[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 225 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.225 - ตอนที่ 225


225.


ฮะฮื~ม ตอนนี้ที่นิ้วก้อยของฉันสวมแหวนพิกซี่ริงสีพิงค์โกลด์วงเล็กๆ บอบบางน่ารักอยู่ นี่เป็นของที่พวกเราซื้อมาด้วยกันเป็นกลุ่มตอนไปชอปปิ้งในชั่วโมงอิสระที่ปารีสเมื่อวาน พวกเซริกะจังไปเจอเข้าระหว่างที่ฉันกำลังซื้อกอล์ฟมาร์กเกอร์ให้ท่านอิมาริตามคำแนะนำของเอ็นโจ แล้วก็เสนอว่าทุกคนน่าจะซื้อเข้าชุดกันเป็นของที่ระลึกในทริปทัศนศึกษาครั้งนี้ 
ดีไซน์เป็นรูปดอกไม้ดอกเล็กๆ เรียงรายแลดูหญิ๊งหญิง~ น่ารักมากเลยล่ะ ตอนไปทริปทัศศึกษาตอนม.ต้นพวกเราก็ซื้อสร้อยคอเข้าชุดกันนี่นา คราวนี้ก็เป็นแหวน หลักฐานแห่งมิตรภาพ ดีใจจังน้า~

ในรถบัสจากสนามบินในโรมไปจนถึงกลางเมือง ขณะที่ฉันนั่งดูมือตัวเองยิ้มไปยิ้มมาอยู่ คิคุโนะจังที่นั่งข้างๆ นิ้วส่องประกายจากแหวนพิกซี่ริงเหมือนกันก็ทักมาว่า "ท่านเรย์กะ ได้ยินหรือเปล่าคะ"

"เมื่อครู่ได้ยินข่าวมาว่าท่านคาบุรากิไปร้านจิวเวลรี่ที่ปารีสมาด้วยนะคะ"
"ร้านจิวเวลรี่!?"

คาบุรากิไปซื้อเครื่องประดับเหรอ? เพื่ออะไรล่ะ? 

"วันนี้ตอนเช้าท่านคาบุรากิก็ยังดูอารมณ์ดีอยู่เลยใช่ไหมคะ บางทีอาจจะซื้อของกำนัลให้ท่านที่หมายปองก็ได้นะคะ..."
"หมายปอง!?"

เฮื่อ! !? หรือว่าปารีสเดทที่ไปกับวาคาบะจังประสบความสำเร็จใหญ่หลวงเลยเตลิดไปถึงขั้นซื้อแหวนหมั้นแล้วเรอะ!? เดี๋ยวๆ ยังไงซะคาบุรากิก็คงไม่บ้าถึงขั้นนั้นละมั้ง แต่ที่ปฎิเสธไม่ได้เต็มปากเต็มคำนี่มันเจ็บปวดแฮะ... 

"คิดยังไงบ้างคะ ท่านเรย์กะ"
"ถึงจะถามแบบนั้นก็เถอะค่ะ..."
"ได้ยินว่าท่านเอ็นโจก็ไปด้วยนะคะ"
"ท่านเอ็นโจน่ะหรือคะ... ถ้างั้นอาจไม่ใช่ท่านคาบุรากิ แต่ท่านเอ็นโจอาจจะซื้อของกำนัลไปให้ใครบางคนก็ได้นะคะ" 

ตานี่แหละอาจจะไปซื้อแหวนหมั้นไปให้คุณยุยโกะก็ได้นะ 

"ท่านเอ็นโจไปซื้อของ! แบบนั้นก็ไม่เอาเหมือนกันนะคะ!"
"ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะค่ะ"
"ท่านเรย์กะไม่ติดใจสงสัยอะไรเลยหรือคะ"
"ก็ไม่นี่คะ" 
"เอ๋~ แต่พวกเราติดใจสงสัยสุดๆ ไปเลยค่ะ! เนอะ คุณเซริกะ"
"อื้อ"
"อุหวา!"

เซริกะจังที่นั่งอยู่ข้างหน้าแนบใบหน้าส่งสายตามาจากซอกแคบๆ ระหว่างหน้าต่างกับที่นั่ง มันน่ากลัวนะเซริกะจัง อย่างกับหนังเรื่องไชน์นิ่งแน่ะ!

"กรุณาถามท่านคาบุรากิให้ด้วยเถอะค่ะ ท่านเรย์กะ"
"เอ๋ ฉันน่ะเหรอ?!" 

ทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะ!? ไม่เอาหรอก ใครอยากรู้ก็ไปถามเองสิ

"เรื่องแบบนี้มีแต่ท่านเรย์กะเท่านั้นแหละค่ะที่จะถามได้ ขอร้องล่ะนะคะ ท่านเรย์กะ~"
"เดี๋ยวสิ แต่ว่า..."
"ท่านเรย์กะ~! ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่อาจสนุกสนานกับทริปในโรมได้อย่างแน่นอนค่ะ"
"จริงด้วยเนอะ คุณคิคุโนะ"
"เนอะ คุณเซริกะ"

เอ๋---!

