Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 11 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.11 - บทกษัย สีเทาที่เริ่มคืบคลานและการตัดสินใจครั้งสุดท้าย [first write]


อ่านลำบากไม่มีย่อหน้าคลิกhttps://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1336509&chapter=23

            เสียงของหยดน้ำเกลือดังขึ้นเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอซึ่งโดยปกติแล้วมันยากที่ใครต่อใครจะได้ยิน แต่มีใครคนหนึ่งกลับได้ยินเสียงของมันแม้จะไม่ชัดเจนแต่คนคนนั้นก็รับรู้ได้ถึงการมีอยู่นั้นจากการที่มันรบกวนโสตประสาทอยู่เนื่องๆ เพราะแบบนั้นดวงตาที่เคยปิดสนิทก็ถูกเปิดออกอย่างช้าๆสิ่งแรกที่ได้คนคนนั้นได้เห็นคือภาพของเพดานสีขาวที่ว่างเปล่า กับเสียงต่างๆในบริเวณโดยรอบที่เริ่มดังชัดเจนขึ้นตามสติความรู้สึกตัวของร่างกาย สัมผัสจากใบหน้าผ่านลงไปยังหน้าอกไปยังแขนขาและค่อยๆเริ่มขยับมันเล็กน้อย

            หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นบนเตียงสีขาวนุ่มฟูพร้อมกับสายน้ำเกลือที่ต่อเข้าสู่ร่างกายของเธอ สถานที่ที่คุ้นเคยเหมือนกับว่าเธอได้ผ่านมันมาไม่นานนี้ แต่ความรู้สึกนั้นมันกลับกันมันไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ประสาทสัมผัสที่รับรู้ถึงแรงอะไรบางอย่างที่ปะทะผิวหนังอยู่ตลอดเวลา เสียงเล็กๆของหยดน้ำเสียงแผ่วเบาที่แทรกผ่านกำแพงของบรรดาหมอและผู้ป่วย ภาพที่บิดเบี้ยวไปมาด้วยแสงของสภาพโดยรอบที่สร้างความรู้สึกระคายเคืองดวงตาให้ แม้อาการต่างๆจะเด่นชัดขนาดนั้นว่าร่างกายเธอไม่ปกติอีกต่อไป แต่เธอกลับไม่ยอมรับมันเสียทีเดียวเธอปิดดวงตาด้วยแขนปิดหูด้วยมืออีกข้างที่เหลือก่อนจะเริ่มกัดฟันแน่น

            “มะ...มีนา เธอรู้สึกตัวแล้วเหรอ?” เสียงหญิงสาวเอ่ยถามเจ้าของร่างที่ตื่นขึ้น

            เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเองหญิงสายบนเตียงก็มีการโต้ตอบในทันที เธอพลิกตัวกลับมายังทิศทางที่ได้ยินเสียงและยังคงปิดตาและอุดหูไว้ข้างหนึ่งอยู่

            “ใคร...ใครอยู่ตรงนั้น?” เสียงแหบแห้งของมีนาเอ่ยถาม

            “ฉันเหรอ... ปรางเองเพื่อนเธอไง รู้สึกยังไงบ้างท่าทางเธอดูเจ็บปวดนะ ให้ฉันเรียกพยาบาลไหม?”

            “ ...ช่วยพูดเบาๆหน่อยเสียงเธอมันดังจนหัวฉันแทบจะระเบิดอยู่แล้ว...” มีนาพูดพร้อมกับเริ่มขดตัวงอบนเตียงจากความรู้สึกปั่นป่วนที่เริ่มเพิ่มขึ้นมากทุกที

“ฉันพูดตามปกติแล้วนะ เธอดูแย่มากเลยตอนนี้...ช่วยทนอีกนิดนะจะเรียกพยาบาลมาดูเดี๋ยวนี้ละ!” หญิงสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินพูดขึ้นและลุกกำลังจะกดปุ่มเรียกพยาบาล แต่ก็มีอีกมือหนึ่งชิงกดปุ่มนั้นก่อน

            เจ้าของมือนั้นคือชายหนุ่มผมสีดำที่มีใบหน้าคมสวยได้รูปพร้อมด้วยดวงตาสีน้ำตาลที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้นมือข้างนั้นก็เปลี่ยนการเคลื่อนไหวไปสัมผัสที่ซอกคอของมีนาในทันที เขาวัดอุณหภูมิของหญิงสาวและนำมาเทียบกับร่างกายของตัวเอง ทำให้รู้ว่ามีนาตัวร้อนกว่าปกติเล็กน้อยแต่ที่น่าตกใจกว่าคือปฏิกิริยาที่เขาได้รับตอบกลับมา

           “ศิรินก็อยู่ด้วยงั้นเหรอ?”

            เสียงถามด้วยสงสัยของหญิงสาวซึ่งแม้จะปิดตาของตัวเองอยู่แต่ก็เอ่ยชื่อของเจ้าของมือที่มาสัมผัสเธอได้อย่างแม่นยำ ทางด้านศิรินเองก็ตกใจเล็กน้อยที่แม้เขาไม่ได้ปริปากตามนิสัยพูดน้อยของตัวเองเพียงแค่สัมผัสเล็กน้อยปราศจากเสียงหรือการมองเห็นมีนาก็สามารถระบุตัวตนของเขาได้

            “ใช่...ฉันอยู่กับเธอตลอดเวลาที่เธอไม่ได้สติ” ชายหนุ่มพูดยืนยันด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นของเขา

            “ก่อนอื่นเลยนะทั้งสองคน...ใครก็ได้หาถุงหรือกระโถนให้ฉันหน่อย...”

