[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 242 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.242 - ตอนที่ 242


242.


---หลังเสร็จสิ้นสอบกลางภาค การกลั่นแกล้งรังแกวาคาบะจังก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
หลักๆ ก็คือนินทาวาคาบะจังดังๆ อย่างจงใจจะให้ได้ยิน ขีดเขียนล็อกเกอร์หรือโต๊ะ จงใจเดินชนไม่ก็รุมปาบอลอัดซึ่งๆ หน้าในชั่วโมงพละ... ไม่ต่างกับการกลั่นแกล้งที่ผ่านมาเท่าใดนัก แต่ปีนี้เป็นปีสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนลงมือจึงไม่ใช่แต่เพียงพวกแอนตี้ที่ไม่ชอบขี้หน้านักเรียนกลุ่มนอกสามัญชนผู้ได้ใกล้ชิดกับจักรพรรดิเท่านั้น แต่กลุ่มพวกผู้ชายที่อิจฉาคะแนนของวาคาบะจังก็เพิ่มขึ้นด้วย 
แม้แต่พวกนักเรียนกลุ่มนอกที่น่าจะตกอยู่ในสภาพเดียวกันยังเกิดอิจฉาวาคาบะจังขึ้นมา จนพลอยเป็นศัตรูไปด้วยก็มีนะ...
 
นี่เป็นระบบเลื่อนชั้นอัตโนมัติ เพราะงั้นถ้าไม่ใช่ว่าคะแนนเลวร้ายต่ำกว่ามาตรฐานสุดๆ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าจะได้แฝงตัวเข้าไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในสังกัดอย่างแน่นอน แต่สำหรับพวกนักเรียนที่จ้องจะเข้าคณะที่มีการแข่งขันสูง หรือจะให้อาจารย์เขียนใบแนะนำสอบเข้ามหาวิทยาลัยอื่น คงไม่ได้คิดง่ายๆ อย่างนั้น 
 
แม้แต่ฉันเองยังสัมผัสได้จากผลสอบกลางภาคเมื่อวันก่อน ว่าพวกนักเรียนเดินหน้าเตรียมตัวดูหนังสือสอบเข้ากันเต็มกำลังแล้ว ทั้งที่ท่องหนังสือเหมือนกับที่ผ่านๆ มาแต่ลำดับต่ำลงกว่าเดิมจนน่าใจหาย... แย่ล่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ฉันอาจจะสอบเข้าคณะที่ต้องการเพื่อทำความทะเยอทะยานให้เป็นจริงไม่สำเร็จ  แผนที่วางไว้ในอนาคตพังทลาย!  ใช่แล้ว ฉันเองก็เข้าใจความร้อนรนของพวกเขาดี ก็เข้าใจอยู่หรอก  แต่ว่านะ... 
 
"บ้านเธอมันจนใช่ไหมล่ะ ถึงได้ต้องขยันเรียนแทบเป็นแทบตายหาทุนการศึกษาแบบนั้นน่ะ" 
 
ระหว่างทางกลับจากห้องเรียนที่มีการเปลี่ยนห้อง เดินคุยกับทุกคนอยู่ดีๆ ก็เห็นวาคาบะจังถูกนักเรียนชายหลายคนรุมล้อมด่าว่าอยู่ที่ทางเดิน 
 
ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งของพวกผู้หญิง มักจะระวังสายตาพวกผู้ชายแกล้งกันลับๆ ล่อๆ อยู่เบื้องหลัง แต่การกลั่นแกล้งของพวกผู้ชายนี่ชอบทำในที่ๆ คนผ่านไปมาอย่างกับจะโชว์ออฟให้เห็นชัดๆ งั้นล่ะ ไม่รู้ว่าใช้เข็มจิ้มจึ้กๆ ไปเรื่อยๆ กับใช้ดาบฟันให้ขาดในฉัวะเดียวนี่อย่างไหนจะดาเมจหนักกว่ากันนะ 
 
