[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 243 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.243 - ตอนที่ 243


243.


ฉันนอนไวตื่นไว ในวันรุ่งขึ้นก็ออกจากบ้านเร็วกว่าปกติชั่วโมงหนึ่ง ต้องเริ่มหาทางแก้ไขจากการโจมตีไปยังสิ่งของพวกโต๊ะเก้าอี้ที่วาคาบะจังได้รับก่อน ยังคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการโจมตีทางจิตวิทยาอย่างโดนนินทาไม่ได้ เอาเป็นว่าไว้ทีหลัง  รู้อยู่แล้วละว่าถึงทำเป็นพูดอะไรโลกสวยแบบว่าอย่านินทาคนอื่นกันเลยค่ะก็ไม่ใช่ว่าจะเลิกกันได้ง่ายๆ หรอก การโจมตีทางนั้นน่ะ ตราบใดที่ความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีต่อวาคาบะจังไม่เปลี่ยนไปจากใจจริง ก็คงยากจะเลิกพูดกันน่ะนะ.... 
 
ฉันเริ่มเช็คจากบริเวณกล่องเก็บรองเท้าที่ร้างคน ดีล่ะ รู้สึกว่าวันนี้กล่องรองเท้าจะปลอดภัยดี ต่อไปก็เป็นล็อกเกอร์กับห้องเรียน 
บนทางเดินของชั้นม.6 ไม่ปรากฎเงาใคร ล็อกเกอร์ของวาคาบะจังเองก็ปลอดภัย วันนี้ไม่มีใครมาแกล้งหรือเปล่านะ ถ้าเป็นงั้นก็ดีไป 
แต่พอแอบชะโงกเข้าไปในห้องเรียนของวาคาบะจังขณะระแวดระวังสายตารอบข้างอยู่ ก็เจอเข้าในทันที
 
"อ๋า~ โดนเล่นงานจริงๆ ด้วย..." 

พอเข้าไปในห้องเรียนที่ไร้คน ก็รู้ทันทีว่าที่นั่งของวาคาบะจังอยู่ตรงไหน มีเพียงแต่บนโต๊ะของวาคาบะจังเท่านั้นที่ปรากฎรอยเปื้อนขาวโพลนเลือนลาง สงสัยจะโดนตบด้วยแปรงลบกระดานแหงๆ... 

ฉันหยิบเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมาจากกระเป๋า ฉีดสเปรย์ลงบนพื้นผิวโต๊ะสกปรกแล้วใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดตามอย่างรวดเร็ว 

"เท่านี้ก็เรียบร้อย" 

พอมองดูโต๊ะที่สะอาดหมดจดก็ปิ๊งอะไรขึ้นมาได้ ฉันลองเลื่อนเก้าอี้ออกดู ตรงก้นเก้าอี้มีผงชอล์กโรยอยู่เต็มอย่างที่คิด ถ้าวาคาบะจังไม่ทันสังเกตนั่งลงไปเต็มๆ ชุดนักเรียนก็คงเลอะเทอะ... ตรงนี้ก็ต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดเช็ดออก ขอบอกว่าน้ำยาทำความสะอาดนี่เป็นน้ำยาสารพัดประโยชน์จากเยอรมันเชียวนะ ไม่เพียงแต่จะทำความสะอาดคราบสกปรกที่ติดหนึบฝังแน่นได้อย่างหมดจด ยังฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย ฉันซื้อมาจากรายการทีวีชอปปี้งที่ดูตอนดึกนะ นอกจากนี้แล้วยังมีครีมทำความสะอาดแบบหลอดของอเมริกาที่พอป้ายๆ ก็จะล้างรอยเปื้อนปากกาเมจิกไปได้อย่างง่ายดายอีกด้วย เขาว่าถ้าสั่งซื้อตอนนี้จะแถมให้อีกหลอดในราคาพิเศษ ฉันเลยรีบโทรสั่งทันที เห็นว่าเป็นซุปเปอร์น้ำยาที่พอเทลงไปผสมน้ำเอาชุดที่เป็นคราบเหลืองลงไปแช่ไว้ก็จะขาวสะอาดเหมือนใหม่ทันตาเห็น ยอดขายเป็นอันดับหนึ่งของตลาดอเมริกาเชียวนะ 
 
