Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 7 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.7 - บทจันทราตอนจบ พระจันทร์เต็มดวงและการหักหลัง [first write]


อ่านลำบากไม่มีย่อหน้าคลิกhttp://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1336509&chapter=14

“แล้วนี่นายจะเร่งรีบไปไหนเนี่ย?...มินทรี” เสียงแหลมสูงเอ่ยพร้อมกับเส้นผมที่พลิ้วปลิวไปตามลม

ร่างสองร่างที่มีหูและหางของสัตว์กำลังเคลื่อนที่โดยการกระโจนข้ามระหว่างตึกอย่างรวดเร็ว ชายร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าใบหน้ากำลังฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่สุดแม้ว่าเขาจะดูจริงจังตลอดแต่ในเวลานี้สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเด็กสาวที่ตัวเล็กเหมือนเด็กประถมที่พุ่งตามหลังมานั้นก็กำลังทำหน้ามุ่ยพองแก้มแสดงความรู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของเพื่อนพ้องตัวเองเท่าใดนัก ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าเมื่อหลายนาทีก่อนได้มีมนุษย์หมาป่าอาละวาดขึ้นกลางเมืองแต่แล้วในจังหวะที่คิดว่าจะได้จบเรื่องกลับมีหญิงสาวปริศนามาชิงตัวเด็กชายที่กลับร่างเดิมจากหมาป่านั่นซะได้ และสังเกตจากพลังกายและแรงถีบตัวที่ทรงพลังจนขนาดทำให้คลาดสายตาได้ง่ายๆแบบนั้นจึงเดาได้ไม่ยากว่าหญิงสาวคนนั้นไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอย่างแน่นอน

“ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทำไมอะไรๆมันต้องเกิดทั้งๆที่มันไม่น่าจะเกิดฟร่ะ...” มินทรีเอ่ยขึ้นก่อนที่จะเร่งความเร็วเข้าไปอีก

“มันไม่มีอะไรเป็นไปตามที่นายต้องการเสมอหรอก แล้วบางครั้งสิ่งที่นายกำลังทำอยู่มันก็อาจจะไม่ให้ผลลัพธ์ตามที่นายต้องการด้วย” มอนตี้พูดตอบพร้อมกับพุ่งมาข้างๆ

“หมายความยังไงนะ เธอจะบอกว่าให้เราเลิกตามตัวผู้หญิงคนนั้นแล้วกลับบ้านไปนอนตีพุงงั้นเหรอ?”

“ทำแบบนั้นก็ยังดีกว่าไล่ตามอย่างไร้จุดหมายแบบนี้ละน่า”

เมื่อได้ยินดังนั้นมินทรีก็หยุดการเคลื่อนไหวลงทันที เขายืนนิ่งๆโดยไม่พูดอะไรพร้อมกันนั้นก็กัดฟันด้วยความเจ็บแค้น จากที่มอนตี้พูดมาก็ดูมีเหตุผลมากทีเดียว ผู้หญิงคนนั้นหายไปพร้อมกับมนุษย์หมาป่าอย่างไร้ร่องรอยไม่มีเบาะแสหรือสัญญาณเอาไว้ติดตามตัวได้เลยสักชิ้น การที่เขาได้แต่วิ่งไล่ตามโดยไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอนแบบนี้รั้งแต่จะทำให้สูญเสียแรงและสุขภาพจิตไปเปล่าๆ

“โทษทีนะ...ทั้งๆที่เป็นหัวหน้าแท้ๆ...”

“ไม่มีอะไรต้องกล่าวขอโทษหรอก ฉันรู้นิสัยนาย นายก็รู้นิสัยฉัน ถ้าไม่เข้ากันได้จริงๆคงไม่ล่มหัวจมท้ายด้วยกันมาถึงขนาดนี้หรอก” มอนตี้กล่าวปลอบพร้อมกับสาวเท้าน้อยๆเข้ามายืนข้างๆหนุ่มร่างสูงใหญ่

“จากนี้ฉันควรจะทำยังไงต่อละ...” มินทรีเอ่ยถามเขาคลายสีหน้าที่ตึงเครียดลงพร้อมกับชายสายตาที่วิงวอนขอร้องให้มอนตี้ช่วย

เห็นอย่างนี้ถึงมอนตี้จะเป็นพวกที่ชอบทำอะไรตามใจแหกกฎเป็นว่าเล่นแต่ก็มักจะมีทางออกที่ดีๆอยู่เสมอ การแก้ปัญหาของเธอนั้นเด็ดขาดแต่ก็จะทำมันให้ยุ่งยากเกินกว่าที่คนอื่นจะเข้าใจได้ พอมาถึงตอนนี้เองจิ้งจอกสาวก็ยิ้มน้อยๆก่อนที่จะเปิดหน้าจอของกำไลตัวเองขึ้นเพื่อตรวจหาเบาะแสภายในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง

“นับว่ายากอยู่น่า...ผู้หญิงคนนั้นดูจากข้อมูลทางกายภาพแล้วไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปเลยแต่พละกำลังกลับมหาศาลขนาดนั้น พอดูดีๆแล้วก็ไม่ตรงกับอมนุษย์ในฐานข้อมูลสักตัวเลยด้วย” มอนตี้เอ่ยพร้อมกับตรวจสอบภาพในเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมา

“เธอจะบอกว่านังนั่นเป็นมนุษย์อย่างนั้นเหรอ? แบบนั้นมันก็เหมือนงมหาเข็มในมหาสมุทรเลยนะ”

“ก็คงต้องตีความไปแบบนั้น เพราะงั้นการที่จะหามนุษย์ในเมืองที่เต็มไปด้วยมนุษย์แบบนี้น่ะมันเป็นเรื่องยาก เราควรจะหาตัวมนุษย์หมาป่าจะดีกว่าเป้าหมายของเราเดิมก็คือแบบนั้นไม่ใช่เหรอ”

“เป้าหมายของเราคือทำให้เมืองนี้มันสงบเรียบร้อยเพื่อที่จะดำเนินตามแผนหลักได้ต่างหากละ แล้วอีกอย่างมนุษย์หมาป่าน่ะไม่มีมานาแถมเรายังไม่ได้ติดเครื่องสัญญาณเอาไว้ติดตามตัวด้วยจะหาตัวมันได้ยังไง?”

ถึงมินทรีจะพูดหักล้างไปซะมากแต่จิ้งจอกสาวกลับไม่แสดงท่าทีครุ่นคิดเพื่อหาแนวทางอื่นเลย เธอกลับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมาพร้อมกับมองเข้าไปในดวงตาของพวกพ้องอย่างเงียบๆราวกับกำลังตัดสินใจอะไรที่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

“ฉันทำได้นะ แต่คงต้องแหกกฎกันหน่อย” เสียงแหลมสูงเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม

 

ในเวลานี้แสงของดวงอาทิตย์ไม่มีอีกแล้วจึงคงเหลือแต่แสงของไฟตามบ้านเรือนและตึกต่างๆ รวมไปถึงแสงไฟจากเสาข้างทางที่สะท้อนร่างห้าร่าง ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ชายถึงแม้หนึ่งในนั้นจะมีเด็กผู้ชายที่มีหน้าตาแอบหวานนิดๆแต่ก็ยังคงความอ่อนวัยแบบชายหนุ่มเอาไว้ ผมสีเทาที่สะท้อนแสงเล็กน้อยนั่นก็ยิ่งทำให้ใบหน้าที่ขาวนวลให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ถึงอย่างนั้นแท้ที่จริงแล้วเขาก็คือเด็กสาวที่ใช้พลังของกำไลสีอำพันในการเปลี่ยนร่างกายให้เป็นเด็กผู้ชายนั้นเอง

“เดินไปเรื่อยๆแบบนี้น่ะเหรอ? ถ้าไม่มีอะไรฉันก็อยากกลับหอไปตีพุงนอนแล้วละน้า” เสียงหยาบกระด้างของชายผมทองเอ่ยขึ้นเชิงประชดพร้อมกับชายตามองร่างของหนุ่มผมสีเทาที่เล็กกว่าซึ่งอยู่ข้างๆ

“อยากกลับก็ไปสิไม่มีใครห้าม” เสียงเย็นชาดังมาจากชายหนุ่มผมสีดำอีกคนที่เดินตามหลังมาติดๆแทน

“โฮ....นึกว่าใบ้กินไปแล้วซะอีก ฉันก็แค่พูดเล่นไปนั้นแหละ แค่อยากรู้ว่า‘ยัยหงอก’จะต้องการฉันหรือนายมากกว่ากัน”

“บอกว่า‘วิกตอเรีย’ต่างหากจะให้ฉันย้ำกี่ครั้งกัน อีกอย่างช่วยเงียบๆหน่อยได้ไหมฉันต้องใช้สมาธิ” เด็กหนุ่มผมสีเทาพูดเรียบๆแต่สีหน้าดูเคร่งเครียดไม่น้อย

จู่ๆก็มีเด็กสาวจากที่ไหนไม่รู้มาชิงตัวเป้าหมายที่คาดว่าน่าจะควบคุมได้ไปเป็นใครต่างก็ต้องหัวเสียเป็นธรรมดา ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสามเป็นร่างของชายวัยกลางคนที่กำลังพยุงตัวชายหนุ่มอีกคนไว้อยู่ซึ่งชายหนุ่มคนนั้นเหลือแขนเพียงแค่ข้างเดียว มีนาเคยเสนอที่จะพาเขาไปโรงพยาบาลก่อนแต่ทั้งสองกลับปฏิเสธและยังยืนยันที่จะตามตัวมนุษย์หมาป่าที่ถูกชิงไปกลับมาให้ได้ ซึ่งมีนาก็ยังไม่วางใจพวกเขาเท่าไหร่เพราะดูจากเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ที่ครบมือแล้วน่าจะเป็นคนขององค์กรอะไรสักอย่างและมีความเป็นไปได้ว่าหลังจากจบเรื่องนี้พวกเขาอาจจะทำอะไรที่ร้ายกาจก็ได้ แต่ในตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรการตามตัวเด็กมนุษย์หมาป่าคนนั้นกลับมาก่อนที่จะไปทำร้ายใครอีกนั้นย่อมสำคัญกว่า

“นี่ลุงคืนนี้จันทร์เต็มดวงใช่ไหม แล้วมันจะเป็นยังไงถ้าเด็กคนนั้นได้อาบแสงจันทร์?” มีนาในคราบวิกตอเรียตะโกนถามชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลัง

“อืม...เด็กคนนั้นดูท่าทางแล้วน่าจะเคยกลายร่างได้ไม่กี่ครั้งถ้ารวมกับแสงจันทร์เต็มดวงที่มีความเข้มข้นสูงแล้ว...อย่างแย่ที่สุดน่าเรียกได้ว่าหายนะขนาดย่อมๆเลยละ” ชายวัยกลางคนที่มีนามว่าอันเดอร์พีชตอบ

ด้วยคำพูดของอันเดอร์พีชทำให้มีนาถึงกับกัดฟันแน่น นั้นก็หมายความว่าถ้าเกิดพวกเขาไม่เจอเด็กคนนั้นก่อนพระจันทร์เต็มดวงละก็อาจมีผู้เคราะห์ร้ายมากมายนับไม่ถ้วนและการจะโค่นมนุษย์หมาป่าลงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ร่างกายที่ใหญ่เกินกว่าจะเทียบกับหมีได้พร้อมกับพละกำลังที่มหาศาลนั่น ถ้าเกิดอาบแสงจันทร์เต็มดวงด้วยแล้วละก็อาจจะแข็งแกร่งขนาดที่ไม่มีใครจะสามารถต้านทานไหวเลยก็ได้ ในขณะที่ชายหนุ่มผมสีเทาซึ่งกำลังร้อนรนตัดสินใจที่จะเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเสียงเตือนของกำไลก็ดังขึ้นกะทันหัน

“512 512” เสียงแหลมสูงดังขึ้นมาจากกำไลสีอำพัน

“512อะไรของเธอน่ะ มอนตี้” มีนาในคราบวิกตอเรียตอบด้วยความไม่พอใจ

“512 ก็ห้า-โหลไง ฮาโหล”

“เฮ้อ ถ้าเธอจะติดต่อมาก่อกวนแบบนี้เอาเล่นไว้เวลาอื่นนะ” มีนาเอ่ยพร้อมกำลังจะตัดขาดการสื่อสารแต่มอนตี้ก็ชิงพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาก่อน

“รู้ที่อยู่ของมนุษย์หมาป่าแล้วละจะบอกให้ อ่า...ถ้าเธออยากจะรู้ละก็นะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างให้ความสนใจและมองมาทางกำไลข้อมือของมีนาเป็นตาเดียว ในหัวของแต่ละคนมีทั้งความประหลาดใจและคำถามมากมายอย่าง‘เด็กสาวที่พูดในต้นสายคือใครกันแน่? แล้วรู้ตำแหน่งงั้นเหรอทำได้ยังไง?’

