Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 12.1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.12.1 - บททรยศตอนต้น 1/2


อ่านลำบากไม่มีย่อหน้าคลิกhttps://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1336509&chapter=25            

            กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์จากการเจริญทางชีวเคมีของผลไม้และกระบวนการหมักยีสต์ เอทานอลและคาร์บอนไดออกไซด์ หอมแตะจมูกของผู้สัมผัส ใบหน้ารูปงามค่อยๆเชยชมของเหลวที่กำลังไหลวนอยู่ในภาชนะแก้วบนมือของเขา ชายผู้สวมชุดสูทยาวท่าทางมีภูมิฐานดีและรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกน่าอึดอัด เขายืนอยู่กลางห้องที่มีโต๊ะประชุมมากมายหันหน้ามาทางตัวเขาและบนโต๊ะเหล่านั้นก็มีผู้เข้าร่วมประชุมโดยครบถ้วนทุกที่นั่ง สายตาของผู้คนจำนวนมากจ้องมองมายังชายคนนั้น แต่กลับกันฝ่ายที่รู้สึกเคร่งเครียดคือเหล่าผู้ที่นั่งล้อมวงอยู่รายรอบนั่นต่างหาก จากการประเมินดูอย่างคร่าวๆแล้วชายผู้ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาคงมีอิทธิพลมากมายเลยทีเดียว

            “รู้อะไรไหมทุกๆท่าน ไวน์ชั้นเลิศแบบที่อยู่บนมือของผมนี้มันต้องผ่านกระบวนการอันซับซ้อนมากมาย และใส่ใจในรายละเอียดตั้งแต่มันเป็นองุ่น พิถีพิถันในบ่มอย่างดีและ...” เสียงของชายอันฝังดูนุ่มนวลกล่าวออกมา ก่อนที่จะมีเสียงการกดปุ่มไมโครโฟนของผู้เขาร่วมประชุมท่านหนึ่งเพื่อแทรกการปราศรัยนั้น

            “เราทำอย่างเต็มที่แล้วเพื่อให้ผลลัพธ์ที่แน่นอนที่สุด คุณก็รู้ว่าเราทุ่มกำลังคนไปเยอะแค่ไหนและย่อมเสี่ยงมากแค่ไหน!”

            “...มันต้องมีการตรวจสอบอย่างดี ทุกๆหยดของไวน์ต้องรสชาติไปในทางทิศทางเดียว มันไม่เหมือนกับพวกคุณเลยสักนิด ภารกิจที่โรงเรียนหนึ่งล้มเหลวก็เพราะพวกทรยศหนึ่งในคนของพวกคุณ หรือว่า...จะปฏิเสธกันละ?” ชายคนนั้นพูดต่อไปพร้อมกับค่อยๆเทไวน์ในแก้วลงบนผืนพรม

            “...พวกหน่วยเรนเจอร์ ถูกกำจัดออกจากสารบบไปกว่าสิบปีแล้วท่านแอล มันเป็นเรื่องที่พวกเราคาดการณ์ไม่ได้” หนึ่งในผู้ร่วมประชุมชี้แจ้ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเลย รอยยิ้มของชายผู้อยู่กลางห้องกลับเผยความรู้สึกที่น่าสยดสยองมากขึ้นกว่าเดิม

            “คาดการณ์ไม่ได้งั้นเหรอ...โอเค... งั้นเรื่องของอีกโรงเรียนละว่าไง ตัวทดลองของพวกคุณทำอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันได้ไหม?”

            “เรื่องนั่นเราทดสอบมันไม่ต่ำกว่าสิบครั้งก่อนที่จะให้ลงภารกิจจริง ความรู้สึกของตัวอย่างทดลองนั้นมันเกินกว่าจะคาดเดาได้...อะ...”

            หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุมยังพูดไม่จบประโยคเขาก็หยุดและเริ่มดิ้นทุรนทุรายราวกับขาดอากาศหายใจเส้นเลือดเริ่มปูดขึ้นใบหน้าซีดลง ต่อหน้าสายตาของชายที่ยืนสง่าอยู่กลางห้องพร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นชา และสายตาราวกับอสรพิษที่กำลังจ้องมองเหยื่อของมันกำลังทรมานอย่างช้าๆ คนที่เหลือในห้องเริ่มแสดงความหวาดกลัวออกมาพวกเขาส่วนถึงกับลุกยืนขึ้น และจ่อปากกระบอกปืนเขาหาชายมาดผู้ดีที่ถูกกล่าวขานนามว่า ท่านแอล คนนั้น

            “คาดการณ์ไม่ได้...คาดเดาไม่ได้...ไม่มีอยู่ในกรรมวิธีบ่มไวน์ทุกท่าน พวกคุณควรยึดถือความแน่นอนในองค์กรเป็นสำคัญ เหมือนกับการตัดปัญหาออกไปซะตั้งแต่คัดเลือกเมล็ดองุ่น ทำให้สมกับราคาการเป็นสเลเยอร์องค์กรที่มีชื่อเสียงมายาวนานและผมไว้วางใจที่จะทำธุรกิจด้วย เคารพและให้เกียรติกันสักนิดเห็นจะเป็นการดีที่สุด” เสียงอันนุ่มนวลกล่าวออกมาพร้อมกับปล่อยผู้เข้าร่วมประชุมคนตรงหน้าให้สามารถหายใจได้อย่างสะดวกอีกครั้ง รอยยิ้มและสายตาที่ฉายแววอำมหิตกวาดไปโดยรอบห้อง ทำให้ทุกคนต่างค่อยๆลดอาวุธในมือลงจนหมด พอเห็นแบบนั้นแล้วชายผู้ยืนอยู่กลางห้องก็ฉีกรอยยิ้มกว้างที่ดูเป็นมิตรมากขึ้นปิดท้ายอีกครั้ง

            “ใช่แล้วๆ ทุกท่านใจเย็นๆกันก่อน ถึงแม้คราวนี้เราจะล้มเหลวแต่อย่างน้อยเราก็ได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง” เสียงของชายวัยกลางคนที่หลายๆคนในห้องคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเอ่ยขึ้น

