[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 276 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.276 - ตอนที่ 276


276.


ว่าแล้วเชียว...
ผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังฉันที่หันขวับไปอย่างรวดเร็ว คือเอ็นโจที่ยืนเอียงคอน้อยๆ ยิ้มแย้มอยู่นั่นเอง

"อย่าเที่ยวดูมือถือคนอื่นเขาโดยพลการสิคะ!" 

ฉันใช้สองมือกุมมือถือซ่อนไว้ถลึงตาจ้องมองเอ็นโจ

"ขอโทษนะ พอดีสงสัยว่าหยุดยืนทำอะไรอยู่น้า แล้วก็เผอิญเห็นเข้าน่ะ"

เอ็นโจขอโทษขอโพยอย่างรู้สึกผิด
ทำเป็นพูดเหมือนเห็นเข้าโดยบังเอิญ แต่ความจริงตั้งใจส่องชัวร์ๆ อีตาเจ้าเล่ห์นี่ไม่มีทางทำอะไรโดยบังเอิญหรอก แต่ว่า...
เอ็นโจว่า "ยกโทษให้ผมได้ไหมนะ" พลางผุดสีหน้าโศกเศร้าระคนลำบากใจ อุ....
แบบนี้ขืนคนอื่นมาเห็นเข้า มีหวังมองว่าท่านเอ็นโจคนนั้นสำนึกผิดกล่าวขอโทษแล้ว แต่ฉันมันใจคอคับแคบไม่ยอมยกโทษให้ กลายเป็นคนเลวไปเสียนี่ แผนสูงอะไรแบบนี้!
ฉันยอมพ่ายแพ้ให้สายตาคนนอก
 
"ครั้งหน้าก็ระวังด้วยนะคะ..."
"ขอบใจนะ"  
 
เอ็นโจคลี่ยิ้มบาง 
พอยิ้มแล้วก็ดูคล้ายยูกิโนะคุงเทวดาน้อยผู้เป็นน้องชายขึ้นมาหน่อยๆ  แต่ตรงนี้แหละที่น่าโมโหอีก... ตัวเองเป็นเทวดาตกสวรรค์แท้ๆ 
ฉันปรับอารมณ์เก็บมือถือเข้ากระเป๋าไป เตรียมจะเดินหน้าไปเลือกอาหารตามที่ตั้งใจไว้ตอนแรก แต่ไม่รู้ทำไมเอ็นโจถึงไม่ยอมขยับไปไหน
ฉันทำหน้าปั้นยากเหลียวกลับไปอีกครั้ง

"ช่วยอย่ามายืนข้างหลังฉันได้ไหมคะ รู้สึกสงบใจไม่ค่อยได้น่ะค่ะ"
"อ้าว คุณคิโชวอิน เปลี่ยนจ็อบจากสปายไปเป็นนักฆ่าแล้วเหรอ"
"ไม่ใช่นะคะ" 

ท่าทางอ่อนน้อมตะกี้หายไปไหนแล้วล่ะยะ
แล้วความสะพรึงกลัวที่เอ็นโจปักหมุดไปแล้วว่าฉันเป็นสปายโดยสมบูรณ์นี่มัน...

"ฉันไม่ชอบให้ใครมายืนอยู่ข้างหลังน่ะค่ะ กลัวจะโดนเอาหมากฝรั่งมาป้ายผม"
"ไปได้ความคิดแบบนั้นมาจากไหนน่ะ"  

มันเหมือนเปิดช่องว่างให้ใครเห็นน่ะสิ ไม่เอาด้วยหรอก ด้านหลังเนี่ยตัวเองมองไปไม่เห็น ถึงเสื้อผ้าจะมีรอยยับหรือผมยุ่ง มีอะไรไม่เรียบร้อยก็ยากจะสังเกตเห็น
แต่เอ็นโจก็ยอมรับฟังคำปรารถนาของฉันอย่างว่าง่าย เขยิบจากด้านหลังมายืนข้างๆ ฉัน เอ๋ ยังอยู่อีกเรอะ
...อย่าไปใส่ใจเอ็นโจเลยเหอะ ฉันท้องหิวอยู่นะ ลังเลว่าจะเอาเป็นอาหารญี่ปุ่นหรืออาหารฝรั่งดี แต่รู้สึกอยากกินข้าว ตรงนี้เอาเป็นซูชิดีกว่านะ อิคุระนี่ทิ้งไม่ได้อยู่แล้ว ฉันเลือกหยิบเอาซูชิที่ตัวเองอยากกินหลายชิ้นมาจากมุมซูชิ ก่อนจะมีเสียงถาม
 
