Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.2 - บทโสมนัส รอยยิ้มจอมปลอมและคนสารเลว [Rewrite]


          “เอาล่ะ ครูก็จะขอพอแค่นี้ อย่าลืมไปอ่านบทย่อยที่3มาด้วยละ คาบหน้าครูอาจจะให้ทำข้อสอบ แล้วงานกลุ่มให้เริ่มทำกันได้แล้วนะ”

          คุณครูผู้สอนวิชาเคมีกล่าวก่อนที่เสียงกริ่งพักกลางวันจะดังขึ้น เด็กนักเรียนในห้องต่างพากันส่งเสียงขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย บางส่วนก็เก็บข้าวของและวิ่งออกไปเลย บางส่วนก็วิ่งไปถามข้อสงสัยกับอาจารย์ สำหรับเด็กสาวผมสีดำแทรกด้วยสีเทาคนนี้ก็ได้แต่นั่งเหมอมองกระดานดำอยู่เช่นนั้น

          “ไม่รู้เรื่องเลยฟร่ะ...ใครมันเป็นคิดค้นไอ้วิชาบ้าๆนี่ขึ้นมาเนี่ย อยากจะย้อนเวลาไปจัดการมันจังเลย...” เด็กสาวบ่นพึมพำถึงแบบนั้นในสมุดจดของเธอก็มีเนื้อหาสำคัญเป็นที่เรียบร้อย

          จากเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงพักกลางวันมันแสดงให้เห็นว่า เด็กสาวคนนี้เป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ต่ำมาก คนอื่นๆในห้องต่างพากันชวนไปกินข้าว จับกลุ่มพูดคุยกันบ้าง กำลังติวบทเรียนให้กันบ้าง แต่ไม่มีเลยสักคนที่เข้าใกล้เด็กสาวคนนี้เกินกว่า3เมตร

          เธอชื่อ “มีนา” คนในห้องชอบตั้งฉายาให้เธอมากมายไม่ว่า ตัวประหลาด หน้าเบื่อโลก หรือแม้แต่ยัยผมสีแปลก นั่นเพราะว่าผมของเธอที่เป็นสีดำธรรมชาติแต่กลับมีบางส่วนที่เป็นสีเทาแทรกขึ้นมาบางส่วน นอกจากสีผมที่แปลกแล้วคนในห้องบอกว่าเธอยังทำตัวแปลกๆด้วย ถึงพอพูดแล้วมันจะดูน่าเศร้านะ แต่ตอนม.ต้นเธอก็ถือว่าเป็นคนที่ป๊อปปูล่าระดับหนึ่งเลย แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้เมื่อเธอย้ายมาในชั้นม.ปลายเธอกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือซะอย่างนั้น

          “มีนาอาอาอาอา….!” เสียงสดใสของเด็กสาวอีกคนเอ่ยเรียด

          เธอถลาเข้ามาสวมกอดมีนาอย่างเต็มที่พร้อมจะเอาใบหน้าถูกับเส้นผมสีเทาไปมา

           “อ่าห์ไม่ว่ายังไง ผมมีนาก็นุ่มสลวย สีดำสลับเทาอย่างงดงาม แถมยังหอมอีกด้วยอร๊าง...มีนานี่มันมีนาจริงๆ...”เธอพูดพร้อมเอามือลูบไล้ผมนั่นไม่หยุด

          “...ขยะแขยง...” มีนากล่าวสั้นๆ

          เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินคนนี้เป็นเพื่อนร่วมมีนาของเธอมีชื่อว่าปราง เธอเป็นคนที่ฮ็อดมากที่สุดในห้องทุกคนในห้องต่างห้อมล้อมเธอ เธอเป็นคนที่มีเสน่ห์ในการพูด ไม่ถือตัว เป็นคนตลกๆ ทำให้มีเพื่อนหญิงและชายทั้งในและนอกห้อง ด้วยหน้าตาที่น่ารักแถมยัง...โนตมสุดๆ ทำให้มีผู้ชายแอบชอบเธอเป็นจำนวนมากอีกด้วย อาจจะเป็นเพราะมีนาค่อนข้างจะสนิทกับเธอก็ได้เลยทำให้ทั้งคู่ถูกเปรียบแทบโดยอีกฝ่ายเป็นฟ้าและอีกฝ่ายเป็น...เหว...

          “เปนงุย เคมีวันนี้มีนาติวให้เก้าหน่อยจิ ได้ข่าวว่ากลางภาคนี่ได้คะแนนท็อปทุกวิชาเลยไม่ใช่เหรอ?” เด็กสาวผู้สาวแว่นกรอบเงินยังคงลูบไล้ผมของมีนาไม่หยุด

          “ไม่หรอก...ยังขาดคณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษน่ะ...จะว่าไปที่เธอไปขอสอบซ่อมนั่นผ่านหมดแล้วหรือไง?”

          สิ่งที่แตกต่างกันอีกอย่างของเพื่อนสนิทคู่นี้คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นคนที่มีผลการเรียนค่อนข้างดี ส่วนอีกฝ่ายนั้นเรียกได้ว่าล้มลุกคลุกคลานมานานกว่าจะขึ้นปี2มาได้ ถ้าจะให้คิดติดตลกคือสารอาหารที่ควรจะไปเลี้ยงสมองอาจจะลงไปที่หน้าอกของเธอหมดก็เป็นได้

          “แฮะๆก็นะเหลือวิชาเคมีนี่แหละ แต่จะว่าไปแล้ววันนี้มีนาดูเปลี่ยนไปนะ” เด็กสาวทักพลางขยับแว่นเล็กน้อย

          “เปลี่ยน...ยังไง?”

          “ไม่รู้สิเหมือนร่าเริงขึ้นนิดหน่อยละมั้ง เมื่อวานไปเจออะไรดีๆมาเหรอ?”

          แล้วถ้ามีนาบอกปรางไปว่าเมื่อวานเธอไปเจอจิ้งจอกในชุดนักเรียนชายพาไปช่วยคนที่จะโดนนักเลงอัดตายแล้วโยนกำไลสีอำพันให้เปลี่ยนร่างเป็นผู้ชาย จากนั้นก็ซัดพวกเขาจนหมอบ เสร็จแล้วก็พาคนไปส่งโรงพยาบาลแบบนั้นปรางจะเชื่อหรือเปล่านะ?

          “กรี๊ดหล่ออ่า! มาจากห้องไหนเหรอ”

          “ว้าย! เขามองมาที่ฉันด้วยละ”

          “หน้าตาดีจังเนอะ อยากได้เป็นแฟนจัง”

          เสียงกรี๊ดกราดของกลุ่มเด็กผู้หญิงดังมาจากหน้าห้อง มันทำให้บรรยากาศพักกลางวันดูวุ่นวายเข้าไปอีก ผู้ชายคนนั่นคงจะโชคร้ายและลำบากหน้าดู ดูเหมือนมีนาจะตัดสินใจออกจากห้องไม่ได้สักพักเธอจึงฟุบลงที่โต๊ะตั้งใจจะหลับสักงีบ ขณะเดียวกันผู้ชายคนนั่นค่อยๆเดินเบียดผ่านกลุ่มผู้หญิงเหล่านั้นออกมาและตรงเข้ามาในห้องท้ายที่สุดก็มาหยุดอยู่ตรงโต๊ะของมีนา เด็กสาวยังคงฟุบอยู่กับโต๊ะทั้งๆแบบนั้นแม้เธอจะไม่รู้ว่าเขาคนนั้นเป็นใครแต่ถ้าให้เดาต้องเป็นผู้ชายที่มาสารภาพรักกับเพื่อนสนิทของเธอสุดฮอตของเธอแน่ๆ

          “ดีจังเลยนะ ปรางเนี่ยป๊อบดีป๊อบได้ป๊อบฟรีไม่มีเบื่อจริงๆ เฮอ...” มีนาบ่นพึมพำ

          “เปล่าหรอกมีนา เขามาหาเธอต่างหากละ” ปรางเอ่ยพร้อมกับสกิดเพื่อนสาว

          “หา...? อย่างนั้นหรอก...เหรอ..?” มีนาตอบและเงยหน้าขึ้นและเธอก็พบกับ...

          ดวงตาสีน้ำตาล ดวงตาคมกริบ สายตาที่เยือกเย็น ใบหน้าหล่อเหลาเข้ากับรูปหน้าเรียวยาว ดุจเทพบุตรปั้นขึ้น ชายคนนั้นกำลังถือม้วนภาพไว้ส่วนอีกข้างหนึ่งถือกล่องนมกับขนมปัง

          “นาย...ศิ...ริน!?”

          “...ใช่ฉันศิริน...”

          ศิรินรองกัปตันชมรมศิลปะการใช้อาวุธเด็กหนุ่มที่เป็นที่หมายปองของเด็กสาวจำนวนมากในโรงเรียนนี้ ใบหน้าและหน้าผากของเขามีผ้าพันแผลอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้บดบังรัศมีความหล่อของเขาลงเลยแม้แต่น้อย

          “สองคน...รู้จักกันเหรอ?” ปรางพูดพลางจ้องหน้ามีนากับศิรินสลับไปมาๆ

          “ฉันดีใจนะที่เธอไม่เป็นไร แล้วก็ฝากขอบคุณพี่ชายเธออีกทีด้วยที่พาฉันไปส่งโรงพยาบาลเมื่อวานน่ะ” ศิรินพูดอย่างเยือกเย็น

          “...อะ อืม แล้วนายมีธุระอะไรกับฉันอีกหรือเปล่า?”

          ตอนนี้มีนากำลังถูกสายตาอิจฉาริษยาจากทั่วห้องอยู่มันจะดีมากเลยถ้าศิรินจะช่วยรีบกลับไปก่อนที่เธอจะโดนรุมประชาทัณฑ์ซะก่อน

          “ฉันคิดมานานแล้วว่าจะให้ภาพนี้กับเธอน่ะช่วยรับไว้ได้ไหม?” ศิรินเอ่ยพร้อมยืนภาพวาดให้

          “ว้าวนี่มัน...มีนานี่นา ศิรินวาดรูปเก่งจัง” ปรางอุทานเสียงดัง

          มันเป็นภาพของมีนาตอนที่กำลังเดินกลับบ้าน ฉันเห็นมันแล้วละ สาเหตุที่ศิรินต้องเสี่ยงตายไปที่ตึกนั่นก็เพื่อวาดภาพของเธอขณะเดินกลับบ้านทุกวัน มันสวยมากเลยละ

          “ได้สิฉันจะรับมันไว้แต่อย่ามาเสียใจแล้วมาขอคืนที่หลังแล้วกัน” ที่จริงแล้วมีนาเองก็อดยิ้มนิดๆไม่ได้เหมือนกัน ในความคิดของเธอบางทีศิรินเองก็เป็นผู้ชายที่น่ารักดีเหมือนกัน

          “อะ...เดี๋ยวมีนาอีกอย่าง...”

          “อะไรอีกเหรอ?”

