[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 267 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.267 - ตอนที่ 267


267.


ในที่สุดนรกสอบปลายภาคนรกก็สิ้นสุดลงแล้ว---
นานเหลือเกิน...! ทรมานเหลือเกิน!
 
พริบตาที่สอบวิชาสุดท้ายในวันสุดท้ายสิ้นสุดลง ก็รู้สึกได้เลยว่าพวกสูตรแล้วก็เนื้อหาที่กล้ำกลืนยัดๆ ลงสมองมาส่งเสียงชู่~ ระเหยกลายเป็นไอล่องลอยหายไปในอากาศ มอดไหม้หมดสิ้นจริงๆ มอดไหม้หมดสิ้นจนเหลือแต่ซากซีดเผือดไปหมดแล้ว 

ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ฉันแสนจะทุกข์ทรมาน ทุกวันต้องทนแบกรับความกดดันทั้งทางวาจาและกิริยาจากคาบุรากิ ต้องน้ำตาปริ่มทำโจทย์ของคาบุรากิจนดึกดื่น เป็นเพราะต้องเปิดหนังสือรวมโจทย์อยู่จนถึงก่อนนอน ก็เลยพลอยฝันร้ายไปด้วย ช่วงใกล้สอบฉันเคยถึงขั้นฝันน่าสะพรึงกลัวว่าโดนอะไรบางอย่างไล่ตามต้องเผ่นหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่แล้วบันไดใต้เท้าก็ค่อยๆ ยุบตัวลงพังพิพาศ หวาดหวั่นจากความกลัวที่วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่อาจคืบหน้าไปได้ 
 
แน่นอนว่าฉันเอื้อมมือไปแตะต้องยาโด๊ปต้องห้ามด้วย ตอนนี้ฉันด้านยาจนของตลาดธรรมดาๆ ไร้ผล ถึงกับต้องไปหาเครื่องดื่มบำรุงกำลังราคาแพงมากระดกเอื๊อกๆ ท่านพี่ที่มาติวหนังสือให้ฉันถึงห้องมองคอลเลคชั่นยาบำรุงกำลังที่วางเรียงรายแล้วก็สิ้นคำพูด
 
แต่อาโออิจังที่เรียนอยู่โรงเรียนสาธิตยังเคยพูดเลยว่าทุกวันนอกจากเวลาอาบน้ำและกินข้าวแล้วก็ล้วนแต่อุทิศให้การดูหนังสือสอบทั้งหมด พอคิดว่าพวกนักเรียนเตรียมสอบที่มีเป้าหมายสูงส่งเรียนกันขนาดนี้แล้ว ระดับเบบี๋อย่างฉันคงสู้พวกนักเรียนดีเด่นที่เตรียมดูหนังสือสอบอย่างคร่ำเคร่งล่วงหน้าไปก่อนไม่ได้หรอก ฉันเกลี้ยกล่อมท่านพี่ผู้เป็นห่วงเป็นใยว่ายาบำรุงกำลังจะเอาไว้ครั้งนี้ครั้งเดียวพอ แล้ววิ่งเตลิดไปในถนนสายสิ่งเสพติดต่อไป
 
พวกรุ่นน้อง Pivoine ที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวส่งเมล์แสดงความหวั่นไหวมาว่า "ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า พวกนักเรียนชั้นปีเดียวกันที่อยู่รอบข้างดูหัวดีกว่าผมเยอะเลย" น่าเสียดายนะ รุ่นน้องเอ๋ย นายไม่ได้คิดไปเองหรอก 
 
ฉันซดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง กินยาแก้โรคกระเพาะรักษาอาการความเครียดลงกระเพาะที่เกิดกำเริบขึ้นมา ตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่พวกเรากำลังทำงานอยู่ในบริษัทใช้งานเยี่ยงทาสที่ไหนกันแน่ พลางเช็คสภาพหนังศีรษะทุกเช้า ไม่เป็นไร ยังไม่ถึงขั้นหัวล้าน... 
เรื่องราวแสนเศร้าเคล้าน้ำตาเช่นนี้ จะสิ้นสุดลงในวันนี้แล้ว--! 
 
