[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 200 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.200 - ตอนที่ 200


200.


เพื่อไม่ให้คนในซุยรันมาเห็นเข้า พวกเราเลยนัดกันที่ร้านกาแฟเงียบๆ ที่นักเรียนซุยรันไม่น่าจะรู้จักที่สถานีเลยบ้านวาคาบะจังไปอีกหนึ่งสถานี ยังไงก็ต้องรอบคอบไว้ก่อนล่ะ
พอเปิดประตูร้านออก เสียงกระดิ่งแบบเรโทรดังกร๊องแกร๊งก็กังวานขึ้น 
วาคาบะจังนั่งอ่านหนังสือเรียนอยู่ที่เก้าอี้ด้านใน มิน่าล่ะ พวกหัวกะทิเขาไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่าแบบนี้นี่เอง! 

"ขอโทษนะ คอยนานหรือเปล่า"
"อื๋อ ไม่นานหรอก ยังนึกอยู่เลยว่าคุณคิโชวอินน่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะปลีกตัวมาได้ เร็วกว่าที่คาดไว้อีกนะ" 

วาคาบะจังปิดหนังสือเรียนแล้วส่งยิ้มให้ 
ความจริงแล้ววันนี้ฉันตั้งใจจะโผล่หน้าไปที่ห้องสโมสร Pivoine ก่อนแล้วไปต่อที่ชมรมงานฝีมือ แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธไปหมดโดยอ้างว่าไม่ค่อยสบาย
ระหว่างขากลับ ฉันเจอคาบุรากิที่ทางเดิน แต่สายตาบ่งบอกว่ามีอะไรอยากพูดกับฉันนี่มันน่ากลัวสุดๆ ฉันเลยจ้ำพรวดๆ หนีมาถึงที่จอดรถ โชคดีจังที่ไม่โดนเรียกไว้ก่อน...
ในเมนูไม่มีช็อกโกแลตร้อน ฉันเลยสั่งมิลค์ที ส่วนวาคาบะจังดื่มกาแฟร้อน เป็นผู้ใหญ่จังน้า  

"คุณทาคามิจิต่างหากมาเร็วจัง น่าจะมีธุระของคณะกรรมการนักเรียนต้องจัดการไม่ใช่เหรอ"
"อื้อ แต่บอกเขาว่ามีธุระทางบ้าน ขอตัวกลับมาก่อนน่ะ"
"เหรอ..." 

หลังเกิดเรื่องเอะอะขึ้น ฉันก็โดนสอบปากคำจากนายตัวสำรองในฐานะประธานนักเรียน บอกไปแค่ว่าพอกลับมาจากห้องพยาบาลก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคน พอเก็บปากกาขึ้นมาก็เจอรอยขีดเขียนบนล็อกเกอร์เท่านั้นเอง นายตัวสำรองจะเชื่อหรือเปล่านะ แต่พวกคณะกรรมการนักเรียนคนอื่นๆ ดูท่าจะไม่ค่อยเชื่อในตัวฉันเท่าไหร่เลย 


"แล้วก็นะ เรื่องวันนี้น่ะ..."
"อื้อ ลำบากแทบแย่เลยเนอะ คุณคิโชวอิน หลังจากนั้นไม่เป็นไรใช่ไหมคะ เจอเรื่องแย่ๆ เข้าเต็มเปาเลยเนอะ" 

พอเปิดปากออก วาคาบะจังก็ปลอบใจฉันก่อนเป็นอย่างแรก 

"อ๊ะ... เชื่อจริงๆ เหรอว่าฉันไม่ได้เป็นคนทำน่ะ..."
"แหงอยู่แล้ว!" 
 
วาคาบะจังพยักหน้า สีหน้าเหมือนจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา มองไม่เห็นเศษเสี้ยวความหวาดระแวงที่มีต่อฉันซักนิด  

"แต่ทำไมถึงได้เชื่อมั่นได้เต็มที่ขนาดนั้นล่ะ คนที่น่าสงสัยที่สุดตรงนั้นก็คือฉันไม่ใช่เหรอ จะสงสัยซักหน่อยก็เป็นเรื่องธรรมดานะ..."
"เอ๋~ คงเป็นเพราะฉันเชื่อว่ามีแต่คุณคิโชวอินเท่านั้นที่เป็นมิตรแท้ของฉันละมั้ง" 
"!" 

