยๆ ที่ตัวเองมาเข้าๆ ออกๆ ร้านโปรดของคาบุรากิโดยไม่ได้บอกกล่าว เสียงเลยแผ่วลงไป บางคนก็ซีเรียสเรื่องพวกนี้เหมือนกันนะ...

"เอ่อ กาแฟร้านนี้ที่ท่านคาบุรากิแนะนำมาเมื่อวันก่อน ฉันเองก็ถูกใจเหมือนกัน..."
"งั้นหรือ"

คาบุรากิพยักหน้ารับง่ายๆ กับคำแก้ตัวของฉัน ก่อนจะสั่งกาแฟบ้าง

"ว่าแต่ ถ้ามีเวลามานั่งดื่มกาแฟเรื่อยเฉื่อย ก็รีบๆ ตอบเมล์ฉันซี่"
 
เห็นทางนี้เป็นปัญหามากกว่าหรอกเรอะ คาบุรากิเอ๊ย

"ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้สังเกตเห็นสัญญาณเข้าได้ตลอดเวลาหรอกนะคะ"  
 
แล้วให้ตอบกลับเมล์บอกเล่าเมนูข้าวกล่องเนี่ย อย่างมากก็ได้แค่ "อ้อ เหรอคะ" แค่นั้นแหละย่ะ
เอ็นโจช่วยหนุนฉันอีกแรงว่า "นั่นสิเนอะ" คาบุรากิเลยทำหน้าบูดอีก เฮ้อ~....
ช่วยไม่ได้นะ ฉันเลยชวนคุยจากหัวข้อเมล์ "เห็นว่าเมนูวันนี้เป็นแกงกะหรี่หรือคะ"
พอมีคนเปิด คาบุรากิก็ว่า "ใช่แล้ว!" เริ่มบอกเล่าเหตุการณ์ในวันนี้

"พอเปิดฝาข้าวกล่องของวันนี้ออกมา ข้างในก็มีแต่ข้าวขาวอัดแน่นอยู่ราบเรียบไม่มีร่องรอยของกับข้าวอื่นๆ ตอนแรกฉันคิดว่าทาคามิจิลืมข้าวกล่องที่ใส่กับข้าวอื่นไว้ที่บ้านเสียอีก แต่ที่จริงแล้วใต้ข้าวขาวนั่นกลับมีแกงกะหรี่ซ่อนอยู่"
"เห แหวกแนวดีนะ"
"ถ้าเป็นดรายคาเร่ (แกงกะหรี่ผัดแห้ง) ยังพอเข้าใจได้นะคะ"
 
คาบุรากิยิ่งได้ใจกับปฎิกริยาของพวกเรา ผงกศีรษะเป็นเชิงรับรอง

"ที่โรงเรียนสอนพิเศษไม่มีโรงอาหาร แต่มีไมโครเวฟ พวกนักเรียนที่เอาอาหารจากบ้านมาอุ่นได้ พอทาคามิจิเอาข้าวกล่องเข้าไปอุ่นได้ซักพัก กลิ่นแกงกะหรี่ก็ลอยอวลมา ตรงนั้นฉันถึงเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่ามีแกงกะหรี่ซ่อนอยู่ข้างใต้"
 
เอาข้าวกับแกงกะหรี่ใส่รวมในภาชนะเดียวกันหอบมาถึงโรงเรียนนี่ เป็นไอเดียที่กล้าหาญไม่น้อยเลยนะ วาคาบะจัง

"ถ้าเป็นข้าวกล่องสำหรับสองคน แล้วยังต้องแบ่งกับข้าวมาแยกใส่ในกล่องอื่น สัมภาระจะเพิ่มขึ้น เลยหาทางดัดแปลงกระมังคะ"
"อ้อ แบบนี้นี่เอง"

พอได้ฟังคำพูดของฉัน เอ็นโจก็แสดงความเข้าใจในพฤติกรรมของวาคาบะจัง
คาบุรากิว่า

"ทาคามิจิมีอะไรให้ตกใจอยู่เสมอ"  

