[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ! ตอนที่ 157 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] นอบน้อมและหนักแน่น คือคติประจำใจในการใช้ชีวิตของฉันค่ะ!

Ch.157 - ตอนที่ 157


157.


ได้ท่านพี่ผู้มีหัตถ์วิเศษช่วยไว้ จนตุ๊กตาเบียทันทำเสร็จทันวันงานเทศกาลโรงเรียนได้ในที่สุด เกือบไปแล้วไงล่ะ... 
การจะเลียนแบบขนยาวๆ นั่นมันยากกว่าที่คิดนะ โดยเฉพาะจะทำให้ขนยาวเป็นลอนตรงหูที่นายบ้าหมาวิจารณ์ว่าเหมือนผมฉันให้ออกมาเป็นลอนสวยๆ น่ะลำบากมาก ฉันใช้ขนแกะแบบที่เป็นคลื่นอยู่แล้ว แต่ก็รู้สึกว่าลอนมันไม่เหมือนขนเบียทริชของจริงยังไงชอบกล หลังจากลองผิดลองถูกอยู่หลายรอบ ฉันก็เดาเอาว่าเพราะใช้ผ้าสีเดียวโดดๆ มันเลยออกมาดูปลอมๆ ก็เลยไปกว้านซื้อผ้านีดเดิลเฟลท์สีน้ำตาลเท่าที่จะหาได้มาผสมๆ ปนไปด้วยกัน จนพอจะออกมาดูคล้ายๆ ในที่สุด เก่งมาก ตัวฉัน...

 ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้ในห้องฉันเลยมีผ้าเฟลท์ขนแกะสีน้ำตาลที่เหลือกองพูน จะใช้หมดนี่ หลังงานเทศกาลโรงเรียนคงต้องทำสัตว์สีน้ำตาลอะไรขึ้นมาอีกซักตัวละมั้ง แต่คงไม่อยากทำนีดเดิลเฟลท์ไปอีกซักระยะอ่ะนะ... 
 

ในห้องงานนิทรรศการของชมรมงานฝีมือ ตรงกลางมีชุดแต่งงานแสนสวยที่ตกผลึกจากความอุตสาหะและความเร่าร้อนของสมาชิกชมรมงานฝีมือตั้งอยู่ ส่วนผลงานอื่นๆ ของสมาชิกแต่ละคนจัดแสดงไปตามริมผนัง ผลงานของสมาชิกแต่ละคนทำออกมาได้วิเศษมากเลย โดยเฉพาะมินามิคุง ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้รับผิดชอบรักในการปักไหมเงินของชุดแต่งงาน เขายังทำทาเพสตรี้งานปักรูปพระแม่มาเรียกับพระบุตรที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ด้วย อย่างฉันเนี่ยเป็นหัวหน้าชมรมแท้ๆ ยังแทบไม่ได้มีเอี่ยวในการร่วมทำชุดแต่งงานเลย... แค่ได้ช่วยทำบูเก้แค่นั้นเอง  อื~ม ไม่เอาไหนเลยอ่ะ  

แต่ถึงอย่างนั้น ตุ๊กตานีดเดิลเฟลท์เบียทริชนาดเท่าตัวจริงที่ฉันทำขึ้นก็ก็มีคนชมว่าน่ารักสมจริงอยู่นะ ถือว่าพอจะรักษาหน้าในฐานะสมาชิกชมรมงานฝีมือไปได้ละมั้ง ขอบคุณมากนะคะ ท่านพี่ คุณเลขาซาซาจิมะ สมาชิกชมรมทุกคนที่คอยช่วยเหลือ 
 
ส่วนชมรมงานฝีมือเปิดให้เข้าชมโดยอิสระไม่ต้องลงทะเบียน นอกจากสมาชิกชมรมไม่กี่คนที่ผลัดกันเข้าเวรแนะนำสถานที่แล้ว ที่เหลือก็ปล่อยได้สบายๆ 
ฉันเอาแรงที่เหลือไปทุ่มทุนกับงานออกร้านประจำห้อง 
 


คาเฟ่ชาจีน “สูฝู”
เซ็ทติ้งของพวกเราคือเหล่าลูกศิษย์ชาวจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังญี่ปุ่นพร้อมนักพรตสูฝู เชิญชวนแขกที่แวะเข้ามาให้ดื่มชาด้วยประโยคเรียกแขกประหลาดๆ ออกแนวไสยศาสตร์ว่า "นี่คือน้ำอมฤตไม่แก่ไม่ตายขอรับ" 

ใบชามีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ชาพื้นๆ แบบชาอู่หลง ชามะลิ ชาผู่เอ๋อร์ ไปจนถึงชาดอกไม้หรือชาบุปผาคลี่  โดยเฉพาะชาบุปผาคลี่ที่ถุงชาเป็นรูปดอกไม้บานในโถแก้วน่ะ ตอนฉันเอามาจากบ้านมาทดลองชิมกันในห้อง สาวๆ กรี๊ดกร๊าดกันมากเลย หวังไว้เยอะเหมือนกันนะ  
ส่วนขนมก็เป็นเต้าฮวย พุดดิ้งมะม่วง พุดดิ้งงาดำ ขนมเปี๊ยะหลากหลายชนิด แน่นอนว่าทุกอย่างล้วนสั่งมาจากร้าน รับประกันรสชาติได้แน่ค่ะ ฉันเองก็ลองชิมมาหมดทุกอย่างแล้ว อร่อยจังเลย
ในตัวร้านก็ประดับประดาในสไตล์จีนโมเดิร์น เครื่องแต่งกายของผู้ชายเป็นชุดเสื้อคลุมยาวแบบจีน  ส่วนผู้หญิงสวมชุดกี่เพ้ากับกางเกงขายาว ตอนแรกก็มีข้อเสนอว่าให้พวกผู้หญิงแต่งชุดกรุยกรายเป็นนางฟ้า แต่มันดูไม่เป็นลูกศิษย์นักพรต ก็เลยล้มเลิกไป 

เท่านี้ ร้าน “สูฝู” ก็เกือบสมบูรณ์แล้ว แต่การบรรเลงไวโอลินของดิเทนี่ทำลายบรรยากาศแบบโอเรียนทอลสุดๆ  ไม่ว่าจะมีเทศกาลอะไร ดิเทก็จะเสนอตัวขอเล่นไวโอลินเสมอ งานเทศกาลโรงเรียนครั้งนี้ เขาก็ไม่พลาดที่จะเสนอตัวเช่นเคย แม้ทุกคนจะพยายามแย้งแล้วว่า ไวโอลินไม่เหมาะกับคาเฟ่ชาจีน ถ้าอยากบรรเลงเครื่องดนตรีก็ไปสีซอเอ้อหูแทนสิ แต่ยังไงๆ ดิเทก็ไม่ยอมเด็ดขาด    
สุดท้ายพวกเราก็คร้านจะเถียงกับดิเท เลยเป็นอันยอมๆ ไป เซ็ทติ้งให้ดิเทเป็นนักดนตรีที่เดินทางมาจากตะวันตกไกล ปล่อยให้เขาสะบัดผมแอฟโฟร่บรรเลงไวโอลินอย่างเร่าร้อนอยู่ในโลกของตัวเองบนเวทีไป 

"ยินดีต้อนรับค่ะ ทางร้านมีน้ำอมฤตไม่แก่ไม่ตายที่ได้มาจากเขาเผิงไหลนะคะ ดื่มน้ำอมฤตแล้วจะกลับเป็นหนุ่มเป็นสาว..."  

ฉันเองขมีขมันช่วยรับแขกเป็นการใหญ่   
มีทั้งพวกเด็กๆ ที่หวังจะมาจิบชาหายากแล้วก็พวกเพื่อนๆ แวะมาเที่ยว ร้านก็ครึกครื้นดี แต่ยังห่างไกลคำว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอีกมาก จริงๆ ฉันว่าแขกได้จิบชาละเลียดบรรยากาศสบายๆ ประมาณนี้ก็ดีแล้วนะ แต่ในฐานะรองหัวหน้าห้อง ควรจะออกไปเรียกแขกข้างนอกเข้ามาให้มากกว่านี้หรือเปล่าน้า 

ฉันโผล่หน้าออกไปที่ทางเดิน ลองเช็กๆ พวกนักเรียนที่เดินผ่านไปผ่านมา อ้าว ตรงโน้นมันหัวหน้าชมรมฟุตบอลนี่นา ฉันกวักมือเรียกมานี่ๆ 
แล้วหัวหน้าชมรมฟุตบอลก็ร้องว่า "ฮึย พระนางบูเช็กเทียน..!" แล้วเผ่นหนีไป
..........
เค้าไม่ใช่พระนางบูเช็กเทียนซักหน่อย ใจเค้าเป็นหยางกุ้ยเฟยต่างหาก 
 