อะไรเนี่ย! ดะ ดีใจจังเลย! วาคาบะจัง คิดกับฉันแบบนั้นจริงๆ น่ะเหรอ?! แต่ว่า... 

"หลักฐานล่ะ? บางทีฉันอาจจะแกล้งทำเป็นคนดีต่อหน้าคุณทาคามิจิ ลับหลังก็ซ้ำเติมอย่างที่คุณซึรุฮานะพูดก็ได้นะคะ"

โลกเรามีคนแบบนั้นอยู่จริงๆ นี่นา ฉันรู้จักวาคาบะจังดีอยู่หรอก แต่วาคาบะจังก็ไม่น่าจะรู้จักฉันดีขนาดยืนยันได้ร้อยเปอร์เซนต์นี่นา
พอพูดงอนๆ แบบนั้น วาคาบะจังก็พูดหัวเราะๆ ว่า "ไม่มีทางหรอก" ย้ำอีกครั้ง 

"ก็คุณคิโชวอินยังคอยช่วยฉันอยู่ทางเบื้องหลังเลยใช่ไหมล่ะคะ" 

ไม่รู้ทำไมวาคาบะถึงยืนยันด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความมั่นใจเต็มที่  เอ๋~ พูดเรื่องอะไรกันเหรอคะ  

"ฉันไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเลยนะคะ..."
"เอ๋ จริงเหรอ?"
"ค่ะ"
"อื~ม..."

ว่าแล้ววาคาบะจังก็กอดอก ทำหน้ายุ่งยากใจพึมพำอยู่คนเดียวว่า "ถ้าเจ้าตัวอยากปิดบังไว้ก็ไม่พูดดีกว่ามั้ง... เอ แต่ตั้งใจจะปิดบังไว้จริงๆ เหรอ... ทำแบบนั้นก็ไม่น่านี่นา..." 

"คุณทาคามิจิ?"
"อา~ อื้อ คือว่านะ... คุณคิโชวอิน ก่อนหน้านี้เคยเขียนจดหมายระบุข้อควรระวังในซุยรันมาให้ฉันใช่ไหม"
"เอ๋!" 

ทำไมล่ะ?! ทำไมถึงรู้ล่ะว่าฉันเป็นคนส่งจดหมายไป!?

"อ๊ะ ท่าทางแบบนั้นแสดงว่าตั้งใจจะปิดบังไว้จริงๆ เหรอ?"

วาคาบะจังยิ้มแห้งๆ 

"เอ๋ เอ๋ ทำไมล่ะ!?" 

ฉันตั้งใจเขียนแบบแอบๆ ปิดบังตัวตนเอาไว้นะ แล้วทำไมถึงรู้ว่าเป็นฉันล่ะ!? 

"สังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ!?"
"ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ ก็ตั้งแต่แรกน่ะ"
"ตั้งแต่แรก!?"
"อื้อ"

เอ๋---! 

"ซองที่ใส่จดหมายน่ะ พอลองเอาด้านในซองไปส่องกับแสงแล้ว ตัวอักษร "คิโชวอิน" จะลอยขึ้นมาบางๆ  ก็เลยรู้ตั้งแต่แรกว่า อ้อ คุณคิโชวอินเป็นคนเขียนมาให้นี่นา" 
"เอ๋!  

อะไรน่ะ ไม่เห็นรู้เลย! รู้สึกว่าเซ็ทกระดาษเขียนจดหมายที่มีอยู่จะไม่มีซองขาวแบบไม่มีลาย ฉันเลยใช้ซองของที่บ้าน ที่บ้านก็มีซองจดหมายแบบที่มีตราประจำตระกูลคิโชวอินกับชื่อประทับอยู่ด้านหลัง แต่ฉันก็ไม่ได้เอามาใช้นะ เลือกใช้ซองพื้นขาวนะ ยังอุตส่าห์มีลูกเล่นแอบอยู่ในซองอีกเหรอ!? ไม่เคยรู้มาก่อนเลย! 

