Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 8 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.8 - บทนิลกาฬ ความผิดพลาดที่มิอาจลืมและรสหวานที่ฝันไป [first write]


อ่านลำบากไม่มีย่อหน้าคลิกhttp://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1336509&chapter=16

ร่างของเด็กสาวล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิด มันว่างเปล่าและมอบความรู้สึกหดหู่ให้แกเธอ ท่ามกลางเสียงสะท้อนที่กังวานอยู่รอบทิศ เธอค่อยๆรวบรวมสมาธิเพื่อจับใจความของเสียงเหล่านั่น มันค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจนกระทั้งของเหลวสีแดงทะลักออกมา พวกมันไหลรินใส่ใบหน้าขาวเนียนของเธอไม่หยุด

“...ที่จริงเจ้าคนพวกนั้นใช้ความรุนแรงตามล่าตัวเขาจนต้องหนีจากบ้านเกิด มันเป็นการป้องกันตัวต่างหากละ!”

“เธอก็แค่...หมากตัวหนึ่งที่ถูกพวกนั้นหลอกใช้เท่านั้นแหละ เพื่อให้อมนุษย์ไร้เดียงสาถูกจับไปทารุณ!”

“ชอบเล่นเป็นฮีโร่นักเหรอไง รู้ไหมว่าสิ่งที่เธอทำมันก็แค่พวกที่คิดแต่จะปกป้องโดยไม่มองความจริงอะไรเลย!”

เสียงต่างๆสอดประสานกันจู่โจมเข้ามาพร้อมกันนั้น ก็มีมือที่ขาวซีดพุ่งของมาจากเหล่าโลหิตและค่อยพันธนาการร่างกายของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว แววตาสีดำตื่นตระหนกด้วยความกลัว ผมสีดำที่มีสีเทาแทรกค่อยๆถูกย้อมด้วยสีแดงจากเลือดที่ท่วมตัวจนมิด มันอึดอันจนเธอต้องเปล่งเสียงอันแหลมสูงออกมา

“ไม่...ชั้นไม่ได้ต้องการแบบนั้น...ไม่...ฉัน...แค่อยากจะปกป้อง ไม่เอาอีกแล้ว...พอที ฉันขอร้องล่ะ”

เธอได้แต่ดิ้นรนอยู่แบบนั้นและความอุ่นจากของเหลวสีแดงก็เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ใช่แล้วมันอุ่นมากจนกลายเป็นความรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเด็กสาวก็เริ่มรู้สึกได้ถึงแสงที่แยงเปลือกตาที่ปิดสนิทของเธอ

จากการที่ความฝันอันโหดร้ายได้จู่โจมฉันบวกกับความรู้สึกถึงแสงแดดที่ปะทะกับใบหน้า มันได้ฟื้นคืนสติให้กับร่างกายของฉันอย่างช้าๆ ดวงตาของฉันได้ปิดออกมามันพร่ามัวกับแสงแดดที่สาดส่องมาทำให้จำเป็นต้องเอามือมาบังไว้ทันที สิ่งแรกที่ฉันรู้สึกได้คือร่างกายของฉันมันหนัก ใช่แล้วมันหนักมากฉันรู้สึกได้เวลาที่ตัวเองค่อยๆพลิกตัว ร่างของฉันนอนทอดยาวอยู่โดยมีใบไม้และกองหญ้านุ่มๆรองอยู่ด้านล่าง ลักษณะมันเหมือนกับถูกจงใจกองไว้โดยใครสักคนเลย สองแขนของฉันค่อยๆดันตัวขึ้นนั่งพร้อมกับสาดส่องสายตาตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบๆ รอบกายของฉันเต็มไปด้วยต้นไม้พุ่มหญ้าหนาทึบจนแสงแดดผ่านเข้ามาได้เพียงเล็กน้อยจะมีก็แต่ตรงที่ฉันอยู่เท่านั้นที่มีช่องว่างให้แสงส่องเข้ามาได้มากเป็นพิเศษ และที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเสียงของนกที่ขับขานมากมายทั้งยังมีเสียงของน้ำที่ไหลอยู่ทางด้านหลังของฉันอีกด้วย

“ป่า...งั้นเหรอ...?” น้ำเสียงของฉันกลายเป็นเด็กผู้หญิงไปเสียแล้ว ตอนแรกฉันใช้กำไลแปลงร่างอยู่เลยนี่น่า ปกติแล้วมันไม่เคยกลับร่างเดิมเองแบบนี้นิ

ดูเหมือนว่าฉันจะเริ่มนึกอะไรหลายๆอย่างขึ้นได้ ทั้งเรื่องสเลเยอร์ เรื่องที่เราตัดสินใจโดดหนีลงแม่น้ำ เดี๋ยวนะ...เรางั้นเหรอ...?

สายตาของฉันกวาดมองไปรอบๆแต่ก็ไม่มีวี่แววของร่างอีกร่างหนึ่งเลยแม้แต่น้อย ร่างของเด็กผู้หญิงอีกคนผู้มีผมหางม้าสีน้ำตาล ฉันคงหวังอะไรไม่ได้มากเพราะสภาพที่ถูกยิงจนพรุ่นเป็นรังผึ้งแบบนั้นเธอคงไม่รอดอยู่แล้ว

“อ่าว...ตื่นอยู่พอดีเลยแฮะ” ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลังของฉันพร้อมกับเสียงซวบซาบของพุ่มไม้ที่ใกล้เข้า

สายตาของฉันจับภาพของเด็กผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งได้ เธอมีผมยาวสลวยสีน้ำตาลแม้จะไม่ได้มัดเป็นหางม้าไว้แต่ใบหน้าอ่อนเยาว์นั่นฉันจำได้แน่นอน

“เธอ...ยังไม่ตาย...?” สายตาของฉันฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย

“อ่า...ก็ใช่พอดีฉันเป็นพวกพื้นตัวได้ไวน่ะ โทษทีนะพอดีเสื้อเธอมันเปียกฉันเลยเปลี่ยนมันกับเสื้อนอกของฉัน เหม็นคาวเลือดหน่อยนะ...” เธอพูดกระออมกระแอมใบหน้ามีสีแดงแทรกผ่านออกมาเล็กน้อย

ใช่จริงๆด้วย บนร่างของฉันมีแต่เสื้อกันหนาวเปื้อนเลือดคลุมอยู่เท่านั้น มันใหญ่กว่าร่างกายฉันเล็กน้อยแต่ก็เพียงพอที่จะปิดได้ถึงต้นขาของฉัน พอคิดถึงต้นขาสายตาของเด็กสาวผมสีน้ำตาลคนนั้นก็จับจ้องมันและเบือนหนีไปอย่างรวดเร็ว กิริยานั่นมันอะไรน่ะเป็นผู้หญิงด้วยกันแท้ๆ นอกจากนั้นแล้วเธอยังหอบพวกเห็ดป่า กล้วย หน่อไม้ มาจำนวนมากอีกด้วย ดูท่าทางนั่นจะไม่ใช่ของที่เธอจะเก็บไว้กินคนเดียวเป็นแน่

“แหะๆ... ฉันคิดว่าเธอตื่นขึ้นมาคงจะหิวนะ เลยออกไปหาอะไรในป่ามาตอนแรกก็คิดว่าจะตกปลาน่ะนะ แต่ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงน่ะสิแต่ก็ไม่เป็นไรแล้วละ ดูนี่สิมีผลไม้ เห็ด แล้วก็ของดีๆอยู่เต็มเลยอย่างน้อยพวกเราก็จะไม่อดตายแล้วละนะ” เธอพูดพลางจัดเรียงของที่เก็บมาอย่างเรียบร้อย

และเธอก็เอาแต่พูด พูด และพูด ใช่แล้วฉันคิดว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ เธอต้องหวังอะไรจากฉันแน่ เธอคงจะใช้ประโยชน์จากฉันเหมือนพวกสเลเยอร์แน่ๆ และมันไม่น่าพอใจเลยสักนิดเดียว

“เอ๋...ทำไมเธอดูเงียบๆนะ อ่ะ...หรือว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า แย่ละสิฉันรักษาใครไม่ค่อยเป็นซะด้วย....”

“หุบปาก...หุบปากๆๆๆ!!!” เสียงของฉันตวาดดังลั่นด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

ริมฝีปากเกร็งแน่นและฟันที่กัดกระทบกัน ฉันไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้าอย่างไรออกไป ในตอนนี้ในหัวฉันมีแต่เพียงความคิดด้านลบมากมาย ความเป็นไปได้ และความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้น ไม่มีหรอกคนที่คิดจะช่วยอย่างจริงจัง พวกเขาล้วนแล้วแต่จะใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ ใช้คนที่ยึดติดความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นด้วยความยุติธรรมที่ไม่มีอยู่จริงแบบฉัน ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าฉันก็เช่นกัน เธอคงรู้สิ่งที่ฉันทำได้แล้วทั้งร่างจริงของฉัน ความสามารถของฉัน พลัง...ของกำไลสีอำพันที่ฉันมี

“...ทะ...โทษทีๆ แฮะๆ ฉันคงจะเสียงดังไปสักหน่อยลืมไปเลยว่าเธอต้องการการพักผ่อน เข้าใจแล้วละ ฉันจะไม่รบกวนถ้าเธอหิวเมื่อไหร่ กินเจ้านี่ได้ตามใจชอบเลยนะ...” เด็กสาวผมสีน้ำตาลพูดอย่างนุ่มนวลพร้อมกับยื่นกล้วยใบหนึ่งมาให้ฉัน

ยัยนี่ทำไมถึงไม่เข้าใจอะไรเลยนะ น่าหงุดหงิดซะจริง...

“ฉันไม่ต้องการอะไรจากเธอ และฉันก็จะไม่ให้อะไรกับเธอด้วย! ไปให้พ้นจากฉันเดี๋ยวนี้!” ฉันตะโกนสุดแรงที่มีดูเหมือนว่าเธอจะสะดุ้งนิดหน่อยแต่ก็ยังยื่นกล้วยใบนั้นให้อยู่ดี

เพี๊ยะ!!!

ฉันปัดมือนั่นออกอย่างไม่ใยดี ทำไมเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าฉันได้ดื้อด้านและจ้องสายตาแปลกๆนั่นใส่ฉันด้วยนะ ยัยนี่ต้องการอะไรกันแน่...

แฮะๆ พอดีฉันเองก็ไม่รู้จะไปที่ไหนน่ะ อย่างที่เห็นที่นี่มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า ถ้าเกิดเดินมั่วๆอาจจะหลงเอาก็ได้...”

“เสื้อผ้าฉันอยู่ไหน?”

“เอ๋?!”

“ในเมื่อเธอไม่ไปฉันก็จะหนีเธอให้พ้นหน้าเอง!”

ว่าแล้วฉันก็ลุกขึ้นวิ่งจ้ำอ้าวและมองไปรอบๆทันที เสื้อผ้าของฉันถูกแขวนไว้บนกิ่งไม้ข้างๆนี่เอง สิ่งที่ฉันต้องทำก็แค่หยิบมันขึ้นมาและหนีไปจากที่นี่ซะ

“หว่าๆๆ...ไม่ได้นะ มะ...มันอันตรายมาก ถ้าเกิดเธอหลงแล้วเป็นอะไรขึ้นมาละ”

“นั่นมันก็เรื่องของฉัน ฉันจะเป็นจะตายยังไงมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ!”

สิ้นเสียงของตัวเอง ฉันก็ตัดสินใจหอบเสื้อผ้าทั้งหมดและเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองเลยแม้แต่น้อย ถึงเช่นนั้นก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้าที่กระทบกับกิ่งไม้ใบหญ้าตามมา เด็กสาวผมสีน้ำตาลนั่นเดินตามมาจริงๆด้วย ฉันจึงตัดสินใจเร่งฝีเท้าให้ไวกว่าเดิมแต่เสียงจากทางด้านหลังก็ไล่ตามมาติดๆอย่างไม่ลดละ

ทำไมถึงได้ดื้อด้านแบบนี้นะยัยหัวเปลือกไม้คนนั้น ฉันต้องทำยังไงถึงจะสลัดเธอพ้น ไม่ว่ายังไงก็จะตามมาให้ได้งั้นเหรอ เธอเองก็เหมือนกับพวกสเลเยอร์นั่นแหละ เพียงแค่เห็นพลังของฉันแล้วก็อยากจะใช้ประโยชน์จากฉัน น่ารังเกียจจริงๆ ทำไมถึงได้น่ารังเกียจแบบนี้นะ

“เออ...ขอแนะหน่อยนะ ถ้าเธอเดินไปทางขวาอีกหน่อยจะมีทางดินให้เดินอาจจะสบายเท้ากว่านะ...” เสียงเอ่ยไล่มาทางด้านหลังฉัน

ชิ...ยัยนั่นพูดอีกแล้ว น่ารำคาญจริง

“หุบปาก! ฉันจะไปทางไหนมันก็เรื่องของฉันแล้วก็เลิกตามฉันมาสักที!”

“มะ...ไม่ได้ตามฉันแค่จะไปเก็บของป่าแล้วมันบังเอิญเป็นทางเดียวกันน่ะ...”

เมื่อได้ยินดังนั้นฉันก็หักเลี้ยวเดินๆไปทางซ้ายทันที ให้มันรู้กันไปสิว่ายัยนี่ตั้งใจจะตามฉันจริงๆหรือไม่กันแน่ และก็ปรากฏว่าเธอเลี้ยวตามฉันมาจริงๆซะด้วย

“อะไรของเธอน่ะ นี่ตั้งใจตามกันอยู่ชัดๆไม่ใช่เหรอ”

“เปล่าน่า ก็มันทางเดียวกันจริงๆนี่น่า...”

อารมณ์ที่ขุ่นเคืองสุดขีดทำให้ฉันหยุดชะงักเท้าไป พร้อมกันนั้นก็หันหลังกลับมาปะทะสายตากับเด็กสาวผมสีน้ำตาลคนนั้น เราทั้งคู่จดจ้องกันอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนที่สายตาที่ดูเหลาะแหละจะทำเอาฉันระเบิดคำพูดออกมา

“หยุดเล่นลิ้นกับฉันสักที บอกมาตรงนี้เลยความจริงแล้วเธอต้องการอะไรจากฉันกันแน่!”

