[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 241 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.241 - ตอนที่ 241


241.

 

ฉันย้ายมาที่ห้องประชุมเล็กด้วยการนำทางจากวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ที่บ่า แล้วก็เจอเอ็นโจที่ไม่อยู่ในห้องสโมสรอยู่ที่นั่น 

"ช้าจังนะ"
"ก็นะ" 

วันนี้เอ็นโจก็อยู่ด้วยเหรอ
คาบุรากิไม่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ แต่ยืนคาไว้พลางค้นกระเป๋าตัวเองดึงเอานิตยสารฉบับหนึ่งออกมา อ๊ะ ฉบับนั้นมันสกู๊ปรวมราเม็งที่ฉันยึดไปแทนค่าชดเชยที่ถูกหักหลังไปในตอนนั้นนี่นา นี่ออกไปซื้อมาใหม่เลยเหรอเนี่ย... แล้วไหงมีโพสต์อิทคั่นไว้เต็มไปหมด 

"เรื่องไปกินราเม็งที่สัญญากันไว้ก่อนสอบ หลังจากใคร่ครวญเปรียบเทียบอย่างถี่ถ้วนแล้ว วันนี้ฉันตั้งใจว่าจะไปร้านใดร้านหนึ่งในสามร้านนี้" 

คาบุรากิประกาศกร้าวเปิดหน้านิตยสารที่มีโพสต์อิทคั่น  ชี้ให้ฉันดูร้านที่มีปากกาแดงวงไว้ ร้านนี้ ร้านนี้ แล้วก็ร้านนี้ 

ฉันก้มศีรษะลงต่ำ 

"ต้องขออภัยอย่างยิ่งที่ไม่อาจร่วมทางไปด้วยได้ค่ะ" 

คาบุรากิที่โดนประทับตราโป้งตรงหน้าผากว่า "โดนปฎิเสธ" โวยวายอย่างหัวเสียว่า "ทำไมเล่า" ในทันที

"ทำไมน่ะหรือคะ ทั้งสามร้านนี้ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่กลางไชน่าทาวน์ทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรือคะ ถ้าไปเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้นในชุดเครื่องแบบก็ย่อมตกเป็นเป้าสายตาอยู่แล้ว ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมคะว่าฉันเก็บเรื่องการสำรวจตลาดของตัวเองเป็นความลับสุดยอดจากนักเรียนซุยรันแล้วก็คนใกล้ตัว" 

แถมยังเป็นร้านยอดฮิตชื่อดังต้องเข้าคิวคอยเป็นสิบๆ นาทีทั้งนั้นเลยนะ ถ้าเด็กหนุ่มม.ปลายที่ทั้งหล่อทั้งห้าวดูน่ายำเกรงเหมือนเสือดำ กับเด็กสาวม.ปลายเริ่ดหรูม้วนผมเป็นลอนๆ สวมชุดเครื่องแบบโรงเรียนชื่อดังท็อปห้าของญี่ปุ่นไปเข้าคิวยืนคอยหน้าร้านราเม็ง คงไม่รู้จะเด่นล้ำไปถึงไหน 

คาบุรากิลดสายตาลงจับที่นิตยสารในมือนิ่งเงียบไป เอ็นโจส่งเสียงร้องเชียร์ "สู้เขานะ~" ยุส่งเข้าไปอีกอย่างไร้ความรับผิดชอบ นี่เชียร์ฝั่งไหนไม่ทราบยะ 

"แต่ฉันอยากกินราเม็งนี่" 

ก็สนอกสนใจขนาดไปซื้อนิตยสารมาใหม่เลยนี่นะ...
ส่วนเอ็นโจที่นั่งเก้าอี้อยู่คนเดียวยกมือสองข้างขึ้นเท้าคางหัวเราะอย่างนึกสนุก ดูเพลิดเพลินกับสถานการณ์สุดๆ อย่ามาทำเป็นยิ้มเยาะนะเฮ้ย!