            สายตาทุกคู่หันไปยังประตูทางเข้าที่มีร่างสองร่างเดินเข้ามาในห้องประชุม ชายวัยกลางคนและชายหนุ่มคนหนึ่งที่ติดสอยห้อยตามมา พวกเขาคืออันเดอร์พีชและมิดกายร์นั่นเอง

            “น่าสนใจดีนะสิ่งที่คุณพูด แต่ที่น่าสนใจกว่าคือทำไมคุณถึงยังรอดมาได้ทั้งๆที่มีคนตายไปตั้งเยอะขนาดนั้น” แอลชายมาดผู้ดีกล่าวถามผู้ที่เข้าห้องประชุมมาทีหลังด้วยความใคร่รู้ ถึงแบบนั่นก็เหมือนว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังว่าคำตอบที่ดูดีจะออกมาจากปากอันเดอร์พีช

            “แหม มันก็ต้องมีสักคนในที่นี่ที่จะต้องอึดและทรหดในหลายๆสถานการณ์บ้างนั่นแหละท่านแอล ถ้าเปรียบกับสายตาที่ท่านมองดูว่าพวกเราต่ำต้อยกว่าแล้วผมก็คงเป็นแมลงสาบได้เลย” อันเดอร์พีชพูดติดตลกออกมา แต่ดูเหมือนคนในห้องประชุมจะไม่มีอารมณ์ขันด้วยกับเขา

            “มีอะไรก็ว่ามาอันเดอร์พีช ถ้าพวกเราไม่เห็นแกผลงานเห่ยๆคราวก่อนๆของคุณ คงไม่มีโอกาสที่สองให้กับคนที่ทำงานพลาดหรอก” ชายผู้หนึ่งในคณะประชุมเอ่ยขึ้น

            “อย่างน้อยผมความผิดของผมก็ไม่ได้มากไปกว่าคนในห้องนี้นักหรอก ไม่สิ...ออกจะมีประโยชน์มากกว่าด้วยซ้ำเพราะผมเป็นคนลงพื้นที่ด้วยตัวเองไม่ได้หลบอยู่หลังกำแพงเหมือนพวกคุณ...” ชายวัยกลางคนตอบกลับ ทำให้หลายๆคนในห้องลุกหือขึ้นด้วยโทสะ

            “สามห้าวนัก!”

            “แกคิดว่าแกเป็นมือปราบที่มีผลงานหน่อยแล้วจะทำกร่างได้เหรอ!”

            คำพูดที่จี้ใจดำทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมต่างด่าทอชายวัยกลางคนผู้นั้น ทำให้ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงความวุ่นวายครั้งใหญ่ แต่สักพักก็มีเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยอำนาจเอ่ยขึ้นเพื่อหยุดความโกลาหลเหล่านั้น

            “ทุกๆท่านกรุณาเงียบก่อน เราควรจะฟังคุณอันเดอร์พีชพูดต่อให้จบ เหมือนว่าเขาจะมีอะไรสำคัญที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเรา” ชายผู้ยืนเด่นอยู่กลางห้องเอ่ยและเคาะเท้าเบาๆกับพื้นทำให้ไมโครโฟนทั้งหมดในห้องหยุดทำงานลงในทันที เปิดโอกาสให้ชายวัยกลางคนได้พูดในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้

            “ขอบพระคุณท่านแอลอย่างสูง ที่จริงแล้วจากการปะทะกันที่โรงเรียนนั่นทำให้ผมรู้บางสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงสิ่งที่เราต้องการ” อันเดอร์พีชเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มอย่างตาแก่เจ้าเล่ห์

            “น่าสนใจจริงๆแล้วยังไงต่อละ” แอล เองก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นจนรอยยิ้มที่เคยปรากฏบนหน้าเสมอกลายเป็นสีหน้าที่บิดเบี้ยวไปด้วยความยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้เมื่อเขากำลังจะได้เข้าใกล้สิ่งที่เขาต้องการ

            “และในคราวนี้ลูกศิษย์ของผมจะจัดการด้วยตัวเอง จะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเพราะในตอนนี้เรารู้ตัวผู้ที่ถือครองกำไลแล้ว” ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมกับเสนอตัวลูกศิษย์ของตัวเอง

            ชายที่ยืนอยู่ข้างหลังอันเดอร์พีชค่อยๆก้าวออกมาอย่างช้า พร้อมกับแขนข้างหนึ่งที่เป็นโลหะสีดำทั้งหมด มิดกายร์ผู้ที่ได้รับการรักษาและยิ่งกว่านั้นเขาถูกยกระดับขึ้นด้วยพลังของเทคโนโลยีจักรกล แขนกลและมืออีกข้างประกบกันอย่างรุนแรง เสียงของแรงอัดทำให้ทุกคนในห้องตื่นตัวและรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของมัน ชายหนุ่มแขนเหล็กใช้สายตาที่มุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความเครียดแค้นของเขาจ้องมองไปยังชายมาดผู้ดีที่ยืนอยู่กลางห้องประชุม พร้อมกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นมั่นใจ

            “ไม่ว่าจะเป็นอมนุษย์ประเภทไหนหรือว่าจะเป็นผู้ใช้กำไล จะไม่สามารถต่อกรกับผมได้อีกต่อไป ภารกิจครั้งนี้ด้วยเกียรติของสเลเยอร์เป็นเดิมพัน!”