“ขอโทษทีนะ ฉันไม่เข้าใจว่าเธอพูดถึงเรื่องอะไร...”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ ฉันจะยอมให้ในสิ่งที่เธออยากได้ ทำในสิ่งที่เธอต้องการ พอเป็นอย่างนั้นแล้วเธอก็ออกไปจากชีวิตของฉันซะ!”

ด้วยคำพูดนั่นของฉันทำเอาเราทั้งคู่เงียบไปครู่ใหญ่ๆ มีเพียงเสียงของธรรมชาติรอบตัวของเราทั้งคู่เท่านั้นที่ยังดังออกมา สายตาของฉันจดจ้องไปที่ดวงตาคู่งามสีอำพันของเธอ เธอเริ่มลดความโลเลลงเรื่อยๆจนกระทั้งประสานสายตากับฉันและเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเริ่มเอ่ยปากออกมาซะก่อน

“...เธอบอกว่าอะไรก็ได้ใช่ไหม...งั้น...ฉันจะขอละนะ...”

ใช่ ฉันรู้อยู่แล้วทุกคนล้วนมีความต้องการของตัวเองและด้วยการนั้นพวกเขาจะต้องเหยียบย้ำคนอื่นเพื่อนที่จะบรรลุสิ่งที่ตนปรารถนา เด็กสาวตรงหน้าของฉันคนนี้ก็เช่นกัน แม้ปากจะบอกว่าหวังดี แม้จะเสแสร้งทำเป็นช่วยเหลือ แม้จะปกป้องลูกหมาป่านั่น ปกป้องฉัน หรือใครอื่น นั่นก็เพราะเธอเองนั้นกำลังหวังผลตอบแทนอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน

“ฉันอยากให้เธอ...กลับไปอยู่กับฉันแล้วเราก็ช่วยกันเอาตัวรอดจากป่านี่กันดีกว่านะ”

“หา!”

“ก็แบบว่าอยู่คนเดียวมันก็เหงาน่ะ แทนที่จะทางใครทางมันสู้ช่วยกันเราน่าจะหาทางออกได้ดีกว่าใช่ไหมละ”

...อะไรกันนี่โกหกกันหรือเปล่าเนี่ย ทั้งที่จะให้ในสิ่งที่ต้องการแล้วเชี่ยวนะ ยังจะเสแสร้งอีกอย่างนั้นเหรอ? ฉันอึ้งไปกับยัยนี่สักพักแต่พอมองดูสายตานั้นแล้วรู้สึกเธอจะจริงจังกับคำตอบนั่นมากเลยทีเดียว ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...ไม่สบอารมณ์เลยแฮะ..

“งั้นฉันจะตีความว่าเธอไม่มีอะไรต้องการจากฉันก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้นก็ทางใครทางมันละ...”

“ดะ...เดี๋ยวก่อนสิ ค่อยๆคุยกันก่อนก็ได้...”

ฉันไม่รอฟังเสียงพูดพล่ามๆๆของเธอหรอก เมื่อคิดอย่างนั้นฉันก็ตัดสินใจหันกลับและออกวิ่งหนีเพื่อไปให้ไกลจากยัยนั่นทันที มันไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันจะต้องอยู่กับเธอ ไม่มีเลยสัก...นิดเดียว...

...?! อะไรกัน จู่ๆขากับอ่อนลงไปดื้อๆแบบนี้

สักพักฉันก็ไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ ความรู้สึกเจ็บแปลบมันถาโถมเข้ามาที่บริเวณเอวของฉัน โดยสัญชาตญาณฉันรีบกุมบริเวณที่เจ็บปวดนั่นทันที มือของฉันมันสัมผัสได้ถึงของเหลวบางอย่างมันไหลออกมาจากร่างกายฉัน ของเหลวสีแดง.... ฉันเปิดดูภายใต้เสื้อกันหนาวที่ยัยนั่นสวมเพราะรอยเลือดเดิมนั่นทำให้ฉันไม่รู้เลยว่าบางส่วนมันเป็นเลือดของฉันเอง กระสุนที่พวกสเลเยอร์รุมยิงเข้ามาในตอนนั้นมันฝังเข้าไปที่เอวของฉันนัดหนึ่ง

ในตอนนี้ฉันไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะทรงตัวได้อีกแล้ว ร่างกายของฉันค่อยๆทรุดกับพื้นเรื่อยๆ ตามปกติแล้วมันไม่เคยเป็นแบบนี้ ร่างอีกร่างจะรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแทนร่างหลักและมันจะมอบความปวดเมื่อยล้าให้แทนแต่นี่มันไม่เหมือนเดิม ตั้งแต่ตอนที่ฉันพื้นขึ้นมามันกลับเป็นร่างจริงของฉันเองโดนที่ฉันไม่ได้ควบคุม แถมยังทิ้งรอยแผลไว้ให้อีกหนึ่งที่ด้วย

“เธอ...โดนยิงนี่นา!” เสียงของยัยนั่นวิ่งตามมาติดๆ

เธอก้มลงเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บของฉัน ฉันมองเข้าไปในแววตาของเธอมันดูไม่สู้ดีนัก ...บางครั้งฉันก็เผลอคิดไปว่าเธออาจจะเป็นห่วงฉันจริงๆก็ได้ ไม่สิ ฉันคงเบลอจากการเสียเลือดมากไปเลยคิดไปแบบนั่นมากกว่า

“ทำใจดีๆไว้นะ ฉันจะรีบช่วยเธอเดี๋ยวนี้แหละ ว่าแต่จะทำยังไงดีเนี่ย... ใช่แล้วฉันจะเคลื่อนย้ายเธอหาที่เหมาะๆก่อน” เธอพูดแบบนั้นพร้อมกับค่อยๆยื่นมือเข้ามา

เพี๊ยะ!!!

“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน! ไม่ใช่เรื่องของเธอไปซะ ไปให้พ้น!!”

เธอพยายามที่จะจับตัวฉันแต่ฉันก็ปัดมือนั่นออกเรื่อยๆ จนกระทั้งเธอตัดสินใจจับมือของฉันเอาไว้ และใช้มืออีกข้างอุ้มฉันขึ้นมาจากพื้น

“โทษทีนะ มันจำเป็นที่ฉันต้องทำแบบนี้...”

“ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉันลง! บอกให้ปล่อยไงเล่า!”

ฉันพยายามขัดขื่นสุดแรง แต่ด้วยแรงในตอนนั้นของฉันแล้วมันก็ไม่ได้ทำให้มือที่เต็มไปด้วยกำลังมหาศาลนั่นสั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังทำให้แผลของฉันมันส่งผลที่แย่ลงกว่าเดิมด้วย

“วะ...หว่า...หยุดดิ้นเถอะนะ นะ...หน้าอกเธอชนกับหน้าอกของฉันแล้ว...”

“เออ! เอาให้มันแตกไปเลย ไอ้คนหน้าอกใหญ่ๆแบบเธอฉันเกลียดที่สุด!”

“ดะ...เดี๋ยวนะ นี่เราไปถึงเรื่องหน้าอกใหญ่ไม่ใหญ่ได้ยังไงเนี่ย!”

“หุบปากไปนะ เธอเป็นคนเริ่มประเด็นเองไม่ใช่หรือไง!”

ในระหว่างที่เราทั้งคู่ยังพ่นลมปากใส่กันไม่หยุด ยัยผมเปลือกไม้นี่ก็ออกวิ่งพุ่งตัวอย่างไม่คิดชีวิตโดยอุ้มร่างของฉันไว้อย่างนุ่มนวลที่สุด ...ฉันคงจะคิดผิดแน่ๆที่ว่าเธอตั้งใจจะช่วยฉันจริงๆ...ขอให้เป็นแบบนั้นเถอะ

เด็กสาวคนนี้โอบอุ้มร่างของฉันขึ้นประดุจดั่งเจ้าหญิง เธอพยายามเร่งความเร็วถึงขีดสุดโดยที่ไม่ให้เกิดแรงกระแทกมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ดูช้าไปอยู่ดีถ้าเป็นร่างกายเด็กผู้ชายของฉันละก็น่าจะเร็วได้มากกว่านี้ คนที่เคยต่อสู้กับเธออย่างฉันย่อมรู้ดีผู้หญิงคนนี้มีดีแต่กำลังกับความมุทะลุ หมัดของเธอนั้นมีพลังทำลายสูงก็จริงแต่มันก็ไม่เคยสัมผัสตัวฉันได้แม้แต่นิดเดียว นั่นคงจะพอบอกอุปนิสัยของเธอได้เป็นอย่างดี ถ้าเกิดเป็นเช่นนั้นจริงๆละก็...บางทีเธออาจจะปรารถนาดีกับฉันจริงๆก็ได้

“ฉันจะวางเธอไว้ตรงนี้นะ ก่อนอื่นจะช่วยเธอมันต้องทำยังไงบ้างนะ ต้องเอายาแก้ปวดไหม ระ...หรือพลาสเตอร์...”

ระหว่างที่พูดอย่างรนรานนั้น เธอก็ค่อยๆวางฉันลงที่กองใบไม้ที่เตรียมไว้สำหรับนอน หลังจากนั้นเธอก็ค้นของที่มีอย่างเอาเป็นเอาตายและ...นั่นก็มีแต่ของไร้ประโยชน์ทั้งนั้นเลย

“ถ้าพลาสเตอร์เล็กๆนั่นห้ามเลือดได้ฉันก็ลุกขึ้นไปติดเองแล้ว...”

“งั้นก็คงต้องใช้หลายอันหน่อยใช่ไหม?”

ยัยนี่กำลังกวนฉันอยู่หรือว่าโง่จริงๆกันแน่เนี่ย...ถึงยังไงก็ตามมันน่าหงุดหงิดจริงๆ ตั้งแต่เกิดจากท้องแม่มายังไม่เคยมีใครทำให้อารมณ์เสียได้ขนาดนี้เลย (ถ้าไม่นับยัยจิ้งจอกเตี้ยนั่นนะ)

“โธ่โว้ย ยัยงั่ง! ถ้าคิดจะช่วยจริงๆละก็ ฉีกเสื้อเธอมาซะแล้วก็ไปตักน้ำมาจากแม่น้ำเตรียมทำตามที่ฉันบอกเลย!”

“อะ...โอเคๆๆ ฉันจะทำตามทุกอย่างแล้วจะไปตักน้ำมาโดยด่วนเลย!”

ว่าแล้วเธอก็สะบัดผมสีน้ำตาลยาวสลวยนั่นเตรียมวิ่งออกไปทันที

“เดี๋ยวก่อนเธอยังไม่ได้ฉีกเสื้อมาให้ฉันเลยแล้วหัดฟังเสียงบ้างแม่น้ำมันไม่ใช่ทางนั้นโว้ย!”

โอย...ชีวิตฉันมาฝากไว้กับยัยนี่จะไปรอดไหมเนี่ย...

เธอฉีกแขนเสื้อให้กับฉันและวิ่งหายไปสักพัก ฉันค่อยๆเปิดดูสภาพแผลมันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลือดไหลออกมาเยอะมากจนมองไม่เห็นปากแผลเลย ทันทีที่เศษผ้าสัมผัสกับแผลนั่นมันก็ส่งผ่านความเจ็บปวดขึ้นมายังสมองของฉัน ชิ้นผ้าที่เคยเป็นสีขาวเพียงพริบตามันก็ซับเลือดไว้เป็นจำนวนมากและเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว ฉันแทบจะประคองสติตัวเองไม่ไหวอีกแล้วแต่อีกใจหนึ่งก็ต่อสู้เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองหมดสติไปซะก่อน ไม่นานเด็กสาวผมยาวสีน้ำตาลก็วิ่งมาพร้อมกับก้อนผ้าที่ห่อตัวเป็นแอ่งที่ใช้ใบไม้ลองไว้พร้อมกับน้ำเต็มเปี่ยม เธอค่อยๆประคองมันวางลงอย่าช้าๆเพื่อที่จะไม่ให้น้ำหกออกไปมากนัก

“แล้วฉันต้องทำยังไงต่อบ้างน่ะ” เธอเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย

“ก่อนอื่น...ต้องเช็คบาดแผลก่อน... เอาผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดเลือดให้เห็นปากแผล...”

เธอรีบทำตามที่ฉันสั่งในทันทีถึงแม้เธอจะไม่กล้าลงแรงมากก็ตามแต่เธอก็พยายามเช็ดมันจนเสร็จ ปากแผลเป็นรูขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่แต่มีความลึกพอสมควร

“ตอนนี้ฉันเห็นแผลแล้วมันก็ดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่นะ”

“เธอตัดสินมันตอนนี้ไม่ได้หรอก...ลองมองๆดูสิว่ามีอะไรสะท้อนแสงข้างในนั้นหรือเปล่า?”

“ใช่...ดูเหมือนจะเห็นแว่บๆ”

“แปลว่าแผลไม่ลึกมาก...แต่กระสุนยังฝังอยู่ พอจะจุดไฟได้ไหม?”

ได้ยินดังนั้นดูเหมือนเธอจะลังเลอยู่สักครู่ก่อนที่จะมองซ้ายขวาเหมือนกับกำลังเลือกอุปกรณ์รอบๆไว้ในใจ

“ได้ๆ ว่าแต่เธอจะให้จุดทำไมเหรอ?”

“เราจะเอาหัวหระสุนออกมา มันจำเป็นเพราะไม่แน่อาจจะติดเชื้อก็ได้...”

ในระหว่างที่ยัยหัวเปลือกไม้กำลังพยายามปั่นกิ่งไม้ไปมาอยู่นั้น ฉันก็ต้องช่วยตัวเองเช่นกันโดยค่อยๆฉีกตัวซิปของเสื้อตัวนอกที่สวมอยู่บนร่างกายฉันออกมาบางส่วน เราจำเป็นต้องมีอะไรที่จัดการเอามันออกมานอกจากมือเปล่าละน่า

“เอาซิปนี่ไปรนไฟซะ ให้มันเชื่อมกันจนแข็งพอที่จะใช้งัดหัวกระสุนออกมา จากนั้นต้มน้ำไว้ด้วย...”

“โอเค ฉันจะจัดการไม่ต้องห่วงนะ แข็งใจไว้!”

