[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 274 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.274 - ตอนที่ 274


274.


เช้าหลังฝนตกที่แช่มชื่น
ย่างเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดฤดูฝน ทั้งที่ยังเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแต่อากาศก็เริ่มร้อนอบอ้าว อีกไม่นานก็จะถึงฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบ

ในเวลาแบบนี้ฉันรู้สึกดีใจจริงๆ ที่ได้เกิดเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ชนได้รับอนุญาตให้นั่งรถไปโรงเรียน เป็นเพราะรับรู้ถึงนรกในการเดินทางไปโรงเรียนยามฤดูร้อนด้วยรถไฟในชั่วโมงเร่งด่วนมาจนอ่วมตั้งแต่ในชาติก่อนแล้วอะนะ แอร์ในรถไฟสู้อากาศร้อนที่พวยพุ่งเข้ามาทุกครั้งที่ประตูเปิดและอุณหภูมิร่างกายของผู้โดยสารไม่ได้เลย พูดถึงความไม่น่าอภิรมย์ของความเหนอะหนะของผิวกายเมื่อเบียดเสียดกันท่ามกลางความร้อนอบอ้าวแบบนั้นแล้วก็...! 

กว่าจะเดินจากบ้านไปถึงสถานีก็เหงื่อไหลพรากๆ แล้ว แต่ยังต้องฝ่าขึ้นรถไฟในสภาพที่เหมือนซาวน่าอีกตะหาก ทุกเช้านี่ห่อเหี่ยวสิ้นดี
พอเคยชินกับการไปโรงเรียนในรถที่เปิดแอร์เย็นสบายไร้สภาพแออัด ก็คงกลับไปขึ้นรถไฟแน่นเอี๊ยดแบบนั้นไม่ได้เป็นครั้งที่สองละน้า
วันนี้ไม่เจอรถติดตรงไหนก็เลยมาถึงโรงเรียนแต่เช้า แต่นักเรียนที่มาโรงเรียนยังเบาบาง
 
ยังไม่มีเพื่อนคนไหนมาถึง ฉันเลยครุ่นคิดว่าจะฆ่าเวลาคนเดียวยังไงดีน้า พลางเดินไปตามทางเดิน แล้วก็เห็นร่างที่คุ้นตาเข้าพอดี นั่นมันอาคิสะวะคุงไม่ใช่เหรอน่ะ เจอเหยื่อแล้ว 
 
"อาคิสะวะคุง~ อาคิสะวะคุง~" 
 
อาคิสะวะคุงสะดุ้งที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองลอยมา เหลียวมองไปรอบๆ ส่วนฉันกวักมือเรียกจากในเงาเสาว่า "ตรงนี้~ อาคิสะวะคุง~"
 
"ตกใจหมดเลย มีอะไรเหรอ คุณคิโชวอิน" 
 
อาคิสะวะคุงว่าพลางเดินใกล้เข้ามา ฉันเลยคว้าแขนลากไปที่ปลายทางเดิน
 
"สวัสดีค่ะ อาคิสะวะคุง"
"หา?  อ้อ  อื้อ  อรุณสวัสดิ์?"
"อาคิสะวะคุงก็มาเช้าเหมือนกันเนอะ"
"วันนี้ชมรมมีซ้อมเช้าน่ะ..."
"งั้นเหรอคะ" 

อาคิสะวะคุงทำกิจกรรมแข็งขันมาตั้งแต่สมัยม.ต้นแล้วนี่นะ ฉันพยักหน้า 

"ว่าแต่ อาคิสะวะคุง ฉันได้ฟังมาจากซากุระจังแล้วนะคะ ขบวนแห่ท่านไดเมียวนี่อะไรเหรอ"
"เอ๋" 
 
ฉันไม่ลืมหรอกนะว่าก่อนหน้านี้ตอนเจอกัน ซากุระจังบอกว่าอาคิสะวะคุงเล่าให้ฟังว่าพอฉันเดินไปตามทางเดินในซุยรันก็กลายสภาพเป็นขบวนแห่ไดเมียวน่ะ
พอนึกได้ อาคิสะวะคุงก็ทำท่าร้อนรน

"ใจร้ายจัง ฉันเชื่อในตัวอาคิสะวะคุงนะ แต่กลับมานินทาลับหลังกันแบบนี้"
"นินทาอะไรกัน ผมไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นเลยนะ! แค่ซากุระโกะถามถึงความเป็นอยู่ที่ซุยรัน พอเล่าๆ ไปก็มีเรื่องคุณคิโชวอินออกมา เป็นแค่การอธิบายถึงแบคกราวด์ในชีวิตประจำวันน่ะ..." 