"ท่านเรย์กะ เดี๋ยวไปแวะที่ไหนกันต่อกับทุกคนดีไหมคะ"
 
ฉันโห่ร้องบันไซสามรอบอยู่ในใจ สะกดกลั้นความรู้สึกอยากฟุบลงกับโต๊ะปล่อยตัวตามสบายอย่างเสียมารยาทพลางเก็บพวกเครื่องเขียนลงกระเป๋า แล้วพวกเซริกะจังก็เดินมาหา 
 
"แหม! ดีจังเลยนะคะ อยากไปจัง"
 
งานเลี้ยงฉลองปลอบประโลมใจหลังสอบเสร็จสินะ! ไปสิ!
คิคุโนะจังบอกว่าเจอร้านที่มีทาร์ตอร่อยๆ พวกเราเลยจะไปฉลองกันที่นั่น
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกับทุกคนอย่างครื้นเครงว่าจะกินอะไรดี ผลไม้ตามฤดูกาลช่วงนี้คืออะไรน้า มือถือก็สั่นขึ้นพอดี กระเพาะฉันปวดแปล๊บ
ไม่เอาอ่า~ ไม่อยากดูอ่า~ ถึงจะคิดแบบนั้นแต่พอลองส่องดูเมล์บ็อกซ์ ก็เห็นว่ามีเมล์รบกวนส่งมาตามคาด 
 
"จากนี้ไปจะเป็นการทบทวนการสอบครั้งที่ผ่านมาและการตรวจข้อสอบ" 
 
เฮื่อ---! นึกว่าเป็นอิสระจากวันคืนที่ทุกข์ทรมานดุจนรกนั่นแล้วนะ ยังจะเอาข้อสอบมาทบทวนกันต่ออีกเหรอ! จ้างให้ก็ไม่เอา! จะหัวเราะหรือร้องไห้มันก็จบลงไปแล้วนั่นแหละ จะไปทวนตรวจคำตอบกันอีกทำไมยะ!
 
สงสัยคาบุรากิจะว่างมาก ไม่ก็มีแต่เอ็นโจเป็นเพื่อนสินะ อุฮุฮุ 
 
ฉันรู้ด้วยประสบการณ์แล้วว่าถ้าเมินเฉยก็จะมีเมล์บุกโจมตีมาเรื่อยๆ จนกว่าจะตอบกลับ ฉันเลยส่งเมล์ตอบเป็นเชิงประชดประชันไปว่า "มีนัดกับเพื่อนอยู่ก่อนแล้ว ขอตัวนะคะ" แล้วปิดเครื่องหนีทันที 
 
จากนั้นคนใจเล็กกระจิบกระจ้อยอย่างฉันก็เกิดประหวั่นวิตกขึ้นมาว่าถ้าทำแข็งข้อไปแบบนั้นแล้วคาบุรากิเกิดโมโหขึ้นมาจะทำยังไง แต่ก็ยังปากแข็งเร่งทุกคนว่า "เอ้า ไปกันเถอะค่ะ" ออกจากซุยรันไป ขอให้คาบุรากิอย่าได้พิโรธเลยเถ้อ... 

"สอบครั้งนี้ที่อุตส่าห์ท่องมาพลาดหมดเลย~"
"แต่แค่ไม่ได้ตัวแดงก็ไม่เป็นไรแล้วนี่นา"
"นั่นสิเนอะ" 

พวกเราลิ้มรสชาติทาร์ตแสนอร่อยที่คิคุโนะจังแนะนำ พลางพูดคุยกันถึงเรื่องการสอบที่เพิ่งจบไป
 
"ท่านเรย์กะสบายๆ เลยสินะคะ"
"ไม่หรอกค่ะ" 
 
เป็นอันรู้กันอย่างเงียบๆ ในหมู่ Pivoine ว่าจะแพร่งพรายออกไปภายนอกไม่ได้ว่าสมาชิกในกลุ่มท่องหนังสือกันเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ได้ลำดับในการสอบไม่เกินที่ 50 จะอย่างไร Pivoine ก็ต้องเป็นตัวตนสง่างามที่อยู่เหนือเมฆ จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้ว่าดูหนังสือในระดับเดียวกันกับนักเรียนกลุ่มนอกจนตาโหลกันเป็นแถบๆ ไม่ว่าจะร้อนหรืออึดอัดเพียงใดก็ไม่แสดงออก แม้เหงื่อจะท่วมตัวก็ต้องรักษาใบหน้าให้ใสกระจ่างพร้อมหัวเราะอย่างเยือกเย็น นี่สิถึงจะเป็นดารา

"นี่ ปิดเทอมหน้าร้อนปีนี้ อยากไปเที่ยวไหนด้วยกันกับทุกคนจังเลยนะคะ" 
 
เซริกะจังว่า
 
"ก็ดีนะ!"
"ฉันอยากไปต่างประเทศ!" 
"วิเศษไปเลย!" 
 