"แล้วคุณคิโชวอินจะไปตลาดอาซากาโอะเหรอ"

จำได้ด้วยเรอะ

"...นั่นสินะคะ นี่ก็ฤดูร้อนแล้ว นึกอยากได้ไม้กระถางอาซากาโอะขึ้นมาน่ะค่ะ"
"สุนทรีย์ดีจังนะ" 
 
เอ็นโจว่าอย่างประทับใจ ตรงนี้จะรับว่าเป็นคำชมดีๆ ได้ไหมนะ... พออีกฝ่ายเป็นเอ็นโจจอมเจ้าเล่ห์แล้ว ฉันก็มักจะเผลอตั้งท่าควานหาเบื้องหลังทุกทีไปสิน่า 
 
"แล้วเทศกาลตลาดอาซากาโอะที่ว่านั่นจัดขึ้นที่ไหนล่ะ"
"พอลองเสิร์ชหาดูก็เห็นว่าส่วนมากจะจัดกันเสร็จไปแล้วน่ะค่ะ..."
 
ถ้านึกออกเร็วกว่านี้ก็คงไปทันเวลาแล้ว ประมาทไปจริงๆ! 

"งั้นเหรอ น่าเสียดายจังนะ แต่ถ้าอยากได้ดอกอาซากาโอะก็โทรสั่งมา หรือไปที่ร้านดอกไม้ก็ได้นี่นา"

แบบนั้นก็ไม่มีความหมายน่ะสิ ที่ฉันอยากไปตลาดอาซากาโอะเพราะหมายตาอาหารร้านแผงลอยไว้หรอกนะ ตรงหน้าร้านดอกไม้ในเมืองไม่มีร้านแผงลอยมาออกร้านนี่นา 
 
"ถ้าไม่มีตลาดอาซากาโอะ ไปตลาดโฮซึกิแทนก็ได้ค่ะ..."
"ตลาดโฮซึกิ ไหนว่าอยากได้ดอกอาซากาโอะไม่ใช่เหรอ"
"เอ่อ..."
 
พลาดโดนแทงใจดำเข้าแล้วไง หัวฉันหมุนเร็วจี๋ควานหาข้อแก้ตัวอย่างด่วนๆ

"อยากได้ไม้กระถางที่ให้บรรยากาศฤดูร้อนน่ะค่ะ พูดถึงไม้กระถางฤดูร้อนก็ต้องเป็นอาซากาโอะไม่ก็โฮซึกิใช่ไหมคะ"
"หื~ม ไม้กระถางที่ให้บรรยากาศฤดูร้อนนะ" 
 
ฟังดูแถไปป่ะเนี่ย...? อาซากาโอะยังพอว่า แต่โฮซึกิเนี่ยไม่เชิงเป็นฤดูร้อน แต่ให้อิมเมจของโอบ้งมากกว่าละมั้ง!? 
ฉันถือจานซูชิสาวเท้าเร็วๆ ทิ้งระยะห่างราวกับจะหนีจากสายตาล้วงลึกของเอ็นโจ แต่เสียเปรียบตรงที่ขาสั้นทำให้อีกฝ่ายไล่ตามมาทันอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเอ็นโจก็เอียงหน้ามาตรงหน้าฉัน ดวงตาฉายประกายเริงรื่น 
 
"รู้แล้วล่ะ คุณคิโชวอินไม่ได้อยากได้ดอกอาซากาโอะหรือโฮซึกิหรอก แค่อยากไปตลาดนั่นเฉยๆ ใช่ไหมล่ะ"
 
ถูกเผง!!
ฉันเผลอเบิกตาโพลง เอ็นโจที่อ่านสีหน้าฉันออกกระจ่างพยักหน้าด้วยท่าทีเข้าอกเข้าใจว่า "แบบนี้นี่เอง~" 

"ทำไมถึงอยากไปตลาดนั่นเหรอ" 
 
ให้ตายก็บอกไปไม่ได้ว่าอยากไปซื้อของกินร้านแผงลอย มีหวังได้ถูกมองว่าอีนี่โคตรตะกละแหงๆ 

"...ทำไมน่ะหรือคะ ก็แค่อยากลองไปดูเฉยๆ..."
"หืม งี้นี่เอง... คุณคิโชวอินนี่ช่างมีความอยากรู้อยากเห็นมากมายจังนะ"

อยากรู้อยากเห็นมากมาย?
 