แบคกราวด์ในชีวิตประจำวันมีขบวนแห่ไดเมียวออกมามันไม่แปลกเหรอคะ
 
"โธ่ อาคิสะวะคุงคงตั้งใจจะพูดเล่น แต่คนไม่รู้จักมาได้ยินเข้าเดี๋ยวเขาก็คิดว่าเอาจริงหรอก"
"เอ๋ ล้อเล่น..?"
 
ก็จริงอยู่หรอกที่พวกเราเดินไปตามทางเดินแล้วมีคนคอยหลีกทางให้ แต่ขบวนแห่ไดเมียนี่ก็เว่อร์เกินไป๊ นานๆ~ทีพวกเซริกะจังก็ตักเตือน? ขู่ตะคอก? ใส่คนที่ไม่สังเกตเห็นไม่ยอมหลบให้บ้าง แต่น๊านนานทีหรอกนะถึงจะมีเหตุการณ์แบบนั้นน่ะ นอกเหนือจากนั้นแล้วก็สงบสุขดีนะคะ
 
"อย่าลืมไปแก้ไขความเข้าใจผิดกับซากุระจังด้วยนะ ว่าเรื่องนั้นน่ะล้อเล่น อย่าเข้าใจผิดนะ"
"เข้าใจผิด...?"
"เข้าใจผิดใช่ม้า"
"อื~ม..."
"อะ-คิ-สะ-วะ-คุง"
"...เข้าใจแล้ว" 
 
อาคิสะวะคุงยังทำหน้าไม่ยอมรับเท่าที่ควร ฉันเลยสำทับไปว่า "ขอร้องนะคะ" ฝากด้วยจริงๆ นะเฮ้ย 

"หลีกทางให้คนที่เดินมาตามทางเดิน เป็นมารยาทพื้นฐานนะคะ"
"แค่หลีกทางให้ ไม่เห็นต้องเบียดตัวจนลีบไปกับกำแพงเลยนะ"
"อะ-คิ-สะ-วะ-คุง"

ฉันเขยิบเข้าไปใกล้เพิ่มขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ตั้งใจจะไปจ้องนิ่งๆ เป็นการร้องอุทธรณ์ว่าเข้าใจผิดกันจริงๆ นะคะ

"Pivoine ตรงนั้นน่ะ หยุดแสดงพฤติกรรมข่มขู่นักเรียนทั่วไปเดี๋ยวนี้" 

พฤติกรรมข่มขู่เรอะ!? 
พอเหลียวกลับไปด้วยความตกใจ นายตัวสำรองที่มีสีหน้าระอาก็ยืนอยู่ข้างหลัง 

"พฤติกรรมข่มขู่อะไรกันเสียมารยาท พวกเราแค่คุยกันเฉยๆ เอง ดูยังไงถึงเห็นเป็นพฤติกรรมข่มขู่ได้เหรอคะ"
"ท่าทางยืนจังก้ากดดันนักเรียนที่ไร้ความผิดอยู่ในมุมมืดแบบนี้ ดูยังไงก็เห็นเป็นพฤติกรรมข่มขู่ชัดๆ" 

ไม่นะ! นี่มันใส่ร้ายกันชัดๆ!

"อาคิสะวะคุง! อาคิสะวะคุงก็ช่วยพูดให้ชัดๆ หน่อยสิคะ ฉันไม่ได้ไปข่มขู่อะไรใช่ไหม"
"อาคิสะวะ พูดความจริงออกมาก็ได้นะ"  

อาคิสะวะคุงที่โดนพวกเราสองคนขนาบข้างร้อง "อ๋า~..." ขยี้ผมพลางว่า 

"ตามที่คุณคิโชวอินพูดน่ะแหละ แค่คุยสัพเพเหระกันเท่านั้นเอง" 

ดีมาก! 
พอได้ยินดังนั้น นายตัวสำรองก็ว่า "งั้นหรือ" แล้วยอมถอยไปอย่างง่ายดาย
 
"อ้าว? แค่เนี้ยเหรอ"
"มิซึซากิล้อเล่นน่ะ คุณคิโชวอินโดนแซวเข้าแล้วไง" 
 
ล้อเล่น!? อะไรจะเข้าใจยากขนาดนั้น ขบวนแห่ไดเมียวของอาคิสะวะคุงก็เหมือนกัน พวกผู้ชายเนี่ยล้อเล่นอะไรเข้าใจยากจัง! 
 