หวา น่าสนุกจัง!
ทุกคนคึกคักขึ้นทันตาเห็น 

"ฉันอยากไปเกาะทางใต้แล้วพักในกระท่อมเหนือน้ำค่ะ"
"ฉันอยากไปที่เย็นๆ มากกว่านะ ยุโรปเหนือเป็นไง"
"อยากไปชอปปิ้งด้วยนะ" 
 
กระท่อมเหนือน้ำเหรอ ดีจังน้า ได้จ้องมองทะเลพลางพูดคุยกับทุกคนข้ามคืนดูท่าจะสนุกนะ อยากไปดำน้ำสน็อกกลิ่งด้วย
เราคุยกันอย่างคึกคักว่าจะไปฟีจิ เดนมาร์ก ดินแดนแห่งแอนเดอร์สัน แล้วก็อเมริกา
 
"งั้นมาจัดตารางกันเถอะค่ะ กำหนดการช่วงฤดูร้อนของแต่ละคนเป็นอย่างไรกันบ้างคะ"
 
หน้าร้อนนี้ฉันมีกำหนดเข้าเรียนคอร์สฤดูร้อนของโรงเรียนสอนพิเศษ แล้วถ้ามีเวลาก็ตั้งใจจะเข้าร่วมชั่วโมงเรียนเสริมที่ทางซุยรันจัดขึ้นด้วย 
ชั่วโมงเรียนเสริมของซุยรันนั้นเนื้อหาค่อนข้างเข้มข้นสมกับที่รวบรวมบรรดาอาจารย์สอนพิเศษชั้นหนึ่งมา นอกจากสมาชิก Pivoine ที่ให้อาจารย์มาสอนพิเศษตัวต่อตัวที่บ้าน กับนักเรียนที่ตั้งใจจะเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติไปยังมหาวิทยาลัยในสังกัดโดยไม่ได้ซีเรียสอะไรมากแล้ว พวกนักเรียนที่ขยันขันแข็งตั้งใจเรียนมักจะเข้าร่วมการเรียนเสริมนี้ทุกปี 

อื~ม แต่ถ้าเป็นแบบนี้คงเหลือวันว่างไม่มากนักหรอกมั้ง
สาวๆ คนอื่นก็มีกำหนดการไปเที่ยวกับครอบครัวและอื่นๆ เข้ามา พอเทียบกำหนดการของทุกคนเข้าด้วยกันแล้วก็เหลือวันหยุดติดๆ กันแค่ไม่กี่วัน

"วันแค่นี้คงไปต่างประเทศไม่ได้ละมั้ง"
"นั่นสินะคะ" 

ความรู้สึกคึกคักของทุกคนจนถึงเมื่อครู่ห่อเหี่ยวฟีบแฟบลงทันที 

"แต่เดินทางในประเทศก็น่าจะสนุกสนานดีนะคะ" 

ไปต่างประเทศก็ดีเหมือนกัน แต่สำหรับฉันขอแค่ได้ไปเที่ยวในวันหยุดฤดูร้อนกับเพื่อนๆ ก็มีความสุขแล้ว ไม่ได้ซีเรียสเรื่องสถานที่มากนัก ก็เลยพูดเป็นเชิงปลอบไปว่าในประเทศก็น่าจะได้เหมือนกัน 

ว่าแล้วก็คิดขึ้นได้ ท่านฟุยุโกะที่เอาแต่ยิ้มแย้มฟังคนอื่นพูดถ่ายเดียวล่ะจะคิดอย่างไร ท่านฟุยุโกะผู้สงบเสงี่ยมมักจะไม่เข้าร่วมในบทสนทนาประเภทนี้ (เข้าร่วมไม่ทัน?)
แต่ท่านฟุยุโกะผู้เป็น Pivoine อาจจะไม่พอใจกับทริปท่องเที่ยวเล็กๆ น้อยๆ ในประเทศเห็นว่ากระจอกงอกง่อย  หรืออาจจะไม่คิดอยากไปเที่ยวด้วยเลยก็เป็นได้...