...วุ่นวายชะมัด อยากปฎิเสธไปให้พ้นๆ ไม่อยากไปเลยซักนิด แต่ดูจากผลลัพธ์ช่วงสอบกลางภาค จะยกเรื่องเรียนขึ้นมาเป็นข้ออ้างก็คงไม่ไหวแล้ว ทั้งที่ผ่านมายกเรื่องอ่านหนังสือสอบมาเป็นข้ออ้างขนาดนั้น แต่พอเปิดฝาขึ้นมาดูก็เจ๊งบ๊ง ระหว่างท็อปของชั้นปีกับหมายเลขคนตาย ฉันก็อายเป็นเหมือนกันนะ คงไม่กล้ายกเรื่องเรียนขึ้นมาอ้างเป็นครั้งที่สองล่ะ
พอเหลือบมองไปทางเอ็นโจที่นั่งชมดูอยู่ที่ที่นั่งชั้นบ็อกซ์ หมอนั่นก็ส่งสายตายิ้มๆ เป็นเชิงถามมาว่า "จะเอายังไงล่ะ"
.............
 
แม้จะเป็นสัญญาที่รวบรัดเอาเองฝ่ายเดียวโดยฉันไม่ได้ตกลงด้วย แต่ก็เคยคุยกันไว้นะว่าสอบเสร็จเมื่อไหร่จะพาไปทานราเม็ง แล้วเมื่อกี้นี้คาบุรากิก็ช่วยเป็นที่ปรึกษาเรื่องวิญญาณหลอนให้ท่านฟุยุโกะผู้หน้ามืดตามัวมานานได้สลายมโนต่างๆ ไปจนหมดสิ้น ปลุกท่านฟุยุโกะผู้จมจ่อมอยู่กับโลกสปิริช่วลให้ลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นความจริง ก็ถือว่ามีบุญคุณกันละนะ...

"...ถ้าเป็นร้านราเม็งที่ฉันรู้จัก จะนำทางไปให้ก็ได้นะคะ"
"ดีล่ะ เป็นอันตกลง!" 

คาบุรากิตัดสินใจในทันควัน เก็บนิตยสารลงกระเป๋าบัญชาการว่า "เอ้า ไปกันได้แล้ว!" เปิดประตูห้องประชุมเล็ก ฉันกับเอ็นโจเดินตามกันออกไป  

"ร้านที่คุณคิโชวอินไปประจำเหรอ น่าสนุกจังเลยนะ" 

เอ็นโจว่าพลางเดินเคียงคู่ไปกับฉันมองตามหลังคาบุรากิที่ออกเดินล่วงหน้าไปก่อน

"ก็ไม่ถึงกับไปเป็นประจำหรอกนะคะ...  แต่แปลกจริงนะคะที่ท่านเอ็นโจตามมาด้วยแบบนี้"
"ได้ฟังที่มาซายะเล่าบ่อยๆ แล้วผมเลยพลอยสนใจไปด้วยน่ะ"
"งั้นหรือคะ" 

งั้นก็น่าจะค้นหาร้านแล้วไปกันเองสองคนเลยสิไป๊ 

"แต่คุณคิโชวอินเองก็เข้าๆ ออกๆ ที่แปลกๆ เยอะเหมือนกันนะนี่ มีอะไรอีกนะ ร้านฟาสต์ฟู้ด, แฟมิเรส แล้วก็ซุปเปอร์ใช่ไหม ครั้งนี้เป็นร้านราเม็ง มีแต่สถานที่ที่ไม่อยู่ในความสนใจของคนรอบข้างพวกเราทั้งนั้นเลยนะ"

มาแล้วไง

"ฉันคิดเสมอว่าอยากเป็นคนที่มีโลกทัศน์กว้างไกล เพียงแต่การที่เติบโตขึ้นมาโลกที่มีขอบเขตจำกัดอย่างซุยรันตั้งแต่ชั้นประถม ข้อมูลที่ได้รับก็อาจมีความเบี่ยงเบนอยู่บ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้นคนที่จะลำบากเมื่อออกไปสู่สังคมในอนาคตก็คือตัวฉันเอง ฉันจึงตั้งใจจะหมั่นเพียรพยายามรวบรวมข้อมูลในหลากหลายด้านอยู่เสมอเพื่อไม่ให้กลายเป็นคนที่ทึมทื่อต่อเรื่องราวของโลกภายนอกค่ะ" 

เอ็นโจหลุดหัวเราะเบาๆ กับคำตอบเรียบลื่นไม่มีสะดุดของฉัน 

"อะไรน่ะ ตอบทื่อๆ อย่างกับท่องจำมาทั้งดุ้นเชียวนะ" 

ก็เป็นข้อแก้ตัวที่เตรียมเผื่อไว้ตั้งนานแล้วในกรณีที่ทัวร์บริโภคของฉันเกิดความแตกขึ้นมานี่คะ