แต่จะให้ทนฟังอยู่เฉยๆ ก็ไม่ไหว บ้านวาคาบะจังเป็นร้านเค้กขายดี ไม่ได้ยากจนอะไรซักหน่อย เป็นครอบครัวธรรมดาๆ ทั่วไป มาหาเรื่องกันแบบนี้เสียมารยาทที่สุด การดูถูกบ้านทาคามิจิที่เหมือนบ้านพักร้อนในใจฉัน ก็เท่ากับมาหาเรื่องกับฉันนั่นแหละ

ฉันเชิดคางขึ้น เดินนำพวกเซริกะจังไปข้างหน้า เยื้องย่างไปตามตรงกลางทางเดินด้วยท่าทีน่าเกรงขาม พวกนักเรียนที่สังเกตเห็นพวกเราต่างก็พากันหลบไปแอบอยู่ข้างทางเปิดทางให้ มีแต่พวกที่ห้อมล้อมรุมว่าวาคาบะจังอยู่เท่านั้นที่ไม่ทันสังเกต 
ฉันย่ำเท้าหนักๆ ไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง 

"เกะกะนะ พวกคุณน่ะ ช่วยหลีกทางหน่อยได้ไหมคะ" 
 
พวกเด็กผู้ชายที่เหลียวกลับมาตามเสียงของฉันเบิกตากว้างสะดุ้งเฮือกถอยกรูดไปด้านหลัง เรียกได้ว่าผงะหงายไปสองสามก้าวจริงๆ 
 
ฉันปรายตามองพวกผู้ชายที่สอดส่ายสายตาล่อกแล่กท่าทางแสดงพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ใช้นิ้วหมุนเกลียวผมที่วันนี้ก็ม้วนมาอย่างสมบูรณ์แบบเล่น พลางเอ่ยกับเซริกะจังที่อยู่ทางฝั่งซ้ายว่า "นี่คุณเซริกะคะ"  

"พวกสิ่งกีดขวางเกะกะที่มาขวางทางเดินของฉันอยู่นี่ ไม่ทราบว่าเป็นนักเรียนชื่ออะไร อยู่ห้องไหนไม่ทราบคะ" 

สิ้นคำของฉัน พวกผู้ชายก็ตาเหลือกส่งเสียง "เฮื่อ..!" เล็ดรอดจากปาก

"แย่จังเลย เล่นมาปิดทางกันแบบนี้ พวกเราอาจจะไปไม่ทันชั่วโมงถัดไปก็ได้นะคะ" 

ฉันหาเรื่องต่อแบบไม่น้อยหน้าอันธพาล รำพึงรำพันแกมถอนใจว่า "น่าหงุดหงิดเหลือเกิน..." ราวกับจะเหยียบย่ำซ้ำเติม 
ทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงแสดงความไม่สบอารมณ์ของฉัน พวกเซริกะจังก็หางตาชี้ก้าวออกมาข้างหน้า
 
"หลีกไปซะ เจ้าพวกกรวดหินข้างทาง! เดี๋ยวปั๊ดเตะกลิ้งเสียหรอก!"
"กำเริบเสิบสาน บังอาจมาขวางทางที่ท่านเรย์กะก้าวเดิน! เตรียมใจโดนลงโทษสำหรับความเหิมเกริมเถอะ!"
 
เสียงกรีดร้องของพวกผู้ชายดังก้องทั่วทางเดิน โฮะโฮะโฮะ คุณเซริกะ คุณคิคุโนะ เล่นมันเลยค่ะ ให้ความรู้สึกเหมือนมิโตะโคมงดีจัง

พวกเด็กผู้ชายไร้หัวคิดที่ขวัญกระเจิงกับท่าทางเหี้ยมเกรียมของพวกเซริกะจังร้อง "ขอโทษครับ!" พลางแตกฮือหนีหัวซุกหัวซุนเหมือนลูกแมงมุม หึ พวกกระจอกเอ๊ย คนที่กล้าหันมีดเข้าหาบารามง เรย์กะ ผู้สังกัดอยู่บนจุดสูงสุดของชั้นวรรณะแห่งซุยรัยนี่ไม่มีมากนักหรอกนะ 
 
ที่เหลืออยู่ก็แค่วาคาบะจังผู้ยืนอ้าปากค้างอยู่กับที่ วาคาบะจัง ปิดปากเถ้อ! 