“ว่าไงนะรู้ที่อยู่ไอ้หมาบ้านั้นแล้วเหรอ รีบบอกฉันเร็วๆเข้าฉันจะไปฆ่ามัน!” ชายหนุ่มที่เสียแขนไปข้างหนึ่งกระชากแขนข้างที่สวมกำไลของมีนาไปพร้อมกับถามคาดคั้นหาคำตอบ

ชายหนุ่มผมสีดำผู้ที่มีสายตาเย็นชาเห็นดังนั้นจึงตรงเข้าไปหาด้วยอารมณ์ที่แฝงโทสะเล็กน้อย เขาเข้าไปผลักชายแขนขาดให้ทิ้งระยะออกไปก่อนที่จะเหวี่ยงท่อนฟาไปที่ต้นคอของชายผู้นั้นอย่างรวดเร็วแต่มันก็หยุดลงโดยห่างจากคางไม่กี่เซนฯ

“ทำแบบนั้นอีกที ฉันจะไม่หยุดท่อนฟาแบบนี้อีก” ศิรินพูดสั้นๆด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยแรงอาฆาตอย่างแท้จริง เขาไม่สนว่าคนพวกนี้จะอยู่ข้างเดียวกับเขาหรือไม่แต่ถ้าคิดจะทำอะไรกับมีนาละก็ เขาก็พร้อมที่จะกำจัดทิ้งเสมอ

“แหม...อบรมนิสัยไอ้ด้วนนั้นหน่อยก็ดีนะลุง” ธันวาเอ่ยพร้อมกับยิ้มเยาะ

“หน่อยแน่ะแกว่าใครด้วนวะ!” เสียงของชายที่เสียแขนไปตวาดลั่นพร้อมทำท่าจะพุ่งตัวออกไปแต่ก็ถูกชายวัยกลางคนรั้งเอาไว้ซะก่อน

“เฮ้ ใจเย็นๆน่ามิดกายร์ สงบสติอารมณ์หน่อย”

ชายคนแขนขาดไปข้างหนึ่งคนนี้มีนามว่ามิดกายร์ เขานั้นตั้งแต่เสียแขนไปให้กับหมาป่าตัวนั้นก็มีอารมณ์แค้นเคืองมันอยู่ตลอดเวลา มันคงจะเจ็บแค้นมากที่อายุยังน้อยแต่ก็ต้องกลายเป็นคนพิการแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นมีนาก็ไม่เห็นว่ามันเป็นประเด็นสำคัญอยู่ดีเพราะถ้าไม่รีบเข้าละก็คนในเมืองนี้อาจจะไม่โชคดีจบลงด้วยการเสียแขนขาแบบมิดกายร์ก็ได้

“เสียงทางนั้นเอะอะน่าดูเลยนะมีอะไรหรือเปล่า?” เสียงแหลมสูงของมอนตี้เอ่ยถาม

“ไม่มีอะไรหรอก แต่ตอนนี้ฉันอยากรู้ตำแหน่งของเด็กคนนั้นด่วนเลยละ เพราะถ้าเกิดพระจันทร์ขึ้นละก็...”

“...มนุษย์หมาป่าก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลภายใต้พลังของพระจันทร์เต็มด้วยใช่ไหมละ?” มอนตี้ชิงพูดก่อนที่มีนาจะพูดจบ

โดยผิวเผินแล้วมีนาไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่มอนตี้จะรู้เรื่องนี้ แต่การที่มอนตี้ชิงพูดขึ้นก่อนนั้นสื่อถึงความนัยอะไรบางอย่าง ซึ่งเธอเองก็รู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องนี้เท่าไหร่เพราะจิ้งจอกตัวนี้เสนอตัวทีไรมักจะไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีตามที่คิดไว้แน่นอน

“ที่เธอบอกว่าเจอตัวแล้วนั้นคือรู้ที่อยู่หรือรู้วิธีหาตัวกันแน่ หวังว่าคงจะไม่คิดอะไรแผลงๆหรอกนะ” มีนาพูดดักไว้ก่อน

“โธ่เอ้ย...รู้ทันแฮะ มีนานี่ฉลาดจริงๆเลย”

“หยุดเล่นน้ำลายแล้วบอกสิ่งที่เธอตั้งใจจะทำมา”

“ถ้าฉันบอกเธอก็ต้องถือว่าเธอยอมรับในแผนของฉันนะ” จิ้งจอกพูดด้วยน้ำเสียงที่สูงกว่าปกติเล็กน้อยถ้าสามารถเห็นหน้าเธอตอนนี้ได้มอนตี้คงกำลังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์อยู่อย่างแน่นอน

เด็กหนุ่มผมสีเทาซึ่งร่างที่แท้จริงของเขานั้นเป็นเด็กสาวไม่สามารถที่จะตัดสินใจคนเดียวได้ เธอจึงหันไปสบตากับชายอีกสี่คนที่เหลือซึ่งได้ฟังข้อเสนอนั้นเช่นกัน พวกเขาเองก็ลังเลไม่แพ้กันแต่วิธีนี้ก็เป็นวิธีสุดท้ายแล้วละ ถ้าเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแล้ววิธีการของมอนตี้ก็น่าจะรับมือได้ง่ายกว่าจึงไม่น่าแปลกที่พวกเขาจะพยักหน้าให้กับมีนา

“ก็ได้...พวกเรายอมรับ ทีนี้ก็บอกแผนของเธอมา”

“หุๆ กะแล้วว่าพวกมีนาต้องเอาด้วยแน่ๆ” เสียงแหลมสูงปนหัวเราะนิดๆเอ่ยขึ้น

“แต่ถ้ามีใครบาดเจ็บหรือตายฉันจะทำให้หัวเธอมีลูกมะนาวงอกขึ้นมาแน่นอน” เด็กหนุ่มผมสีเทาพูดขู่

“อ่า...คงไม่เป็นอย่างนั้นหรอก... เข้าเรื่องเลยแล้วกันประเด็นอยู่ที่ว่าพลังชีวิตที่ได้รับจากแสงจันทร์เต็มดวงนั้นมีความเข้มข้นสูงมา ก็อย่างรู้กันว่าด้วยพลังที่เหลือล้นเปลี่ยนเสมือนน้ำที่เยอะเกินกว่าภาชนะเล็กๆอย่างมนุษย์หมาป่าวัยเยาว์จะรับไหวนั้นมันจะบังคับให้เขากลายร่างอยางช่วยไม่ได้ ซึ่งหมาป่าที่ครอบครองกลุ่มก้อนพลังชีวิตมหาศาลขนาดนั้นไม่ว่าจะหลบซ่อนที่ไหนก็รู้ได้ทันที” เสียงของมอนตี้อธิบาย

“เดี๋ยวก่อนนะ แม่หนูที่คุยมานั้นเธอหมายความว่าจะปล่อยให้หมาป่านั้นรับแสงจันทร์แล้วกลายร่างงั้นเหรอ!” ลุงอันเดอร์พีชตะโกนเข้าไปในกำไล

“น่าเสียดายที่ต้องตอบว่าใช่ แต่นั้นก็เป็นทางเดียวที่เราจะเจอตัวเด็กคนนั้นโดยไม่ต้องวิ่งไปทั่วเมืองแบบไร้จุดหมาย” เสียงของมอนตี้ยืนยัน

“พอกันทีมอนตี้ความคิดเธอมันเสี่ยงเกินไป จากที่ฉันลองใช้กำไลสีอำพันตรวจสอบดูไอ้พลังชีวิตที่เธอว่ามานั้นมันไม่เหมือนกับมานาที่จะยืนยันตำแหน่งเอาได้ อีกอย่างถึงจะรู้ตำแหน่งของเด็กคนนั้นซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะห่างกับเรามากก็ได้ กว่าจะไปถึงก็คงต้องมีคนตายไปหลายศพแล้วละ” มีนาคัดค้าน

กำไลที่มีนาและพวกมอนตี้ใส่นั้นตรวจสอบได้แต่ตำแหน่งมานาเท่านั้น พลังชีวิตที่อยู่เหนือขอบเขตความเข้าใจแบบนั้นถึงจะเป็นมินทรีที่เป็นหัวหน้าทีมMiexก็ไม่อาจจะล่วงรู้ได้เลย จะบอกว่ามอนตี้สามารถสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตงั้นเหรอ ถึงจะเป็นแบบนั้นพวกมีนาก็คงจะไปช่วยผู้คนที่กำลังโดนทำร้ายได้ไม่ทันการอยู่ดี แล้วก็ยิ่งไม่ต้องคิดว่าเมื่อพวกมีนาไปถึงจะสามารถโค่นหมาป่าที่แข็งแกร่งกว่าที่เจอมาได้ซึ่งตอนนี้ไม่มีปืนตาข่ายไฟฟ้าเหลืออยู่ด้วยแล้วก็มีแต่จะไปเป็นของเคี้ยวเล่นให้มันเท่านั้น

“เรื่องพวกนั้นไม่ต้องห่วงหรอกตอนแรกฉันก็สัญญาไว้แล้วไงว่าจะช่วย” เสียงที่แหลมสูงแต่ดูนิ่มนวลและหน้าค้นหาพูดจบ แสงสว่างวาบก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าชายทั้งห้าเมื่อกลุ่มก้อนแสงเหล่านั้นจางหายไปดาบไร้กั้นสีเงินก็ถูกปักอยู่ที่พื้นตรงนั้นแล้ว

ใช่แล้วมันเป็นดาบของมอนตี้ที่ดูคล้ายแท่งโลหะสีเงินซะมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นจากที่มีนาได้เห็นมามันมีพลังที่สามารถเคลื่อนย้ายพวกเขาไปในที่ซึ่งห่างไกลมากๆได้ ถึงจิ้งจอกตัวนี้จะกวนประสาทและเจ้าเล่ห์ขนาดไหนแต่สัจจะที่เธอเคยให้ไว้ก็ไม่เคยเสื่อมคลาย มีนาเข้าใจดีว่าการแทรกแซงเหล่ามนุษย์ของพวกมอนตี้ถูกกฎจำกัดเอาไว้ ถึงอย่างนั้นมอนตี้ก็ยังจำข้อเสนอที่ว่าจะให้ความช่วยเหลือไม่ให้พวกมีนาลำบากเหมือนในตอนบ้านหิมะนั้นได้

“...มันก็น่าซึ้งใจหรอกนะ แต่มินทรีไม่ว่าอะไรเหรอ?”

“อ่า...ก็นะ เขาว่ามันก็ดีกว่าที่หมาป่าตัวนั้นจะทำให้ภารกิจหลักยุ่งยากละนะแอ๊ฟ!” เสียงเหมือนกับมอนตี้จะโดนอะไรบางอย่างฟาดหัวเข้าให้

“ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ พวกเนชั่นแนลถ้ามีครั้งต่อไปถึงพวกนายจะเป็นตายยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว!” เสียงของชายอีกคนดังออกมาจากกำไล

“ก็ตามนั้นแหละมีนา ฉันจะเคลื่อนย้ายพวกเธอไปยังจุดเกิดเหตุหลังจากนั้นคงช่วยอะไรไม่ได้แล้วละ” มอนตี้เอ่ยด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่แฝงอยู่

“แค่นั้นก็เกินพอแล้วละ ขอบคุณนะ”

จากนั้นการสื่อสารของกำไลก็ถูกปิดลง มีนาในร่างกายของเด็กหนุ่มผมสีเทาหันกลับมาอย่างช้าๆพลางมองชายอีกสี่คนไล่ไปช้าๆ แต่ก็มาหยุดอยู่ที่สัญลักษณ์บนแขนเสื้อของชายสองคนสุดท้ายมันทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกแต่เธอก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าสัญลักษณ์รูป‘หน้าไม้’แบบนั้นเธอเคยเห็นมาจากที่ไหนถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้สำคัญในตอนนี้ เด็กหนุ่มผมสีเทาหลับตาลงชั่วครู่ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาใหญ่อีกครั้งด้วยสายตาที่มุ่งมั่นกว่าเดิม

“เอาล่ะทุกคน เมื่อพระจันทร์ขึ้นดาบเล่มนั้นจะพาเราไปที่จุดหมายตัดปัญหาไปได้หนึ่ง ส่วนเรื่องพอเราไปถึงแล้วจะทำยังไงนั้นพอเห็นเขี้ยวของมันก็น่าจะคิดออกเอง” มีนากล่าวอย่างสุขุมกับทุกคนพร้อมกับมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ

 

หูจิ้งจอกสีน้ำตาลขยับไปมาถ้าเกิดมีคนผ่านเข้ามาเห็นภาพนี้เข้าละก็มันคงจะดูน่ารักน่าเอ็นดูมาก แต่คงไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแน่ถ้าชายที่มีหูและหางของหมาป่ายังคงมีตัวตนอยู่ตรงนี้ มินทรียังคงทำหน้าตาบ่งบอกถึงความรู้สึกเครียดในใจอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้ภาระหน้าที่ของภารกิจลับที่แทบไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรกำลังถูกคุกคามอย่างเห็นได้ชัดเขาจึงอดไม่ได้ที่จะอารมณ์เสีย(ถึงแม้ปกติเขาก็มักจะเป็นแบบนี้เป็นประจำก็เถอะ) ในตอนนี้หัวหน้าทีมปฏิบัติการอย่างมินทรีไปแต่นั่งดูเฉยๆ ใช่แล้วแค่นั่งดูจิ้งจอกสาวพวกพ้องของเขาแกว่งหางไปมา กระดิกหูซ้ายทีขวาทีอยู่แบบนั้น

“ฉันไม่เห็นเธอจะทำอะไรเลย ได้แต่ยืนกระดิกหางขยับหูไปมาอยู่แบบนั้น” ชายหนุ่มผู้สูงใหญ่ออกเสียงที่แฝงไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

“ใจเย็นๆน่ากำลังหาอยู่นี่ไง เออ...คิดว่านะ” เสียงแหลมเล็กตอบ

“เฮ้อ...ให้มันได้เรื่องทีเถอะ เรามีเวลาจนถึงพระจันทร์ขึ้นเลยละ”

“ไม่ไหวแฮะ สัมผัสไม่ได้เลยพลังชีวิตมันมีหลายจุดมากเกินกว่าที่จะระบุตัวได้” มอนตี้ตอบด้วยความผิดหวังเล็กน้อยแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็หวังอะไรมากไม่ได้อยู่แล้ว

เด็กสาวตัวน้อยค่อยๆละจากการตรวจหามนุษย์หมาป่า เธอเดินทิ้งตัวลงมาจากราวกั้นบนดาดฟ้าตึกพร้อมกับบรรจงทิ้งตัวนั่งลงข้างๆชายหนุ่มผิวเข้มผู้เป็นเพื่อนพ้องของเธอ