ไหนๆ แล้ว ฉันเลยเช็ดทำความสะอาดขาเก้าอี้ให้ด้วย ส่วนประกอบที่เป็นแอลกอฮอลล์ในน้ำยาจากเยอรมันนี่แห้งเร็ว ไม่ทิ้งคราบน้ำเอาไว้ พอเช็ดแล้วเป็นเงามันปิ๊งแว้บ คำพูดของพวกคนเยอรมันที่ออกรีแอคชั่นโอเว่อร์ๆ นั่นไม่ได้โกหกจริงๆ ด้วย พอเช็ดเสร็จแล้วโต๊ะของวาคาบะจังก็ขึ้นเงามันเป็นประกายวาววับเกินหน้าโต๊ะใครๆ ในห้องเรียนเชียวล่ะ 
 
"ฟู่..."
 
ความสดชื่นแจ่มใสจากความสะอาดเอี่ยมอ่องนี่ สมแล้วที่เป็นแบรนด์เยอรมัน ทำงานดีจริงๆ ครั้งหน้าลองสั่งผ้าขี้ริ้วเวทมนตร์ที่เช็ดคราบสกปรกได้สะอาดหมดจดเพียงชุบน้ำเช็ด ไม่ต้องใช้น้ำยาใดๆ มาลองดูดีไหมนะ แอบสนใจมาตั้งนานแล้ว ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ สำหรับบ้านที่มีเด็กทารกหรือสัตว์เลี้ยงก็วางใจใช้ได้อย่างสะดวกสบายเลยนะคะ
ฉันเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดลงกระเป๋า เช็กว่าไม่มีใครแอบซ่อนอยู่ในห้องเรียนอีกรอบก่อนย่องออกมาเงียบๆ 

ภารกิจของฉันในครั้งนี้คือการค้นหาตัวผู้ร้ายที่ลงมือกับข้าวของของวาคาบะจัง แล้วก็กลบเกลื่อนร่องรอยการกลั่นแกล้งที่มีคนทำไว้ก่อนที่วาคาบะจังกับพวกนักเรียนห้องเดียวกันจะมาเจอเข้า ยิ่งเห็นว่าโดนแกล้งหนักๆ เข้าก็จะยิ่งมีคนพลอยผสมโรง  เท่านี้วาคาบะจังก็ไม่ต้องเจอเรื่องร้ายๆ ให้อารมณ์หดหู่แต่เช้า ผ่านวันเวลาในวันหนึ่งๆ ไปได้อย่างปลอดโปร่งแล้ว  

วันนี้ยังไม่เจอผู้ต้องสงสัย ไม่รู้ว่ามาเช้ากว่าฉัน หรือว่ารั้งอยู่หลังเลิกเรียนเพื่อลงมือ แต่ถ้าจับตัวคนร้ายได้ตอนที่กำลังลงมือแบบคาหนังคาเขาก็จะดีที่สุดน่ะน้า
แต่ยังมีเรื่องกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือในครั้งนี้คนที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรงก็มีแต่ฉันคนเดียว ความจริงแล้วไอ้ตรงนี้แหละที่กลุ้มใจสุดๆ 
ก็ฉันเนี่ยเป็นประเภทเอาพวกมากเข้าว่าไง พอหัวเดียวกระเทียมลีบแบบนี้แล้วพลังต่อสู้ลดฮวบๆ เลยล่ะ ยังไงซะฉันมันก็แค่เสือกระดาษที่ดีแต่เอาคนเยอะเข้าข่มน่ะแหละ
 
จะไหวจริงๆ หรือเปล่าน้า ถ่าพวกเซริกะจังอยู่ด้วยก็พอจะทำใจแข็งวางท่าไปได้หรอก แต่ถ้ามีใครเข้ามาหาเรื่องกับฉันตอนอยู่คนเดียว มีหวังได้เผยธาตุแท้อ่อนปวกเปียกออกมาหวาดกลัวจนน้ำลายฟูมปากแหงๆ ถ้าคนร้ายเป็นพวกคุณซึรุฮานะล่ะจะทำยังไงดี... ถ้าอยู่คนเดียวคงได้น้ำน้อยแพ้ไฟแน่เลย  พวกสาวแกลทำตัวแรงๆ เนี่ยน่ากลัวจัง...  
 