“...ห่วงแต่เธอนั่นแหละเร่งมือเข้าเถอะน่า อย่าลืมเอาตัวซิปไปลวกฆ่าเชื้อด้วย!”

เด็กสาวผมสีน้ำตาลค่อยๆจัดการตามที่ฉันสั่งทีละอย่างๆอย่างตั้งใจ และแล้วเมื่อทุกอย่างพร้อมมันก็ได้เวลาที่น่ากลัวที่สุด ซิปที่แข็งติดกันเป็นแท่งร้อนๆอยู่ตรงหน้าฉันมันถูกถือโดยมือสั่นๆของผู้หญิงคนหนึ่งและสายตาที่ลังเลคู่นั้นก็จ้องใบหน้าของฉันอยู่สักพัก

“มันมีทางนี้ทางเดียวจริงๆเหรอ? ฉันจะต้องทำยังไงให้เธอไม่เจ็บ?”

“...พูดอะไรปัญญาอ่อนแบบนั้น ในสถานการณ์ที่ไม่มีมอร์ฟีนแบบนี้มันก็ต้องเจ็บชัวร์ๆอยู่แล้วน่า จำคำของฉันไว้นะอย่างแรกไม่ว่ายังไงเธอต้องงัดมันออกมาให้ได้ อย่างที่สองพอมันออกมาแล้วปิดปากแผลให้เรียบร้อยด้วย...”

“ทำไมเธอต้องสั่งรัวๆทั้งหมดแบบนั้นละ”

“ก็เพราะ...ฉันอาจจะไม่สามารถบอกอะไรเธอได้ต่อจากนี้...ลงมือซะ...”

เธอยังคงลังเลอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับสูดหายใจเฮือกใหญ่ๆ นัยน์ตาสีดำนั่นขยายเปิดกว้างขึ้นพร้อมกับสีหน้าที่เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรวบรวมความกล้าพร้อมแล้วทันทีที่มือของเธอเริ่มขยับเข้ามาใกล้ ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าและยัดก้อนผ้าใส่ปากกัดฟันแน่น ท้ายที่สุดมันก็ไม่ได้ต่างจากที่คิดไว้เลยอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ความเจ็บปวดเริ่มถาโถมเข้าจนแทบคลั่งร่างกายทุกส่วนของฉันเกร็งไปหมดสังเกตได้จากมือที่กำแน่นจนเล็บทิ่มเข้าไปในฝ่ามือ ฉันรู้ดีมีแท่งโลหะกำลังเสียบเข้าไปตรงเอวของฉันและกำลังคว้านสิ่งแปลกปลอมออกมาอยู่ถึงแม้ในสายตาฉันจะมีแต่ท้องฟ้าก็ตาม ของเหลวสีใสๆค่อยเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของฉันพร้อมกันนั้นลมหายใจก็เริ่มไม่เป็นจังหวะ เสียงร้องโหยหวนของตัวเองมันดังอู้อี้อยู่ในลำคอและดูเหมือนมันจะดังไปถึงผู้หญิงผมสีน้ำตาลที่ทำกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่อีกด้วย

“เธอไหวหรือเปล่า....ฉันควรจะทำยังไงเลือดมันไหลออกมาไม่หยุดเลย”

“ถุ้ย!....งั้นก็รีบๆ...เอามันออกมา...เร็วเข้า...ไม่งั้นฉัน...จะเสียเลือดไปมากกว่านี้...” ฉันคายก้อนผ้าออกจากปากก่อนที่จะออกเสียงสั่ง

คราวนี้พอไม่มีผ้าให้กัดฉันก็ส่งเสียงร้องแหลมสูงออกมาลั่น ในระหว่างที่แรงการงัดเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ความรู้สึกเจ็บจนแทบจะหมดสตินั่นฉันรับรู้ได้ว่าสิ่งแปลกปลอมในตัวใกล้จะหลุดออกมาเต็มที ในตอนนี้ฉันกลั้นหายใจหยุดทุกอย่างพยายามรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อต่อสู้กับความเจ็บปวดที่ใกล้จะสิ้นสุดลงเต็มที

“ออกแล้ว! หัวกระสุนหลุดออกมาแล้ว! ดูสิเราทำสำเร็จแล้ว...”

ใช่แล้ว นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ฉันได้ยินพร้อมกับความเจ็บปวดที่บรรเทาลง ก่อนที่สภาพแวดล้อมในสายตาของฉันจะค่อยๆดำมืดลงเรื่อยๆ...

ทุกๆสิ่ง ท้องฟ้าตรงหน้า เสียงของป่า ความรู้สึกถึงร่างกาย เริ่มที่จะจางหายไป...จนหมดสิ้นจนกระทั้งฉันไม่สามารถรับรู้ถึงอะไรได้อีกต่อไป...

 

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหนแต่โชคยังดีที่ไม่ได้ฝันร้ายอีก เป็นอย่างนั้นมันก็เพียงพอที่ทำให้จิตใจได้สงบบ้าง ทำให้ฉันรู้สึกได้ว่านี่เป็นการหลับที่สบายมากกว่าครั้งไหนๆในชีวิตเลยละถึงอย่างนั้น...

...เธอเป็นคนที่เข้มแข็งจังนะ...ไม่น่าเชื่อเลยว่าใบหน้าตอนหลับก็ยังน่ารักขนาดนี้...บ้าจริง...ถ้าเกิดเป็นผู้หญิงของธันวาขึ้นมาละ...เฮอ...แบบนี้ฉันคงจะหมดทางสู้แน่ๆ...

เสียงบางเสียงแทรกเข้ามาในหัวของฉัน ฉันคิดว่ามันไม่ได้เสียงที่ฉันคิดไปเองถึงตอนนี้ฉันจะอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นแต่ก็พอจะแยกได้ว่านั่นเป็นเสียงที่มาจากภายนอกแน่ๆ เป็นเสียงของผู้หญิงที่บ่นพึมพำอยู่ข้างๆฉัน

“ระหว่างสองคนนี้มันยังไงน้า...เอาล่ะ...เธออยู่กับธันวาละหนึ่ง ธันวามองเธอด้วยสายตาที่ไม่ธรรมดาละสอง แล้วก็...ธันวาก็ชอบพูดถึงเธอ...สะ...สาม.... โอ้ย...คิดมากไปแล้วก็ปวดหัวเอาไว้ถามตรงๆให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า!”

“...ธันวาเป็นคนดี...ถึงจะเป็นพวกนักเลงและดูกวนๆไปบ้างแต่ก็เป็นคนดี”

“หว่าๆๆ!! ...ธะ...เธอตื่นแล้วเหรอ...ละ...แล้วเมื่อกี้ได้ยินหมดเลยเหรอ...” เสียงเด็กสาวเอ่ยแหลมสูงขึ้นพร้อมกับสะดุ้งตัวโก่ง

“ไม่หรอก แค่ได้ยินเธอพูดถึงธันวาแค่นิดหน่อยน่ะ”

สภาพของตัวฉันในตอนนี้กำลังนอนอยู่ในกองนุ่มๆที่ปูอยู่บนกองใบไม้ ข้างๆมีเด็กสาวผมสีน้ำตาลคนเดิมที่กำลังเขี่ยกองไฟที่กำลังลุกโชนได้ที่อยู่ เหมือนว่าพวกเราจะอยู่ในถ้ำเล็กๆสักแห่งซึ่งก็เป็นทางเลือกหลบลมหลบฝนที่ดีเลยทีเดียว ฉันดึงผ้าที่ห่มตัวอยู่ออกเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบสภาพแผล มันถูกพันอย่างดีด้วยผ้าและดูเหมือนเลือดก็หยุดไหลแล้วถึงจะเจ็บๆอยู่บ้างแต่ก็รู้สึกดีกว่าตอนที่กระสุนยังฝังอยู่ละนะ

“อ่า...เป็นยังไงบ้างนั่น ฉันเห็นว่าเธอหลับไปพักใหญ่เลยนะ”

“อืม เหมือนจะดีขึ้นแล้วละ...ว่าแต่ฉันหลับไปนานแค่ไหน แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ถ้ำนี้ได้”

“เธอหลับไปตั้งแต่เมื่อเช้าน่ะ ตอนนี้ก็เริ่มเย็นๆแล้วฉันเลยมองหาที่พักแล้วก็เจอถ้ำนี่พอดีน่ะ”

ยัยนี่แบกฉันแล้วก็ของทั้งหมดมาอย่างนั้นเหรอ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยทั้งๆที่ฉันพูดอะไรร้ายกาจไปแบบนั้นแท้ๆ ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ฉันตายไปทั้งๆแบบนั้นเลยนะ... คนแบบนี้มีอยู่ในโลกที่โหดร้ายจริงๆด้วยเหรอเนี่ย จะว่าไปฉันเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยสักนิดรู้ก็แต่ว่าเธอมากับเด็กมนุษย์หมาป่าที่ชื่อว่า โลเวล เท่านั้น

“นี่...เธอน่ะ...”

“อะ...หืม....มะ...มีอะไรเหรอ...ถ้าเรื่องที่ฉันพูดคนเดียวไม่ต้องใส่ใจก็ได้พอดีฉันก็หลับไปนิดๆเหมือนกันอาจจะละเมอ...พูดอะไรมั่วๆออกไป...ไม่สาระสำคัญหรอกนะ...ฮ่าๆๆๆ...” เธอพูดพร้อมกับหลบสายตาและหัวเราะกลบเกลื่อน

“...ช่างมันสิเรื่องนั้น ฉันไม่ใช่พวกคิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว แค่อยากจะรู้ชื่อเธอเท่านั้นแหละ พอจะบอกได้ไหม?”

“อะใช่ ลืมบอกชื่อไปซะสนิทเลย ฉันชื่อจารุน่ะแล้วเธอละ”

“...มีนา...อีกร่างให้เรียกว่า วิกตอเรีย...”

“อย่างนี้นี่เอง อีกร่างของเธอก็คือเด็กผู้ชายคนนั้นสินะ เธอคงจะมีกำไลที่ทำให้แปลงร่างได้สินะ!”

เดี๋ยวนะ ยัยนี่รู้เรื่องกำไลด้วยเหรอถึงจะรู้ว่าฉันแปลงร่างได้แต่ก็ไม่น่าจะมองออกว่ามันเป็นเพราะพลังจากกำไลนิ หรือว่าที่ทำดีกับฉันก็แค่อยากจะตีสนิทแล้วก็ใช้กำลังของฉันเพื่อความต้องการของตัวเอง สุดท้ายแล้วบนโลกนี้ก็คงมีแต่คนที่คิดแบบนี้สินะ

“หมายความว่า...เธอรู้อยู่แล้วใช่ไหม?”

“อะ...หา?”

“เธอรู้ทุกอย่างว่าฉันมีอะไรและฉันทำอะไรได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำก็แค่อยากจะให้ฉันติดหนี้บุญคุณ แล้วก็ช่วยเธอกับไอ้หมาป่าบ้านั่นใช่ไหม!”

“เดี๋ยวๆ...ฉันว่ามันต้องมีอะไรที่เราสื่อสารกันผิดพลาดนะ...”

“หุบปาก! สุดท้ายแล้วเธอมันก็เหมือนพวกสเลเยอร์นั้นแหละที่ช่วยฉันทุกๆอย่างก็เพื่อให้เป็นไปตามแผนของเธอ ไม่งั้นเธอจะรู้เรื่องกำไลได้ไงหรือว่าเธอเกี่ยวข้องกับพวกShambhalian!”

“ใจเย็นๆ...ฉันก็เป็นมนุษย์เหมือนเธอนั่นแหละ อย่าเอาไปรวมกับพวกน่ากลัวๆแบบนั้นสิ ที่ฉันรู้เรื่องกำไลก็เพราะฉันเคยถูกพวกนั้นข่มขู่มานะ ไม่มีอะไรหรอกตอนนี้ฉันก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกนั้นแล้วละ...”

 “หมายความว่ายังไง! เธอรู้จักฉัน ศิริน ธันวา มอนตี้ มินทรี หรือพวกสเลเยอร์ อะไรยังไงอธิบายออกมาให้หมดเดี๋ยวนี้นะ!” ฉันตวาดเสียงดังลั่นพร้อมกับจ้องสายตาที่ดุดันใส่

“ดะ...เดี๋ยวสิอยู่ๆก็พูดชื่อคนอะไรตั้งเยอะแยะแบบนั้น ฉะ...ฉันไม่รู้จักใครเลยจริงๆนะ ไม่สิฉันรู้จักแค่ธันวาคนเดียวเท่านั้น ละ...แล้วเราก็เป็นแค่เพื่อนกัน...บางทีอาจจะเพื่อนสนิทกันมากหน่อยแค่นั้นเองนะ!”

เมื่อเธอพูดมาแบบนั้นฉันก็ประสานสายตาของตัวเองกับดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น และยังคงมองไปแบบนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เธอพูดมาทั้งหมดจะไม่ใช่เรื่องโกหก ซึ่งปรากฏว่าแม้เหงื่อจะตกท่วมใบหน้าแต่เธอยังคงมองตาฉันอยู่แบบนั้น ดวงตาคู่สีดำนั้นไม่ได้ซ่อนอะไรไว้มากกว่านั้นเลยนอกจากภาพใบหน้าของฉันที่สะท้อนอยู่ภายใน สุดท้ายแล้วฝ่ายต้องหลบสายตาก็คือตัวฉันเอง

ฉันรู้สึกพ่ายแพ้แก่ผู้หญิงซื่อๆตรงหน้า ใช่แล้ว ฉันก็แค่คนขี้แพ้ที่เดินหลงผิดเพราะถูกชักจูงโดยความรู้สึกโหยหาความถูกต้องของตัวเองโดยไม่ได้ใช้ความไตร่ตรองและเหตุผลเลยสักนิดเป็นแค่นังโง่ที่ได้ครอบครองพลังและใช้มันอย่างไม่ยั้งคิด เทียบกันแล้วกับจารุที่ยืนอยู่ถูกข้างแล้วมันน่าละอายแก่ใจจริงๆอย่างนี้มันก็เหมือนกันฉันเป็นผู้ร้ายซะเองนะซิ...