 

            “ฮัดชิ้ว!” เสียงจามแหลมเล็กดังขึ้น

            “ยัยหงอกนั่นเธอจามเหรอ?” เสียงที่หยาบกระด้างของชายหนุ่มเอ่ยถาม ก่อนที่เขาจะค่อยๆโยกตัวหันไปมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังยื่นหน้าของตัวเองเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง

            ภายในห้องผู้ป่วยพิเศษที่มีคนหกคนอยู่ภายในนั้น จากบรรยายกาศที่ควรจะเป็นห้องที่สงบและเงียบเหงาในตอนนี้มันเติมเต็มไปด้วยเสียงโทรทัศน์และเสียงเคาะโต๊ะสลับไปมาเป็นจังหวะ ชายผมทองที่กำลังเล่นหมากรุกอยู่กับเด็กสาวผู้ถักผมเปียที่นั่งอยู่บนตักของชายตัวสูงยาวที่ไว้นวดเคราเล็กน้อย หญิงสาวแว่นกรอบเงินที่กำลังเขียนและลบร่างของสตอรี่บอร์ดอยู่อีกด้านหนึ่ง เด็กหนุ่มผมดำผู้ถือเป็นพี่น้องร่วมสาบานของสองหนุ่มที่เล่นหมากรุกด้วยกันนั่นที่นั่งจ้องรายการอนิเมะอย่างซังกะตาย และสุดท้ายหญิงสาวผู้ชื่นชอบการชมวิวนอกหน้าต่างพร้อมกับผมสีเทาที่กลืนกินผมสีดำปกติของเธอจนเกือบหมดกำลังพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดผ่านเข้ามา

            “มีนาเธอไม่ควรตากลมแบบนั้นนะ ร่างกายยิ่งไม่แข็งแรงอยู่ด้วย...” ปรางพูดกับเพื่อนสาวของเธอแต่ก็ยังจับจ้องอยู่ที่กระดาษวาดภาพของตัวเอง

            “มีนาตานี้ควรลงตรงไหนดีอ่ะ” รุ่นพี่ฐิติเอ่ยถามในขณะที่เขาเอาคางของตัวเองวางไว้บนหัวของกัลปณา

            “ถ้าเราเอาคุณม้ากระโดดขึ้นไปตรงนี้จะได้ไหม?” สาวน้อยกัลปณาเอ่ยพร้อมกับจับตัวหมากชักเข้าชักออกแบบกล้าๆกลัวๆ

            “เห้ย...ยัยหงอกฟังพวกเราอยู่หรือเปล่านั่น?” ธันวาถามซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหญิงสาวริมหน้าต่างไม่มีการตอบรับ

            หญิงสาวในชุดคนไข้สีฟ้าอ่อนเพียงแค่เอียงคอหันมามองด้วยหางตาเท่านั้น ใบหน้าของเธอออกแววไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนที่จะถอนหายใจให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอ ทางด้านธันวาเองก็ได้แต่จ้องหน้าเธอไม่วางตา ราวกับจดจ่ออยู่ที่ริมฝีปากงามนั้นว่าเมื่อมันเริ่มขยับต่อไปจะมีคำพูดแบบไหนหลุดออกมา

            “ฉันคิดถูกหรือเปล่าที่ให้พวกนายมากองกันอยู่ในห้องฉันเนี่ย? ตอนนี้เริ่มชักรำคาญหน่อยๆแล้วสิ” มีนาเอ่ยด้วยเสียงเหนื่อยใจ

            “เดี๋ยวก็จะออกจากโรงพยาบาลอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วละ” ธันวากล่าวพร้อมกับเดินหมากต่อไป

            “อ่ะ...ถ้าฉันเดินต่อแบบนี้เขาเรียกรุกฆาตหรือเปล่าคะ?” เสียงอ่อนวัยของสาวน้อยเอ่ยแทรก  ทำให้ธันวาต้องหันกลับไปมองที่กระดานทันที

            “เอ้ย! บ้าจริงลืมคิดไปเลย...” ธันวาถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นว่าหมากตัวสำคัญของเขาอยู่ในระยะโจมตีของม้าอีกฝ่าย

            “ฮาๆๆ ธันวาเสียท่าให้เด็กเหรอเนี่ย? นี่สาวน้อยคนนี้เล่นมาได้สองกระดานเองนะ ฮาๆๆ” รุ่นพี่ฐิติหัวเราะตอกย้ำ

            “ทางนั่นขี้โกงต่างหากเล่นแบบคิดสองหัวแบบนั้นน่ะ!” ธันวาเริ่มออกอาการฉุนเฉียวหัวร้อนใส่ในทันที

         สายตาของมีนาที่มองดูอยู่แม้ในใจเธอจะมีความรู้สึกรำคาญใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเธอลองคิดดูอีกบ้างครั้งการอยู่ในโรงพยาบาลครั้งนี้ก็ดูมีสีสันไม่น้อย จากเดิมที่เธอเคยนอนอยู่อย่างเหงาๆในห้องคนเดียวพอมีคนมากมายมารายล้อมก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปมาก สิ่งที่เรียกว่าความอบอุ่นโดยแท้จริงแล้วอาจจะคล้ายกับตอนนี้ก็ได้ ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เธอหลงลืมความจริงไป ความจริงที่ว่าชีวิตของเธอนั้นเหลือเวลาอีกไม่มาก แต่ก็เพราะอาจจะเป็นแบบนั้นที่ทำให้ชีวิตของเธอเริ่มรู้สึกมีค่ามากขึ้น มากกว่าแต่ก่อนที่เธอแทบจะไม่มีความรู้สึกถึงการใช้ชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียว และอีกอย่างพวกเธอยังมีงานที่ต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ด้วย เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์โจมตีโรงเรียนจากกองกำลังติดอาวุธที่พวกเธอรู้จักในนาม สเลเยอร์ นั้นมาจากความผิดของเธอ ใช่แล้วเพราะกำไลที่เธอสวมอยู่นี้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดมันส่งผลต่อชีวิตของเธอและชีวิตคนรอบข้างอย่างมากมายเลยทีเดียว

            “ทำไมกันนะ...เรื่องแบบนี้” มีนาบ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่จ้องมองกำไลสีน้ำตาลที่อยู่บนข้อมือตัวเอง

            “ไม่เป็นไรหรอก...บางครั้งการตัดสินใจของตัวเองก็ทำให้มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา” เสียงชายหนุ่มที่นั่งจ่อทีวีที่เปิดรายการอนิเมะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้คนกว่าครึ่งห้องหันไปมองเขาเป็นตาเดียว อาจจะเป็นเพราะว่านี่เป็นประโยคแรกที่เขาพูดขึ้นมาตั้งแต่มาอยู่ในห้องนี้เลยก็ได้

            พอเป็นแบบนั้นสายตาเลอะละของเขาก็หันกลับมาหาทุกคนในทันที เหมือนว่าพวกเขาจะทำหน้าสับสนมึนงงกันอยู่เล็กน้อย แต่เสียงสั่นๆของเด็กหนุ่มก็ลอยออกมาจากปากของเขาเสียก่อน

         “อะ...คือ ที่พูดนั่นมันหลุดมาจากอนิเมะน่ะ ฮะๆๆ อย่าใส่ใจไปเลยไม่ได้เจาะจงอะไรเฉพาะหรอก...”