"การสำรวจตลาดของฉันเป็นความลับที่ไม่ได้บอกเล่ากับใคร ท่านเอ็นโจเองก็ช่วยอย่าแพร่งพรายไปนะคะ"
"สำรวจตลาดนะ... ไม่เป็นไร ผมเป็นพวกปากแข็งน่า"
"ให้มันแน่นะคะ สัญญานะคะ"
"โอเค แต่ถ้าผิดสัญญาขึ้นมาล่ะ"
"โดนสาปแน่ค่ะ" 

ทางนี้มีท่านฟุยุโกะผู้เชี่ยวชาญศาสตร์มืดอยู่ด้วยนะ ฉันจะไปยืนอยู่ข้างหมอนทุกคืนพร่ำคำสาปแช่งยันเช้าเลยลองดูสิ เอ็นโจยกมือทั้งสองขึ้นร้องว่า "โดนสาปมันน่ากลัวนะ จะรักษาสัญญาก็แล้วกัน"
ฉันเตือนว่าพอไปถึงร้านแล้วควรจะถอดแจ็กเก็ตออกเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตามากนัก นอกจากคาบุรากิแล้วยังมีเอ็นโจตามมาอีก ไปซื้อเสื้อเสวตเตอร์นักเรียนสีกรมท่าถูกๆ ที่ไหนมาไว้สำหรับปลอมตัวดีไหมนะ 

"พูดถึงชุดเครื่องแบบ ใกล้จะถึงฤดูกาลที่จะได้เปลี่ยนเป็นชุดหน้าร้อนแล้วนะ"
"นั่นสินะคะ" 

ชุดหน้าร้อนเหรอ ชุดหน้าร้อน... แขนสั้น... 
พวกเราเดินมาถึงที่จอดรถ แล้วก็ต้องมาคุยกันต่อว่าจะไปรถใคร ไหนๆ แล้วก็นั่งแท็กซี่ไปเลยดีกว่ามั้ง
ตอนนั้นเองที่มีเงาใครคนหนึ่งวิ่งเข้ามาร้องว่า "คุณเอ็นโจ!" ที่แท้ก็เป็นตาหัวไก่ หนุ่มน้อยคาซึรางิไก่โง่ ที่พอเห็นหน้าฉันทีไรก็โวยวายอยู่นั่นซ้ำๆ ซากๆ ว่า "อย่าบังอาจเข้าใกล้คุณเอ็นโจเชียวนะ" อยู่นั่นแหละ

"เอ่อ คุณเอ็นโจ ขอเวลาหน่อยได้ไหมครับ"
"อะไรเหรอ" 
"คือว่า..." 

ไม่รู้ว่าไม่อยากให้คนอื่นได้ยินหรือไง หนุ่มน้อยคาซึรางิเหลือบมาทางพวกเรา แล้วก็สบตาเข้ากับฉัน

"อ๊ะ! นี่หล่อนอีกแล้วเรอะ!"

ดูเหมือนตอนแรกตัวฉันจะโดนส่วนสูงของคาบุรากิกับเอ็นโจบังอยู่ในเงามืดก็เลยมองไม่เห็น พอเห็นเข้าเท่านั้นแหละก็เผยความเป็นอริจ้องขมึงตึงมาทันที 

"อ้าว ท่านคาบุรากิ รุ่นน้องคนนี้จ้องท่านคาบุรากิถมึงทึงใหญ่เลยค่ะ อาจต้องสงสัยว่าคิดการกระด้างกระเดื่องต่อท่านคาบุรากิก็ได้นะคะ" 

ตาไก่โง่ตาเหลือก
 
"ไม่ใช่นะครับ! ที่ผมจ้องไม่ใช่คุณคาบุรากิ...!"
"โอ น่ากลัวเหลือเกิน ก่อกบฏ ก่อกบฏ"
 
ตาไก่โง่กางปีกทั้งสองออกกระพือพั่บๆ ท่าทางล่กๆ ร้อนรน เคะเคะเคะ คาบุรากิมองฉันด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย
 