          “...ปะ...ไปกินข้าวด้วยกันนะ” ศิรินพูดพลางหลบสายตาเล็กน้อยแต่ก็ยังเยือกเย็นอยู่

          “ดีเหมือนกันฉันห่อข้าวมาพอดีเราสามคนไปกินด้วยกันนะ แต่ต้องรีบไปกันเดี๋ยวนี้เลย!” มีนากล่าวเพราะดูจากสถานการณ์เริ่มสัมผัสได้ว่าไฟริษยารอบๆห้องมันร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆและเมื่อศิรินพูดแบบนั้นในตอนนี้ก็ร้อนจนเกือบจะเรียกได้ว่านรกเลยละ

 

          และมันคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้นั่งกินข้าวเที่ยงอย่างสุขสบายบนหญ้านุ่มๆโดนมีต้นไม้คอยบดบังแสงอาทิตย์ให้อีกแล้วละ แต่มีนาคิดว่ามันจะดีกว่านี้ถ้าเธอนั่งกินมันคนเดียว

          “ว้าว มีนาๆๆ ไส้กรอกเธอน่ากินจังขอชิมหน่อยสิ!” ปรางพูดพร้อมดวงตาที่เปร่งประกาย

          “...ได้” มีนาเอ่ยพร้อมยื่นกล่องข้าวให้

          “อื้มมม อร่อยจัง อ่ะ!มีไข่กวนด้วยเหรอ เป็นยังไงอะ ขอสักคำนะ”

          “...” ยื่นกล่องให้อีกครั้ง

          “นั่นมันสลัดกุ้งทอดนี่น่า...โอ้ย!” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินร้องด้วยความเจ็บปวด จากการที่เพื่อนสาวของเธอเขกหัวอย่างเต็มแรง

          “นี่...กะจะไม่ให้ฉันกินเองเลยเหรอไง”

          “แง้งงง...ก็ข้าวกล่องที่มีนาทำมันอร่อยนี่นา...”

          มันเป็นเรื่องน่าแปลกที่ข้าวกล่องนี้เธอเป็นคนทำเองทั้งยังต้องทำให้คุณแม่ของเธอห่อไปกินที่ทำงานอีกด้วย บางครั้งมีนาก็สงสัยว่าเพราะแม่ของเธอเป็นคนไม่ได้เรื่องหรือว่าเธอมีความเป็นผู้ใหญ่กันแน่ แต่แล้วก็มีอีกสายตาที่จ้องมองข้าวกล่องของเธอ ชายผู้สุขุมและเยือกเย็นที่ดูไม่ออกว่าเขากำลังมีความสุขอยู่กับขนมปังของตัวเองหรือไม่ จ้องมองมาด้วยสายตาเย็นชาของเขา

          “นาย...อยากกินเหรอ?” มีนาเอ่ยถามเมื่อเห็นสายตาของศิริน

          “...ก็นิดหน่อยน่ะ แต่คงไม่ได้หรอกฉันไม่มีช้อนส้อมหรือตะเกียบติดตัวเลย”

          “ไม่เป็นไร มานี่สิ ฉันจะป้อนให้”

          สายตาของปรางพุ่งตรงผ่านแว่นกรอบเงินมาที่ชายหญิงคู่นี้ทันที มีนาค่อยๆตักไข่กวนและข้าวสวยในกล่อง จากนั้นเธอก็ใช้ริมผีปากแสนสวยคู่นั้นชิมก่อนเล็กน้อย

          “ฉันคิดว่ามันไม่น่าจะเผ็ดมากนะ หวังว่านายคงจะกินเผ็ดได้นะ”

          “ฉันจะกิน...” ชายหนุ่มตอนสั้นๆ

          เด็กสาวค่อยๆยืนช้อนเข้าหาปากชายหนุ่มดวงตาสีน้ำตาลของเขามีแววเขินอายเล็กน้อย เขาอ้าปากออกค่อยๆโอบล้อมช้อนที่หญิงสาวยืนมาและหุบรับข้าวเข้าไป ขณะนั้นเองเหตุการณ์ทั้งหมดก็ถูกบันทึกใส่ความทรงจำผ่านสายตาของสาวแว่นผู้สวมกรอบเงิน

          “ปราง! เลือดกำเดาเธอไหลน่ะ “

          “อะ อืม เออ เหรอไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องสนใจฉันก็ได้ แฮะๆๆ”

          “แปลกคนจริง...ว่าแต่ เป็นไงบ้าง ศิรินถูกปากไหม?” มีนาเอ่ยถามชายหนุ่ม

          เขาเขี้ยวหนุบๆอยู่ในปากแบบนั่นมีนาไม่สามารถสังเกตสีหน้าเขาได้ ศิรินเข้ามักจะทำสีหน้าเย็นชาอยู่ตลอดเวลาจนไม่สามารถจับความรู้สึกของเขาได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็กลืนมันลงคอไปแล้ว

          “...อร่อย...” ชายหนุ่มตอบเรียบๆ

          “อืม...ฉันนึกว่าจะไม่ถูกปากซะแล้ว”

          มีนายิ้มบางๆ เห็นแบบนั้นชายหนุ่มที่แสนเยือกเย็นกลับมีสีแดงปรากฏขึ้นที่ใบหน้าเรียวยาวของเขา แต่ว่าบางทีอาจจะเผ็ดเพราะมีนาใส่พริกหยวกลงไปในไข่กวนก็ได้

          “ว่าแต่มีนาไปรู้จักกับศิรินตอนไหนเหรอ?” ปรางถามพลางเช็ดเลือดกำเดาไปด้วย

          “ก็...เขาช่วยฉันไว้จากพวกอันธพาลน่ะ”

          “ว้าว! เท่ห์สุดๆไปเลยเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวเลยนะศิริน นายคงจะซัดพวกนั้นกระเด็นเลยใช่ไหม”

          ชายหนุ่มนิ่งไปเหมือนกับถูกพูดแทงใจดำเขาจัดการกับขนมปังอย่างรวดเร็วและลุกยืนขึ้น

          “..ที่จริงแล้วพี่ชายของมีนาช่วยฉันไว้อีกทีน่ะ ฉันขอตัวก่อนนะ...” ชายหนุ่มพูดบอกลาก่อนเดินจากไป แม้จะไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมาแต่มีนาเดาว่าเขาคงจะรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึกๆเหมือนกัน

          “อะ...อ้าวไปแล้วเหรอ... แต่ว่าไม่เห็นรู้เลยว่ามีนามีพี่ชายแนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยซินะๆๆๆ” ปรางอ้อนพร้อมเขย่าตัวของเพื่อนสาว

          “ไม่...ไม่มีทางซะหรอก”

          ใครจะไปรู้ละว่าวิกตอเรียเป็นคนคนเดียวกับมีนา ด้วยพลังของกำไลโลหะสีอำพันนี่ทำให้เธอสามารถเปลี่ยนกลายเป็นผู้ชายได้ มีนาใช่ชื่อวิกตอเรียแทนตัวเองในร่างผู้ชายนั้นซึ่งที่จริงแล้วนั่นเป็นชื่อจริงของเธอแต่ว่าไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่นัก ก็แน่นอนว่าทุกคนคงจะคิดว่าชื่อจริงของเธอคือมีนานังตัวประหลาดนี่นะ

          หลังจากเกิดเรื่องขึ้นเมื่อวานเด็กสาวก็ไม่ได้เห็นจิ้งจอกตัวนั้นอีกเลย บางที่แล้วตั้งแต่ได้เห็นกับตาสัมผัสกับตัวมันก็ทำให้รู้ว่าโลกใบนี้มันยังมีอะไรอีกมากที่มนุษย์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ โลกนี้ช่างน่าพิศวงจริงๆ

          “เซบาลือออ ชอกกา!”

          เสียงอินโทรจากมือถือดังขึ้น

          “อ่ะ! โทดทีนะ มีนาชั้นขอไปรับโทรศัพท์ก่อนนะ!” สาวแว่นกรอบเงินกล่าวและรนรานวิ่งออกไป

          “...อืม” มีนามองไล่หลังเธอไป

          ถึงจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะมีใครสักคนโทรเข้ามือถือแต่ว่าในตอนนี้มีนากลับมีความรู้สึกแปลกๆบางอย่างกับสายที่โทรเข้ามานั่น เพราะช่วงเวลาที่เพื่อนสาวของเธอรับสายนั้นรายกลับรอบยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ถูกกลืนหายไป แต่พอคิดว่าเธอคงจะสังหรณ์ใจไปเองก็ได้จากการที่เจอเรื่องไม่คาดฝันมาเมื่อวานก็เลยไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก

          “ฉะ...ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกคะ...ได้โปรดขอเวลาเพิ่มอีกหน่อยนะคะ...” เสียงสั่นคลอออกมาจากใบหน้าที่สวมแว่นกรอบเงินจากสีหน้าที่เคยร่าเริงอยู่ตลอดเวลาในตอนนี้มันก็เศร้าหมองเกินกว่าจะได้คิดได้ว่าเธอคือคนคนเดียวกับเมื่อครู่

 

          ดวงอาทิตย์สาดแสงสีส้ม เวลาเย็นของโรงเรียนนี้นักเรียนเกือบทั้งหมดจะจับกลุ่มกันเข้าไปทำกิจกรรมชมรม หรือไม่ก็ไปติวหนังสือ มีนาเองก็มีชมรมกับเขาเหมือนกัน

          ชื่อว่า ชมรมกลับบ้าน

          มีนาใช้เส้นทางเดิมเธอเดินไปกดเครื่องดื่มที่หน้าชมรมฟันดาบชาเขียวเธอหยิบขวดชาเขียวรสน้ำผึ้งผสมมะนาวขึ้นมาและแกะฝาของมันออกเพื่อที่จะเก็บเอาไว้ส่งชิงโชค สายตาของเธอมองเข้าไปยังชมรมและก็เห็นพวกเขาซ้อมกันอย่างขยันขันแข็งเช่นเดิม และก็มีกองเชียร์คอยให้กำลังใจอยู่เป็นจำนวนมากเหมือนทุกวัน

          “กรี๊ด ศิรินนนนน!”

          “เท่ห์ไปเลยยยค่า!”

          “มองมาทางนี้หน่อย!”

          เสียงกลุ่มแฟนคลับผู้คลั่งใคร่รองกัปตันสุดหล่อเต็มไปทั่วบริเวณ เมื่อเด็กสาวเห็นว่าศิรินสามารถซ้อมชมรมได้อย่างปกติโดยไม่มีผลข้างเคียงจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็รู้สึกวางใจได้ส่วนหนึ่งในใจเธอก็ภาวนาให้เขาไม่หักโหมจนเกินไป เมื่อดูจากสีหน้าของชายหนุ่มที่ไม่แสดงความรู้สึกร้อนหนาวอะไรออกมานั้นสักพักเธอก็ตัดสินใจที่จะปลีกตัวออกมา แต่ขณะนั้นเองระหว่างที่เธอกำลังเดินหันหลังกลับนั่นสายตาของเด็กหนุ่มก็เหลือบมาเห็นจึงมีเสียงตะโกนไล่หลังมา

          “มีนา ขอบคุณสำหรับไข่กวนนะ มันอร่อยมาก!”

          ศิรินตะโกนทักทายเด็กสาวผมสีแปลกคนที่กำลังจะเดินจากไป เธอหันกลับมามองเขาเล็กน้อยก่อนที่จะทักทายกลับไปให้เป็นธรรมชาติ

           “...อืม นายเองก็ตั้งใจซ้อมละศิริน ฉันไปนะ”

          เมื่อกล่าวเสร็จเด็กสาวก็สัมผัสได้ถึงไฟริษยาที่กำลังลุกโหมกระหน่ำจากเหล่ากองเชียร์พวกนั้น เธอรีบวิ่งออกไปก่อนที่จะเป็นประเด็นไปมากกว่านี้

          “นังนั่นเป็นใครกันนะ...”

          “กรอดดด.....กินข้าวด้วยกัน...”

          “บังอาจแย่งความสนใจจากศิริน...”