"ท่านเรย์กะ จะทำอย่างไรดีคะ ไว้ตามไปจัดการพวกที่ทำให้ท่านเรย์กะขุ่นเคืองให้สิ้นซากในภายหลัง..."
"แหม คุณคิคุโนะ อย่าพูดอะไรน่าหวาดเสียวอย่างนั้นสิคะ ทางเดินนี้ก็ปลอดโปร่งขึ้นมากแล้ว ครั้งนี้ถือว่าหายกันเถอะนะคะ" 

พอฉันหัวเราะโอะโฮะโฮะโฮะโฮะอย่างใจกว้าง พวกนักเรียนคนอื่นๆ ที่โผล่หน้ามาดูเหตุการณ์ที่ทางเดินก็ทำตัวลีบเบียดตัวเป็นเนื้อเดียวไปกับกำแพง ดูเหมือนนักเรียนซุยรันจะใช้วิชานินจากำบังกายเป็นกันหมดเลยนะคะ แต่ในหมู่พวกนั้นยังมีคนที่ตัวสั่นงั่กๆ จนวิชาคลายหมดแล้วอยู่ด้วยนะ 

เสียงช่าช่าช่าช่าดังขึ้นจากด้านข้าง 
พอมองดูก็ไม่รู้ทำไมวาคาบะจังถึงเอากล่องดินสอออกมายืนเขย่าๆ เป็นจังหวะ ...ทำอะไรน่ะวาคาบะจัง
แม้จะนึกสงสัยในการกระทำของวาคาบะจัง แต่ฉันก็ตัดสินใจไม่ส่งเสียงถาม พาพวกเซริกะจังเดินต่อไปบนทางเดินที่โล่งว่างเดินง่ายขึ้นเป็นกอง 
 
อ้าว ตรงโน้นมีพระพุทธรูปพระจิโซหน้าตาคุ้นๆ อยู่ด้วย พอดูดีๆ ก็เห็นว่าเป็นเณรน้อยโบดะคุงที่เคยเป็นกรรมการห้องร่วมกับฉันสมัยม.ต้นนี่นา ถึงจะขึ้นม.ปลายแล้วก็ยังหัวกลมเหมือนเดิมเลยนะ 
ไหนๆ แล้วพวกเราเลยหยุดขบวน พนมมือตั้งจิตภาวนาขอให้ครอบครัวปลอดภัย แล้วพระจิโซก็ตัวสั่นพั่บๆ ล้มพับลงไปกับพื้น---
 
พอเข้าห้องเรียนไป ซาโตมิคุงที่ดูเหมือนจะดูเหตุการณ์อยู่ก็ยิ้มร่าเดินปรบมือแปะๆ เข้ามาทักว่า "แหม ช่างน่าเกรงขามจริงๆ"  
 
"คุณคิโชวอินเนี่ย เหมาะจะเรียกว่าเป็นหัวหน้าแก๊งมากกว่าหัวหน้าห้องอีกนะ อ๊ะ หรือว่าที่หลังจะมีรอยสักรูปดอกโบตั๋นด้วยหรือเปล่า" 
 
ในพริบตานั้น หมัดของเซริกะจังกับคิคุโนะจังก็พุ่งเข้าไปยังร่างของซาโตมิคุงทันที 

"โอ๊ย! หัวหน้าแก๊ง! พวกหัวหน้าหน่วยลงไม้ลงมือใหญ่แล้ว! เจ็บนะ! เจ็บๆ! อย่าเล่นที่ตับซี่!!"