"นี่เธอยังตามพัวพันคุณเอ็นโจอยู่อีกเรอะ! แถมไม่ใช่คุณเอ็นโจคนเดียว ยังตามกระทั่งคุณคาบุรากิอีกด้วย! ร้ายกาจจริงๆ!"
"สวัสดีค่ะ คุณรุ่นน้องคาซึรางิ ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งคุณจึงจะเข้าใจคำว่ามารยาทที่ควรแสดงออกต่อรุ่นพี่กันหรือคะ อ้าว ต้องขอโทษด้วยนะคะ ก็คุณความจำสั้นพอๆ กับไก่ที่เดินสามก้าวแล้วหลงลืมเลยนี่นา แต่ว่าทราบหรือเปล่าคะ ในระดับชั้นมัธยมต้นนี่เป็นการศึกษาภาคบังคับ ไม่ว่าผลการเรียนจะแย่แค่ไหนก็ยังผ่านเลื่อนชั้นมาได้โดยอัตโนมัติ แต่ตั้งแต่ม.ปลายขึ้นไปนี่มีการซ้ำชั้นแล้วนะคะ อา ฉันน่ะมองเห็นกับตาเลย ภาพของคุณที่เป็นเด็กม.4 ในซุยรันไปชั่วนิจนิรันดร์จนกลายเป็นคุณตาหยำเหยอะ"
 
"ใครจะเป็นเล่า!"
"งั้นไม่ทราบว่าผลสอบกลางภาคที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างคะ" 
 
ตาหัวไก่หน้าแดงฉานกัดริมฝีปากแน่น ฮุฮุฮุ แทงใจดำล่ะสิ รู้หรอกนะว่าคะแนนนายมันเละเทะมาตั้งแต่สมัยม.ต้นแล้ว 

"คิโชวอิน พูดงั้นมันก็บูมเมอแรงนะ"
 
อั่ก! บูมเมอแรงขนาดยักษ์แล่นลงปักฉึกกลางกบาลฉันที่ได้รับหมายเลขของคนตาย! คาบุรากิมองว่าฉันที่ลำดับหลุดบอร์ดได้คะแนนห่วยทั้งที่เรียนแทบเป็นแทบตายจริงๆ ด้วยสินะ! 
 
"ฮารุกิ พอทีน่า นายมีธุระกับฉันไม่ใช่เรอะ" 
 
เอ็นโจเข้ามาแทรกกลางระหว่างการถกเถียงที่ดุเดือดของพวกเรา 
 
"อ๊ะ ครับ ขอโทษครับ"
 
เอ็นโจเดินห่างจากพวกเราไปนิดเพื่อคุยกับตาหัวไก่
 
"เธอนี่นิสัยไม่ดีเลยนะ"
"เป็นการอบรมเพื่อชี้แนะแนวทางให้กับรุ่นน้องที่ไม่รู้จักมารยาทค่ะ"  

ฉันหยิบมือถือขึ้นมา ถามหาเมล์แอดเดรสของตาหัวไก่จากน้องแว่นเจ้ากรมข่าวลือเพื่อนของริรินะ แล้วก็ได้รับคำตอบกลับมาในทันที สมเป็นน้องแว่นจริงๆ
ดูเหมือนสองคนนั้นจะคุยกันเสร็จระหว่างที่ฉันกำลังง่วนอยู่ เอ็นโจถอนใจเบาๆ เดินมาทางพวกเราแล้วว่า "โทษที น่าเสียดาย แต่พอดีมีธุระเข้ามาน่ะ" 

"งั้นเหรอ" 

คาบุรากิว่าแค่นั้นแล้วก็หันมาเร่งฉันว่า "ไปได้แล้ว" เอ็นโจกับรุ่นน้องคาซึรางิออกเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับพวกเรา
 
"จะดีเหรอคะ"
"หมอนั่นก็มีอะไรหลายๆ อย่างน่ะ"
 
หืม
พอเหลียวกลับไปอย่างไม่ได้คิดอะไร ตาหัวไก่ที่เหลียวกลับมาในจังหวะเดียวกันก็ส่งสายตาเคืองแค้นให้ฉันอีกรอบเป็นการส่งท้าย ฉันเมินเฉยเสีย เดินไปพลางจิ้มมือถือไปพลาง จี้กจี้กจี้กจึ้ก...