"ท่านฟุยุโกะว่าไงบ้างคะ" 

พอลองถามความเห็นะดู ท่านฟุยุโกะก็ยิ้มแย้มสดใส

"ก็ดีนะคะ ฉันมีสถานที่อยากไปในญี่ปุ่นอยู่หลายแห่งเลย" 

สถานที่ที่ท่านฟุยุโกะอยากไป ประเภทเขาโอโซเระซังหรือหมู่บ้านโมโนเบะอะไรประเภทนั้นหรือเปล่านะ... 

"อย่างเช่น...?"

ฉันลองถามดูด้วยความรู้สึกกึ่งๆ ดูหนังสยองขวัญ อย่างน้อยก็ขอให้หยุดไว้แค่ตระเวณดูโบราณสถานเถอะนะคะ

"นั่นสินะคะ อย่างเช่นอาโอโมริ..." 
 
เขาโอโซเระซังจริงๆ ด้วย--! 
ท่านฟุยุโกะผู้เคร่งไสยศาสตร์ไม่ยอมหักความคาดหมายแม้แต่นิด
ว่าแล้วท่านฟุยุโกะก็เอียงหน้าเข้ามาใกล้ฉัน 
 
"ท่านเรย์กะรู้จักหมู่บ้านเฮไรที่ว่ากันว่ามีสุสานของพระคริสต์ไหมคะ" 
 
พูดอะไรมาเนียกว่าเขาโอโซเระซังออกมาอี๊ก---!
ท่านฟุยุโกะตาเป็นประกายวาววับเล่าตำนานพิสดารของพระคริสต์ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังญี่ปุ่นไม่ได้ใส่ใจฉันที่ให้คำตอบแบบคลุมเครือเพียง "เห..." 
ฉันตั้งใจแล้วว่าทริปเล็กๆ ในฤดูร้อนนี้จะต้องเป็นสถานที่ลี้ภัยอันสดใสไม่มีอันใดเกี่ยวพันกับเรื่องไสยศาสตร์เป็นอันขาด 
 


ในซุยรันเองหลังจากสอบปลายภาคไปจนถึงปิดเทอมฤดูร้อน จะมีช่วงวันหยุดเป็นระยะเวลาสั้นๆ สำหรับสอบซ่อม นักเรียนที่สอบตกจะได้รับการติดต่อจากทางโรงเรียนให้มาเรียนเสริมและสอบซ่อมในช่วงวันหยุดสั้นๆ นี้ แต่คราวนี้ฉันดูหนังสือไปหนักขนาดนั้นคงไม่เป็นไรหรอก แต่ก็มีธุระเรื่องชมรมและอื่นๆ ปะปังให้ต้องมาโรงเรียนน่ะนะ เพิ่งสอบเสร็จไปหยกๆ เมื่อวาน วันนี้ก็ต้องมาโรงเรียนเพื่อทำชุดแต่งงานสำหรับออกโชว์ในนิทรรศการของชมรมงานฝีมือแล้ว ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ยังไงก็ยังเป็นหัวหน้าชมรมนะ 
 
"โอ๊ะ"
"อ้าว" 
 
พอเดินขึ้นบันไดไปก็เห็นนายตัวสำรองยืนอยู่ที่ทางเดิน 
พอฉันส่งสายตาทักทาย นายตัวสำรองก็ยกมือหนึ่งขึ้นเป็นเชิงตอบรับ 
 
"สวัสดีค่ะ"
"อรุณสวัสดิ์ ช่วงนี้หยุดสอบนี่ มาทำอะไรล่ะ"
"มีกิจกรรมชมรมน่ะค่ะ"
"อ้อ ชมรมงานฝีมือสินะ..."
"รู้ดีจังเลยนะคะ"
 
พอฉันแปลกใจที่นายตัวสำรองจำได้ว่าฉันสังกัดอยู่ชมรมอะไร อีกฝ่ายก็ว่า 
 
"ตอนประชุมงบประมาณงานเทศกาลโรงเรียนปีที่แล้ว เธอเป็นคนข่มขู่พวกชมรมกีฬา ผลักไสให้ร่วงลงสู่ก้นบึ้งแห่งความหวาดกลัวต่อหน้าต่อตาฉันแท้ๆ ยังจะมาพูดอะไรอีก"
 
อ้อ~ เคยมีเรื่องแบบนั้นอยู่ด้วยนี่นา แต่ก้นบึ้งแห่งความหวาดกลัวอะไรกันคะ เว่อร์วังจังเลย ก็แค่เอาพัดจ่อคอ แล้วก็ขอร้องนิดๆ หน่อยๆ เองน้า~
 