"เช่นนั้นหรือคะ"
"ก็รู้จักสถานที่หลายแห่งละเอียดเลยไม่ใช่เหรอ รู้จักสถานที่หลายแห่งที่มาซายะกับผมยังไม่เคยไปเยอะแยะด้วยนะ" 
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ..."
"ถึงขนาดนั้นแหละ" 
 
ชักไม่ค่อยเข้าทีแล้วไง...
สถานที่ฉันรู้จักแต่เอ็นโจกับคาบุรากิไม่เคยไป ส่วนมากก็มีแต่จังค์ฟู้ดกับร้านอาหารเกรด B ทั้งนั้น จะจินตนาการจากตลาดอาซากาโอะไปถึงงานเทศกาลจนรู้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของฉันเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น?! 
ฉันทำหน้า อ๊ะ ไม่ได้การล่ะ เพื่อเบี่ยงประเด็น แล้วเร่งฝีเท้าเดินกลับไปหาท่านซาราระและท่านฟุยุโกะที่ตักอาหารกลับไปที่นั่งแล้วพลางว่า "ขอโทษด้วยนะคะที่ปล่อยให้รอ"  
 
"ไม่หรอกค่ะ ฉันเองก็เพิ่งกลับมาเหมือนกัน ตอนแรกก็ตั้งใจจะทักท่านเรย์กะ แต่เห็นว่าคุยอยู่กับท่านเอ็นโจเลยเกรงใจน่ะค่ะ" 

ตรงนั้นไม่ต้องเกรงใจทักมาเลยก็ได้นะ เอาจริงๆ
ว่าแล้วก็...

"ผมขอนั่งด้วยได้ไหมนะ" 

เอ็นโจตามมานั่งโต๊ะเดียวกันราวกับเป็นธรรมดา สีหน้าอ่อนโยนนั้นไม่เปิดช่องว่างให้คำปฎิเสธแม้แต่น้อย
เอ๋~ ไปนั่งที่อื่นไป๊ ตรงนี่เป็นที่นั่งผู้หญิงสามคนเขานั่งด้วยกันนะ หัดเกรงใจซะบ้างซี่ แต่แม้ฉันจะไม่พอใจยังไง
 
"ครั้งหน้าเห็นว่าละครเวทีของนักเขียนที่คุณโนเซ็นโปรดปรานจะมาแสดงที่ญี่ปุ่นด้วยนี่นะ"
"ค่ะ ฉันตั้งหน้ารอตั้งแต่ตอนนี้แล้ว ท่านเอ็นโจจะไปชมด้วยหรือคะ"
"ถ้ามีเวลาก็คิดว่าอยากไปนะ นักแสดงที่ผมชอบออกแสดงด้วย แต่เห็นว่าละครเวทีคราวนี้มีการตีความที่แตกต่างไปจากต้นฉบับมากทีเดียวนะ จะดีเหรอ"
"เวลาไปดูละครเวทีฉันก็ทำใจแล้วละค่ะ คิดเสียว่าเป็นความเพลิดเพลินคนละแบบกับนิยายนะคะ"
"งั้นก็ดีนะ คุณฮางิโนะโคจิไปดูละครบ้างหรือเปล่า"
"ระยะนี้ ฉันไปดูเรื่อง 'ชินเคคาซาเนะงะฟุจิ' นะคะ การแสดงของคาซาเนะที่กลายเป็นวิญญาณอาฆาตช่างสมบทบาทวิเศษเหลือเกิน..."
" 'คาซาเนะงะฟุจิ' เหรอ พูดถึง 'คาซาเนะงะฟุจิ'  แล้ว..."
 
เอ็นโจเผยรอยยิ้มแย้มอย่างคนอัธยาศัยดี ใช้ศิลปะการพูดคุยเลือกหัวข้อที่อีกฝ่ายน่าจะสนใจทำให้การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น ท่านฟุยุโกะรับฟังเรื่องผีผีที่เอ็นโจเล่าอย่างสนอกสนใจตาเป็นประกาย
เอ็นโจเปลี่ยนสถานะจากคนนอกกลายเป็นบุคคลที่เป็นศูนย์กลางแห่งความสนใจไปในพริบตา ร้ายกาจอะไรแบบนี้!
จากนั้น 
 
"ชูสุเกะ  ทำอะไรอยู่ตรงนี้น่ะ" 

คาบุรากิเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น ตัววุ่นวายหนักกว่าเดิมมาอีกแล้วไง!