"ฉันคือคุณโดรี่ ตอนนี้อยู่ข้างหลังคุณ"

ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายร้องอ๊ากกกซ์แว่วมาไกลๆ 

 

ที่พามาในครั้งนี้เป็นร้านราเม็งที่ฉันเคยมาหลายครั้งแล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นต้องเข้าคิวคอยแต่ก็เป็นร้านที่รสชาติดีร้านหนึ่ง พอเข้าร้านไป พนักงานก็ส่งเสียงต้อนรับพวกเราอย่างคึกคัก แล้วนำทางไปนั่งที่เคานเตอร์ที่ว่างอยู่ พอนั่งลงฉันก็เช็กเมนูอย่างรวดเร็ว เอาล่ะ วันนี้จะกินอะไรดีน้า  
สำหรับราเม็งนี่ฉันเป็นฝ่ายมิโซะอย่างหนักแน่น ดังนั้นแน่นอนว่าวันนี้ก็ต้องสั่งมิโซะราเม็ง แต่มิโซะบัตเตอร์ราเม็งทางนี้ก็น่าอร่อยเหมือนกันนะ
จู่ๆ พิษที่เอ็นโจคายใส่ฉันไว้ก่อนหน้านี้ว่า "ใกล้จะถึงฤดูกาลที่จะได้เปลี่ยนเป็นชุดหน้าร้อนแล้วนะ" ก็ออกฤทธิ์เงียบๆ  
 
"เลือกได้แล้วเรอะ"
"ค่ะ ฉันเอาเป็นมิโซะราเม็งธรรมดาค่ะ" 
 
บัตเตอร์มันอันตราย บัตเตอร์มันอันตราย 
 
"ท่านคาบุรากิล่ะคะ"
"กำลังลังเลว่าจะเอาเป็นโชยุหรือทงคตสึดี"
"สำหรับผู้ที่มาครั้งแรกเอาเป็นรสชาติเรียบง่ายแบบโชยุก่อนจะดีกว่านะคะ"
"เอางั้นก็ได้" 
 
ลูกศิษย์ปฎิบัติตามคำแนะนำส่งๆ ของฉันอย่างว่าง่าย ฉันส่งเสียงเรียกพนักงานแล้วสั่งเมนูสำหรับสองคน
ระหว่างรอราเม็งที่สั่ง คาบุรากิไม่เปลี่ยนสีหน้ามากนัก แต่ดูท่าทางจะสนใจท่าทางการทำราเม็งที่อีกฟากของเคานเตอร์เอามากๆ ยืดคอชะโงกไปดูของที่อยู่ในหม้อต้มด้านใน พอเสียงซ่ะซ่ะสะเด็ดน้ำจากเส้นดังขึ้น ราเม็งเสร็จยกมาเสิร์ฟก็ยืดตัวตรงรอคอยทุกครั้ง แต่พอพนักงานยกไปเสริ์ฟให้ลูกค้าคนอื่น มุมปากก็จะบิดเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ แล้วก็กลับไปสนใจกระทะแบบจีนที่ส่งเสียงฉี่ฉ่าร้อนแรงอีกครั้ง ดูวุ่นวายเสียจริงๆ 
 
ระหว่างนั่งดูไปเรื่อยๆ ฉันก็คิดขึ้นมาได้ว่าพอสอบกลางภาคเสร็จ คาบุรากิก็พาวาคาบะจังไปร้านช็อกโกแลตชื่อดัง ไปกินช็อกโกแลตพาเฟ่ต์ที่มีเสิร์ฟจำนวนจำกัดต่อวันนี่นา
 
".........." 

คาบุรากิที่ลากฉันไปโน่นมานี่ตามอำเภอใจตั้งแต่ก่อนสอบแต่ดันได้คะแนนท็อปของชั้นปี และฉันผู้ได้รับหมายเลขของคนตายโดนบูมเมอแรงปักฉึกเลือดทะลักไหลอาบคาหัว... 
 
".........." 
 
ไข่ถูกตอกลงไปในกระทะแบบจีนร้อนๆ ส่งเสียงฉ่าดังไปทั่วร้าน พร้อมกับที่พนักงานแคชเชียร์เดินผ่านหลังพวกเราไป--
 
"คร้าบ คุณลูกค้ามิโซะราเม็งกับโชยุราเม็ง! ขออภัยที่ให้รอ!"
 
ช่วงที่คาบุรากิหยิบเอากระปุกเครื่องปรุงที่วางตรงเคานเตอร์มาหยิบดูไปทีละอัน ในที่สุดราเม็งของพวกเราก็มาเสิร์ฟ โอ้ น่าอร่อยจัง พวกเราหยิบตะเกียบมาฉีกทันที
มิโซะราเม็งร้านนี้มีจุดเด่นที่ถั่วงอกกองพูนโปะหน้ามา กว่าจะฝ่าฟันเข้าถึงเส้นได้ก็ลำบากพอสมควร ก่อนอื่นต้องจัดการเก็บกวาดภูเขาถั่วงอกนี่ไปก่อน เส้นทางสู่เส้นยังอีกยาวไกลนัก! 
 