ด้วยเหตุนี้ ฉันที่ตัดใจปฏิเสธไม่ลง เมื่อถึงโรงแรมก็โดนพวกเซริกะจังผลักไสให้จำใจเดินเข้าไปหาคาบุรากิที่อยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่ล็อบบี้ ส่งเสียงทักกลุ่มผู้ชายด้วยตัวคนเดียวเนี่ย ต้องอาศัยความกล้าเป็นกระบุงเหมือนกันนะ 

คาบุรากิสังเกตเห็นฉันเข้าทันที 

"มีอะไรหรือ คิโชวอิน"
"เอ่อ ท่านคาบุรากิคะ มีเรื่องอยากคุยด้วยเล็กน้อย..."
"เรื่องอยากคุย?" 

คาบุรากิที่ปลีกตัวออกจากกลุ่มผู้ชายมาขมวดคิ้วครุ่นคิดกับคำพูดของฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะทำหน้าเข้าใจร้อง "อ้อ..." ในทันที

"ก็อยากเล่าให้ฟังนะ แต่เดี๋ยวต้องย้ายห้องไม่มีเวลา อีก 30 นาทีให้หลังมาเจอกันที่เลานจ์ แล้วคุยกันที่นั่น"
"เอ๋ จำเป็นด้วยเหรอ!?"
"นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะยืนคุยกันแป๊บๆ แล้วจบนะ" 

แค่ไปหลบมุมหลังเสาแถวๆ นั้น บอกมาแค่นิดเดียวเองก็พอว่าเมื่อวานไปซื้ออะไรมา แค่ยืนคุยกันก็พอแล้วนะ

แต่ฉันห้ามคาบุรากิไว้ไม่ทัน หมอนั่นกลับเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกผู้ชายขึ้นลิฟต์ไปแล้ว เอ๋~! กะอีแค่จะถามเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ ถึงกับต้องไปนั่งคุยที่เลานจ์เลยเหรอ!? วุ่นวายชะมัด~
พอบอกพวกเซริกะจังที่รอคอยอยู่ว่า ตอนนี้ไม่มีเวลา ไว้จะไปถามที่เลานจ์ทีหลัง พวกนั้นก็ทำตาเป็นประกายร้องว่า "แหม ท่านคาบุรากิชวนไปดื่มชา..!" ไม่ใช่เลยนะ
เอาสัมภาระไปเก็บในห้องเสร็จแล้ว ฉันก็ตรงไปยังคาเฟ่เลานจ์ของโรงแรมตามสัญญาที่ถูกคาบุรากิยัดเยียด คาบุรากิมาถึงก่อนแล้ว ชูมือขึ้นส่งสัญญาณบอก ข้างๆ กันเป็นเอ็นโจที่กำลังถือถ้วยอย่างสง่างามพลางยิ้มน้อยๆ ให้ฉัน อื๋อ? ไหงเอ็นโจมาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ 

"ได้ยินมาว่ามาซายะลอบนัดเจอกับคุณคิโชวอิน ดูท่าทางน่าสนุกดี ผมก็เลยขอติดสอยมาด้วย"
"อ้อ" 

ขอติดสอยมาเรอะ... ตาเจ้าเล่ห์ยิ้มใสๆ ประกอบคำบรรยายก็ไม่ได้ช่วยให้ดูน่ารักขึ้นมาเลยซักนิดนะ

"คิโชวอิน ฉันรู้นะว่าเธออยากถามเรื่องอะไร" 

พอฉันนั่งลง คาบุรากิก็พยักหน้าด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง อีท่านี้คงไม่รู้ชัวร์ๆ คาบุรากิโน้มตัวมาหาฉัน พูดอย่างเฉียบขาดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม 

"เรื่องที่อยากถามก็คือเรื่องปารีสเดทของพวกเราสินะ!"
"ไม่ใช่เลยซักนิดค่ะ"
"เอ๋"

เอ้า ไม่รู้จริงๆ ด้วยใช่ไหมล่ะ อะไรยะ ทำหน้างงเป็นนกพิราบโดนกระสุนถั่วเหลืองยิงอัดไปได้ นกพิราบ... ศัตรูฟ้าประทานของฉันชัดๆ

"ได้ยินว่าเมื่อวานท่านคาบุรากิไปร้านจิวเวลรี่ในปารีสมาหรือคะ"
"เอ๋ อ้อ ก็ไปมานะ"
"ไม่ทราบว่าไปซื้ออะไรมาหรือคะ"
"หา? แล้วทำไมฉันต้องรายงานเธอเรื่องนั้นด้วย" 

นั่นสินะค้า~ ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะมาสอดรู้เรื่องแบบนี้หรอกนะ แต่พวกเซริกะจังบอกว่าให้ไปถามมานี่นา...

"เอ่อ~ คิดว่าคงไม่ใช่หรอก แต่คงไม่ได้ไปซื้อของขวัญให้เด็กคนนั้นใช่ไหมคะ"
"เด็กคนนั้น? อ้อ ไม่ใช่หรอก"
"งั้นหรือคะ"

โฮ่ ค่อยโล่งหน่อย ถึงจะเป็นศิษย์โง่ไร้สามัญสำนึก แค่แค่นี้คงรู้จักแยกแยะได้สินะ ว่าแต่ถ้าอย่างงั้นตกลงไปซื้ออะไรมาล่ะคะ ถ้าไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมา ฉันก็กลับไปหาพวกเซริกะจังไม่ได้นะคะ พอนั่งนิ่งวิงวอนอย่างไร้คำพูด คาบุรากิก็เบ้หน้าอย่างรำคาญๆ
 
