[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 210 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.210 - ตอนที่ 210


210.

 

งานเลี้ยงน้ำชาในห้องสโมสรของ Pivoine ครั้งแรกของเทอม เริ่มจากประธานคาบุรากิกล่าวคำทักทายสั้นๆ ตามด้วยสมาชิกหน้าใหม่ที่จบการศึกษาจากชั้นประถมเข้าสู่ชั้นมัธยมต้นออกมาแนะนำตัว จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาทานขนมพลางพูดคุยอย่างอิสระถึงเรื่องระหว่างปิดเทอม 

วันนี้มีขนม Ispahan ของโปรดฉันด้วยล่ะ เป็นเค้กมาการองที่ทำจากกุหลาบ ราสเบอร์รี่ แล้วก็ลิ้นจี่ ช่างกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักเหมือนความฝันของสาวน้อยย่อส่วนจนน่าเสียดายที่จะกิน อา ช่างเป็นขนมที่เหมาะกับราชินีโรโคโค่อย่างฉันอะไรแบบนี้! อุฮุ
ระหว่างที่กำลังลิ้มรสชาติของเค้กกุหลาบอยู่ตรงที่นั่งประจำ เจ้าลูกศิษย์หน้าใหม่ไม่เอาไหนก็เดินเข้ามาหา 

"ก่อนอื่นเริ่มจากรายงาน"  

จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาไม่ทักไม่ทายกันก่อนเลยเรอะ เอ๊อะ เอาเหอะ ฮะ เจ้าลูกศิษย์  นี่กล้าดียังไงบังอาจมานั่งข้างอาจารย์โดยไม่ขออนุญาตน่ะ 
 
"โคโระเป็นผู้หญิง" 
 
ก็คงงั้นล่ะนะ อา~ รสเปรี้ยวของ framboise นี่อร่อยจัง ราสเบอร์รี่นี่หน้าตาก็น่ารัก รสชาติก็อร่อย ชอบที่สุดเลย
 
"เฮ้ ฟังอยู่หรือเปล่าน่ะ"
"ฟังอยู่สิคะ เชิญต่อได้เลยค่ะ"  

พูดถึงลิ้้นจี่แล้วก็นึกถึงหยางกุ้ยเฟยน่ะเน้อ~ ฉันไม่ได้ชอบลิ้นจี่อะไรมากมายนัก แต่หยางกุ้ยเฟยโปรดปรานลิ้นจี่มากขนาดฮ่องเต้ต้องบัญชาให้ม้าเร็วขนส่งลิ้นจี่มาตามเส้นทางสายไหมอันแสนไกลเชียวน้า~ ถ้าฉันเป็นหยางกุ้ยเฟย จะอยากกินอะไรขนาดนั้นกันนะ 
 
"ตามที่เธอว่า ฉันลองถามดูแล้วว่าเพื่อนที่ชื่อโกโร่จังเป็นใคร เขาถามกลับมาว่าใครคือโกโร่จัง ตกลงไม่ใช่โกโร่ แต่เป็นโคโระจริงๆ ด้วย ยัยนั่นหัวเราะเลยล่ะว่าไม่ใช่โกโร่จังนะคะ โคโระจังต่างหาก" 

ฉันล่ะชอบเชอร์รี่จังเลย เมื่อไหร่จะถึงฤดูเชอร์รี่ซักทีน้า 

"เห็นว่าโคโระเป็นชื่อเล่นของผู้หญิงน่ะ สรุปก็วิตกกังวลเกินเหตุ" 

พูดถึงเชอร์รี่แล้ว ถ้าเผลอกลืนเม็ดลงไป ในหัวก็พาลวูบไปคิดถึงเรื่องเล่าเก่าๆ ที่ว่าถ้ากลืนเมล็ดผลไม้ลงไปแล้วจะเป็นไส้ติ่งอักเสบจนใจเต้นไปชั่ววูบเลยล่ะ  ถึงจะรู้ว่าเป็นข่าวปลอมก็เหอะ มันก็ยังเสียวๆ อ่ะเน้อ~ 