"นึกว่าพูดจริงซะอีกนะคะ"
"ก็นะ พูดตามจริง ท่าทางน่าเกรงขามขนาดนั้น เธอก็คงเอาจริงอยู่บ้างใช่ไหมล่ะ แต่เป็นเพื่อนกับอาคิสะวะใช่ไหม เห็นว่าเคยเรียนพิเศษที่เดียวกันสมัยก่อนนี่" 
"เอ๋ ทำไมถึงรู้ล่ะ!?"
 
แล้วนี่คิดจริงๆ เหรอว่าฉันจะข่มขู่อาคิสะวะคุงแบบเอาจริงอยู่บ้าง ถึงจะนิดๆ หน่อยๆ ก็เหอะ!
 
"เคยได้ฟังจากอาคิสะวะมา"
 
อีกแล้วเรอะ!
 
"อาคิสะวะคุง นี่เที่ยวเอาเรื่องฉันไปพูดจนทั่วเลยเหรอ"
"ไม่ถึงขนาดนั้นนะ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรแปลกๆ ซักหน่อย"
"อา ไม่ได้พูดไม่ดีนะ เขาบอกว่าเธอเป็นคนดีน่ะ"
"เอ๋~ แต่พูดลับหลังไม่ใช่เหรอ ทั่วๆ ไปแล้วพูดลับหลังก็นินทาทั้งนั้นแหละ"
"วิธีการมองโลกของเธอมันรวนแล้ว..." 
 
อาคิสะวะคุงยิ้มเฝื่อนๆ ส่วนนายตัวสำรองถอนหายใจ 
 
"จะว่าไป ได้บอกเรื่องที่ฉันฝากไปตอนนั้นหรือยัง"
"เรื่องอะไรนะคะ"
"ที่ฉันฝากบอกขอบใจประธานฝั่งโน้นไง"
"อ๊ะ ลืมไปเลย"
"เฮ้!" 
 
จะว่าไปก็มีเรื่องทำนองนั้นด้วยนี่นะ โทษทีจ้า~ ลืมไปซะสนิทเลย 
 
"ขอบใจ?" 
 
นายตัวสำรองอธิบายให้อาคิสะวะคุงผู้ไม่รู้เรื่องราวฟัง 
 
"ให้ตายสิ... ฉันนึกว่าบอกไปหมดแล้วซะอีก"
"ขอโทษค่ะ แต่ยังไงทางโน้นก็เป็นคนที่ไม่ค่อยฟังคนอื่นพูดอยู่แล้ว บอกอะไรไปเดี๋ยวก็ลืม"
 
โดยเฉพาะคาบุรากิระยะนี้แสนจะเริงร่า คนอื่นพูดอะไรไปก็ไม่เข้าหูหรอก
 
"พูดแบบนั้นจะดีเรอะ"
"ตายจริง เผลอหลุดปากไป รู้กันแค่ตรงนี้นะคะ ความลับของเราสามคนนะ"
"พูดลับหลังก็นินทาทั้งนั้นจริงๆ สินะ..." 
 
แย่ล่ะแย่ล่ะ ระยะนี้ฉันเผลอหละหลวมไปหน่อย ทั้งที่คำนินทาคาบุรากิเนี่ยต้องเขียนระบายใส่บันทึกประจำวันในใจเท่านั้น ต่อหน้าคนอื่นแล้วต่อให้ปากฉีกก็ห้ามพูดเด็ดขาด
 
"ฉันเชื่อในตัวทั้งสองคนนะคะ"
"ไม่พูดไปหรอกน่า"
"อื้อ ไม่ต้องห่วงก็ไม่เป็นไรหรอก"
"ค่ะ ฉันน่ะเชื่ออยู่แล้ว แต่สมมุติว่าถ้าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ก็แสดงว่าหนึ่งในพวกคุณสองคนคือคนร้ายนะคะ" 
"....บอกแล้วไงว่าไม่พูดหรอก"
"มีแต่ลมปากก็ยังไงๆ อยู่ ขอให้เขียนหนังสือสัญญามาจะได้ไหมคะ"
"ไม่ได้เชื่อเลยซักนิดนี่หว่า!" 