“ฉันน่ะก็ไม่ได้ไม่เชื่อใจเธอหรอกนะ แต่ไอ้ทฤษฎีพลังชีวิตของเธอนี่มันไม่ได้เป็นสิ่งที่มันจะมีตัวตนได้เลยด้วยซ้ำอีกอย่าง ที่นี่มันโลกของเนชั่นแนลนะถ้าพลังชีวิตอะไรนั้นที่เธอว่ามันมีอยู่จริงๆการจะหามันได้มันคงจะยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก” มินทรีบ่นเล็กน้อยตามปกติพร้อมกับยื่นสาเกจอกน้อยๆให้กับมอนตี้

จิ้งจอกสาวนั่งหลับตาอยู่ชั่วครู่เพื่อรวบรวมสมาธิกลับมาอีกครั้งและรับสาเกนั้นมา ถ้าว่ากันตามตรงแล้วในหมู่ของพวกJinที่มาปฏิบัติการที่โลกมนุษย์นั้นถึงแม้จะมีเป้าหมายหลักที่ได้รับมอบหมายมาเหมือนกันแต่ทุกๆคนต่างมีความสามารถที่สอดคล้องกับหน้าที่เฉพาะของตนเอง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นภารกิจรองที่จะเป็นส่วนหนึ่งให้เกิดความสำเร็จในเป้าหมายหลักนั่นเอง ซึ่งมอนตี้นั้นก็เป็นสมาชิกที่ได้รับหน้าที่ที่หนักหนามากไม่แพ้หัวหน้าทีมอย่างมินทรีเลยที่เดียว จะสังเกตได้ว่าเธอจะมีหน้าที่ในการลาดตระเวนและตรวจตราสิ่งต่างๆ ใช่แล้ว...มันเป็นอะไรที่เหมาะสมกับทหารที่ชอบแอบอู้อย่างจิ้งจอกตัวนี้มากๆและนั่นก็เป็นเหตุผลที่อาจจะอธิบายได้ว่าทำไมเธอถึงมักจะใกล้ชิดกับมนุษย์ที่สุดมากกว่าใครเพื่อนในJinด้วยกัน

“ฉันว่าทางเดียวที่จะทำได้คือต้องให้พระจันทร์ขึ้นรอหมาป่าตัวนั้นซึมซับพลังจากแสงจันทร์สักหน่อยก็คงจะหาตัวได้ไม่ยากเท่าไหร่” เสียงแหลมสูงเอ่ยออกมาหลังจากนั้นก็ค่อยยกจอกดื่มสาเกเข้าไป

พวกเขาทั้งคู่นั้นดื่มสาเกเพื่อคลายหนาวและปลุกสติของตนเองขึ้นมาอีกหน่อย มอนตี้กับมินทรีไม่ได้นอนมาประมาณหกถึงเจ็ดคืนแล้วนับตั้งแต่ตอนที่มีศพรายแรกเป็นเหยื่อให้กับมนุษย์หมาป่า มันอาจจะเป็นดูหนักหนาสำหรับมนุษย์แต่พวกเขาเป็นชามบาเลี่ยน(Shambhalian)ตัวเลขเท่านั้นถ้าเทียบกันแล้วก็เหมือนคนอดนอนแค่คืนสองคืนเท่านั้น

“ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อหรอกนะว่าเธอทำอะไรแบบนั้นได้แต่ดูท่าทางจะมั่นใจน่าดูเลยนี่”

“อ่า...นายเองก็ดูไม่แปลกใจนี่นา แล้วก็เรื่องนี้เหยียบไว้ไม่ต้องรายงานนะ”

“รู้อยู่แล้วละน่า ฉันเองก็มีเรื่องต้องรายงานเพียบอยู่แล้วกะอีกแค่มีคนตรวจวัดพลังเฉพาะของพวกเนชั่นแนลได้มันไม่น่าจะเอาไปเขียนเพิ่มให้เปลืองหน้าหรอก”

“มันดูแปลกๆนา นายไม่เห็นจะบ่นฉันเลยนี่น่าเห็นชัดๆว่าฉันพยายามจะใช้พลังที่ถูกสั่งห้ามไว้ในกฎนั่น”

“กฎปกติของJinกับกฎที่ทางการขีดเส้นไว้กับเธอมันต่างกัน ระเบียบที่ทุกคนต้องปฏิบัตินั้นต้องตีความโดยเคร่งครัด ส่วนระเบียบส่วนตัวของทหารนั่นการตีความอยู่ในการตัดสินใจของหัวหน้าทีมต่างหากและฉันก็ตีความไปว่าพลังที่เธอห้ามใช้คือพลังที่แบบที่เธอใช้เมื่อตอนนั้นต่างหากละ”

มินทรีกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ถึงแม้ดูเหมือนจะเป็นบทสนทนาง่ายๆแต่นั่นก็ดูมีความกดดันอยู่ไม่น้อย เรวารี่ มอนเตเชี่ยน เมซารันซ์ เด็กสาวผู้มีหูและหางของจิ้งจอกที่นั่งจิบสาเกอยู่ข้างๆเขานั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกสั่งเป็นข้อห้ามพิเศษเฉพาะตัวเธอเองไว้อยู่ ซึ่งไม่เคยมีคนในหน่วยคนไหนเคยได้รับข้อห้ามแบบนี้มาก่อน

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า อดหลับอดนอนมาขนาดนี้ทั้งฉันและนายต่างก็พลังถดถอยไปมากแล้ว...”

“โกหก...”

“งูล...ไหงงั้น”

“เราอยู่ด้วยกันมานานมอนตี้ถ้าเธอตั้งใจโกหกอะไรฉันไม่มีทางรู้หรอก แต่ประโยคเมื่อกี้ที่ฉันรู้ก็เพราะว่าเธอจงใจให้ฉันดูออก”

“โฮ...ดูออกขนาดนั้นเลยสมแล้วที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน”

“แล้วก็มีอีกอย่างที่ฉันอยากจะพูด... เป็นเรื่องน่าแปลกที่มนุษย์หมาป่าเข้าอาละวาดในเมืองนี้ ที่นี่ไม่เคยมีประวัติของพวกมันเลยและพวกมันก็ไม่น่าจะออกจากถิ่นที่อยู่เดิมนักนอกจากจะจำเป็นจริงๆ”

มอนตี้ค่อยๆเหลือบสายตามองไปทางมินทรีเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยๆฉีกยิ้มกว้างขึ้นๆ เรื่องนี้มันดูแปลกเธอนั้นรู้ตั้งแต่ต้นแล้ว ในตอนนี้เพื่อนพ้องของเธอก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วด้วยเช่นกัน จู่ๆเมืองที่แสนสงบสุขก็มีมนุษย์หมาป่าโผล่ออกมาอาละวาดของแบบนี้มีแต่ในหนังสือการ์ตูนเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วการที่จะเกิดเรื่องแบบนี้มันต้องมีอะไรเบื้องหลังอยู่อย่างแน่นอน

“แล้วคนที่นายคิดไว้ในหัวตอนนี้เป็นใครละหญิงปริศนาที่จับตัวเด็กนั่นไปหรือว่าจะเป็นชายแปลกๆสองคนที่อยู่กับพวกมีนา?” เสียงแหลมเล็กเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์แบบจิ้งจอก

 

บนท้องฟ้ายามราตรีนั้นมีหมู่เมฆที่มองไม่เห็นปกคลุมอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีแสงสีเหลืองทองสาดส่องลงมาเล็กน้อย ทำให้รู้ได้ว่าภายใต้กลุ่มเมฆนั่นมีพระจันทร์เต็มดวงที่ส่องสว่างอย่างเป็นที่สุดในค่ำคืนนี้อยู่ เด็กหนุ่มผมสีเทาผู้มีรูปลักษณ์อ่อนเยาว์พร้อมกับใบหน้าที่แอบหวานเล็กน้อยกำลังกำดาบสีเงินแน่น เขารู้ดีว่าเมื่อท้องฟ้าปราศจากหมู่เมฆพวกนี้เมื่อไหร่ดวงจันทร์กลมโตสีเหลืองทองจะต้องปรากฏขึ้นอย่างแน่นอนและมันก็ใกล้เวลานั้นมากขึ้นเต็มที

“มีนา...ไม่สิ วิกตอเรีย” เสียงเรียบๆที่ฟังดูเย็นชาเล็กน้อยดังขึ้น

ศิรินค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ๆร่างของเด็กหนุ่มผมสีเทาพร้อมกับถอดเสื้อนอกและสวมให้กับเขา บรรยากาศตอนนี้นั้นเริ่มหนาวเย็นขึ้นมามากแล้วถึงแม้จะเห็นเป็นผู้ชายอย่างนี้แต่แท้จริงแล้วร่างต้นของเขาก็เป็นเพียงเด็กสาวม.ปลายเท่านั้น ศิรินจึงอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงร่างกายอันบอบบางนี้

“ขะ...ขอบคุณ...” เสียงอ่อนเยาว์กล่าวขอบคุณก่อนที่จะบรรจงส่วนมันให้เข้าที่ด้วยใบหน้าสีเขินอาย

มีนาไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รับรู้ความรู้สึกข้างในของคนอื่น เธอรู้ดีว่านอกจากเจ้านักเลงหัวทองปากร้ายอย่างธันวาแล้ว รองกัปตันชมรมผู้นี้เองก็มีใจให้เธออยู่เหมือนกันภายใต้ใบหน้าเย็นชานั่นที่ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจใยดีอะไรเขาเองก็เป็นคนที่เป็นห่วงเธอมากที่สุด แถมยังอยากจะปกป้องเธอให้ได้อีกด้วย

“ทุกคนพร้อมแล้วนะ หวังว่าเธอเองก็คงไหว”

“อ่า...ไหวสิ นายไม่ต้องเป็นห่วงหรอกฉันดูแลตัวเองได้” มีนาตอบพร้อมกันนั้นก็แอบล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อผ้าตรวจเช็คอาการบาดเจ็บของไหล่ตัวเอง

แผลตรงไหล่ที่ถูกคมเขี้ยวของหมาป่าตัวนั้นยังดูท่าทางไม่โอเคเท่าไหร่ เลือดนั่นยังไม่หยุดไหลเลยด้วยซ้ำคงเป็นเพราะแผลมันลึกเกินกว่าที่ร่างกายเหนือมนุษย์ของมีนาจะเยียวยาได้ ถึงอย่างนั้นเธอเองก็ปฏิเสธศิรินไปก่อน ใช่แล้วเธอไม่ใช่คนทึ่มที่จะไม่รู้ความรู้สึกของศิรินที่มีต่อเธอ แต่ถึงอย่างนั้นเธอเองก็อ่อนประสบการณ์เกี่ยวกับความรักอยู่มาก เธอไม่รู้วิธีการตอบรับความรักของชายทั้งสอง เธอไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไรเมื่อถูกรัก และเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับชายทั้งสอง ตั้งแต่เริ่มชีวิตมัธยมมาตอนแรกมันอาจจะสวยหรูมีนานับว่าเป็นคนที่หน้าตาดีเลยทีเดียว แต่พอขึ้นม.ปลายเธอเริ่มที่รับด้านแย่ๆในชีวิตมาคิดเป็นจำนวนมากมันทำให้เธอเริ่มออกหาจากสังคมเริ่มบ่นแปลกๆมนุษย์สัมพันธ์ก็เลวร้ายลง จึงไม่แปลกที่เธอจะเป็นที่รังเกียจของทุกคนนับได้ว่าทุกครั้งที่เดินผ่านใครพวกเขาจะต้องแอบซุบซิบนินทาเสมอๆ มันทำให้มีนาไม่อยากร้องขอความช่วยเหลือและมักจะพึ่งตัวเองตลอด แต่อย่างน้อยตอนนี้มันก็ดูดีกว่าเดิมเยอะแล้วจากตอนแรกที่มีแค่ปราง ศิรินตามด้วยธันวา พวกเขาเหล่านั้นเป็นห่วงและอยากจะช่วยเหลือเธอจากใจจริง

พอคิดแบบนั้นมีนาก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ เธอค่อยๆหันหน้าไปสบสายตาที่ดูเย็นชาของศิรินและด้วยรอยยิ้มของเธอถึงแม้จะอยู่ในร่างของผู้ชายแต่มันก็ทำให้ชายหนุ่มผมสีดำรู้สึกประหลาดใจ เขาพยายามที่จะยิ้มตอบกลับด้วยรอยยิ้มแปลกๆที่ดูไม่เป็นธรรมชาติของเขาซึ่งมีนาก็อยากจะรู้จริงๆว่าใครสอนให้ศิรินยิ้มแบบนั้น

“นั่นนายกำลังยิ้มจริงๆน่ะเหรอ ขอโทษนะแต่มันดูน่าตลกเป็นบ้าเลย” เด็กสาวในร่างชายหนุ่มผมเทาเอ่ยพร้อมกับแอบหัวเราะ

“ใช่...ฉันยิ้ม ถึงจะแปลกไปหน่อยแต่ถ้ามันทำให้เธอมีความสุขได้ก็พอ” ศิรินกล่าวและยังยิ้มแบบนั้นต่อไปอีก

“หึๆ...พอเถอะศิริน เอาไว้ฉันจะสอนนายยิ้มเองก็แล้วกัน...”