"จดหมายไม่ได้ลงชื่อผู้ส่ง แต่ซองก็มาจากบ้านคุณคิโชวอิน ตอนแรกก็เลยคิดว่า หรือจะใช้ซองบ่งบอกสถานะผู้ส่งแทนกันน้า แต่เวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง พอเห็นท่าทีของคุณคิโชวอินก็เริ่มคิดได้ว่า หรือคุณคิโชวอินกำลังปิดบังว่าตัวเองเป็นคนเขียนจดหมายกันนะ... ความจริงก็อยากขอบคุณตั้งหลายครั้งแล้วล่ะ แต่ถ้าเจ้าตัวตั้งใจจะเก็บเป็นความลับ ก็ไม่พูดไปดีกว่า ที่ผ่านมาก็เลยแกล้งๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เนื้อหาในจดหมายก็เขียนทำนองว่ามาจากบุคคลที่สามด้วยนี่เนอะ" 

อุกรี๊ดดดดด! น่าอายสุดๆ!!
เพื่อปิดบังตัวตนของคนส่งจดหมาย ฉันเลยเขียนแบบตีเนียนเป็นคนอื่นไปว่า "ส่วนคุณคิโชวอินนั้น~" อะไรทำนองนั้นแหละ! ทั้งที่ความแตกแต่แรกแล้วเนี่ยนะ! ซวยสุดๆ น่าอายสุดๆ!  มีใครที่่ไหนเขาเขียนถึงตัวเองว่า "กลุ่มคุณคิโชวอิน เรย์กะ เป็นกลุ่มผู้หญิงที่มีอำนาจที่สุดในชั้นปี ควรระวังหน่อยนะ" บ้างเล่า~ อะไรคือ "คุณคิโชวอิน เรย์กะ" กันยะ! ก็หล่อนเองไม่ใช่เรอะ!

ฉันเอาหัวโขกโต๊ะ

"อ้าว~ คุณคิโชวอิน เป็นอะไรหรือเปล่า"

ก็เป็นน่ะสิ... อายจะตายอยู่แล้ว  

"บางครั้งฉันก็ลองส่งสัญญาณไปเหมือนกันนะ อย่างข้าวต้มเจ็ดสมุนไพรนั่นไง ก็ในจดหมายเขียนข้อควรระวังตอนไปเก็บผักป่าไว้ด้วยใช่ไหมล่ะ" 

ตกลงนั่นจงใจจริงๆ สินะ! 

"แล้วช่วงที่ได้รับจดหมายมา คุณลุงคนสวนก็ทักว่าระวังอย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เข้า เป็นเพราะคุณคิโชวอินไปกำชับคุณลุงคนสวนไว้ให้ใช่ไหมคะ"
"........"

รู้สึกจะความแตกหมดแล้วนะ ถ้าเป็นแบบนี้ก็รับสารภาพให้หมดเปลือกไปเลยเหอะ

"...งั้นหรือคะ ที่ผ่านมาทำให้คุณต้องเกรงอกเกรงใจอย่างมากเลยนะคะ... ค่ะ ค่ะ ดิฉันเป็นคนเขียนเองแหละค่ะ"
"อื้อ..." 

วาคาบะจังทำหน้าปลงๆ หัวเราะกับท่าทางงอนๆ ของฉัน 

"แหม ก็แบบนี้แหละ ฉันก็เลยคิดว่าคุณคิโชวอินเป็นมิตรแท้ของฉันน่ะค่ะ"
"ค่ะ..."
"แต่เท่านี้ในที่สุดก็ได้พูดเสียที คุณคิโชวอิน ขอบคุณนะคะที่คอยช่วยเหลือตลอดมาไม่ว่าจะเป็นในที่ลับที่แจ้ง"

อุ....

"ไม่เป็นไรค่ะ..."

ฉันอายจนมองหน้าวาคาบะจังไม่ติดเลย---  


ต่อจากนั้นฉันก็คุยเรื่องคณะกรรมการนักเรียนกับวาคาบะจัง ดูเหมือนนายตัวสำรองเองก็จะคิดว่าไม่ใช่ฝีมือของฉัน เหตุผลก็คือ "วิธีมันไม่ใช่" วาคาบะจังเองก็หัวเราะๆ ว่า "พอเห็นฝีมือคุณคิโชวอินที่จัดการกำราบพวกหัวหน้าชมรมกีฬาจนเงียบกันไปหมดในที่ประชุมงานเทศกาลโรงเรียน ก็รู้เลยเนอะว่าวิธีมันไม่ใช่~ ลีลาสะบัดพัดนั่นสุดยอดมากเลยล่ะ!"  งั้นเหรอคะ...