"เฮ้"
"ฟังอยู่ค่า โคโระจังเป็นชื่อเล่นของเด็กผู้หญิงสินะคะ แล้วไงต่อคะ"  

คาบุรากิมองฉันด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ บ่นว่า "ตั้งใจฟังหน่อยซี่" แล้วทำใจเล่าต่อไป

"ฉันชวนทาคามิจิไปห้องสมุดในวันสุดท้ายของปิดเทอม"
"ค่ะ"  

ฉันแอบมองไปรอบๆ ห้องสโมสร เสียงเปียโนก็บรรเลงอยู่ รอบข้างพวกเราไม่มีใคร ถึงคาบุรากิจะพูดนามสกุลของวาคาบะจังออกมาเบาๆ ก็คงไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครได้ยินละมั้ง   

"ท่าทางช่วงปิดเทอมทาคามิจิจะไปดูหนังสือที่ห้องสมุดแทบทุกวันอยู่แล้ว ก็เลยตอบตกลงไปด้วยกันสบายๆ"
"แหม งั้นก็ดีไม่ใช่เหรอคะ"
"จนถึงตรงนี้น่ะนะ..." 

จากนั้นคาบุรากิก็ทำหน้าขื่นๆ เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ 
 
"พอไปห้องสมุดที่ทาคามิจิแนะนำ ก็ไปเจอมิซึซากิอยู่ที่นั่น!" 
"มิซึซากิคุงน่ะเหรอ!?"
"ใช่ ทางนั้นก็เหมือนจะตกใจที่เห็นพวกเรา แต่ดูเหมือนคนที่แนะนำห้องสมุดแห่งนี้ให้ทาคามิจิแต่แรกก็คือมิซึซากินี่แหละ มิหนำซ้ำ! ทั้งสองคนยังเคยมาดูหนังสือที่ห้องสมุดด้วยกันหลายครั้งแล้ว!" 
"อ๋า~" 

จะว่าไป วาคาบะจังก็พูดอะไรทำนองนั้นอยู่เหมือนกันนี่นา  

"แล้วทำไงต่อล่ะคะ"
"ก็ดูหนังสือไปด้วยกันสามคนน่ะสิ แค่ไปพักหายใจที่คาเฟ่ในห้องสมุดครั้งหนึ่ง นอกนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาดูหนังสือลูกเดียว นั่นมันไม่ใช่เดทแล้ว เป็นงานติวหนังสือชัดๆ!" 
"ตายจริง~" 
"ความจริงหลังจากนั้นตั้งใจจะชวนไปทานอาหารเย็นด้วยกัน จองร้านไว้แล้วด้วย แต่พอห้องสมุดปิด ทามิจิก็บอกว่าต้องรีบไปช่วยงานที่ร้านแล้วก็ขอตัวกลับไปเลย จบตรงนั้นแหละ ยังไม่ทันได้ออกปากชวนด้วยซ้ำ" 
"อาหารเย็นหรือคะ แล้วไม่ได้ขอนัดเธอไว้ล่วงหน้าหรือคะ"
"อา ไม่ได้ขอนัดไว้นะ" 

แล้วมัวทำอะไรอยู่เล่า

"ก็บอกแล้วไงคะว่าให้ถามก่อนว่าเขาสะดวกหรือเปล่า แล้วนี่ตั้งใจจะพาไปร้านไหนกันล่ะคะ"
"ร้านอาหารฝรั่งเศสที่อาโอยามะ"
"โง่ป่ะเนี่ย!"
"ห๊ะ!?" 