"ก็อย่างที่เห็นนี่แหละ?"
 
เอ็นโจว่าแล้วยกถ้วยชาขึ้นให้เห็นด้วยท่าทีสง่างาม
คาบุรากิจ้องมองเอ็นโจด้วยสายตาที่ส่อความหมายว่าอะไรของนายน่ะ ก่อนทำท่าจะทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะตัวเดียวกันด้วยสีหน้าคล้ายเป็นเรื่องธรรมดา เฮื่อ! 

"ท่านคาบุรากิคะ มีธุระอะไรถึงมาตามตัวท่านเอ็นโจไม่ใช่หรือคะ..." 

ฉันพยายามไล่ออกไปแบบเนียนๆ ไม่ให้เสียบรรยากาศ แต่คาบุรากิดันว่า "ก็ไม่ได้มีธุระอะไรนี่" ปฎิเสธไป งั้นเดินมาทำไมเล่าเฮ้ย...
...อ้อ จริงด้วย คาบุรากิมันไม่มีเพื่อนคนอื่นนอกจากเอ็นโจนี่หว่า ฉันคิดเรื่องเสียมารยาทอยู่ในใจ

"ตรงนี้แคบไปหน่อยนะ"  

คาบุรากิบ่น
ก็แหงล่ะ ตรงนี้แต่เดิมเป็นที่นั่งของฉันกับท่านซาราระกับท่านฟุยุโกะสามคนนี่นา ถ้ารู้ว่าแคบก็พาเพื่อนสนิทไปที่อื่นสิไป๊ 

"ดีล่ะ งั้นย้ายไปที่โต๊ะอื่นที่กว้างกว่านี้"

คาบุรากิที่เข้ามาร่วมโต๊ะเป็นคนสุดท้ายออกคำสั่งให้พวกเราย้ายโต๊ะอย่างถือดี 

"เอาเป็นตรงไหนดี"
"ตรงโต๊ะที่คุณคิโชวอินชอบนั่งประจำเป็นไง"  

ยังไม่ทันได้ทำอะไร คาบุรากิกับเอ็นโจก็พูดเองเออเองได้ข้อสรุปไปเรียบร้อย พวกเราจึงจำต้องตามน้ำย้ายไปยังที่นั่งประจำของฉัน
...แล้วทำไมพวกเราต้องย้ายไปด้วยเล่า แต่ท่านฟุยุโกะว่า "น้ำชาขอให้เขาเสิร์ฟให้ใหม่คงได้นะคะ" พลางหยิบจานอาหาร ท่านซาราระเองก็ผุดรอยยิ้มอย่างจำยอมลุกขึ้นยืน ฉันจึงได้แต่นิ่งเงียบตามไป

"ตำแหน่งตรงนี้หลบสายตาคนดีนะ"

ใช่ ตรงนี้ติดกำแพงไม่สะดุดตาตาคน เป็นพื้นที่ที่นั่งแล้วสบายใจ
แต่เมื่อเอ็นโจตามด้วยคาบุรากิเข้ามาร่วมวง ตำแหน่งที่ไม่สะดุดตาอะไรก็กลับกลายเป็นโต๊ะที่โดดเด่นที่สุดในห้องสโมสรในวันนี้ขึ้นมาเสียได้

"ฤดูร้อนนี้ท่านลุงก็จะออกเดินทางไปตามหาหนังสือหายากอีกหรือเปล่าคะ" 

ท่านซาราระถามคาบุรากิ งานอดิเรกของท่านพ่อของคาบุรากิคือการสะสมหนังสือที่มีน้อยหาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะพวกหนังสือเก่า ท่านซาราระผู้โปรดปรานการอ่านหนังสือแสดงความปลาบปลื้มและนับถือท่านพ่อของคาบุรากิ ได้ยินว่าบางครั้งก็จะแวะไปที่บ้านคาบุรากิเพื่อขอชมคอลเลคชั่นเป็นบางครั้้ง 
 
"ก็ไม่รู้สินะ ตอนนี้ยังเพลินกับหนังสือที่เพิ่งได้มาจากลอนดอนเมื่อวันก่อนอยู่เลย โรคบ้าสะสมคงไม่กำเริบซักระยะละมั้ง" 
 
ฟังจากคำพูดคาบุรากิแล้ว ดูจะแฝงความปรารถนาขอให้เป็นเช่นนั้นจริงอยู่จางๆ  
ทำไมกันนะ หนังสือหายากนี่ได้ยินว่าบางเล่มราคาสูงขนาดต้องตกใจเมื่อได้ฟัง ถึงจะเป็นงานอดิเรกที่ต้องใช้เงินมากก็จริง แต่จากฐานะบ้านคาบุรากิก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร... 
 