“เฮ้! ยัยหงอก พระจันทร์นั่นมันขึ้นแล้ว” เสียงหยาบกระด้างของธันวาตะโกนดังขึ้น

ชายหนุ่มผมสีทองกำลังโบกมือเรียกพร้อมชี้ขึ้นไปให้ทุกคนสนใจบนท้องฟ้า มีนาเงยหน้าขึ้นไปตามสัญชาติญาณ ในสายตาของเธอดวงจันทร์เต็มดวงกลมโตสีเหลืองทองกำลังสาดส่องแสงไปทั่วท้องฟ้าไร้ซึ่งการบดบังจากหมู่เมฆใดๆ ขณะเดียวกันดาบสีเงินไร้กั้นที่เธอสัมผัสอยู่ก็เริ่มส่องแสงสว่างสีขาวเช่นกัน

“มีนาฉันสัมผัสตำแหน่งของมนุษย์หมาป่าตัวนั้นได้แล้ว จะทำการเคลื่อนย้ายละนะ!” เสียงแหลมสูงดังขึ้นมาจากกำไลสีอำพัน

“อืม รู้แล้วละ ธันวา ลุงอันเดอร์พีช มาจับดาบเล่มนี้เร็วเข้าเราจะไปกันแล้ว!” มีนาเรียกชายอีกสามคน

“จะไปกันแล้วนะมิดกายร์พร้อมนะ” อันเดอร์พีชเอ่ยพร้อมพยุงชายหนุ่มอีกคนลุกขึ้นเดิน

“แน่นอนครับ ผมละรอไม่ไหวที่จะได้ถลกหนังไอ้หมาบ้านั้นอยู่แล้ว”

ชายทั้งห้าพร้อมกันล้อมรอบดาบสีเงินพวกเขาต่างยื่นมือของตนไปสัมผัสดาบเล่มนั้น แสงสีขาวเริ่มที่จะสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆจนกระทั้งมันกลืนทัศนวิสัยโดยรอบไปโดยสิ้นเชิง เมื่อแสงจางหายไปสถานที่ก็ถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากถนนสายหลักที่มีตึกล้อมรอบในตอนนี้มันกลายเป็นชายเมืองที่ด้านข้างมีแม่น้ำอยู่สายหนึ่ง

“ว้าว! นี่มันอุปกรณ์อะไรกันเนี่ย?” เสียงแสดงความประหลาดใจของมิดกายร์เอ่ยขึ้น

ในระหว่างที่ลุงอันเดอร์พีชกับมิดกายร์ที่เพิ่งจะเคยเคลื่อนย้ายด้วยดาบของมอนตี้เป็นครั้งแรกกำลังประหลาดใจอยู่นั้น มีนาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างตามด้วยศิรินและธันวา มันเป็นเสียงเห่าหอนพร้อมกับเสียงอุ้มเท้าที่หนักแน่นไม่ใช่ของคนแต่เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“ทุกคนถอย! กระจายตัวเร็วเข้า!” เสียงเยาว์วัยตะโกนเตือนภัย

สัตว์ร้ายร่างกายใหญ่โตกระโจนเข้าหากลุ่มคนทั้งห้าโดยไม่ให้ตั้งตัว มันมีขนาดใหญ่กว่า กำยำกว่า และรวดเร็วกว่าตอนแรกที่เจออย่างเห็นได้ชัด มันเร็วเกินกว่าที่ทุกคนจะหลบแยกตัวออกไปได้ทัน ชั่ววินาทีนั้นมีนาจึงตัดสินใจที่จะพุ่งตัวไปรับการจู่โจมทั้งหมดไว้เพื่อปกป้องคนที่เหลือ ด้วยพละกำลังของมันเพียงแค่อุ้มเท้าทั้งสองสัมผัสร่างผอมบางของเด็กหนุ่มก็เสียหลักในทันที มันกดทับร่างของเขาไว้พร้อมกับแยกเขี้ยวขนาดยักษ์ออกมาพร้อมที่จะบดขยี้

“มีนา/ยัยหงอก!” เสียงของชายหนุ่มทั้งสองดังประสานกันขึ้น

ศิรินและธันวาต่างรีบวิ่งเข้าไปหมายจะช่วยมีนาในทันที แต่ดูเหมือนจะไม่ทันการซะแล้วคมเขี้ยวของหมาป่าแทงเข้าไปที่ช่องท้องของเด็กหนุ่มผมสีเทาอย่างรวดเร็ว มีนาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในทันทีถึงอย่างนั้นก็ยังคงรวบรวมสติที่เหลืออยู่งัดขากรรไกรของสัตว์ร้ายเพื่อดึงคมเขี้ยวของมันออกมา ทำให้ของเหลวที่แดงไหลทะลักออกจากบาดแผลนั่นทันทีที่เขี้ยวหมาป่าถูกผลักออกไป แต่หมาป่าตัวนั้นก็พยายามที่จะกัดเธออีกครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั้งมีเสียงจากชายหนุ่มอีกคนดึงความสนใจมันไป

“แก! ไอ้หมาสารเลว!” เสียงของมิดกายร์ตะโกนพร้อมกับควักปืนพกออกมาเล็งไปทางสัตว์ร้ายตัวนั้นทันที

“บ้าเอ้ย! อย่ายิงนะโว้ย! ถ้ามันโดนมีนาเข้ามาละก็...” ธันวาตวาดสุดเสียงแต่ดูเหมือนมิดกายร์ในตอนนั้นจะถูกความเคียดแค้นครอบงำจนไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

ปั้ง!!!!!

เสียงของปืนดังลั่นขึ้น มิดกายร์ยิงมันออกไปแล้วแต่มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ไม่ถูกหมาป่า ไม่ถูกมีนา วิถีกระสุนไม่ได้ตรงตามเป้าหมายที่เล็งไว้ มันกลับถูกอะไรบางอย่างปัดป้องออกไป

ผมหางม้ายาวสีน้ำตาลนั่นเป็นคำตอบอย่างเดียวในสายตาทุกคน แขนข้างหนึ่งของเด็กสาวมีรอยบาดแผลจากการปัดกระสุนออกไปอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่ฉายแววเอาชนะจ้องมองมาทางชายหนุ่มผู้ที่กำกระบอกปืนไว้ในมือ

“อยากยิงก็ยิงโดยที่ไม่คำนึงถึงคนอื่นเลยเหรอ พวกแกนี่มันต่ำช้าจริงๆ” เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่สายตาเต็มไปด้วยโทสะ

“เธออีกแล้วเหรอ ดีเลย... งั้นฉันก็จะเป่าเธอให้กระจุยไปพร้อมๆกับไอ้หมาบ้าตัวนั้นด้วย!” มิดกายร์เล็งปืนไปยังร่างของเด็กสาวคนนั้นทันที

แต่ก่อนจะเขาจะได้ทันลั่นไกเขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่น่าประหลาด แผลตรงแขนของเด็กสาวที่ได้รับจากกระสุนปืนค่อยๆสมานเข้าด้วยกันจนหายสนิทพร้อมกันนั้นเธอก็ย่อตัวลงใช้กำลังขาอันทรงพลังถีบตัวพุ่งมาทางเข้าอย่างรวดเร็ว อย่าว่าแต่ยิงออกไปเลยแม้แต่สายตาของเขาก็ยังมองความเร็วจากแรงถีบตัวที่ทรงพลังนั้นยังไม่ทัน รู้ตัวอีกทีเธอก็อยู่ในระยะประชิดเสียแล้ว ปืนพกกระบอกนั้นถูกหมัดที่ทรงพลังขยี้เป็นชิ้นๆก่อนที่จะจับคอเสื้อและเหวี่ยงร่างของเขาไปอีกทาง

ตุ๊บ!!!!!

เสียงร่างของมิดกายร์กระแทกกับพื้นลั่น ศิรินและธันวาไม่ได้สนใจชายคนนั้นแม้แต่น้อยตอนนี้ในหัวของพวกเขาคือมีนาที่กำลังโดนหมาป่ายักษ์เล่นงานอยู่ พวกเขาช่วยกันออกแรงงัดขากรรไกรที่ทรงพลังนั่นให้ห่างจากร่างกายของมีนา ก่อนที่เธอจะสบโอกาสใช้กำลังที่เหลืออยู่ถีบเจ้าสัตว์ร้ายออกไป เมื่อถูกถีบออกมาและเห็นว่าเล่นงานใครไม่ได้มันจึงถอนออกมาตั้งหลักอยู่ข้างเด็กสาวที่ไว้ผมหางม้าอย่างเป็นมิตร มีนาที่ลุกขึ้นตั้งหลักได้และอยู่ท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ได้เห็นกิริยาที่น่าแปลกของหมาป่าดังนั้นจึงหันไปสบตากับเด็กสาวด้วยความเคลือบแคลงในใจ ทำให้สายตาฉายแววเอาชนะของเด็กสาวผมสีน้ำตาลกับเด็กหนุ่มผมสีเทาปะทะกันอีกครั้งราวกับว่าทั้งสองมีจุดยืนที่ไม่สามารถยอมถอยให้กันได้

 “จะว่ายังไงดีละถือว่ามีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายเลยนะเนี่ย” เสียงหยาบกระด้างของชายผมทองเอ่ยขึ้นพร้อมกับค่อยๆถอยมายืนอยู่ข้างๆมีนา

“นายอยากจะบอกว่านายโล่งอกที่ฉันไม่โดนมันขย้ำและไอ้มิดกายร์นั่นก็โดนอัดซะปลิว ส่วนเรื่องร้ายก็คือหมาป่าตัวนั้นดันจับคู่ดูโอ้กับสาวจอมพลังสินะ” มีนากล่าวพร้อมกับผูกเสื้อเพื่อห้ามเลือดตรงช่องท้องไปพลาง

“ปกติมนุษย์หมาป่าไม่เคยเชื่องกันใครแบบนี้นี่น่า แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ดูท่าทางจะไม่ธรรมดาด้วยเห็นทีจะงานช้างซะแล้ว” ลุงอันเดอร์พีชบอกพร้อมกับเตรียมกระสุนปืนซึ่งตอนนี้เหลืออยู่ไม่มาก

ทางด้านมีนามีเด็กหนุ่มผมสีเทาที่เสริมพลังพิเศษจากกำไลสถานะบาดเจ็บหนึ่ง ชายหนุ่มธรรมดาสอง กับลุงถือปืนพกที่มีกระสุนเพียงหยิบมืออีกหนึ่ง อีกด้านเป็นมนุษย์หมาป่าตัวใหญ่กับเด็กผู้หญิงที่มีกำลังมหาศาล ไม่ว่าจะมองยังไงก็เสียเปรียบอยู่อย่างเห็นได้ชัด

“มันจะเป็นข่าวดีมากที่พวกนายจะปล่อยเราไป จะได้ไม่มีใครเสียเลือดเนื้ออีก” เสียงของเด็กสาวผมน้ำตาลเอ่ย

“ไม่เสียเลือดเนื้ออย่าพูดให้ดูดีหน่อยเลย ทางเธอเองฆ่าคนไปมากเท่าไหร่ละ” เด็กหนุ่มผมเทาตอบกลับ

“มนุษย์ป่าตัวนี้ยังเด็กเขายังควบคุมพลังได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพื่อป้องกันตัวจากคนที่จะมาทำร้ายเขาต่างหาก”

“ดูท่าทางจะพูดไม่กันไม่รู้เรื่อง ตัวอันตรายแบบพวกเธอคงต้องจัดการด้วยกำลังซะแล้ว” มีนาเอ่ยพร้อมใช้หางตาส่งสัญญาณเตรียมพร้อมกับทุกคน

“จัดการด้วยกำลังงั้นเหรออย่าพูดให้ขำเลย ทางนี้เรื่องกำลังน่ะมากกว่าอยู่เห็นๆ” ทางด้านเด็กสาวพูดจบก็ตั้งท่าเตรียมต่อสู้พร้อมกับหมาป่าที่ขู่คำรามเช่นกัน

แต่ทว่าภายใต้ราตรีที่เต็มไปด้วยแสงจันทร์นี้ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างอยู่อีก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างละสมาธิจากอีกฝ่ายไปชั่วครู่ เหมือนกับว่าอะไรสักอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาโดยไร้ซึ่งเสียงใดๆ เสียงลมที่แผ่วเบาพัดผ่านโสตประสาทของทุกๆคนไปพร้อมสัมผัสเย็นเยือกที่กระทบผิวของพวกเขามันทำให้หัวใจเริ่มเต้นรัว ความรู้สึกราวกับมนตร์สะกดที่มอบความกลัวและจองจำขาเอาไว้ไม่ให้วิ่งหนีในคราวเดียวกัน ต้นเหตุของความรู้สึกเหล่านั้นค่อยๆก่อตัวกันขึ้นเป็นรูปร่างด้วยกลุ่มก้อนของไอหมอกสีดำ

“อะไรกันๆ...ที่แท้ก็เป็นเจ้ามนุษย์เฮ็งซวยวิกตอเรียกำลังกัดกับหมาป่าตัวเท่าบ้านอยู่นี่เอง” เสียงแหบต่ำเอ่ยขึ้นราวกับลอยมาตามสายลมในค่ำคืน

ร่างๆหนึ่งที่ก่อตัวจากเงามืดปรากฏในสายตาทุกคู่ ผิวขาวซีดและดวงตาสีแดงทับทิมพร้อมด้วยผมที่สั้นลงจากการถูกตัดนั่นมันทำให้มีนาเดาเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกเสียจาก...

“ปริญญา...!?”

สาวร่างบางภายใต้เสื้อกันหนาวสีดำค่อยๆย่างก้าวเขามาอย่างช้าๆ มันเป็นการเดินที่เงียบไร้ซึ่งเสียงใดๆราวกับเท้าของเธอไม่ได้สัมผัสพื้น แต่ถ้าสังเกตดีๆรอบกายของเธอมีกลุ่มเงาสีดำทมิฬรายล้อมอยู่บางๆ พวกมีนายังจำเธอได้ไม่มีวันลืมเธอคือแวมวูลเลี่ยนหรือผีดูดเลือดที่สูบกินเลือดผู้คนไปมากมายเมื่อตอนสวนสนุก ทั้งบ้านผีสิงและบ้านหิมะทุกคนที่ตายล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของเธอ

“ยัยหงอกท่าจะไม่ดีแล้วเรารีบศึกสองด้านไม่ไหวแน่...” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเล็กน้อยพร้อมกับเข้ามายืนชิดมีนามากขึ้น

“ฉันเองยังไม่แน่ใจ บางทีเธออาจจะมาดีก็ได้”

“มาดีงั้นเหรอ ยัยยุงนั่นจะจับเราหักคอจิ้มน้ำพริกละไม่ว่า...”