ไม่ใช่อย่างงั้นซักหน่อย เชื่อสิเชื่อ แต่แบบว่าเผื่อไว้ก่อนไง ต้องให้เหลือหลักฐานด้วย
ระหว่างที่ถกเถียงโน่นนี่กับนายตัวสำรองอยู่นั้น 
 
"ทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ"
"เอ๋" 
 
เสียงนั้น หรีอว่า...! 
คำภาวนาขอให้เป็นคนอื่นของฉันไม่สัมฤทธิ์ผล ผู้ที่ตาแหลมหาพวกเราที่ยืนอยู่ริมทางเดินจนพบ แล้วมุ่งตรงมาด้วยสีหน้าตึงเครียดคือคาบุรากิคนในข่าวนั่นเอง กรี๊ดดดดด! 
 
อยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ?! ฟังมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!? 
 
"คิโชวอิน"
"สวัสดีค่ะ ท่านคาบุรากิ วันนี้มาเช้าจังเลยนะคะ ไม่ทราบว่ามาเส้นทางเดียวกับฉันหรือเปล่าเอ่ย" 
 
แม้จะยิ้มแย้มกลบเกลื่อน แต่คาบุรากิยังนิ่งเงียบหรี่ตาลงข้างหนึ่ง พอคิดว่าอาจจะได้ยินที่นินทาไปแล้วเหงื่อเย็นเยียบก็แตกพลั่กๆ 
พวกนักเรียนเริ่มทยอยกันมาโรงเรียนหนาตาแล้วแท้ๆ มัวมาเม้าท์อะไรเพลินอยู่ตรงนี้นะ ถึงจะเป็นที่ลับตาคนก็เถอะ ฉันเนี่ย! 

คาบุรากิคว้าแขนฉันลากเข้ามาหาตัวเอง

"คุยอะไรกันอยู่"
"อะไรน่ะเหรอ ก็ไม่มีอะไรนี่คะ....นะ?"
"อา" 

ฉันมองหน้านายตัวสำรองกับอาคิสะวะคุง ห้ามพูดไปเชียวนะ 

"ทำไมต้องปิดบังด้วย มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไง" 
 
มีอะไรไม่ชอบมาพากลหลายอย่างเลยค่ะ 
บรรยากาศตึงเครียดแปล๊บปล๊าบแผ่ออกมาจากทั่วร่างคาบุรากิ--- อุ กระเพาะมัน... 
พอเหลือบดูว่าอาคิสะวะคุงทำอะไรอยู่ท่ามกลางบรรยากาศทิ่มแทงกระเพาะนี่ ก็พบว่าเจ้าตัวยืนอยู่ด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน ท่าทางไม่ได้เร่งร้อนหรือตกประหม่าเป็นพิเศษ 
 
นิ่งอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้นี่ยอดเลยนะ... หรือว่าความจริงแล้วอาคิสะวะคุงจะเป็นบุคคลยิ่งใหญ่เกินคาด
พอลองคิดๆ ดูแล้ว ซากุระจังเองก็ไปเที่ยวบ้านอาคิสะวะคุงในวันหยุด ไปเรียนพิเศษที่เดียวกันเพื่อให้ได้อยู่กับอาคิสะวะคุง เพื่อนที่ชอบมากมาตั้งแต่สมัยเด็ก ความตื๊อแหลกกับสิ่งที่ทำนั่นก็ไม่ต่างจากคาบุรากิเท่าไหร่เลยนะ
 
นอกจากจะลงเรียนที่โรงเรียนสอนพิเศษที่เดียวกันสมัยประถมแล้ว ยังไปเชียร์การแข่งในกิจกรรมชมรมที่อาคิสะวะคุงเอย โผล่หน้ามาที่งานเทศกาลโรงเรียนซุยรันเอย แผ่รังสีกดดันจนพวกผู้หญิงชั้นปีเดียวกับอาคิสะวะคุงถอยห่างเอย... ในกรณีของซากุระจังยังดีกว่าคาบุรากิตรงที่คอยบอกอาคิสะวะคุงล่วงหน้า แต่ถ้าพลาดไปก้าวเดียวมีหวังกลายเป็นสตอล์กเกอร์... 