"ว่าแต่ทำไมถึงอยากรู้เรื่องแบบนั้นล่ะ"
"เรื่องท่านคาบุรากิไปซื้อของที่ร้านจิวเวลรี่กลายเป็นข่าวไป เลยมีคนมาไหว้วานฉันว่าช่วยอยากให้ไปถามมาให้หน่อยน่ะค่ะ"
"อะไรน่ะ เธอเป็นนักข่าวสายกอสซิปหรือไง" 
 
เสียมารยาท เดี๋ยวปั๊ดปล่อยข่าวลวงว่าไปซื้อนาฬิกาเข้าคู่กับเอ็นโจซะหรอก 
 
"บอกไปก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรไม่ใช่เหรอ"
 
โอ้ ประกบได้จังหวะดีมาก เอ็นโจ! ...อ๊ะ นี่จะถือเป็นหนี้บุญคุณกันอีกไหมนะ เอ็นโจนี่เจ้าหนี้เงินกู้หน้าเลือดแท้ๆ ดอกเบี้ยน่ากลัวสุดๆ อ่ะ 
คาบุรากิถอนหายใจเฮือกใหญ่บอกว่า "รู้แล้วน่า..." 
 
"ก็แค่ไปรับนาฬิกาที่แม่ส่งไปซ่อมที่ร้านสาขาใหญ่ที่ปารีสเมื่อเดือนที่แล้วเท่านั้นเอง"
"เอ๋ แค่นี้?"
"แค่นี้ ช่างฝีมือที่ซ่อมของแอนทีคได้ประจำอยู่แต่ในร้านสาขาใหญ่เท่านั้น" 
 
อะไรก๊าน~ ก็แค่ไปทำธุระให้คุณแม่นี่นา
 
"งั้นหรือคะ แล้วไม่ได้ซื้ออะไรอย่างอื่นอีกใช่ไหมคะ"
"อา"
"แล้วท่านเอ็นโจล่ะคะ"
"ผมเหรอ? ผมก็ไม่ได้ซื้ออะไรนี่" 
 
จริงเหรอค้า~ ไม่ใช่ว่าได้ไปซื้อของขวัญให้คุณยุยโกะเหรอค้า~ อุหวา รอยยิ้มของเอ็นโจส่งแรงกดดันคุกคาม...! ทราบแล้วค่ะ เชื่อก็ได้ค่ะ แต่ขอใส่สีนิดนึง... "คุณนักข่าว ช่วยอย่าปั้นเรื่องนะ" ทำไมอ่านใจฉันได้ล่ะ?! 
 
"ขอบพระคุณค่ะที่กรุณาเล่าให้ฟัง ถ้างั้นขอตัวก่อนนะคะ" 
 
ที่อยากถามก็แค่นี้แหละ พอฉันทำท่าจะลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ คาบุรากิก็ร้อง "เดี๋ยวก่อนๆ!" ห้ามไว้ อะไรอีกล่ะ 
 
"ไม่ใช่แล้ว จากนี้ไปถึงจะเป็นประเด็นสำคัญต่างหาก! ไม่อยากฟังเรอะ เรื่องราวปารีสเดทของพวกเราน่ะ!"
"ก็ไม่นี่คะ" 
 
ฉันปฎิเสธอย่างชัดเจน คาบุรากิเบิกตากว้าง เอ็นโจหลุดขำหน่อยๆ
 
"...อยากฟังใช่ไหมล่ะ ต้องอยากฟังสิ"
"ก็ไม่นี่คะ"
"ไม่ต้องเกรงใจก็ได้นะ"
"ก็ไม่นี่คะ"  
 
ทำหน้าบูดบึ้งแบบนั้นทำไมยะ อยากเล่าเรื่องราวเดทแสนสนุกสนานกับวาคาบะจังขนาดนั้นเลยเรอะไง
 
"...เธอเป็นเสนาธิการของฉัน มีหน้าที่ต้องรับฟัง!"
"ก็บอกแล้วไงคะว่าจำไม่ได้เลยว่าเคยทำหน้าที่เสนาธิการอะไรนั่น"
"...เธอเป็นเทพเกศาบันดาลรักไม่ใช่เรอะ มีหน้าที่ต้องรับฟัง!"
"ไม่เคยมอบของเซ่นไหว้ให้เทพองค์นั้นเลยไม่ใช่เหรอคะ" 
 
อะไรยะ ทำเป็นทำปากยื่น งอนแล้วเหรอ อารมณ์ไม่ดีเหรอค้า คุณหนู~  ถ้าแซวไปจะโดนต่อยสวนมาหรือเปล่านะ 
 
"เอาน่า ทางเราก็ให้ข้อมูลไปแล้วนะ คุณคิโชวอินก็น่าจะรับฟังเรื่องของมาซายะซักนิดก็ได้นี่นา ของเซ่นไหว้เอาเป็น Dolce ของที่นี่ได้ไหม เอาเป็นทีรามิสุหรือว่าพันนาคอตต้าดีล่ะ? เอาทั้งสองอย่างเลยดีไหม"
 