“...ทำไม..ต้องช่วยฉัน...จารุ...ถ้าฉันไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับเธอ...ก็น่าจะปล่อยให้คนอย่างฉันตายและหายๆไปจากโลกนี้ซะ...ทำไมละ...ทั้งๆที่ฉันช่วยพวกสเลเยอร์ทำร้ายโลเวลแท้ๆ...” เสียงของฉันเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆพร้อมกันนั้นน้ำตาก็เริ่มไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง

“ไม่ได้หรอก ฉันปล่อยให้ใครตายไม่ได้หรอก”

เสียงที่หนักแน่นนั่นทำเอาฉันต้องเงยหน้าไปขึ้นไปมอง และฉันก็พบกับสายตาที่ไม่ยอมแพ้ในดวงตาคู่นั้นอีกครั้ง เหมือนกับตอนที่เราพบกันครั้งแรกตอนที่สายตาของเราทั้งคู่ปะทะกัน สายตาที่แน่วแน่และไม่ย่อท้อ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงเจตนาและความมุ่งมั่นของเธอ

“...เธอก็เหมือนกับฉัน...แต่ทำไมละ...ทำไมต้องเป็นฉันที่อยู่ผิดข้าง...ทำไมต้องเป็นฉันที่เดินในเส้นทางที่ผิด...ทำไมต้องเป็นเธอที่ถูกต้อง...” เสียงของฉันเริ่มสะอึกสะอือจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่องถึงอย่างนั้นเด็กสาวตรงหน้าก็เหมือนจะเข้าใจความรู้สึกนั้น

“เธอไม่ได้ผิดหรอก...แล้วฉันก็ไม่ได้ถูกต้องอะไรด้วย...ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าควรทำ ถ้าถึงคราวที่ฉันผิดเมื่อไหร่ฉันก็จะหยุดและแก้ไขให้มันกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องอีกครั้งเท่านั้นแหละ”

“ถ้าแบบนั้นมันจะทำอะไรได้ละ นายจะไปแก้ไขอะไรในสิ่งที่ตัวเองทำไปแล้วได้ละ!”

คราวนี้เธอกลับนิ่งไปสักพักพร้อมกับสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ๆ หลังจากนั้นมือของเธอก็ได้เข้ามาประคองใบหน้าที่เศร้าหมองและขุ่นเคืองของฉันจากนั้นก็ค่อยๆเอาผ้าซับน้ำตาออกจากข้างแก้มก่อนที่จะพูดอะไรบางอย่างกับฉัน

“ทำได้หรือไม่ได้นั้นใครเป็นคนตัดสินใจละ ถ้าเราไม่ลองลงมือเราจะรู้ได้ยังไงละ อาจจะหลงผิดไป อาจจะไปผิดทางแต่สุดท้ายแล้วถ้าเกิดได้เห็นทางที่ถูกต้องกว่าก็ต้องเดินย้อนกลับไปได้ เธอเองก็เหมือนกันมีนาเธอต้องทำได้แน่!”

พอได้ยินแบบนั้นฉันก็พูดอะไรไม่ออกมันรู้สึกเหมือนจุกอยู่ในอก สิ่งเธอพูดมันถูกต้องทุกอย่างและมันทำให้รู้ว่าสุดท้ายแล้วฉันยังอ่อนหัดเกินไปที่จะตัดสินอะไร พลังที่ได้มากับความเป็นไปได้อันน้อยนิดที่ฉันจะรู้ถึงหนทางที่จะใช้ มันเทียบไม่ได้เลยกับคนที่อยู่นิสัยตรงๆที่อยู่ตรงหน้า

ฝ่ามือที่อบอุ่นกำลังลูบหัวฉันอยู่พร้อมกับความเจิดจ้าของใบหน้าที่ยิ้มปนเขินอายมันช่างเจิดจ้าเสียเหลือเกินเมื่อรวมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากตาของฉันแล้วมันทำให้แทบจะมองอะไรไม่เห็นเลยทีเดียว

“...ทำเป็นพูดดีไปได้...เธอนี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆด้วย...จารุ...” น้ำเสียงแผ่วเบาที่มาพร้อมกับน้ำตาของฉันเด่นชัดขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของป่า

เสียงจิ้งหรีดร้องเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าค่ำคืนอันแสนยาวนานได้เริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางแสงหิ้งหอยที่โบยบินอยู่รายรอบนอกถ้ำมันสว่างไสวพอๆกับแสงจันทร์ บรรยากาศในตอนนี้มันได้ย้อมใจที่เคยมัวหมองของฉันให้สดใสขึ้นเล็กน้อย มันน่าแปลกใจมากทั้งๆที่ร่างของฉันนอนอยู่ในที่ๆนุ่มและอุ่นมันกลับไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย ถึงอย่างนั้นมือที่ลูบหัวฉันอยู่เรื่อยๆนั่นก็หยุดแน่นิ่งไปทำให้ฉันต้องเงยขึ้นไปมองใบหน้าเรียวสวยได้รูปของเด็กสาวผมยาวคนหนึ่งที่กำลังพิงผนังถ้ำหลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นภาพแบบนั้นมันก็ทำให้ฉันอดยิ้มออกมาไม่ได้

เธอคงจะเหนื่อยมามากในวันนี้ ทั้งช่วยเหลือทำแผลให้ฉัน ทั้งหาอาหารเครื่องใช้นู่นนี่ ทั้งแบกร่างที่ไร้สติของฉันมายังที่พักแบบนี้อีก เพราะจารุได้ช่วยอะไรฉันหลายๆอย่างมันคงถึงขีดจำกัดของร่างกายเธอแล้วละ สำหรับฉันแล้วคงตรงกันข้ามมันเหมือนกันได้เติมพลังจนเต็มอิ่มเป็นความสุขที่ฉันไม่เคยได้สัมผัสมานานมากแล้ว มันทำให้ฉันมีความคิดที่ว่าถ้าอยู่แบบนี้ ที่นี่ และตลอดไปได้ก็คงจะดีไม่น้อย ถ้าเป็นจารุละก็ความคิดของฉันมันอาจจะมีโอกาสก็เป็นได้ เอาไว้จะหาโอกาสขอบคุณก็แล้วกันนะ

 

ฉันไม่ได้หลับเลยจนเกือบเช้าและพอตัวเองปล่อยสติจนเผลอหลับไปจริงๆก็หลับได้ไม่นานนักแล้วก็ต้องตื่นมาด้วยความรู้สึกหิวนั่นก็เพราะฉันไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พอเป็นแบบนั้นฉันก็หันไปมองร่างที่แน่นิ่งที่หลับพิงกำแพงอยู่ข้างๆ จารุยังหลับลึกโดยไม่มีท่าทีว่าเธอจะตื่นขึ้นมาเลย ถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากจะออกไปหาอะไรใส่ท้องด้วยตัวเองอยู่หรอกแต่ดูเหมือนว่าด้วยร่างกายที่เสียเลือดไปมากจะไม่ย่อมให้ฉันทำอะไรได้เลย พอมองไปซ้ายไปขวาก็เจอกล้วยอยู่สอง-สามใบเท่านั้น อาหารที่ยัยจารุหอบมามากมายตอนแรกมันหายไปไหนหมดนะ

“...จารุ...จารุ...” ฉันกระซิบอย่างแผ่วเบากับร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติ่งนั่นแต่ดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย

ที่จริงแล้วฉันก็ไม่อยากจะใช้วิธีการที่รุนแรงหรอกนะเพราะฉันรู้ตัวว่าเมื่อวานได้แสดงกิริยาแย่ๆต่อหน้าเธอไปมากแต่ถึงอย่างนั้นฉันอดทนไม่ได้จริงๆ ฉันเลยลุกคลานไปหยิบกล้วยเหล่านั้นมากินเข้าไปด้วยความหิว ก่อนที่จะโยนเปลือกกล้วยพวกนั้นใส่หัวสีน้ำตาลของเด็กสาวขี้เซาเรื่อยๆ และก็อย่างที่เดาได้เธอยังคงหลับเป็นตายอยู่แบบนั้น ดูเหมือนเปลือกกล้วยพวกนี้จะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

“ฉันคงต้องหาอะไรที่หนักกว่านี้หรือเปล่านะ?” ฉันบ่นพึมพำในขณะที่มือกำลังควานหาก้อนหินที่น่าจะขนาดใหญ่พอที่จะใช้ปลุกยัยขี้เซานั่นได้

แต่มือของฉันกลับไปสัมผัสอะไรบางอย่าง...อะไรบางอย่างที่เป็นขนยุบยับและมีการเคลื่อนไหว พอเป็นแบบนั้นสายตาของตัวเองก็เริ่มทำหน้าที่ทันที ภาพสัตว์ป่าร่างใหญ่กำลังนอนอยู่ข้างหลังฉันมันมีขนที่หนาหูสั้นสีน้ำตาลและอุ้มมือที่ใหญ่พร้อมกับกรงเล็บสีดำซึ่งในตอนนี้มันยังคงแน่นิ่งดูไม่มีพิษภัยอยู่ รายรอบของมันเต็มไปด้วยเศษผลหมากรากไม้ที่จารุเก็บหามาได้พอเห็นแบบนั้นฉันคงไม่ต้องหาคำตอบว่าเหล่าอาหารที่เธอหอบมามากมายคราวนั้นมันหายไปไหนหมด ใช่แล้ว...พี่หมีตรงหน้าฉันตัวนี้เป็นคนเขมือบมันไปนั่นเอง

“...ยัยทึ่มจารุเอ้ย...ทำไมไม่รู้เอาไว้บ้างว่าไอ้ถ้ำที่ดูเหมาะเจาะแบบนี้มันมักจะมีเจ้าของอยู่แล้วน่ะ...” ฉันยังคงระดับเสียงที่แผ่วเบาไว้และอดทนระงับความตกใจไม่ให้ตัวเองกรี๊ดแตกไปซะก่อน

ฉันคลานหมอบต่ำโดยให้เกิดเสียงเบาที่สุดกลับไปเข้าประชิดกายจารุโดยเร็ว ยัยนี่ยังคงหลับไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ฉันคงต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อปลุกเธอและมันต้องไม่มีเสียงเพื่อไม่ให้สัตว์ร้ายตัวนั้นตื่นด้วย เป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างท้าทายเลยทีเดียวกับคนที่นอนหลับเป็นตายแบบนี้

ฉันเริ่มจากการเขย่าตัวเธออย่างแรงจนหัวเธอส่ายไปมาถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เธอขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ต่อไปฉันตัดสินใจออกแรงดึงแก้มยุ้ยๆนั่นแต่มันก็ทำได้แค่ให้เธอหาวออกมา จากความพยายามพวกนั้นมันทำให้ฉันเริ่มหมดความอดทน อยากจะตบหน้าเธอแรงๆแต่ก็กลัวจะทำให้หมียักษ์นั่นตื่น สุดท้ายฉันจึงรวบรวมมันสมองทั้งหมดที่มีค่อยๆดึงริมผีปากตัวเองเข้าประชิดใบหูของจารุอย่างแผ่วเบาพร้อมกับเป่าลมเข้าไป...

“อะ...อร๊าง!...”

มันได้ผล เด็กสาวผมสีน้ำตาลสะดุ้งตื่นขึ้นมาจริงๆ แต่เพราะเสียงสูงที่เธอทำมันทำให้ฉันอดที่จะละอายแก่ใจไม่ได้ ดวงตาคู่งามสีดำสนิทกำลังจ้องมองฉันดวงความมึนงงอยู่นั้นราวกับกำลังจะเอ่ยคำถามแต่ฉันก็ชิงพูดออกมาก่อน

“ยัยบ้า...รู้ไหมว่าถ้ำนี้มันมีหมีอยู่น่ะ...”

“อะ...หา...หมีไหน...เฮ้ย!...อุ๊ป!” ก่อนที่เธอจะส่งเสียงดังไปกว่านี้ฉันก็รีบอุดปากของเธอเอาไว้ก่อน และดูเหมือนจะทันเวลาเจ้าหมีตัวนั้นยังคงหลับดีอยู่

“แปลว่าไม่รู้สินะ เธอนี่มันงั่งจริงๆทีหลังจำไว้เลยนะ ถ้ำดีๆน่ะมันไม่เหมือนในละครหรอก โดยปกติแล้วมันมักจะมีเจ้าของจับจองอยู่ก่อนแล้ว”

“แหะๆ...โทษทีๆ ว่าแต่จะเอาไงดีละ เธอโดนมันทำร้ายอะไรหรือเปล่า?”

“ตอนนี้น่ะยังไม่...แต่อีกหน่อยถ้ามันตื่นละยุ่งแน่ เธอค่อยๆเก็บข้าวของออกไปก่อนเดี๋ยวฉันจะดูมันไว้ให้”

เมื่อได้ยินที่ฉันพูดจารุก็ค่อยๆรวบรวมข้าวของทั้งหมดแพ็คเป็นห่อ เธอกระทำอย่างเร่งรีบโดยที่ยังหันไปมองหมีตัวนั้นเป็นระยะๆ ลำพังตัวฉันเองก็ไม่ได้อยากจะเป็นตัวถ่วงเท่าไหร่นักเลยพยายามที่จะทรงตัวลุกขึ้นยืนแต่หลายต่อหลายครั้งฉันก็ต้องทรุดลงไปเหมือนเดิม เพราะความเจ็บปวดที่แผลตรงเอวแผลงฤทธิ์ออกมาพอเป็นแบบนี้แล้วเห็นที่ฉันจะต้องหาทางอื่นแล้วละ...

ฉันยังไม่ทันที่จะคิดหาทางออกมือสองข้างก็ได้สอดเข้ามาที่แผ่นหลังและต้นขา ด้วยแรงมหาศาลมันยกร่างของฉันลอยขึ้นจากพื้นมาอยู่ภายใต้อ้อมอกของเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่กำลังยิ้มปนเขินอาย หลังของเธอกำลังสะพายข้าวของอยู่ซึ่งมันทำให้ฉันประหลาดใจว่ายัยผู้หญิงตรงหน้าคนนี้มีขีดจำกัดทางร่างกายอยู่บ้างไหมนะ

“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนหรอก ระหว่างนี้ฉันจะเป็นขาให้เธอเอง”

“พูดทำเป็นเท่ห์อีกแล้วนะ ถ้าอย่างนั้นก็รับผิดชอบแบกฉันไปทั้งวันเลยละกัน”

“แฮะๆ...แบบนั้นก็แย่สิ ตัวเธอเองก็ไม่ใช่เบาๆนะ...แอ๊ฟ!!”