          เสียงซุบซิบนินทาก่อตัวขึ้นโดยทันที มีนาไม่อยากจินตนาการเลยว่าหากเธอออกมาจากที่นั่นช้ากว่านี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงแบบนั้นเธอก็คิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่เธอมีเพื่อนผ่านเข้ามาในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกคน แม้ว่าการสนิทกับศิรินที่เป็นจุดสนใจของพวกสาวๆนั้นจะอันตรายกับตัวเธอที่โดยเพ่งเล็งมาตั้งแต่ต้นก็ตาม

          หลังจากที่เด็กสาวตรงดิ่งจากชมรมฟันดาบเพื่อที่จะกลับบ้าน ในสายตาของเธอก็สังเกตเห็นเด็กผู้หญิงแว่นกรอบเงินคนหนึ่งที่หน้าประตูโรงเรียน ซึ่งมันทำให้เธอประหลาดใจอยากมากเพราะโดนปกติแล้วปรางจะเป็นคนที่เข้าชมรมเร็วและกลับบ้านช้าที่สุดเสมอ แต่ในวันนี้กลับเห็นเพื่อนสาวชองเธอมายืนอยู่ตรงหน้าโรงเรียนในเวลาที่ทุกคนเพิ่งเริ่มเข้าชมรมกันไม่นานแถมใบหน้าของปรางที่มักจะยิ้มอย่างร่าเริงอยู่ตลอดเวลาในอตนนี้กลับดูเศร้าหม่องอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมีนาคิดประกอบกับในช่วงตอนเที่ยงที่เธอเร่งรีบรับโทรศัพท์แล้วมันทำให้เธอคิดว่าคงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันบ้างไม่มากก็น้อย

          “สงสัยก็ตามไปเลยสิ” เสียงแหลมเล็กแต่นุ่มนวลและน่าค้นหาเอ่ยขึ้น

          แสงที่คุ้นเคยทำให้มีนาหันตามสัญชาตญาณไปที่ต้นเสียงนั้น ภาพที่อยู่ตรงหน้าคือเด็กสาวจิ้งจอกในชุดนักเรียนชายเจ้าเก่าเธอกำลังควงแท่งเหล็กสีเงิน?ไปมา และดูเหมือนว่าจิ้งจอกตัวนั้นจะเก็บหางและสวมหมวกไหมพรมมาอย่างดีแล้ว

          “เฮอ...เธอนี่ยุให้ฉันยุ่งเรื่องชาวบ้านอีกแล้วนะ เรื่องเมื่อวานยังไม่ทันหายดีเลย” มีนากล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

          “หาย? นี่หมายถึงอะไร” จิ้งจอกทำหน้างงๆ

          “ฉันโดนต่อยไปตั้งทีหนึ่งนี่ เธอก็ยังตีหน้าบื้ออีกนะ”

           “ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วไม่ใช่เหรอ?” จิ้งจอกเอียงคอเล็กน้อย

          “...ก็ใช่อยู่หรอก...แล้วนั่นถืออะไรอยู่น่ะ?”

          มีนาสะดุดตากับสิ่งนั้น มันเป็นแท่งโลหะสีเงินมันวาวสะท้อนแสงอาทิตย์ไปมาซึ่งจิ้งจอกตัวน้อยควงมันเล่นมาได้สักพักแล้ว

          “อืมเจ้าเนี่ยเหรอ...ฉันถูกสั่งให้พกมันไว้น่ะ ถ้าไม่มีมันแล้วฉันจะถูกห้ามไม่ให้ต่อสู้แล้วก็จะกลายเป็นจิ้งจอกไร้ประโยชน์เหมือนที่เธอคิดเมื่อวานนั้นแหละ” จิ้งจอกยิ้มพลางหยุดควง ทำให้เห็นได้ชัดว่ามันเป็นดาบไร้กั้นที่ไม่ค่อยยาวมากจึงทำให้ค่อนข้างสันทัดกับจิ้งจอกที่ขาดแคลนส่วนสูง

          จิ้งจอกสาวตัวนี้เป็นต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานเธอ ดึงมีนาเข้าไปพัวพันกับอันธพาลทำให้เด็กสาวต้องเสี่ยงตาย ถึงแบบนั้นก็ได้ช่วยมีนาและศิรินเอาไว้(บางส่วน)แถมทำให้เด็กสาวได้ข้อคิดในการใช้ชีวิตอีกด้วย

และเมื่อมีนานึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่ทำให้เธอรอดมาก็คือกำไลวิเศษที่จิ้งจอกให้มานั้นเอง เมื่อสบโอกาสได้เจอตัวเจ้าของเจ้าสิ่งนี้เธอจึงตั้งใจที่จะคืนมันให้กับเจ้าตัว  

          “อืมเอาเป็นว่า...ขอบคุณเรื่องเมื่อวานด้วยนะแล้วก็กำไลนี้ฉันขอคืนให้...”

          มีนาค่อยๆดึงกำไลออกจากมือแต่ปรากฏว่า...มันไม่สามารถถอดออกได้ แม้ว่าเธอจะพยายามดันตัวล็อคกลับแค่ไหนก็ไม่เป็นผล เด็กสาวเริ่มรู้สึกไม่ดีกับเรื่องมากถึงมากที่สุด และเริ่มที่จะโวยวายเสียงดัง

          “จิ้งจอกกกกก!!!! ทำไมมันถอดไม่ได้วะ!” มีนาตะโกนออกมา ไม่ว่าจะพยายามดึง ปลดล็อคหรือยังไงก็ไม่สามารถกำจัดมันออกจากข้อมือตัวเองได้เลย

          “ออ...ใช่ เหมือนฉันจะลืมบอกไปว่าเจ้านั่นน่ะมันไม่ใช่ว่าอยากถอดก็ถอดได้นะ โทษทีน่อ...” จิ้งจอกเอ่ยขึ้นพร้อมกับทำหน้ากวนโอ๊ย

          ทันใดนั้นเสียงบางอย่างในจิตใจของมีนาก็ขาดลง ตั้งแต่นานแล้วที่มีนารู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของจิ้งจอกตัวนี้และเธอจะไม่ทนมันอีกต่อไป ดวงตาของเธอถูกไฟโทสะเข้ายึดครอง เส้นเลือดที่หน้าผากกำลังเดือดปุดๆ และอารมณ์ร้อนพวกนั้นก็ถูกถ่ายทอดออกมาทางสีหน้าของเด็กสาวอย่างชัดเจน

          “ยัยบ้าเอ้ย! แล้วทำไมไม่บอกกันก่อนเล่า เธอต้องรับผิดชอบมันเดี๋ยวนี้นะ!” มีนาตะคอกเสียงแข็งใส่หน้าจิ้งจอก

          “เหวอ!...แล้วทำไมต้องโกรธกันด้วยเล่า มันก็เจ๋งดีไม่ใช่หรือไงเก็บเอาไว้ใช้แปลงร่างช่วยผู้คนแบบนั้นมันไม่เท่ห์เหรอ?” เสียงของจิ้งจอกกลืนหายไป เพราะเด็กสาวผมสีดำแทรกด้วยสีเทาเข้ามาจู่โจมเธออย่างไม่ใยดี

           “หุบปากนะ! ฉันไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่สักหน่อยถอดมันออกให้ฉันเดียวนี้นะ ไม่งั้นเธอได้เจอดีแน่นังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!” มีนาพูดพร้อมกับกำหมัดแน่นให้จิ้งจอกสาวเห็นเต็มสองตา

          “ถอดออกไม่ได้ก็คือไม่ได้ไง ถึงไม่ใช้ใส่ไว้แบบนั้นมันก็ไม่เสียหายไม่ใช่เหรอ อย่านะ...อย่าเข้ามา...นี่เธอกล้าที่จะลงมือกับ...”

          มีนาไม่สนใจคำพูดของจิ้งจอกอีกต่อไป ไม่ว่าเธอจะเป็นปีศาจ เทพ หรือตัวตนเหนือมนุษย์ยังไง การที่เอากำไลแปลกๆมาติดกับตัวเธอถาวรแบบนี้มันเป็นสิ่งที่อภัยให้ไม่ได้ คิดได้เช่นนั้นเด็กสาวจึงกระชากคอเสื้อของจิ้งจอกสาวขึ้นมาทันที พร้อมกับเขย่าร่างน้อยๆอย่างรุนแรง

          “อุ...อุ...ปล่อยนะไม่งั้นเธอจะต้องเสียใจ...อุ โอเคไม่เสียใจก็ได้แต่...พอเถอะ หายใจไม่...ออก จะตายแล้ว ตายจริงๆแล้ว!”

          ปลายเท้าของจิ้งจอกสาวกำลังดิ้นทุรนทุราย มีนาจึงปล่อยคอเสื้อของจิ้งจอกไปก่อนที่จะตายไปซะจริงๆ พร้อมกันนั้นกันนั้นก็กุมหน้าอกกำหนดลมหายใจเข้า-ออก สงบสติอารมณ์ตัวเองไม่ให้ฆ่าจิ้งจอกตัวนี้ไปซะก่อน

          “มีอะไรเกี่ยวกับกำไลนี่ที่เธอยังไม่ได้บอกฉันอีกไหม จิ้งจอก...”

          มีนาเอ่ยถามแม้จะเจ็บแค้นจนแทบบ้า แต่ถึงอย่างการฆ่าจิ้งจอกชำระแค้นไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดีเผลอๆอาจถอดมันไม่ได้อีกตลอดชีวิตก็ได้ หากแต่ลองถามหาวิธีเอาออกดูจะเป็นการดีกว่า

          “สิ่งที่ไม่ได้บอก...มันก็เยอะอะนะ เอาเป็นว่าถ้าใช้มันแปลงร่างก็จะทำให้เธอแทบจะไร้เทียบทานเลยละ ประสาทสัมผัส การตอบสนอง การเคลื่อนที่ไวขึ้น มีกำลังมากขึ้น แล้วก็อึดมากขึ้นด้วยละ แต่ระวังด้วยละยังไงซะตอนใช้มันเธอก็ยังเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาอยู่ ถ้าโดนอะไรหนักๆเข้าก็อาจตายได้เหมือนกัน อย่างเช่น....”

          “ที่ฉันต้องการคือวิธีการถอดมันออกเฟ้ย!” มีนาพูดพร้อมกับง้างมือจะเหนี่ยวจิ้งจอกที่กำลังพูดโฆษณาสินค้าตัวเอง

          “อ๊าอย่า! กลัวแล้วๆ! ...ของแบบนี้มันก็มีหมดอายุใช้งานจนเสื่อมสภาพไปเองแหละ ถึงเวลานั้นมันก็จะหลุดออกไปเอง”

          “แล้วมันต้องรอนานเท่าไหร่ละ?”

          “เออ...ปกติแล้วก็2-3ปี แต่ว่ามีนาน่ะถือว่าโชคดีมากเลยนะ”

           “โชคดี...ยังไง?”

           “...ก็อันนั้นเป็นรุ่นใหม่แกะกล่อง ลิมิตเต็ทอิดิชั่น อายุการใช้งานเลยยืดเป็นพิเศษถึง125ปี แล้วด้วยสามารถที่ติดตั้งนวัตกรรมแบบเปลี่ยนเอเนอร์จี้คอร์คได้ มันก็จะยืดอายุการใช้งานอีก50ปีต่อการเปลี่ยนหนึ่งครั้งเลยนะ แถมยังมีออฟชั่นเสริมมากมายลูกเล่นเยอะแยะเลยละ ฉันละสั่งพรีออเดอร์ไปตั้ง6เดือนเชียวนะกว่าจะได้มาครอบครอง อิจฉามีนาจริงๆ ฉันเองก็อยากจะลองใช้ดูบ้าง...แอ็ป!!!”

          จิ้งจอกพูดพล่ามโฆษณากำไลของตัวเองถูกเขกหัวอย่างไม่ปรานี ซึ่งมันก็สมควรแล้วในตอนนี้เด็กสาวผมสีดำแทรกเทามีแววตาที่ลุกไปด้วยโทสะ ราวกับว่าจะจับจิ้งจอกตัวนี้ไปถอนขนทาพริกแกงโรยพริกไทยดำนำต้มในน้ำเดือดๆแล้วกินในขณะที่ยังร้อนๆอยู่หรือบางทีอาจจะใส่โชยุเพื่อเพิ่มรสชาติอีกหน่อยก็ได้

          “ฉันไม่ได้เสียเวลามานั่งฟังเธอบรรยายสรรพคุณของมันหรอกนะ แล้ว125ปีนี่ฉันไม่ต้องถอดไปจนคุยกับรากมะม่วงเลยเหรอ!”