อุ บังอาจเอาของหวานมาหลอกล่อฉัน เจ้าเล่ห์นักนะ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อยากทานทั้งสองอย่าง... แต่ต้องอดทน อีกเดี๋ยวก็จะมื้อเย็นแล้ว แถมยังมีสายตาคนจ้องอยู่ ขอรับแค่ทีรามิสุก็แล้วกันค่ะ "ทั้งเสนาธิการ นักข่าวกอสซิป เทพเกศา คุณคิโชวอินเนี่ยประจำหลายตำแหน่งจังเลยนะ" หนวกหูน่า ก็เพื่อนสนิทนายตั้งเองเออเองทั้งนั้น มาแล้ว~ ทีรามิสุ! ทานเลยนะค้า~ 
 
"ดีล่ะ ของเซ่นเอาเป็นนี่โอเคแล้วใช่ไหม งั้นจะเล่าเรื่องเดทที่ปารีสล่ะนะ"
"ทันทีเลยนะคะ"
"พูดถึงแต่เรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ ไม่จบไม่สิ้นเลย"
"หนวกหูน่า ชูสุเกะเงียบๆ ไปเถอะ" 
"คร้าบคร้าบ ขอโทษนะ คุณคิโชวอิน ช่วยรับฟังหน่อยเถอะนะ" 

คาบุรากิที่โดนเอ็นโจหยอกเอาแบบเบาะๆ กระดกลิ้นส่งเสียงชิแล้วเล่าต่อ
 
"ฉันทำอย่างที่เธอว่า เปลี่ยนขึ้นแท็กซี่หลายต่อ พอสลัดกลุ่มที่ตามมาหลุดแล้วก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดพบกับทาคามิจิ"
"อย่าออกชื่อมาตรงนี้จะดีกว่านะคะ"
"...เข้าใจแล้ว แล้วพอเจอกับยัยนั่น นำทางไปร้านพาทิสเซอรี่ที่อยากไป เจ้าตัวก็ดีใจมากๆ เลย บอกว่าอยากไปมาตลอด"

หางตาแหลมคมของคาบุรากิตกลง ท่าทางดีอกดีใจจังน้า~ ทีรามิสุของที่นี่อร่อยจังน้า~

"ทำลิสต์เค้กที่อยากกินมาจากญี่ปุ่น เอาให้ฉันดูด้วยนะ พูดอย่างตั้งอกตั้งใจใหญ่เลยว่าจะไปร้านนี้กับร้านนี้ด้วยได้ไหมน้า"
"เห~" 

ทำเป็นยกกำปั้นขึ้นมาปิดปากไว้  คงกระหยิ่มยิ้มย่องไม่หยุดละสิท่า 

"เราสองคนทานมาการองเทียบกัน คุยกันว่าร้านไหนอร่อยกว่ากัน ยัยนั่นมีเค้กที่อยากกินหลายชิ้น ก็เลยผลัดกันสั่งมาแล้วก็แบ่งกันทาน..." 
 
ตรงนี้คาบุรากิยิ้มแก้มแตกเลยเชียวล่ะ สองคนทานเค้กชิ้นเดียวกัน เป็นสถานการณ์สายหลักของคู่รักมุ้งมิ้งเลยนี่นา 
 
"ชั่วโมงอิสระวันมะรืน เราสองคนก็จะแอบหนีไปกิน Dolce ด้วยกันอีก แต่ร้านที่คาบุรากิคุงแนะนำเนี่ยอร่อยไปหมดทุกร้านเลย อยากไปกินเร็วๆ จัง! ยัยนั่นว่างั้นด้วยนะ ไม่ไหวเลย"
"เห~" 
 
รู้สึกว่าเดทของหวานที่ปารีสจะประสบความสำเร็จอย่างงดงามยิ่งกว่าที่คิดไว้ องค์จักรพรรดิผู้เยือกเย็นของซุยรันระเริงใจจนแทบลุกขึ้นมาร้องกู่ก้อง "ชีวิตสีกุหลาบ La Vie en rose!" สงสัยว่าเมื่อคืนอาจจะร้องกู่ก้องเสร็จเรียบร้อยไปแล้วก็ได้ 
 
"เขาชอบช็อกโกล่ามากเลยนะ มีร้านสาขาที่ญี่ปุ่นแล้วด้วย ไว้ครั้งหน้าลองชวนไปดีไหมนะ..." "พูดถึงร้านเจลาโต้อร่อยๆ ที่โรมแล้ว..." "เขาว่าอยากกินพิซซ่าด้วย ทางนั้นก็..." ทีรามิสุก็กินหมดแล้ว กลับห้องเสียทีดีไหมน้า 
 
เอนโจจิบคาปูชิโน่เงียบๆ อยู่ข้างๆ จักรพรรดิผู้หลงระเริงโดยไม่ขัดจังหวะ นี่เอ็นโจต้องทนฟังเรื่องนี้ทั้งคืนเลยเหรอ... มิตรแท้นี่ก็ลำบากเนอะ 
ในที่สุดเรื่องราวของคาบุรากิก็เริ่มนิ่ง ฉันเลยฉวยโอกาสนี้ขอตัว อ้าว ยังคุยไม่สะใจอีกเหรอคะ ไม่รู้ด้วยแล้วค่ะ รับฟังมาคุ้มค่าเครื่องเซ่นแล้วนะคะ 
พอลุกขึ้นจากที่นั่ง เอ็นโจก็แอบกระซิบริมหูฉันว่า "แต่ไปวนร้านของหวานทานเค้กกับมาการองด้วยกันนี่ เหมือนเพื่อนสาวมากกว่าเพศตรงข้ามนะ" คายพิษอีกแล้วนะ ตาเจ้าเล่ห์นี่ 
 