"ไหว้ล่ะ ประชุมงบประมาณปีนี้ช่วยอยู่เงียบๆ ทีเถอะนะ"
"ก็คงขึ้นอยู่กับท่าทีของทางชมรมกีฬานะคะ"

นายตัวสำรองว่า "ชักปวดหัวล่ะ" แล้วเอามือแตะหน้าผาก 

"มิซึซากิคุงนั่นแหละ วันนี้มีอะไรหรือคะ"
"ฉันมีธุระของทางสภานักเรียน"
"ลำบากหน่อยนะคะ"
"พอเปิดเทอมอีกทีก็ต้องผลัดเปลี่ยนรุ่นแล้ว มีหลายอย่างต้องทำน่ะ" 
 
งั้นเหรอ พอขึ้นเทอมสองก็จะมีการเลือกตั้งประธานสภานักเรียน นายตัวสำรองก็จะหมดสิ้นวาระแล้วสินะ
ให้ความรู้สึกว่าพิธีจบการศึกษาใกล้เข้ามาทุกวัน เหงาจังน้า 
 
"ทาง Pivoine นี่ไม่มีเปลี่ยนรุ่นจนกว่าจะสิ้นปีใช่ไหมนะ"
"นั่นสินะคะ"
 
ประธานของ Pivoine ไม่มีภาระหน้าที่งานมากมายก่ายกองเหมือนประธานสภานักเรียน จึงไม่มีการเปลี่ยนรุ่นจนถึงปลายปี
 
"ถ้าเป็นแบบนั้น ในปีนี้ประธาน Pivoine ก็ยังคงเป็นจักรพรรดิแห่งซุยรันสินะ ประธานนักเรียนคนใหม่ที่ยังอยู่ม.5 คงหนักหนาน่าดู..."
 
ฉันลองนึกหน้าสมาชิกคณะกรรมการนักเรียนในตอนนี้ ไม่มีเด็กม.5 ที่ดูท่าว่าจะกล้าออกความเห็นแย้งกับคาบุรากิเลยซักคนนะ แต่จะว่าไปคนที่กล้าออกความเห็นแย้งคาบุรากิ หาทั้งโรงเรียนก็คงมีแค่หยิบมือเท่านั้นแหละ 
 
"ถึงเปลี่ยนประธานไปแล้ว แต่ถ้ามีมิซึซากิคุงคอยช่วยอยู่เบื้องหลังน่าจะไม่เป็นไรนะคะ คิดว่า..."
"นั่นสินะ..."
 
ฉันเอ่ยถ้อยคำปลอบใจที่ไร้ผล นายตัวสำรองว่า "อย่างน้อยขอให้ประธาน Pivoine รุ่นต่อไปเป็นพวกรักสันติหน่อยเถอะน่า..." พลางถอนใจเป็นเชิงตัดใจ  
 
"อ้อ จริงด้วย พูดถึงประธาน ฝากบอกทางประธานฝั่งโน้นให้ด้วยสิว่าฉันฝากขอบใจ"
"ขอบใจ?" 

นายตัวสำรองขอบใจคาบุรากิเหรอ
พอฉันเอียงคอ นายตัวสำรองก็ช่วยอธิบายเพิ่มเติม 

"ที่่ช่วยยับยั้งเหตุการณ์ชุลมุนในวันนั้นไง  เพราะได้ประธาน Pivoine ช่วยปรามให้ จากวันนั้นมาก็ไม่มีรายงานพฤติกรรมเกกมะเหรกเกเรของพวกนักเรียน Pivoine ขึ้นมาอีกเลย แต่นี่ก็เพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วันน่ะนะ พอหายเข็ดเขี้ยวอาจจะเกิดอะไรขึ้นมาอีกก็ได้ แต่ในตอนนี้ก็ถือว่าบารมีของจักรพรรดิได้ผลเอาเรื่องเลยล่ะ" 
"งั้นหรือคะ"
"พูดตามตรง ตอนแรกทางนี้ก็ระแวงอยู่เหมือนกันว่าพวกนักเรียน Pivoiine จะหาเรื่องล้างแค้นนักเรียนกลุ่มนอกที่กลายเป็นชนวนของเหตุชุลมุนหรือเปล่า" 
 
ก็โดนคาบุรากิเคี่ยวกรำกับการเรียนสไตล์สปาร์ตันจนเหนื่อยล้าทั้งกายใจ ไม่มีกะจิตกะใจจะไปล้างค้งล้างแค้นอะไรละนะ...
 