          “อะ...โทษทีลืมไปว่ามีนาเป็นมนุษย์นี่นา แฮะๆๆๆ แอ๊ป!!!” ระหว่างจิ้งจอกพูดก็โดนเขกหัวอีกที

          “แล้วคิดยังไงเอามาให้มนุษย์ใส่ละ หา!!!”

          “โอ๊ยเจ็บๆๆ...ที่จริงแล้วมันเอาไว้แปลงกายเพื่อปลอมตัวเป็นมนุษย์อะ ฉันก็เลยอยากรู้ว่าถ้าเอามาให้มนุษย์ใช้มันจะเป็นยังไง เดี๋ยวๆๆ...ขอฉันพูดก่อนอย่าตั้งท่าแบบนั่นสิ มะ...มันมีออฟชั่นแบบเบาสบายด้วยนะ น้ำหนักเท่ากับศูนย์ เหมือนไม่ได้ใส่อะไรที่ข้อมือเลยละ... แอ๊ป!! มีนายัยมนุษย์ป่าเถื่อน!!”

          สุดท้ายแล้วเด็กสาวก็หัวเสียกับการไม่สามารถถอดกำไลสีอำพันออกได้ แต่จิ้งจอกตัวน้อยก็รับปากว่าจะลองหาทางเอาออกในวิธีอื่นดู ถ้าไม่อย่างนั้นเด็กสาวก็อาจจะแสดงความโหดร้ายของมนุษย์โลกให้เห็นอีกก็เป็นไป ถึงอย่างนั้นจิ้งจอกก็ปรับออฟชั่นเบาสบายให้ และตั้งค่าอะไรหลายๆอย่าง รวมไปถึงการเปลี่ยนเป็นชุดนักเรียนชายขณะแปลงร่างด้วย

 

          ระหว่างทางกลับบ้านเด็กสาวเดินเคียงข้างจิ้งจอกตัวน้อยไปเรื่อยๆ พร้อมกับแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันหลายๆอย่าง ซึ่งลึกๆแล้วมีนาก็มีความสงสัยในตัวตนของจิ้งจอกไม่น้อย ก็มีบางคำถามที่เธอตอบได้บ้างและไม่ต้องการที่จะตอบบ้าง ในสายตาของคนที่พบเห็นก็เหมือนกับพี่สาวน้องสาวทั่วๆไป แต่มันก็น่าแปลกอยู่ที่ตัวน้องสาวนั้นอยู่ในชุดนักเรียนชาย

          “งั้นที่เธอต้องใส่ชุดนักเรียนชายก็เพราะ เธอต้องแปลงร่างเป็นนักเรียนในโรงเรียนชายล้วนสินะ”

          “ก็EFคอนโทรเลอร์แบบที่สวัสดิการแจกให้มันเปลี่ยนชุดไม่ได้น่ะสิ แถมมีเวลาการใช้งานจำกัดต้องชาร์จพลังงาน ออฟชั่นอะไรก็ไม่มีกับเขาเลย นี่ตอนแรกฉันกะจะใช้รุ่นใหม่นั่นเองนะเนี่ย สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับไปใช้ไอ้อันเก่าสุดเส็งเคร็งเหมือนเดิมจนได้“

          “ช่วยพูดอะไรที่มนุษย์จะสามารถเข้าใจได้หน่อยสิ แล้วไอ้ตัวแบบเธอน่ะบนโลกนี้มันมีอยู่อีกเยอะเลยเหรอ?”

          “ก็นะ ที่อยู่บนโลกนี้ก็มีไม่มากหรอก ส่วนมากจะเป็นทหารที่มีภารกิจติดพันน่ะ ถ้ามีนาจะถามลึกกว่านี้ฉันคงไม่มีคำตอบให้หรอกนะ พอดีมันเป็นความลับของทางการน่ะ”

          “งั้นถ้าชั้นถามว่าในโรงเรียนฉันมีไอ้ตัวแบบเธออยู่ไหมคงจะตอบได้สินะ”

          “ไม่มีหรอกในโรงเรียนมีนาวางใจได้เลย แล้วก็เลิกเรียก ‘ไอ้ตัว’ ‘จิ้งจอก’ แบบนั้นสักที เรียกฉันว่า มอนตี้ เถอะ”

          “เอ๋ แปลกจังนะ ตัวประหลาดแบบเธอก็มีชื่อหรอกเหรอ...”

          พูดจบอยู่ดีๆมีนาก็รู้สึกเสี่ยวสันหลังขึ้นมา ราวกับว่ากำลังถูกดวงตาคู่ใหญ่ของสัตว์ร้ายจ้องมอง ด้วยแรงกดดันจนแทบหายใจไม่ออกมีนาค่อยหันไปมองร่างที่อยู่ข้างๆเธอ ใบหน้าของจิ้งจอกดูไม่ค่อยชอบใจนักสำหรับคำพูดเมือกี้ของเด็กสาว ราวกับความรู้สึกเป็นมิตรของจิ้งจอกที่เคยมีมาถูกแทนที่ด้วยออร่าความคุกคามต่อสิ่งมีชีวิต และนัยน์ตาคู่ใหญ่ภายในดวงตาสีดำสนิทของเด็กสาวจองเบิกกว้างมันเป็นดวงตาของนักล่าที่พร้อมจะฉีกร่างเหยื่อของมันให้กลายเป็นชิ้นๆ แต่นั่นมันก็เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่พริบตาเดียวแต่เป็นพริบตาเดียวที่เกือบจะทำให้เด็กสาวหยุดหายใจ

 

          “อ๊ะ...โทษทีๆพวกเราคุยกันถึงไหนแล้วนะ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ฟังน่ะ” จิ้งจอกกล่าวด้วยเสียงแหลมเล็กที่กำลังเริงร่า

          “...ไม่มีอะไรหรอก” มีนาพูดเสียงอ่อน

          “งั้นเหรอ...ฉันมีเรื่องที่อยากจะเล่าให้มีนาฟังน่ะ สำหรับพวกเราอมนุษย์น่ะไม่เหมือนกันหมดหรอกนะ บ้างก็ต้องการเป็นมิตรของมนุษย์ บ้างก็มีอคติกับมนุษย์น่ะ บ้างก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองไม่อยากยุ่งเกี่ยว มันก็น่าแปลกนะที่พวกมนุษย์ชอบดูถูกเพราะงั้นถ้ามีนาเจออมนุษย์ตัวเป็นๆละก็...ระวังคำพูดหน่อยละ”

          มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบแบ่งแยกและเหยียดหยามพวกที่แตกต่าง แม้กระทั่งความกลัวที่มีต่อสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า และการข่มเหงกับสิ่งที่อ่อนแอกว่า การที่จะมีอคติในตัวมนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรอก เพราะแม้แต่มนุษย์ก็ยังมีอคติที่ลบได้ยากอีกหลายอย่าง

          “อะ แย่ละ! ฉันลืมไปเลยมีนาว่าตัวเองมีงานด่วนนะต้องรีบไป”

          “จะไปแล้วเหรอจิ้ง...มอนตี้?”

          “ใช่แล้วเจอกันใหม่นะ อ่ะ แล้วก็...” จิ้งจอกเว้นเสียงไปช่วงหนึ่ง ก่อนจากประสานสายตาเข้ากับเด็กสาว

          “เหมือนฉันจะได้ยินเสียงแปลกๆ ตรงไปอีก2ช่วงตึกแล้วเลี้ยวซ้าย เปลี่ยนเป็นวิกตอเรียเผื่อไว้ก็ดีนะ”

          “เสียงเหรอ? เสียงอะไร” เด็กสาวถามกลับด้วยความสงสัย

          “เสียงปืนน่ะ รู้สึกจะใส่ที่เก็บเสียงซะด้วยแต่ว่าฉันค่อนข้างจะหูดีน่ะ” จิ้งจอกพูดเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะกระโจนหายลับไปในระหว่างช่วงตึก

          ได้รู้ดังนั้นแล้วเด็กสาวก็รีบวิ่งสุดกำลังทันที ที่จริงแล้วเธอเองในตอนแรกก็ไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งกับเรื่องของคนอื่นเพียงแต่ว่ามันมีบางอย่างข้างในที่เปลี่ยนไป ตอนนี้ในตัวเด็กสาวไม่เหมือนเดิมอีกแล้วเธอไม่ใช่คนที่ยังคงเฉยนิ่งกับโลกใบนี้ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมพ่ายแพ้ให้แกชะตากรรม ไม่ใช่คนที่จะคอยแต่ความช่วยเหลือโดยไม่ดิ้นรนอะไรเลย ในตอนนี้เธอมีเจตจำนงแรงกล้าที่จะมอบความช่วยเหลือให้กับคนอื่นที่จบอยู่ในหวงความรู้สึกสิ้นหวังและหวาดกลัว บางทีแล้วเธออาจจะมีความเป็นฮีโร่มากกว่าที่ตัวเองคิดก็ได้

 

          “พอเถอะคะได้โปรด...” เสียงเด็กสาวพร้อมกับข้าวของที่กระจัดกระจายและมีรองร่อยการทะลุผ่านของกระสุน

          ถนนตรงนี้เป็นทางที่อับผู้คน มันเป็นเส้นทางที่พาออกจากตัวเมือง ที่ไร้ซึ่งผู้คนก็เพราะมันมีทางออกจากตัวเมืองที่ดีกว่านี้ โดยไม่ต้องขับผ่านเข้าอุโมงค์ที่น่าหวาดเสียวนั่น ป้ายเตือนอุโมงชำรุดถูกติดมาได้สักพักแล้ว แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะมีคนงานก่อสร้างคนใดจะมาแก้ไขเลย ราวกับว่าสถานที่เป็นใจ ให้ชายผู้สวมชุดดำเหล่านี้ควักปืนสั้นที่ใส่ที่เก็บเสียงออกมายิงขู่กับสาวน้อยผู้สวมแว่นกรอบเงินคนนี้ได้อย่างไม่เกรงกลัว

          “ถ้าเธอไม่รู้ว่าไอ้พวกสารเลวนั่นไปอยู่ไหนก็รีบเอาเงินมาซะ ไม่งั้นนัดต่อไปจะเป็นที่หัวเธอ” ชายชุดดำคนหนึ่งกล่าวขู่อย่างไม่ใยดี

          “...เดี๋ยวก่อน นังนี่ท่าทางใช้ได้เลยนี่กว่า ถ้าเอาไปขายคงจะได้ราคาดีไม่น้อย” ชายอีกคนพูดพร้อมจ้องสายตายังเด็กสาว

          “ถ้าจะให้คุ้มค่า จับนังนี้ผ่าไตไปขายสักข้างก่อนก็น่าจะดี”

          เมื่อพูดจบชายคนนั้นก็ควักมีดออกมา แน่นอนเขาจะทำโดนไม่ลังเลแน่

          “มะ...ไม่นะ... อย่าทำอะไรฉันเลยได้โปรด...” เด็กสาววิงวอน

          “นี่คือโทษฐานที่บังอาจคิดหนีพวกเรายังไงละ” ชายคนนั่นพูดพลางจับแขนของเด็กสาวไว้

          “ถ้าจะโทษก็โทษ ไอ้พวกสารเลวนั้นที่หนีไปโดนทิ้งเธอไว้ก็แล้วกัน...”

