[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 266 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.266 - ตอนที่ 266


266.


หลังฝนหยุดตก ในสวนยังอวลความชื้นอยู่กลายๆ ดอกอาจิไซแต้มน้ำค้างยามราตรีได้รับการส่องไฟจนดูเป็นประกายแพรวพราว 
 
"สวยจังเลยนะคะ~"
"เลือกสถานที่จัดงานที่ดอกอาจิไซบานสะพรั่งที่สุดนี่นะ"
 
แบบนี้นี่เอง เลือกสถานที่จัดงานทีนึงต้องคิดกันถึงขนาดนั้นเลยสินะ 
 
ในสวนมีเงาคนอยู่หลายคน ว่าแต่ท่านอิมาริอยู่ไหนกันน้า
 
"ไม่เห็นอยู่แถวนี้เลยนี่ ทางโน้นละมั้ง"
 
คาบุรากิว่า "ทางโน้นมีกุหลาบบานอยู่ด้วยนะ" แล้วเดินนำลึกเข้าไปด้านในของสวน 
 
"ฝนหยุดตก มองเห็นดาวชัดเลยนะคะ~ ไม่รู้ว่าทางช้างเผือกอยู่ไหนกันน้า" 
 
ในเมืองใหญ่แบบนี้คงมองชัดๆ ไม่เห็นละมั้ง คาบุรากิพลอยหยุดยืน เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน 
 
"โดนแสงไฟฟ้าบดบัง จากแถวนี้คงมองไม่ค่อยเห็นหรอก"
"นั่นสินะค้า~"
 
น่าเสียดาย 
 
"แต่ดาวเวก้าของสาวทอผ้ากับดาวอัลแตร์ของชายเลี้ยงวัวก็มองเห็นชัดดีนี่"
"เอ๋! ตรงไหนเหรอคะ"
"โน่นไง ดาวที่อยู่บนท้องฟ้าทางทิศตะวันออกไง สามเหลี่ยมใหญ่แห่งฤดูร้อนน่ะ"
"เอ๋~...." 
 
เขม้นสายตามองแล้วก็ยังไม่เห็นเลย ใช่แถวๆ ที่ดาวกระพริบส่องสว่างที่สุดหรือเปล่านะ... 
 
"อะไร มองไม่ออกเรอะ โน่นไงเล่า โน่นไง"
"อื~ม"
"เมื่อก่อนก็เคยเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรอะ" 
 
อย่าน้า! อย่าเอาเรื่องเรียนมาพูดแถวนี้น้า!
ฉันยกมือขึ้นปิดหูแสดงอาการปฎิเสธความเป็นจริง อ๋า นึกออกแล้ว นี่ไม่ใช่เวลามาจ้องมองท้องฟ้าพร่างดาวอยู่อย่างเรื่อยเฉื่อยนี่นา คืนนี้ก็ต้องโด๊ปเครื่องดื่มบำรุงกำลังเค้นพลังเฮือกสุดท้ายออกมาอีกแล้ว! 
 
คาบุรากิเหลือบมองฉันอย่างระอา แล้วกลับไปมองท้องฟ้าที่ดารดาษด้วยดวงดาว
ฉันมองเสี้ยวหน้าของคาบุรากิ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นใบหน้าที่หมดจดได้รูป ถ้าอยู่เงียบๆ ก็เป็นองค์ชายรัชทายาทที่เดินออกมาจากความฝันของสาวน้อยแท้ๆ แล้วเชียวน้า...
คาบุรากิที่เงยหน้ามองฟ้า อยู่ดีๆ ก็พึมพำว่า "ยัยนั่นจะทำอะไรอยู่นะ..." 
 
"ยัยนั่น?"
"...ไม่มีอะไร" 
 
คาบุรากิทำหน้าคล้ายกับว่าพลาดไปแล้วหันหลังให้ เอ๋ อะไรน่ะ หรือว่าเห็นภาพตัวเองกับวาคาบะจังซ้อนทับกับสาวทอผ้าและชายเลี้ยงวัวที่โดนรอบข้างดึงให้พรากจากกันงั้นเหรอ
...ตรงนี้นี่คือห้ามหัวเราะใช่ไหมนะ ดีล่ะ ต้องปลอบใจ 
 
"ก็มีระยะห่างลึกล้ำ~ ราวกับทางช้างเผือกที่ไม่เคยย่นระยะทางลงเลยนี่นะคะ"
"..........."
 