            “ขอบใจนะ”

            “อะ...หา?”

            จู่ๆคำขอบคุณของหญิงสาวผมสีเทาก็ถูกพูดขึ้นมา ทำให้สถานการณ์ในห้องหยุดชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง สายตาและรอยยิ้มที่แสดงความรู้สึกราวกับจะบ่งบอกว่าตัวเองไม่เป็นไรถูกส่งให้กับชายหนุ่มผมดำตรงหน้า ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะมีสีแดงปรากฏแทรกออกมาและหลบสายตาไปจดจ่อที่โทรทัศน์ต่อไป

         “เอิ่ม...เมื่อกี้นี้มันคืออะไรเหรอ?” ปรางกล่าวออกมาอย่างงงๆกับบทสนทนาที่คลุมเครือเมื่อครู่

            “เปล่าหรอก เสียงจากการ์ตูนมันคงกรอกหูฉันมากเกินไปละมั้ง?” มีนาตอบแบบอ้อมๆ ในขณะเดียวกันเด็กหนุ่มหน้าโทรทัศน์ก็จัดการลดเสียงลงในทันทีที่เขาได้ยินแบบนั้น

            ในขณะเดียวกันดวงตาสีฟ้าครามของธันวาก็จ้องมองใบหน้าของมีนาสลับกับเด็กหนุ่มผมดำผู้ถือกันเป็นพี่น้องๆของตนแบบไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก แต่ถึงแบบนั้นมีนาก็พอสังเกตได้เล็กน้อยถึงสายตาของชายหนุ่มผมทองก็เหมือนจะมีลับลมคมในอะไรสักอย่างที่อยู่ระหว่างตัวเขากับพี่น้องคนนั้น

         “...แล้วนายจะเอายังไงต่อละ คุณน้องสุดท้อง?” ธันวาถามเด็กหนุ่มที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่

            “ไอ้อย่างไงต่อของนายนั่นมันหมายความว่ายังไงละ?” คราวนี้เป็นที่ฝ่ายที่ยิงคำถามกลับมาแทน

            “ก็หมายความอย่างที่นายรู้นั่นแหละ ยังจะมีเรื่องอื่นที่ต้องทำต่อจากนี้หรือยังไง”

            “ฉันรออยู่แต่น่าจะอีกสักพัก ว่าแต่นายแน่ใจนะว่าไม่มีเรื่องที่อยากจะถาม”

            มีนาได้แต่เป็นผู้สังเกตการณ์บทสนทนานั้นเงียบๆ เธอไม่ได้มีความสงสัยในตัวของเด็กหนุ่มผมดำคนนั้นมากนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าบางครั้งเธอก็รู้สึกเหมือนกับเป็นความคุ้นเคยบางอย่าง และเป็นบางอย่างที่รู้สึกไว้วางใจได้ถ้ามันเกี่ยวกับธันวาที่น่าจะมีแผนการอะไรบางอย่างด้วยแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงขนาดที่ต้องยุ่ง เพราะยังคงมีเรื่องที่ให้เธอต้องคิดมากกว่านี้

            “จะยังไงก็ได้ ฉันไม่ได้รีบพี่ฐิติเองก็ไม่มีอะไรใช่ไหม?” ธันวากล่าวพร้อมกับเริ่มเล่นหมากรุกกระดานใหม่

            “อืม เดี๋ยวมีนาก็จะออกจากโรงพยาบาลอยู่นายออกไปพร้อมกันเลยก็ได้ ฝากไปส่งเธอด้วยก็แล้วกันนะ จ...อุ๊ป!!” ก่อนที่รุ่นพี่ฐิติจะได้เอ่ยชื่อของใครก็ถูกชายหนุ่มสองคนพุ่งเข้ามาอุดปากไว้เสียก่อน

            ทั้งธันวาและชายหนุ่มผมสีดำผู้น้องรีบหันกลับมามองหน้าของมีนาทันทีเพื่อดูปฏิกิริยาของเธอ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะได้แต่มองหน้าตาที่ดูลนลานของทั้งสองด้วยแววตาเฉยเมย ต่อมาเธอก็เอียงคอเล็กน้อยก่อนที่จะปริปากออกมา

         “ไม่นะพวกนายไม่ได้พูดหรือทำอะไรแปลกๆที่ผิดสังเกตทั้งนั้นแหละ ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด” มีนาเอ่ย

            “แต่ฉันสนใจนะมากๆด้วย พวกคุณสามคนทำให้ฉันจุดประกายพล็อตใหม่เกี่ยวกับรักต้องห้ามของชายสามพี่น้อง ขอเอาไปเขียนต่อได้ไหม?” ปรางพูดด้วยแววตาที่เป็นประกาย

            “ไม่!!!” ทุกคนในห้องตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน

            “รักต้องห้ามของชายสามพี่น้องมันคืออะไรเหรอ บอกฉันหน่อยได้ไหมคะ?” กัลปณาตัวน้อยบนตักของรุ่นพี่ฐิติถามด้วยความสงสัยใคร่รู้

            “ไม่!!!” ทุกคนในห้องตอบพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง

 

ที่โรงพยาบาลในตอนนี้บรรยากาศก็ดูเงียบๆลงไปบ้างแล้ว บางทีอาจจะเป็นเพราะมีการขนย้ายผู้ป่วยกระจายๆไปแห่งอื่นๆหรือไม่ก็มีบางส่วนที่รักษาตัวเรียบร้อย ภายในห้องชำระเงินและรับยาในตอนเที่ยงก็มีพนักงานและพยาบาลทำงานอยู่น้อยเช่นกัน ในตอนนี้นอกจากคนไข้คนอื่นก็มีพวกของมีนาที่กำลังรอคิวอยู่เช่นกัน แผนป้ายประกาศเกี่ยวกับสถิติของผู้ป่วยที่ติดอยู่บนผนังหน้าเคาน์เตอร์ระบุจำนวนผู้ป่วยเอาไว้ และสายตาของเด็กสาวผมสีเทาก็จ้องมองมันตาไม่กระพริบ ในขณะที่มีนาจ้องผนังข้างบนนั้นอย่างไม่วางตาเด็กหนุ่มผมดำที่เปลี่ยนจากชุดผู้ป่วยเป็นชุดลำลองแล้วก็เหลือบกลับมามองใบหน้าที่แสดงความรู้สึกผิดนั้น บางทีเขาอาจจะรู้ว่าเธอกำลังรู้สึกอะไร แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่มีคำพูดใดๆออกมา