          โลกอันแสนโหดร้ายจะทำลายซึ่งชีวิตที่อ่อนแอ ความสิ้นหวัง ความเกลียดชัง ความโศกเศร้าทั้งหมดจะต้องตกอยู่กับผู้แพ้ เด็กสาวถูกฉีกเสื้อบางส่วนออกอย่างโหดเหี้ยม เสียงกรี๊ดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน น้ำตาที่ไหลทะลักอย่างไม่มีหยุด ใบหน้าที่บิดเบี้ยว จนจินตนาการถึงรอยยิ้มไม่ออก มีดค่อยๆกดลงไปที่ท้องของเธออย่างช้าๆ เลือดสีแดงไหลออกมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ค่อยทวีเพิ่มมาขึ้น สุดท้ายแล้วชีวิตก็เป็นได้แค่เศษเสี้ยวเล็กๆที่ส่องแสงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะดับหายไปเช่นนั้นหรือ

          แต่แล้วความเจ็บปวดของเธอก็หายไป เธอจ้องมองลงไปที่ท้องใบมีดไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว จะเหลือก็แต่บาดแผลที่มีดนั่นได้ทิ้งไว้เท่านั้น ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของชายชุดดำคนที่สร้างบาดแผลนั่นให้แก่เธอ

          “อ๊าก! ไอ้ตัวไหน มันปาหินมาใส่มือฉันวะ!” ชายชุดดำตะโกนด่าไปที่ทิศทางที่หินก่อนนั้นปามา

          ภาพตรงหน้าเป็นภาพของชายหนุ่มหน้าหวานผู้ครอบครองผมสีเทาที่ดูเด่นสะดุดตา สายตาสีน้ำตาลของเขาจ้องมองมาที่กลุ่มชายชุดดำด้วยความเกรี้ยวกราด

          “ถอยออกไปจากปรางเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะหักคอพวกแกทุกคน!” เสียงอ่อนเยาว์ถูกตะโกนออกมาจากลำคอของชายหนุ่มคนนั้น

          ดวงตาสีน้ำตาลของเด็กหนุ่มมองไปที่ชายชุดดำทีละคนทีละคน หากให้เปรียบเทียบแล้วพวกที่อยู่ตรงหน้ามีอาวุธปืนครบมือ ซึ่งถ้าเกิดประมาทขึ้นมาละก็ ถึงจะเป็นร่างกายที่มีพลังของกำไลสีอำพันถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาก็อาจจะตายได้

          แม้มีนาจะไม่รู้ว่าทำไมปรางถึงโดนคนพวกนี้จ้องเล่นงานแต่พวกมันคงจะไม่คิดดีกับเธออย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการชิงตัวปรางมาให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก

          “แกนี่มันแสไม่เข้าเรื่องเลยนะเจ้าหนุ่มอยากตายมากหรือไง” ชายทุกคนต่างควักอาวุธปืนสั้นจ่อไปที่เด็กหนุ่มผมสีเทาเป็นเป้าหมายเดียวกัน

          สิ่งที่ชายคนนั้นเล็งมาหาเด็กหนุ่มคือปืนพกกึ่งออเมติก ซึ่งมีนาคิดว่าหากใช้สมาธิดีๆแล้วก็น่าจะมีช่องว่างให้เข้าประชิดได้และคงต้องเชื่อมั่นในร่างกายนี้ว่ามันจะสามารถทำได้สำเร็จ

          “เก็บมันซะ!” ชายคนหนึ่งกล่าวจบ พวกเขาก็ต่างลั่นไกพร้อมๆกัน

          เสียงของปืนที่สวมที่เก็บเสียงดังขึ้น เด็กหนุ่มคาดเดาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือของชายพวกนั้นพร้อมกับขยับตัวทันที กล้ามเนื้อขาส่งแรงให้เขาพุงตัวไปด้านหน้า สายตามองตรงเพื่อค้นหาวิถีกระสุน

          ถึงกระสุนจะเร็วแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเด็กหนุ่มผู้มีพลังของกำไลสีอำพันไปได้ สิ่งที่เขาต้องทำก็แค่อาศัยการตอบสนองและความไวของร่างกายเท่านั้น โชคยังดีที่เขาอยู่ในระยะที่ห่างมากพอแค่เบี่ยงตัวนิดเดียวก็อยู่ในระยะที่ปลอดภัยจากกระสุนแล้ว

          “อะ...อะไรของมันว่ะ ไอ้หนุ่มนี่เร็วเป็นบ้าเลย ยิงไม่โดนบัดซบเอ้ย!”

          เด็กหนุ่มเคลื่อนที่ไปซ้ายทีขวาที โยกหลบวิถีกระสุนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจังหวะที่เขารอคอย QSZ-92ใช้กระสุนขนาด9x19มิลลิเมตร แม็กกาซีนบรรจุได้15นัดกับจำนวนคนสามคนที่อยู่ตรงหน้า การหลบกระสุนที่มีประมาณ45นัดก็ไม่ใช้เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับร่างกายนี้ของเขานัก

          “บ้าเอ้ยกระสุนหมด!” ชายชุดดำเอ่ย

          “จังหวะนี้แหละ!”

          เด็กหนุ่มกระโจนดีดหมุนตัว เข้าสู่กลางวงของชายชุดดำอย่างรวดเร็ว สันมือของเขากระแทกไปที่ข้อมือของชายชุดดำคนที่หนึ่ง เตะไปชายชุดดำคนที่สอง และใช้มืออีกข้างที่เหลืออยู่ช้อนตัวเด็กสาวผู้สาวแว่นกรอบเงิน พร้อมกับถีบตัวถอยหลังและเริ่มออกวิ่งไปในทันที

          “อ๊าก! บ้าเอ้ยไอ้เวรนี่!”

          “มันได้ตัวผู้หญิงไปแล้ว!”

          เด็กหนุ่มไม่ใส่ใจกับพวกชายชุดดำอีกแล้ว หน้าที่ของเขาไม่ใช่การซัดพวกมันให้หมอบหากแต่เป็นการช่วยเพื่อนสาวของเขาออกมาต่างหาก เขาออกวิ่งสุดกำลังหนีกลับไปทางเมืองทันที ถ้าหากวัดกันจริงๆความเร็วในการวิ่งนั้นเหนือกว่านักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกเสียอีกจึงยากเกินกว่าที่จะมีใครวิ่งตามทัน

          “คุณ...คือ...” เด็กสาวที่อยู่ในอ้อมกอด ด้วยท่าอุ้มแบบเจ้าหญิงเอ่ยขึ้น

          “ฉันเป็นพี่ชายจากต่างประเทศของมีนา วิกตอเรีย น่ะ” เด็กหนุ่มวิ่งไปพลางยิ้มให้

          “ทำไมคุณถึงรู้จักชื่อของชั้นได้เหรอคะ?”

          “อะ...เอ...เหมือนมีนาจะเล่าให้ฟังน่ะ เอาไว้เราปลอดภัยก่อนแล้วค่อยคุยกันนะ” เด็กหนุ่มยิ้มให้ แต่สักพักรอยยิ้มของเขาก็ต้องจางหายไปในทันที

          มีรถตู้คันหนึ่งวิ่งมาขวางหน้าเขา มันตัดขาดทางหนีเข้าตัวเมืองของเขาไปในทันที สีหน้าของเด็กหนุ่มดูถอดสีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อประตูรถตู้เปิดออกก็ปรากฏร่างของชายชุดดำอีกสองคน เด็กหนุ่มไม่เพียงแต่หยุดตัวเท่านั้นแต่ยังคงกระโดดออกทางด้านข้าง หวังที่จะหลบการยิงปืนพกของชายชุดดำเหล่านั้นแล้วข้ามรถตู้นั้นไป แต่เขาคิดผิด…

          “บ้าเอ้ย...”เด็กหนุ่มอุทาน

          สิ่งที่ชายชุดดำหนึ่งในสองคนนั้นชักออกมาหาใช่ปืนพกกึ่งออโตเมติกไม่ หากแต่เป็นปืนกลเบา Uzi สีหน้าและนิ้วมือของชายชุดดำคนนั้นต้องยิงเขาโดยไม่ลังเลแน่ ซึ่งก็แน่นอนลำพังความเร็วของมนุษย์ถึงแม้จะหลบกระสุนของปืนพกได้แต่ไม่มีทางหลบกระสุนที่รัวเป็นชุดของเจ้าUziในระยะแค่นี้ได้บวกกับตอนนี้มีเด็กสาวที่อยู่ในอ้อมอกถึงจะเป็นความเร็วที่เหนือมนุษย์ของเขาก็ไม่อาจจะทำแบบนั้นได้ ในเมื่อโอกาสเป็นศูนย์ ทำให้ตัดสินใจในสิ่งที่เขาสมควรจะทำ

          “ก้มหัวลงให้ดีๆละ...” เด็กหนุ่มพูดสั้นๆพร้อมส่งสายตาสีน้ำตาลให้แก่เด็กสาวผ่านแว่นกรอบเงิน

          เขาพลิกตัวหันหลัง เพื่อใช้แผ่นหลังของเขารับกระสุนทั้งหมดไว้แทนเด็กสาวทันที วินาทีก่อนที่ชายชุดดำจะลั่นไก เสียงของดินระเบิดผ่านเข้าสู่หูของเขา เขาเตรียมใจรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นด้วยความหวังที่เหลือไม่มีทางเลือกอื่นใดจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว ตอนนี้มันไม่เหมือนกับเมื่อวานที่เขาต้องสู้เพื่อปกป้องตัวเอง แต่มันคือการปกป้องคนอื่น สิ่งที่แบกรับมันย่อมหนักหนากว่าอยู่แล้ว

          และแล้วความเจ็บปวดก็ถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่งเกินกว่าที่เด็กหนุ่มจินตนาการไว้มาก กระสุนกระทบหลังของเขา มันเจาะทะลุผ่านผิวหนังสร้างความเสียหายให้เขาก่อนที่จะกระเด้งออกมา ถ้าเป็นคนปกติคงจะทะลุเข้าสู่ร่างกายไปแล้ว แต่ว่าเลือดสีแดงก็ไหลทะลักออกมาจากแผ่นหลังของเขา ความทรมานนั่นมันเกิดกว่าที่เขาจะทรงตัวอยู่ได้เขาค่อยๆล้มลงปล่อยเด็กสาวออกจากอ้อมอก เด็กหนุ่มทรุดลงกับพื้นอย่างช่วยไม่ได้ต่อหน้าชายชุดดำที่กราดยิงเขาจนหมดแม็กกาซีนและอีก3คนที่ตามมาสมทบจากด้านหลัง ลมหายใจของเขาติดขัดอย่างเห็นได้ชัด พลังชีวิตของเขาอ่อนแอลง สติถูกความเจ็บปวดดึงออกไปจนแทบจะหลุดลอยหาย

          “ยังไม่ตายอีกเหรอแกนี้มันโคตรถึกเลยวะ ขอชมจากใจจริง” ชายชุดดำคนหนึ่งเอ่ยพร้อมกับชักปืนออกมา

          “แฮก...แฮก...ปล่อยเธอไป...” สติของมีนาในร่างของวิกตอเรียหลุดลอยไปอย่างสมบรูณ์แล้ว

          “คำตอบ...คือ...ไม่มีทาง นี่สำหรับการเล่นเป็นบทฮีโร่ของแกไอ้หนู....” ชายชุดดำคนนั้นตอบอย่างเยือกเย็นพร้อมกับจ่อปืนไปที่ศีรษะของเด็กหนุ่ม

          “ไม่นะ!” เด็กสาวตะโกนด้วยความสิ้นหวัง

          “ปัง!!”