            หลังจากได้ยินดังนั้นทั้งปรางและศิรินก็เริ่มพลิกห้องหาสิ่งของที่ว่าทันที ซึ่งมันก็ใช้เวลาสักพักแต่มีนาอดทนรอนานขนาดนั้นไม่ได้เธอจึงหันหน้าลงไปข้างเตียง และเริ่มปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในท้องตอนนั้นออกมา ศิรินและปรางได้แต่ยืนมองภาพที่น่าขยะแขยงนั้นด้วยความเวทนาสงสาร หลังจากมีนาคายของเก่าทั้งหมดออกมาเสร็จเธอก็ไออย่างรุนแรงและพยายามหอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยอ่อน เห็นดังนั้นปรางจึงเข้าไปลูบหลังเพื่อนสาวส่วนศิรินก็หยิบม้วนกระดาษชำระและเริ่มจัดการสิ่งสกปรกเหล่านั้นโดยทันทีอย่างไม่ลังเลใจ

            “...ขอโทษจริงๆ...ฉันรู้สึกปวดหัวและคลื่นไส้มากก็เลย...แอ่ะๆๆๆ”

            “ไม่เป็นไรมีนาเธอไม่ต้องพูดแล้วละ อดทนไว้เดี๋ยวพยาบาลก็มาแล้ว” ปรางพูดและลูบหลังมีนาต่อไป

            ในขณะที่ร่างกายของตัวเองกำลังทรมานอยู่นั้นนอกจากการพยายามหรี่ตาเพื่อปรับสภาพให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้งมีนาก็พยายามนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่เธอจะหมดสติไปด้วย ทั้งเรื่องงานโรงเรียน เรื่องสเลเยอร์ เรื่องหญิงปริศนาที่สวมหน้ากาก เมื่อเริ่มระลึกได้มากขึ้นๆ คำถามต่างๆที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับระหว่างที่เธอหมดสติไปก็ตามมามากมาย

            “ปราง...ศิริน ทุกคนในโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง กัลปณาละ แล้วก็เรื่องของผู้หญิงที่ใส่หน้ากากนั่น...” มีนาเริ่มยิงคำถามใส่ไม่หยุดทั้งๆที่ลมหายใจตัวเองเริ่มอ่อนถี่ลงเรื่อยๆ

            “ไม่ต้องห่วงมีนาทุกอย่างเรียบร้อย ทุกคนปลอดภัย กัลปณากำลังให้ปากคำกับพวกตำรวจส่วนผู้หญิงคนนั้นพวกตำรวจก็กำลังติดตามอยู่ ตอนนี้เธอพักได้แล้วละร่างกายเธอตอนนี้กำลังแย่มากเลยนะ...” ปรางพยายามตอบคำถามไปสักพักแต่เมื่อถึงประโยคสุดท้ายน้ำเสียงเธอกลับต่ำลงไป

            “...ร่างกายฉันมันทำไม...”

            มีนาที่จับสังเกตได้กับน้ำเสียงของเพื่อนสนิทของเธอจึงไม่อยู่นิ่งบนเตียงเฉยๆอีกต่อไปหญิงสาวมองดูแขนขาของตัวเองซึ่งก็ยังคงอยู่ครบถ้วนไม่มีอะไรผิดแปลกไปและเริ่มค้นลิ้นชักข้างเตียงอย่างเร่งรีบ หันซ้ายขวาสาดส่องสายตาราวกับกำลังหาบางสิ่งบางอย่าง

            “มีนาตอนนี้เธอต้องพักนะ หยุดเถอะ...” ปรางพยายามห้ามเพื่อนสาวของเธอแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล

            มีนายังคงมองหาสิ่งที่เธอต้องการต่อไป จนกระทั้งสายตาของหญิงสาวเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่กำลังสะท้อนแสงอยู่ที่โต๊ะข้างๆ สิ่งนั้นก็คือกระจกมือบานหนึ่งที่สามารถใช้เผื่อส่องดูใบหน้าที่สายตามองไม่อาจมองเห็นได้ มีนาจึงเอื้อมไปคว้ามันมาและภาพที่เธอเห็นก็ต้องทำให้ตัวเองถึงกลับลืมหายใจไปชั่วขณะ

            สิ่งที่เห็นในกระจกบานนั้นราวกับไม่ใช่ใบหน้าของตัวเอง เด็กสาวที่ใบหน้าซีดเซียวพร้อมดวงตาสีเทาข้างหนึ่งสีดำข้างหนึ่งกำลังประสานสายตากับมีนา เส้นผมแต่เดิมที่มีส่วนเล็กเป็นสีเทาในตอนนี้มันลุกลามจนส่วนของเส้นผมสีดำเหลือไม่ถึงครึ่ง ฝ่ามืออันเรียวเล็กที่กำลังสั่นระริกค่อยๆสัมผัสกับเส้นผมของตัวเองด้วยความงุนงงและไม่เชื่อสายตาตัวเอง

            มือของเด็กสาวข้างที่ถือกระจกค่อยๆคลายแรงอย่างช้าๆจนกระจกมือบานนั้นหล่นลงไปบนเตียง หลังจากนั้นมือสองข้างก็ค่อยๆลูบไล้เส้นผมของตัวเองด้วยอาการสั่นเทาจากความรู้สึกปฏิเสธเบื้องลึกในใจ ปลายสายตาเหลือบไปมองกำไลข้อมือสีน้ำตาลที่มีรอยร้าวและกลิ่นเหล็กที่กระจายออกมาบางๆราวกับเคยถูกความร้อนทำให้บิดเบี้ยว ขณะนี้ดวงตาของเธอเหมือนจะปรับตาจนมองได้ชัดเจนขึ้นชั่วเวลาหนึ่ง และเริ่มหาต้นเหตุที่ดูเหมือนจะทำให้เกิดรอยสีดำเข้มที่ทำให้กำไลมีรอยปริจนมาหยุดอยู่ที่อุปกรณ์ทรงกระบอกเล็กๆที่ถูกหนีบติดอยู่กับกำไล

            “มะ...มอนตี้...” เสียงพึมพำที่แผ่วเบาชื่อคนคนหนึ่งที่แวบเข้าในหัวของมีนาดังออกมาในลักษณะที่ปรางหรือศิรินได้ยินไม่ชัดเจน แต่ดูจากปฏิกิริยาของเจ้าตัวในตอนนี้ดูเหมือนผู้เสียหายที่นึกชื่อของคนร้ายได้ไม่มีผิด