คาบุรากิทำหน้าอึ้งนิ่งขึงไป ซวยล่ะ ดันกลายเป็นแทงใจดำสร้างบาดแผลทางใจให้เสียนี่ 
 
"เอ่อ~ ท่านอิมาริอยู่แถวนี้หรือเปล่าน้า..."
 
ฉันทำท่าออกตามหาท่านอิมาริอีกครั้งเป็นเชิงกลบเกลื่อน 
 
"...ระยะห่างอะไรนั่น ฉันจะร่นมันเข้ามาให้ดู"
"เอ๋" 
 
พอเหลียวกลับไป ก็เห็นว่าในดวงตาของคาบุรากิมีเปลวไฟแห่งรักโหมกระพือ 
ซวยล่ะ เผลอไปกดสวิตช์ความตกลงใจแรงกล้าประหลาดๆ เข้าอีกแล้วไง 
 
"ไม่ได้นะคะ ท่านคาบุรากิ กรุณาไตร่ตรองด้วยว่าจะเป็นการรบกวนอีกฝ่ายหรือไม่ สำรวมตนจากการทำอะไรหุนหันด้วยนะคะ"
"รู้แล้วน่า"
"ให้มันแน่นะคะ..."
"ไม่ยอมแพ้เจ้ามิซึซากินั่นเด็ดขาด"
"ไม่ได้เข้าใจเลยนี่นา!" 
 
ฉันเดินไปตามทางเล็กๆ ขนาบด้วยดอกอาจิไซ พลางเทศน์ฉอดๆ ย้ำแล้วย้ำอีกว่าห้ามทำอะไรเอิกเริกเกินขนาดเป็นอันขาด
ทำเป็นว่า "รู้แล้วน่า รู้แล้วน่า"  รู้แล้วจริงๆ น่ะเรอะ 
 
"...อื๋อ ที่อยู่ตรงโน้นมันคุณโมโมโซโนะไม่ใช่หรือ"
"ไหนคะ"
"โน่นไง" 
 
ดาวเวก้ากับอัลแตร์เมื่อกี้ก็เหมือนกัน คาบุรากินี่สายตาดีแฮะ
 
"อ๊ะ..." 
 
ท่านอิมาริยืนอยู่กับสาวสวยที่ดูอายุมากกว่าตรงหน้าแปลงดอกไม้ที่มีกุหลาบขาวบานสะพรั่ง  
ฉันขยับวูบเข้าไปหลบในเงาไม้ เอาไงดีนะ... ดูสถานการณ์ไม่ค่อยเอื้อให้เข้าไปทักเลยแฮะ
จะไปขัดจังหวะก็คงไม่ดี ขณะที่เตรียมถอยกลับไปอยู่นั้นเอง
 
"สวยก็จริง แต่ฉันชอบกุหลาบสีแดงก่ำมากกว่ากุหลาบขาวนะคะ"
 
ผู้หญิงที่เป็นคู่ควงพูดกับท่านอิมาริ
กุหลาบสีแดงก่ำเหรอ... ความจริงแล้วฉันไม่ค่อยชอบกุหลาบแดงเท่าไหร่ เพราะได้รับอิทธิพลจากนิทานที่เคยอ่านสมัยเด็กๆ น่ะนะ 
 
"นั่นสินะ คุณอาจจะเหมาะกับกุหลาบสีแดงก่ำแห่งความเร่าร้อนมากกว่าก็ได้"
 
ท่านอิมาริไล้ปลายนิ้วไปตามแก้มของผู้หญิงคนนั้น 
 
"ไม่ทราบว่ารู้จักนิทานเรื่อง "นกไนติงเกลกับดอกกุหลาบ" ไหมครับ"
"เรื่องอะไรน่ะ"
 
อ๊ะ! นั่นมันนิทานที่ฉันกำลังคิดถึงอยู่เลยนี่นา!
ท่านอิมาริเอื้อมมือไปยังกุหลาบขาว แล้วเริ่มเล่านิทานนั้น 
 