“โทษทีนะ ฉันไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้นสักหน่อย อีกอย่างที่ผ่านนี่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอกพอดีว่าเสียงเห่าหอนของสุนัขมันทำให้สุขภาพหูฉันเสียน่ะ” ปริญญาเอ่ยพร้อมกับเสยผมสั้นของเธอ

ปริญญาเลือกที่จะเดินเข้ามาอยู่ข้างมีนาเธอยืดแขนบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนที่จะใช้หางตาชายมามองเด็กหนุ่มผมสีเทาพร้อมกับยิ้มน้อยๆและเลียริมฝีปาก ทางด้านมีนาที่ถูกคุกคามทางสายตาก็อดไม่ได้ที่จะตอบกลับไป

“เธอต้องการอะไร?” เด็กหนุ่มผมสีเทาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร

“เห็นแบบนี้แล้วยังดูไม่ออกอีกเหรอ อีกฝ่ายเป็นถึงมนุษย์หมาป่ากับเอ่ย...มนุษย์ผู้หญิงที่ไม่ธรรมดาเชียวนะ ไม่คิดว่าตัวเองกำลังโดนรังแกบ้างเหรอ?”

“มนุษย์...? งั้นเหรอ?”

“ช่ายแล้ว เห็นอย่างนี้ฉันน่ะจำกลิ่นมนุษย์ได้แม่นเชียวนะ ไม่แพ้กลิ่นเลือดที่กำลังไหลออกมาจากท้องและไหล่ของเธอเลยละ”

พูดจบปริญญาก็เริ่มเคลื่อนไหวเธอตั้งใจจะเข้าหามีนาในระยะประชิด ทำเอาศิรินและธันวาต้องเอาตัวเข้ามาขวางไว้แต่ไม่กี่อึดใจเงาสีดำที่รายล้อมรอบตัวของเธอก็แยกทั้งคู่ออกและผลักไปคนละทาง มีนาไม่ได้ตกใจกับสิ่งเกิดขึ้นเลยเธอยื่นนิ่งอยู่กับที่ปล่อยให้แวมวูลเลี่ยนสาวค่อยๆยื่นมือมาสัมผัสกับใบหน้าของเธอ ก่อนที่จะล้วงเข้าไปในเสื้อกันหนาวหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมา

“ผ้าอนามัยน่ะ ร่างจริงของเธอเป็นผู้หญิงนินะคงรู้นะว่าให้เอาไปใช้ยังไง แค่ผูกเสื้อตรงท้องน่ะไปไม่รอดหรอก มันจะหกหมดเสียของเปล่าๆ” ว่าแล้วปริญญาก็ดึงเสื้อของมีนาออกยัดผ้าอนามัยเข้าไปตรงแผลที่ท้องและผูกเสื้อกลับด้วยความรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที

“...ไม่ยักรู้ว่าเธอใช้แบบมีปีก แอ็ฟ!!!” มีนาพูดยังไม่ทันจบก็ถูกเงาสีดำฟาดเข้าให้ที่หน้าโดยไม่มีคำเตือน

“หุบปากน่ะ! ก็ของยี่ห้อนี้มันเหลือแต่แบบนี้นี่น่า รู้ไหมว่าฉันหัวเสียขนาดไหนที่ต้องจ่ายแพงกว่ากับไอ้แบบมีปีกงี่เง่านี่น่ะ!” ปริญญาตะโกนลั่น

ภาพพจน์ที่แสนน่าเกรงขามของแวมวูลเลี่ยนถูกทำลายในพริบตาพร้อมกันนั้นก็มีสายตาของมนุษย์เพศผู้จ้องมองมาที่ใบหน้าซีดขาวซึ่งตอนนี้มีสีแดงระเรื่อปรากฏขึ้น ผีดูดเลือดสายสัมผัสได้ถึงสายตานั้นเธอหันไปจ้องมองผู้ชายที่เหลือด้วยสายตาโกรธปนความรู้สึกอายสุดขีด

“มองหาญาติบนสวรรค์หรือไง เดี๋ยวแม่จับหักคอจิ้มน้ำพริกให้หมดเลยนิ!”

“เหมือนเคยได้ยินว่าเธอไม่มีรสนิยมแบบนั้นไม่ได้เหรอ แอ๊ฟ!!!” ธันวาที่เอ่ยปากพูดไม่กี่คำก็ถูกเงาสีดำกระแทกเข้าหน้าจนต้องหงายหลังไป

“หุบปากแล้วจะไปไหนก็ไปไอ้พวกมนุษย์เฮ็งซวยไร้ประโยชน์ ทางนี้แค่ฉันกับมีนาก็โค่นไอ้หมาป่ากับนังนั่นได้สบายๆอยู่แล้ว!”

“ปริญญาพูดถูกนาย ศิรินกับลุงอันเดอร์พีชน่ะ ถอยไปไกลๆเลย” มีนาพูดเสริม

“ดะ...เดี๋ยวก่อนยัยหงอกนี่เธอก็เอากับยัยยุงด้วยเหรอ?” ธันวาลุกขึ้นมาเอ่ยถามแต่มือยังคงกุมจมูกเอาไว้

มีนาไม่ได้ตอบทันทีเธอยังคงนิ่งเงียบไปสักครู่ สายตามองกลับมาที่ปริญญาในตอนนี้เธออยู่ในสภาพเตรียมพร้อมรบแล้วและท่าทางอีกฝ่ายเองก็ดูเหมือนจะไม่ทนกับการเถียงไร้สาระของพวกเธอเต็มที

“ฉันไม่มีทางเลือก มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เรามีสิทธิชนะและอีกอย่าง...นายกับศิรินเป็นคนสำคัญสำหรับฉัน พวกนายช่วยมามากพอแล้วขอบคุณนะ”

เด็กหนุ่มที่แท้จริงเป็นหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอไม่รู้วิธีปฏิบัติที่ดีแต่อย่างน้อยมันก็ไม่ยากเกินไปที่เธอจะตัดสินใจมอบความปลอดภัยให้กับคนสำคัญของเธอ ในตอนนี้ความรู้สึกที่เธอมีต่อพวกเขามันอาจจะไม่แน่ชัดแต่ว่า...มีไม่กี่คนหรอกที่แคร์เธอในช่วงชีวิตม.ปลายและศิรินกับธันวาก็เป็นหนึ่งในนั้น และด้วยความรู้สึกที่สื่อออกไปกับคำพูดนั้นมันทำให้ชายหนุ่มทั้งคู่จำใจที่จะถอยห่างออกไปจากบริเวณที่กำลังจะเกิดการต่อสู้นี้ในไม่ช้า

“พูดได้ดูดีขึ้นนี่ แต่เลือดของเธอรสชาติมันยังห่วยแตกเหมือนเดิมเลยนะ...” เสียงแหบต่ำของสาวผมสั้นเอ่ยเบาๆ

“แอบชิมไปแล้วงั้นเหรอ คิดว่าเธอหยุดกินเลือดมนุษย์แล้วซะอีก”

“ก็มันทนไม่ไหวนี่น่า คำพูดของนังจิ้งจอกครั้งนั้นทำเอาฉันไม่อยากดูดเลือดใครเลยตั้งแต่สู้กันตอนนั้น”

“แย่จังเลยนะนั่น อย่างงี้เธอจะมีพลังเหลือสู้กับพวกนั้นได้เหรอ?” มีนากล่าวเหน็บแนมเล็กน้อย

ปริญญาเริ่มรวบรวมเงามืดของเธอจนรอบๆกายเริ่มหนาทึบนัยน์ตาสีแดงเบิกกว้างขึ้นพร้อมกับเผยเขี้ยวคมยาวให้เห็นเล็กน้อย เธอแสยะยิ้มให้มีนาก่อนที่จะเปลี่ยนเป้าหมายไปจับจ้องศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ด้านหมาป่าเมื่อเห็นรอยยิ้มที่ไม่เป็นมิตรของผีดูดเลือดจึงเริ่มตั้งท่าเตรียมต่อสู้ด้วยเสียงคำรามลั่น เด็กสาวผมหางม้าสีน้ำตาลเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีแวมวูลเลียนมาสมทบก็ไม่ได้หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยเธอยังคงส่งสายตาที่ไม่ยอมแพ้ปะทะกับมีนาเป็นช่วงๆ การจับคู่ต่อสู้ของเด็กหนุ่มผมสีเทาผู้มีพลังเหนือมนุษย์ทั่วไปกับแวมวูลเลี่ยนและสาวน้อยผู้มีกำลังมหาศาลกับมนุษย์หมาป่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

“อย่างน้อยร่างกายฉันก็ยังสภาพดีกว่าคนบางคนละนะ...” เสียงแหบต่ำค่อยๆจางหายไปพร้อมๆกับร่างของแวมวูลเลียนที่กลืนไปกับความมืดในค่ำคืน

เหมือนหมาป่าจะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เริ่มต้นขึ้นจากร่างที่มองไม่เห็นนั่นมันคำรามเสียงดังลั่นก่อนที่จะเปิดฉากจู่โจมร่างของเด็กหนุ่มผมสีเทาร่างเดียวที่มันมองเห็นของอีกฝ่าย มันวิ่งมาอย่างรวดเร็วด้วยขาทั้งสี่ก่อนที่จะกระโจนหมายฝังเขี้ยวใหญ่ยักษ์ของมันลงบนร่างของมีนา แต่ด้วยไหวพริบของเธอทำให้สามารถหลบการโจมตีของหมาป่าได้อย่างง่ายดายด้วยการมุดตัวก้มต่ำ หลังจากนั้นเธอพยายามกวาดตาอย่างรวดเร็วว่าศัตรูอีกคนมีการเคลื่อนไหวหรือไม่ และมีนาก็ได้รู้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องมองหาอีกแล้วดูเหมือนว่าจังหวะที่หมาป่าจู่โจมเด็กสาวก็ถีบตัวตามมาโจมตีซ้ำแบบติดๆในตอนนี้ ผมหางม้าที่พลิ้วไหวนั่นอยู่ตรงหน้าของเด็กหนุ่มผมเทาแล้วและหมัดของเด็กสาวก็กำลังเคลื่อนเข้ามาหมายจากพุ่งใส่ใบหน้าอีกด้วย

“คิดไว้แล้ว...แต่เธอยิ่งกว่าที่คิดไว้อีก...” เสียงอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มพึมพำ ระหว่างนั้นเขาก็รีบวางเท้าใหม่และตั้งการ์ดรับอย่างรวดเร็วก่อนที่หมัดนั้นจะมาถึง

“คิดว่านายจะรับได้ก็ลองดูสิ!” เด็กสาวกู่ร้องพร้อมออกหมัดไปสุดแรง

ปัง!!!

เสียงหมัดกระทบเข้ากับท่อนแขนของมีนาดังสนั่นราวกับเสียงท่อนเหล็กร่วงลงมาจากตึกสูงในเขตก่อสร้าง แรงของหมัดกับการตั้งรับนั้นทำให้เกิดแรงอัดอากาศกระจายออกมาและเท้าที่ตั้งหลักทิ้งน้ำหนักอย่างดีนั่นก็ทรุดลงไปพร้อมกับพื้นคอนกรีตที่ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ทั้งคู่ปะทะกันด้วยกำลังและสายตาที่ไม่ยอมแพ้แต่ดูเหมือนฝ่ายเด็กสาวจะตกใจไม่น้อยที่หนุ่มผมเทาไม่มีอาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ร่างกายของเขาไม่ได้ปลิวไปตามแรงอันมหาศาลของเธอเลยแม้แต่น้อย

“ตกใจ? บอกแล้วไงว่าคิดไว้แล้ว ฉันสังเกตแรงมหาศาลของเธอแล้วก็คิดหาวิธีรับมือมาตลอดจนสุดท้ายก็ได้ความว่าต้องตั้งท่าถ่ายแรงของเธอลงไปที่พื้นนี่แหละ” เด็กหนุ่มพูดพร้อมด้วยสายตาที่เตรียมพร้อมมารับชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม

“ก็ตกใจนิดหน่อยเรื่องร่างกายของนาย แต่ขอดูหน่อยนะว่าเขี้ยวคมๆจะแทงหลังของนายเข้าไหม”

เด็กสาวเอ่ยในแววตาของเธอสะท้อนภาพที่อยู่เบื้องหลังเด็กหนุ่มหมาป่าร่างยักษ์ดูเหมือนว่าจะได้ตั้งหลักและกลับมาโจมตีเด็กหนุ่มผมสีเทาอีกครั้ง มันเริ่มที่จะแยกเขี้ยวโค้งยาวออกพร้อมที่จะกระโจนมาและฝังมันลงไปในร่างกายของเขาจากด้านหลัง แต่ครั้งนี้ไม่เป็นไปอย่างที่คิด เงาสีดำเริ่มก่อตัวขึ้นพุ่งจู่โจมใส่ดวงตาแสนดุร้ายของมันจนต้องเสียหลักและยกเลิกการโจมตีไป ความเย็นจากเงาพวกนั้นทำให้มันสะบัดหัวไปมาด้วยความระคายเคืองแต่ทำเช่นนั้นได้ไม่นานมันก็ถูกแรงบางอย่างกระแทกไปล้มอยู่อีกด้าน เจ้าสัตว์ร้ายรู้ตัวว่าถูกโจมตีจึงหันมาแยกเขี้ยวใส่ต้นเหตุที่ทำร้ายมันซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นจากกลุ่มหมอกสีดำ