            จากสายตาของมีนาแล้วทั้งปรางและศิรินเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้ไม่ยาก และไม่กี่วินาทีต่อมามันก็เกิดขึ้นจริงๆ มีนาได้กระชากสายน้ำเกลือของตัวเองออกมาและเริ่มทำท่าทางเหมือนจะลุกออกไปจากเตียง แม้หยดเลือดจะสาดระบายลงบนผ้าปูสีขาวแต่ก็ไม่อาจดึงความสนใจจากใครได้เลยแม้แต่น้อย ปรางและศิรินที่ดูเหมือนจะเตรียมการกันมาอยู่แล้วสำหรับเหตุการณ์นี้รีบช่วยกันจับร่างของมีนากดลงบนเตียงทันทีโดนปราศจากคำพูด แต่สาวผมเทาสลับดำก็พยายามดิ้นรนด้วยแรงที่ตนมี สายตาสีเทา-ดำกำลังแสดงออกถึงอารมณ์เดือดดาล และเริ่มแผ่เสียงที่แหบพร่าออกมาจากลำคอไม่หยุด

            “ปล่อย! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้! ฉันจะไปหามอนตี้จะไปลากคอยัยจิ้งจอกนั่นบีบปากยัยบ้านั่นให้ตอบว่าทำอะไรกับร่างกายของฉัน!” เสียงแหบแห้งที่ตะโกนออกมาราวกับคนบ้าที่เสียสติพร้อมกับการดิ้นรนที่เริ่มรุนแรงขึ้นทุกที

            “มีนาตอนนี้เธอต้องใจเย็นๆนะ! ได้โปรด! ในตอนนี้เธอไม่ได้อยู่สภาพที่จะออกจากได้!” ปรางพยายามพูดให้เพื่อนของเธอใจเย็นลง

            “ฉันขอรับปากว่าต้องทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้แน่นอน แต่ตอนนี้เธอต้องทำใจให้สงบและนอนลงไปนะก่อนนะ!” ศิรินเองก็พยายามพูดกล่อมมีนาเช่นกัน

            แต่ดูเหมือนว่าการพยายามด้วยความพูดใดจะไม่เป็นผล มีนาไม่ได้สนใจเสียงของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงขัดขืนต่อไปและมันก็เริ่มรุนแรงขึ้นพละกำลังของเธอได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยราวกับไม่ใช่แรงของเด็กสาวปกติอีกต่อไป จนกระทั้งเธอสะบัดแขนของปรางหลุดออกไปและผลักสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินเสียหลักไปกระแทกกับโซฟาข้างเตียงผู้ป่วย ทำให้ศิรินต้องเริ่มทิ้งน้ำหนักตัวเองลงไปบนร่างกายของมีนาและพยายามใช้สุดแรงเพื่อรับมือกับกำลังของมีนาที่มีมากกว่าเดิม

            “ปล่อยฉันศิริน! มันต้องมีคำตอบสำหรับสภาพของฉันในตอนนี้!” เด็กสาวผมสองสีตวาดเสียงดังลั่นอีกครั้ง

            ดวงตาสีเทา-ดำและน้ำตาลของทั้งคู่ปะทะกันเป็นครั้งสุดท้ายซึ่งต่างคนต่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร ถึงแม้ศิรินจะใช้พลังกล้ามเนื้อทั้งหมดเพื่อกดมีนาไว้กับเตียงก็ตามแต่แรงของเด็กสาวที่เต็มไปด้วยโทสะเต็มเปี่ยมก็มีแต่มากขึ้นๆเรื่อยๆ จนกระทั่งเด็กหนุ่มแทบจะยื้อเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไปในวินาทีที่มีนาใช้กำลังที่เหนือกว่าของเธอยกร่างของศิรินขึ้นจากพื้น เสียงประตูที่เปิดออกก็ดังขึ้นและไม่ใช่พยาบาลที่ได้มาถึงแต่เป็นร่างสูงใหญ่สีดำที่พุ่งตัวเข้ามายังเตียงคนไข้ ร่างสีดำนั่นใช้มือที่ดูใหญ่และทรงพลังเพียงข่างเดียวกดลงไประหว่างหน้าอกกับคอของเด็กสาวให้จมลงไปบนเตียงคนไข้อีกครั้ง

            ทุกสายตาในห้องจับจ้องไปที่จุดเดียวคือชายร่างสูงใหญ่ที่มีผิวสีคล้ำเขามีหูและหางแบบหมาป่าสีดำ แววตาที่ดูไม่ชอบใจของเขาปรากฏขึ้นต่อสายตาของมีนาและแม้เธอจะพยายามฝืนแรงของแขนเพียงข้างเดียวนั่นเท่าไหร่มันก็ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว มันทรงพลังเกินไปและแม้มีนาในตอนนี้จะมีกำลังมากกว่าเดิมหลายเท่ามันก็ยังเกินกว่าที่เธอจะต่อต้านมันอยู่ดี และเพราะแบบนั้นมันก็อาจจะทำให้มีนาใจเย็นลงเล็กน้อยจนรู้ว่าเขาคนนั้นคือ มินทรี หัวหน้าทีมและเพื่อนสนิทของมอนตี้

            “รู้อะไรไหมสิ่งที่เธอทำมันเป็นความคิดที่แย่มากเลยสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ สาวน้อยผู้ครอบครองEFคอนโทรลเลอร์” เสียงเคร่งขรึมของมินทรีพูดขึ้น

            “ยังดีที่นายโผล่ตัวออกก่อนที่ฉันจะไปหาเพื่อนจิ้งจอกของนาย หวังว่าคงจะตอบเรื่องร่างกายนี่ของฉันได้ใช่ไหม?” เสียงของมีนาดูลดระดับลงไปแต่สายตาของเธอก็ยังคงความดุดันอยู่ดี

            “ฉันก็ไม่รู้ว่าจะตอบมันได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ละก็ใช่ ก่อนอื่นเธอต้องไม่ทำอะไรทั้งนั้นแล้วก็นอนลงบนเตียงนั่งฟังเงียบแบบว่าง่ายโอเคไหม?”