พอกลับบ้านมา ฉันก็เอาซองจดหมายพื้นขาวแบบเดียวกับที่ส่งให้วาคาบะจังมานั่งดู พอดูด้วยตาเปล่าในส่วนที่เป็นซองภายนอกก็ไม่มีอะไร แต่พอเอาด้านในไปส่องกับแสงแล้วดูให้ดีๆ จะเห็นชื่อคิโชวอินกับตราประจำตระกูลผุดขึ้นมาเลือนราง เออะ จริงด้วยวุ้ย ว่าแต่ยังอุตส่าห์หาเจออีกนะ วาคาบะจัง...  จากนี้ไปถ้าจะทำอะไรแบบนี้อีก ห้ามมักง่ายเอาของที่มีอยู่ในบ้านมาใช้เด็ดขาด  

วาคาบะจังเชื่อมั่นในตัวฉันก็จริง แต่ปัญหาอยู่ที่คาบุรากิ ถ้าหมอนั่นเห็นฉันเป็นศัตรูของวาคาบะจัง อนาคตฉันมีหวังดับวูบ ต้องหาทางคลายความเข้าใจผิดของคาบุรากิ ปกป้องตัวฉันกับครอบครัวไว้ให้ได้ เอาล่ะ จะทำยังไงดีนะ
ถ้าเผยความสัมพันธ์กับวาคาบะจังที่ผ่านมาทั้งหมด ก็คงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าคนทั้งโรงเรียนรู้ว่าพวกเราสนิทสนมกันอยู่เบื้องหลัง สถานะของพวกเราอาจตกอยู่ในอันตรายก็ได้
จะยังไงซะก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของคาบุรากิในวันพรุ่งนี้... ถ้าคาบุรากิไม่ว่าอะไร ก็ปล่อยไปแบบนี้แล้วกัน อื้อ เอางั้นแหละ


ทั้งที่คิดแบบนั้นแท้ๆ แต่ในวันรุ่งขึ้น คาบุรากิก็เรียกฉันออกไปหลังเลิกเรียนทันที ฮึย~~! 
สถานที่ไม่ใช่ห้องสโมสรของ Pivoine แต่เป็นห้องประชุมเล็กของซุยรัน รู้สึกว่าจะไปขอยืมห้องมาโดยเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาแอบฟัง น่ากลัวจัง ถ้าโดนสั่งประหารจะทำไงดีล่ะ 

"เอ่อ เรื่องที่จะคุยคือ..."

ฉันถามอย่างกลัวๆ

"อ้อ เรื่องล็อกเกอร์เมื่อวานน่ะ"

มาแล้ว! 

"คนร้ายไม่ใช่ฉันนะคะ!"
"รู้อยู่แล้ว"
"เอ๋?" 

ไม่ได้เรียกมาที่นี่เพราะสงสัยในตัวฉันหรอกเหรอ

"ความจริงก็นึกสงสัยอยู่นิดหน่อย แต่หลังจากนั้น อิวามุโระมาพูดกับฉันว่า คิโชวอินไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนั้นแน่นอน ขอให้เชื่อเถอะ"
"อิวามุโระคุงน่ะเหรอ?" 

อิวามุโระคุงกับคาบุรากิสนิทกันเหรอ!?
ตามที่คาบุรากิว่า รู้สึกว่าในอดีต อิวามุโระคุงจะเคยเป็นม้าของจักรพรรดิมาก่อน 

"แล้วก็ยังมีหัวหน้าห้องห้องเธออีก  เธอนี่มีผู้คนเชื่อถือศรัทธาดีนะ"

สายสัมพันธ์สาวน้อย---! ขอบคุณนะ เหล่าสาวน้อยทั้งหลาย! 

"ขอโทษนะที่นึกสงสัยไปแวบหนึ่ง"
"ไม่เป็นไรค่ะ... งั้นหรือคะ แล้วมีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันหรือคะ"
"เรื่องนั้นน่ะนะ..."

คาบุรากิลังเลไปนิดหนึ่งก่อนพูด
 
"ความจริงแล้ว ฉันมีคนที่ชอบอยู่..."
"ค่ะ"

รู้อยู่แล้วละค่ะ

"ช่วยให้ความร่วมมือหน่อยได้ไหม"
"เอ๋---!" 

ไหงต้องเป็นฉันล่ะ!? 

"ทำไมต้องเป็นฉันล่ะคะ!?"
"อิวามุโระกับหัวหน้าห้องพูดไว้ว่า คิโชวอินเป็น 'ท่านเทพเกศาบันดาลรัก'"

สองคนนั้นไปพูดอะไรกับคาบุรากิน่ะ! ใครเป็นเทพแห่งรักกันยะ! 