ในบรรดางานออกร้านประจำชั้นปีของพวกเรา ที่เป็นที่จับตามองด้วยความคาดหวังสูงสุดมาตั้งแต่ก่อนงานเทศกาล ก็คือบ้านผีสิงแบบแสงสีเสียง 3 มิติของห้องคาบุรากิ ตอนนี้ลูกค้าส่วนมากไปกระจุกตัวกันอยู่ที่นั่นหมด 

จริงๆ จะทำบ้านผีสิงในห้องเรียนที่ไม่ได้กว้างนัก ภาพ 3 มิติที่ทำให้คนดูไม่ต้องขยับตัวไปไหนเนี่ยแหละเหมาะที่สุดแล้ว ด้วยการบัญชาการจากจักรพรรดิที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิด และชุดเครื่องเสียงที่ผ่านการเลือกเฟ้นอย่างเข้มงวด ทำให้ได้บ้านผีสิงคุณภาพสูงส่งชนิดที่ไม่คิดว่าเป็นงานออกร้านของเด็กม.ปลายในงานเทศกาลโรงเรียนเลยล่ะ

เรื่องที่เล่นคือ "โฮอิชิ นักดีดพิณไร้หู" พอเจ้าหน้าที่ที่แต่งชุดนักบวชขาวโพลนแปะสติกเกอร์รูปพระสูตรที่หน้าแล้ว ก็จะถูกนำทางเข้าไปยังห้องมืดสลัวที่มีสถูปหินและลูกไฟสั่นระริก นั่งลงบนเก้าอี้แล้วก็สวมเฮดโฟน จากนั้นก็จะเข้าสู่โลกแห่งความสยดสยอง

เสียงดีดพิณบิวะมืดหม่น เสียงร้องเพลงโหยหวน ด้วยความเป็น 3 มิติ เลยทำให้รู้สึกเหมือนว่าวิญญาณผู้ตายตระกูลเฮเคะพากันมากระซิบอยู่ที่ข้างหู ชวนให้เยือกเย็นไปถึงไขสันหลัง ให้ความรู้สึกเหมือนมีใครกำลังยืนอยู่ด้านหลังในระยะประชิด 

พอถึงฉากที่วิญญาณผู้ตายมารับโฮอิชิที่ถูกเขียนพระสูตรเต็มไปทั้งร่าง คนใจอ่อนที่ทนฉากสยดสยองต่อจากนี้ไม่ไหวถึงกับถอดเฮดโฟนถอนตัวไปด้วยความกลัวจัด ก็สติกเกอร์พระสูตรแปะไว้แค่ที่หน้าเท่านั้นนี่นา 
พอถึงฉากไคลแมกซ์ที่หูตัวเองถูกฉีกกระชากออกไปฉัวะๆๆ  เสียงร้องโหยหวนของลูกค้าดังก้องมาถึงทางเดินเลยล่ะ 

คนขี้กลัวอย่างฉันจ้างให้ก็ไม่ยอมไปเด็ดขาด แต่หัวหน้าห้องบอกว่าสัญญากันไว้ว่าจะไปดูด้วยกันทั้งสี่คน อะไรเนี่ย ดิจิตอลเดทเรอะ น่าอิจฉาชะมัด แต่นี่เป็นแบบต่างคนต่างนั่งต่างคนต่างฟังนะ ร้องว้าย~ แล้วผวาเข้ามาเกาะแขนแบบบ้านผีสิงปกติไม่ได้นะ 
เมื่อกี้ริรินะที่แวะมาที่คาเฟ่ “สูฝู" กับเพื่อนๆ ก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปดูกันเป็นกลุ่มด้วย แต่มินามิคุงที่อยู่ด้วยกันเปล่งออร่าไม่อยากไปสุดฤทธิ์เลยนะคะ... 
ริรินะที่สั่งชาบุปผาคลี่ ดูจะชอบถุงชาที่คลี่ตัวเป็นดอกไม้บานในน้ำร้อนเอามากๆ ครั้งหน้าฉันเลยกะจะแบ่งชาบุปผาคลี่ที่ซื้อติดมือมาจากไต้หวันที่ยังมีอยู่ที่บ้านให้ด้วย 
 