            ทั้งสองคนจ้องตากันอยู่สักพักก่อนที่มินทรีจะค่อยยกมือของเขาออกและมีนาเองก็ยังคงนอนนิ่งๆอยู่แบบนั้นแต่ยังใบหน้าก็ยังคงแสดงอาการขุ่นเคืองอยู่ ไม่นานพยาบาลรุ่นป้าที่ได้รับสัญญาณเรียกก็เข้ามาเมื่อพบกับสภาพห้องที่ดูยับเยินก็ถึงกับยืนมองด้วยความทึ่งมีกองของเสียอยู่บนพื้น รอยเลือดที่อยู่บนเตียง โซฟาที่ล้มกระเท่เล่พร้อมสาวแว่นซึ่งนอนหัวทิ่มอยู่และสุดท้ายสายตาก็มาหยุดอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ที่มีหูและหางสีดำของหมาป่า บรรยากาศได้กลายเป็นความเงียบทุกคนในห้องต่างใบหน้าซีดลงและเหงื่อแตกเล็กน้อย ในหัวมีแค่ความคิดเกี่ยวการการแสดงออกต่อไปของป้าพยาบาลและข้อแก้ต่างนาๆเท่าที่คิดได้

            “...” ป้าพยาบาลได้อ้าปากขึ้นมาค้างไว้แต่ยังคงไม่มีเสียงใดๆออกมาทุกคนในห้องต่างเดาไปว่าเธอคงกำลังช็อกอยู่แน่ๆ

            “เออ...คุณป้า...ผมเชื่อว่าผมอธิบายได้...” มินทรีค่อยๆเค้นน้ำเสียงที่เหลือออกมา

           “อุ้ยตาย! พ่อหนุ่มเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นจุงค็อบมนุษย์หมาป่าในแวมไพร์ทวินไลท์ใช่ไหม?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นคนที่เหลือกลับฝ่ายอ้าปากค้างแทนป้าพยาบาล ซึ่งตอนนี้เธอกำลังยิ้มกรุ้มกริ่มตามันวาวเป็นประกายราวกับเจอชายในฝัน ทุกสายตาจึงจ้องมองไปยังมินทรีพร้อมกับสงสัญญาณขยิบตา พยักหน้า หรือไหมก็ยกนิ้วโป้งขึ้นเพื่อบอกเป็นนัยๆให้พ่อหนุ่มนักแสดงมนุษย์หมาป่าของป้าไหลตามน้ำไปแบบนั้น

            “เออ...แม่นแล้วคุณพยาบาล ผมนี่แหละผู้แสดงเป็น...อืม...ไอ้จังๆก็อบๆอะไรนั่น!” มินทรีเริ่มดำเนินการไหลตามน้ำไป แม้จะดูตะกุกตะกักอยู่บ้างแต่ดูเหมือนคุณป้าพยาบาลจะหน้ามืดตามั่วและบิดตัวไปมาอย่างเขินอายเป็นผลสำเร็จอย่างดี

            “ว้าย! เดี๊ยนว่าแล้วต้องเป็นจุงค็อบแน่ๆ เนี่ยเดี๊ยนเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยนะค่ะและอวยคุณให้ลงเอยกับนางเอกมากกว่าเจ้าเอ็ดวาสนั่นอีกหุๆ มิน่าหล่ะสภาพห้องถึงเป็นแบบนี้คงมาเยี่ยมเพื่อนใช่ไหมค่ะ พวกเพื่อนคงจะตกใจในความหล่อจนอ้วกแตก เลือดกระจาย ตกโซฟาแน่ๆเลย”

            คุณพยาบาลวัยกลางคนพูดเชยชมไม่หยุดดูท่าทางจะหลงหัวปักหัวปำกับตัวละครสุดรักของตัวเอง จนอยู่ดีๆเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับลงล็อคเองซะงั้นซึ่งก็ดูเป็นผลดีกับพวกมีนา แต่ความซวยดันตกไปเป็นของมินทรีแทน ในระหว่างที่คุณป้าพยาบาลกำลังจัดการเช็ดพื้น เปลี่ยนสายน้ำเกลือนั้นก็ทั้งโดนกอดจูบ จับหูบ้าง ลูบหางบ้าง ให้เขียนลายเซ็นพร้อมกับบทพูดหวานเลี่ยนซ้ำยังถูกขอให้เซลฟี่คู่กันในท่าทางแปลกๆอีก พวกคนที่เหลือก็มิอาจขัดของความปรารถนาอันแรงกล้าของคุณพยาบาลได้ได้แต่มองมินทรีที่ทำสีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่เฉยๆ น่าเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นแผลฝังใจกับมนุษย์ป้าเลยก็ได้

            “...ฮาก...ผมว่าคนไข้เองก็ต้องการการพักผ่อนนะ...ขอบคุณมากเลยนะครับ...คุณพยาบาล...” มินทรีพูดพร้อมสีหน้าอิดโรยแทนจะสิ้นใจ

            “หุๆๆ อะไรกันพ่อจุงค็อบเดี๊ยนต่างหากละต้องขอบคุณ งานนี้เดี๊ยนมีเรื่องเมาท์กระจายทั้งวันแน่เลย ถ้ามีอะไรก็เรียกได้ทุกเมื่อเลยนะจะบริการเป็นพิเศษเลย หุๆๆ” เป็นคำพูดสุดท้ายของพยาบาลวัยป้าจะสะบัดเอวออกจากห้องไปด้วยความอารมณ์ดี