ฉันให้คำแนะนำกับพวกเซริกะจังว่าให้เล็งที่เส้นศูนย์กลางลำตัวพลางเดินกลับมาที่ที่นั่งตัวเอง คุณเซริกะ คุณคิคุโนะ เล่นมันเลยค่ะ 

 

ในคืนนั้น ฉันยังเป็นห่วงอยู่ก็เลยโทรไปหาวาคาบะจัง ดูเหมือนวาคาบะจังจะเดาเหตุผลที่โทรมาออก หลังทักทายกันแล้วก็ขอบคุณฉันทันที 
 
"วันนี้ขอบคุณนะ คุณคิโชวอิน นั่นน่ะอุตส่าห์ช่วยฉันไว้ใช่ไหม"
"ไม่ต้องขอบคุณอะไรหรอก ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรด้วย" 
 
ให้ตายสิ ถ้ามีเวลามาอิจฉาคนที่เขาเรียนเก่งก็ไปนั่งอ่านหนังสือซะซี่ จากนี้ไปฉันเองก็ตั้งใจจะท่องตำราอย่างคร่ำเคร่งเพื่อกู้คะแนนที่ตกไปในครั้งนี้ขึ้นมาเหมือนกัน 

"อื๋อ สุดยอดเลยล่ะ เห็นพวกคุณคิโชวอินคุยกันแล้ว อย่างกับดูละครอยู่เลยนะ" 

...ละครที่ว่านี่เรื่องแนวไหนคะ คงไม่ใช่ละครแก๊งยากูซ่าหรอกใช่มั้ย ในหัววาคาบะจังคงไม่ได้จับฉันใส่ชุดกิโมโนสีดำน่ายำเกรงไปแล้วหรอกนะ 

"จริงด้วย ฉันลองทำดนตรีประกอบฉากด้วยนะ ได้ยินหรือเปล่า"

ที่ยืนเขย่ากล่องดินสอปริศนานั่นตั้งใจจะให้เป็น BGM เหรอ... 
 
"...วาคาบะจัง ทำอะไรน่ะ"
"อะฮะฮะฮะ ความจริงกะจะผิวปากน่ะนะ แต่คิดๆ ดูแล้วฉันผิวปากไม่เป็นนี่นา ~" 
 
ถ้าขืนผิวปากหลั่นล้าขึ้นมาตรงนั้น มีหวังโดนสาวๆ แก๊งเราเขม่นว่าจงใจหาเรื่องแล้วโดนรุมกระทืบแหงๆ... 
 
"ว่าแต่ระยะหลังมานี่การกลั่นแกล้งวาคาบะจังดูหนักขึ้นเยอะเหมือนกันนะ ให้ฉันไปฟ้องสภานักเรียนโดยตรงจะดีกว่าหรือเปล่า" 

ท่านประธาน Pivoine คนก่อนที่เกลียดชังวาคาบะจังก็จบการศึกษาไปแล้ว แม้จะยังมีรุ่นน้องที่สืบทอดแนวความคิดมา แต่บัดนี้เมื่อฉันก้าวขึ้นสู่ความเป็นนักเรียนชั้นสูงสุด ถึงจะออกหน้ามาพูดจริงๆ จังๆ ก็ไม่น่าจะมีใครกล้าคัดค้าน
แต่วาคาบะจังบอกปฎิเสธข้อเสนอฉันไปว่า "เอ๋~ ไม่ต้องหรอก" 

"ทำไมล่ะ ก็ลำบากอยู่ไม่ใช่เหรอ"
"สบายๆ น่า โดนนินทาจนชินแล้ว แค่ฟังผ่านๆ ไปไม่เก็บมาคิดก็ไม่เสียหายอะไร โดนลงมือที่โต๊ะหรือข้าวของก็ลำบากหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก"
"แต่ว่า"
"อดทนไปอีกแค่ปีเดียวก็จะเรียนจบแล้วนะ ถ้าคิดซะว่าให้อดทนจนถึงตอนนั้นก็สบายมาก ไม่จำเป็นต้องทำให้สถานภาพของคุณคิโชวอินต้องมาเสี่ยงไปด้วยหรอกนะ"

คำพูดของวาคาบะจังทิ่มแทงใจฉันอย่างรุนแรง---
ช็อกเหลือเกิน
...สำหรับวาคาบะจังแล้ว การเรียนจบจากซุยรันไม่ใช่ความเหงา หากแต่เป็นสิ่งที่เฝ้ารอคอย 
ปวดใจจังเลย...
ก็คงจริง ถึงจะโดนว่า โดนกลั่นแกล้งยังไง ถึงจะเอาแต่หัวเราะฮะๆ ปล่อยผ่านไปเสมอ ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้รู้สึกอะไรซักหน่อยนี่นา 

"............" 