          สิ่งสุดท้ายที่มีนาได้รับรู้คือกระสุนที่ออกจากลำกล้องของปืนในระยะประชิด เสียงกู่ร้องสิ้นหวัง รอยยิ้มอันโหดร้ายของชายชุดดำ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีฮีโร่บนโลกนี้อย่างที่มันควรจะเป็นก็แค่แรงเล็กๆที่พยายามต่อต้านกับความมืดจนถูกความมืดนั่นกลืนกินไปก็เท่านั้น

          ทันทีที่กระสุนกระทบกับศีรษะมันเจาะผ่านกะโหลกของเด็กหนุ่มและแล้วทุกอย่างก็ดำดิ่งสู่ความมืด เขาไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว...   

          สุดท้ายแล้วเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินก็ถูกลากขึ้นรถตู้ไป เสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวังก็หยุดไปเพราะชายคนหนึ่งนำผ้ามาปิดปากเด็กสาว ชายชุดดำทั้งห้าคนต่างไม่สนใจร่างไร้ชีวิตที่จมกองเลือดนั่น ทั้งหมดขึ้นรถตู้แล้วมันก็แล่นจากไป...

          เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าร่างร่างหนึ่งโผล่ออกจากที่ซ่อนในเงามืด ชายผู้มีผมสีทอง แววตาสีฟ้าอันงดงามนั้นจ้องมองไปที่ร่างที่แน่นิ่งสิ้นลมหายใจแล้ว อดีตเด็กชายผมสีเทาซึ่งบัดนี้เป็นได้แค่ก้อนเนื้อที่ไร้ชีวิตและเต็มไปด้วยของเหลวสีแดง

          “กรอด... ฉันทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ขอโทษนะ วิกตอเรีย...” เขากัดฟันแล้วกล่าวอย่างเจ็บใจ

          เขาได้สังเกตการณ์ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้เลย และถึงแม้ว่าเขาจะเข้าไปช่วยก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่ดีหรืออย่างแย่ที่สุดก็อาจจะตายไปอีกคนด้วยก็ได้

          “จะเอาไงละพี่ธัน...พวกมันไปแล้ว” ชายอีก2-3คนก็ออกมาจากที่ซ่อนตามธันวามาเช่นกัน

          “ พวกมันบังอาจจัดการกับคู่ต่อสู้คนสำคัญของฉันซะได้” เสียงหยาบกระด้างเอ่ยอย่างเจ็บแค้น

          “พวกนั้นมันเป็นยากูซ่ามาจากเมืองอื่นดูท่าทางอาวุธครบมือเลยนะพี่...” ลูกน้องของเขาพูดอย่างลังเล

          “ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะไปช่วยนังผู้หญิงนั่น”

          “แต่พี่...ที่จริงเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเรา...” ลูกน้องบางคนกำลังจะเอ่ยปากห้ามแต่ธันวาก็เอามือมาอุดปากเขาไว้

          “พวกแกไม่ต้องยุ่งก็ได้ งานนี้ฉันลุยเดียวเอง พวกมันไปได้ไม่ไกลหรอกเสียงปืนดังขนาดนี้ คงกลัวตำรวจตั้งด่านสกัดแน่ พวกแกจัดการไอ้ก้อนเนื้อตรงนี้ก่อนแล้วกัน...” ธันวาพูดพร้อมหันหลังเดินกลับไป

          “เราไม่ต้องโทรเรียกรถป่อเต็กตึ๊งเหรอพี่?” ลูกน้องคนหนึ่งแบกร่างที่ไร้ลมหายใจของวิกตอเรียขึ้น

          “เรื่องมันจะยุ่งวะ ไม่พ้นพวกเราต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าไอ้หมอนี่แน่” เสียงหยาบกระด้างตอบ

          ไอ้คนที่มันมาทำเรื่องยุ่งยากในเมืองนี้แล้วมาฆ่าคู่ต่อสู้ของคนอื่นตามใจชอบมันต้องรู้จักกับนรกที่เขาสร้างเอง ชายผมสีทองที่มีนามว่าธันวาตั้งปณิธานไว้เช่นนั้น แต่แล้วเขาก็ต้องหันไปหาลูกน้องของเขาที่ส่งเสียงประหลาดใจ

          “...เอ๋! เดี๋ยวก่อนนะลูกพี่ ทำไมไอ้หมอนี่ตัวมันยังอุ่นอยู่เลยฟร่ะ?” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

     

          ความรู้สึกโดยรอบของเด็กหนุ่มทุกอย่างมันมืดมนไปหมด ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดแต่แทนที่ด้วยความรู้สึกเย็นเยือก ในสามัญสำนึกของเขาคงคิดว่านี่เป็นโลกหลังความตายเป็นแน่ แต่แล้วความรู้สึกอบอุ่นก็เริ่มก่อตัวขึ้น เด็กหนุ่มสัมผัสถึงอากาศที่กำลังเคลื่อนไหวในช่องอกของตัวเองและดวงตาของเขาก็ค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆมันกำลังปรับตัวให้เข้ากับแสงสว่างที่อยู่รายรอบ

          “โอ้โห...นายนี่มันเหลือเชื่อจริงๆเลยนะ”

          เสียงๆหนึ่งที่หยาบกระด้างเอ่ยขึ้นดวงตาของเด็กหนุ่มค่อยๆโฟกัสไปที่ต้นเสียงนั่น ลมหายใจของเขาเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ในสายตาปรากฎผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า ใบหน้าที่ราวกับเห็นที่ไหนมาก่อนในที่สุดก็มีชื่อชื่อหนึ่งพุดเข้ามาในหัว

          “ธัน...วา? “ เสียงอ่อนเยาว์ ถูกเปล่งออกมาอย่างงุนงง

          “เยส... ดีใจด้วยนะนายยังไม่ตายวะ” เสียงหยาบกระด้างพูด

          “เกิดอะไรขึ้นกับฉันนะ แล้วทำไมนายถึง...” เสียงของเด็กหนุ่มหยุดไป

          ชายผู้ครอบครองผมสีทองกำลังถอดเสื้อของเด็กหนุ่มออกมาจากนั้นเขาก็ค่อยๆสัมผัสลูบไล้ไปตามแผ่นหลังที่ขาวนวลของมีนา

          “นะ...นายทำอะไรน่ะ!”

          “ฉันก็แค่แปลกใจที่แผลที่โดนยิงข้างหลังมันหายไปได้ไง อย่าขึ้นเสียงสูงจะได้ไหม หนวกหูเป็นบ้า...แอ๊ป!”

          เด็กหนุ่มลุกขึ้นมาตอกหน้าที่หล่อเหลานั่นไปหนึ่งที ด้วยแรงของเขาทำให้ธันวาหงายหลังไปลงไปแต่ก็ดีดตัวขึ้นมาและจับจมูกตัวเองเล็กน้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังทำหน้ามึนงงกับการกระทำของเด็กหนุ่มอีกด้วย

          “แกไอ้โรคจิต!”

          “โรคจิต? อ้อ...หมายถึงที่ฉันจับตัวนายนั่นน่ะเหรอ บ้าไปกันใหญ่แล้วใครเขาจะมีอารมณ์กับผู้ชายวะ!”

          เมื่อได้ยินดังนั้นมีนาจังสำรวจตัวเองทำให้รู้ว่าเธอยังอยู่ในร่างของวิกตอเรีย สายตาคู่สีน้ำตาลมองไปรอบๆสำรวจสภาพแวดล้อม ในตอนนี้เธออยู่บนเตียงในห้องที่ดูคล้ายกับหอพักที่ไหนสักที่ การตกแต่งภายในดูเรียบง่าย ถึงจะสภาพเก่าพอสมควรแต่เฟอร์นิเจอร์บางอันดูค่อนข้างมีราคามากเลยทีเดียว

          “ทำไม...มองไปรอบๆแบบนั้นมีปัญหาเหรอ?” เสียงหยาบกระด้างดึงความสนใจจากการสำรวจรอบๆห้องของฉันให้กลับมาหยุดอยู่ที่ดวงตาสีฟ้าของเขา

          “ที่นี่ห้องนาย...” มีนาเอ่ยถาม

          “ใช่ ฉันอยู่หอน่ะแล้วจะทำไม?”

          “นายเนี่ย จัดของเรียบร้อยดีนะ ไม่เหมือนกับห้องเด็กผู้ชายที่ฉันคิดไว้เลย”

          นี้เป็นครั้งแรกที่มีนาเข้ามาในห้องของเด็กผู้ชายว่าตามตรงแล้วเธอก็รู้สึกตื่นเต้นนิดๆ ซึ่งกลิ่นอายแบบนี้มันต่างจากห้องของเธอพอสมควรเลย

          “เด็กผู้ชายจัดของเป็นระเบียบแปลกหรือ? พูดอย่างกับตัวนายไม่ใช่เด็กผู้ชาย...หรือว่าห้องนายจะรกเป็นที่อยู่อาศัยของหนูไปแล้ว”

          “ชิ ห้องฉันนะดูดีกว่านายตะ...โอ้ย!”

          ระหว่างมีนาพูดอยู่ดีๆความเจ็บปวดที่หัวก็ทะลักออกมามันปวดมากจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ เลือดสีแดงไหลออกมาจากหน้าผากที่พันผ้าเอาไว้ของเด็กหนุ่ม

          “อะ...เอ้ยอย่าขยับตัวอย่างนั้นสิ!” ชายผมทองตวาดพร้อมกดเด็กหนุ่มลงกับเตียง

          ธันวาหยิบผ้าพันแผลอย่างรวดเร็วและบรรจงค่อยๆพันรอบศีรษะของมีนาทับอีกครั้ง นึกไม่ถึงเลยว่ามือแข็งๆของเด็กผู้ชายจะทำแผลได้นิ่มนวลขนาดนี้

          “ทำไมนายถึงช่วยฉันเหรอ?” มีนาเอ่ยถามในขณะที่เขาทำแผลไปเรื่อยๆ

          “ฉันไม่ได้กะจะช่วยหรอก ตอนแรกนายน่ะตายห่าไปแล้ว แต่ลูกน้องฉันบอกว่าร่างกายนายยังดูอุ่นๆอยู่ฉันเลยแบกนายมาไว้ที่ห้อง ฉันดึงกระสุนที่มันเจาะกะโหลกนายอยู่ออกมาแล้วอยู่ดีๆนายก็กลับมาหายใจซะอย่างงั้น น่าแปลกนะโดนปืนลูกโม่ยิงระยะขนาดนั้นหัวนายน่าจะระเบิดไปแล้วแท้ๆ แล้วอีกอย่างแผลที่หลังนายกลับหายสนิท ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ถูกเลยละ ได้แต่วางนายลงบนเตียงแล้วก็นั่งดูเงียบๆ...จะว่าไปแอบถอดเสื้อนายมาดูเล่นนิดหน่อยด้วยละ...” เขากล่าวพลางปิดงานการพันแผลของเขาลง

          “...คราวหลังนายไม่ควรผลีผลามดึงกระสุนหรืออะไรก็ตามที่ทะลุเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยออกในทันทีนะ เพราะนอกจากจะทำให้เลือดไหลไม่หยุดแล้วบางอาจสร้างความเสียหายให้อวัยวะภายในด้วย”

          “จ้าๆ...เฮ้อ พ่อคนมีการศึกษาสูง...”

          ธันวาพูดพร้อมกับเดินไปที่ห้องน้ำล้างคราบเลือดที่ติดอยู่ในมือออก เมื่อเช็ดมือเสร็จเดินออกมานั่งข้างๆเตียงและจ้องหน้าของเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจ

          “มีอะไร...” มีนาเอ่ยถามเมื่อจับสีหน้าชายตรงหน้าได้

          “...นายน่ะเป็นมนุษย์หรือเปล่าวิกตอเรีย?”