--- ในดินแดนแห่งหนึ่ง ยังมีหญิงสาวผู้งดงามหากว่าแสนเอาแต่ใจตัวเองอยู่คนหนึ่ง หญิงสาวคนนั้นต้องการกุหลาบแดงเป็นของขวัญในวันเกิด หากว่าในเมืองนั้นมีเพียงกุหลาบขาวที่กำลังออกดอก หาอย่างไรก็ไม่พบกุหลาบแดง นกไนติงเกลน้อยนึกสงสารชายหนุ่มที่เฝ้าตามหากุหลาบแดงด้วยความรักที่มีต่อหญิงสาวผู้นั้น มันจึงบินไปปรึกษากับกุหลาบขาว กุหลาบขาวให้คำตอบว่าหากปล่อยให้หนามกุหลาบทิ่มแทงดวงใจของนกน้อย กุหลาบขาวก็จะสูบโลหิตเข้าไปจนกลายเป็นกุหลาบแดง เจ้านกไนติงเกลน้อยผู้น่าเวทนาจึงยินดีสละชีวิตของตนเป็นเครื่องสังเวยแลกเปลี่ยนกับกุหลาบแดง และแล้วชายหนุ่มที่มาพบกุหลาบแดงเข้าก็เด็ดดอกกุหลาบนำไปมอบให้หญิงสาวด้วยความยินดี หากว่าหญิงสาวได้รับของกำนัลอันสูงค่าจากชายหนุ่มผู้อื่นที่มาติดพันเสียแล้ว นางจึงหลงลืมคำพูดที่ตนเคยพูดไว้สิ้น และดูหมิ่นเหยียดหยามชายหนุ่มที่นำเพียงกุหลาบแดงดอกเดียวมาให้นางเป็นของกำนัล  ชายหนุ่มผู้โกรธเกรี้ยวกับท่าทีของหญิงสาวเกิดสิ้นหวังในความรักขึ้นมา จึงได้เขวี้ยงกุหลาบแดงทิ้งและกลับบ้านไป 

อื้อ ฉันเองก็รู้จักนิทานเรื่องนั้นเหมือนกัน
พออ่านเรื่องนั้นแล้ว ฉันก็ตกตะลึงกับความสิ้นหวัง ความเวทนาที่มีต่อนกน้อย เกิดเป็นภาพฝังหัวว่ากุหลาบแดงเกิดจากสีเลือดที่ดูดซับโลหิตจากหัวใจนกน้อย จากนั้นมาฉันก็เลยไม่ค่อยชอบกุหลาบแดงซักเท่าไหร่ 

สงสัยว่าจะรู้ถึงความรู้สึกของฉัน ในช่อกุหลาบอุราระที่ท่านพี่นำมาให้เป็นของขวัญจึงไม่ได้เป็นกุหลาบแดง หากแต่เป็นกุหลาบสีชมพูอ่อนสดใส สมเป็นท่านพี่จริงๆ ค่ะ! 

"พอได้ยินว่าเป็นกุหลาบที่ถูกย้อมด้วยเลือดแล้ว ก็รู้สึกน่ากลัวยังไงไม่รู้นะคะ"
"งั้นหรือ" 

ท่านอิมาริจับมือผู้หญิงคนนั้น ผุดรอยยิ้มยั่วยวนแล้วจุมพิตที่นิ้ว 
 
"หากคุณปรารถนา ผมยินดีสละโลหิตจากหัวใจมอบให้"
 
ในพริบตานั้น ฉันกับคาบุรากิก็อ้าปากค้าง
 
"อ้าว คุณอิมาริเป็นนกน้อยที่น่ารักน่าสงสารเหรอคะ"
"ครับ ไนติงเกลเป็นนกกลางคืน เหมาะกับผมเลยใช่ไหม"
"หุหุหุ แต่นี่เป็นเป็นวันทานาบาตะนะคะ ต้องเป็นหนุ่มเลี้ยงวัวไม่ใช่เหรอ"
"คุณจะยอมมาพบผมแค่ปีละครั้งเท่านั้นเองเหรอ ช่างโหดร้ายเหลือเกิน" 
 
ฉันเหลือบมองคาบุรากิที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนคาบุรากิเหลือบมองฉันที่ยืนอยู่ทางขวามือ
 
".........."
".........."
 
ไม่ต้องพูดอะไร ฉันกับคาบุรากิก็พร้อมใจกันออกตัวเดินถอยหลังซ่าซ่าซ่าไปพร้อมกัน... จากนั้นก็เผ่นออกจากที่นั่นด้วยความเร็วแสง
ภาพสุดท้ายที่เห็นเมื่อถอยมาไกลแล้วก็คือ ภาพผู้ใหญ่บ้านคาสโนว่าดึงผู้หญิงคนนั้นเข้ามากอดแนบชิด

เมื่อกลับมาบนทางดอกอาจิไซไกลจนมองไม่เห็นพวกท่านอิมาริแล้ว คาบุรากิก็ย่างสามขุมเข้ามาหาฉันด้วยใบหน้าถมึงทึงราวกับยักษ์ 
 
"นี่เธอ! จะบอกให้ฉันคนนี้! ไปเลียนแบบคนคนนั้นเรอะ! คน-คน-นั้น-น่ะ-นะ!"
 