“โว้ๆๆ ระวังตัวหน่อยเจ้าหมาน้อยตัวเท่าบ้าน...เอ...มันยังไงน่า เอาเป็นว่าชั่งมันเถอะ มาดูกันหน่อยสิว่าอมนุษย์ตัวไหนมันจะแกร่งกว่ากัน!” เสียงแหบต่ำพูดด้วยตาสีแดงฉานดุจโลหิตจ้องมองไปอย่างท้าทาย

ราวกับเจ้าหมาป่าตอบรับคำท้ามันแยกเขี้ยวคำรามและวิ่งเข้าหาทันที อีกฝ่ายก็เหมือนกันปริญญารวบรวมเงามืดทั้งหมดพุ่งตัวเข้าปะทะกับสัตว์ร้าย เงาสีดำที่ดูดซับแรงพุ่งชนแผ่พุ่งออกพร้อมจางหายไปเผยใบหน้าที่ขาวซีดกำลังแสยะยิ้ม ปริญญากางฝ่ามือที่ปลายนิ้วเต็มไปด้วยกรงเล็บที่แหลมคมขึ้นก่อนที่จะฟาดมันลงไปที่คอของสัตว์ร้าย แต่เจ้าหมาป่ากลับเร็วกว่าอยู่จังหวะหนึ่งมันงับเข้ากลางลำตัวของแวมวูลเลียนสาว ความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาไม่ได้ทำให้ปริญญาหยุดกรงเล็บนั่นลงเธอกลับรวบรวมเงาสีดำควบแน่นไปที่ฝ่ามือและฟาดเข้าไปด้วยแรงที่มากกว่าเดิม

“รับไปซะเจ้ามนุษย์หมาป่า!!!” เสียงกู่ร้องแหบต่ำดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรงเล็บที่ปะทะเข้ากับร่างของหมาป่ายักษ์

กลุ่มก้อนของเงาสีดำที่ควบแน่นระเบิดใส่เจ้าสัตว์ร้ายพร้อมกับกรงเล็บที่ฟาดฟันมัน ไอสีดำกระจายออกอย่างรุนแรงจนความเยือกเย็นเปลี่ยนแปลงบรรยากาศโดยรอบจนบิดเบี้ยวเล็กน้อย เมื่อทัศนะวิสัยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะที่มองเห็นได้อีกครั้งก็ปรากฏร่างของหมาป่ายักษ์ที่นอนกองกับพื้นด้วยบาดแผลที่มีของเหลวที่แดงไหลออกมาตรงคอ ทางด้านปริญญาแสยะยิ้มรับชัยชนะด้วยร่างกายที่บอบช้ำพอๆกัน

“ไงละหมาน้อยรู้ซึ้งถึงพลังของเผ่าพันธุ์แวมวูลเลียนหรือยัง...กรี๊ด!!!” เสียงแหบต่ำเปลี่ยนโทนเป็นเสียงสูงอย่างรวดเร็ว

จู่ๆสัตว์ร้ายที่น่าจะนอนสลบอยู่กลับลุกขึ้นมาวิ่งพุ่งเข้าชนแวมวูลเลียนสาวอย่างรุนแรงจนร่างบางๆของเธอปลิวไม่ต่างจากก้อนกระดาษ ปริญญากลิ้งและกระแทกกับพื้นอยู่หลายตลบก่อนที่จะหยุดลงพร้อมกับเศษฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย เธอพยายามที่จะประคองตัวเองขึ้นแต่แล้วหมาป่าร่างยักษ์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นมันกระโจนเข้ามาและใช้อุ้มเท้าของมันกระทืบร่างของแวมวูลเลียนซ้ำเข้าไปอีกจนเธอถึงกับหน้าถอดสีเพราะความเจ็บปวด

“อั๊ก!...กะ...แกไอ้...หมาเฮ็งซวย” ปริญญาสบถด่าด้วยลมหายใจที่ติดขัด

“ดูท่าทางเธอจะอ่อนแอไปเยอะเลยนะ กินเลือดเพิ่มพลังสักหน่อยไหม?”

เสียงอ่อนเยาว์ดังมาจากอีกด้านถึงจะดูเหมือนเป็นคำพูดสบายๆ แต่ทางเขาเองก็กำลังรับมือกับหญิงสาวหางม้าอยู่เหมือนกัน ในตอนนี้หนุ่มผมสีเทาทำได้แค่หลบหมัดของเด็กหญิงไปมาเท่านั้นซึ่งดูจากสิ่งเกิดขึ้นมันดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ หมัดอันทรงพลังที่พลาดเป้าไปนั้นพอมันไปกระแทกกับพื้นแล้วเสียงดังสนั่นก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับเศษดินและคอนกรีตที่ระเบิดออกมาตามแรงของหมัด ถ้าเกิดแทนที่ตรงนั้นด้วยร่างกายคนถึงจะเป็นมีนาในร่างวิกตอเรียก็คงไม่น่าจะต้านทานมันได้แน่

“ละ...เลือดเน่าๆของเธอใครมันจะไปกระเดื่องลงฟร่ะ...ยะ...อย่านะไอ้หมาเฮ็งซวย!” ปริญญาพูดยังไม่จบดีคมเขี้ยวจากปากของมันก็พุ่งเข้ามาจู่โจมอย่างไม่ให้ตั้งตัว

ยังดีที่เธอเอามือรับมันได้ทันแต่ถึงอย่างนั้นด้วยกรามอันทรงพลังของมันย่อมมีเรี่ยวแรงมากกว่าผีดูดเลือดที่ไม่ได้กินเลือดเติมพลังมากนานอยู่แล้ว บวกด้วยพลังจากแสงจันทร์เต็มดวงที่ทำให้มันแข็งแกร่งราวเครื่องจักรก็มิปานจึงทำให้ยิ่งต่อกรยากเข้าไปอีก ปริญญาพยายามที่จะต้านมันไว้สุดกำลังแต่เขี้ยวของมันกลับกดลงมาใกล้เธอเรื่อยๆ จนมันเกือบจะทิ่มหน้าของเธออยู่แล้ว

“บ้า...ชิบ...ถ้าเกิดได้ดื่มเลือดสักหน่อยละก็...อ่ะ!?”

อยู่ดีๆก็มีของเหลวกลิ่นคุ้นเคยหยดลงมาสัมผัสใบหน้าขาวซีดของเธอ เมื่อเธอมองไปตามจุดที่มันหยดลงมาก็พบว่ามันเป็นเลือดที่ออกมาจากแผลตรงคอของหมาป่าที่เธอทำไว้ ปริญญามองภาพเขี้ยวตรงหน้ากับแผลนั่นสลับไปสลับมา ในใจคิดว่าเธอคงไม่มีทางเลือกมากแล้วสินะ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความอับอายที่ต้องกินเลือดของเจ้าหมาป่าตัวนี้เช่นเดียวกับเห็บที่อยู่บนตัวมันคงจะรสชาติดีกว่าเลือดของมีนาเป็นไหนๆ

“...ทำไม่ชีวิตฉันมันต้องบัดซบขนาดนี้กันนะ ถ้าพระเจ้ามีจริง...ฉันจะหักคอมันจิ้มน้ำพริกเลยค่อยดู...” ถึงแม้จะบ่นเล็กบ่นน้อยแต่ปริญญาก็อ้าปากรับเลือดหมาป่าที่หยดลงมาอย่างช่วยไม่ได้

รสชาติที่เธอขาดมานานกระจายไปทั่วปาก มันปลุกความกระหายของเธอมากขึ้นๆ รสชาติแบบนี้มันเยี่ยมยอดกว่าเลือดฝาดๆขมๆของมีนาเป็นไหนๆ ไม่นานความรู้สึกของพลังที่แผ่ไปทั่วร่างของเธอก็ได้ฟื้นคืนกำลังให้ เขี้ยวของหมาป่าถูกแรงที่มากขึ้นดันให้ห่างออกไปเรื่อย รอยยิ้มและดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายสีแดงสดปรากฏชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

“เอาล่ะ เหมือนจะสนุกมาพอแล้วสินะไอ้หมาเวร!” เสียงตวาดที่เยือกเย็นสะท้านถึงกระดูกดังขึ้น

ด้วยพลังที่ฟื้นคืนมาปริญญาจับศีรษะของสัตว์ร้ายและทุ่มร่างอันใหญ่โตของมันลงไปข้างๆ พร้อมกันนั้นก็กระโดดขึ้นคร่อมและตวัดกรงเล็บอันแหลมคมใส่ไม่ยั้ง แต่ดูเหมือนจะทำได้แค่รอยขีดขวน ผิวหนังและขนหนาๆของหมาป่าที่ได้รับพลังจากแสงจันทร์เต็มดวงนั้นทนทานเกินกว่าที่จะจู่โจมตรงๆโดยปราศจากการใช้พลังเงาของแวมวูลเลียนช่วยเพิ่มพลังโจมตีได้ แต่พอปริญญาคิดจะรวบรวมเงามืดใส่ฝ่ามือก็สายเกินไปเสียแล้ว อุ้มเท้าที่แข็งแกร่งของมันได้ตะปบใส่ร่างที่คร่อมมันอยู่อย่างรุนแรง

ร่างของแวมวูลเลียนสาวลอยออกไปตามแรงโจมตีนั่น แต่เพียงชั่วพริบตาเธอก็กลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำและก่อตัวเป็นร่างกายขึ้นมาใหม่ในทวงท่าการลงพื้นที่นิ่มนวลและสง่างามพร้อมกับรอยยิ้มและสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

“ยังหรอกๆ เวลาของเรายังเหลืออีกเยอะเจ้าหมาน้อย ความมืดในราตรีของฉันและจันทราในค่ำคืนนี้ของแกมันไม่จบสั้นๆหรอกนะ”

นั้นเป็นเสียงสุดท้ายที่ออกมาจากปากของแวมวูลเลียนสาวที่รวบรวมเงามืดจนถึงขีดสุด และเธอก็ใช้พลังพวกนั้นพุ่งเข้าหาหมาป่ายักษ์ราวกับกระสุนปืน ทางด้านสัตว์ร้ายก็ไม่แพ้กันมันคำรามดังก้องไปทั่วเมืองก่อนที่จะขยับขาทั้งสี่อย่างดุดันดีดตัวเข้าปะทะกับผีดูดเลือดเช่นกัน อมนุษย์ทั้งสองเข้าต่อสู้ขับเคี่ยวอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ฝ่ายทางด้านมีนาและหญิงสาวปริศนาเองต่างก็แลกหมัดสวนกันไปมาเช่นกัน หมัดที่รวดเร็วและแม่นยำของมีนาปะทะเข้ากับร่างกายอีกฝ่าย แต่ร่างกายที่ดูบอบบางของหญิงสาวก็พื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็วเหมือนกันและหมัดของเธอถึงแม้จะถูกหลบไปมากแต่มันก็ทรงพลังพอที่จะสร้างความเกรงขามให้อีกฝ่ายได้ ทั้งสองนั้นมีจุดยืนของตัวเองไม่อาจจะถอยให้กันได้แม้แต่ก้าวเดียว สายตาที่ไม่ยอมแพ้และหมัดที่มุ่งมั่นต่างพุ่งเข้าหากันไม่หยุด

 

แต่ในขณะที่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆหารู้ไม่ว่าชายวัยกลางคนกำลังหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาในมุมที่ลับตาพร้อมกับพยายามติดต่ออะไรบางอย่าง

“นี่อันเดอร์พีช...ตอนนี้กำลังสู้กันอยู่กำลังเสริมเตรียมพร้อมเราจะจับพวกมันทั้งหมดเลยรวมถึงเจ้าผมเทากับแม่สาวผมน้ำตาลนั้นด้วย...”

ชายวัยกลางคนแอบติดต่อด้วยอุปกรณ์คล้ายมือถืออย่างลับๆล่อๆ แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบก็มีมือของใครบางคนมันสัมผัสไหล่ของเขา ใบหน้าที่อันเดอร์พีชเห็นหลังจากมองกลับไปคือชายผมสีทองที่จ้องแววตาสีฟ้าที่ดูไม่เป็นมิตรพร้อมกับยิ้มอย่างโหดเหี้ยมใส่

“ว่าแล้วเชี่ยว แกนี่มันตาแก่เจ้าเล่ห์จริงๆ...” เสียงหยาบกระด้างเอ่ยและไม่รอช้าที่จะออกหมัดจัดการลุงทรยศตรงหน้าในทันที

แต่เหมือนอันเดอร์พีชจะไม่มีทีท่าว่าจะหลบใดๆ หมัดที่ธันวาปล่อยออกมาถูกชายวัยกลางคนผู้มากประสบการณ์กว่าคว้าเอาไว้อย่างแม่นยำ พร้อมกันนั้นก็จ่อปากกระบอกปืนไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลา

“หึ...เสียใจด้วยนะ ไอ้หนูมันจบแล้วละ” เสียงอันเดอร์พีชเอ่ย แต่รอยยิ้มของธันวาไม่ได้หายไปทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย

ชายวัยกลางคนรู้สึกถึงร่างอีกร่างที่วิ่งตรงเข้ามาหา สายตาที่เหลือบไปมองปรากฏชายผมสีดำที่กระโจนมาพร้อมกับท่อนฟา อันเดอร์พีชตัดสินใจอย่างรวดเร็วเขาพลิกข้อมือนำปืนมาตั้งรับกับท่อนฟาที่ใกล้เข้ามาเกิดเป็นเสียงของโลหะกระทบกัน

“โฮ้...ลุงนี่เก่งใช้ได้” ธันวาเอ่ยพร้อมกับพลิกข้อมือกลับไปคว้าแขนของอันเดอร์พีชไว้แทน

“นี่แก!?”