            หลังจากนั้นมินทรีก็ไม่รอช้ากดตัวล็อคบนกำไลข้อมือสีเงินของตัวเองและรับกลับร่างเป็นเด็กม.ปลายผู้ผอมแห้งและดูธรรมดาในหมู่นักเรียนทั่วไปที่สุด หลังจากนั้นก็กางแขนขาทิ้งตัวลงไปบนโซฟาพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนกับว่าเขาได้หลุดพ้นจากนรกของมนุษย์ป้าแล้วยังไงอย่างงั้น

            “และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันจะใช่ร่างจริงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หวังเธอคงจะไม่คิดที่จะลุกบุ่มบ่ามออกจากเตียงแบบนั้นอีกใช่ไหม?” มินทรีเอ่ยพร้อมกับเอามือก่ายหน้าผาก

            “ไม่ละ...เห็นแค่นั้นฉันก็เวทนานายเกินพอแล้วละ...” มีนาตอนพร้อมกับพลิกข้อมือข้างที่เจาะสายน้ำเกลือใหม่ไปมาด้วย

            ซึ่งบนข้อมือข้างที่มีนากำลังพลิกไปมาอยู่มินทรีก็สังเกตเห็นกำไลที่มีรอยร้าวและรอยไหม้สีเข้มที่มาจากอุปกรณ์ที่หยิบติดอยู่นั้น เขาค่อยๆจ้องเขม่นนานขึ้นเรื่อยๆราวกับมันเป็นสิ่งขัดหูขัดตาที่ไม่ควรจะมาหนีบติดอยู่กับกำไลแบบนั้น

            “เห้ย...ไอ้EFคอนโทรลเลอร์นั่นถึงจะเป็นรุ่นใหม่ก็เถอะ แต่ฉันไม่ยักรู้เลยว่าจะมีอะไรแปลกๆทรงกระบอกนั่นติดมาด้วย...” มินทรีพูดด้วยใบหน้าที่กลับมาดูเคร่งเครียดอีกครั้ง

            “ไม่แปลกหรอกที่นายจะไม่รู้ มอนตี้ให้ฉันเอามาติดแถมยังกำชับว่าห้ามบอกนายด้วยอีกต่างหาก ถ้าเป็นของที่จะปิดเรื่องกับแบบนั้นนายไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเลยเหรอ?” มีนาเองก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังเช่นกัน

            “ไม่รู้สิยัยนั้นมันเป็นพวกอัจฉริยะ เดาทางก็ยาก แถมยังเป็นพวกที่ทำอะไรตามใจตัวเองอีก ถ้ายัยจิ้งจอกเป็นคนให้เธอเองพอจะนึกได้ไหมว่าพูดอะไรอย่างอื่นอีก?”

            “อืม เหมือนบอกว่ามันเป็นเครื่องตรึงประจุมานาที่ยัยนั่นคิดค้นเองเพื่อจ่ายมานาแบบของเจ้าตัวออกมาอย่างสม่ำเสมอน่ะ...”

            ป้าบ!!!

            เสียงดังลั่นที่เกิดจากการที่มินทรีใช้กำปั้นทุบลงไปบนโซฟาได้ขัดจังหวะการพูดของมีนาลง ในตอนนี้เข้านอนพิงลงบนโซฟาและเงยหน้าขึ้นมองเพดาน แม้พอทำแบบนั้นทุกคนในห้องจะมองสีหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจนแต่ว่าจากบรรยากาศตรึงมหาศาลที่แผ่ออกมาโดยรอบก็ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าชายผิวคล้ำผู้นี้ต้องกำลังขมวดคิ้วด้วยอารมณ์โทสะจนเส้นเลือดแทบแตกอยู่เป็นแน่ หลังจากนั้นไม่นานเสียงของเขาก็เอ่ยออกมาโดยมันแทบจะเป็นเสียงกร่นด่าที่ฟังดูน่าเจ็บใจที่สุดเลยก็ว่าได้

            “นอกจากจะหายไปเฉยๆแบบนี้ ยังทิ้งเรื่องใหญ่แบบนี้ไว้อีก เธอคิดจะอะไรกันแน่ยัยจิ้งจอกมอนตี้...”

            “เดี๋ยวนะ ที่พูดนั่นหมายความว่ายังไง...” มีนาถามด้วยความคับข้องใจ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่เป็นคำพูดกลับมา

            ชายผอมแห้งผิวสีคล้ำที่นอนหงายพิงโซฟาอยู่ค่อยๆก้มหน้าลงช้าๆก่อนที่จะประสานมือทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน สายตาของเขาจับจ้องที่พื้นดวงตาดูสับสนและให้ความรู้สึกที่กดดันไปในตัว ราวกับว่าเขากำลังหาเหตุผลบางอย่างให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่มินทรีซึ่งแม้จะเป็นหัวหน้าหน่วยก็ไม่ได้มีคุณสมบัติการเป็นนักคิดเลยสักนิดสิ่งที่เข้าทำได้ก็มีแต่การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ต่างๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ส่ายหน้าเบาๆก่อนที่จะเริ่มพูดต่อไป

            “เท้าความถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อนแล้วกัน พวกกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าสเลเยอร์นั้นหลังจากที่พวกฉันไปสืบมาก็ทราบว่าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีเบื้องหลังมานานแล้ว โดยปกติพวกนี้จะปฏิบัติการและดำเนินจุดประสงค์เกี่ยวกับพวกอมนุษย์อยู่เงียบๆ แต่ก็นั่นแหละไม่รู้ว่าเพราะอะไรครั้งนี้พวกนั่นจู่โจมอย่างโจ่งแจ้งอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญไม่ใช่โรงเรียนของเธอที่เดียวแต่ยังโจมตีโรงเรียนชายล้วนด้วยอีกที่หนึ่ง เนื้อหาก็คล้ายๆกันเรื่องของกำไลนี่แหละ”