ท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องหนักเข้าไปอีก

"แล้วแกงกะหรี่นั่นอร่อยหรือเปล่า"
"แน่นอนอยู่แล้ว รสชาติต่างกับแกงที่ฉันทานตามปกตินิดหน่อย แต่ก็อร่อยดี"  
 
แน่นอนอยู่แล้วล่า แกงกะหรี่บ้านวาคาบะจังน่ะเป็นรสชาติความอร่อยแบบครอบครัวนะ

"ก็ดีแล้วนี่ แล้วไงต่อ? ได้สัญญาว่าครั้งหน้าไปต่อกันที่ร้านแกงกะหรี่หรือเปล่า"
"เอ๋"
"เอ๋"
 
จู่ๆ พูดเรื่องอะไรคะ
เอ็นโจส่งสายตาแสดงความอ่อนใจให้ฉันกับคาบุรากิที่แสดงปฎิกริยาแบบเดียวกัน

"การที่เขาอุตส่าห์เอาแกงกะหรี่มาเป็นข้าวกล่อง ก็แปลว่าน่าจะชอบแกงกะหรี่ไม่ใช่เหรอ เป็นโอกาสให้ออกปากชวนว่ารู้จักร้านแกงกะหรี่อร่อยๆ ไว้ครั้งหน้าไปด้วยกันได้นี่นา"
 
มีวิธีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย... ช่างเป็นคำชวนที่เป็นธรรมชาติอะไรอย่างนี้ แล้วฉันก็มั่นใจแล้วว่าหมอนี่ไม่ใช่คนของหมู่บ้านเราแน่ๆ
คาบุรากิกอดอกเอนหลังพิงโซฟา
 
"ไว้ครั้งหน้าจะลองชวนไปทานแกงกะหรี่ มีไอเดียอื่นๆ อีกไหม คิโชวอิน"
"เอ๋ ฉันเหรอ!?"
 
ถึงจะถามหาไอเดียก็เหอะ เค้นไม่ออกแล้วนะ
 
"ถูกต้อง ไม่มีไอเดียอะไรที่จะช่วยกระชับระยะห่างเร็วๆ บ้างหรือไง ฉันมีกำหนดการต้องไปต่างประเทศในอีกไม่นาน จะไม่ได้เจอกันหลายวัน"
"อื~ม นั่นสินะคะ... งั้นลองเทคนิคมิเรอร์ ( Mirroring Effect) ดูเป็นไงคะ"  

เทคนิคมิเรอร์ก็คือการเลียนแบบกิริยาท่าทางของอีกฝ่าย เป็นเทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับเราได้ง่าย

"อ้อ ไอ้นั่นน่ะเรอะ ที่พออีกฝ่ายแตะผมเราก็แตะบ้าง ถ้าเขากอดอกเราก็กอดอกบ้าง หรือไม่ก็กินของแบบเดียวกัน..."
"ค่ะ นั่นแหละค่ะ"
"เทคนิคนั่นออกมาในนิยายเรื่องศาสตราจารย์เมระ (*) ด้วยนี่นา ใช้เทคนิคมิเรอร์ในการควบคุมจิตใจมนุษย์แล้วสังหาร มาซายะ เตรียมตุ๊กตาคุณทาคามิจิขนาดเท่าตัวจริงไว้ด้วยนะ"  
"อย่าเชียวนะคะ!"

เอ็นโจ นายนี่มันจะดำมืดไปถึงไหนกันนะ ไม่มีไอเดียอะไรสดใสกว่านี้เหรอ!?

"พวกนายคิดจะให้ฉันทำอะไรกันแน่..."
"ฉันบริสุทธิ์นะคะ!"
"ใช่แล้ว พวกเราเป็นผู้บริสุทธิ์นะ เนอะ คุณคิโชวอิน"
"กรุณาอย่าเหมาเอาท่านเอ็นโจกับฉันเป็นพวกเดียวกันด้วยค่ะ"
"เย็นชาจังน้า พวกเราเป็นพรรคพวกที่ลงเรือลำเดียวกันไม่ใช่เหรอ"
"คิดไปเองนะคะ!"
 