ฉันกัดริมฝีปาก
สำหรับฉันแล้ว ไม่ว่าใครจะว่ายังไง ซุยรันก็เป็นโรงเรียนที่เรียนมาตั้งแต่ชั้นประถม มีความรักใคร่ผูกพันในฐานะโรงเรียนแห่งแรก ช่วงเวลาเกือบสิบปีที่อยู่ในซุยรันมาถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้ แต่สำหรับวาคาบะจังคงจะไม่ใช่อย่างนั้น ก็โดนพวกนักเรียนที่ให้ค่ากับฐานันดรหรือสมบัติของตระกูลมองเห็นเป็นศัตรู ถ้าทำอะไรเด่นขึ้นมาอย่างสอบได้คะแนนดีก็โดนด่าว่านินทาเสียๆ หายๆ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ชีวิตในรั้วโรงเรียนแบบนั้นคงอึดอัดน่าดู ได้เรียนจบจากโรงเรียนแบบนั้นไปก็ต้องโล่งอกเป็นธรรมดาอยู่แล้ว 
 
"อ้าว? คุณคิโชวอิน เป็นอะไรหรือเปล่า ฮัลโหลๆ" 
 
...นี่อาจจะเป็นแค่อีโก้ส่วนตัวของฉันก็ได้ แต่ฉันไม่อยากให้วาคาบะจังจบการศึกษาจากซุยรันไปด้วยความรู้สึกแบบนั้นเลย ถ้าเป็นไปได้ หลังเรียนจบไป ก็อยากให้หวนกลับมามองว่าชีวิตในรั้วโรงเรียนม.ปลายของซุยรันเป็นความทรงจำที่สนุกสนาน ไม่อยากให้เป็นความหลังที่ไม่อยากหวนระลึกถึง 
 
"...ขอโทษนะ วาคาบะจัง"
"เอ๋ เรื่องอะไรเหรอ" 
 
ขอโทษที่เห็นว่าวาคาบะจังคงไม่เป็นไร เลือกที่จะปกป้องตัวเองมากกว่า ไม่ยอมออกหน้าช่วยเพื่อนอย่างจริงจัง
 
"ฉันจะทำให้ได้เลยนะ"
"เอ๋ อะไรเหรอ"
"หลายๆ อย่างน่ะ" 

จะทำให้วาคาบะจังเรียนจบออกไปด้วยรอยยิ้มให้ได้เลย คอยดูสิ!
วาคาบะจังที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวกับการตัดสินใจของฉันเชียร์ว่า "อืม~ ไม่รู้ว่าอะไร แต่พยายามเข้านะ!" แล้วก็ว่า "จริงด้วย" 
 
"ไปงานนิทรรศการไดโนเสาร์ที่สัญญากับคาบุรากิคุงมาแล้วล่ะ!" 
 
โอ้! เดทกับคาบุรากิ!
 
"เป็นไงบ้าง"
"ดีมากเลยล่ะ! ประทับใจสุดๆ!"
 
น้ำเสียงวาคาบะจังมีความตื่นเต้น หรือว่าเดทจะประสบความสำเร็จ!? ทำได้ดีเหมือนกันนี่นา เจ้าศิษย์โง่ 
 
"ตอนแรกก็ตกใจเหมือนกันนะที่พอไปถึงพิพิธภัณฑ์แล้วมีผู้อำนวยการสถาบันออกมาต้อนรับด้วยตัวเองน่ะ"
"เอ๋"  
 
ผู้อำนวยการสถาบันออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง? นั่นมันอะไรน่ะ... 
 
