Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 6.5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.6.5 - *เสริมบทจันทรา ปริญญากับก้อนขนมปัง [first write]


          “กลับมาแล้วค่า...” เสียงหญิงสาวที่ทุ้มต่ำเล็กน้อยดังขึ้นมาพร้อมกับประตูที่เปิดออก

          เสียงที่ปล่อยออกไปนั้นปราศจากการตอบรับใดๆ หญิงสาวค่อยๆบรรจงถอดรองเท้าของเธอออกพร้อมกับหอบข้าวของที่ได้มาจากการไปจ่ายตลาดไปวางที่โต๊ะ สภาพภายในที่เธออาศัยอยู่นั้นเป็นห้องอพาร์ทเม้นท์ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปเห็นได้ชัดว่าเป็นที่สำหรับพักอาศัยถาวรเหมือนกับบ้านหลังหนึ่งเลยทีเดียว แสงสว่างที่รอดเข้ามานั้นมีเพียงเล็กน้อยนั่นก็เพราะว่าหน้าต่างทุกๆบานถูกผ้าม่านปิดไว้ มันน่าแปลกประหลาดที่ห้องที่ใหญ่ขนาดนี้กลับมีร่างของเธอเพียงคนเดียวที่เคลื่อนไหวอยู่

          “...นั้นสินะ...เผลอพูดออกไปอีกแล้ว...” เสียงที่แฝงไปด้วยอารมณ์เศร้าเอ่ยก่อนที่จะทิ้งตัวลงไปบนโซฟา

          เธอมองขึ้นไปบนเพดานด้วยสายตาที่เลื่อนลอยส่วนมือขวาก็ค่อยๆยื่นออกไปคว้ารูปภาพที่ใส่กรอบไว้บนโต๊ะขึ้นมา มันเป็นภาพของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังชูดอกทานตะวันกับผู้หญิงอีกคนที่ถือร่มสีแดง ทั้งคู่อยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข เด็กสาวที่อยู่ในภาพก็คือเด็กสาวคนเดียวกันที่กำลังจ้องมองภาพใบนี้อยู่ถึงแม้ในตอนนี้เส้นผมก็เธอจะไม่ได้ยาวเหมือนในรูปแต่ก็มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับในภาพ รวมถึงยังคล้ายกับผู้หญิงถือร่มอีกคนที่ท่าทางจะมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดอีกด้วย

          “...พี่คะ...” เสียงที่สั่นคลอนดังขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา เธอได้ปล่อยให้มันออกมาอย่างไม่ปฏิเสธ

          เสียงสะอึกสะอื้นนั้นด้วยความที่บรรยากาศภายในห้องเงียบมากมันจึงดูเด่นชัดขึ้นเป็นพิเศษ เด็กสาวนำภาพนั้นมาใส่ไว้ในอ้อมอกพร้อมกับใช้แขนปาดน้ำตาไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะค่อยๆสงบสติอารมณ์ลง

          “บ้าเอ้ย...ลืมไปว่าทาครีมกันแดด เลอะหน้าไปหมดเลย...” เด็กสาวเปลี่ยนจากใบหน้าที่โศกเศร้ากลายเป็นใบหน้าที่เริ่มเผยยิ้มออกมาให้เห็น

          นี่เป็นก้าวแรกของการทดลองของเธอด้วยการที่ทาครีมกันแดดออกไปเดินข้างนอก ปริญญาเลือกเวลาเย็นๆที่มีแสงแดดไม่มากเพื่อลดความเสี่ยง ผลที่ได้นั้นออกมาดีใช้ได้เลยทีเดียวเธอไม่รู้สึกถึงความไม่สบายเนื้อสบายตัวเลย ถึงแม้จะไม่ใช่ตอนกลางวันแสกๆแต่ก็นับได้ว่าเป็นก้าวแรกที่ประสบผลสำเร็จสำหรับแวมวูลเลียน เพราะคงไม่มีผีดูดเลือดตัวไหนที่จะมีความคิดอย่างทาครีมกันแดดแล้วไปเดินท่ามกลางแสงอาทิตย์หรอก

          “พี่คะ หนูน่ะเดินท่ามกลางแสงอาทิตย์ได้แล้วนะถึงจะเป็นช่วงเย็นๆก็เถอะ ไว้คราวหน้าหนูจะลองช่วงเช้ากับบ่ายดูบ้าง อืม...ถ้าจะถามว่าอะไรผลักดันให้หนูทำแบบนี้น่ะเหรอ? อาจจะเพราะเด็กผู้หญิงที่เคยเล่าให้ฟังไปนั้นแหละ ช่าย...คนที่สามารถแปลงร่างเป็นผู้ชายได้และตัดผมหนูไป...”