ฉันอดไม่ได้ที่จะตันหน้าของยัยนี่ไปสักที คนอะไรมันน่าหมั่นไส้ขนาดนี้นะ แต่เพราะการกระทำนั่นของตัวเองมันกลับส่งผลที่ไม่คาดคิดตามมา...

กรอดด...!!!

เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้น ฉันรู้ดีว่านั่นหมายถึงอะไรแต่ลำพังตัวเองในตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีได้แต่กอดร่างของจารุแน่นและซบลงไปที่หน้าอกของเธอ บางที่แล้วมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากทำแต่มันเป็นไปเพราะสัญชาตญาณ ความกลัวบางครั้งมันก็เอ่อล้นออกมาจากเบื้องลึกของจิตใจโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัว ระหว่างที่ฉันหลับตาจนมิดอยู่นั้นก็รู้ได้ถึงเสียงฝีเท้าของสัตว์ร้ายที่ตรงเข้ามาเรื่อยๆ

ถึงอย่างนั้นแรงผลักดันบางอย่างก็ส่งผลให้เราทั้งคู่พุ่งตัวออกห่างมาจากเสียงคำรามจนแทบไม่ได้ยินอีกแล้ว สายลมพัดผ่านมาปะทะกับใบหน้าของฉันและเลยผ่านเส้นผมจนปลิวสยาย ดวงตาของฉันค่อยๆเปิดออกภาพแรกที่จับได้คือใบหน้าของเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่สะท้อนกับแสงอาทิตย์พร้อมกับผมยาวสีน้ำตาลที่พัดไปตามแรงลม สายตาสีดำของเธอมองพุ่งตรงไปข้างหน้าฉายแววงดงามอย่างที่สุด

“อยากจะดูหน่อยไหมละ แค่ก้าวเล็กๆของฉัน...เพียงก้าวเดียว” เสียงที่อ่อนโยนออกมาจากริมฝีปากที่อวบอิ่มนั่น เธอจ้องมองมาที่ฉันและกวาดสายตาไกลออกไปราวกับเชิญชวนให้ฉันมองตาม

ฉันเปลี่ยนจุดหมายของสายตาเป็นที่เดียวกับจารุ ในตอนนี้เราทั้งคู่กำลังลอยอยู่กลางอากาศที่สูงจากพื้นดินมาก คงเป็นเพราะการกระโดดที่ทรงพลังของเธอจึงทำให้เราขึ้นมาอยู่บนนี้และมันก็เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นมุมมองของจารุเวลาที่เธอกระโดดขึ้นมา ภาพของดวงอาทิตย์ในยามรุ่งอรุณที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้ามันสาดส่องแสงสีเหลืองทองและกลืนไปกับท้องฟ้าสีคราม ความสวยงามเพียงชั่วครู่นั่นสำหรับฉันแล้วมันได้ตราตรึงยาวนานอยู่ในความทรงจำ ก่อนที่เราทั้งคู่จะถูกผลของแรงโน้มถ่วงดึงลงมาเรื่อยๆ

ร่างของเราทั้งคู่ค่อยๆร่อนลงสัมผัสพื้นอย่างรวดเร็วแต่นิ่มนวลเพราะประสบการณ์ในการลงจากที่สูงของจารุที่น่าจะทำอย่างนี้ไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง สองมือยังคงอุ้มฉันในท่าเจ้าหญิงอยู่ทั้งแบบนั้นและก้าวเดินต่อไปในป่าเขียวขจีนี้ ใบหน้าของเธอมีสีแดงระเรื่อเล็กน้อยสายตามองฉันกลับไปกลับมาระหว่างทางที่เดิน ฉันจึงอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่านั่นเป็นเพราะเหตุใดแต่เพราะอิทธิพลของสายตาเหลาะแหละนั่นมันก็ทำให้ฉันอึดอัดใจเหมือนกัน

“มีปัญหาอะไรทำไมต้องทำหน้าตาแบบนั้น?”

“อะ...เปล่าหรอก เรื่องของเรื่องคือฉันยังไม่เคยพาใครขึ้นไปบนนั้นเลยเพิ่งจะมีเธอเป็นคนแรกนี่แหละแล้วก็มันรู้สึกอายน่ะที่ใช้คำพูดนั้นออกไปอีกแล้ว ก็ไม่รู้ว่ามันดูเท่ห์หรือเปล่าพอดีฉันจำมาจากคนอื่นอีกทีน่ะ”

“คำพูดที่ว่า ‘แค่ก้าวเล็กๆของฉัน...เพียงก้าวเดียว’ นั่นใช่ไหม ของธันวาหรือเปล่านะ?”

ที่จริงแล้วฉันตั้งใจพูดแกล้งเพื่อดูปฏิกิริยาของเธอซึ่งก็ดูเหมือนจะถูกเพ่ง เพราะประโยคที่ฉันพูดไปเมื่อครู่มันทำให้ใบหน้าของจารุแดงขึ้นอีก เธอเบือนหน้าหนีและพยายามไม่สบสายตาของฉันและด้วยการแสดงออกที่ตรงไปตรงมาของยัยนี่มันกลับทำให้ฉันรู้สึกตลกจนหุบยิ้มไม่อยู่ จารุดูท่าทางจะสนใจธันวาจริงๆสินะที่จริงก็อยากจะถามความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอยู่หรอกแต่ยัยนี่อาจจะแดงขึ้นอีกจนระเบิดเลยก็ได้

“...ข้างหน้านี้มีบ่อน้ำร้อนนะ เธออยากจะลองแช่สักหน่อยไหมมีนา?”

“ก็ดีนะจะได้ล้างแผลด้วย แต่ขอบอกตามตรงว่าตอนนี้ฉันรู้สึกหิวมากกว่า”

“อืม... ใช่แล้ว! ฉันมีความคิดดีๆแล้วละ เธอนั่งอยู่ตรงนี้รอเดี๋ยวนะฉันว่ามันน่าจะอยู่แถวๆนี้ละ”

ว่าแล้วจารุก็ปล่อยให้ฉันนั่งลงที่ก้อนหินข้างๆก่อนที่เธอจะหันซ้ายขวาราวกับมองหาอะไรสักอย่างสักพักเมื่อเธอเห็นสิ่งที่เธอหาอยู่แล้วเธอก็วิ่งไกลออกไป ถึงในสายตาของฉันจะไม่เห็นร่างของเธอแล้วแต่หูของฉันสัมผัสได้ถึงเสียงของกิ่งต้นไม้ที่สั่นไหวกับพุ่มหญ้าที่โดนดึงกระจุยกระจาย ไม่นานเธอก็วิ่งกลับมาพร้อมกับเหล่าไข่และเห็ดมากมายหลายชนิด รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเธอบ่งบอกได้ว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่บรรเจิดสุดๆแน่

“แถ่น...แทน...แท้น!! ไข่ต้มกับเห็ดลวก รับรองว่าเธอจะได้แช่น้ำไปกินไปสบายใจได้เลยละ!”

“แหม...ฟังดูเข้าท่านะ เธอนี่เรื่องของกินนี่พึ่งพาได้เลยนะเนี่ย”

“แน่นอน ตอนเข้าค่ายรักษาดินแดนฉันเป็นพวกหิวบ่อยครูฝึกก็เลยสอนอะไรหลายๆอย่างให้ฉันน่ะ...อ่ะ...”

“อย่างนี้นี่เองไม่น่าแปลกใจเลยนะที่เธอหาของกินและจุดไฟเป็นน่ะ”

“...อ่าใช่ๆๆ นั่นแหละๆงั้นเราจบเรื่องค่ายรักษาดินแดนแล้วไปกันต่อเถอะนะ...”

เหมือนกับว่าเธอพยายามตัดบทฉันทั้งๆที่ฉันอยากจะฟังมันแท้ๆ เธออาจจะคิดว่ามันดูแย่ที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะตัดสินใจเรียนรักษาดินแดนแต่เรื่องแบบนั้นถ้าเกิดเธอใจรักที่จะเรียนจริงๆก็คงจะว่าอะไรไม่ได้หรอก อย่างน้อยก็ได้ใช้อะไรที่เรียนมาดีกว่าการนั่งเรียนวิชาน่าเบื่อๆในห้องที่มีความจำเป็นแค่เอาไปสอบเยอะเลยละนะ หรือว่าเธอไม่อยากให้ฉันรู้เรื่องตัวตนของเธอกันนะ

“เราต้องไปอีกไกลไหมกว่าจะถึงบ่อน้ำร้อนน่ะ?”

“ไม่หรอก...ถ้าจำไม่ผิดน่าจะข้างหน้าไม่ถึงร้อยเมตร...”

 

จารุแบกฉันมาจนถึงที่หมายเพียงไม่กี่อึดใจแล้วเราทั้งคู่ก็ได้พบกับบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ ซึ่งตั้งแต่เกิดมาฉันเพิ่งจะเคยเห็นมันเป็นครั้งแรกมันดูกว้างกว่าที่ฉันคิดไว้ ไอน้ำอุ่นๆลอยมาสัมผัสใบหน้าจนร้อนผ่าว สีใสๆของน้ำในบ่อถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวที่เกิดจากความต่างของอุณหภูมิ เด็กสาวผมยาวสีน้ำตาลค่อยๆวางร่างฉันลงอย่างช้าๆหลังจากนั้นก็ค่อยๆปลดสัมภาระของเธอออก เธอหันมามองที่ฉันพร้อมกับฉีกยิ้มให้ก่อนที่จะจัดการนำของพวกไข่กับเห็ดมัดใส่ผ้าขาวบางและนำไปจุ่มไว้ในบ่อ

“ในนี้เป็นน้ำอุ่นคงต้องแช่ไว้นานหน่อยถึงจะพอกินได้ ถึงอย่างนั้นมันก็คงจะสุกเต็มที่เหมือนไข่ต้มไม่ได้หรอก ข้างในก็คงยังเหลวๆอยู่หวังว่ามีนาคงพอจะกินได้บ้างละนะ”

“ยังไงก็ได้แหละ ตอนนี้ฉันหิวมากจนกินได้หมดทุกอย่างแล้วละ”

ฉันไม่หยุดรีรอเลยแม้แต่น้อยจัดการถอดเสื้อคลุมที่ใส่อยู่ทันที ถึงอย่างนั้นฉันก็ลุกขึ้นเดินไปลงบ่อเองไม่ค่อยได้จึงหันไปมองจารุที่น่าจะเป็นธุระให้ได้ แต่ตอนนี้เธอกลับหันหน้าไปทางตรงกันข้ามกันฉันพร้อมกับตัวสั่นริกๆ

“จารุ? เป็นอะไรหรือเปล่า...มาช่วยพาฉันลงบ่อหน่อยสิ”

“อะ...จริงสินะ เธอเดินไม่ไหวนี่นาฮะ...ฮ่าๆ แป็บนะเดี๋ยวฉันจะ...อุ้มลงบ่อ...”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักพร้อมกับเดินถอยหลังเข้ามาหาราวกับพยายามที่จะไม่หันมาจริงๆ ฉันเริ่มรู้สึกที่จะแปลกใจที่กิริยาของเธอทำไมเป็นเช่นนั้นตอนนี้ในมุมมองของฉันนอกจากยัยนี่จะโง่ทึ่มและงี่เง่าแล้วก็ยังติ่งต๊องอีกด้วย

“นั่นลำบากไหมน่ะ ถ้ามันยุ่งยากฉันจะคลานลงบ่อเองก็ได้นะ”

“มะ...ไม่ ไม่ลำบากเลย ไม่ลำบากสักนิด...หวาๆๆๆ!!”

ใช่แล้ว... เป็นเพราะการเดินถอยหลังโง่ๆนั่นบนพื้นหินที่เปียกชื้นมันย่อมเสียการทรงตัวได้ง่าย ร่างของเธอเริ่มที่จะเซไปมาจนกระทั้งสะดุดเข้ากับขาของฉันและล้มลงมาทับ โชคยังดีที่เธอยังมีสติพอที่จะเอามือยันเอาไว้ได้ทันก่อนที่น้ำหนักทั้งหมดจะถูกทิ้งใส่ร่างกายของฉัน แต่ในตอนนี้ใบหน้าของเราทั้งสองคนใกล้กันมากขนาดที่สัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย หน้าอกใหญ่ๆของจารุกำลังกดทับหน้าอกของฉันในระดับที่แนบเนื้อจนรู้สึกได้ถึงไออุ่นของกันและกัน มันน่าแปลกที่ลึกๆในใจมันกลับหวั่นไหวให้กับเด็กผู้หญิงตรงหน้าแต่คงเพราะเราใกล้กันมากขนาดนี้ก็เลยไม่ได้คิดมากนัก ใบหน้าของฉันสะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำของเธอขณะเดียวกันในในสายตาของเธอก็คงจะมองเห็นตัวเองในแววตาของฉันด้วยสินะ

“...ระวังตัวหน่อยสิ...ลุกขึ้นไปได้แล้วฉันอึดอัด...”