หลายวันผ่านไปตั้งแต่ฉันเริ่มออกค้นหาตัวคนร้ายแต่เช้าตรู่ แต่ยังหาไม่พบเลย ฉันลองส่องๆ ดูห้องเรียนของวาคาบะจังระหว่างทางขากลับจากห้องสโมสร Pivoine เผื่อว่าคนร้ายจะลงมือหลังเลิกเรียน  ตอนนั้นโต๊ะก็ยังไม่เลอะนี่น้า แต่พอเช้ามาถึงก็โดนเล่นซะแล้ว ก็เลยคิดว่าคนร้ายน่าจะลงมือตอนเช้ามากกว่าน่ะนะ อืม~... ครั้งหน้าลองมาเร็วขึ้นซักสามสิบนาทีดีไหมนะ ...จะตื่นไหวไหมนะ แต่ถ้าต้องออกเช้ากว่านี้ จะไม่มีเวลาเซ็ทผมน่ะสิ... 
 
การกลั่นแกล้งวาคาบะจัง นอกจากผงชอล์กแล้วก็ยังมีพวกสีเทียน ดินโคลน ไม่ก็สีเมจิก แต่ตอนนี้ในล็อกเกอร์ของฉันเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ทำความสะอาดแสนสะดวกครบครัน ไม่ใช่แค่น้ำยาเท่านั้น ไม่ว่าจะเลอะเทอะแค่ไหนแม่ก็จะขัดให้สะอาดปิ๊งแว้บเลยคอยดูสิ! ครั้งหน้าลองลงแว็กซ์บนโต๊ะกับเก้าอี้ด้วยดีไหมนะ เห็นมีแว็กซ์ใช้ง่ายสะดวกสบายที่มีคนอเมริกันกล้ามโตมาเป็นพรีเซนเตอร์อยู่นี่นา เห็นว่าขัดแล้วขึ้นเงามันวับยิ่งกว่าของใหม่อีกนะ! น่าสนใจจังเลย~
 
ระหว่างที่ฉันกำลังลองอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ซื้อจากทีวีชอปปิ้งด้วยความมันมืออยู่นั้น ไม่มีรายงานเรื่องนิทรรศการไดโนเสาร์มาจากคาบุรากิเลย สงสัยจะพอรู้ตัวอยู่บ้างว่าพลาดไปแล้ว ตาบ้านั่นซื่อบื้อตรงไปตรงมาออกอย่างนั้น ถ้าเป็นเดทที่มีผลสรุปน่าพึงพอใจ วันรุ่งขึ้นก็คงเมล์มาจิกเอาๆ ให้ไปฟังรายละเอียดปลีกย่อยทุกสิ่งอันโดยไม่สนว่าจะเป็นการรบกวนฉันอย่างแน่นอน ไม่สิ น่าจะส่งเมล์อันน่าสะพรึงกลัวโจมตีมาภายในวันนั้นเลยละมั้ง แต่ครั้งนี้ดันเงียบฉี่ ช่างเข้าใจง่ายอะไรอย่างนี้ ฮุคุคุคุคุ

---นินทาปุ๊บก็มาปั๊บ
 
"ฮ่วย" 