โอ๊ะ! เผลอทำใจจริงกระเด็นหลุดออกจากปากแล้วไง คาบุรากิพูดโมโหๆ ว่า "นี่เมื่อกี้เธอว่าฉันโง่เรอะ" ซวยล่ะ... ฉันยืนกรานปฎิเสธ "เปล่านะคะ! ฉันพูดว่าอาโอยามะต่างหากค่ะ ฟังผิดหรือเปล่าคะ" พลางรีบหาเรื่องคุยต่อเพื่อหลีกหนีจากสายตาเคลือบแคลงของคาบุรากิ 

"คือว่านะคะ ท่านคาบุรากิ ถ้าจู่ๆ มีคนชวนไปทานอาหารเย็นแล้วพาไปภัตตคารอาหารฝรั่งเศสเลย สำหรับผู้หญิงแล้วอาจจะลำบากใจมากกว่าดีใจก็ได้นะคะ"
"ทำไมล่ะ"

คาบุรากิไม่ได้เข้าอกเข้าใจอะไรเลย หมอนี่มันโง่จริงๆ วุ้ย 

"ถ้าเป็นร้านธรรมดาสามัญที่นักเรียนแถวนั้นไปกันก็อาจจะได้นะคะ แต่ถ้าจู่ๆ ถูกพาไปร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงของอาโอยามะในชุดธรรมดาโดยไม่ได้เตรียมใจไปก่อน มันจะโดดขึ้นมาจากบรรยากาศรอบข้างถึงขั้นเป็นทัณฑ์ทรมานแบบเบาะๆ เลยนะคะ สำหรับเด็กผู้หญิงแล้ว เวลาไปร้านแบบนั้นก็อยากจะแต่งตัวให้ดูดีที่สุดน่ะค่ะ!" 

แต่งตัวสวยๆ คืออาวุธนะยะ! แล้วการได้เลือกเสื้อผ้าชุดสวยๆ ที่จะใส่ไปทานอาหารร้านดีๆ น่ะเป็นความสนุกสนานอย่างหนึ่งของการเป็นผู้หญิงเลยล่ะ ดันจะให้สวมชุดธรรมดาไปเนี่ยนะ... แถมยังเป็นดินเน่อร์ ไม่ใช่ลันช์ มีหวังได้เปรียบเทียบตัวเองกับแขกคนอื่นๆ ในร้านที่ดูเป็นผู้ใหญ่เลิศหรู แล้วรู้สึกว่าโดนสถานที่ข่มจนตัวเล็กจิ๋ว คงอึดอัดกระสับกระส่ายอยากกลับเร็วๆ แน่เลย

"ไม่ใช่ร้านแบบที่มีเดรสโค้ดนะ ฉันเองก็ใส่ชุดธรรมดา"  

ชุดธรรมดาของนายกับชุดธรรมดาของเด็กผู้หญิงม.ปลายทั่วไปน่ะมันคนละระดับกันเลยย่ะ! แล้วคนอย่างคาบุรากิน่ะต่อให้แต่งตัวง่ายๆ ไม่พิถีพิถัน แต่ก็มีความเคยชินไม่ประหม่าต่อสถานที่อย่างที่ได้รับการขัดเกลาอย่างประณีตมาตั้งแต่เกิด กลายเป็นว่าแลดูสบายๆ ไม่วางท่าหล่อหนักเข้าไปอีก! เพราะงี้คาบุรากิถึงได้ไม่เข้าใจความรู้สึกของสามัญชนน่ะสิ 

"ไม่ได้เข้าใจเลยจริงๆ..."

พอฉันถอนหายใจ คาบุรากิก็ทำท่าฉุนๆ 

"เข้าใจอะไรเล่า"
"ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละค่ะ"  

ฉันตกลงใจพูดกับคาบุรากิให้ชัดเจนไปเลย เพื่อวาคาบะจังเองด้วย 

"ที่จะบอกก็คือการกระทำหุนหันพลันแล่นของท่านคาบุรากิอาจเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับเธอก็ได้นะคะ! ก่อนอื่นต้องนัดหมายล่วงหน้าให้เรียบร้อย จากนั้นถ้าจะไปไหนกัน ให้พูดคุยกำหนดการในวันนั้นให้เสร็จสิ้นจนถึงช่วงสุดท้าย แล้วก็ต้องเคารพแนวทางการใช้ชีวิตของเธอด้วย ถ้าจะพูดให้ชัดเจนลงไปแล้ว ถ้าจะชวนไปกินข้าวสบายๆ ก็ควรจะเริ่มจากร้านที่เธอจะใส่ชุดไปรเวทไปได้ตามปกติ ถ้าคิดจะพาไปดินเน่อร์ที่ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศส ก็ต้องบอกล่วงหน้ากันก่อนค่ะ!"  