"อื้อ อร่อยไม่เลวเหมือนกันนี่" 
 
จักรพรรดิเองก็พึงพอใจกับราเม็งสามัญชนที่ได้รับประทานเป็นครั้งแรก มองชามฉันแล้วก็ว่า "มิโซะก็ดีเหมือนกันนะ" พลางกินไข่ต้มปรุงรสในชามโชยุราเม็งของตัวเอง ดูเหมือนคาบุรากิจะเป็นพวกกินสุดยอดท็อปปิ้งไปก่อนนะ 
 
ในตอนนั้นเอง จานใส่เกี๊ยวซ่าก็มาวางตรงหน้าฉันพร้อมคำว่า "เกี๊ยวซ่าได้แล้วครับ!"  ฉันเลื่อนจานไปข้างๆ ชามมิโซะราเม็งในทิศตรงข้ามกับคาบุรากิ เทโชยุ น้ำส้ม น้ำมันราลงไป ดีมาก ได้ตามสัดส่วนทองคำเลย
แล้วคาบุรากิที่นั่งข้างๆ ก็โวยมาว่า "เฮ้ย นั่นมันอะไรน่ะ!" ตายจริง กระทั่งเกี๊ยวซ่าก็ยังไม่รู้จักเลยเหรอคะ 
 
"อย่างที่เห็น เกี๊ยวซ่าค่ะ"
"แค่นั้นน่ะรู้อยู่แล้ว! แต่ทำไมของฉันถึงไม่มีล่ะ!"
"แหงอยู่แล้วค่ะ ก็ฉันสั่งแยกต่างหากนี่คะ" 
 
ไซด์เมนูค่ะ
 
"ตอนไหนน่ะ!?"
 
ระหว่างที่สั่งราเม็งเสร็จ คาบุรากิกำลังสังเกตการณ์ในร้านอย่างตื่นตาตื่นใจ ฉันก็สั่งเมนูเพิ่มกับพนักงานที่เดินผ่านมาทางด้านหลังไงล่ะ พอดีว่าสั่งด้วยเสียงเบาๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนลูกค้าคนอื่น คาบุรากิที่มัวแต่มองโน่นมองนี่ก็เลยอาจจะไม่ทันสังเกตเห็นก็ได้เท่านั้นเอ๊ง~ 

"...ซอสมะเขือเทศของมันฝรั่งทอดครั้งก่อนก็เหมือนกัน ฉันสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายลางๆ จากการกระทำของเธอ"
"มโนไปเองทั้งเพนะคะ" 

คาบุรากิจ้องมองฉันด้วยแววตาเคลือบแคลง
...ทีวาคาบะจังพาไปร้านช็อกโกแลตไฮโซ ส่วนฉันเป็นร้านราเม็งในเมือง ทั้งที่เป็นเด็กผู้หญิงเหมือนกันแต่ความแตกต่างนี่ทำเอาฉันหัวเสีย ก็เลยกลั่นแกล้งซักหน่อย...แน่นอนว่าไม่ใช่อะไรอย่างนั้นเลยนะคะ 
 
"คิโชวอิน แบ่งเกี๊ยวซ่านั่นมาให้ฉันครึ่งหนึ่ง"
"ไม่ให้ค่ะ"  
 
เวลาปฎิเสธต้องห้วนกระชับสั้นชัดเจน
ตาบ้าเอ๊ย เกี๊ยวซ่าน่ะมีแค่ 6 ชิ้นเองนะ ใครจะไปแบ่งให้นายตั้งครึ่งหนึ่ง ถ้าอยากกินก็ขอเชิญสั่งเองสิ อา ร้อนๆ อร่อยจังเลย น้ำเนื้อนี่ชุ่มฉ่ำ! ถ้าเป็นเกี๊ยวซ่าฉันชอบแบบทอดมากกว่าแบบต้มนะ แม้จะรู้สึกถึงสายตาเคืองแค้นจ้องเป๋งมาที่กระหม่อมแต่ก็มิได้ใส่ใจ 

เห็นฉันทำท่าเพิกเฉยใส่โดยสมบูรณ์ เลยดูเหมือนจะตัดใจไปแล้ว คาบุรากิขมวดคิ้วมุ่น ยกมือขึ้นข้างหนึ่งตั้งท่าจะเรียกพนักงานที่ทำอาหารอยู่ในครัว ทำท่าจะสั่งเกี๊ยวซ่าด้วยตัวเอง แต่โดนลูกค้าคนอื่นร้องสั่งอาหารตัดหน้าไปเสียก่อน จากนั้นลูกค้าคนอื่นๆ ก็ทยอยสั่งอาหารกันรัวๆ เสียงพนักงานผัดอาหารทำราเม็งกันชุลมุนวุ่นวายกลบเสียงของคาบุรากิไปอย่างเปล่าดาย...
คาบุรากิวางมือที่ยกขึ้นถึงบริเวณอกกลับลงบนโต๊ะอีกครั้งอย่างเงียบงัน  

"ไม่สั่งเกี๊ยวซ่าเหรอคะ"
"........." 