ใครจะยอมลงเรือลำเดียวกับเอ็นโจกันล่ะยะ!

"ว่าแต่ฉันสงสัยมานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มเรียนพิเศษภาคปิดเทอมฤดูร้อน ท่านคาบุรากิก็ให้คุณทาคามิจิทำข้าวกล่องมาให้ตลอดเลยใช่ไหมคะ"
"อา แล้วทำไมเรอะ"  
 
คนที่ไปเที่ยวบ้านวาคาบะจังทีไรก็ได้รับเลี้ยงตลอดอย่างฉันพูดแบบนี้ก็กระไรอยู่ แต่ฝุ่นน่ะสะสมกันมากเข้าก็กลายเป็นภูเขา  ถ้าให้เขาทำข้าวกล่องให้ทุกวัน ก็เท่ากับว่าบ้านทาคามิจิต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนค่าอาหารเพิ่มขึ้นน่ะสิ
พอพูดอะไรทำนองนั้นไป คาบุรากิก็มีสีหน้ายุ่งยากใจ

"ควรจ่ายค่าอาหารหรือเปล่า"
"จะให้เป็นเงินสดตรงๆ ก็ออกจะ..."
 
เป็นเด็กม.ปลายมาคุยกันเรื่องเงินๆ ทองๆ มันก็ยังไงอยู่นะ แล้วถ้าจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินสด การทำข้าวกล่องก็จะกลายเป็นงานไป แทนที่จะกระชับช่องว่างดันกลายเป็นถ่างออกเสียนี่

"งั้นจะให้ทำไง"
"คงไม่อยากอำลาจากข้าวกล่องใช่ไหมล่ะคะ"
 
คาบุรากินิ่งเงียบ ก็คงงั้นละน้า
 
"งั้นลองให้ของตอบแทนเป็นไงคะ"

ที่บ้านฉันก็เหมือนกัน บ้านคาบุรากิช่วงนี้คงมีของกินดีๆ ส่งมาจากแต่ละท้องถิ่นเป็นของกำนัลตามฤดูกาล เอาวัตถุดิบจำพวกเนื้อดีๆ ไปให้เขาเป็นการตอบแทนเป็นไง

"ไม่ต้องลงทุนซื้อของใหม่มาก็ได้ ถ้าเอาของที่มีในบ้านอยู่แล้วให้เขา คุณทาคามิจิก็น่าจะไม่ต้องเกรงใจมากนัก ยอมรับได้ง่ายกว่านะคะ"
"ก็จริงนะ จะลองดูก็แล้วกัน"

แล้วเอ็นโจที่นั่งฟังบทสนทนาของพวกเรามาโดยตลอดก็แทรกเข้ามาว่า "นี่"

"ฟังเรื่องเมื่อกี้แล้วผมก็คิดขึ้นได้ ถ้าจะตอบแทนคุณทาคามิจิที่ทำข้าวกล่องมาให้ พวกเราเองก็ได้คุณคิโชวอินช่วยดูแลอยู่หลายเรื่อง แต่ก็แทบไม่ได้ตอบแทนอะไรคุณคิโชวอินเลยไม่ใช่เหรอ"
"เอ๋"
 
จู่ๆ พูดอะไรออกมาน่ะ...!?
 
"ตอบแทนคิโชวอินงั้นหรือ..."
 
คาบุรากิครุ่นคิด
 
"แหม ไม่ต้องทำอะไรตอบแทนก็ได้นะคะ"
 
ฉันรีบลนลานปฎิเสธ
 
"ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก"
"ไม่ต้องๆ ไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ"
 
ถ้าจะให้พูด ไม่ลากฉันเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายนี่แหละคือการตอบแทนที่ดีที่สุดล่ะ
พอฉันปฎิเสธอย่างดื้อด้าน เอ็นโจก็ว่า "เหรอ งั้นถ้ามีอะไรให้พวกเราช่วยก็บอกได้ทุกเมื่อนะ" ยอมถอยไปในที่สุด
จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันเลือกวัตถุดิบที่จะนำไปให้วาคาบะจังเป็นการตอบแทน รับฟังเรื่องตลาดอาซากาโอะของคาบุรากิอีกรอบ
 
"พูดถึงตลาดอาซากาโอะ ตกลงคุณคิโชวอินได้ไปตลาดนั่นด้วยหรือเปล่า"
"ค่ะ ก็นะ..."
"อะไรกัน เธอก็มาด้วยเรอะ"
"เปล่าค่ะ ที่ฉันไปเป็นคนละตลาดกัน..."
 