ฉันยกมือขึ้นป้องหัวจากคาบุรากิที่กระโชกโฮกฮากเข้ามาราวกับจะกินหัวด้วยเสียงที่ข่มความโกรธไม่มิด พลางยอมรับผิดอย่างว่าง่าย อื้อ โทษที เรื่องนี้ฉันผิดเอง จะไปเรียนรู้จากท่านอิมาริคนนั้นไม่ได้จริงๆ น่ะแหละ  ดีไม่ดีตระกูลคาบุรากิอาจถึงกาลล่มสลายก็ได้... 
 
ฉันปลอบๆ คาบุรากิที่ฮึ่มแฮ่จนสงบลงได้ พอกลับมาด้านใน เอ็นโจกับคุณยุยโกะก็เดินเข้ามาหาพวกเราด้วยกัน 
 
"มาซายะ มาอยู่ที่นี่เองหรือ คุณน้าตามหาอยู่แน่ะ" 
 
แล้วก็ทักฉันว่า "คุณคิโชวอิน สวัสดีครับ"
 
"สวัสดีค่ะ" 
 
ฉันทักทายเอ็นโจกับคุณยุยโกะ คุณยุยโกะเองก็ผุดรอยยิ้มเยื้อนงดงามราวกับจันทร์ส่องทักทายว่า "สวัสดีค่ะ" 
 
"อา เวลาป่านนี้แล้วเรอะ... เดี๋ยวต้องไปเล่นเปียโนแล้ว" 
 
ดูเหมือนคาบุรากิมีกำหนดการจะเล่นเพลงสายฝนด้วยเปียโนที่ตั้งไว้ตรงโถงกลาง สาวๆ คงฮือฮากันระงมแหงๆ แต่คาบุรากินี่ก็โดนแม่ตัวเองใช้งานหนักใช่เล่นเหมือนกันนะ
 
"เป็นอะไรหรือเปล่า ดูหน้าตาเหนื่อยๆ ยังไงชอบกลนะ"
"...ไม่มีอะไร แค่โดนนกที่ขับขานยามราตรีคายพิษใส่เท่านั้น"
"นกที่ขับขานยามราตรี"
 
เอ็นโจเอียงคอ แต่ฉันกับคาบุรากิหลีกเลี่ยงที่จะให้คำอธิบายมากกว่านั้น 
รู้สึกถึงสายตาใครจ้องมอง พอมองไปข้างหน้า ก็สบตาเข้ากับคุณยุยโกะ
 
อ๋า~ เดรสที่ฉันเลือกมาวันนี้พลาดอย่างแรง  คืนนี้คุณยุยโกะใส่ชุดขาวที่ขับเน้นเรือนร่างบอบบางให้เด่นชัด นี่แต่งมาทับไลน์กันจริงๆ ด้วยนะเนี่ย ระหว่างคุณยุยโกะผู้มีรูปร่างอรชรกับฉันที่มีเครื่องหน้าคมเข้ม ฝ่ายไหนจะเหมาะกับชุดขาวมากกว่ากัน ก็เป็นอันเห็นกันชัดๆ อยู่ล่ะ รู้งี้เตรียมชุดเผื่อมาเปลี่ยนในสถานการณ์แบบนี้ก็ดีหรอก กระอักกระอ่วนจริงๆ....
 
เมื่อสบตากับคุณยุยโกะ อีกฝ่ายก็ไม่ได้เบนสายตาออก หากก็ไม่ได้ชวนคุย เพียงแต่ส่งยิ้มให้เท่านั้น ไม่ได้รู้ความอลหม่านในใจฉันเลย
นี่แปลว่าฉันต้องเป็นคนหาหัวข้อเริ่มบทสนทนาหรือเปล่านะ... 
 