เดี๋ยวสิเดี๋ยวสิเดี๋ยวสิ ไม่ใช่อย่างงั้นหรอก ทางซากุระจังน่ะเป็นรักบริสุทธ์นะ! ถ้าซากุระจังรู้ว่าฉันเผลอคิดว่าซากุระจังเป็นสตอล์เกอร์ของอาคิสะวะคุงไปแม้แต่แวบเดียวล่ะก็ ไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง...!

"ขอถามอีกครั้งนะ คิโชวอิน มีอะไรกันแน่" 

เสียงคาบุรากิดึงเอาฉันที่หนีความจริงไปหาเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของอาคิสะวะคุงและซากุระจังกลับมา 
เสียงของคาบุรากิฟังดูทุ้มต่ำกว่าปกติ แสดงว่าได้ยินที่ฉันแอบนินทาไปเมื่อกี้จริงๆ เหรอ แต่หัวเด็ดตีนขาดก็ยอมรับผิดไม่ได้เป็นอันขาด ทั้งสองคนก็สาบานแล้วว่าจะเงียบไว้ ต้องแถเอาตัวรอดไปให้นะ เรย์กะ! 

คาบุรากิจ้องหน้านายตัวสำรองแน่วนิ่งท่ามกลางบรรยากาศหนักอึ้ง 

"มิซึซากิ มีธุระอะไรกับคิโชวอิน" 
 
หา? นายตัวสำรองเรอะ!? 
แววตาเข้มงวดของคาบุรากิจับไปที่นายตัวสำรอง ไม่ใช่ฉันที่เพิ่งนินทาไปหยกๆ  
 
"ยัยนี่เป็นสมาชิกของ Pivoine ถ้ามีปัญหากับยัยนี่ ก็มาพูดกับฉัน" 
 
เอ๋....
หรือว่าจะเข้าใจผิดว่าฉันโดนนายตัวสำรองผู้เป็นประธานนักเรียนที่มีจุดยืนเป็นปรปักษ์กับ Pivoine ต่อว่าอยู่งั้นเหรอ!? 
 
จะว่าไปในตอนนั้น จะมองว่าฉันโดนนายตัวสำรองว่ากล่าวอยู่ก็ได้ คาบุรากิเห็นแบบนั้นก็เลยเข้ามาช่วยเหรอ!? เอ๋~!
พอลองคิดแบบนั้นแล้ว ตำแหน่งยืนในตอนนี้ ก็เหมือนจะเข้ามาแทรกกลางระหว่างฉันกับนายตัวสำรอง เป็นโล่ปกป้องให้...
ฉันรีบคลายความเข้าใจผิดอย่างร้อนรน 

"ท่านคาบุรากิ มิซึซากิคุงแค่ฝากให้ฉันมาขอบคุณท่านคาบุรากิเท่านั้นเองนะคะ"
"ขอบคุณ...?" 

คาบุรากิขมวดคิ้ว ท่าทางจะนึกไม่ออกว่าเรื่องอะไร
 
"เรื่องเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อวันก่อนไงคะ เนอะ อาคิสะวะคุง" 
 
พอดึงอาคิสะวะคุงเข้ามาขอความเห็นชอบ อาคิสะวะคุงก็พยักหน้ารับว่า "อื้อ"
นายตัวสำรองเลยอาศัยจังหวะนั้นเข้าแสดงความขอบคุณต่อคาบุรากิโดยตรง 
 
"ก่อนหน้านี้ ต้องขอบใจนายที่่ช่วยระงับเหตุวุ่นวายให้" 
"ไม่ได้ทำอะไรให้นายต้องมาขอบใจนี่" 
 