"ในยุคฉันประสานรอยร้าวระหว่างสภานักเรียนกับ Pivoine ไม่สำเร็จ แต่หวังว่าในยุคต่อไปทั้งสองฝ่ายจะประสานไมตรีกันได้นะ" 
 
เอ๋ คิดถึงขนาดนั้นเลยเหรอ!? 
ฉันเบิกตากว้าง ส่วนนายตัวสำรองยิ้มขื่นๆ 
 
"อุตส่าห์สืบทอดปณิธานของรุ่นพี่โทโมเอะที่เคยดูแลฉันไว้ พยายามจะหาทางประนีประนอมเข้าหากันแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จจริงๆ ด้วยนะ..." 
 
เปิดใจมาแบบนั้น
 
"อารมณ์แล่นขึ้นหน้าก่อนเพื่อน จัดการอะไรไม่คล่องเหมือนกับรุ่นพี่โทโมเอะเลยซักนิด" 
 
นายตัวสำรองปรามาสความไม่เอาไหนของตัวเอง ทำเอาฉันช็อคไป เอ๋!? เวลาแบบนี้ควรจะพูดอะไรดีล่ะ?! 
 
สมัยรุ่นพี่โทโมโอะเป็นประธานสภานักเรียนไม่เคยเกิดเหตุกระทบกระทั่งครั้งใหญ่กับ Pivoine เป็นช่วงสงบสันติจริง แต่น่าจะเป็นเพราะประธาน Pivoine ช่วงนั้นไม่ใช่คนชอบก่อสงครามด้วยละนะ ที่สำคัญก็คือไม่ใช่ว่าใครจะเลียนแบบรุ่นพี่โทโมเอะผู้สดใสราวกับดวงตะวัน สามารถที่จะทักทายใครก็ตามโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นได้ตามสบายได้ง่ายๆ  
 
"รุ่นพี่โทโมเอะเป็นคนพิเศษนี่คะ..." 
 
ซวยล่ะ พูดชวนเข้าใจผิดไปหน่อย! นายตัวสำรองห่อเหี่ยวลงทันตาเห็นเลย... 
 
"เอ่อ แต่ฉันว่ามิซึซากิคุงก็พยายามมากๆ แล้วนะคะ! ตอนเหตุชุลมุนก่อนหน้านั้นก็ต่อสู้เพื่อปกป้องนักเรียนกลุ่มนอกด้วย ตอนคุณอิโคมะก็เคลื่อนไหวเพื่อให้เรื่องจบลงอย่างสันติด้วยไม่ใช่หรือคะ เป็นประธานนักเรียนอย่งเต็มภาคภูมิแล้วล่ะ  รู้กันแค่ตรงนี้นะ เรื่องประสานสัมพันธ์กับ Pivoine น่ะ ฉันว่าจะให้ท่านโยโกะประธานรุ่นก่อนมาพูดคุยกับสภานักเรียนอย่างราบรื่นน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก แค่โชคไม่ดีน่า"
 
แล้วประธานรุ่นต่อมาก็คือคาบุรากิที่ไม่แยแสอะไรก็ตามที่ไม่อยู่ในความสนใจของตัวเอง  นายตัวสำรองนี่ดวงซวยจริงๆ 
  
"ขอบใจนะ"
 
ปลุกปลอบจนรอยยิ้มกลับมาบนใบหน้านายตัวสำรองได้สำเร็จ ค่อยยังชั่ว ถ้าเกิดเป็นแผลใจไปเพราะคำพูดชวนเข้าใจผิดของฉันคงรู้สึกผิดแย่เลย 
 
"เพื่อเป็นการขอโทษที่ Pivoine สร้างความเดือดร้อนให้ ครั้งหน้าจะเอาหุ่นจำลองปราสาทที่มิซึซากิคุงชื่นชอบมาฝากนะคะ"
"ไม่ต้องการ" 
 
โดนปฎิเสธในทันควัน อะไรยะ คนเขาอุตส่าห์มีน้ำใจ
สงสัยความไม่พอใจจะฉายชัดบนใบหน้า นายตัวสำรองเลยหลุดขำหน่อยๆ เสียมารยาทจริง
 
"ถ้าคิโชวอินเป็นประธาน Pivoine เรื่องอาจจะไปได้สวยกว่านี้ก็ได้นะ"
"ไม่มีทาง!" 
 