ขณะกำลังคิดอะไรประมาณนั้นอยู่ เมล์ตามตัวจากคาบุรากิก็ส่งมาพอดี อะไรเนี่ย น่ากลัวจัง สัญชาติญาณสัตว์ป่าเหรอคะ 
จะมานั่งต่อปากต่อคำหาเรื่องไม่ต้องไปก็น่าเบื่อ ฉันเลยยอมตามอย่างว่าง่าย ยังไงซะก็รู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วว่าสุดท้ายจักรพรรดิก็ต้องดื้อดึงจะเอาให้ได้ตามแต่ใจตัวเอง ส่วนฉันก็ต้องเป็นฝ่ายโอนอ่อนผ่อนตามอยู่ร่ำไป 
แต่จะให้ว่าง่ายไปซะทุกอย่างมันก็น่าหมั่นไส้อ่ะนะ ฉันเลยแวะไปห้องสโมสรฆ่าเวลาเพลินๆ ก่อนไปเป็นการแสดงให้เห็นความกระด้างกระเดื่องเล็กน้อย 
ฉันเพลิดเพลินกับน้ำชากลิ่นหอมหวนพลางพูดคุยกับท่านฟุยุโกะเรื่องห้วงอวกาศกว้างใหญ่ ดูเหมือนท่านฟุยุโกะจะสนใจเรื่องอวกาศ ช่างเป็นบทสนทนาที่เปี่ยมด้วยปัญญาและการศึกษา สมกับเป็น Pivoine จริงๆ ค่ะ 
 
"ท่านเรย์กะคิดอย่างไรกับเวอร์ชวลบ้างคะ"
"เวอร์ชวลที่ว่าคืออะไรคะ"
"สิ่งมีชีวิตนอกโลกทรงสติปัญญาที่อาศัยอยู่ในดาวเคราะห์เอสแซสซานี่ค่ะ" 
 
รู้สึกว่าจะไม่ได้คุยกันเรื่องอวกาศ แต่เป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาวนะคะ 
 
"...อ่า~ เรื่องมนุษย์ต่างดาวเนี่ยเหรอคะ~ ฉันว่าก็อาจจะมีอยู่จริงที่ไหนซักแห่งในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่นี่~ อ๊ะ แต่ว่าฉันเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างพวกจุลชีพอยู่นอกโลกเหมือนกันนะคะ"
"เวอร์ชวลมีอยู่จริงนะคะ ท่านเรย์กะ นั่นก็เพราะชาวโลกหลายคนได้ทำการชาเนลลิ่งไปยังเวอร์ชวลแล้วนะคะ" 
 
บทสนทนาที่น่าจะเปี่ยมด้วยปัญญาและการศึกษากลับตาลปัตรกลายเป็นบทสนทนาอวลกลิ่นอายทะแม่งๆ ในทันที 
 
"เวอร์ชวลได้ส่งข้อความแห่งรักมายังพวกเราชาวโลกด้วยนะคะ"
"อ้อ ข้อความแห่งรัก... เอ่อ เวอร์ชวลที่ว่านี่เป็นมะ มะ มนุษย์ต่างดาว...?"
"ท่านเรย์กะ เวอร์ชวลไม่ใช่ชื่อเฉพาะของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นมวลรวมแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์ดาวเอสแซสซานี่นะคะ"
"มนุษย์ดาวเอสแซสซานี่..."
 
...ห้ามหัวเราะนะ ท่านฟุยุโกะจริงจังนะ แต่มนุษย์ดาวเอสแซสซานี่นี่มันอะไรกันคะ มนุษย์ดาวเอสแซสซานี่ 
โดนคาบุรากิฟาดฟันฉับๆๆ ซะขนาดนั้น คิดว่าจะตาสว่างแล้วแท้ๆ ฝังรากลึกเหนียวแน่นจริงๆ นะ วิญญาณแห่งโลกสปริชวลของท่านฟุยุโกะนี่ 

"สักวันหนึ่งฉันก็อยากส่งสัญญาณติดต่อไปยังเวอร์ชวล เพื่อขอข้อความที่จะเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตเหมือนกันนะคะ" 
"ท่านฟุยุโกะ ก่อนจะไปสานสัมพันธ์กับมนุษย์ต่างดาวไกลโพ้น ลองสานสัมพันธ์กับมนุษย์โลกใกล้ตัวก่อนดีไหมคะ"
 