 กลับไปที่ห้องแล้ว ฉันก็รายงานว่าคาบุรากิไปทำธุระให้คุณแม่ พอไปทานอาหารเย็นพร้อมกับนักเรียนทุกคน ไม่รู้ทำไมคาบุรากิถึงยื่นกล่องมาการองรวมรสให้ฉันตอนขากลับ 
 
"ก็เธอพูดถึงของเซ่นไง นี่คือการแบ่งปันความสุขให้ นี่เป็นของที่ซื้อมาพร้อมกับมาการองที่ยัยนั่นดีอกดีใจบอกว่าอร่อยที่สุด ยังมีอันอื่นอีกนะ..." 
 
ดูเหมือนคิดจะใช้มาการองเป็นเหยื่อเปิดฉากเล่าเรื่องหวานแหววต่อ กว่าจะกลับถึงโรงแรมฉันต้องทนฟังคำพร่ำเพ้อหวานเยิ้มไปตลอดทาง ไม่จบไม่สิ้นจริงๆ เอ็นโจหายไปไหนแล้วล่ะ อ้อ ยิ้มแย้มโบกมือให้จากที่ไกลๆ นั่นไง หนีแล้วสินะแก 
 
ด้วยเหตุนี้ วันหลังจึงเกิดข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่นักเรียนว่าคาบุรากิมอบของขวัญให้ฉันแล้วพูดคุยอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน รบกวนกันที่สุด! 
แถมของหวานหลังดินเนอร์ก็เป็นทีรามิสุด้วยนะ รู้งี้เอาของเซ่นเป็นพันนาคอตต้าซะก็ดีหรอก! 
ส่วนมาการองฉันก็เอาไปแบ่งกันทานกับพวกเซริกะจัง
 


วันนี้เป็นการทัศนศึกษาในตัวเมืองของโรม โรมเนี่ยมีที่เที่ยวเต็มไปหมดเลย โคลอสเซียม, แพนธีออน, ปากแห่งความจริงหรือ La Bocca della verità, จตุรัสโรมัน ที่ปากแห่งความจริงมีคนเข้าคิวกันยาว ครั้งนี้ฉันเลยขอผ่านไม่ยื่นมือลงไป ถึงจะยื่นมือลงไปจริงๆ ก็ใช่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ลองดูแค่ครั้งเดียวก็พอแล้วล่ะ ส่วนวาคาบะจังที่เพิ่งจะเคยมาโรมเป็นครั้งแรกถือกล้องไว้ในมือข้างหนึ่งถลาไปเข้าคิวแล้ว  
 
ที่น้ำพุเทรวี่ ฉันโยนเหรียญลงไป 2 เหรียญไม่มีพลาด ได้แต่งงานกับคนรัก! ความรักสมปรารถนา! ฉันก็อยากมีเดทที่ได้แบ่งของกินกันทานกับคนรักเหมือนกันนะ! อ๊ะ ทั้งที่เป็นเขตศาสนาคริสต์แต่ฉันเผลอตบมือไหว้พระแบบชินโตไปซะล่ะ เมื่อวานเอ็นโจแซวว่าเดทที่ปารีสของคาบุรากิเหมือนเพื่อนสาวไปเที่ยวกัน แต่สำหรับผู้ใหญ่บ้านคานทองอย่างฉันแล้วก็ยังน่าอิจฉาริษยาอยู่ดีอ่ะ.... 
 
แต่โรมเนี่ยตัวเมืองดูเป็นสีน้ำตาลตุ่นๆ ยังไงไม่รู้ เป็นเพราะซากโบราณสถานเก่าแก่กระจายกันอยู่เต็มเมืองหรือเปล่านะ ถ้าปารีสเปรียบเสมือนเกียวโต โรมก็คงเป็นนาระละมั้ง สำหรับคนชอบประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิโรมันแล้วโรมเนี่ยคงเหมือนสรวงสรรค์เลยละมั้ง แต่อารยธรรมโรมันโบราณเนี่ยมันออกจะน่าอึดอัดไปหน่อยนะ คนโรมันโบราณเนี่ย เพื่อจะเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสให้เต็มที่ พอกินจนท้องอิ่มแล้วก็เอาขนนกยูงลงไปกวาดๆ คอให้อ้วกออกมาจะได้กินได้ต่อใช่ไหมล่ะ ไอเดียงี้ตะกละสุดๆ จนเหวอเลยล่ะ... 
 