“ขะ...ขอโทษ...ฉันไม่ได้...ตะ...ตะ...ตั้ง...” น้ำเสียงตะกุกตะกักของจารุเริ่มที่จะสูงขึ้นพร้อมๆกับจ้องมองลงไปที่ร่างกายที่เปลือยเปล่าของฉัน ใบหน้าเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างเห็นได้ชัดพร้อมกับกระโดดเด้งตัวออกไปทันที

เพราะการกระทำของจารุก็ทำเอาฉันอดที่จะรู้สึกอายไม่ได้ จึงเอามือทั้งสองข้างปิดท่อนล่างและท่อนบนเอาไว้พร้อมกับจ้องมองใบหน้าที่กลายเป็นสีแดงสุดขีดของเธอ บางครั้งก็คิดอยู่เหมือนกันว่าปฏิกิริยาของจารุจะดูโอเวอร์ไปแม้เป็นผู้หญิงด้วยกัน แต่อย่างนั้นก็เถอะพอถึงช่วงที่เรามีวุฒิภาวะมากขึ้นบวกกับประเพณีที่ไม่ค่อยมีห้องอาบน้ำแบบแก้ผ้าอาบร่วมกันนักก็คงจะช่วยไม่ได้ละนะ

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็เคยอายตอนเปลี่ยนเสื้อพละครั้งแรกๆเหมือนกัน ถ้าปิดไว้แบบนี้ก็โอเคแล้วใช่ไหมละรีบๆอุ้มฉันลงบ่อได้แล้วเดี๋ยวหวัดได้กินพอดีหรอก”

“อ่า...โทษทีๆ ตามนั้นแหละฉันไม่ค่อยสันทัดกับการเห็นเรือนร่างคนอื่นเท่าไหร่นะ...” เธอเอ่ยขึ้นอย่างอายๆในขณะที่ค่อยๆยกร่างของฉันขึ้น ซึ่งในขณะที่อุ้มฉันอยู่เธอก็ได้แต่เงยหน้าสุดกำลังเพื่อไม่ให้เห็นเรือนร่างของฉันแม้แต่นิดเดียว

“นั่นสินะ เราก็โตๆกันแล้วทั้งๆที่ตอนเด็กๆยังเคยอาบน้ำกับคุณแม่อยู่เลย...อืมจะว่าไปพอพูดแบบนั้นแล้วเธอจะไม่อาบด้วยกันหน่อยเหรอเนื้อตัวเลอะคราบเลือดคราบดินแบบนั้น”

“อืม ยังไงก็ได้หมดแหละ...หะ...หา!!!”

สิ้นสุดคำอุทานของจารุเขาก็แน่นิ่งเงียบอยู่สักพัก ใบหน้าของเขาราวกับกำลังตัดสินบางอย่างที่สำคัญมากๆอยู่ ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิดทำไมเธอต้องมีความลังเลด้วย องค์ประกอบหลายๆอย่างทั้งเรื่องการแสดงออกการพูดจาของเธอ ทำให้ฉันค่อยๆประติดประต่ออะไรหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน

“จารุ...หรือว่าเธอ...”

ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาลงของฉันทำให้ใบหน้าของหญิงสาวค่อยๆถอดสี ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ความตั้งใจที่จะทำให้เธอตื่นตระหนก แต่ว่าเพื่อยืนยันให้แน่ชัดจากปากเจ้าตัวฉันจำเป็นต้องถามคำถามนี้ให้ได้

“เธอเป็นพวกรับได้ทั้งหญิงและชายสินะ?”

“ฟวด...!! อะ..แอ่กๆๆๆ...”

จู่ๆจารุก็พ่นลมหายใจที่รุนแรงออกมาและไออย่างต่อเนื่องราวกับน้ำลายติดคอ ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นเล็กน้อยอาจจะเป็นเพราะอาการที่หายใจได้ลำบาก เธอสูดหายเข้าลึกๆอีกครั้งก่อนที่จะพูดแก้ตัว

“มะ...ไม่นะ...ฉันก็เหมือน...เออ...ผู้หญิงปกติทั่วไปที่ชอบเด็กผู้ชายนั่นแหละ...ไม่รู้นะว่ามีนาจะคิดยังไงแต่ว่านั่นคงไม่ใกล้เคียงกับตัวฉันหรอกนะ ฮะๆๆๆ”

“อา...โทษทีที่ถามไปแบบนั้นแต่ฉันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ คงเพราะว่าทั้งที่เธอชอบธันวาแท้ๆยังแสดงอาการแปลกๆต่อหน้าฉันน่ะ”

“อืม...ก็จริงนะ...ธันวาเขาเป็นคนที่เข้มแข็งแล้วก็ดูพึ่งพาได้มากกว่าคนไม่เอาไหนอย่างฉันเยอะเลยละ ฉันเคยถูกช่วยเอาไว้เยอะมากบางครั้งก็อยากจะแข็งแกร่งขึ้นแล้วตอบแทนเขาให้ได้น่ะ...”

“เป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งดีนะ...”

จารุค่อยๆวางร่างของฉันลงในบ่อน้ำพุร้อน อุณหภูมิที่สูงจากภายนอกได้สัมผัสร่างกายของฉันเป็นครั้งแรกทำให้ความรู้สึกผ่อนคลายค่อยๆทำให้ความเจ็บปวดที่แผลบรรเทาลง ร่างกายของฉันที่เหนื่อยเมื่อยล้าราวกับผ่านพ้นมาจากศึกครั้งใหญ่กำลังได้รับการเยี่ยวยา ไอน้ำที่เกิดจากความร้อนก็ลอยขึ้นมาปะทะกับใบหน้า ฉันใช้มือทั้งสองรองน้ำขึ้นมาและลูบไล้ผ่านลำคอขึ้นไปสู่ศีรษะแล้วทิ้งตัวลงไปใต้ผิวน้ำทั้งตัว ฉันสามารถกลั้นหายใจอย่างไม่ลำบากนักภายใต้น้ำอุ่นๆนี้ทำให้การอยู่ใต้ระดับน้ำเป็นอะไรที่วิเศษมาก ใช่แล้ว...อยากแบ่งปันความรู้สึกแบบนี้ให้คนอื่นด้วยจัง...

พรวด...!!!

ฉันโผล่พ้นน้ำขึ้นมาสูดหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับหันไปหาเด็กสาวผมสีน้ำตาล เธอกำลังนั่งขดตัวอยู่ข้างบ่อพร้อมกับเอามือปิดหูปิดตาสลับไปมาเหมือนกับเด็กที่ไม่ยอมมองเข็มฉีดยา ใบหน้าเขินอายที่กำลังแดงก่ำนั่นทำให้ฉันอดที่จะยิ้มไม่ได้

“...น้ำอุ่นกำลังดีเลยจารุ ไม่แช่หน่อยระวังจะเสียใจทีหลังนะ”

“...”

“ตามใจแล้วกัน”

ฉันเลิกที่จะสนใจเด็กสาวที่ก้มตัวอยู่ข้างๆบ่อ สายตาค่อยๆมองทอดยาวออกไปบนท้องฟ้าสีครามเบื้องบน มันสว่างและสดใสกว่าครั้งแรกที่ฉันมองมัน เสียงธรรมชาติรอบๆกายก็ดูไพเราะขึ้นกว่าแต่ก่อน ควรคิดที่ว่าอยากจะอยู่ที่นี่ตลอดไปนั่นคงดูไม่เลวเท่าไหร่เลย ในเมื่อกลับไปก็ได้แต่ใช้ชีวิตที่มันน่าหดหู่ตามเคย อาจจะโดนตอกย้ำด้วยความรู้สึกผิดจนไม่มีที่ยืนเลยก็ได้ ทั้งที่เป็นแบบนั้นทำไมเหล่าผู้คนถึงได้ทนอยู่กับความรู้สึกไม่ดีต่อไปกันนะ ทำไมพวกเขาถึงต้องอยู่กับความสุขเพียงชั่วครู่และความทุกข์ที่มักจะถาโถมเข้ามาเรื่อยๆแบบนั้น ความเข้าใจของฉันคงไม่อาจจะหยั่งรู้มันได้เลยในชั่วชีวิตนี้หรือตัวฉันเองต่างหากที่มีปัญหาก็ได้

ฉันได้แต่นั่งเหม่อลอยจบอยู่กับความคิดของตัวเองโดยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีร่างที่เปลือยเปล่าอีกร่างได้ลงมาแช่ในบ่ออยู่ข้าง พอรู้ตัวอีกทีเสียงหายใจออกยาวๆนั้นก็ดังขึ้นข้างๆหูซะแล้ว

“เฮอ...บางครั้งพอเราเข้าใจสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นมันก็ยากที่จะหันกลับไปหามันละนะ”

เสียงบ่นของเด็กสาวทำให้ฉันต้องหันไป ดูเหมือนว่าจารุจะตัดสินใจที่จะลงมาอาบน้ำกับฉันแล้วและในตอนนี้กำลังรวบผมของเธออยู่พร้อมกับทำหน้าปนเศร้าเล็กน้อย

“จารุ...ที่เธอพูดนั่นหมายถึงอะไร?”

“โทษที ฉันบ่นกับตัวเองน่ะ แบบว่าคนเราน่ะอยู่กลับความกลัวจนเฉยชาเลยทำให้บางครั้งไม่กล้ากลับไปทำในสิ่งที่ถูกต้อง รสชาติของความผิดพลาดน่ะไม่ว่ายังไงมันก็ล้างไม่หายหรอก...”

จารุค่อยๆเอนตัวพิงขอบบ่อและยกมือข้างซ้ายของตัวเองขึ้น ทำให้ฉันเห็นแขนที่พันไปด้วยผ้าพันแผลนั่น เหมือนกับว่าสิ่งที่อยู่ใต้ผ้านั่นก็เป็นสิ่งที่มีผลการทบทางด้านจิตใจของเธอไม่น้อย เธอเองก็คงผ่านเรื่องที่ผิดพลาดมาเหมือนกันฉันในตอนนี้แต่เธอก็อดทนและก้าวเกินต่อ แววตาที่ดูเข้มแข็งของเธอค่อยหมองหม่นลงราวกับจะร้องไห้ออกมามันทำให้ฉันรู้ได้ว่าแม้คนแบบจารุเองก็ไม่สามารถที่จะสลัดความอ่อนแอนั่นทิ้งไปได้หมดเสียทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็หลับตาลงแล้วพูดต่อ

“...แต่ว่านะเพราะแบบนั้นถึงได้มีฉันในตอนนี้ เพราะแบบนั้นฉันถึงได้เข้าใจตัวเอง และท้ายที่สุดไม่ว่ายังไงฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นและกลับไปทำสิ่งนั้นให้ถูกต้องให้ได้!”

พอคำพูดที่หนักแน่นหลุดออกมาจากปากของเด็กสาว ฉันจึงตัดสินใจยกมือข้างที่สวมกำไลสีอำพันที่แสดงถึงบาดแผลทางใจจากความผิดพลาดของฉันขึ้นเช่นกัน และเคลื่อนมันไปสัมผัสกับแขนที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลนั่น จารุเปิดดวงตาคู่งามหันกลับมาจ้องหน้าฉันด้วยความงุนงงเล็กน้อยฉันจึงยิ้มบางๆตอบกลับเขาไป คงถึงเวลาแล้วสินะที่ฉันจะได้ขอบคุณเธอจากใจจริงสักที

“ฉันเองก็ผิดพลาดเหมือนกันนั้นแหละ...พอเธอพูดแบบนั้นแล้วก็ทำให้พอจะรู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อ ขอบคุณนะจารุ...สำหรับทุกๆเรื่อง...”

“...อะ...อืม...ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องขอบคุณก็ได้...”

“จะว่าไปหน้าอกเธอนี่ใหญ่จริงๆด้วยสินะ”

“หะ...หา...หว่าๆๆๆ ขอร้องละอย่ามองข้างล่างจะได้ไหม!”

“จ้า...จ้ะ แม่คนขี้อาย แต่เธอจะมองของฉันก็ได้นะถึงมันจะไม่ใหญ่แบบของเธอก็ตามที”

“มะ...ไม่แน่นอน ฉันไม่มองเด็ดขาด!”

พวกเราทั้งสองคนจ้องหน้ากันอยู่สักพักก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมา เสียงแหลมสูงของสองหญิงสาวก้องไปทั่วทั้งผืนป่ามันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่สดใสราวกับฟ้าหลังฝนที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆมาได้ รอยยิ้มของเราสองต่างอยู่ในสายตาของกันและกัน แววตาสีดำที่สวยงามของจารุสะท้อนอยู่ในดวงตาของฉันทำให้รู้สึกได้ว่าเธอเองก็มีความสุขที่ได้ทำแบบนี้ เธอหยิบก้อนผ้าขาวบางที่จมอยู่ตรงก้นบ่อขึ้นและแกะมันออกภายในนั้นมีเหล่าไข่และเห็ดที่น่าจะพอกินได้อยู่บ้าง จารุเลือกอยู่นานก่อนที่จะหยิบไข่ฟองหนึ่งมาแกะเปลือกจนหมดและยื่นให้ฉัน ฉันตัดสินใจที่จะกินมันจากมือของเธอในทันทีอาจะเพราะความหิวที่ทำให้ฉันแสดงออกไปแบบนั้น แต่เด็กสาวผมที่น้ำตาลที่ได้สัมผัสกับริมฝีปากของฉันดูจะเขินอายเล็กน้อย ไข่ขาวนั้นแข็งได้ที่บางส่วนแต่ภายในไข่แดงนั้นยังเป็นของเหลวอยู่ซึ่งดึงเอารสชาติสุดวิเศษออกมา เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุดมื้อหนึ่งในชีวิตของฉันเลยก็ว่าได้

“อร่อย...อร่อยสุดๆไปเลยละ!”

“ใช่ไหมล่ะนั่นแหละเขาเรียกว่าไข่ยางมะตูม ลองกินเห็ดด้วยดีไหม?”

“อืม เอาสิแต่เธอต้องป้อนฉันเหมือนเมื่อกี้นะ อ้า...” ฉันอ้าปากกว้าง

“อะ...เอ๋...”

ฉันเพิ่งรู้ว่าการแกล้งใครสักคนมันสนุกขนาดนี้ ฉันกำลังอ้าปากรอให้จารุป้อนเห็ดนั่นให้อีกครั้งซึ่งเธอก็แสดงปฏิกิริยาลนลานใหญ่เลยละ เธอหยิบเห็ดมาดอกหนึ่งและค่อยยื่นมันมาใส่ปากของฉัน รอยยิ้มของฉันเกิดขึ้นทันทีที่ได้เคี้ยวเห็ดนั่นแม้มันจะมีรสชาติฝาดๆแปลกๆนิดหน่อยแต่พอฉันได้เห็นสีหน้าแดงก่ำของเด็กสาวผมสีน้ำตาลแบบนั้นก็ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขอยู่ดี

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จและท้องอิ่มแล้วเราทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะเดินสวนกระแสน้ำขึ้นไป เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่น่าจะทำให้เราไม่หลงทาง อย่างน้อยตอนนี้แผลที่เอวของฉันก็ดูดีขึ้นมากอย่างน่าประหลาด ทำให้ฉันเริ่มที่จะเดินเองได้แล้วถึงแม้จะต้องหยุดพักเป็นระยะๆเพราะอาการเสียเลือดก็ตาม อาจจะเป็นเพราะพลังของกำไลก็ได้ถึงอย่างนั้นระหว่างที่เดินทางฉันก็ตรวจเช็คมันอยู่เรื่อยและก็ไม่มีท่าทีว่าจะใช้การอะไรได้เลย อาจจะเสียเพราะจมน้ำหรือเปล่านะถ้าเกิดใช้การได้ขึ้นมามีความเป็นไปได้ว่าจะติดต่อกับพวกมอนตี้ได้หรืออย่างน้อยก็สามารถนำทางฉันกับจารุกลับเมืองถูกก็ได้

“เครื่องแบบนั่น มีนาเนี่ยเป็นนักเรียนที่ไหนเหรอ?” เสียงเอ่ยถามดังมาจากเด็กสาวผมสีน้ำตาล

“โรงเรียนสหในเมืองน่ะ แล้วเธอละเป็นนักเรียนหรือว่าอายุเท่าไหร่กัน?”