มีนากับเด็กหนุ่มที่ไม่รู้ชื่อตัดสินใจที่จะออกจากโรงพยาบาลแล้วพร้อมกับพวกปรางและกัลปณา ส่วนทางด้านรุ่นพี่ฐิติยังคงต้องรอรับการผ่าตัดอีกหนึ่งครั้งและธันวายืนยันว่าเขาจะรอออกโรงพยาบาลพร้อมกับพี่ของเขา เพราะแบบนั้นบรรยายกาศตรงนี้จึงดูเงียบกว่าตอนที่อยู่บนห้องมาก บางทีอาจจะเป็นเพราะไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไรกับอีกฝ่ายทางด้านเด็กหนุ่มก็นั่งรอคิวอยู่อีกด้าน ส่วนมีนาก็ยืนอยู่อีกฝั่งเพราะแบบนั้นปรางเองก็รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่มากก็น้อย ข้างๆของเธอเป็นกัลปณาที่ดูเหมือนจะรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศแบบนี้ไม่แพ้กัน และพวกเขาก็ต้องทนรอต่อไปทั้งๆแบบนั้น

“อืม...กัลปณาอยากกินอะไรไหมคะ พวกขนมอะไรแบบนั้น?” ปรางเอ่ยถามเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่ติดกัน

“ไม่คะ ฉันไม่หิว”

“อืม...งั้นหรอกเหรอ...” ปรางยังคงคิดหาเรื่องอื่นที่จะสามารถทำลายความเงียบนี่ได้ต่อไป แต่กัลปณาก็ชิงพูดออกมาเสียก่อน

“ที่จริงแล้วฉันก็ชอบพวกพี่นะคะ แต่ว่าหลังจากนี้ฉันคิดว่าคงต้องไปกับพวกคุณตำรวจแล้วล่ะ” กัลปณาพูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แต่ฝ่ายที่แสดงสีหน้าตกใจกับเรื่องนี้กลับเป็นปรางเสียเอง

“หา! ทะ...ทำไมถึงเป็นแบบนั้นละ? ให้ฉันช่วยติดต่อกับพ่อแม่ของเธอก็ได้นะ” ปรางเสนอความช่วยเหลือ แต่คำตอบของเด็กหญิงกลับเป็นรอยยิ้มที่แสดงความซาบซึ้งในน้ำใจเท่านั้น

“ขอบคุณคะแต่...แม่ของฉันตายไปแล้วคะ เธอปกป้องฉันจากพวกนักล่าให้ฉันได้มีโอกาสหนีมา”

“แล้วถ้าไปกับตำรวจแบบนั้นเธอจะไม่เป็นไรเหรอ?”

“มันคงดีที่สุดสำหรับฉันแล้วล่ะคะ ฉันไม่มีที่จะไปแล้วก็ไม่แน่ว่ายังมีคนไล่ล่าฉันอยู่หรือเปล่า ถ้าฉันไปแล้วก็คงจะไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะพาเรื่องแย่ๆมาหาพวกคุณอีก” เด็กน้อยพูดด้วยสีหน้าปนเศร้า เธอเองก็คงไม่อยากจากไปไหนเหมือนกัน

“อยู่ได้สิ...” เสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้นดูเหมือนเจาะจงให้ทั้งสองคนนั้นได้ยิน

ปรางและกัลปณาหันไปยังต้นเสียงนั้น เด็กสาวผมสีเทาแทรกด้วยสีดำกำลังชายตามองมายังทั้งสอง ใบหน้านิ่งไร้อารมณ์ดวงตาสีเทาข้างหนึ่งและสีดำข้างหนึ่งดูเหมือนมองลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ เธอก้าวเดินมาอย่างช้าๆเข้ามาหยุดอยู่ด้านหน้าของเด็กสาวผมเปียและก้มลงมาอยู่ในระดับเดียวกับสายตาน้อยๆนั่น

“ฉันให้สัญญาไว้แล้วว่าจะปกป้องเธอด้วยพลังทั้งหมดที่ฉันมี เรื่องคนพวกนั้นฉันจะจบมันเอง เพราะงั้น...” เสียงของมีนาหยุดไปเมื่อเห็นน้ำสีใสๆไหลออกมาจากดวงตาของอีกฝ่าย

“...ทำไมกันคะ ทั้งๆที่ฉันทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ ทำให้ผู้คนต้องตกอยู่ในอันตราย และทั้งหมดนั้นฉันยังทำให้คุณต้องกลายเป็นแบบนี้...” เสียงของเด็กผู้หญิงเริ่มสะอึกสะอือจนฟังไม่รู้เรื่อง

“ไม่หรอก...ไม่ใช่ความผิดของเธอทั้งหมดก็เพราะฉันอ่อนแอเกินไป ฉันเคยคิดว่าแข็งแกร่งขึ้นเมื่อมีพลังแต่เปล่าเลย ฉันยังคงอ่อนแอมันเป็นความโง่ที่เชื่อแบบนั้น จนเกิดเรื่องแบบนี้” มีนาเอ่ยพร้อมกับลูบหัวของเด็กผู้หญิงที่ปล่อยโฮออกมา

สายตาหลายคู่ในห้องนั้นหันมามองตาเสียงร้องไห้ที่ดังขึ้นไม่เว้นแม้แต่เด็กหนุ่มที่กำลังนั่งรอคิวอยู่อย่างใจจดใจจ่อ เขาก้มหน้าลงและมองไปยังมือของตัวเองที่กำแน่นขึ้นและจับข้อมือที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลจนหนา เมื่อปรางสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมายังพวกเธอก็รีบลนลานเริ่มปลอบกัลปณาให้หยุดร้องโดนทันที