"เขาว่าขอขอบคุณที่กรุณาสละเวลามา ต้อนรับคาบุรากิคุงอย่างเอิกเริกเลยล่ะ หลังจากนั้นนอกจากผู้อำนวยการแล้วก็ยังมีคุณภัณฑารักษ์เข้าพาพวกเราเดินชมนิทรรศการพลางอธิบายของที่ตั้งโชว์แต่ละชิ้นอย่างละเอียดเลยนะ"
"เอ๋" 
 
...ตาบ้านี่ ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าชมตามธรรมดาแต่ใช้ชื่อตระกูลคาบุรากิเป็นใบเบิกทางเข้าไปละสิท่า ไม่ก็คงใช้บัตรเทียบเชิญที่ส่งมาที่บ้านไปโดยไม่คิดอะไรอีกละสิ ถ้าเอาบัตรเทียบเชิญที่ส่งมาที่บ้านคาบุรากิไป ฝั่งผู้จัดงานก็ย่อมออกมารับรองทายาทตระกูลคาบุรากิแขกกิติมศักดิ์ที่ให้เกียรติมาเยี่ยมชมงานด้วยตัวเองอยู่แล้ว ตานี่ไม่รู้จักทำอะไรเงียบๆ บ้างหรือไงนะ... 
งานนิทรรศการที่ไปเยี่ยมชมโดยมีภัณฑารักษ์เฝ้าติดตามทุกฝีก้าวอธิบายตั้งแต่ต้นจนจบ แทนที่จะเรียกว่าเดท น่าจะเรียกว่าไปปฏิบัติภารกิจเสียมากกว่า...
 
"สมเป็นนักวิชาการ ผิดกันจริงๆ เลยนะ คำอธิบายของคุณภัณฑารักษ์เนี่ยเข้าใจง่าย มีอะไรที่ยังไม่รู้อีกเยอะเลย" 
"...งั้นเหรอ แล้วสนุกหรือเปล่า"
"แน่นอน! ได้เรียนรู้เยอะมากเลยล่ะ!"
"...งั้นเหรอ ถ้าวาคาบะจังสนุกดีแล้วล่ะ"
"อื้อ!" 
 
เหรอ ถ้าวาคาบะจังสนุกก็แล้วไป ถึงจะมีผู้เกี่ยวข้องตามแห่แหนเป็นขบวน แทบเรียกว่าเดทไม่ได้ก็เถอะ
แล้ววาคาบะจังก็เล่าเรื่องไดโนเสาร์ให้ฉันฟังอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งมีชีวิตในยุคเมโสโซอิค วิวัฒนาการและการสูญพันธ์ของไดโนเสาร์ ตามที่วาคาบะจังว่า ไดโนเสาร์ก็คือความโรแมนซ์ 

"จริงด้วย ซื้อของฝากมาให้ด้วยนะ เป็นคุกกี้ไดโนเสาร์ ไว้เจอกันครั้งหน้าจะเอาไปให้นะ"
"เอ๋~ ขอบคุณนะ ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย"
"นี่เป็นความรู้สึกของฉันนะ! แล้วก็มีพวงกุญแจไดโนเสาร์ด้วย อยากได้หรือเปล่า ทำออกมาเหมือนจริงเท่มากๆ เลยล่ะ เป็นไฟฉายได้ด้วยนะ เอาห้อยกระเป๋าไว้เผื่อเดินถนนตอนกลางคืนก็สะดวกดีออก" 
 
....พวงกุญแจไฟฉายไดโนเสาร์แบบเหมือนจริง
 
"...เอ่อ~ ให้วาคาบะจังเอาไว้ใช้ดีกว่านะ"
"เหรอ? ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย ได้คุณคิโชวอินคอยช่วยไว้เสมอๆ เลยนี่นา!"
"อื๋อ ของฉันแค่คุกกี้ก็พอแล้วล่ะ ขอบคุณนะ"
"เอ๋~ คุณคิโชวอินนี่ขี้เกรงใจจังน้า"  
 
ขอโทษนะ วาคาบะจัง ฉันไม่ค่อยถูกกับพวกสัตว์เลื้อยคลานน่ะ...
ฉันปิดไฟแล้วขึ้นเตียงนอนเร็วหน่อย เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเริ่มดูหนังสือ
 
---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
คุกกี้ไดโนเสาร์!

ดังนี้เป็นต้น เพื่อความสงบสุขในการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ขอขอบคุณที่ช่วยกันรักษามารยาทในการสนทนานะครับ :) 




NEKOPOST.NET