"ได้ยินมาว่าถ้าได้แตะผมนั่นจะช่วยบันดาลให้ความรักสมหวัง เห็นว่าศักดิ์สิทธิ์มากไม่ใช่เรอะ"
"เอ๋!"

หัวหน้าห้อง--!

"นี่เชื่อเรื่องแบบนั้นจริงๆ เหรอคะ"
"เปล่า ก็ไม่ได้เชื่อหรอก... แค่อยากได้ผู้หญิงเป็นที่ปรึกษาเท่านั้นเอง แล้วฉันก็ตัดสินใจว่าเธอน่าจะเหมาะสมกับหน้าที่นี้"
"เอ๋~"

ช่วยไปหาที่อื่นเถอะค่ะ 

"ขอร้องล่ะ คิโชวอิน ฉันไม่ขอให้เธอทำอะไรฝืนกำลังหรอกนะ"
"เอ๋~" 
 
จ้างให้ก็ไม่เอาหรอก สมัยก่อนนายยังใช้ฉันเป็นเบ๊อยู่เลย แล้วฉันก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความรักของพวกคาบุรากิด้วยอ่ะ
แต่คาบุรากิดูท่าจะไม่ยอมถอย ตั้งท่าเหมือนจะไม่ยอมปล่อยฉันออกไปจากที่นี่จนกว่าจะยอมตกลง  ฮ่วย... แปลว่าฉันไม่มีทางเลือกงั้นสิ!? 
อ๊ะ แต่ว่าถ้าอย่างงั้น...
ฉันนึกไอเดียดีๆ ออกมาได้  

"...ทราบแล้วค่ะ แต่มีเงื่อนไขในการตกลงนะคะ"
"อะไรล่ะ"
"กรุณาให้สัตย์ปฎิญาณด้วยว่าในอนาคตจะไม่มีการเปิดโปงเหตุทุจริตของทางบ้านฉันเพื่อกดดันให้ล่มสลายทั้งตระกูลนะคะ" 
"บ้านเธอก่อเหตุทุจริตอยู่เรอะ"
"เป็นสำนวนสมมุติน่ะค่ะ! บ้านฉันไม่ได้ทำอะไรทุจริตเลยนะคะ! ไม่ได้ทำแน่ๆ ค่ะ!" 

แย่ล่ะ กลายเป็นจุดประเด็นให้สงสัยไม่เข้าเรื่องไปแล้วไง ดวงตาคาบุรากิฉายแววไม่เชื่อถือออกมาโต้งๆ เลย 

"เอาเป็นว่า! ตราบใดที่ยังไม่ยอมสัญญา ฉันก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือเด็ดขาดค่ะ!"
"เฮ้อ เข้าใจแล้ว แค่สัญญาก็พอใช่ไหม"
"สัญญาแค่ลมปากเชื่อถือไม่ได้หรอกค่ะ" 

ฉันหยิบกระดาษเขียนรายงานออกมาจากกระเป๋า 

"นี่ค่ะ ร่างเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดๆ นะคะ 'ข้าพเจ้า คาบุรากิ มาซายะ จะไม่ลงมือกระทำการใดๆ ให้ตระกูลคิโชวอินต้องล่มสลายเป็นอันขาด'"
"นี่บ้านเธอทำอะไรสีเทาๆ อยู่เบื้องหลังเยอะขนาดนั้นเลยเรอะ" 
"ขอสาบานต่อฟ้าดินว่าไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกค่ะ! เอ้าๆ! รีบๆ เขียนเข้าสิคะ ลงชื่อให้ชัดๆ ด้วยนะ" 
"วุ่นวายเป็นบ้า..." 