ในมือคุณยุยโกะมีเครื่องดื่มสีชมพูสวยเรียงตัวเป็นชั้นราวกับแสงออโรร่า  ที่ขอบแก้วมีดอกไม้ประดับ  มีเครื่องดื่มแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ  
 
"คุณยุยโกะดื่มอะไรอยู่หรือคะ"
 
คุณยุยโกะยกแก้วที่ตัวเองถืออยู่ขึ้นแล้วว่า
 
"นี่น่ะเหรอ... เอ ไม่ทราบเหมือนกันสิคะ พอบอกว่าอยากได้เครื่องดื่ม เขาก็ช่วยผสมขึ้นมาให้เข้ากับอิมเมจของฉันน่ะค่ะ"
ยิ้มแย้มเสริมว่า "แต่หวานอร่อยดีนะคะ"
แล้วบทสนทนาก็ชะงักงันอยู่แค่นั้น คุณยุยโกะเพียงแต่ยิ้มบางๆ จ้องมองมา ดูเหมือนไม่คิดจะเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน เอ่อ~....
 
"ได้เวลาแล้ว ไปก่อนล่ะ"

คาบุรากิดูนาฬิกาข้อมือแล้วว่าเช่นนั้น เอ๋ นี่จะทิ้งฉันไว้ตรงนี้คนเดียวเหรอ
สงสัยความในใจฉันจะสื่อไปถึง คาบุรากิเลยเหลียวกลับมาว่า "อ้อ จริงด้วย"

"คิโชวอิน ไปกินโซเม็งทานาบาตะซะสิไป" 
 
ทิ้งท้ายว่า "เป็นอาหารมงคลเชียวนะ" แล้วก็จากไปอย่างสง่างาม
โซเม็งเรอะ... อุตส่าห์พูดมาได้นะ แล้วก็แก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่า ฉัน = ของกิน ได้แล้วน่า แต่ว่า....

"...เอ่อ ท่านคาบุรากิอุตส่าห์แนะนำมา ฉันเลยคิดว่าจะขอตัวไปรับประทานโซเม็งเสียหน่อยนะคะ"

คราวนี้ต้องขอขอบคุณคาบุรากิที่ทิ้งทางหนีไว้ให้โดยไม่ได้เจตนาจริงๆ 
 
"ไปคนเดียวได้หรือเปล่า ให้พวกเราไปด้วยไหม"
 
อย่ามาล้อเล่นนะ พูดอะไรของนายน่ะหา เอ็นโจ! สังเกตเห็นความกระอักกระอ่วนที่แต่งชุดสีซ้ำกันมาหน่อยสิยะ!
 
"อ๊ะ"
 
คราวนี้แหละ ฉันเจอผู้ช่วยตัวจริงที่สวรรค์ประทานมาแล้ว! 
 
"ท่านพี่ฉันอยู่ทางโน้นน่ะค่ะ ดูเหมือนจะตามหาฉันอยู่พอดี คงต้องไปก่อนนะคะ"
 
ท่านพี่คะ! น้องอยู่ตรงนี้ค่ะ!
พอสังเกตเห็นฉัน ท่านพี่ก็เดินเข้ามาหา ฉันเลยอำลาทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มว่า "ไว้พบกันใหม่นะคะ" แล้วมุ่งหน้าไปหาท่านพี่ 
 
"เรย์กะ"
"ท่านพี่!" 
 
อา ท่านพี่ ในที่สุดก็ได้กลับสู่เขตแดนแห่งความปลอดภัยและไว้วางใจอย่างแท้จริงเสียที  วันนี้น้องจะไม่ห่างกายท่านพี่แล้วค่ะ! รอยยิ้มอันอ่อนโยนของท่านพี่ช่างปลอบประโลมใจได้ดีจริงๆ 
 
"นึกว่าน้องหายไปไหนแล้วเสียอีก"
 
ดูเหมือนจะตามหาฉันอยู่จริงๆ นะนี่
 
"ขอโทษนะคะ พอดีตั้งใจว่าจะไปทักทายท่านอิมาริ..."
"อิมาริ?" 
 
ท่านพี่กวาดตามองรอบสถานที่จัดงานแล้วว่า
 
"เรย์กะ เวลาไม่เห็นอิมาริในที่แจ้ง ห้ามเผลอตัวไปตามหาเชียวล่ะ"
 
เป็นคำแนะนำที่สายไปหน่อยนะคะ ท่านพี่
 
"เรย์กะเขียนคำอธิษฐานลงกระดาษขอพรหรือยัง"
"ยังค่ะ"
"งั้นเราไปเขียนกันไหม"
"ค่ะ" 
 
ฉันยิ้มแย้มพยักหน้ารับ แต่จะเขียนอะไรดีน้า จะให้เขียนความปรารถนาจากหัวใจว่าขอให้สอบได้ไม่เกินที่ 30 ในการสอบปลายภาคด้วยเถอะก็ไม่ได้ด้วย หวังพึ่งอิทธิฤทธิ์หญิงทอผ้าขอให้ทำงานฝีมือได้เก่งขึ้นดีไหมน้า 
 