“ตกใจทำไมก็ท่าพลิกข้อมือเหมือนลุงนั้นแหละ”

ชายวัยกลางคนที่ถูกบีบให้ใช้แขนทั้งสองข้างจึงไม่มีทางที่จะตอบโต้การโจมตีต่อไปที่ตรงเข้ามาได้ ทั้งท่อนฟาและหมัดได้เข้ากระแทกทั้งหลังและท้องของเขาจนล้มลงไปนอนกับพื้นหมดสภาพตามระเบียบ

“อันนี้ให้นายใช้ก็แล้วกันไอ้หน้าปลาตาย” ธันวาหยิบปืนจากร่างที่สลบไปแล้วยืนให้แก่ศิริน

“นายรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าเราโดนหักหลังทำไมไม่รีบบอก” เสียงเย็นชาเอ่ยถาม

“อ่า ตอนแรกก็แค่รู้สึกสังหรณ์ไม่ดีน่ะแต่ตอนนี้คาหนังคาเขาเลย...ไม่เอาน่าอย่าโทษกันสิฉันไม่ใช่พระเจ้าจะได้รู้ไปซะทุกเรื่องสักหน่อย”

“...กัดฟันไว้”

“หา...?” เสียงอุทานด้วยความสงสัยของธันวาเอ่ยขึ้นแต่คำตอบนั้นกลับเป็นแขนของศิรินที่ผลักตัวเขาอย่างรุนแรงจนล้มไป

ชายผมทองรู้สึกหงุนงงและโกรธแค้นในตอนที่ตัวเองล้มไปกระแทกพื้นไม่น้อย ธันวาเงยหน้าขึ้นมามองชายผมดำที่ผลักเขาแต่ศิรินกลับกำลังเล็งปืนไปที่ทิศทางหนึ่ง ตรงนั้นร่างของมิดกายร์ที่น่าจะสลบอยู่กำลังลุกขึ้นมาและหันปากกระบอกปืนมาทางพวกเขาพอดี แต่ก่อนที่จะเหนี่ยวไกยิงเสียงปืนในมือของศิรินก็ได้ดังขึ้นมาก่อน

ปั้ง!!!!

เสียงปืนดังสนั่นดึงความสนใจของร่างทั้งสี่ที่กำลังต่อสู้กันอยู่ให้หันมา ทุกคนได้เห็นศิรินชี้ปืนไปอีกทางพร้อมกับรอยควันจากปากกระบอกและปลอกกระสุนที่เด้งออกมา พร้อมกันนั้นร่างของมิดกายร์ก็ถูกกระสุนฝั่งเข้าไปที่หัวไหล่ก็ล้มลงไปพอดี

“อ่า...ขอบใจ ฉันเกือบจะลุกขึ้นไปสวนนายอยู่แล้วแต่ถ้าให้ดีนายน่าจะยิงไปที่หัวมันเลยนะ” ธันวาเอ่ยขณะที่ประคองตัวเองขึ้นมา

“นั้นมันเรื่องอะไรน่ะ ศิริน ธันวา!” เสียงอ่อนเยาว์ตะโกนมา

“เราโดนหักหลัง” ศิรินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆของเขา

การต่อสู้ทั้งหมดหยุดชะงักลงไปทันทีทั้งสองฝ่ายเหมือนกับนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า เด็กสาวที่ไว้ผมหางม้าสีน้ำตาลเธอสงบศึกกับมีนาชั่วคราวพร้อมกับจ้องแววตาคู่งามมาทางชายหนุ่มทั้งสอง จะมีแต่ปริญญาที่กำลังกอดคอของหมาป่าและพยายามฝังเขี้ยวลงไปแต่เจ้าสัตว์ร่างยักษ์ก็สะบัดร่างของเธอไปมาอยู่เรื่อยๆอยู่เช่นกัน

“ปริญญาเธอหยุดทำแบบนั้นก่อนได้ไหม?” มีนาหันไปพูดกับแวมวูลเลียนสาวที่ปลิวไปมาตามแรงสะบัดของหมาป่า

“มันไม่ได้...ขึ้นอยู่กับฉัน...เธอก็บอกให้...ไอ้หมาเฮ็งซวยนี่หยุดเซซซ!” เสียงของปริญญาผิดเพี้ยนไปเพราะแรงเหวี่ยง

“โลเวลหยุดเถอะ ผีดูดเลือดตัวนั้นจะไม่กัดนายแล้วละ” เด็กสาวออกคำสั่ง

ราวกับว่าหมาป่าตัวนั้นเข้าใจเป็นอย่างดี มันค่อยๆหยุดสะบัดคอและปล่อยให้ร่างขาวซีดร่วงลงไปกับพื้นอย่างว่าง่าย แถมด้วยการหายใจรดใกล้ๆใบหน้าของแวมวูเลียนอีกสอง-สามที

“อะ...อี๋...ไอ้หมาสกปรก! ไปไกลๆเลยก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจหักคอแกจิ้มน้ำพริก...”

“ไหนว่าเธอไม่ได้รสนิยมแบบนั้นละยัยยุง” ธันวาแซว

“หะ...หุบปากน่ะ!”

มีนาที่กำลังสับสนค่อยๆจ้องมองลึกเข้าไปที่ตราสัญญาลักษณ์ที่แขนเสื้อของร่างที่สลบไป รูป‘หน้าไม้’นั่นไม่ว่ายังไงเธอก็คิดไม่ออกสักทีว่าเคยเห็นมันมาจากที่ไหน แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากอะไรเสียงของเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างๆก็ดังขึ้นมาก่อน

“ ‘สเลเยอร์’ อย่างที่คิดไว้จริงๆด้วยว่าเธอถูกพวกนั้นเป่าหูซะเละ สองคนนั้นไม่ได้อยู่ข้างเธอตั้งแต่แรกหรอก ก็แค่ใช้ประโยชน์จากพวกนายแล้วก็จับโลเวลกลับไปที่องค์กรเท่านั้น ดีไม่ดีอาจจะทำเราสองคนกับผีดูดเลือดเพื่อนเธอไปพร้อมกันเลยก็ได้” เด็กสาวเอ่ยพร้อมกันปัดผมหางม้าให้เข้าที่

“หมายความว่า...โดนหลอกใช้งั้นเหรอ...ทั้งเรื่องปกป้องผู้คนและเรื่องปล่อยหมาป่าไป...” มันเป็นน้ำเสียงที่อัดอั้นพร้อมกับการกัดฟัน

กิริยาของมีนาดูไม่น่าแปลกสำหรับคนที่พยายามรับบทฮีโร่แทบตายแต่กลับถูกหลอกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของคนบางกลุ่ม ในหัวของเธอคิดวนไปวนมากับตรรกะความถูกต้องที่เธอยึดมั่นและเหตุผลต่างๆที่แสดงถึงจุดยืนของเธอ แทบจะเวลาเดียวกันที่ทุกคนเห็นความผิดปกติทางสีหน้าของเด็กหนุ่มผมสีเทา เขาระเบิดน้ำเสียงออกมาพร้อมกลับตะคอกใส่หน้าเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่เคยเป็นศัตรูของเขา

“นี้มันเรื่องบ้าอะไร! จะบอกว่าเจตนาทั้งหมดของฉันมันโสโครกเพราะการถูกหลอกจากองค์กรนั่นน่ะเหรอ? งั้นทั้งหมดที่ฉันทำคืออะไรหรือมันก็แค่หมากที่เดินตามเกมส์เพื่อให้อมนุษย์ไร้เดียงสาถูกจับ! ต้องไม่ใช่แน่...ทั้งตัวเธอและหมาป่านั่นไม่ผิดงั้นเหรอ? ไล่ฆ่าคน อาละวาด ทำอันตรายผู้คนขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าฉันต้องหยุดพวกเธออยู่แล้วหรอกเหรอ?”

“โว้ๆๆๆ...ใจเย็นๆยัยหงอก ไอ้เรื่องที่ยัยหางม้านี่เป็นเรื่องจริงนะ” ธันวาเดินเข้ามาพยายามที่จะปลอบแต่มือที่ยื่นเข้ามาด้วยความหวังดีกลับถูกปัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย

“ที่จริงแล้วโลเวลไม่ได้ผิดนะ! เจ้าคนพวกนั้นใช้ความรุนแรงตามล่าตัวเขาจนต้องหนีจากบ้านเกิด เขาแค่ยังเด็กอาจจะควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้แต่คนที่โลเวลจัดการไปก็เป็นคนพวกนั้นทั้งนั้นแหละ มันเป็นการป้องกันตัวต่างหากละ!” เด็กสาวผมหางม้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

สิ้นเสียงของการอธิบายทั้งหมด เด็กหนุ่มผมสีเทาค่อยๆทิ้งร่างของตัวเองลงไปคุกเข่ากับพื้น น้ำสีใสๆค่อยหยดลงกับพื้นดินช้าๆ ทุกๆคนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนพร้อมกับเสียงกู่ร้องอันไร้ความหมายแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นอย่างที่สุด ตลอดมาเธอไม่ได้รู้ตัวเลยเธอคิดแต่ว่าหมาป่าตัวนั้นอันตรายและต้องจัดการเท่านั้นจนลืมไปว่าเด็กคนนั้นก็จำเป็นต้องดิ้นรนเช่นกัน ทุกๆสิ่งที่เธอได้ทำทั้งหมดมันเป็นแค่ความโง่เขลาที่เกิดขึ้นจากตัวเธอเอง ความรู้สึกที่อยากจะปกป้องผู้คนเป็นเครื่องมือที่ใช้ชักจูงให้เธอทำสิ่งที่ผิดอย่างง่ายได้ ในตอนนี้มีนาสับสนในคุณธรรมของตัวเองอย่างมากน้ำตาที่หลั่งไหลออก ทั้งความแค้นเคืองและความรู้สึกผิดมันปนกันออกมาจากอารมณ์ทั้งหมดที่ปลดปล่อยออกมาในตอนนี้

“วิกตอเรีย...” เสียงแหบต่ำของหญิงสาวที่ผิวขาวซีดเอ่ยขึ้น เธอค่อยๆก้มตัวลงไปข้างๆเด็กหนุ่มผมสีเทา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มีแต่เสียงสะอึดร้องไห้ตอบกลับมาเท่านั้น ปริญญาจึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

เพียะ!!!

เสียงของฝ่ามือขาวซีดปะทะใบหน้าของเด็กหนุ่มจนหันไปตามแรงของการตบนั่น หลังจากนั้นแวมวูลเลียนสาวก็ค่อยๆสัมผัสคางของเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยนดึงมันกลับมาประสานเข้ากับนัยน์ตาสีทับทิมของเธอ

“ฟังนะไอ้มนุษย์เฮ็งซวย! สิ่งที่เธอควรจะทำคือยอมรับมันแล้วลุกขึ้นซะ ไม่ว่าใครจะอมนุษย์หรือมนุษย์ต่างก็หลงผิดกันได้ทั้งนั้น ถ้ามาจบปรักคิดว่าเส้นทางของตัวเองมันผิดทั้งหมดละก็เธอจะไม่สามารถเดินต่อได้นะ!” เสียงแหบต่ำตะคอกอัดหน้าเด็กหนุ่ม

“แล้วมันยังไงละ...สำคัญตัวเองว่าจะช่วยเหลือคนอื่นจนผิดพลาดและทำในเรื่องโง่ๆ...ในตอนนี้สิ่งที่ตั้งมั่นของฉันมันสกปรกไปหมด...เธอจะให้ฉันทำยังไง?” เสียงเด็กหนุ่มที่แผ่วเบาเอ่ยขึ้นด้วยความสมเพชตัวเอง

“คนที่รู้ว่าจะทำอะไรต่อก็มีแต่ตัวเธอเองเท่านั้นแหละ! ต่อไปเธอก็เลือกเดินในเส้นทางของเธอเองโดยไม่ต้องกังวลในความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้น...ประโยคนี้เธอเคยบอกกับฉันไว้ไม่ใช่หรือไง!”

ด้วยคำพูดของปริญญาจึงทำให้มีนามีปฏิกิริยาขึ้นมาหน่อยถึงแม้จะไม่ได้ปัดเป่าความรู้สึกแย่ๆไปทั้งหมดแต่มันก็ทำให้เด็กหนุ่มผมเทาหยุดร้องไห้ได้ หญิงสาวผิวซีดค่อยๆลุกขึ้นและเดินตรงไปทางเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่ไว้หางม้ายาวกับหมาป่าร่างยักษ์ที่อยู่ข้าง เธอไม่ได้จ้องใบหน้าพูดคุยโดยตรงเพียงแต่ไปยืนอยู่ข้างและเอ่ยปากให้เสียงลอยผ่านเข้าหูเท่านั้น

“พวกที่มีสัญลักษณ์นั้นเรียกว่า ‘สเลเยอร์’ สินะ เธอรู้เรื่องนี้มากแค่ไหน?” เสียงแหบห้าวเอ่ยถาม

“ก็ไม่มากเท่าไหร่แต่ไม่เป็นมิตรกับอมนุษย์อย่างเธอแน่ เธอต้องการอะไร?”