ไม่ลองชวนพวกเซริกะจังไปคาเฟ่แบบญี่ปุ่นชื่อดังที่เพิ่งเปิดดูบ้างหรือคะ คิดว่าน่าจะสานต่อบทสนทนาที่สนุกสนานกว่าชาวดาวเอสแซสซานี่ได้อย่างแน่นอนค่ะ 
ท่านฟุยุโกะผู้ขาดแคลนประสบการณ์แวะร้านโน้นร้านนี้หลังเลิกเรียนตาเป็นประกายกับข้อเสนอของฉัน แล้วก็เห็นว่าพาเฟ่ต์ชาเขียวที่ใช้ชาเขียวอุจิในร้านคาเฟ่แบบญี่ปุ่นนั่นอร่อยมากเชียวนะคะ

โทรศัพท์มือถือที่ใส่ไว้ในกระเป๋าสั่นตื๊ดๆ ไม่หยุดมาได้ซักพักแล้วนะ น่ารำคาญจัง เอาเป็นว่าฉันยุ่งอยู่กับการพูดคุยกับท่านฟุยุโกะจนไม่ได้สังเกตเห็นก็แล้วกัน เฮ้อ วันนี้น้ำชาก็รสชาติดีเหมือนเดิม จงเฝ้ารอคอยอย่างหงุดหงิดไปเถอะ โคจิโร่เอ๋ย 
แต่รู้สึกเหมือนความอดทนของคาบุรากิใกล้มาถึงขีดจำกัดเข้าทุกที สัมผัสได้ถึงเพลิงโทสะแผ่ออกมาเป็นริ้วจากมือถือที่น่าจะเป็นวัตถุอนินทรีย์ไม่มีชีวิตจิตใจ
จะปล่อยไว้นานกว่านี้ก็อันตราย ฉันเลยอำลาท่านฟุยุโกะ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่คาบุรากินั่งรออยู่ 
 
พอไปถึงห้องประชุมเล็กที่กลายเป็นห้องส่วนตัวของคาบุรากิโดยสมบูรณ์ ฉันก็เคาะประตูขยับจะเปิด แต่ปรากฎว่าล็อกกุญแจอยู่ อ้าว? รอนานจนเบื่อเลยกลับไปแล้วเหรอ งั้นฉันขอกลับบ้างละนะ 
 
"---นั่นใคร"
 
อยู่นี่หว่า
 
"คิโชวอินค่ะ" 
 
มีเสียงไขกุญแจดังแกร็ก
 
"มาช้านะ" 
 
เบื้องหลังประตูที่เปิดออก เป็นคาบุรากิที่ยืนทำหน้าบูดบึ้งสุดแรงเกิด 
 
"ขออภัยด้วยค่ะ ฉันเองก็มีธุระมากเหมือนกันนะคะ" 
 
คาบุรากิยังทำหน้าบึ้งตึงขณะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ดังสวบ
 
"เพราะเธอมาช้า คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเลยโผล่เข้ามาในห้อง!"
"คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง? ใครกันหรือคะ"
"ไม่รู้ สงสัยจะนึกว่าไม่มีใครอยู่ก็เลยเปิดพรวดเข้ามา พอเห็นฉันนั่งอยู่ก็ดูจะตกใจมาก ฉันเองก็ตกใจเหมือนกันที่จู่ๆ ก็มีคนพรวดพราดเปิดประตูเข้ามา"
"ตายจริง~"
"ไม่ต้องมา ตายจริง~ เลยนะ! ฉันปิดปากหมอนั่นไปแล้วว่าห้ามบอกใครว่าฉันอยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก"
"นั่นสินะคะ ก็มีความเป็นไปได้อยู่"
"ถ้าคนอื่นรู้ว่าพวกเราใช้สถานที่นี้อยู่ก็จะเกิดวุ่นวายกันขึ้นมาเปล่าๆ" 
"นั่นสินะคะ งั้นเลิกชุมนุมกันเสียทีดีไหมคะ"
"ฉันจะล็อกกุญแจ" 

เห็นว่าจากนี้ไปจะเปลี่ยนให้เป็นระบบคนที่มาถึงคนแรกใส่กุญแจล็อก เช็คคนที่ตามมาทีหลังแล้วค่อยไขกุญแจรับ งั้นไม่เห็นต้องฝืนมารวมตัวกันแบบนี้ก็ได้นี่นา~ 
 