พอฉันปฎิเสธอย่างเฉียบขาด คราวนี้นายตัวสำรองกลับเป็นฝ่ายตกใจ
 
"ทำไมล่ะ"
"ถ้าฉันเป็นประธาน Pivoine คงได้เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการความเครียดลงกระเพาะก่อนจะได้ประสานไมตรีกับทางสภานักเรียนแน่ๆ ค่ะ"
 
ขนาดตอนนี้ไม่ได้เป็นประธาน ยังเดือดร้อนสาหัสสากรรจ์เลยนะ 
ต้องหัวปั่นไปกับเรื่องวุ่นวายไม่ก็ความเอาแต่ใจที่คาบุรากิหามาให้ แล้วต้องไปคอยตามเก็บงาน ช่วงหลังๆ มานี่ฉันยังต้องคอยตอบเมล์เหล่ารุ่นน้องที่โดนบทลงโทษให้สอบได้ลำดับไม่เกินที่ 50 ส่งเมล์โอดครวญมาหาอยู่ทุกคืนด้วยนะ กลายเป็นว่าเวลานอนโดนบั่นทอนลงไปอีก หนำซ้ำพอสอบเสร็จแล้วก็ยังกระวนกระวายใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนกว่าจะถึงวันประกาศผลสอบ เมล์คร่ำครวญที่มีเนื้อหาประมาณนี้ส่งมาไม่ได้ขาด พอตอบไปก็ตอบกลับมาอีก ทำไงถึงจะตัดจบบทสนทนาไปได้เนี่ย 
 
คาบุรากิเองถ้าไม่ได้ขึ้นเป็นประธาน ป่านนี้ก็คงบุกตะลุยไม่คิดหน้าคิดหลังยิ่งกว่าตอนนี้ ต่อให้ฉันขึ้นเป็นประธานก็คงไม่มีปัญญาจะไปห้ามหรอก อ๊ะ! สาเหตุส่วนมากของความทุกข์ยากของฉันมาจากคาบุรากิเกือบทั้งนั้นเลยไม่ใช่เรอะ!
 
"อา~ คิโชวอินก็พยายามเข้านะ..."
"ขอบคุณค่ะ..." 
 
แววตาฉายความสงสารของนายตัวสำรองทิ่มแทงใจเหลือเกิน 
 

  ---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.

เขาโอโซเระซัง (恐山)  = เล่าขานกันว่าเมื่อหมดลมหายใจ วิญญาณจะเดินทางไปสู่เขาโอโซโระซัง  เป็นสถานที่ทำพิธีบวงสรวงแก่ผู้ตาย และยังเป็นสถานที่จัดงานพิธีสำหรับคนทรงที่เรียกกันว่าอิตาโกะด้วย

หมู่บ้านโมโนเบะ (物部村)  = หมู่บ้านที่เป็นต้นกำเนิดของนักองเมียวจิสายอิซานางิริว ทุกวันนี้ก็ยังมีการทำพิธีตามวิถีองเมียวกันอยู่เลยนะ 

สุสานพระคริสต์ในหมู่บ้านเฮไร
แหม่ เรื่องนี้พูดแล้วยาวมาก คือมีคัมภีร์หนึ่งชื่อคัมภีร์ทาเคอุชิระบุไว้ว่าในหมู่บ้านเฮไรที่อาโอโมริเนี่ยมีสุสานพระคริสต์ตั้งอยู่ นั่นก็คือพระเยซูตัวจริงนั้นไม่ได้ถูกฝังอยู่ใต้ เนินโกละโกธา น้องชายท่านพลีชีพแทน  ส่วนพระคริสต์ตัวจริงนั้นเดินทางมาอยู่ญี่ปุ่นต่างหาก ชื่อหมู่บ้านเฮไรนี่ก็ว่ากันว่ามีที่มาจากคำว่าเฮบรูด้วยนะ! 
...เอาเข้าไป แต่เนื้อหาในคัมภีร์นี่นักวิชาการฟันธงว่าหลอกลวงไปแล้วนะ เอาไว้ฟังขำๆ เฉยๆ 


ท่านฟุยุโกะมีบททีไร ความคัลท์มาเต็มทุกที... 




NEKOPOST.NET