แต่ฉันชอบวาติกันนะ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แล้วก็โบสถ์น้อยซิสตินมีความขรึมขลัง ฉันตกตะลึงไปกับรูปสลักปิเอต้า จิตรกรรมบนเพดานโบสถ์ แต่น่าเสียดายที่คนเยอะแยะจนไม่มีเวลาดูนานๆ นี่แหละ อยากใช้เวลาดูทั้งวันเต็มๆ จัง 
 
สำหรับคนชอบแสตมป์แล้ว วาติกันเนี่ยสุดยอดจริงๆ มีแสตมป์สวยๆ ที่หาได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ฉันก็เลยใช้แสตมป์นั่นส่งแอร์เมล์หาทุกคนที่ญี่ปุ่น แต่ฉันคงกลับถึงญี่ปุ่นก่อนหน้าแอร์เมล์อ่ะนะ พูดถึงวาติกันก็ต้องแสตมป์นี่นา ยังไงๆ ก็อยากส่งอ่ะเน้อ~
เขียนที่อยู่กับข้อความลงไปในโปสการ์ดรูปจิตรกรรมทางศาสนาสวยๆ ที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อวานจากร้านใกล้โรงแรมไว้ล่วงหน้าแล้ว ตรงนี้ก็แค่แปะแสตมป์เท่านั้น ความจริงแล้วก็อยากใช้โปสการ์ดที่ขายอยู่ที่วาติกันน่ะนะ แต่ไม่มีเวลาเขียนน่ะสิ~ เอาเป็นว่าโปสการ์ดวาติกันนี่ซื้อกลับไปเป็นที่ระลึกก็แล้วกัน อา มีแสตมป์สวยๆ เต็มไปหมดเลย เหมาซื้อไปเยอะๆ เป็นที่ระลึกดีกว่า เลือดคนรักแสตมป์มันพลุ่งพล่าน~ ตาสอดส่ายไปมาไม่หยุดเลย! ดวงนี้ซื้อไปตอนมาครั้งก่อนแล้วนี่ ดวงนั้นยังไม่มีละมั้ง... เพิ่งออกหรือเปล่านะ พวกยูกิโนะคุงนี่เหมาะกับแสตมป์เทวดาจังเลย! ส่วนแสตมป์ให้ท่านพี่กับริรินะต้องเป็นรูปพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ แสตมป์ดวงนี้สวยจัง ชอบจังเลย ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่ก็ต้องรูปมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์  อาโออิจังกับซากุระจังจะเอาดวงไหนดีน้า น่าจะต้องเป็นแสตมป์รูปวาดล่ะนะ แล้วฉันก็แอบๆ ส่งหาตัวเองด้วย "เรย์กะจัง สบายดีหรือเปล่าจ๊ะ?" 

"คุณคิโชวอิน~ ได้เวลารวมตัวแล้วนะ"
"ค่า~" 

ซาโตมิคุงมาเรียก ขอโทษนะ ฉันเองก็เป็นกรรมการห้องแท้ๆ 

"คุณคิโชวอิน ชั่วโมงอิสระพรุ่งนี้ไม่ลงไปดูสุสานใต้ดินเหรอ"

ใครจะไปยะ ตาบ้า! ใครจะกระตือรือร้นอยากไปดูโครงกระดูกกองพะเนินเทินทึกกันเล่า ซาโตมิคุง นี่จงใจใช่มะ!? เกลือชำระที่เหลืออยู่น้อยนิดนี่ ไม่ต้องเอามาโปรยในห้องแล้ว เอามาปาใส่ซาโตมิคุงดีกว่า... 

"อ้าว คุณคิโชวอิน ผมม้วนที่กลางหลังม้วนเป็นตัวเลขของสัตว์ร้าย (666) แล้วนะ มานับตัวเลขของสัตว์ร้ายในวาติกันเนี่ยไม่เป็นไรแน่เหรอ"

...ตัดสินใจแล้ว เอาเกลือที่เหลือทั้งหมดปาอัดซาโตมิคุงนี่แหละ! 

 

วันรุ่งขึ้นในชั่วโมงอิสระ พวกเราไม่เสียเวลาไปกับสถานที่น่าสะพรึงกลัวอย่างสุสานใต้ดิน แต่ไปเพลิดเพลินกับการชอปปิ้งและอาหารอิตาเลียนอร่อยๆ 

"มาโรมทั้งทีก็ห้ามพลาดพิซซ่าสินะคะ~"
"ร้านที่ฉันไปครั้งก่อนตอนเที่ยวโรมน่ะอร่อยมากเลยนะคะ"
"งั้นไปร้านนั้นกันไหม" 

กลุ่มของเรามีแต่สาวๆ เดินกรี๊ดกร๊าดกันไป มีเสียงเป่าปากเปี๊ยวหรือไม่ก็เสียงแซวว่า "เฮ้! เจแปนนีส!" "พิซซ่า? พิซซ่า?" ดังมาจากตรงนั้นตรงนี้ น่าหงุดหงิดชะมัด นี่เป็นที่ตั้งสถาบันหลักแห่งคริสต์ศาสนาแท้ๆ มาทำก้อร่อก้อติกอะไรกันตั้งแต่ยังหัววันยะ... อย่ามาทำเป็นนอนกลางวัน ไปทำงานซะ!
พวกเรากินอาหารกลางวันที่ร้านคาเฟ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องพิซซ่า สั่งพิซซ่ามาเกอร์ริต้าและพาสต้าซอส Amatriciana  แล้วก็ไปทานเจลาโต้ที่ร้านใกล้ๆ บันไดสเปน ต่อไปก็เป็นทีรามิสุล่ะ! 
 