          มันไม่ใช่คำถามที่ดูแปลกเลยสำหรับธันวาโดยเฉพาะกับคนที่ฉลาด(แกมโกง)อย่างเขา เขามองดูทุกอย่างออกอย่างรวดเร็ว มั่นใจได้เลยว่าถ้าเขาไม่ได้เป็นนักเลงหัวไม้แล้วเอาความฉลาดนี่ไปทำอย่างอื่นเขาคงจะได้ดิบได้ดีในการเรียนหรือหน้าที่การงานแน่ๆ

          “...เรื่องมันยาวน่ะ ขี้เกียจเล่าให้นายฟัง” มีนาพูดตัดบท

          เด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงพลางเช็คดูว่าจะไม่ปวดหัวขึ้นมาอีก เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมานั่งคุยอยู่เขามีหน้าที่ที่จะต้องทำ มีคนกำลังรอความช่วยเหลืออยู่

          “นายคิดว่านายจะไปไหนน่ะ” ชายผมทองถาม

          “จะไปช่วยเพื่อนของฉัน...”

          “จะไปช่วย...แล้วนายรู้เหรอว่าหล่อนอยู่ที่ไหน”

          “...ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ที่นี่แน่ๆ”

          เด็กหนุ่มกำลังจะเปิดประตูออกไป แต่ก็มีแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อมาขว้างทางไว้

          “ฉันพอจะรู้ว่าพวกมันอยู่ไหนและฉันจะช่วยแต่มีข้อแลกเปลี่ยนนายสนใจไหมละ?”

          มีนาเงียบไม่พูดอะไรพลางจ้องดวงตาสีฟ้านั่นและปล่อยให้ธันวาพูดต่อไป

          “...ถ้าเกิดนายไปลุยบ้าๆแบบตอนแรกอีกนายได้ตายจริงๆแน่ แต่แผนของฉันรับรองว่าจะช่วยเพื่อนนายได้อย่างปลอดภัยแทบไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อเลยละ” ชายผมทองพูดพร้อมกับยิ้มน้อยๆ

          ธันวาพูดถูกถ้าบุกตรงๆเหมือนครั้งก่อนไม่มีทางที่จะสู้กับพวกนั้นที่มีอาวุธครบมือได้เลย ดีไม่ดีคราวนี้อาจจะได้ตายจริงๆไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีก มีนาไตร่ตรองอยู่สักพักและตอบชายผมทองกลับไป

          “ก่อนอื่นฉันมีเงื่อนไขสองข้อ ข้อแรกเพื่อนฉันต้องไม่ได้รับอันตราย ข้อสองต้องไม่มีการฆ่าเกิดขึ้น ถ้าไม่รับปากตามนี้ก็เลิกกัน” มีนายื่นคำขาดพร้อมกับจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้านั้น

          “ได้สิฉันรับปาก ทางฉันก็มีเงื่อนไขสองข้อเหมือนกันโอเคไหมแต่ค่อยเอาไว้ว่ากัน มาลองฟังแผนของฉันดูก่อนดีกว่า”

          ในขณะที่พูดนั้นชายผมสีทองเองก็สบสายตาตรงๆกับเด็กหนุ่มโดยไม่กระพริบเช่นกัน เป็นการบ่งบอกว่าคำพูดรับปากของเขาเชื่อถือได้และรับประกันผลอย่างแน่นอน

   

          เมื่อมาถึงที่หมายเด็กหนุ่มผมสีทองค่อยๆดับเครื่องรถจักรยานยนต์ และปล่อยให้เด็กชายผมสีเทาอีกคนที่ซ้อนท้ายมาลงจากรถ

          “นายแน่ใจนะว่าเป็นที่นี่?” มีนาเอ่ยถาม

          “ชัวร์...นายไปดูตรงนั้น”

          มีนาเดินย่องเบาอย่างระมัดระวังมองไปทางที่ธันวาชี้ไป รถตู้ถูกจอดอยู่หน้าโกดังร้างแห่งหนึ่ง มันเป็นโกดังเก่าๆที่ตั้งอยู่ในตัวเมือง เด็กหนุ่มมองเข้าไปภายในนั้นมีชายที่สวมชุดดำนั่งล้อมวงคุยกัน กับเด็กสาวที่ถูกทำให้สลบแล้วมัดติดกับเก้าอี้ไว้

          “บัดซบเอ้ย ทำไมเราต้องมาหลบอยู่ที่นี่ด้วย!”ชายคนหนึ่งบ่นขึ้น

          “มันเป็นเพราะแกนั่นแหละยิงไม่รู้เรื่องดังจนชาวบ้านเขาได้ยินไปทั่ว ป่านนี้พวกตำรวจมันตั้งด่านรอสกัดจำแล้วมั้ง”

          “ชิ...ต้องรอจนถึงเช้าเลยเหรอเนี่ย หรืออาจว่าจะนานกว่านั้น”

          ในระหว่างที่มีนากำลังฟังบทสนทนานั่นชายผมสีทองก็ย่องเข้ามาประชิดและเป่าหูของเธอเบาๆ มันทำให้มีนาต้องสะดุ้งตัวโก่งละความสนใจจากพวกนั้นและหันกลับไปมองที่นัยตาสีฟ้า

          “เป็นไงบ้างอย่างที่ฉันบอกเลยไหมละ ถึงตอนแรกจะใช้ปืนเก็บเสียงก็เถอะแต่ตอนท้ายเสียงปืนที่ดังขนาดนั้นพวกมันไม่กล้าเสี่ยงหนีออกจากเมืองหรอก ถ้ามันหนีออกไปจากเมืองไม่ได้โกดังร้างแบบนี้แหละที่เหมาะกับการซ่อนตัวที่สุด” ชายผมสีทองกระซิบเข้าหูของมีนาเบาๆ พอฟังใกล้ๆเสียงหยาบกระด้างนั้นก็ฟังดูลื่นหูอยู่ไม่น้อย

          “แล้วนายจำเบอร์ของปรางที่ฉันบอกไปได้ใช่ไหม”

          “แน่นอน เราจะทำตามแผนที่วางไว้ ขอตัวฉันอ้อมไปด้านหลังก่อนนะ”

          ชายผมสีทองแยกกับมีนา เขาเข้าไปประจำที่ด้านหลังโกดังและกดเบอร์ตามที่ได้รับมา อีกด้านหนึ่งทามกลางเสียงการถกเถียงของชายชุดดำนั้น ก็มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นดึงเอาความสนใจของชายชุดดำทั้งหมด

          “เซบาลือออ ชอกกา!”

          เสียงริงโทนของโทรศัพท์ดังขึ้นมาจากทางที่หญิงสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินนั่งอยู่ ชายชุดดำทั้งหมดต่างลังเลว่าจะรับโทรศัพท์ดีไหม สุดท้ายแล้วหนึ่งในนั้นก็ต้องจำใจเดินเข้าไปหาหญิงสาวและกดรับสาย

          “สวัสดี...นั่นใคร” ชายชุดดำเอ่ยถาม

          “ครับ สายจากโรงพักอำเภอเมืองนะครับ รับได้รับแจ้งว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งถูกลักพาตัวไปนี่ใช่เบอร์ของเธอไหมครับ” เสียงของธันวาที่พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นจากปลายสาย

          ชายชุดดำคนที่รับโทรศัพท์จากธันวาหันหน้าไปหนาพวกพ้อง พวกพ้องต่างพอกันกันทำมือทำไม้แต่ฟังไม่ได้ศัพท์จับความไม่ได้มั่วไปหมด

          “เออ...ใช่ครับ” ชายชุดดำคนที่รับสายกล่าว

          “ใช่บ้านแกซิอะ...อุป!” ชายชุดดำอีกคนหนึ่งแทบปิดปากไม่ทัน

          “ยินดีด้วยครับ คุณคือผู้ต้องหาข้อหาลักพาตัว กรุณาส่งตัวเธอคืนมาก่อนที่ทางเราจะส่งคนเข้าไปหาคุณตอนนี้เราทราบแล้วว่าพวกคุณอยู่ที่โกดังAถูกต้องไหมครับ”

          ชายชุดดำทั้งหมดต่างหันมามองหน้ากัน สายตาทั้งหมดประสานราวกับจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันรู้ได้ไงวะ

          “ไม่โว้ย! ถ้าแกต้องการตัวนังบ้านี่ แกต้องเอาเงินมาแลก...” ชายชุดดำแทบจะกลืนเสียงไปทันที

          อีกด้านหนึ่งชายหนุ่มผมสีเทาสตาร์ทเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซและเปิดเสียงไซเรนตำรวจทันที ทำให้มีเสียงไซเรนของรถตำรวจดังขึ้น พร้อมกับแสงจากทางด้านหน้าของโกดัง ชายชุดดำแต่ละคนในโกดังต่างพากันหน้าซีดเผือกทันที

          “แหม แย่จริงๆ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมคุณไว้หมดแล้ว กรุณาวางมือไว้บนหัวพร้อมออกมาหน้าโกดังด้วยนะครับ แล้วก็ขอสายเด็กผู้หญิงเพื่อยื่นยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ด้วยครับ เพื่อเราจะได้ไม่กราดยิงเข้าไป”

          ชายชุดดำต่างไม่มีทางเลือก ปลุกหญิงสาวผู้ส่วนแว่นกรอบเงินให้ตื่นขึ้นและส่งมือถือแนบหูของเด็กสาว

          “สวัสดียัยแว่น ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ฉันเห็นแล้วว่าเธอปลอดภัยดี ค่อยๆชำเลืองตามามองด้านหลังอย่าให้พวกมันจับได้ละ” เมื่อได้ยินเสียงธันวาเด็กสาวได้ยินดังนั้นจึงค่อยกวาดตาไปด้านข้างอย่างช้าๆ

          ในสายตาของเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงิน มีร่างสูงใหญ่ของชายผมทองคนหนึ่งกำลังยิ้มและโบกมือให้เธอ เขาหลบอยู่ตรงประตูหลังของโกดัง เมื่อเขาเห็นเธอแอบชำเลืองมาเห็นเขาเรียบร้อยแล้ว เขาก็พูดประโยคต่อไปทันที

          “เอาละฟังที่ฉันจะบอกต่อไปนี้ให้ดีๆนะ วิกตอเรียยังไม่ตาย เขารอช่วยเธออยู่ข้างหน้าโกดังแต่ไอ้เจ้าพวกนั้นมันจะต้องลากเธอออกไปเป็นตัวประกันอย่างแน่นอน จังหวะที่แสงไฟดับลงให้เธอหมอบลงกับพื้นเลยนะ” เสียงหยาบกระด้างนั้นบอกผ่านโทรศัพท์

          “คุยอะไรนักหนาวะ มานี่!”

          ชายชุดดำคนหนึ่งปาโทรศัพท์ทิ้งพร้อมลากตัวปรางออกมาข้างหน้าโกดัง เอาปืนจ่อที่หัวของเธอหันหน้าเข้าไปหาแสงไฟที่สว่างจ้า

          “ถ้าพวกแกไม่อยากให้นังนี้ตายก็ส่งเงินมาแล้วปล่อยพวกตรูไปสิวะ!” ชายชุดดำคนหนึ่งตะโกน

          ตอนนี้พวกชายชุดดำทุกคนมาออกันอยู่ตรงหน้าโกดังซึ่งสาดแสงไฟเข้าไปแล้ว เด็กหนุ่มผมสีเทามองไปที่ด้านหลังโกดัง เมื่อชายผมสีทองที่ซ่อนอยู่ให้สัญญาณเขาก็ปิดไฟทันที เด็กสาวหมอบลงพร้อมกับกรี๊ดเสียงดัง ชายชุดดำต่างพากันสับสน

          “นี่มันบ้าอะไรวะตรูมองไม่เห็นโว้ย!”