          ผีดูดเลือดคุยกับรูปภาพพลางจับเส้นผมของตัวเอง แรกเริ่มนั้นผมของเธอเคยยาวมากกว่านี้ แต่เพราะเจอกับมีนาอะไรหลายๆอย่างในตัวเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป

          “ถึงอย่างนั้นก็เถอะพอลองไว้ผมสั้นตามที่ยัยนั้นบอกแล้ว มีคนเหลียวมองตั้งเยอะแน่ะ แล้วก็เวลาจ้องหน้าเด็กๆก็ไม่ร้องไห้แล้วด้วย อย่างที่พี่ว่าเลยน้า...มนุษย์ดีๆเนี่ยมีอยู่จริงๆด้วย”

          หญิงสาวเว้นเสียงไปช่วงหนึ่ง เธอค่อยๆหุบยิ้มลงก่อนที่จะหรี่ตาพร้อมทำสีหน้าที่ไม่เป็นมิตร

          “แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าหนูจะให้อภัยกับสิ่งที่พวกมันทำกับพี่หรอกนะ...หนูก็แค่ไม่อยากเหมารวมมนุษย์ทุกคนแต่พวกสารเลวนั่นมันต้องชดใช้!” เสียงตวาดลั่นดังขึ้น

          จากนั้นเหล่าเงามืออันเกรี้ยวกราดที่รายล้อมหญิงสาวบนโซฟาก็พุ่งกระแทกพื้นเสียงดังลั่น เธอกัดฟันด้วยความเจ็บแค้นก่อนที่จะปล่อยลมหายใจยาวๆออกมา

          “เห้ย! ข้างบนน่ะทำอะไรก็เบาๆหน่อยสิ!” เสียงดุด่าจากห้องด้านล่างเอ่ยขึ้น

          “ขะ...ขอโทษคะ!” เด็กสาวพูดพร้อมกับสะดุ้งตัวโก่ง

          “ทีหลังก็หันเกรงใจคนอื่นซะบ้าง”

          ปริญญาค่อยๆวางรูปที่ถ่ายคู่กับพี่สาวลงพร้อมกับใช้กลุ่มเงามืดของเธอเช็คให้แน่ใจว่าคนที่อาศัยอยู่ข้างล่างจะไม่เอาเรื่องเธอ ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะหงุดหงิดน่าดู

          “ชิ...เจ้าพวกมนุษย์เอ้ย ถ้าฉันอยากจะหักคอพวกแกละก็ใช้เวลาไม่ถึงนาทีหรอก...”

          ผีดูดเลือดสาวก่นด่าเงียบๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นจากโซฟาเดินกลับไปหาเหล่าข้าวของอาหารที่เธอซื้อเข้ามา แยกมันออกมาจากถึงและจัดแจงให้มันอยู่ในที่ๆควรจะอยู่ บ้างเธอก็เอาเข้าตู้เย็น บ้างก็เก็บไว้บนตู้ที่ติดกับกำแพง

          “เต้าหู้ ผักสด เนื้อ เก็บไว้ในตู้เย็น กาแฟ น้ำตาล เนยถั่ว เอาไว้ในตู้แล้วก็ขนมปัง...” เธอยกขนมปังแถวยาวขึ้นมาสักครู่ก่อนที่จะฉีกแบ่งออกมาเป็นก้อนเล็กๆและกินมันไปบางส่วน

          ถึงแม้ปริญญาจะเป็นแวมวูลเลี่ยนแต่เธอก็สามารถดำรงชีวิตโดยการกินอาหารแบบมนุษย์ปกติได้ การดื่มเลือดมันคล้ายกับวิตามินเสริมที่นานๆค่อยกินทีก็ได้แต่ถ้าไม่กินเลยก็สามารถอยู่ได้นานหลายเดือนอยู่แต่ร่างกายของแวมวูลเลี่ยนจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร

          “เฮ้อ...น่าเบื่อจังน้า...เมื่อหลายวันก่อนยังล่าพวกมนุษย์อยู่แท้ๆ...ตอนแรกก็นึกว่ามันจะเป็นวิธีที่จะทำให้เก่งขึ้นได้เร็วสุดซะอีก” ผีดูดเลือดสาวบ่นปนลมหายใจ

          ในตอนนี้ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นแต่จากปากของจิ้งจอกสาวที่เธอเคยเจอมันทำให้ความคิดของเธอเปลี่ยนไปเสียมาก ในตอนนี้คำพูดของจิ้งจอกตัวนั้นก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ ‘...แวมวูลเลียนที่เก่งกาจไม่จำเป็นจะต้องกินเลือดมนุษย์หลายๆคนเสมอไป มันเกิดจากการฝึกฝน รวมถึงความสำนึกในสิ่งที่ได้รับต่างหากละ...‘

          “...ความสำนึก...ในสิ่งที่ได้รับ งั้นเหรอ?”