“อะ...เอาน่าๆ ไม่เป็นไรหรอกเรื่องมันผ่านไปแล้วน่าอีกอย่างพวกเราก็ยังได้อยู่ด้วยกัน หลังจากนี้มีนาก็คงดูแลเธออย่างดี ดีกว่าพวกตำรวจเป็นไหนๆอีกนะ” ปรางหยุดไว้แค่นี้เหมือนสังเกตว่าเพื่อนสาวของเธอเริ่มคิ้วขมวดใส่

“ฉันยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะให้มาอยู่กับฉัน” มีนากล่าวอย่างเย็นชา

“หะ...หา ดะ...ได้ไงน่ะ แล้วเธอก็พูดแบบนั้นออกมาเนี่ยนะ แล้วเด็กคนนี้จะไปอยู่กับใครละ”

“...เธอไง ยัยปรางเธออยู่บ้านหลังตั้งใหญ่นั่นคนเดียวไม่ใช่เหรอก็รับๆไปอยู่ด้วยกันเถอะ ฉันมีแม่ที่ไม่ทำอะไรสักอย่างอยู่แล้วขืนมาให้ดูแลเด็กด้วยก็บ้าตายพอดี” มีนาพูดบอกปัดพร้อมยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง

“ไม่ได้หรอก อย่างงั้นไม่ไหวหรอก เงินที่ฉันหามาได้ลำพังรายจ่ายของฉันแค่คนเดียวก็จะไม่พออยู่แล้วนะ” ปรางเถียงกลับ

“ถ้าเป็นเรื่องเงินละก็...ฉันพอจะมีอยู่บ้างนะคะ” เด็กสาวพูดหลังจากนั้นก็ดึงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ

มือน้อยๆทั้งสองถือซองกระดาษสีน้ำตาลยืนให้แก่มีนาและปราง เห็นดังนั้นหญิงผู้สวมแว่นกรอบเงินขยับแว่นเล็กน้อยให้ถนัดตาและรับซองนั้นมา เธอเปิดซองนั้นออกและนำของที่อยู่ข้างในออกมา มันคือสมุดเงินฝากที่อยู่ในซองสีใสและเมื่อเปิดดูตัวเลขที่อยู่ภายในดวงตาของปรางก็เบิกกว้างขึ้น มือของเธอเริ่มสั่นๆเหมือนคุณผีคุณเจ้าเข้าสิงและริมฝีปากเริ่มมีความรู้สึกชาและอ้าค้างไว้อยู่ทั้งแบบนั้น

มีนาเห็นดังนั้นก็เริ่มรู้สึกสนใจว่าจำนวนเงินที่อยู่ภายในนั้นมีเท่าไหร่กันแน่ที่ทำให้เพื่อนสาวของเธอแสดงท่าทางออกมาเช่นนั้นจึงแย่งสมุดเงินฝากนั่นมาดูด้วยตาของตัวเอง สายตาสีเทาข้างสีน้ำตาลข้างกวาดสายตาอยู่สักพักก็เห็นตัวเลขที่ปรากฏอยู่ข้างในเรียงกันทอดยาวหลายหลักจนกะจำนวนที่แท้จริงในทันทีไม่ได้ ปลายนิ้วของหญิงสาวค่อยๆไล่ชี้และนับเลขเหล่านั้นไปเรื่อยๆพร้อมกับขยับปากพึมพำออกมา

“...สิบ...ร้อย..แสน...ล้าน...” มีนาพูดด้วยใบหน้านิ่งๆแต่ขณะเดียวกันเหงื่อก็เริ่มพุดขึ้นบนใบหน้าของเธอ

“...ฉันรู้ว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญคะ แต่ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะมีมันพอหรือเปล่า?” กัลปณาเอ่ยด้วยใบหน้าไร้เดียงสา

            เพียงแต่ว่าในตอนนี้มีนาไม่ได้ฟังเสียงที่เด็กผู้หญิงพูดเลยแม้แต่น้อย เธอนับสิ้นสุดได้ที่ตัวเลขถึงเก้าหลักหลังจากนั้นดูเหมือนว่ามือของเธอจะไร้เรี่ยวแรงไปเฉยๆ และทำให้สมุดบัญชีเงินฝากนั้นร่วงหล่นลงไปที่พื้น เห็นดังนั้นเธอก็ก้มลงไปเก็บมันอย่างช้าๆด้วยความตกใจหยิบมันขึ้นมาและเช็ดอย่างดีด้วยความระมัดระวังพลางยืนส่งไปยังเพื่อนสาวของเธอที่กำลังกลืนน้ำลายดังอึกๆอยู่นั้น

            “ยะ...ยื่นมาให้ฉันทะ...ทำไมเหรอ...?” ปรางถามด้วยน้ำเสียงที่บิดเบี้ยวและฟังดูติดๆขัดๆ

         “อืม...ถูกแล้วละ เธอดูแลกัลปณาไปก็แล้วกัน...ดูแลเงินนี่...” มีนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง

            “ไม่ๆๆ ฉันทำไม่ได้หรอก เธอมีคุณแม่ไม่ใช่เหรอให้พวกผู้ใหญ่จัดการไป อย่างฉันนะไม่ได้แน่นอนเลยละ!” ปรางปฏิเสธเสียงแข็ง

            “ปรางเธอนั้นแหละรับไป ฉันไม่อยากรับผิดชอบอะไรกับสิ่งที่อยู่ในนี้เลยสักนิด!” มีนาเอ่ยพร้อมกับพยายามยื่นสมุดบัญชีออกไปสุดแขนและยัดเยียดมันให้กับเพื่อนสาวแว่นกรอบเงิน

            ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังผลัดภาระอันหนักอึ้งให้แก่กันและกันอยู่นั้น ทางด้านพยาบาลก็เรียกชื่อเด็กหนุ่มน้องคนสุดท้องของสามพี่น้องฐิติ ธันวา ขึ้น เขาหันกลับไปหามีนาแต่เมื่อเห็นว่าเธอน่าจะกำลังยุ่งอยู่จึงอาสาออกไปรับยาและชำระเงินแทนในส่วนของเธอ เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์บอกหมายเลขผู้ป่วยของเขาและมีนาพร้อมกันนั้นก็ยื่นมือที่ถือเงินเอาไว้จำนวนหนึ่งออกไป และรับยากลับมาแต่ก่อนหน้านั้นดูเหมือนพยาบาลจะทักอะไรบางอย่างกับเขา