"เรย์กะจัง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน"
 
พอเดินไปถึงใกล้ๆ ต้นไผ่ ท่านไอระและท่านยูริเอะก็ร้องทักพวกเรา 
 
"ท่านไอระ! ท่านยูริเอะ! สวัสดีค่ะ"
"สวัสดีจ้ะ เรย์กะจัง สวัสดีค่ะ ท่านคิโชวอิน"
"สวัสดีครับ"
 
เมื่อกี้ตอนเห็นแวบๆ ก็ยังนึกอยู่เลยว่างดงามเหมือนเดิมไม่มีผิด แต่พอเห็นใกล้ๆ แบบนี้แล้ว ทั้งท่านไอระและท่านยูริเอะต่างก็เพริศแพร้วขวนให้ตาพร่าจริงๆ 
 
"สบายดีหรือเปล่า เรย์กะจัง"
"ค่ะ สบายดีมากเลย"
"มาซายะไปรบกวนอะไรไว้หรือเปล่า" 
 
พอนิ่งเฉยไม่สามารถปฎิเสธคำถามของท่านยูริเอะไปได้ อีกฝ่ายก็ยิ้มแห้งๆ ว่า "มาซายะนี่ก็เจ้าปัญหาจริงนะ"
 
"ถ้าลำบากอะไรก็บอกฉันได้ทุกเมื่อเลยนะ ฉันจะคอยดุมาซายะให้เอง"
"รบกวนด้วยนะคะ"
 
ฉันก้มศีรษะหนักๆ พอเห็นดังนั้น ท่านไอระก็ว่า "เรย์กะจังก็ลำบากเหมือนกันเนอะ..." แสดงความเห็นใจฉันด้วย ค่ะ มากเลยค่ะ ลำบากมากจริงๆ ค่ะ  
 
"พวกเรย์กะจังมาเขียนคำอธิษฐานเหรอ"
"ค่ะ ใช่แล้ว"
"จะอธิษฐานว่าอะไรเหรอ"
"ตั้งใจจะขอให้ทำงานฝีมือได้เก่งขึ้นน่ะค่ะ"
"จะว่าไป เรย์กะจังอยู่ชมรมงานฝีมือนี่นะ"
 
แล้วท่านไอระกับท่านยูริเอะก็ว่า "เดี๋ยวจะไปชมตอนงานเทศกาลโรงเรียนนะ" งานเทศกาลโรงเรียนเหรอ ในฐานะหัวหน้าชมรม ฉันเองก็ต้องทำผลงานตั้งแสดงให้ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน 
 
จากนั้นพวกเราสี่คนก็เขียนคำอธิษฐาน แล้วก็ลองอ่านคำอธิษฐานของคนอื่นอย่างสนุกสนาน คำอธิษฐานเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็มีเพียบ อ่านๆ ดูก็เพลินดีนะ
 
"เอ้า เปียโนของมาซายะกำลังจะเริ่มแล้วนะ" 
 
เมื่อคาบุรากินั่งลงหน้าเปียโนและจรดนิ้วลงแป้น บทเพลงสวนในหยาดพิรุณ  (Jardins sous la pluie) ของเดอบูว์ซีก็เริ่มบรรเลง 


---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
อะไรคือหนุ่มสาวสองคนโคตรหล่อโคตรสวยเดินไปด้วยกันสองต่อสองในสวนที่มีดอกอาจิไซส่องไฟแพรวพราวในค่ำคืนแห่งทานาบาตะ ชี้ชวนกันดูดาว บรรยากาศโคตรเป็นใจ แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า... จิตใจทำด้วยอะไรกั๊นนนนน!

 

อิมเมจเครื่องดื่มปริศนาของคุณยุยโกะ

 

ทานาบาตะโซเม็ง

สำหรับเรื่องนกไนติงเกลกับดอกกุหลาบ ถ้าท่านใดสนใจสามารถเอาชื่อเรื่องไปเสิร์ชหาอ่านต่อได้นะครับ เป็นนิทานสั้นๆ เขียนโดยออสการ์ ไวลด์  แนะนำสำนวนแปลของคุณชลนภา อนุกูล (จะขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ของผลการค้นหา) อาจทำให้เข้าใจความเอิ่ม...ของท่านอิมาริมากขึ้น




NEKOPOST.NET