          เด็กสาวนิ่งชั่วครู่ก่อนที่จะฉีกขนมปังออกมากินและครุ่นคิดไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ยังไม่สามารถเข้าใจในความหมายของคำๆนั้นได้อยู่ดี มันก็ยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้นเอง

          “เชอะ! แค่พูดมันก็ง่ายน่ะสิ!” ปริญญาเอ่ยอย่างก้าวร้าวพร้อมกับปาก้อนขนมปังในมืออัดกับผนังห้องอย่างไม่ใยดี ก่อนที่จะทิ้งตัวลงบนโซฟาอีกครั้ง

          เธอเบนสายตาไปหารูปพี่สาวของเธอก่อนที่จะเอ่ยคำถามออกมา

          “แล้วพี่ละรู้ไหมว่าที่ยัยจิ้งจอกนั้นพูดหมายความว่ายังไง?”

          ใช่แล้ว มันย่อมไม่มีเสียงตอบรับออกมาจากรูปภาพได้หรอกพอคิดได้ดังนั้นปริญญาเธอก็เพิ่งรู้สึกถึงความโง่เขลาที่ทำลงไป หญิงสาวผมสั้นนั้นจึงค่อยๆกอดเข่าขดตัวบนโซฟาอย่างเงียบๆ

          “...ฉันเนี่ยมันงี่เง่าจริงๆด้วย ขนาดรู้ว่าพี่ไม่อยู่ตั้งนานแล้วยังมีหน้ามาขอความช่วยเหลือจากคนที่ตายไปแล้วได้อีก...ทำยังไงถึงจะกำจัดความอ่อนแอนี่ไปได้กันนะ?”

          เธอตัดสินใจข่มตาหลับลงโดยหวังจะหลับไปบนโซฟาทั้งๆแบบนั้นจริงๆ แต่ลมหายใจของเธอกลับถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่หลับตาอยู่แต่เธอกลับเห็นภาพอะไรมากมาย รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสูญเสีย ความเศร้า ความอ่อนแอ ความแค้น ความกระหาย ความรู้สึกพวกนั้นเริ่มถาโถมเข้ามาเรื่อยๆเหมือนวิดีโอที่เล่นซ้ำไปมา แต่แล้วภาพทั้งหมดกลับมาหยุดลงที่ใบหน้าของพี่สาวของเธอและมันก็ค่อยๆดำมืดลงเรื่อยๆ

 

          ‘เชื่อเถอะจ้ะ พวกเขาไม่ได้เลวร้าย...’

          ริมฝีปากของหญิงสาวเปร่งเสียงนั้นออกมาก่อนที่จะหายไปในความมืด...

          ดำดิ่งลง...

          ลึกลงไป...

          “...มนุษย์เป็นแบบนั้นทุกๆคนหรือเปล่า?”

          เสียงของตัวเธอเองดังขึ้นมาในจิตใต้สำนึก จากความดำมืดที่ไร้ที่สิ้นสุดเหล่านั้นพวกมันจบลงที่พื้นสีขาวโพลน ร่างๆหนึ่งอยู่ทามกลางสีขาวเหล่านั้น มันสีขาวของเกล็ดหิมะนับล้านที่ซ้อนทับกัน เส้นผมสีเทาพลิ้วไหวไปมาพร้อมกับใบหน้าที่อ่อนเยาว์

          “ไม่หรอก มนุษย์ไม่ได้เหมือนกันทุกคน ทุกคนล้วนแตกต่างฉันเองก็เคยคิดว่าความแตกต่างนั้นมันเลวร้าย... เธอเองก็เหมือนกันใช่ไหม”

          “ใช่...ฉันแตกต่างแต่พี่มักจะปลอบใจฉันว่าที่ฉันแตกต่างนั้นก็เพราะฉันเป็นคนพิเศษ...ถึงอย่างนั้นคนอื่นก็มองว่าฉันเลวร้ายอยู่ดี...”