"ท่านคาบุรากิไม่ค่อยยินดีต้อนรับงานอดิเรกของท่านพ่อหรือคะ"
"ก็ไม่ได้ต่อต้านหรอกนะ แต่พอหนังสือเพิ่มมากไปแล้วก็ต้องต่อเติมชั้นหนังสือเพิ่ม มิหนำซ้ำหนังสือที่สะสมก็มีแต่พวกที่ต้องดูแลรักษาอย่างดีเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพแทบทั้งนั้น เวลาต่อเติมชั้นหนังสือทีไร ครอบครัวที่อาศัยอยู่ด้วยต้องเดือดร้อนทุกที"

เห~ แบบนี้นี่เอง  
 
"กระดาษนี่พอเจอความชื้นเข้าก็อาจจะเสื่อมสภาพได้สินะคะ"
"ไม่ใช่แค่กระดาษหรอกนะ พวกปกหนังที่หุ้มอยู่นี่ก็วุ่นวายพอกัน ก่อนหน้านี้หนังสือที่ไปขุดมาจากร้านหนังสือในแถบบ้านนอกทางยุโรปดูเหมือนจะอยู่ในสภาพการเก็บรักษาที่ไม่ดีพอ เกิดแมลงฟักตัวออกมาเป็นจำนวนมาก เล่นเอาเอะอะกันใหญ่"  
 
กรี๊ดดดดดด! เค้าไม่เอาแมลงนะ! แถมยังออกมากันเยอะเลยเรอะ! แค่จินตนาการก็คันคะเยอะทั่วร่างแล้ว
สายตาเหลือบไปเห็นซูชิอิคุระในจาน หมดความอยากอาหารยังไงชอบกล...  

"การสะสมหนังสือหายากที่เป็นรสนิยมอันสูงส่งนี่มีอุปสรรคเช่นนั้นด้วยสินะคะ..."
"แมลงมาออกไข่เยอะเกินคาดนะ"

อยากเกาขยุกขยุยไปทั่วตัวแล้ว

"ตอนนั้นต้องเรียกบริษัทมาพ่นยาฆ่าเชื้อทั่วบ้านกลายเป็นเรื่องใหญ่กันไป ขนาดแม่ฉันยังยัวะขาดเลย จากนั้นแม่ก็เลยสั่งห้ามเอาหนังสือที่ทำท่าว่าจะมีปัญหาเข้าบ้านไปเลย ตอนนี้พอสร้างคลังหนังสืออื่นแยกจากตัวบ้าน เอาไว้ใช้เก็บหนังสือที่ดูท่าว่าจะมีปัญหานั่นแหละ"  

เป็นฉันก็ยัวะย่ะ... ว่าแต่ตอนนี้ไข่แมลงมายาบุกเข้าโจมตีฉันจนตัวคันไปหมดแล้วนะ 

"คุณคิโชวอิน ดูท่าทางกระสับกระส่ายนะ เป็นอะไรหรือเปล่า"
"พอได้ฟังเรื่องเล่าแล้วรู้สึกตัวคันยุบยิบขึ้นมายังไงชอบกลน่ะค่ะ..."
"อ้อ ผมเข้าใจนะ"

เอ็นโจส่งสายตาแสดงความเห็นใจมาให้ฉัน

"หนังสือที่หุ้มปกหนังแปลกๆ ไม่ใช่หนังสัตว์ที่ใช้กันโดยทั่วไปแล้ว สำหรับฉันถือว่าต้องระวังเป็นพิเศษ"

คาบุรากิพูดด้วยท่าทางหนักอึ้ง ดูเหมือนจะเจออะไรหนักๆ มาไม่ใช่น้อย 
 
"เลิกคุยเรื่องแมลงกันดีไหมคะ อยู่ระหว่างมื้ออาหารด้วย..." 
 
ฉันอุตส่าห์ตั้งหน้ารอกินซูชิอิคุระอยู่นะ ตอนนี้แต่ละเม็ดๆ นี่ดูทำท่าจะมองเห็นเป็นอย่างอื่นไปแล้ว ฉันรีบปัดความคิดนั้นออกจากหัว ไข่แมลงจำนวนมาก... 
 