"เพราะงั้นฉันก็เลยคิดว่าจะกำหนดรหัส"
"รหัส?"
"ใช่แล้ว"  
 
คาบุรากิบอกว่าจะกำหนดรหัสสำหรับเปิดประตู ไอ้นั่นน่ะเหรอ แบบว่าภูเขา, แม่น้ำ อะไรเทือกๆ นั้น
คาบุรากิกอดอกหลับตาลง จากนั้นก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง โพล่งขึ้นว่า "พบแล้ว" หา?
เมื่อเห็นฉันนิ่งเงียบไร้ปฎิกริยา คาบุรากิก็เคาะนิ้วลงกับโต๊ะอย่างหงุดหงิดพลางย้ำ
 
"พบแล้ว"
"อะไรคะ"
"ชั่วนิรันดร์" 
 
คาบุรากิพยักหน้าอย่างพึงพอใจ 
 
"รหัสเอาเป็นนี่แหละ" 
 
...อาตูร์ แรงโบลด์เนี่ยนะ ยังชอบบทกวีเหมือนเดิมเลยนะ
 
"แต่ว่าถ้าออกเสียงมา ข้างนอกก็รู้สิคะว่าข้างในมีคนอยู่"
"...พอมาถึงแล้วก็ส่งเมล์แจ้งรหัสมา"
"งั้นก็ส่งแค่ว่า "มาถึงแล้วค่ะ" ไม่ได้เหรอคะ"
"จดรหัสไว้ด้วยอย่าให้ลืมล่ะ" 

เมินซะงั้น ตกลงก็แค่อยากพูดรหัสใช่มั้ย เด็กเอ๊ยเด็ก! 

"จริงด้วย ที่ว่าจะไปนิทรรศการไดโนเสาร์เป็นไงบ้างคะ"
"........."
"หรือว่าจะยังไม่ได้ไปคะ" 

ฉันจงใจถามย้ำ คาบุรากิเบือนสายตาหลบเงียบๆ
 
"....ไปมาแล้ว เป็นวันที่คุ้มค่ามาก"
"แหม วิเศษไปเลยนะคะ" 
 
ฉันอดรนทนข่มกลั้นความหมั่นไส้ไว้ไม่ไหว คาบุรากิจ้องใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของฉันอย่างขุ่นเคืองพลางกระซิบว่า "...ถึงจะผิดกับแผนที่วางไว้ตอนแรกบ้างก็เถอะ" ก็คงงั้นล่ะนะคะ
 
จากนั้นคาบุรากิก็สารภาพว่าเอาบัตรเทียบเชิญที่ส่งมาที่บ้านไปที่พิพิธภัณฑ์ แล้วทางผู้จัดงานก็แห่แหนกันมาต้อนรับ แม้วาคาบะจังจะสนุกสนาน แต่ก็ผิดกับเดทของสองเราที่วางแผนไว้ไปกันคนละทางสองทางตามที่ฉันคาดการณ์ไว้เป๊ะ 
 
"แต่ได้ซื้อของฝากเข้าคู่กันกลับมาด้วยนะ"
"แหม งั้นก็ดีออกไม่ใช่หรือคะ ไม่ทราบว่าซื้ออะไรมาหรือคะ"
"พวงกุญแจไฟฉายไดโนเสาร์"
"อุ..!" 
 
แต่วาคาบะจังทำท่าจะยกของฝากนั่นให้ฉันน้า---!?
หยุดนะ คาบุรากิ อย่าทำเป็นอวดว่า "ครั้งหน้าเอาพวงกุญแจเข้าคู่กันนั่นมาให้ดูไหมล่ะ" เชียวนะ.. 
ชายผู้ไม่ได้รับการให้ค่า คาบุรากิ มาซายะ อายุ 17 ปี อย่ายอมแพ้นะ คาบุรากิ สู้เขานะ คาบุรากิ อ๊ะ น้ำตามันจะ...
 
แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนเพื่อปกป้องเกียรติยศของวาคาบะจัง พอลองถามดูก็เห็นว่าคาบุรากิเป็นคนไปเห็นวาคาบะจังถูกใจพวงกุญแจนี้ทำท่าจะซื้อ ตัวเองก็เลยเอาอย่างซื้อบ้างกลายเป็นของเข้าคู่กันแบบตู่เอาเองข้างเดียว เพราะงั้นย่อมไม่มีเลิฟๆ ทอล์คแบบเวลาซื้อของเข้าชุดกันว่า "ซื้ออันนี้ไปเข้าคู่กันไหม" "ก็ดีนะ ถือเป็นของที่ระลึกสำหรับวันนี้"  อย่างเด็ดขาด มิหนำซ้ำตอนที่คาบุรากิเสนอจะจ่ายเงินสำหรับของฝากในส่วนของวาคาบะจังให้ด้วยก็โดนปฎิเสธไป วาคาบะจังออกเงินซื้อของด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นจะให้ใครก็เป็นสิทธิของเธอ  มองจากวาคาบะจังแล้ว คงไม่ได้คิดว่าเป็นของที่ซื้อมาเข้าคู่กันด้วยซ้ำละมั้ง ...อื้อ พยายามเข้านะ 
 
ฉันอุตส่าห์คอมเมนต์ไปว่าไหนๆ แล้ว พอดูนิทรรศการไดโนเสาร์จบ ก็น่าจะไปที่อื่นกันต่อซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เป็นที่ระลึกเข้าคู่กันให้เป็นของขวัญไป  แต่ดูเหมือนว่าคำอธิบายของคุณภัณฑารักษ์จะละเอียดเกิน พอออกมาจากพิพิธภันฑ์ก็ได้เวลากลับบ้านพอดี...  ฉันขอเชียร์จากใจจริง พยายามเข้านะ!
 
"ฉันเป็นผู้ชายที่ไม่เหลียวกลับไปข้างหลัง คิดหากลยุทธ์ต่อไปกันได้แล้ว!" 
 
นั่นสิเนอะ มองไปข้างหน้าเป็นสิ่งดีที่เนอะ ก็มีอดีตที่ไม่อยากเหลียวกลับมามองอยู่นี่เนอะ 
ในตอนนั้นเอง ลูกบิดประตูห้องประชุมเล็กก็ถูกหมุนกุกกักๆ
พวกเรานิ่งเงียบสนิทมองหน้ากัน 
 
"นั่นใคร"
"ผมเอง"
 
อ๊ะ เสียงนั้นมัน 
 
"ท่านคาบุรากิ นี่เป็นการต้มตุ๋นผมเองๆ  จะเปิดประตูไม่ได้นะคะ" 
 
เดี๋ยวจะโดนหลอกลวงเอานะคะ
แต่คาบุรากิกลับเพิกเฉยต่อคำเตือนของฉันไขกุญแจออก เฮ้อ~ 
เอ้า ดูสิ ตรงหน้าประตูมีผู้ชายที่มีรอยยิ้มเหมือนนักต้มตุ๋นยืนอยู่จริงๆ ด้วย 

 

---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.

ท่านเรย์กะในครึ่งแรกของตอน 

 

ท่านเรย์กะในครึ่งหลังของตอน 


การต้มตุ๋นแบบผมเองๆ นี่ไม่แน่ใจว่าคุ้นกันหรือเปล่า คือเป็นวิธีหาเงินแบบทุจริตที่ระบาดในญี่ปุ่นช่วงหลังๆ คือ จะมีคนโทรหาผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวที่บ้านนอก ทำเสียงงอมๆ ประมาณว่า "นี่ผมเอง" คนแก่ๆ หูตึงก็คิดว่าเป็นลูกหลาน พอปลายสายอ้างว่าเกิดอุบัติเหตุหรือมีเรื่องให้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ช่วยโอนมาให้หน่อย คนแก่ก็ตกใจตาลีตาลานรีบโอนเงินให้ไป ก็เลยเรียกว่าเป็นการต้มตุ๋นแบบผมเองๆ นี่แหละครับ 


ดังนี้เป็นต้น เพื่อความสงบสุขในการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ขอขอบคุณที่ช่วยกันรักษามารยาทในการสนทนานะครับ :) 




NEKOPOST.NET