            “แขนเธอที่พันเอาไว้นั่นมันดูนูนๆออกมานะ จะรับยาแก้อักเสบไปเพิ่มไหมจะได้จัดให้” พยาบาลหญิงวัยกลางคนพูดกับเขาก่อนที่จะจะเซ็นใบกำกับการจ่ายยาส่งให้ถือมือเด็กหนุ่ม

            “มะ...ไม่เป็นไรหรอกครับ เพิ่งจ่ายในส่วนของเพื่อนผู้หญิงตรงนู่นไปด้วยเลยเหลือเงินไม่มากเท่าไหร่ แล้วก็...ที่จริงแล้วข้อมือผมมันไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับที่พันเอาไว้ก็เพราะ...” เด็กหนุ่มยังพูดไม่จบดีพยาบาลก็นำถุงยาสำหรับเขายื่นให้เสียก่อน

            “รู้แล้วน่าๆ เด็กหนุ่มสมัยนี้ก็คงไม่พ้นปิดบังเรื่องน่าอายๆเอาไว้ใช่ไหมละ เอายานี่ไปเถอะมันก็ไม่ได้มากมายอะไรหรอก” พยาบาลกล่าว

            “อ่า...คือ...” เสียงที่เอ่ยออกมาพร้อมด้วยสีหน้าที่ลังเลเหมือนว่าจะไม่ยอมรับยานั้น

            “รับไป เพราะถึงไม่จำเป็นในตอนนี้สักวันมันก็ต้องจำเป็นอยู่ดี เธอต้องมีบาดแผลและเจ็บปวดแน่มันสำคัญสำหรับผู้ชายที่จะต้องปกป้องผู้หญิงนะ” พยาบาลพูดพร้อมกับคล้องถุงยาใส่มือของเขา

            เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มก็อึ้งไปเล็กน้อยและมองตามสายตาของพยาบาลไป เด็กสาวผมสีเทาแทรกสีดำผู้มีดวงตาข้างละสีที่กำลังยัดของให้เพื่อนสาวของเธอรับไป ใบหน้าของเธอดูบอบบาง สีผิวซีดขาวลงจากปกติ กล้ามเนื้อและท่าทางการยืนดูเหมือนไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง พอประกอบกับสีเส้นผมที่ดูโรยราและดวงตาอิดโรยนั้น มันทำให้เด็กหนุ่มได้แต่คิดว่าทั้งๆที่เธอแสดงออกอย่างเข้มแข็งแบบนั้น แต่แท้ที่จริงแล้วร่างกายของเธอนั้นกำลังถึงขีดจำกัดและเกินกว่าจะต้านทานแล้ว บางครั้งเธอก็อาจจะมีบางสิ่งที่ต้องแบกรับในตอนนี้เธอจะสามารถทำแบบนั้นได้อีกนานแค่ไหนกัน

         “...ขอบคุณนะครับ” เขาเอ่ยและก้มหัวขอบคุณป้าพยาบาล

            “ไม่เป็นไรหรอก พอเห็นคู่รักหนุ่มสาวมาจ่ายเงินรับยาแทนกันแบบนี้ ก็อดคิดถึงตอนสาวๆไม่ได้น่ะ”

            “อ่ะ...หา” เด็กหนุ่มมันงงเล็กน้อยกับคำพูดนั้น

            “แหมๆ ไม่ต้องอายไปหรอกพ่อหนุ่ม ตอนเธอนั่งรอเห็นสายตาเธอมองกลับไปกลับมาโดยที่ไม่กล้าพูดกันแบบนั้น พวกเธอคงกำลังงอนกันอยู่ใช่ไหมละ” พยาบาลวัยกลางคนกล่าวพร้อมกับทำมือบิดแขนไปมาๆ

            “ไม่ใช่ครับ! คือเราแค่คนรู้จักกันแค่นั้น ไม่ได้มีอะไรถึงขั้นนั้นหรอกครับ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นเสียง แต่ดูเหมือนจะดังเกินไปหน่อยทำให้ดึงสายตาของช่องจ่ายยาอื่นๆมาหา ดังนั้นเขาก็ได้แค่ก้มหน้าถือถุงยาเดินกลับออกไปอย่างเงียบๆด้วยใบหน้าแดงก่ำ

            เด็กหนุ่มถือถุงยาสำหรับของตัวเองและของสำหรับหญิงสาวผมสีเทาที่กำลังมีปัญหาอะไรบางอย่างกับเพื่อนสาวของเธออยู่นั้น เขาเดินเขาไปหาและใกล้พอที่จะได้ยินความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สายตาสีดำจ้องมองใบหน้าของมีนาอยู่สักพักในตอนนี้ไม่ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ก็ตามแต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจเขาเลยสักนิด ซึ่งสิ่งที่เขาต้องทำต่อจากนี้ก็คงต้องเป็นสิ่งที่เรียบง่ายอย่างการเรียกชื่อเธอให้รู้ตัว ว่าเรื่องการชำระเงินและยานั้นเขาได้จัดการในส่วนของเธอเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่หากคิดดูแล้วนี่อาจจะเป็นครั้งแรกก็ได้ที่เขาเปิดฉากการสนทนากับเธอขึ้นมา และจะด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบดูเหมือนว่าเขาจะเป็นห่วงเรื่องนั้นอยู่พอควร ทำให้อาการประหม่าในตัวเขาเริ่มตื่นขึ้น จากนั้นเสียงที่ฟังดูแล้วมีความรู้สึกเขินอายเล็กน้อยก็ถูกเอ่ยออกมา