คาบุรากิทำตาโต
ฉันก็เคยเห็นชุดไปรเวทของวาคาบะจังนะ เป็นชุดน่ารักๆ ที่เหมาะสมกับนักเรียนม.ปลายธรรมดาทั่วไปนี่แหละ ถ้าไปห้องสมุดที่อยู่ไกลไปอีกหน่อยก็อาจจะแต่งตัวให้น่ารักกว่าเดิมอีกนิด แต่จู่ๆ ถ้าถูกพาไปร้านอาหารฝรั่งเศสทั้งๆ ที่แบกกระเป๋าใส่หนังสือตำราเรียนไปด้วยก็คงลำบากใจแน่เลย 
คาบุรากิครุ่นคิดด้วยหน้าตาตึงเครียด ในที่สุดก็พยักหน้ารับว่า "เข้าใจแล้ว"  

"ฉันจะพยายามปรับตัวให้เข้ากับทาคามิจิก็แล้วกัน"  

โอ๊ะ! จักรพรรดิยอมงอแล้ว!? นี่น่ะเรอะพลังแห่งความรัก!?  แล้วก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจแล้วนะว่าคำพูดคำจาฉันมันหลุดๆ ไปนิดน่ะ โล่งไปที...  

 

"คิโชวอิน ความรักคืออะไร"

วันต่อมา ขณะสวนกันบนทางเดิน คาบุรากิก็ทักฉันด้วยเสียงเบาราวกับกำลังกระซิบกระซาบบอกความลับ 
 
"หา?"
"ความรักคืออะไร คิโชวอิน" 

อยู่ดีๆ หมอนี่มันพูดอะไรของมันหว่า ความรักคืออะไร นี่ถามตอบปริศนาปัญหาเซนเรอะ ความรักคือ... ความรักคือ... อ้อ แบบนี้นี่เอง... 

"ดาวดวงหนึ่งที่มีละอองหมอกกรุ่นกรายเข้ารายล้อม"
"ดีมาก" 

คาบุรากิพยักหน้าอย่างพึงพอใจที่ฉันดึงคำตอบที่ถูกออกมาได้ แล้วเดินจากไป
วุ่นวายชะมัด... จากนี้ไปถ้าต้องเจอข้อสอบสุ่มปาใส่แบบนั้นทุกครั้งมีหวังประสาทเสียตายพอดี ต้องรีบหาทางกำจัดหนังสือบทกวีเล่มนั้นที่ถูกยัดเยียดให้โดยเร็วแล้ว... 

---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
 ...หากท่านใดสงสัย (ผมนี่แหละ) ว่าคาบุรากิกับท่านเรย์กะเล่นอะไรกันตอนท้าย นั่นคือบทกวีของไฮเน่นะครับ บทเต็มๆ มีอยู่ว่า "เจ้าถามว่ารักนั้นหรือคืออะไร รักนั้นหรีอคือดาวดวงหนึ่งที่มีละอองหมอกกรุ่นกรายเข้ารายล้อม" ......... สนิทกันถึงขั้นเล่นต่อกลอนรักกันแล้วเรอะ!? 

แถมกลอนต้นฉบับของไฮเน่ให้ด้วย เผื่อใครอยากเอาไปจีบสาวเยอรมันต่อหลังนกสาวญี่ปุ่นจากกลอนท่านอิมาริไป 
 Du fragst mich, Kind, was Liebe ist?
Ein Stern in einem Haufen Mist.

ขนมมาการอง Ispahan จากร้านชื่อดัง PIERRE HERMÉ 

 

ดังนี้เป็นต้น เพื่อความสงบสุขในการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ขอขอบคุณที่ช่วยกันรักษามารยาทในการสนทนานะครับ :) 




NEKOPOST.NET