พอท้องอิ่มแล้วก็ไปชอปปิ้ง ซื้อน้ำมันมะกอกกลับไปฝากคุณอาคิมิดีกว่า ส่วนชีสนี่ก็ซื้อกลับไปให้เยอะๆ เลย!  ทั้ง Pecorino Romano แล้วก็ราชาแห่งชีส Parmigiano reggiano! ที่ว่าธนาคารอิตาลีจะออกเงินกู้ให้โดยเอาชีส Parmigiano reggiano วางเป็นหลักประกันน่ะจริงหรือเปล่านะ ขนมนี่ซื้อที่ปารีสไปเยอะแล้ว ที่โรมนี่เอาแบบเบาะๆ แล้วกัน แต่ห้ามลืมขนม Gianduja นะ  อ๊ะ! เครื่องเขียนเก๋ๆ ของอิตาลี อยากได้ตราประทับครั่งจังเลย! ตราปั๊มรูปดอกกุหลาบนี่เริ่ดที่สุด! ตราประทับตัวอักษร R เก๋ๆ นี่ก็ต้องซื้อนะ! จดหมายที่มีตราประทับครั่งนี่เหมือนพวกขุนนางเลย~! หมึกขวดๆ ที่มีกลิ่นหอมนี่ก็น่ารัก ซื้อไปเป็นของฝากเข้าคู่กับปากกาแก้วนี่ดีไหมนะ ปากกาขนนกนี่ก็ซื้อไปด้วยดีไหมนะ 

"ซื้อเยอะไปหน่อยนะคะ ท่านเรย์กะ"
"ค่ะ..."

หอบของจนแขนล้าเลยล่ะ
 


คืนสุดท้ายของทริปทัศนศึกษา พวกเราที่สนิทๆ กันมารวมตัวในห้องเดียวกัน นอนกลิ้งไปมาทำมาส์คผิวหน้าที่ขาดความชุ่มชื้นจากอากาศที่แห้งผากของยุโรป เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย 

"กำหนดการแน่นทุกวันเลย แต่สนุกดีนะคะ"
"จริงด้วย อยากอยู่ต่ออีกหน่อยทุกประเทศเลย" 
"ไว้ครั้งหน้ามาด้วยกันทุกคนสิคะ ทริปจบการศึกษาอะไรทำนองนี้"

ทริปจบการศึกษา! อยากไปจังเลย! ฉันกระโดดผางลุกขึ้น 

"ดีจังเลยนะคะ! ทริปจบการศึกษา! ต้องไปกันให้ได้เลยนะคะ"
"นั่นสินะคะ ท่านเรย์กะอยากไปไหนหรือเปล่าคะ"
"อื~ม ลอนดอนหรือปารีสเหมือนทริปนี้ก็ดี แต่สเปนหรือยุโรปเหนือก็อยากไปเหมือนกันนะคะ ถ้าเป็นอิตาลีก็อยากไปมิลานหรือฟลอเรนซ์น่ะค่ะ"
"เวนิสก็น่าไปนะคะ" 

เวนิสเหรอ ฉันมีความฝันลับๆ ว่าจะไปนั่งเรือกอนโดล่ากับคนรักในอนาคตล่ะ ฉันกางร่มที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ข้างๆ เป็นคนรักในอนาคตที่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนพลางกระซิบคำหวานข้างหู อา ชักเคลิ้มแล้วสิ 

"พูดถึงเวนิสก็ต้องเป็นเรือกอนโดล่า แต่ล่องเรือที่แม่น้ำแซนน์ก็สนุกดีเหมือนกันนะคะ"
"นั่นสินะคะ! ดีจังเลยที่ได้ไป"

อื้อ หนาวนิดหน่อยแต่สนุกดีนะ

"รู้สึกว่ามีคนขึ้นเรือล่องแม่น้ำแซนน์เยอะเหมือนกันนะคะ" 

จริงด้วย ได้ยินข่าวลือมาด้วยว่ามีคู่รักเกิดขึ้นในทริปทัศนศึกษานี่หลายคู่อยู่ ยกโทษให้ไม่ได้... สุดท้ายแล้วในทริปทัศนศึกษานี่ก็ไม่ได้เกิดความโรแมนซ์ขึ้นกับตัวฉันเลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่มีแม้แต่คำชักชวนจากเด็กผู้ชายให้ไปเดินเที่ยวด้วยกันในชั่วโมงอิสระ ขนาดพวกคุณซึรุฮานะที่ปกติจะเอาแต่กรี๊ดๆ คาบุรากิก็ยังมีไปดื่มชาที่โอเพ่นแอร์คาเฟ่ในปารีสเลยนะ ที่ตอนเดินผ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะเยาะฮิฮะน่ะเป็นเพราะอคติในใจของฉันคนเดียวหรือเปล่านะ... ตอนเคมาริไดนากงทำท่าจะทักผู้หญิงตรงบันไดสเปนนั่นฉันเลยจงใจเดินผ่ากลางขวางมันซะเลย เคะเคะเคะ 
แต่เขาว่ากันว่าคู่รักที่ได้จากทริปทัศนศึกษาจะเลิกกันในเร็ววันนี่นา ยังไงก็แค่ชั่วแล่นใช่มั้ยล่ะ เดี๋ยวอีกไม่นานทุกคนก็คงกลับมาที่หมู่บ้านของเราเองแหละ โฮ้~โฮะโฮะโฮะ

"ท่านเรย์กะคะ ตานิ่งสนิทเลยนะคะ..." 
 