"...นั่นสินะ"
"นั่นสินะคะ"
 
คาบุรากิและท่านซาราระดื่มชาล้างปาก ส่วนฉันลงมือกินซูชิอิคุระอย่างซังกะตาย
ตรงนั้นเองที่ท่านฟุยุโกะผู้เนิบนาบตามสไตล์ตัวเองว่า "โลกของหนังสือหายากช่างลึกซึ้งเหลือเกินนะคะ เป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ ค่ะ" พลางยกมือขึ้นกุมแก้มอย่างเคลิบเคลิ้ม 
 
"พูดถึงหนังสือหุ้มปกหนังแปลกๆ แล้ว ก็มีหนังสือนินปิด้วยนี่คะ"

คาบุรากิและท่านซาราระแสดงสีหน้าประหลาดกับคำพูดของท่านฟุยุโกะ ดูเหมือนร่างกายจะผวาหน่อยๆ ด้วย 

"นินปิ?" 
 
ฉันเอียงคอเมื่อได้ยินคำที่ไม่คุ้นเคย แล้วเอ็นโจก็ช่วยอธิบายให้
 
"หมายถึงหนังมนุษย์ (นินปิ) น่ะ หนังสือที่เข้าเล่มด้วยหนังมนุษย์"
 
หนังสือที่ทำขึ้นจากหนังมนุษย์!? หมายถึงถลกผิวหนังมนุษย์ออกมาทำเป็นหนังสือน่ะเหรอ!? อี๋~~~~!!
หัวเรื่องพลิกจากแมลงมาเป็นเรื่องขนหัวลุกทันที
ไม่เอานะ มันน่ากลัวนะ เดี๋ยวนึกขึ้นมาได้คืนนี้ก็นอนไม่หลับกันพอดี! ที่ฉันกลับชาติมาเกิดเป็นการ์ตูนโชโจรักๆ นะ ไม่ใช่การ์ตูนฮอร์เร่อร์สยองขวัญซักหน่อย!
 
"ต่อให้เป็นท่านลุงก็คงไม่ถึงขั้นนั้นกระมังคะ... เนอะ ท่านคาบุรากิ"
"อา..." 

ที่รู้สึกว่าคาบุรากิดูจะพูดไม่ค่อยเต็มปากที่ฉันคิดมากไปเองหรือเปล่านะ..? ทำท่าขมวดคิ้วครุ่นคิดอะไรแล้ว ไหวแน่นะ..? ฉันเองก็เคยไปบ้านคาบุรากิ แต่ถ้าหากว่าที่ไหนซักแห่งในบ้านหลังนั้น...
ไม่น้า~ ฉันกลัว~! สันหลังลุกวาบๆ แล้ว! รู้สึกเหมือนมีอะไรไม่ดีไม่งามสิงสู่ร่าง!

"คุณคิโชวอิน ดูท่าทางกระสับกระส่ายอีกแล้วนะ..."
"ท่านเอ็นโจ ช่วยตบๆ หลังให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ ทำนองว่าปัดเป่าน่ะค่ะ!"
"เอ๋ แบบนี้เหรอ" 

ไม่รีบเข้าเดี๋ยวฉันก็โดนสิงหรอก! โดนสิง!
ได้เอ็นโจช่วยปัดเป่าอะไรเยือกๆ ที่เกาะอยู่กลางหลังแล้วค่อยสบายใจหน่อย
ว่าแต่ต่อจากแมลงก็เป็นเรื่องขนหัวลุก ช่างเป็นหัวข้อที่ไม่เหมาะกับเวลาอาหารอะไรจะขนาดนั้น
ซูชิโทโร่เคลือบชั้นไขมันที่วางอยู่บนจานแว่บเข้ามาในสายตา ทั้งที่เมื่อกี้ยังดูน่าอร่อยเรียกความอยากอาหารจากฉันได้อยู่เลย...
ฉันมองท่านฟุยุโกะด้วยสายตาขุ่นเคือง ความคิดของท่านฟุยุโกะจะแฝงแววมิซาดำมากไปแล้วนะ 
ฉันกลืนสิ่งนั้นที่ชวนให้เห็นเป็นอย่างอื่นไปอย่างซังกะตายโดยไม่ยอมเคี้ยว 
 
 
 ---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
อิคุระซูชิ

 

โทโร่ซูชิ

 

หนังสือที่เข้าเล่มด้วยหนังมนุษย์.....

อร่อยกันไปเลย... 




NEKOPOST.NET