“ฮะๆ...ฉันเองก็เป็นนักเรียนนะแต่อยู่คนละโรงเรียน พฤศจิกานี้ฉันก็จะ18แล้วละ”

“ว้า...อย่างนี้เธอก็เป็นพี่ฉันสามเดือนสินะ เรียนอยู่ม.ปลายปี2เหมือนกับฉันใช่ไหม?”

“อะ...ใช่ๆ แล้วก็ปีเดียวกันกับธันวาด้วยน่ะแต่หมอนั่นเป็นพี่ฉันกับมีนาอยู่ปีหนึ่งนะ เขาเข้าหลังกำหนดเพราะย้ายมาจากเยอรมันน่ะ”

ดูท่าทางจารุจะรู้เรื่องของธันวาเยอะมากจึงทำให้ฉันเดาได้ไม่ยากว่าทั้งสองคนต้องมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดต่อกันในระดับหนึ่ง แต่นักเลงแบบธันวาเนี่ยนะที่เป็นเด็กย้ายมาจากต่างประเทศแล้วก็ยังเป็นเพื่อนกับผู้หญิงสวยๆแบบนี้อีก...อะ...นี่ฉันมองจารุว่าสวยหรือเนี่ย เธอก็แค่หน้าอกใหญ่แต่ว่า...

ฉันหันไปพิจารณาหน้าตาของจารุอีกที เธอมีรูปหน้าที่เรียวยาวสวยได้รูป จมูกที่ดั้งสันคมดูโดดเด่น ดวงตาที่กลมโตงดงาม ริมฝีปากอวบอิ่มน่าหลงใหล นี่มัน...เรียกได้ว่าหน้าตาดีไม่ใช่น้อยๆเลยนี่นา แถมยังมีหุ่นนางแบบและสูงสง่าอีกด้วย ส่วนผิวพรรณถึงแม้จะไม่ได้ขาวแต่ก็ดูเนียนนุ่มและเปล่งปลั่ง นี่เจ้านักเลงนั่นใช้คารมแบบไหนถึงได้สนิทกับผู้หญิงคนนี้ได้กันนะ

“ทะ...ทำไมจ้องกับแบบนั้นละหรือว่ามีอะไรติดหน้าฉันงั้นเหรอ...?”

“เปล่าหรอก แค่สงสัยว่าเธอกับธันวาสนิทกันอีท่าไหนแค่นั้นเอง เธอเองก็หน้าตาดีไม่ใช่ย่อยนะระวังหมอนั้นจะหลอกเอาซะละ”

“ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอกฉันรู้จักธันวาดีจะตาย เขาไม่มีทางมองฉันแบบนั้นหรอกหรือก็...อาจจะไม่ได้มองเลยด้วยซ้ำ ช่วงหลังๆนี้ก็ห่างๆกันประมาณว่าทางใครทางมันเพราะงั้นมันไม่มีอะไรสำคัญขนาดนั้นหรอกช่างมันเถอะนะ...”

ว่าแล้วเธอก็ปั่นหน้าเศร้าๆดูท่าทางแล้วเธอกับธันวาก็คงจะสนิทกันมากจริงๆนั่นแหละ แต่คนที่ดีแบบจารุมันก็น่าแปลกที่ไม่เคยมีเรื่องนี้ออกจากปากธันวาเลยสักครั้ง คงจะมีเรื่องผิดใจหรือทะเลาะกันจริงๆด้วยสินะ แต่ทำไมเธอถึงไม่พูดและระบายมันออกมาเหมือนกันที่ฉันระบายความรู้สึกตัวเองกับเธอละ

“เอาเป็นว่าฉันจะไม่ถามเรื่องธันวาก็แล้วกันแบบนั้นเธอน่าจะสบายใจมากกว่าสินะ”

“อ่า...ไม่เป็นไรๆถ้าอยากรู้ก็ถามได้ ฉันเองก็ไม่ได้อยากปิดบังอะไรอยู่แล้วละ”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอถามเธออย่างหนึ่งได้ไหม?”

จารุหยุดฝีเท้าของเธอและหันมามองที่ฉันสายตาของเธอเริ่มแสดงให้เห็นถึงอาการลังเลเล็กน้อย ด้วยความกลัวที่จะต้องตอบคำถามบางคำถามเธอก็เลยทำเสียงอิดออดเหมือนพยายามจะแก้ข่าว

“เออ...ฉันก็ไม่ได้อยากปิดบังจริงๆนะ แต่ก็ต้องดูก่อนว่าคำถามนั้นฉันจะสามารถตอบได้หรือเปล่า?”

“...แต่ฉันคิดว่าเธอน่าจะตอบมันได้ คือฉันสงสัยมานานแล้วทั้งเรื่องพละกำลังของเธอ ทั้งเรื่องการฟื้นตัว แต่แวมวูลเลี่ยนที่ชื่อปริญญาได้กลิ่นมนุษย์ แถมยังรู้เรื่องกำไลอีก...”

“อะ...คือนั่นมันก็...”

“มันคาใจฉันน่ะเกี่ยวกับตัวตนของเธอ หวังว่าคงจะได้คำตอบนะ”

ที่จริงฉันไม่ได้หวังที่เธอจะตอบอยู่แล้วแต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ติดใจฉันมาตั้งนาน ถึงแม้จารุจะดูเป็นคนดีและเชื่อใจได้ขนาดไหนแต่ตัวตนของเธอเป็นมันคลุมเครือเกินไป ตัวฉันเองก็ไม่ใช่พวกที่จะสอดรู้ไปซะทุกเรื่องแต่อย่างน้อยถ้าได้รู้จักและเข้าใจถึงตัวตนของผู้หญิงคนนี้สักนิดก็ยังดี

“โทษทีนะ...ถ้าฉันตอบคำถามเธอคงจะต้องเกลียดฉันมากๆแน่...”

“หมายความว่า บอกไม่ได้อย่างงั้นสินะ...”

เมื่อจบประโยคนั้นฉันก็ละสายตาจากจารุและเดินนำออกไปในทันที คำว่า ไม่เป็นไร นั่นคือคำที่ฉันบอกกับตัวเองทั้งๆที่เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกเสียใจแบบนั้น ทำไมมันรู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธและตบจนหน้าชากันนะ ฉันย่อมเกลียดเธออยู่แล้วละจารุถึงแม้ว่าเรื่องราวของตัวเธอมันจะทำให้ฉันเกลียดเธอมากขึ้นก็ตาม เธอทั้งสง่างดงามและเดินอยู่ในเส้นทางแห่งความถูกต้อง ฉันก็แค่อยากจะรู้จักเธอให้มากขึ้นได้เจอกันได้เป็นเพื่อนกันได้สนิทกัน มันไม่ยุติธรรมเลยทำไมเธอต้องช่วยเหลือฉัน ทำไมเธอถึงรู้เรื่องของฉันและทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องของเธอเลย แต่ถ้าเป็นแบบนี้หลังจากออกไปจากป่านี้ไปสู่เมืองที่กว้างใหญ่นั้นฉันอาจจะไม่มีโอกาสเจอกันเธออีกแล้วก็ได้

“เธอไม่พอใจหรือเปล่าเรื่องที่ฉันบอกไม่ได้น่ะ?...มีนา?” เสียงของจารุกำลังไล่หลังฉันมา

“ทำไมฉันต้องไมพอใจด้วยละ เรื่องที่บอกไม่ได้ก็คือเรื่องที่บอกไม่ได้” ฉันพูดโดยไม่หันหน้ากลับไปเพราะตอนนี้ฉันรู้สึกอัดอั้นแปลกๆ คล้ายกับว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดมาครั้งหนึ่งแล้ว

มันตอนไหนกันนะ เรื่องที่ฉันอยากรู้เพื่อที่จะเข้าใจคนคนนั้นแต่เขากลับไม่บอกอะไรกับฉันเลย ตั้งแต่ตอนไหนกันนะตอนที่ฉันกลายเป็นคนมีปัญหาเป็นเหมือนคนบ้าที่ทุกคนตีตัวออกห่าง เป็นคนที่ไม่ใยดีกับโลกไม่สามารถยิ้มและหัวเราะเหมือนกับคนอื่นพอขึ้นม.ปลายก็เป็นนังบ้าที่ได้แต่ไขว่คว้าอากาศไร้ตัวตนและถอนหายใจอยู่เรื่อยไป

ทั้งหมดมันคงจะเป็นช่วงปิดเทอมม.ต้นอะไรกันละที่มันกวนใจฉัน อะไรกันที่มันบีบคั้นหัวใจ...ในช่วงเดือน”เมษา”สองปีก่อน...หรือว่า...เรื่องนั้น

“มีนา...เธอเดินเร็วเกินไปแล้วนะ แบบนั้นจะไม่แย่เอาเหรอ”

“ฉันไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องของฉันเธอแค่คิดเรื่องของเธอก็พอแล้วละ”

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองตอบกลับไปแบบนั้นได้ยังไง มันเหมือนกับฉันพยายามกลับไปเป็นแบบตอนแรก ตอนที่ฉันยังไม่ไว้วางใจจารุฉันไม่อยากรู้จักไม่อยากเข้าใจและต้องการผลักไสเธอไปไกลๆ และเพราะน้ำเสียงที่เย็นชาของฉันมันทำให้เธอถึงกับเงียบไป ใช่...เธอจะเกลียดฉันก็ไม่แปลกหรอก ตัวตนของฉันแท้จริงแล้วมันก็เป็นแบบนี้เธอไม่ได้รู้ทุกอย่างของฉันและตัวฉันเองก็ไม่ได้รู้จักเธอ พวกเราก็แค่คนที่อยู่ชะตากรรมเดียวกันเพียงชั่วครู่และมันก็จะผ่านไปเมื่อออกไปจากป่านี้ เราจะไม่ได้เจอกันไม่ได้สนิทกันและเดินในเส้นทางคนละทางที่แตกต่างกันออกไปเหมือนกับที่มันควรจะเป็นตั้งแต่แรก

“มีนา...เธอร้องไห้อยู่งั้นเหรอ?” เสียงหญิงสาวจากด้านหลังทำเอาขาของฉันหยุดชะงักไป

เพราะคำพูดของเธอทำให้ฉันเริ่มที่จะพิจารณาตัวเองอีกครั้ง ในตอนนี้ดวงตาของฉันเริ่มที่จะเต็มไปด้วยน้ำสีใสๆจริงๆ คำถามจึงเริ่มพุดขึ้นมาในหัวฉันเพื่อทำความเข้าใจกับความรู้สึกแบบนี้ ทำไมฉันถึงได้จะร้องไห้กันละ ตัวฉันต้องการแบบนี้ไม่ใช่หรือไงหนีออกไปจากป่านี่กลับไปใช้ชีวิตตัวเองและทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น ทำเหมือนไม่เคยรู้จักจารุ มันคือตัวตนของฉันไม่ใช่หรือไง ทำไมกันละ ทำไมมันถึงจะต้องไหลออกมาด้วย...

“...ฉะ...ฉันไม่ได้ร้องไห้ เธอเห็นหรือไงฉันยืนอยู่ข้างหน้าเธอและหันหลังให้แบบนี้...”

“ก็...เดาๆเอาน่ะ ก็คงเพราะเธอหันหลังให้แบบนั้น แล้วก็เริ่มพูดแปลกๆ...เหมือนตอนที่เราเพิ่งเจอกัน”

“แปลก...งั้นเหรอ...เธอเรียกแบบนี้ว่าแปลกงั้นเหรอ...”

“อ่า...ใช่... ก็เมื่อกี้เรายังคุยกันปกติอยู่เลยนิ ถ้าเกิดพูดอะไรผิดๆไปฉัน...”

“นี่แหละคือตัวตนของฉัน! มันไม่ได้แปลกสักหน่อยฉันก็คือฉันและทำไมฉันจะต้องร้องไห้ด้วยล่ะ!”

ตอนนี้ฉันมองอะไรไม่เห็นอีกแล้ว ของเหลวสีใสมันเต็มไปหมดและไหลอาบแก้มทั้งสองของฉันทั้งๆแบบนั้น เสียงฝีเท้าจากด้านหลังเริ่มเข้าใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆและหยุดอยู่ข้างๆฉัน แต่ฉันก็ยังไม่หันไปมองและหันหลังให้ต่อไป

“งั้นก็หันกลับมาสิ ถ้าเธอไม่ได้ร้องไห้เธอก็หันกลับมาสิ” เสียงนั้นฟังดูหนักแน่นอย่างประหลาด มันไม่เหมือนกับสิ่งที่เจ้าของเสียงคนนั้นควรจะเป็น

มือของเด็กผู้หญิงค่อยๆสัมผัสลงที่ไหล่ของฉันอย่างนิ่มนวลก่อนที่จะใช้แรงดึงฉันให้หันหน้ากลับมาอย่างช้าๆ ใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาและเสียงสะอื้นของฉันปรากฏให้หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลเห็นอย่างช้า เธอค่อยๆยื่นมือมาปาดน้ำตาออกจากแก้มของฉันที่ละข้างๆอย่างอ่อนโยนก่อนจะขยับริมฝีปากสวยนั่น

“โอ้...เธอไม่ได้ร้องไห้จริงๆด้วยกำลังยิ้มอยู่นี่เอง โทษทีนะตอนนี้ฉันคงเหนื่อยๆเลยคิดไปว่าเธอทำตัวแปลกๆน่ะแต่นี่คือตัวตนจริงๆของเธออยู่แล้วใช่ไหม?”