คาบุรากิบ่นอะไรงึมงำ แต่ก็ลงชื่อไปตามที่ว่า เสร็จแล้วก็ยื่นกระดาษใส่หน้าฉัน 

"เอ้า เท่านี้คงได้แล้วนะ"
"ยังหรอกค่ะ" 

ฉันหยิบคัตเตอร์ออกมาจากกระเป๋าดินสอ 

"ค่ะ เชิญใช้คัตเตอร์กรีดประทับตราเลือดด้วยค่ะ"
"หา!? ประทับตราเลือด!? นี่เธอพูดอะไรของเธอ?! มันน่ากลัวนะ! อะไรน่ะ?! ปฏิญาณของโรนินทั้ง 47 คนเรอะ!?"
"แค่ลงชื่ออย่างเดียวยังอ่อนไปค่ะ กรุณาแสดงการเตรียมใจให้ฉันเห็นด้วย เอ้า เชิญประทับตราสิคะ เชิญๆ" 
"ไม่เอาหรอก! นี่มันหนักนะ! จะหนักหนาสาหัสเกินไปแล้ว! ตกลงบ้านเธอก่อเหตุอะไรไว้จริงๆ สินะ! ทำอะไรเลวร้ายลงไปขนาดไหนน่ะ! ฉันไม่ยอมประทับตราเลือดอะไรนี่เด็ดขาด!"

คาบุรากิกำมือทั้งสองไขว้หลังซ่อนไว้ เด็กจริงจริ๊ง 

"หืม งั้นก็ช่วยไม่ได้นะคะ จะยอมประนีประนอมให้เป็นพิมพ์ลายนิ้วมือก็ได้ค่ะ"

ฉันไม่ได้เอาแท่นหมึกติดมา เลยหยิบปากกาเมจิกสีแดงออกมาแทน 

"พิมพ์ลายนิ้วมือ... เออ เอางั้นก็ได้..." 

คาบุรากิเอาปากกาเมจิกทานิ้วหัวแม่โป้งแล้วประทับรอยนิ้วมือลงไป
แหม ของแบบนี้ยังไงซะก็คงไม่มีผลทางกฎหมายหรอก แต่คงมีผลเป็นหมุดปักลงไปในใจคาบุรากิที่เป็นคนซื่อตรงบ้างล่ะน่า 

"ค่ะ เรียบร้อย งั้นฉันก็ขอสัญญาว่าจะให้ความร่วมมือกับท่านคาบุรากิเช่นกันค่ะ"
"ดีมาก! เอ้า ถ้างั้นก็... เดี๋ยวขอไปล้างหมึกแดงนี่ก่อน" 

ว่าแล้วคาบุรากิก็ไปล้างมือ ระหว่างนั้นฉันก็เก็บเอาหนังสือสัญญาเข้ากระเป๋า ผ่านไปได้แป๊บเดียว คาบุรากิก็พุ่งกลับมาตะโกนว่า "เฮ้! นี่มันหมึกกันน้ำนี่นา! ล้างไม่ออกเลย!" โอ๊ย ลุกลี้ลุกลนจริงจริ๊ง... 
 
---------------------------------------
 
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปสปอยล์
.
.
.
เพื่อเป็นที่ระลึกตอนที่ 200 ขอหยิบยกคำปฎิญาณในตอนที่ 1 ของท่านเรย์กะมาทบทวนกันซะหน่อย จะได้รู้ว่า 199 ตอน 12 ปีในเรื่องที่ผ่านมาคุณเธอทำไปได้ถึงไหนแล้ว (เพื่อให้ได้อรรถรส ขออนุญาตแปลใหม่แปลตรงเลยนะครับ) (-/\-) 

"1. สมัครสมานกลมเกลียว ไม่สร้างศัตรูพร่ำเพรื่อ 
2. ไม่ใช่จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หมั่นเก็บหอมรอมริบเงินค่าขนมที่ได้มา หลังล่มสลายจะได้จะเอาไปเป็นค่าเล่าเรียน 
3. ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับจักรพรรดิ แน่นอนว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับนางเอกที่จะเข้ามาเรียนตอนม.ปลายด้วย  
4. แสดงท่าทีจางๆ ว่า ไม่ได้สนใจอะไรกับความรักคุณสองคนเลยนะคะ หรือไม่ก็มองยิ้มๆ เท่านั้น คำว่า "จางๆ" ในที่นี้ล่ะสำคัญนัก จะให้ตัวตนของฉันโผล่ออกไปไม่ได้เด็ดขาด  
5. ต่อให้บ้านล่มสลายจริง ก็ต้องหาอาชีพที่มั่นคงเลี้ยงชีพได้ตลอดชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง 
เป้าหมายคือข้าราชการ"

....//เหล่ไปทางท่านเรย์กะ.... 
 
ดังนี้เป็นต้น เพื่อความสงบสุขในการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ขอขอบคุณที่ช่วยกันรักษามารยาทในการสนทนานะครับ :) 

 




NEKOPOST.NET