            “โรงเรียนของธันวาก็ด้วยเหรอ...” มีนาพูดอย่างเจ็บใจพร้อมกับกำหมัดแน่นขึ้น

            สิ่งที่เธอทำได้ผู้คนที่เธอช่วยไปกลับกลายเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดเท่านั้น  และทั้งหมดนั่นก็เพราะเรื่องของกำไลที่เธอสวมใส่อยู่นี่เอง ความรู้สึกที่จะช่วยผู้คนที่โชคร้ายเพราะจนเหตุคือตัวเองเพื่อผ่อนเบาความรู้สึกผิดภายในใจเมื่อปรากฏว่ากลับมีผู้คนอีกมากมายที่เธอช่วยไม่ได้แบบนั้น กำปั้นที่กำแน่นของค่อยๆสั่นเบาๆด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นความไร้พลังของตัวเองมาขึ้นไปอีก

            “อย่าคิดโทษตัวเองแบบนั่นสิ” เสียงราบเรียบของศิรินเอ่ยขึ้นข้างหูของมีนาอย่างแผ่วเบาพร้อมกับเอื้อมมือข้างหนึ่งมากุมมือของมีนาไว้

            “ใช่แล้วล่ะโทษตัวเองไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก มันเป็นธรรมดาที่พวกนั้นต้องตีกรอบการค้นหากำไลจากสภาพของวิกตอเรียที่สวมชุดนักเรียน ยังไงก็คงต้องหาจากโรงเรียนทั้งหมดในเมืองซึ่งก็คือสองโรงเรียนนี่ละนะ แล้วก็อีกอย่างทางด้านโรงเรียนชายล้วนเองก็มีฮีโร่มาช่วยเอาไว้ได้เหมือนกันยังจำเด็กผู้หญิงตอนมนุษย์หมาป่าตอนนั้นได้ใช่ไหม?” มินทรีกล่าวพร้อมกับมองหน้ามีนา

            “จารุงั้นเหรอ? เธอช่วยคนที่โรงเรียนนั้น” มีนาทำหน้าสนใจขึ้นมาเล็กน้อย

            “หืม เธอรู้ชื่อของผู้หญิงคนนั้นเหรอ? ช่างเถอะถึงแบบนั้นทางนั้นก็เจอตัวประหลาดที่พวกสเลเยอร์สร้างขึ้นก็เลยเสียหายยับเยินเลยละ ยอดผู้บาดเจ็บก็มากกว่าโรงเรียนเธอเยอะด้วยสิ ส่วนทางด้านโรงเรียนเธอเนื่องจากเจ้าหน้ากากสีเงินนั่นช่วยก็เลยมีความเสียหายไม่มากละนะ” มินทรีพูดไปได้สักพักก็คว้าขวดน้ำข้างๆมาดื่มแก้กระหายในระหว่างนั้นก็ชายตามองมีนาซึ่งกำลังจ้องกำไลของตัวเองอีกด้วย

            “...คนคนนั้นเอ่ยถึงชื่อจริงฉัน แล้วก็ถามว่าฉันว่ารู้จักตัวตนของเธอยังไงด้วย ตอนนั้นกำไลของฉันก็เกิดอะไรบางอย่าง”

            “ใช่ ประเด็นหลักมันอยู่ตรงนั้นแหละ ที่เธอหลับไปทั้งหมดคือ16ชั่วโมงระหว่างนั้นพวกฉันก็ตรวจสอบอะไรหลายๆอย่างดูซึ่งจากสัญญาลักษณ์ต่างๆบนตัวผู้หญิงก็ได้รู้ว่าเจ้าคนที่ใส่หน้ากากสีเงินนั่นก็เป็นสเลเยอร์ ไม่รู้ว่าไปผิดใจกันอีท่าไหนถึงมาไล่ยิงพวกตัวเองแบบนี้ละนะแต่พอมอนตี้ได้รู้เรื่องนี้ก็หาตัวไปจนถึงตอนนี้ก็ยังติดต่อไม่ได้เลย ก็เลยอยากจะถามเธอหน่อยมันเกิดอะไรขึ้นที่นั่นกันแน่แล้วเธอรู้จักกับผู้หญิงที่ใส่หน้ากากคนนั้นยังไง ช่วยอธิบายโดยละเอียดและก็ห้ามโกหกเด็ดขาด”

            มินทรีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและใบหน้าที่จริงจัง เชื่อเลยว่าเขาเองก็มีคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกันกับมีนา อาจจะเป็นเพราะว่าเพื่อนจิ้งจอกคนสนิทของเขาจู่ก็หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าวอะไรกับเขาเพราะเรื่องนี้ แม้มอนตี้จะเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วแต่เพราะในคราวนี้เธอมีเรื่องที่ปิดบังกับมินทรีมากเกินไปทั้งๆทีเรื่องแหกกฎของมอนตี้จะถึงหูเขาแต่เนิ่นๆเสมอและเพราะแบบนั้นจึงทำให้เขามีโอกาสเตรียมใจก่อนที่จะโดยเบื้องสูงบ่นเกี่ยวกับลูกทีมคนนี้

            “ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดมากหรอก ถ้าบอกตามตรงฉันกำลังจะชกยัยหน้ากากนั่นแต่ยัยนั่นคว้าขอมือฉันไว้ได้ก่อน แล้วก็อยู่ดีๆก็มีแสงเกิดขึ้นตอนนั้นฉันก็รู้สึกอ่อนแรงจนสติไป...” มีนาอธิบายเรื่องราวจบแต่มินทรีก็ยังนั่งจ้องตานิ่งๆไปสักพักหนึ่ง

            “...มีแค่นั่นเองเหรอ...ฉันบอกแล้วไงว่าโดยละเอียดและห้ามโกหกน่ะ”