โคตรห้วน
ตรงนี้ก็รับคำขอบคุณเขาไปดีๆ เหอะน่า ทั้งที่ตัวเองอุตส่าห์กล่าวขอบคุณแต่กลับโดนตีแสกหน้าสวนกลับมา หน้าตานายตัวสำรองเลยชักยัวะหน่อยๆ ชักท่าไม่ดีแฮะ...
เป็นห่วงสายตาพวกนักเรียนที่เริ่มทยอยกันมาโรงเรียนด้วย วันนี้เลิกรากันแค่นี้ดีไหมคะ 
 
สงสัยจะอ่านความรู้สึกของฉันออก นายตัวสำรองเลยว่า "เรื่องที่จะคุยก็แค่นี้แหละ" แล้วผละออกห่างจากตรงนั้นไป 
จากนั้น 
 
"อรุณสวัสดิ์ ทาคามิจิ"
"อ๊ะ มิซึซากิคุง อรุณสวัสดิ์~" 
 
นายตัวสำรองก็ส่งเสียงทักทายวาคาบะจังที่ขึ้นบันไดมาพอดี แล้วเข้าไปเดินคู่กับวาคาบะจัง
 
"วันนี้ก็ร้อนเน้อ~ นี่ขนาดเปลี่ยนเวลาออกจากบ้านหนีช่วงเวลาเร่งด่วนซักนิดแล้วยังไม่ได้ผลเลย ตอนนี้กำลังลังเลอยู่เลยนะว่าจะซื้อพัดลมจิ๋วที่เอามือถือติดตัวได้ดีหรือเปล่า"
"ของเล่นแบบนั้นจะไปใช้งานได้ยังไงเล่า"
"งั้นเหรอ แต่ใช้พัดกลมพัดจีบกระพือๆ เอาตลอดเวลามันเมื่อยมือนี่นา"
"นี่เธอกะจะใช้ตอนเดินอยู่ข้างนอกเลยเรอะ"
"อื้อ" 
"เดี๋ยวก็สะดุดตาไปถึงไหนๆ อย่าเลย"
"เอ๋~"
 
หวา~ ดูท่าทางสนิทสนมกันดีจัง 
 
".........."
 
พอเหลียวหลังกลับไปอย่างหวาดๆ อ๋า! ฟืนในนามศัตรูความรักถูกโยนเข้ากองไฟ เพลิงแห่งรักเขลาๆ โหมกระพือลุกโชติช่วงจนลามไปโน่นแล้ว!

"ไปกันได้แล้ว คิโชวอิน" 
 
คาบุรากิที่อารมณ์หงุดหงิดถึงขีดสุดเชิดคางออกคำสั่งฉัน เดี๋ยวเถอะ! อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นลูกสมุนนะยะ! 
กระนั้นฉันก็ไม่กล้าขัดขืน จำต้องเดินตามหลังต้อยๆ ไป อาคิสะวะคุงโบกมือว่า "ไว้เจอกันนะ" พลางมองตาม จะมาด้วยกันก็ได้นะคะ?
 
"...ทำไมมิซึซากิถึงฝากข้อความมากับเธอล่ะ"
"ฉันทำหน้าที่กรรมการห้อง ก็เลยมีจุดร่วมกับประธานนักเรียนจากความสัมพันธ์ทางนั้นน่ะค่ะ" 
 
ฉันยิ้มแย้มตอบรับคำทักทายของพวกนักเรียนที่ยืนขนาบกำแพงเรียงเป็นแถว พลางตอบคำถามของคาบุรากิอย่างคล่องแคล่ว
ความจริงแล้วเป็นเพราะทำความสะอาดด้วยกันตั้งแต่เช้าตรู่ มาดักรอคนร้ายด้วยกันอ่ะนะ 
 
อ๊ะ จริงด้วย 
 
"ท่านคาบุรากิ ขอบคุณนะคะที่กรุณาเข้ามาช่วยด้วยความเป็นห่วง"
 
ถึงจะเข้าใจผิดไปกันคนละทางเลยก็เหอะนะ 
 
"เฮอะ..."
 
คาบุรากิที่ขายาวกว่าฉัน 20 เซนต์เดินอาดๆ หายไป ทิ้งฉันไว้ข้างหลัง 

  ---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
นะ...นี่มันฉากดึงเข้าหาตัวในตำนานของการ์ตูนโชโจ!? 
คาบุ เอ็งนี่โผล่มาทีไรชวนทำคนไขว้เขวตลอดอ่ะ ฮึ่ยยยยยย! 




NEKOPOST.NET