“ใช่...นี่แหละตัวตนที่แท้จริงของฉัน รู้แล้วก็ไสหัวไปไกลๆได้แล้ว!” ฉันตวาดเสียงลั่น

“แน่ใจนะว่าจะให้ฉันไสหัวไปไกลๆจริงๆน่ะ?”

“เออสิ! ยัยหัวเปลือกไม้อย่าให้ฉันเห็นหน้าอีกนะ!”

ทันทีเมื่อประโยคของฉันจบลง อ้อมกอดที่อบอุ่นก็ถูกสวมมาให้ฉันมันทั้งแน่นและอึดอัดแต่แม้จะเป็นแบบนั้นฉันกลับชอบที่จะอยู่แบบนี้ อยากจะอยู่แบบนี้อีกนานๆแม้จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็ตาม รอยยิ้มที่ดูน่าอิจฉานั่นกำลังถูกส่งมาให้ฉันพร้อมกับดวงตาคู่งามสีดำสนิทราวกับนิลกาฬ จารุค่อยๆดึงหน้าของเธอเข้าใกล้ใบหน้าของฉันอย่างช้าๆก่อนที่หน้าผากของเราทั้งคู่จะบรรจบกัน

“ไม่เห็นจำเป็นต้องแบกรับตัวตนของตัวเองขนาดนั้นเลยนิ ก็แค่ซื่อสัตย์กับใจของตัวเองพูดสิ่งที่อยากพูดทำสิ่งสิ่งที่อยากทำ แบบนั้นก็ไม่ต้องคิดเรื่องหนทางที่เราจะเดินอีกแล้วละสะดวกดีออก...”

“...เอาแต่พูด...พูดแล้วก็พูดเธอนี่มันน่ารำคาญที่สุดเลย”

ฉันทนให้เธอพูดต่อไปอีกไม่ได้แล้วจึงจู่โจมเข้าที่ริมฝีปากของเธอ กดทับน้ำหนักลงไปในจุมพิตนั้นโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น นี่แหละคือการกระทำครั้งแรกที่ฉันซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง รสหวานฝาดๆค่อยๆทำให้เราทั้งคู่เหมือนเข้าสู่ความฝันอย่างช้าๆ ก่อนที่หัวใจที่เต้นรัวในอกของจารุที่ฉันรู้สึกได้จะทำให้ต้องละออกมาจากริมฝีปากงามนั่น รอยยิ้มของฉันค่อยๆปรากฏขึ้นอย่างช้าๆและจ้องมองไปในดวงตาสีดำของเธอ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยสีแดงระเรื่อที่เริ่มจะก่อตัวเข้มขึ้นและเข้มขึ้น

“...”

“...”

ความเงียบได้เกิดขึ้นเพราะเราทั้งคู่ต่างหัวขาวโพลนไม่สามารถที่จะคิดหาคำพูดอะไรมาให้แก่กันได้หลังจากการกระทำนั้น มันทำให้ฉันคิดว่าสิ่งทำมันบ้ามากแต่ก็ไม่ได้เสียใจในการซื่อสัตย์ต่อใจของตัวเอง ฉันจูบกับผู้หญิงมาสองครั้งแล้วนี่มันดูประหลาดหรือเปล่านะ มันจะกระทบกระเทือนจิตใจของจารุหรือเปล่านะ คำถามเหล่านี้มันวนเวียนอยู่ในหัวของฉันโดยไม่กล้าที่จะเอ่ยออกมา ท้ายที่สุดแล้วเสียงของน้ำในแม่น้ำที่หลั่งไหลก็ได้ดังต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั้ง

“ไปเถอะ...พวกเพื่อนของเธอมาแล้วหันกลับไปหาสิ”

เสียงของเด็กผู้หญิงที่โอบกอดฉันเอ่ยขึ้นก่อนที่ค่อยๆคลายกอดอันแนบแน่นนั้น ฉันหันกลับไปตามคำพูดนั่นถึงแม้จะไม่ได้เห็นร่างของใครแต่เสียงเรียกหาและชื่อของฉันก็ค่อยๆดังขึ้นทีละน้อยๆจากทางนั้น

“ยัยหงอก...!”

“มีนา...!”

“มนุษย์...!”

เสียงเรียกชื่อต่างๆของฉันดังขึ้นจนได้ยินชัดเจน ฉันเริ่มเร่งฝีเท้าอยากรวดเร็วโดยไม่สนความเจ็บปวดจากแผลเลยสักนิด เมื่อระยะทางใกล้ขึ้นฉันก็เริ่มมองเห็นร่างหลายร่างในสายตา และดูเหมือนพวกเขาก็เริ่มเห็นฉันเหมือนกันและเริ่มวิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

“เจอแล้วๆ!”

“นั่นไงมีนา!”

พวกเขาเข้ามาใกล้จนฉันเริ่มที่จะเห็นหน้าพวกเขาได้ชัด ในหมู่ของพวกเขามีศิรินและธันวาออกวิ่งนำแข่งกันมาราวกับว่าพนันกันว่าใครจะถึงตัวฉันก่อน ที่ตามมาก็คือตำรวจและหน่วยกู้ภัยสองนาย ปรางและ...คุณแม่...ไม่สิ...คุณเมษา แต่ที่เหนือความคาดหมายคือปริญญาที่ใส่เสื้อปิดผิวหนังมิดชิดกางร่มและปาดครีมกันแดดอย่างไม่ขาดช่วง และมอนตี้เด็กสาวผู้สวมชุดนักเรียนชายที่ใช้ผ้าคาดหัวเอาไว้และมีดวงตาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์

“ไอ้หน้าปลาตายแก่ขวางทางฉันโว้ย วิ่งช้าแบบนั้นจะมาบังทำไมฟร่ะ!”

“ทางเดินก็มีเยอะแยะ นายน่าจะเลือกทางอื่นที่ไม่ใช่ทางของฉันนะ”

“แหม เห็นเงียบๆนี่เวลาเถียงแกนี่พูดมากชะมัด ยัยหงอกฉันมาช่วยแล้ว!”

“ไม่หรอกมีนา ฉันมาช่วยก่อนต่างหาก”

ชายหนุ่มทั้งสองได้วิ่งมาถึงตัวฉันอย่างรวดเร็วแต่ก็ยื้อแย่งกันที่จะสัมผัสตัวฉัน เมื่อศิรินจากยื่นมือมาธันวาก็จับมือนั้นไว้ พอธันวาจะเอือมมือไปศิรินก็ปัดมันทิ้ง ท้ายที่สุดคนที่วิ่งตามมาและได้สวมกอดฉันคนแรกก็คือปราง

“มีนา...อา...อา...อา...!” เสียงร้องเรียกชื่อฉันอย่างเป็นเอกลักษณ์ถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับอ้อมกอดอันอบอุ่น

“อืม...โทษทีนะที่ทำให้เป็นห่วง...”

“ฉันคิดว่าเธอจะจมไปกับน้ำแล้วก็โดนนายเงือกสุดหล่อที่เป็นเคะพาตัวไปซะแล้ว...” ปรางเอ่ยพร้อมปล่อยโฮกออกมา

“เดี๋ยวนะ...ฉันไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆหรอก”

ในขณะที่เด็กหนุ่มทั้งสองเล่นตีมือกันไปเรื่อยๆและฉันก็กำลังลูบหลังปรางที่กำลังโอบกอดไปร้องไห้ไปอยู่นั้น ผู้หญิงที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับฉันก็เดินตรงเข้ามาและลูบหัวของฉันอย่างอ่อนโยน

"รู้ไหมว่าเธอหายไปตั้งสองวันแน่ะ คนอื่นเขาหากันแทบแย่”

“ที่จริงหนึ่งวันกับสองคืนต่างหากละ แล้วก็ขอโทษด้วยคงจะเป็นห่วงมากเลยสินะ...”

“อ่า...นั่นก็ส่วนหนึ่งแต่ตอนนี้ที่บ้าน ผ้าในตะกร้ามันล้นออกมาแล้ว พื้นก็เต็มไปด้วยฝุ่น จานก็ไม่ได้ล้าง ของในตู้เย็นก็ไม่มี เอาง่ายๆตอนนี้ฉันกินบะหมี่ถ้วยมาหลายมื้อแล้ว อยากกินของดีๆกลับไปทำให้กินหน่อยสิ”

“...นี่ฉันไม่ควรคาดหวังอะไรจากคุณเลยจริงๆเมษา...”

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยให้ฉันนั่งพักและหาผ้าจนหนูมาคลุ่มตัวฉันและตำรวจก็สอบถามเรื่องต่างๆ ฉันก็ได้แต่กุเรื่องตอบว่าพลัดตกลงไปในแม่น้ำเท่านั้นถึงแววตาของพวกเขาจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็มีศิริน ธันวา ปริญญาและมอนตี้พยักหน้ายืนยันเท่านั้น

“น่าแปลกนะที่มนุษย์อ่อนแอแบบนี้จะรอดมาได้คิดว่าจะตายเป็นอาหารปลาแล้วซะอีก” ปริญญาเอ่ยแบบนั้นแต่ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นตัวฉันปลอดภัย

“ตอนแรกอยากคิดว่าจะตายแล้วนั่นแหละ แต่ได้ผู้หญิงคนนั้นช่วยไว้น่ะ”

“ผู้หญิงคนนั้นไหน?”

“น่าจะเดินตามนั้นแล้วละอยู่ข้างหลังฉัน...อ่ะ...”

เมื่อฉันหันกลับไปสายลมที่แผ่วเบาก็ได้พัดผ่านไปราวกับเป็นการยืนยันสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่มีร่างใดๆเลยที่เดินตามฉันมาจารุไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

“คงจะกินน้ำไปมากจนเพี้ยนแล้วละมั้งยัยหงอก ตอนพวกเราวิ่งมาก็ไม่เห็นใครอื่นนอกจากเธอเลยนะ” ธันวาเอ่ยขึ้น

“ผู้หญิงที่ช่วยเธอคนนั้นโดน...ไปเยอะขนาดนั้นไม่น่าจะรอดหรอก คงต้องหาศพที่ไหลไปตามแม่น้ำอีกนาน”ศิรินกล่าวเสริม

“อ่า...อย่างนั้นหรอกเหรอ...แล้วเด็กที่มากับยัยนั่นละ...”

“เด็กหมาบ้านั่นพอเช้าอีกวันมาก็ไม่เห็นแล้วละ น่าจะโดนหนีออกโรงพยาบาลไปแล้ว” ปริญญาตอบและยังทาครีมกันแดดต่อไป

สุดท้ายเด็กสาวผู้มีผ้าโพกหัวก็ไม่ได้เข้ามากล่าวคำทักทายอะไรกับฉันเหมือนกับคนอื่นๆ เธอยังคงยืนมองอยู่ห่างๆด้วยรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์อย่างที่ควรจะเป็น ฉันแยกแยะไม่ออกว่าเธอจะมีอะไรอยู่ในใจหรือไม่ โดยปกติก็คาดเดาอะไรจากเธอไม่ได้อยู่แล้วนิ ถึงอย่างนั้นฉันก็มีเรื่องที่ตั้งใจจะถามเธออยู่

“รู้หรอกน่าว่าจะถาม เรื่องพวกนั้นฉันได้ข้อมูลมาบ้างแล้วละ มันก็ที่เธอละนะว่าจะเดินหน้าต่อไหวหรือเปล่า” เสียงแหลมสูงเอ่ยขึ้น

“ไหวอยู่แล้วไม่มีอะไรที่ฉันต้องคิดมากสักหน่อยก็แค่ทำในสิ่งที่อยากทำ แล้วถ้ามันผิดพลาดเหมือนคราวนี้ก็แค่กลับไปทำให้มันถูกต้องตามเดิมก็พอแล้วละ”

“อืม คิดได้แบบนี้ดูท่าทางคงจะเจอเรื่องดีๆจากการตกน้ำมาสินะ”

“ก็เป็นเรื่องดีๆแบบที่ว่านั่นแหละ”

ใช่แล้ว...มันอาจจะเป็นสิ่งที่ฉันคิดไปเองคนเดียวก็ได้ แต่ว่าถึงอย่างนั้นฉันก็ได้รับอะไรมาบางอย่าง เส้นทางที่จะก้าวเดินต่อ เรี่ยวแรงที่จะกอบกู้สิ่งที่พลาดพลั้งไป ไม่ว่าเธอจะอยู่ตรงนั้นจริงๆหรือไม่จารุ ขอบคุณจริงๆสำหรับทุกๆอย่าง

 

ระหว่างทางกลับขณะที่ฉันกำลังนอนอยู่บนรถกู้ภัยที่กำลังเคลื่อนที่ ปริญญาได้กระซิบบอกคนขับเพื่อที่จะขอลงระหว่างทาง รถเริ่มที่จะลดความเร็วลงเรื่อยๆในขณะที่ผีดูดเลือดสาวได้แต่จดจ้องที่ผ้าพันแผลที่เอวของฉันตาไม่กระพริบ ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้สึกหิวหรืออย่างไรและไม่ได้ใส่ใจกับสีหน้าของเธอมากนัก คงเป็นเพราะฉันอ่อนแรงกับอาการเสียเลือดไปมากก็ได้ แต่ก่อนที่เธอจะลงจากรถไปเธอกลับบอกประโยคที่ทำเอาฉันแทบจะลุกขึ้นมาเลยทีเดียว

“ฉันแอบชิมไปนิดหนึ่งเลือดของยัยมนุษย์ผมหางม้าสีน้ำตาลนั่นและรสชาติมันก็ห่วยแตกเหมือนเธอเลยมีนา ฉันไม่รู้อะไรไปมากกว่านี้หรอกแต่หวังว่าเธอคงจะรู้ความหมายมันนะ”

จารุเด็กสาวปริศนาตัวตนของเธอนั้นแท้จริงแล้วอาจจะอยู่แค่ใต้จมูกของฉันก็เป็นได้

นิลกาฬจบ




NEKOPOST.NET