            ดูเหมือนว่ามินทรีจะยังไม่เชื่อใจในสิ่งที่มีนาเล่าเท่าไหร่ แต่ทางด้านมีนานั้นก็ได้บอกในสิ่งที่ตัวเองรู้ไปหมดแล้ว ในตอนนี้เธอกลับเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเหมือนอารมณ์เริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง ชายผิวคล้ำที่อยู่ต่อหน้าเธอในตอนนี้ทำสีหน้าราวกับไม่พอใจในคำตอบเท่าไหร่ทั้งๆที่นั่นเป็นสิ่งที่เธอจะสามารถตอบได้ เขากำลังทำเหมือนเธอเป็นผู้ต้องหาที่เป็นสาเหตุทำให้มอนตี้หายตัวไป ในหัวของมีนามีความคิดหนึ่งที่ว่าท้ายที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่ชาวShambhalianหรือที่เรียกว่าAlejandroคนนี้ก็ยังคงเข้าข้างลูกทีมจิ้งจอกของเขาและยังคงหาประโยชน์จากเธอเป็นหลัก ไม่ว่าอย่างไรเขาคงไม่คิดจะช่วยเหลือเธอให้พ้นจากสภาพแบบนี้โดยจริงจังแน่

            “ฉันก็ตอบทั้งหมดเท่าที่ฉันเข้าใจไปหมดแล้วไง ทั้งที่จริงแล้วนายควรจะตอบคำถามฉันซะมากกว่า ใช่สิตอนเกิดเรื่องพวกนายมักจะหายหัวไปตลอด พวกนายมันไม่ได้คิดจะรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเองเลยสักนิด และในตอนนี้นายก็แค่ต้องการจะหาเหตุผลของมอนตี้เพื่อประโยชน์ของตัวเองไม่ใช่หรือไง!”

            มีนาเริ่มตวาดเสียงดังลั่นอีกครั้งและมินทรีเองก็ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ เขาผลักตัวเองลุกขึ้นออกจากโซฟาและเริ่มเผชิญกับสายตาสีเทาข้างสีดำข้างโดยทันที

            “อธิบายแค่นั่นฉันจะไปเข้าใจอะไรละ ก็บอกแล้วไงฉันเองก็รู้ในสิ่งที่ฉันรู้ได้แค่นั้นไม่ได้เป็นพวกอัจฉริยะเหมือนมอนตี้สักหน่อย ฉันเองก็เหนื่อยที่ต้องมานั่งเก็บกวาดการกระทำของยัยนั้นอยู่ตลอด ถ้าเธอบอกแค่นั้นฉันเองก็ตอบไม่ได้ทั้งหมดอย่างที่เธอต้องการหรอก!” มินทรีเริ่มพูดขึ้นเสียงกลับใส่หน้ามีนา

            “งั้นก็ไม่ต้องมากความ นายรู้อะไรก็บอกมาแค่นั้นแหละ ฉันไม่ได้ต้องการความเห็นใจที่แกล้งทำของนายเลยสักนิด! แค่ความรู้สึกรับผิดชอบของนายต่อเรื่องที่เกิดขึ้นยังไม่มีเลย สาเหตุที่พวกสเลเยอร์ทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ก็เพราะกำไลบ้านี่! สาเหตุที่ทำให้ร่างกายฉันกลายเป็นแบบนี้ก็เพราะกำไลบ้านี่! ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เพราะกำไลบ้าๆของพวกนายนั่นแหละ!”

            “อยากรู้มากใช่ไหม! จะบอกให้ก็ได้ว่าเธอน่ะกำลังจะตายยังไงละ!”

            เมื่อเสียงของมินทรีสิ้นสุดบรรยากาศโดยรวมภายในห้องก็ดูเงียบลงไปในทันที ไม่มีใครส่งเสียงออกมาเลยสักคน ทั้งหมดกำลังจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งผิวสีคล้ำที่กำหมัดแน่น ด้วยสายตาที่ยังคงตะลึงกับคำพูดประโยคนั้นเองก็ทำให้เขาถึงกับคิดคำพูดต่อไปของตัวเองไม่ออกเหมือนกัน แต่คนที่สามารถรวบรวมสติได้ก่อนใครก็คือชายหนุ่มผมดำที่มีแววตาสีน้ำตาล เขาฟังคำพูดทั้งหมดที่ทั้งสองคนคุยกันมาโดยตลอดและนิ่งเฉยมาโดยตลอดเช่นกัน แต่ในตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

            ศิรินพุ่งตรงไปหามินทรีในทันทีต่อมาก็ได้ชกเข้าไปที่ใบหน้านั่นอย่างเต็มแรง เนื่องจากมินทรีในตอนนี้อยู่ในร่างจำแลงของกำไลเขาเลยไม่ได้ต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาเท่าไหร่ทั้งร่างมนุษย์ของเขาก็ดูผอมแห้งและตัวเล็กกว่าศิรินมากส่งผลให้แรงปะทะที่ใบหน้าทำเอาเขาล้มลงไปนั่งกับพื้น ในตอนนี้นอกจากเสียงกำปั้นที่กระทบกับใบหน้าแล้วบรรยากาศก็ยังคงเงียบสนิทอยู่สักพัก ศิรินจ้องมองสายตาที่ฉายแววอาฆาตไปยังชายหนุ่มผอมบางที่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นมาอีกครั้ง

            “ถ้านายแน่จริงก็ใช้ร่างจริงของนายมาสู้กับฉัน ให้มันจบโดยที่เราคนใดคนหนึ่งตายกันไปข้างหนึ่ง” เสียงเย็นชาของศิรินเอ่ยออกมาพร้อมกับเขาไปดึงคอเสื้อของมินทรี

            “...” ทางด้านมินทรีได้จ้องมองสายตาสีน้ำตาลนั่นอยู่สักและดูเหมือนจะปริปากเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้แต่ก้มหน้าลงและไม่พูดอะไรออกมา

            “ฉันบอกให้สู้กับฉันไง!”