“เออ...มีนา...” เสียงอ้ำๆอึ้งๆของเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นถึงมันจะเป็นเสียงพูดที่ค่อยข้างเบาแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตอบรับมันได้เป็นอย่างดี สายตาสีดำข้างที่เทาข้างหันกลับมาให้ความสนใจกับต้นเสียงที่ขานชื่อของเธอ เพราะแบบนั้นทำให้ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่สักพักใหญ่ และไม่รู้ความความรู้สึกที่มาจากที่ไหน สายตาของมีนามองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม และมองออกมายังรายละเอียดใบหน้าของเขา เธอจ้องมองค้างไว้แบบนั้นอย่างที่เด็กหนุ่มไม่รู้สาเหตุว่าคำพูดที่เป็นการเรียกชื่อที่ดูธรรมดาแบบนั้นไปดลใจอะไรกับเด็กสาว เพียงแต่ในตอนนี้ราวกับว่าเรื่องราวที่เขาต้องการจะปกปิดเอาไว้กำลังจะทะลักออกมาผ่านทางร่างกาย เขากระพริบตาถี่ขึ้นหายใจแรงขึ้นเหงื่อออกจนเห็นเป็นเม็ดได้ชัด

         “อ่ะ...โทษทีนะ พอดีฉันรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆน่ะ แต่ว่าคงคิดไปเองละมั้ง?” เด็กสาวเอ่ยพร้อมถอนสายตาออกมาจากใบหน้าของเด็กหนุ่ม

            “ไม่เป็นไร แล้วก็นี่คือผมไปจัดการมันเรียบร้อยแล้ว” เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับยื่นถุงยาและใบเสร็จให้พลางเกาหัวเล็กน้อย

            “ขอบคุณนะสำหรับทุกเรื่อง”

            “...” เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไปกับคำพูดของเด็กสาวตรงหน้าใบหน้าเขาแทนที่ด้านสีแดงเล็กน้อยถึงแบบนั้นเมื่อเขาคิดได้ว่าการนิ่งเฉยกับคำขอบคุณแบบนี้จะทำให้เสียมรรยาทดังนั้นเขาควรพูดอะไรตอบกลับไปบ้าง แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ตามมาของมีนาในหัวของเขาก็ขาวโพลนในทันที

            “...เออ...ออคือว่าพวกฉันกำลังเถียงกันอยู่เรื่องดูแลเด็กคนนี้นะ แต่ดูเหมือนว่าจะตกลงกันได้แล้วว่าจะให้ไปอยู่กับปรางน่ะ...”

            “หา! ฉันยังไม่ได้ตกลงเลยนะ” ปรางตอบทันควัน

            “เอาน่าๆ มันไม่เกินความสามารถเธอหรอกฉันเอาใจช่วย แล้วจะไปเยี่ยมนะ!” มีนาตั้งใจพูดเสียงดังราวกับเป่าประกาศให้คนอื่นๆรับรู้พร้อมกับจับมือแสดงความยินดีกับเพื่อนสาวของเธอที่ได้รับภาระการเลี้ยงดูเด็กหญิงกัลปณา

            “โอเค...จะพยายามคะ...” ปรางพูดด้วยความไม่เต็มใจนัก

            มีนาหันกลับมามองที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เคยนิ่งเงียบไปนั้น ในตอนนี้เขากลับสนใจกับสิ่งอื่นแทน มีนามองตามสายตาของเขาที่มองข้ามพวกเธอไปและไปหยุดอยู่ที่ร่างๆหนึ่งที่ยืนรออยู่นอกห้องจ่ายยา ผ่านประตูกระจกที่กั้นไว้นั้นร่างของหญิงสาวในเสื้อขนสัตว์อย่างดีและชุดเดรสสีขาวกำลังยืนเฝ้ามองเข้ามาราวกับว่าเธอรอคอยใครสักคนอยู่ เมื่อเธอเห็นเป้าหมายของเธอก็ค่อยๆเผยยิ้มบางๆออกมาพลางถอดแว่นกันแดดของเธอออกปรากฏดวงตาสีเขียวอ่อนและสะบัดผมสีบลอนด์ทองของเธอให้โบกสะบัดอย่างงดงาม จากนั้นก็โบกมือเรียกเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆมีนาในทันที

            “ให้ตายเถอะ...นี่มาหากันถึงในนี้เลยเหรอเนี่ย” เด็กหนุ่มพึมพำออกมาพร้อมกับทำหน้าตาเอียนๆกับสิ่งที่อยู่ในสายตาเขา จากนั้นก็หันมามองที่มีนาราวกับจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่มีนาก็ชิงพูดออกมาเสียก่อน

            “ไม่เป็นไรหรอกฉันมีเพื่อนอยู่เดี๋ยวให้เธอพาฉันกลับบ้านให้ก็ได้ นายควรจะไปนะดูเหมือนว่าจะถึงเวลาสำหรับนายแล้วละ” มีนาเอ่ยออกมาก่อนที่ทุกคนจะโบกมือให้เด็กหนุ่ม

            “อ่า...ต้องขอโทษจริงๆนะครับที่พาไปส่งที่บ้านตามที่บอกไม่ได้ เอาไว้ถ้ามีโอกาสผมจะชดใช้ให้ได้” เด็กหนุ่มกล่าวและออกวิ่งไปหาหญิงคนนั้นอย่างเร่งด่วน

            สายตาของพวกมีนามองไล่หลังเขาไปสักพักดูเหมือนว่าทั้งคู่นั้นจะได้คุยอะไรกันนิดหน่อยโดยที่ผู้หญิงผมบลอนด์คนนั้นพูดไปยิ้มไปในขณะที่เด็กหนุ่มหน้าตาเหมือนอยากจะโวยวายใส่เธอ และสักพักทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะหันไปจ้องมองนาฬิกาที่ติดกำแพงของโรงพยาบาลอยู่สักพักในระหว่างคุยกันจากนั้นก็เร่งรีบเดินหายลับไป

            “ว้า...แย่จังนะที่เขามีแฟนเป็นผู้หญิงแล้ว ฉันอุตส่าห์จิ้นเขากับรุ่นพี่ฐิติหรือธันวาแล้วเชียว...” ปรางพูดเบาๆด้วยความรู้สึกเสียดาย

            “ถ้าคิดจะพูดเรื่องนั้นละก็เชิญหุบปากไปได้เลย” มีนาเอ่ยเพื่อตัดบทกับเพื่อนสาววายตัวแม่ของเธอ




NEKOPOST.NET