ฉันไม่อยากโดนถามว่าไปตลาดอาซากาโอะกับใคร เลยว่า "ดื่มกาแฟเสร็จแล้ว กลับกันเถอะค่ะ" แล้วคว้ากระเป๋าขึ้น
 
"ผมจ่ายส่วนของคุณคิโชวอินเองนะ"  
 
ก่อนฉันจะได้เอื้อมไปหยิบสลิป เอ็นโจก็ลุกขึ้นคว้าไปก่อน
 
"แต่ว่า..."
"ผมเป็นคนฝืนรั้งไว้เองนี่นา"
 
ฉันตอบรับ  "ขอบคุณที่เลี้ยงนะคะ"
พอตามเอ็นโจที่ชำระเงินเสร็จออกไปหน้าร้าน บนฟ้าก็ปรากฎดวงดาวระยิบระยับ ฉันเผลอมองจนเคลิบเคลิ้ม ขาเลยก้าวพลาดตรงขั้นบันได

"อันตรา... โอ๊ย!"
 
คาบุรากิที่ยืนอยู่ข้างหลังคว้าแขนฉันที่ลื่นพรืดช่วยประคองไว้ได้ทัน หากจังหวะนั้นฉันก็เผลอเหยียบเท้าคาบุรากิเข้าเต็มเปา
 
"หวา ขอโทษค่ะ!"
"เจ็บนะ...ยัยขาหมูเอ๊ย!"
"ขะ ขาหมู!?"
 
ฉันอึ้งจนพูดไม่ออก เอ็นโจปรามคาบุรากิแทนว่า "ขาคุณคิโชวอินไม่ได้อ้วนซักหน่อย พูดแบบนั้นกับผู้หญิงเสียมารยาทนะ" แต่คาบุรากิที่ดูจะเจ็บเท้าที่โดนเหยียบสุดแสนไม่มีทีท่าจะยอมขอโทษ

"ไม่อยากเชื่อเลย...กล้าพูดอะไรร้ายกาจแบบนั้นกับเด็กผู้หญิง เมื่อก่อนฉันก็เคยบอกอยู่หลายครั้งแล้วใช่ไหมคะ ท่านคาบุรากิน่ะขาดความใส่ใจ สามัญสำนึก แล้วก็ความละเอียดอ่อน! ท่านคาบุรากิไม่มีเศษเสี้ยวของความละเอียดอ่อนอยู่เลยหรือไงคะ!"
"คิโชวอิน ที่ผ่านมานี่ฉันเกรงใจหรอกนะถึงได้เงียบไว้ นี่เธอ อ้วนกว่าเมื่อก่อนอีกนะ"
"อ๊ะ..."

ตรงหน้าฉันมืดมิดขึ้นมากะทันหัน

"มาซายะ! เรื่องนั้นไม่จริงหรอก คุณคิโชวอิน ตอนนี้คุณคิโชวอินก็ผอมอยู่แล้วนะ"
 
เอ็นโจส่งเสียงเรียกฉันที่ช็อกจัดจนเอ็กซ์โตพลาสซึ่มลอยออกจากปากอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ถ้อยคำเหล่านั้นไม่เข้าหูเลย อา ตาจะเหลือกขาวแล้วเจ้าค่า  
ความจริงฉันก็หนักขึ้นกว่าเดิมซัก 2, 3 กิโลได้... อุตส่าห์คิดว่ารูปร่างภายนอกไม่เปลี่ยนแท้ๆ แต่ดูเหมือนรอบข้าง โดยเฉพาะคาบุรากิจะรู้เข้าแล้วนะ...
 
"...เป็นเพราะท่านคาบุรากิไม่ใช่เหรอคะ"
"หา?"
 