พอถึงเวลาเปลี่ยนกะ ฉันก็ออกไปชมงานเทศกาลกับเพื่อนๆ วันนี้ดูจะให้ดูทั้งหมดคงไม่ไหวล่ะ ที่เหลือเอาไว้มาดูต่อพรุ่งนี้แล้วกัน
ห้องเอ็นโจกับวาคาบะจังก็ทำคาเฟ่เหมือนกัน ก็คาเฟ่มันง่ายนี่นา ห้องเราเป็นคาเฟ่ชาจีน แต่ห้องของวาคาบะจังเป็นคาเฟ่ธรรมดา แต่เอ็นโจในชุดบาริสต้าจะทำลาเต้อาร์ทแบบจำนวนจำกัดให้เป็นพิเศษ  พวกสาวๆ มากันมาเข้าแถวรอรับบัตรคิวยาวเยื้อยกันแต่เช้า เป็นที่ฮือฮากันไป 

"ท่านเรย์กะ แวะไปที่คาเฟ่ของท่านเอ็นโจกันไหมคะ"
"ก็ได้นะคะ แต่เราไม่มีบัตรคิว ไม่มีใครทำลาเต้อาร์ทให้นะคะ"
"น่าเสียดายแต่ก็ต้องตัดใจนะคะ ขอแค่ได้ไปดูท่านเอ็นโจในชุดบาริสต้าก็ยังดีค่ะ" 

รุเนะจังไปเข้าแถวไม่ทันก็เลยอดบัตรคิว สงสัยจะดูถูกความป๊อบของเอ็นโจมากไปหน่อย 
พอเข้าไปในร้านที่คึกคักก็เห็นคาบุรากินั่งอยู่ด้วย พวกรุเนะจังดีใจใหญ่เลย บนโต๊ะของคาบุรากิที่สั่งกาแฟมีคุกกี้ทำมือออกมาเสิร์ฟเป็นขนมกินแกล้มด้วย

คาบุรากิไม่กินของทำมือ ทุกคนก็เลยคิดว่าคงจะไม่แตะต้องคุกกี้นั่นแน่ๆ แต่คาบุรากิกลับกัดไปคำหนึ่งพลิกความคาดหมายของทุกคน จากนั้นก็เบิกตาเล็กน้อย  จัดการเรียกตัวคนทำคุกกี้มาที่โต๊ะ โดยบอกว่า "ไปเรียกตัวคนทำไอ้นี่มาซิ"

คนที่ปรากฎตัวออกมาจากด้านในท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นจับจ้องคือวาคาบะจัง 

"เอ่อ มีอะไรเหรอคะ..." 
"ทาคามิจิ คุกกี้นี่เธอทำเองเรอะ"
"เอ๋ ค่ะ ก็ใช่น่ะค่ะ..." 

วาคาบะจังงุนงงไปเพราะจับต้นชนปลายไม่ถูก ส่วนคาบุรากิหัวเราะดังหึ แล้วว่า

"อร่อยดีนี่"  

คาบุรากิผู้ไม่แตะต้องของทำมือเป็นอันขาด กลับทานคุกกี้ที่นักเรียนหญิงทำขึ้น หนำซ้ำยังชมว่า "อร่อย"
เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วซุยรัน พวกเด็กผู้หญิงพากันแห่ไปตำหนักทำนายโชคชะตา "คณะรุ่งอรุณแห่งสนธยา" จนล้นหลาม
นี่แสดงว่าคาบุรากิชอบวาคาบะไปจริงๆ แล้วหรือเปล่านะ..?  


"คุณคิโชวอิน นี่บริการพิเศษจากผมนะ"  

เอ็นโจยกถ้วยกาแฟที่มีลาเต้อาร์ทรูปกระต่ายมาวางต่อหน้าฉัน แล้วส่งยิ้มให้ 

---------------------------------


หมายเหตุ : สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ด้านล่าง ขอความกรุณาให้อยู่ในขอบเขตของการแปลไทยตอนล่าสุด หรือหากต้องการพูดถึงเนื้อหาที่เกินเลยจากนั้น ขอให้ท่านเตือนให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำการสปอยล์ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น  
จากนี้ไปเป็นสปอยล์
.
.
.
ชาปุบผาคลี่หรือ 工芸茶  //ไอ้นี่เขาเรียกว่าคำอธิบายท้ายเรื่อง ช่างเถอะ... 

 

 

ลาเต้อาร์ตนุ้งต่าย นุ้งต่ายๆๆๆๆ! (ภาพในจินตนาการ) 

 

 




NEKOPOST.NET