“หึ...มันก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว พอดีว่าพี่สาวของฉันถูกคนที่มีสัญลักษณ์หน้าไม้แบบนั้นฆ่าน่ะ”

แวมวูลเลียนสาวค่อยๆเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ราวกับว่าเธอจะหายไปกับความมืดยามราตรีนี้แต่แล้วฝีเท้าของเธอก็หยุดชะงักลง พร้อมกันนั้นหมาป่าร่างยักษ์ก็กลับไปตั้งท่าเตรียมต่อสู้และแยกเขี้ยวออกมาทันที เบื้องหน้าของแวมวูลเลียนสาวมีแสงสีเขียวที่เคลื่อนไหวไปมาและมันก็กำลังใกล้เข้าเรื่อยๆ เธอถอยหลังกลับมาโดยยังหันหน้าไปประจันกับมันอยู่เงามืดค่อยจับตัวมากขึ้นเรื่อยๆ อมนุษย์ทั้งสองนั้นราวกับรับรู้ว่าสิ่งที่ใกล้เข้ามานั้นเป็นภัยที่อันตรายกับมันอย่างมาก

“เป็นอะไรไปโลเวล?” เด็กสาวเอ่ยถามหมาป่าที่อยู่ข้างๆ

“ยัยยุงที่ใกล้เข้ามานั้นมันอะไร!” ธันวาตะโกนถามผีดูดเลือดสาวเธอกำลังรวบรวมเงามืดเพื่อเตรียมพร้อมมากขึ้นเรื่อยๆไม่หยุด

“กำลังเสริมของพวกมัน เจ็ด...แปด...เกินสิบคน แว่นตาอินฟาเรด เสื้อเกราะ อาวุธครบมือ...บอกวิกตอเรียลุกขึ้นเราต้องหนีแล้ว!” ปริญญาเป็นแวมวูลเลียนจึงมองเห็นระยะไกลในความมืดได้ดีที่สุดเธอค่อยพิจารณา พวกสเลเยอร์ดูทีละคนๆ พวกนั้นล้วนแล้วแต่ใส่เกราะและพกอาวุธมาเต็มอัตรา

“ยัยหงอกเลิกคุกเข่าแบบนั้นเถอะ เราต้องไปกันแล้ว!”

“มีนา...”

เสียงทุกคนพยายามที่จะกระตุ้นเด็กหนุ่มผมสีเทาที่คุกเข่าแข็งทื่อไม่ไหวติ่งให้หนี แต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้นไม่มีกิริยาแม้แต่นิดเดียวที่บ่งบอกว่าเขารับรู้สถานการณ์ภายนอกที่จะเกิดขึ้น

“บ้าเอ้ยยัยหงอก!” ธันวารีบวิ่งรุดไปหมายจะดึงตัวมีนาให้ตื่นจากภวังค์

“มีพวกมันด้านหลังด้วย! โลเวลหนีเร็ว!”

สิ้นเสียงกู่ร้องการจู่โจมสายฟ้าแล็บของกระสุนที่พุ่งเข้ามาจากทั้งสองทิศทางของเริ่มขึ้น ปริญญาพยายามที่จะใช้เงามืดของเธอแผ่ออกไปปกป้องมีนาและพ้องเพื่อน แต่เธอไม่เคยใช้มันเพื่อป้องกันคนอื่นเลยสักครั้งกระสุนจำนวนไม่น้อยจึงมุดผ่านม่านความมืดของเธอเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

“พวกนายหมอบลง!” เด็กสาวผมหางม้าตะโกนบอกทุกคน

พร้อมกันนั้นร่างของเด็กสาวก็ออกตัวไปรับกระสุนที่พุ่งผ่านจากการป้องกันของแวมวูลเลียนเข้ามา ความเจ็บปวดราวกับถูกทิ่มแทงจากกระสุนที่พุ่งปะทะร่างกายของเธอถาโถมเข้ามาไม่หยุด ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะไม่คิดที่จะเอาชีวิตตัวเองให้รอดอีกแล้ว เด็กหนุ่มผมสีเทาไม่มีท่าทีที่จะเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น แวมวูลเลียนและหมาป่าที่บอบช้ำจากการต้องสู้กันก็เกินว่าจะรับมือไหว คำพูดที่แผ่วเบาจึงค่อยๆดังออกมาจากริมฝีปากบางๆนั่น

“ธันวา...”

“หา?”

ไม่ผิดแน่หูของธันวาไม่ได้ฝาดไปมีเสียงเรียกชื่อของเขาจริงๆมันถูกเอ่ยขึ้นจากร่างที่กำลังบังกระสุนให้ทุกคนอยู่

“ไม่คิดเลย...ว่าจะพานาย...มาตกอยู่ในสภาพแบบนี้...ขอโทษด้วยนะ” เด็กสาวผมหางมาที่กำลังถูกกระสุนจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่กำลังพูดกับธันวาจริงๆ

“เออ...เรารู้จักกัน...เหรอ?”

“ฉันจะเปิดทางให้...และจะช่วยเจ้าคนที่ใส่กำไลสีน้ำตาลนี่...คนที่เหลือฝากนายด้วยนะ...”

เสียงอันแผ่วเบาพูดจบ เงามืดที่ป้องกันกระสุนไว้บางส่วนก็หายไปทำให้กระสุนจำนวนมากอัดเข้าหาร่างที่ยืนหยัดรับกระสุนแทนทุกคนเอาไว้ล้มลงและทุกสายตาต่างก็หันกลับไปมองที่ปริญญา เธอกำลังถูกอุปกรณ์ที่คล้ายสปอตไลท์ฉายแสงใส่จนนอนกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงเสียแล้วซึ่งแน่นอนว่าแสงธรรมดาไม่สามารถทำอะไรแวมวูลเลียนได้แต่แสงที่พวกสเลเยอร์ใช้คงเตรียมการมาเพื่อผีดูดเลือดแบบเธอโดยเฉพาะ โลเวลที่พยายามกระโจนออกไปปกป้องพวกพ้องก็ถูกตาข่ายไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่พิเศษหลายอันจับกุมตัวเอาไว้ ไฟฟ้าแรงสูงทำให้เขาหมดสติอย่างรวดเร็วและคืนร่างเป็นเด็กผู้ชายที่ไร้พิษสง ในตอนนี้ปืนทุกกระบอกต่างชี้มาที่พวกมีนา กองกำลังที่มีสังกัดเป็นรูปหน้าไม้ตรงเข้ามาใกล้พวกเขาเรื่อยๆ

“ขอทบทวนรายงานการจับกุมอีกครั้ง”

“มนุษย์หมาป่าหนึ่งตัวเคลียร์ แวมวูลเลียนระดับเคาร์เทสหนึ่งตัวเคลียร์ และผู้ชายผมสีเทากับผู้หญิงผมยาวสีน้ำตาล”

“เอายังไงกับพลเมืองนอกหมายอีกสองคน?”

“ฆ่าทิ้งซะ”

เสียงการติดต่อกันของพลติดอาวุธที่ดูท่าทางจะไม่ใช่เรื่องดีเอ่ยขึ้น เป้าหมายของปืนพวกนั้นคือหัวของศิรินและธันวา แต่ก่อนที่ไกปืนจะถูกเหนี่ยวขึ้นร่างๆหนึ่งที่โชกไปด้วยเลือดและรอยการถูกยิงนับไม่ถ้วนได้ยื่นเด่นเป็นสง่าพร้อมกับชูแขนข้างหนึ่งขึ้น ริมฝีปากของเด็กสาวคนนั้นขยับขึ้นเล็กน้อย เสียงที่ฟังดูแผ่วเบาแต่ได้ยินทั่วทั้งบริเวณถูกเอ่ยออกมา

“โอเวอร์ไดร์ฟ”

เมื่อเสียงจางหายไปพลังงานบางอย่างถูกรวบรวมเข้าที่ข้อมือของเธอและปล่อยออกมาในพริบตา แรงอัดกระแทกกระจายออกไปทั่วรอบด้าน ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำเข้าปะทะกับกองกำลังติดอาวุธที่รายล้อมอยู่ ร่างของเหล่าสเลเยอร์ถูกพัดปลิวไปราวกับใบหน้าที่ลอยไปตามแรงลม เมื่อทุกๆอย่างสงบลงธันวาสบตากับศิรินและทั้งคู่จึงออกวิ่งไปแบกร่างที่ไร้สติของแวมวูลเลียนสาวและเด็กมนุษย์หมาป่าไว้บนบ่า แต่ศิรินก็เหลือบไปหาร่างที่ยังคงแน่นิ่งอยู่ของมีนาเธอยังคงคุกเข่าอยู่ทั้งๆอย่างนั้นถึงแม้จะมีพวกสเลเยอร์บางคนที่ตั้งตัวได้และเขาก็แบกร่างของแวมวูลเลียนมันก็ไม่ได้ทำให้เขาตัดใจที่จะพุ่งตัวเข้าไปช่วยเลยสักนิด

“จะทำบ้าอะไรน่ะไอ้หน้าปลาตาย มันไม่ทันการแล้วพวกเราต้องพาสองคนนี้หนีไปก่อน!” เสียงตะโกนของธันวาเหมือนจะไม่ได้ผลกับชายหนุ่มผมสีดำเลยสักนิดเขายังวิ่งเข้าไปหมายจะช่วยมีนาออกมาให้ได้อีกคนอยู่ดี

วินาทีที่มือของเขาจะถึงตัวมีนาเสียงปืนก็รัวดังขึ้นอีกครั้ง และในสายตาของเขากระสุนกำลังพุ่งตรงมา ด้วยวิถีของมันได้บอกจุดจบของเขาไว้อย่างชัดเจน

ส่วบๆๆๆๆ!!!

เสียงของกระสุนที่เสียบเข้าเนื้อดังขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ร่างของศิรินเขาได้ถูกมือที่เรียวเล็กของเด็กผู้หญิงผลักออกมาก่อน ในสายตาของศิรินปรากฏใบหน้าที่บิดเบี่ยวจากความเจ็บปวดของหญิงสาวผมหางม้าสีน้ำตาล ร่างของเธอนั้นโชคไปด้วยเลือดอยู่แล้วแต่กระสุนพวกนั้นก็ได้ทำให้เลือดของเธอสาดกระจายออกมาอีก โชคดีที่ในอ้อมกอดของเธอมีร่างของเด็กหนุ่มผมสีเทาที่แท้จริงแล้วเป็นเด็กผู้หญิงที่เขาหลงรักอยู่ มีนายังคงปลอดภัยถึงแม้ร่างที่รับกระสุนแทนนั้นจะแทบสิ้นใจอยู่แล้วก็ตาม

 

ฉันที่กำลังสับสนและจมดิ่งกับความรู้สึกผิดพลาดได้รู้สึกถึงไออุ่นที่สัมผัสกับผิวหน้า มันเป็นเลือดของเด็กสาวที่โอบอุ้มและรับกระสุนทั้งหมดไว้แทนฉันความร้อนของเลือดดึงฉันออกจากความคิดของตัวเอง ในสายตาร่างของศิรินที่ถูกผลักจนล้มลงกำลังจ้องเข้ามาในตาฉัน แววตาสีน้ำตาลของเขาราวกับจะบอกว่า ‘อดทนไว้ก่อนแล้วฉันจะมาช่วยเธอ’ กับอีกแววตาหนึ่งที่เข้าส่งผ่านเข้าไปในดวงตาอีกคู่ของเด็กสาวผมสีน้ำตาล ‘ได้โปรดปกป้องมีนาด้วย’ จากนั้นแผ่นหลังของเขาก่อนค่อยๆเคลื่อนออกห่างไปเรื่อย จุดที่เขาวิ่งไปฉันเห็นร่างของธันวาที่กำลังโบกมือเรียกให้ทุกคนหนีไปทางเขา ทั้งสองแบกร่างที่ไร้สติของเด็กคนนั้นกับปริญญาและทางหนีของพวกเขาก็เปิดโล่ง ดีแล้วละ...พวกเขารอดแล้ว สำหรับฉันที่อยู่กลางวงของเหล่าสเลเยอร์แล้วมันไกลเกินไปที่จะหนีรอดไปได้ ถึงจะไม่ตายก็ถูกจับไปอยู่ดี มันเป็นจุดจบที่ดีสำหรับคนที่ทำตัวเป็นฮีโร่ปกป้องคนอื่นด้วยความคิดที่อ่อนแอแล้วละ ฉันไม่เสียใจไม่เพราะแรกเริ่มเดิมทีที่ไม่กำไลฉันก็เป็นคนไม่มีหนทางของตัวเองอยู่ดี ไม่สนใจใยดีโลกใบนี้ โลกที่โหดร้ายและไร้แก่นสาร ไม่ว่าใครจะเป็นยังไงก็ชั่ง ไม่ว่าตัวเองจะเป็นยังไงก็ชั่ง หายใจไปวันๆรอจุดจบที่จะมาถึงแบบอย่างเดิมที่ฉันเคยเป็น

“ดูให้ดีนะ...แค่ก้าวเล็กๆของฉัน...เพียงก้าวเดียว” เสียงเด็กสาวที่โอบกอดฉันอยู่เอ่ยข้างๆหูของฉัน

ปลายขาของเธอค่อยๆเหยียดออกเหมือนตอนนั้นตอนที่เธอพาเด็กมนุษย์หมาป่านั่นลอยหนีไปเลย อ๊ะ!...หรือว่า...

“น้ำเย็นหน่อยนะ...”

เธอพูดออกมาในขณะที่ร่างของเราทั้งสองกำลังลอยขึ้นเพราะแรงถีบอันมหาศาลของเธอ ฉันเดาได้ไม่ยากเธอไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออีกแล้วละ บาดแผลจากการถูกยิงมากมายขนาดนั้นนี่คงเป็นแรงเฮือกสุดท้ายของเธอ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเธอคงจะอยากวัดดวงเพราะตรงตำแหน่งที่เราลอยออกไปนั้นเป็นแม่น้ำที่อยู่ด้านข้าง

“ฉันอยากจะหลับแล้วละไม่ต้องปลุกนะ...”

นั้นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ออกจากปากของฉัน ก่อนที่สายน้ำจะกลืนร่างของเราทั้งคู่จนหายไปภายใต้ค่ำคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวงนี้

จันทราจบ




NEKOPOST.NET