ฉันถลึงตาจ้องคาบุรากิ
 
"เพราะท่านคาบุรากิเที่ยวลากฉันไปร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านโอโคโนมิยากินั่นแหละค่ะ ฉันถึงได้กินเกินขนาด! แล้วยังกล้ามาพูด..."
"เดี๋ยวนะ คิโชวอิน ถ้ากินแล้วออกกำลังกายก็ไม่อ้วนหรอกนะ เธอน่ะไม่ได้ออกกำลังกายเลยใช่ไหมล่ะ"
"ท่านคาบุรากิทราบเรื่องนั้นได้ยังไงคะ"
"ดูก็รู้แล้ว แล้วต้นแขนเธอที่ฉันคว้าเมื่อกี้ก็ไม่มีกล้ามเนื้อเลย เป็นหลักฐานแห่งการขาดการออกกำลังกายไงล่ะ"

ฉันรีบกอดต้นแขนสองข้างที่โผล่ออกจากชุดวันพีซแขนกุดซ่อนไว้ทันที

"เธอเข้าร่วมโปรแกรมไดเอ็ทของแม่ฉันบ่อยๆ แต่ความคิดว่าจะผอมได้ด้วยการอดอาหารหรือคอร์สเอสเต้โดยไม่ได้ออกกำลังกาย อยากผอมแบบสบายๆ น่ะมันง่ายไปแล้ว"
 
เอ๋ ทายาทผู้สืบทอดกิจการที่ทำธุรกิจแนวนี้พูดแบบนี้จะดีเหรอ
 
"เมื่อก่อนก็เห็นวอล์กกิ้งอยู่ไม่ใช่เรอะ ยังทำอยู่หรือเปล่า"
"ตอนนี้อยู่ระหว่างหยุดพักนิดหน่อย..."
 
ไม่ใช่วอล์กกิ้งย่ะ จ็อกกิ้งต่างหาก ช่วงที่หนาวๆ ฉันขอหยุดชั่วคราวจนกว่าอากาศจะอุ่นขึ้น แล้วก็เลยลากยาวมาถึงทุกวันนี้นี่แหละ.... คุณมิฮาระบอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่โค้ชจ๊อกกิ้งให้ฉันยังส่งสายตาคล้ายอยากพูดอะไรเป็นบางครั้ง กระอักกระอ่วนน่าดู... จะว่าไป ช่วงที่ตั้งใจจ๊อกกิ้งก็เหมือนจะกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
 
"ดีล่ะ ตกลงใจแล้ว"
 
เอ๋ อะไรคะ
 
"ฉันจะช่วยเธอไดเอ็ทเอง"
"หา!?"
 
พูดอะไรของนายน่ะ!?
 
"เมื่อกี้ชูสุเกะก็พูดอยู่นี่ ว่าควรจะตอบแทนอะไรคิโชวอินบ้าง ฉันจะช่วยให้เธอผอมเอง!"
"เอ๋-----!"
"เอาเป็นว่าไว้กลับมาจากต่างประเทศแล้วเจอกัน"
 
เอ๋ เอ๋ อย่าพูดเองเออเองได้ป่ะ!
 
"ยิมของบ้านเรามีแต่เครื่องเล่นใหม่ล่าสุดพร้อมสรรพ คาดหวังไว้ได้เลย"
 
ไม่ได้ขอเลยเห้อ---!
คราวนี้ฉันตาเหลือกขาวจริงๆ ล่ะ

---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
ข้าวกล่องแกงกะหรี่ผัดแห้ง (ดรายคาเร่)

(*) ศาสตราจารย์เมระ (目羅博士) เรื่องสั้นสยองขวัญ+ปริศนาโดยเอโดงาวะ รัมโป  

ปรกติฉากคว้าแขนประคองกันตรงขั้นบันไดตามขนบโชโจมันต้องโดขิๆ ไม่ใช่เหรอ ทำไมนางเอกเรื่องนี้โดนด่าว่าอีอ้วนฟระ คาบุรากิเอ๊ยยยยยยยยยยย!




NEKOPOST.NET