ดูเหมือนบุคลิกที่สองของคาบุรากิ พระเตมีย์ใบ้จะปรากฎตัวออกมาแล้ว
คาบุรากิปล่อยออร่าเศร้าซึมนั่งสูดราเม็งไปอย่างเงียบงัน ไร้ซึ่งเค้าเงาของจักรพรรดิแห่งซุยรันผู้คมปลาบราวกับเสือดาว ตายแล้ว น่าสงสารจังเลย...
คาบุรากิกลายสภาพไปเป็นเสือดำเปียกปอนจนขนลู่เดินเตาะแตะไปกลางฝนอย่างน่าเวทนา สงสัยว่าจะทำเกินไปหน่อย ฉันเลยเลื่อนจานเกี๊ยวซ่าไปทางคาบุรากิ
คาบุรากิสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมามอง ช่วยไม่ได้นะ ถือซะว่าได้ช่วยเรื่องท่านฟุยุโกะไว้ด้วยนี่นา 

"แค่ชิ้นเดียวนะคะ"
"...อย่างกนักเลยน่า"
"ถ้าพูดแบบนั้น จะไม่บอกอัตราส่วนทองคำของน้ำจิ้มเกี๊ยวซ่าให้นะคะ" 

 แม้ฉันจะย้ำไปว่าแค่ชิ้นเดียว สุดท้ายคาบุรากิก็กินเอาๆ ไปถึง 3 ชิ้นด้วยกัน เลยเป็นอันต้องสั่งเกี๊ยวซ่ามาอีกจาน แน่นอนว่าฉันต้องเป็นคนสั่งแทนตาพระเตมีย์ใบ้เช่นเคย


เช้าวันรุ่งขึ้น เอ็นโจที่เดินสวนกันหยุดถามฉันว่า "เมื่อวานเป็นไงบ้าง" ฉันเลยตอบไปอย่างหนักแน่นว่า "เป็นวันที่ทำให้ได้กลับมาทบทวนถึงความแตกต่างทางชนชั้นของสังคมอย่างยิ่งค่ะ" 

"หา?" 
 
ตอนนี้ฉันอยู่ในชนชั้นตกยากด้านความรักก็จริง แต่ซักวันจะต้องไต่เต้าขึ้นไปยังชนชั้นร่ำรวยความรัก ขึ้นไปเป็นผู้อยู่อาศัยในชั้นสูงสุดของทาวเวอร์แมนชั่นแห่งรักให้ได้! 
 
"แล้วท่านเอ็นโจล่ะคะ ไม่ทราบว่าธุระเป็นอย่างไรบ้าง" 
 
พอฉันถามกลับไป เอ็นโจก็ผุดรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
...ดูเหมือนจะใช้รอยยิ้มนั่นแทนคำตอบ 
 
"ครั้งหน้าขอผมไปด้วยคนนะ"
"แหม โฮะโฮะโฮะ ถ้ามีครั้งหน้านะคะ..." 
 
ฉันหัวเราะพอเป็นพิธีต่อข้อเสนอของเอ็นโจทำเป็นกลบเกลื่อนไป พอไปที่ห้องเรียนของตัวเองก็เจอท่านฟุยุโกะมาคอยอยู่ก่อนแล้ว  

"สวัสดีค่ะ ท่านเรย์กะ เมื่อวานขอบคุณมากนะคะ เมื่อคืนฉันลองทำตามคำแนะนำ รักษาระดับอุณหภูมิของห้องและความชื้นให้คงที่ ปูฟุตงนอนบนพื้นแล้ว หลับสนิทไม่ได้ยินทั้งเสียงเคาะทั้งผีอำเลยล่ะค่ะ ก็เลยอยากมารายงานให้ทราบ"
"แหม ดีใจด้วยนะคะ!"
"ค่ะ"
 
อื้ออื้อ เท่านี้ค่อยคุ้มค่าที่ฉันพาคาบุรากิไปรับรองที่ร้านราเม็งหน่อย 
 
"ถ้าเช่นนั้น ท่านเรย์กะ กรุณารับนี่ไปด้วยนะคะ" 
 
ที่ท่านฟุยุโกะส่งให้คือขวดเล็กๆ ใส่น้ำใสๆ ไว้
 
"นี่คือ?"
"น้ำที่มีพลังของท่านเทพีแห่งจันทราอาร์เทมิสสิงสถิตอยู่ค่ะ"
"...อาร์เทมิส?" 
 