          ลำพังสายตาของมนุษย์ที่ยังไม่ปรับเข้ากับความมืดก็เปรียบเสมือนตาบอดอยู่ ต่างจากมีนาในร่างวิกตอเรียซึ่งสายตาปรับตัวได้เร็วและสามารถมองเห็นได้ดีในความมืด เขาใช้ความได้เปรียบนี้วิ่งเข้าประชิดกลุ่มชายชุดดำทันที ในระหว่างที่เด็กหนุ่มผมสีเทากำลังจัดการกับชายชุดดำ ชายผมสีทองก็วิ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือปรางทันที

          “มากับหลบกับฉันก่อนนะ” ธันวาพูดพลางพาเด็กสาวออกมาจากวงการต่อสู้

          “ปังๆๆๆๆ!!!”

          ชายชุดดำต่างพากับสาดกระสุนแบบมั่วๆเพื่อต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น การยิงที่ไม่เป็นแบบแผนนี้ไม่ต่างอะไรกับการปาก้อนหินลงมหาสมุทรโดยหวังจะให้โดนปลาเพียงตัวเดียว สำหรับเด็กหนุ่มผมสีเทาแล้วการหลบหลีกเป็นอะไรที่ง่ายมากกว่าการปอกกล้วยเข้าปาก เขาโยกหลบไปมาทามกลางความมืดและจู่โจมชายชุดดำคนแล้วคนเล่าด้วยความรวดเร็ว

          “อ็อค!” ชายชุดดำคนหนึ่งล้มลงไปสลบกับพื้น

          “บ้าเอ้ยไอ้เวรนี่อยู่ตรงไหนวะ…อ๊าก!”

          และนั้นก็เป็นเสียงของชายชุดดำคนสุดท้าย ไฟถูกเปิดขึ้นอีกครั้งปรากกฎภาพของเด็กหนุ่มผมสีเทาที่ยืนอยู่ทามกลางร่างห้าร่างที่หมดสติกับพื้น เขาหันไปหาทิศทางที่เด็กสาวและชายผมสีทองอยู่อย่างช้าๆ

          “ปรางเธอไม่เป็นไรนะ?” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ย

          แทนที่เด็กหนุ่มจะได้รับคำตอบ เธอกลับพุ่งตัวเข้ามากอดเขา เธอร้องไห้ ร้องไห้และร้องไห้ ในตอนนี้ไม่มีเสียงอื่นใด นอกซะจากเสียงคร่ำครวญของเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินคนนี้ ใครจะไปรู้เล่าว่าภายใต้รอยยิ้มและความสดใสร่าเริงของเธอ มันได้ปกปิดความสิ้นหวังและเศร้าหมองเอาไว้ วิกตอเรียค่อยๆเอามือขาวนวลของเขาลูบไปที่ศีรษะของเธอ เขาลูบมันอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน

          “อยากร้องก็ร้องสิ น้ำตามันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอกนะ ในตอนที่เธอเศร้าคับแค้นใจก็ร้องมันออกมาเถอะ ไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้มออกมา เพราะต่อไปนี้หลังจากที่เธอร้องจนพอแล้วรอยยิ้มนั้นต่างหากละคือรอยยิ้มที่แท้จริงของเธอ...” เสียงอ่อนเยาว์พูดด้วยความนุ่มนวลเอ่ยขึ้นเข้ายังคงโอบกอดเด็กสาวไว้เช่นนั้นนานเท่านานจนกว่าเธอจะหยุดร้อง

 

          ราตรีในเวลานี้มันไม่ได้มืดมิดอีกแล้ว มันถูกอาบไปด้วยแสงจันทร์ แสงของมันก็ไม่ได้ร้อนแรงมันเป็นแสงที่นุ่มนวลและอ่อนโยน ถึงแม้มันจะไม่ได้สว่างเช่นดวงตะวันแต่มันก็ส่องให้เห็นหลายๆสิ่ง

          เด็กสาวถูกส่งให้ลงจากรถมอเตอร์ไซ เธอค่อยๆเดินเข้าบ้านของเธอ บ้านของเธอนั้นค่อนข้างใหญ่และดูดีมีฐานะมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคนมาตามทวงหนี้ได้ เด็กสาวในตอนนี้ไม่ได้ร้องไหอีกแล้ว เธอหันกลับมาส่งยิ้มที่งดงามภายใต้แว่นกรอบเงินนั้นให้แก่ชายทั้งสอง

          “ขอบคุณมากเลยคะ ถ้ามีโอกาสฉันจะตอบแทนอย่างแน่นอน!” เธอพูดก่อนจะวิ่งเข้าบ้านไปพร้อมกับรอยยิ้ม สีแดงจางๆบนใบหน้าหายลับไปพร้อมกับประตูที่ปิดลง

          ระหว่างทางกลับปรางได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่าพ่อแม่ของเธอเป็นทำธุรกิจเล็กๆวันหนึ่งพวกเขาเกิดล้มละลายขึ้นมา ทั้งบริษัท โรงงาน ที่ดินทั้งหมดถูกขายเพื่อใช้หนี้ เหลือไว้ก็แต่บ้านหลังนี้ที่ปรางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากพวกเขาได้ไปพัวพันกับเงินกู้นอกระบบก็เลยต้องย้ายหนีไปโดยทิ้งลูกสาวเอาไว้ ความซวยทั้งหมดจึงตกอยู่แก่ปรางทำให้เธอทำงานพิเศษโดยการเขียนโดจินขายและจัดการงานเอกสารให้อาจารย์จนดึกทุกวัน เพื่อหาเงินมาใช้หนี้และเลี้ยงชีพ จนกระทั้งถึงวันนี้วันที่เคราะห์ร้ายมาเยือนเธอ

          “...เสื้อผ้ากับนาฬิกาและเงินพวกนั้นมันอะไรน่ะ?” เด็กหนุ่มผมสีเทาเอ่ยถามชายผมทองที่หอบของมาระหว่างทางด้วย

          “จะอะไรซะอีกก็ของไอ้พวกนั้นน่ะสิ ฉันปอกลอกมันทุกตัว จัดการสั่งสอนนิดหน่อยให้พวกมันไม่สามารถกลับมาซ่าได้อีกน่ะ” ชายผมสีทองตอบ

          “นายคงไม่เล่นพวกนั้นถึงตายใช่ไหม...”

          “ฮาๆๆ ไม่มีทางฉันรับเงื่อนไขนายไว้แล้วนิ คนอย่างฉันสัญญาอะไรไม่เคยผิดคำสัญญาอยู่แล้ว หวังว่านายก็เหมือนกันใช่ไหม?” ชายผมทองตบอกแล้วพูดอย่างมั่นใจ แต่แล้วเขาก็ชายดวงตาสีฟ้ามองมาที่สายตาสีน้ำตาลของเด็กหนุ่มที่ตัวเล็กกว่า

          “ชิ...ฉันเองก็รักษาสัญญาเหมือนกันนะ...”เด็กหนุ่มผมสีเทาพูดพลางหลบสายตา

          “เยี่ยม...ว่าแต่นังแว่นนั่นเป็นแฟนนายเหรอ?”

          “เปล่าหรอกนั่นเพื่อนของน้องสาวชั้นนะ... เออ..หมายถึงน้องสาวฉันคือผู้หญิงที่อยู่กับศิรินคราวก่อนน่ะ”

          “โอ้! ที่แท้นายก็เป็นพี่ชายของยัยหงอกนั้นนี่เองหรอกเหรอ!”

          มีนากัดฟันเล็กน้อยก่อนจะจ้องสายตาอาฆาตเล็กๆไปหาเขา แต่เหมือนว่าเขาจะไม่ใส่ใจมันเท่าไหร่ ในใจเธอคงกำลังคิดว่าใครมันเป็นคนสั่งสอนให้ไอ้หมอนี้มาแทะคนอื่นแล้วเมินอย่างนี้เป็นแน่

          “ใช่ เพราะงั้นนายต้องเลิกยุ่งกับน้องสาวของฉัน(ตัวฉันเอง)แล้วก็ศิรินด้วย ไม่งั้นฉันจะอัดนายให้คว้ำเหมือนวันก่อน!” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยโดยมีอารมณ์เคืองนิดๆเอ่ยขึ้น

          “หืม...นั้นนับว่าเป็นเงื่อนไขที่สามของนายใช่ไหม งั้นฉันก็ขอเพิ่มเงือนไขของฉันด้วยก็แล้วกันนะ”

          ธันวาพูดจบก็เดินเข้ามาใกล้ๆมีนาและจับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กหนุ่ม

          “หมายความว่าไง...นายจะทำอะไร...”

          “ก็นะจะบอกว่าที่จริงน้องสาวนายก็ดูน่ารักดี...แต่...”

          เมื่อธันวาพูดจบจังหวะนั้นเอง ก่อนที่ประสาทสัมผัสอันแสนไวของมีนาในร่างวิกตอเรียจะรับรู้ได้ทัน ชายผมสีทองก็อาศัยโอกาสนี้ที่เด็กหนุ่มกำลังไร้การป้องกันและเหนือความคาดหมาย ประกบริมฝีปากของเขาเข้ากับริมฝีปากอันอวบอิ่มของเด็กหนุ่มหน้าหวานที่ถูกเขาจับไหล่เอาไว้ทั้งสองข้าง

          ณ ตอนนี้กาลเวลาเหมือนถูกหยุดลง หัวใจของมีนาแทบจะหยุดเต้น สายตาคู่สีน้ำตาลของเธอในร่างของวิกตอเรียประสานเข้ากับสายตาสีฟ้าของธันวา เขาค่อยๆถอนริมฝีปากออกมาแต่ร่างกายของมีนาก็ยังไม่ตอบสนองราวกับถูกแช่แข็งไว้

          “...พอดีฉันเป็นพวกรักน้องแต่เสียดายคนพี่วะ...” เสียงหยาบกระด้างนั่นราวกับศรเพลิงที่ละลายความงุนงงของมีนาและเปลี่ยนให้กลายเป็นไฟโทสะที่ลุกโชน

          “นะ...นี่มัน...ไม่อยู่ในเงื่อนไขนิ!” เสียงอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มเปล่งออกมาพร้อมกับสีแดงบนใบหน้าที่เข้มกว่าเดิมมาก

          “เอ้า...ก็ฉันเพิ่มมันไปเมื่อกี้นี่เองน่ะ เอาไว้ฉันเอาของพวกนี้ไปขายทำทุนแล้วจะติดต่อมานะ!”

          ชายผมทองพูดแล้วก็ไม่รอช้ากระโดดขึ้นมอเตอร์ไซคู่ใจแล้วซิ่งหนีไปทันทีเพื่อไม่ให้โดยตอบโต้กลับ ปล่อยให้เด็กหนุ่มผมสีเทายืนระเบิดโทสะอยู่คนเดียวอย่างนั้น เมื่อเห็นว่าธันวาขับรถลับสายตาไปแล้วมีนาในร่างวิกตอเรียก็ค่อยๆกดตัวล็อคของกำไลสีอำพันลง กลับคืนเป็นร่างกายของเด็กสาวมีนาที่ใบหน้าแดงก่ำและกำลังสั่นด้วยความโกรธที่กำลังจะระเบิดออกมา

          “ฉันจะฆ่าแกไอ้คนสารเลวธันวา!!!” เด็กสาวปล่อยโทสะไปพร้อมกับเสียงแหลมของเธอ

          เพราะการกระทำนี้ของเธอทำให้เธอปวดหัวจากบาดแผลที่ถูกยิงทั้งคืนและยังต้องปวดใจกับคนที่ขโมยจูบแรกของเธอไปอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นร่างเด็กผู้ชายก็ตามที

 

          โสมนัสจบ




NEKOPOST.NET