   ตายจริงไม่ได้การล่ะ เผลอริษยาตาร้อนออกนอกหน้าไปหน่อย
   รู้สึกว่ามาสค์หน้าจะซึมทั่วถึงดีแล้ว ฉันเลยดึงออก ไหนลองดูหน่อยสิ สภาพผิวเป็นไงบ้าง ดึ๋งดั๋งเลยนะ พอมองกระจกแล้วฉันก็หงายหลัง

"ไม่มี! อุณาโลมไม่อยู่!"

บ้าน่า! ฉันส่องกระจกเช็คดูหน้าผากตรงที่มีอุณาโลมงอกขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง โกหกน่า! หายไปจริงๆ ด้วย! อุณาโลม สัญลักษณ์แห่งความโชคดี! อุณาโลมที่นำความสุขสมบูรณ์มาให้ฉันที่งอกขึ้นมาแทนที่ขนคิ้วที่แหว่งไป หายไปแล้ว!

"มีอะไรหรือเปล่าคะ ท่านเรย์กะ!"
"อะไรหายไปนะคะ"
"อุณาโลมหายไปค่ะ! อุณาโลมตรงหน้าผากฉัน!"

ฉันโวยวายฟ้องทุกคน หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่!? โดนดึงไปพร้อมกับมาสค์หน้าเมื่อกี้หรือเปล่า?! แต่แรงดึงก็ไม่ได้เยอะอะไรนี่ คงไม่น่าจะหลุดไปละมั้ง!? 
 
"อุณาโลมนี่อะไรน่ะ..?"
"เอ..." 
"รู้สึกจะเป็นขนสีขาวๆ ยาวๆ นะ" 
"อ้อ แบบขนคิ้วคุณปู่น่ะเหรอ" 

ไม่ใช่นะ! ไม่ใช่ขนคิ้วของท่านเซียนนะ! อุณาโลมต้องขดเป็นวงๆ ตรงพระนลาฎของพระพุทธองค์ต่างหาก! แล้วก็ถ้าจะพูดให้ถูก เส้นขนโปร่งใสที่งอกขึ้นมาตรงหน้าผากฉันไม่ใช่อุณาโลม แต่เป็นขนโชคลาภ  ต่างหาก! พอสาปคนก็เข้าตัว เพราะฉันมีใจริษยาประชากรชาวหมู่บ้านมีรักรุนแรง โชคดีก็เลยหนีหายไปเหรอ!? เมฆดำจะเข้าครอบงำดวงความรักของฉันหลังกลับไปญี่ปุ่นหรือเปล่า?!
 
"โอ๋ๆ ท่านเรย์กะ สงบใจก่อนนะคะ"
"คงเหนื่อยสินะคะ เอ้า หลับพักผ่อนกันดีกว่าค่ะ"
"แต่ว่า อุณาโลมของฉัน..! ขนโชคลาภ...!"
"ไม่เป็นไรนะค้า~"

พวกเซริกะที่มีมาร์คแปะหน้าขาวโพลนยื้อยุดฉุดให้ฉันนอนลงกับเตียง จากนั้นก็เข้าห้อมล้อมโบกมือไปมาพลางขับกล่อมว่า "นอนเสียเถิดหนา~ เด็กดีนอนเสียเถิดหนา~" เอ๋ นี่พิธีมิสซาดำเหรอคะ?!
 
"อะ เอ่อ..."
"ไม่เป็นไรหรอกค่า~ ท่านเรย์กะ เอ้า หลับเสียเถิดนะคะ"
"ท่านเรย์กะแค่เหนื่อยน่ะค่ะ หลับเสียเถิด~ หลับเสียเถิด~ "
"หลับเสีย หลับเสียเถิด~ ท่านเรย์กะ หลับเสียเถิด~" 
 
เหล่าหญิงในหน้ากากห้อมล้อมรอบฉันพลางขับกล่อมไปเรื่อยๆ ภายในห้องที่หรี่ไฟมืดสลัว ทำไงดีล่ะ พวกเซริกะจังนับถือพวกปีศาจชั่วร้ายอะไรหรือเปล่า หรือว่าหวังจะเอาตัวเลขสัตว์ร้ายไปจากฉัน เกลือชำระก็ใช้หมดไปแล้วด้วย อุณาโลมจะปกป้องฉันก็ไม่มี สลบดีกว่า! 

---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.


 Pecorino Romano ชีสนมแกะเนื้อแข็งของอิตาลี 

Parmigiano reggiano หรือในชื่อที่เราคุ้นหูกันว่าพาเมซานชีส

Gianduja ขนมหวานช็อคโกแลตแบบดั้งเดิมของอิตาลี มีส่วนผสมของฮาเซลนัทและโกโก้บัตเตอร์ 

ซอส Amatriciana เป็นซอสพาสต้าแบบทางเหนือของโรม มีส่วนประกอบของแพนเชตต้า (เนื้อหมูส่วนท้อง) หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ และเพโคริโน่ชีส 

พิซซ่ามาเกอริต้า เป็นพิซซ่าแบบดั้งเดิมของอตาลีที่มีส่วนประกอบของใบเบซิล มอสซาเรล่าชีส และมะเขือเทศ 

 

เป็นอันจบภาคการท่องเที่ยวยุโรปของท่านเรย์กะ ทำไมรู้สึกเหมือนอัดเนื้อหามาเยอะจัง ของกินเยอะจัง ตอนยาวจังงงงงงงงงงงงงงงงงงงง //สลบตามท่านเรย์กะไปติดๆ 

 




NEKOPOST.NET