          “งั้นเราก็พิเศษเหมือนกัน แต่เราต่างกันตรงที่ตอนนี้ฉันคิดว่ามันไม่ได้เลวร้าย มันทำให้เรารู้ว่าเราสามารถทำอะไรได้”

          “แล้วฉันจะทำอะไรได้ละ ในตอนนี้ฉันก็เป็นได้แค่ตัวประหลาดในสายตาคนอื่นเท่านั้น!”

          สิ้นเสียงตวาดดูเหมือนร่างของเด็กหนุ่มค่อยๆถูกสีขาวเหล่านั้นบดบัง เด็กสาวเห็นดังนั้นจึงกระโจนเข้าไปหาและยื่นมือออกไปสุดกำลัง อีกด้านหนึ่งของสีขาวนั้นก็มีมือยื่นออกมาเช่นกัน เจ้าของมือนั่นจับมือเธอเอาไว้ก่อนที่จะเอ่ยถามออกมา

          “เธอได้เจอหรือยังละ’คนอื่น’ ที่พิเศษเหมือนเธอ?”

          เกล็ดหิมะที่สะท้อนแสงสีขาวค่อยๆแตกกระจายออกจากกันเผยให้เห็นเจ้าของมือที่ยื่นออกมา เด็กสาวผมสีดำที่มีเส้นผมบางส่วนแทรกด้วยสีเทายืนอยู่ตรงนั้นพร้อมส่งยิ้มจางๆกลับมา ผีดูดเลือดสาวเห็นดังนั้นก็ยิ้มและตอบกลับไป

          “เจอแล้วละแต่ไม่ใช่แวมวูลเลียน เป็นมนุษย์เพศเมียที่สามารถแปลงร่างเป็นเพศผู้ได้ แถมเลือดของเธอก็ยังรสชาติห่วยแตกสุดๆอีกด้วย...”

          และแล้วเธอก็ได้รู้สึกถึงรสชาติที่แปลกๆนั้น

          รสฝาดปนขมที่แทรกเข้ามาผ่านลิ้น...

 

          ปริญญาค่อยๆพื้นคืนสติก่อนจะหาที่มาของรสที่ห่วยแตกนั้น ภาพที่อยู่ตรงหน้าคือแขนขาวซีดของตัวเองที่ทาครีมกันแดดเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ปลายลิ้นที่สัมผัสมันอยู่ถึงกลับชักกลับเข้ามาในทันที

          “แหวะ....แหวะๆๆๆ! ม่ายนะออกไปจากลิ้นฉัน!” เด็กสาวอุทานพร้อมกับปาดลิ้นของตัวเองไม่หยุด

          จากนั้นเธอก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำและบ้วนปากหลายรอบก่อนที่จะเดินออกมาด้วยท่าทางหมดแรงพลางหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดปากด้วย

          “ให้ตายสิ รู้งี้น่าจะอาบน้ำล้างไอ้ครีมบ้านี่ก่อนที่จะนอนซะก็ดี...”

          พูดจบเด็กสาวก็ค่อยๆเดินมาเปิดม่านที่ดูท่าทางจะไม่มีแสงสว่างภายนอกผ่านเข้ามาแล้วออก พร้อมกับดวงตาสีโลหิตคู่งามที่มองลอดออกหน้าต่างออกไป ข้างนอกนั้นไม่ใช่เวลากลางวันอีกแล้ว ดวงจันทร์ที่กลมโตเต็มดวงพร้อมกับเสียงเห่าหอนของหมาป่านั่นเป็นเครื่องยืนยันอย่างดี...

          “เดี๋ยวนะ...เสียงหมาป่า...ในเมืองเนี่ยนะ...”

          คงไม่ต้องเดาก็รู้ว่าข้างนอกนั้นต้องมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติแน่ๆ ปริญญาจึงตัดสินใจแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างรวดเร็วพร้อมที่จะออกไปภายในค่ำคืนนี้เต็มที่ สายตากวาดซ้ายขวาเผื่อว่าเธอจะลืมถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออย่างอื่นแต่แล้วมันก็ต้องหยุดอยู่ที่ก้อนขนมปังที่เคยถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี

          “...”

          ปริญญามองมันอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเดินตรงไปยังก้อนขนมปังที่น่าสงสารนั่น จากนั้นก็หยิบขึ้นมายัดใส่ปากและเคี้ยวในขณะที่เดินออกจากห้องพักไป

          “ซื้อมาตั้งแพง ทิ้งไว้ก็เสียของแย่น่ะสิ”




NEKOPOST.NET