ท่านฟุยุโกะพยักหน้ารับอย่างยิ้มแย้ม ไม่มีทีท่าจะสังเกตเห็นหน้าตาที่กระตุกค้างของฉัน  
 
"ในคืนจันทร์เต็มดวง เติมน้ำให้เต็มถาดเงิน นำไปวางไว้ในที่ที่สะท้อนเงาดวงจันทร์ ถวายคำภาวนาแด่ท่านอาร์เทมิส วางทิ้งไว้หนึ่งคืน ว่ากันว่าจะเสริมสร้างเสน่ห์ให้สาวบริสุทธิ์ มีพลังบันดาลรักให้สมหวังนะคะ"   

คนคนนี้ไม่ได้ลืมตาตื่นซักนิดเลยนี่นา--! 
พอซักถามว่าไม่ได้โดนหลอกให้ซื้อน้ำนี้มาจากช่องทางการขายแบบสปิริช่วลพิลึกๆ ทางไหนอีกนะ ท่านฟุยุโกะก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า "ฉันทำขึ้นเองเมื่อวันก่อนค่ะ"  อ้อ ในห้องที่ว่ามีเสียงเคาะก๊อกๆ นั่นใช่ไหมคะ... 
 
"พอดื่มวารีแห่งจันทราแล้ว ให้หันหน้าไปทางดวงจันทร์แล้วท่องมนต์ ท่านอาร์เทมิสก็จะประทานพลังให้ยืมค่ะ"
"เอ๋ ให้ดื่มเหรอ..."
 
น้ำที่วางทิ้งไว้ข้างนอกทั้งคืนเนี่ยนะ!?
ฉันลองเอาขวดแก้วขึ้นส่องกับแสงตรวจสอบสารแขวนลอยในน้ำอย่างเนียนๆ รู้สึกจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมอะไรปะปนอยู่นะ... ว่าแต่พระจันทร์เต็มดวงนี่มันเมื่อไหร่กันนะ น้ำนี่ปล่อยทิ้งไว้หลายวันแล้วเน่าได้หรือเปล่านะ...
เหมือนจะเดาความในใจฉันออก ท่านฟุยุโกะจึงย้ำว่า "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" 
 
"น้ำที่อาบแสงจันทรามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อด้วยนะคะ"  
 
เอาจริงดิ่... 
 
"มีส่วนหนึ่งเล่าลือกันว่ามนตร์จันทราของท่านอาร์เทมิสมีพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งเลยนะคะ อยากจะให้ท่านเรย์กะได้ทดลองมากๆ เลยค่ะ"
"อ่า"  
 
ท่านฟุยุโกะยัดการ์ดใส่มือฉันบอกว่า "นี่เป็นมนตร์จันทราค่ะ"  
 


ในคืนวันนั้น ฉันออกไปยังระเบียงที่มีกุหลาบบานสะพรั่ง ดื่มน้ำในขวดแก้วเล็กๆ จนหมด แล้วเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางราตรี
 
"ท่านอาร์เทมิส ท่านอาร์เทมิส กรุณามอบพลังบันดาลรักให้ลูกด้วย..." 


---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.

โชยุราเม็ง 

มิโซะราเม็ง 

มิโซะบัตเตอร์ราเม็ง! 

เกี๊ยวซ่าาาาาาา 


ส่วนสูตรทองคำของน้ำจิ้ม เขาว่าผสมตามนี้เด็ดสะระตี่สุดแล้วคือ โชยุ:น้ำส้ม:น้ำมันรา = 5:4:1 ว่าแล้วเที่ยงนี้ก็เดินเข้าฮาจิบังกันนะ  
 
ดังนี้เป็นต้น เพื่อความสงบสุขในการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ขอขอบคุณที่ช่วยกันรักษามารยาทในการสนทนานะครับ :) 




NEKOPOST.NET