            ศิรินในตอนนี้สูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมีไปจนหมดสิ้นแล้ว เขาตะโกนออกมาราวกับคนบ้าสายตาเกรี้ยวกราดและความรู้สึกเจ็บแค้นเกินกว่าที่จิตใจของเขาจะรับได้ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบอยู่บนใบหน้าที่บิดเบี้ยว พร้อมกับง้างหมัดรัวใส่ใบหน้าของมินทรีโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ตอบโต้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว กว่าชายหนุ่มคนนี้จะหยุดลงก็เมื่อมีเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินคนหนึ่งเข้ามารั้งเขาไว้จากด้านหลัง

            “พอเถอะศิริน! พอได้แล้วมัน...ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาหรอก หยุดเถอะนะ...ขอร้อง!” ปรางตะโกนบอกด้วยเสียงที่สั่นจนฟังแทบจะไม่รู้เรื่อง

            ศิรินค่อยๆปล่อยมือออกจากคอเสื้อของมินทรีช้าๆและก้มหน้ากัดฟันปล่อยให้น้ำตาของตัวเองไหลหยดลงกับพื้นทีละหยดๆ พร้อมด้วยปรางที่กอดร่างของศิรินร้องไห้ซบหลังอยู่แบบนั้น จากความเงียบบัดนี้มันได้กลายเป็นเสียงสะอึกสะอื้นที่แสดงถึงความเศร้าโศกเกิดกว่าจะแบกรับได้

            “...EFคอนโทรลเลอร์คือเครื่องมือควบคุมสถานะการทำงานของร่างกายEF มันย่อมาจากEmotion Formร่างจำแลงที่เป็นมากกว่าหน้ากากเพราะมันสามารถแสดงความรู้สึกแบบร่างจริงได้ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติการมันจึงมีขีดความสามารถสูงกว่ามนุษย์อยู่ระดับหนึ่ง โดยปกติแล้วมนุษย์จะใช้มันได้เพราะมันจำเป็นต้องใช้มานาในการเปิดการใช้งานแต่ถ้าใช้ได้ก็จะแปลงร่างเป็นร่างกายEFที่มีพลังเหนือมนุษย์...” มินทรีบ่นพึมพำก่อนค่อยๆเอนตัวพิงกับผนังห้อง

            มีนาที่นั่งอยู่บนเตียงพร้อมกับใบหน้าที่กำลังสิ้นหวังหันมาชายตามองเด็กหนุ่มผิวคล้ำที่ได้แต่ก้มหน้ามองพื้นด้วยสายตาชินชา ในตอนนี้หัวของเธอกำลังว่างเปล่ากับความรู้สึกถึงความตายที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามายังร่างกายนี้ เธอจ้องมองริมฝีปากของมินทรีฟังสิ่งที่เขาพูดเหมือนกันมันเป็นการสารภาพบาปซึ่งแสดงออกถึงความรู้สึกผิดที่เริ่มสำแดงอาการเกาะกินหัวใจเขา

            “...มันก็เป็นเรื่องง่ายๆว่ามานามันเป็นพลังงานที่มีความสำคัญขนาดนั้นในการใช้มันแค่หามนุษย์หนึ่งในหลายล้านที่เปิดใช้กำไลติดตั้งตัวจ่ายมานาหน่อยก็ใช้ได้ ใช่ก็ถูกนะแต่มานาคนที่จะใช้มันได้อย่างอิสระก็มีแต่เจ้าของของมัน อยู่ที่ว่าจะทำตัวคุมเสถียรได้ดีขนาดไหนถ้าเกิดมันพลาดขึ้นมาและแน่นอนว่ามันต้องพลาด... ข้อมูลคุณสมบัติของร่างEFที่กักเก็บไว้ถูกทำลายและถ่ายโอนไปยังร่างเนื้อของมนุษย์ พละกำลัง ประสาทสัมผัส การเป็นภาชนะของมานาทั้งหมดนั่นถูกยัดลงไปยังร่างต้น ทำให้สูญเสียความสมดุลของธรรมชาติเซลล์เริ่มรุกรามเป็นมะเร็ง เส้นประสาทค่อยๆเป็นอัมพาต แล้วก็อะไรอีกหลายๆอย่างที่มันไม่มีทางแก้...”

            “...ฉันเหลือเวลาอีกเท่าไหร่...” มีนาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “ไม่รู้สิอาจจะ...สองสัปดาห์...หรือไม่ก็แค่สัปดาห์เดียว โทษทีฉันไม่ได้รู้มากไปกว่านี้หรอก”

            “อย่างนั้นหรอกเหรอ...แต่ก็คงจะมากพอแล้วละนะ”

            ท่ามกลางเหล่าคนที่โศกเศร้าและหยดน้ำตาของพวกเขากับการรับรู้ถึงชีวิตที่กำลังนับถอยหลังสู่การสิ้นสุดลง มีนารู้สึกสงบลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดไม่ใช่เพราะความกลัวกับความตายที่ใกล้เข้ามา แต่นั่นหมายถึงการจบสิ้นลงของปัญหาที่ยุ่งยากในตอนนี้และที่จะตามมาซึ่งก็หมายความว่าเธอไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกแล้ว ความรู้สึกที่ต้องทนแบกรับต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตอันแสนวุ่นวายกำลังจะจบลง แม้จะกะทันหันจนน่าตกใจและทำเอาใจหายเมื่อตอนแรกที่ได้ยินและราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงยังกลางใจแย่งชิงจิตวิญญาณนี้ไป กลับกลายเป็นความรู้สึกอ้างว้างที่ค่อยๆกลืนกินความรู้สึกร่วมของความโศกเศร้าลงอย่างช้าๆ เมื่อความคิดเริ่มแล่นกลับเข้าสู่สมองของหญิงสาวอีกครั้งก็ก่อเกิดแนวทางที่เธอจะก้าวเดินก่อนที่จะถึงจุดจบนี้ และนั้นก็คือภารกิจครั้งสุดท้ายที่เธอคิดจะทำให้สำเร็จนั่นเอง

            “นี่ทุกคนช่วยฟังที่ฉันหน่อยได้ไหม?”

            คำพูดแสนสั้นที่ราวกับว่ามันก้องดังไปทั่วห้องดึงเอาความสนใจของอีกสามคนกลับมายังร่างสีดำ-เทานั่นอีกครั้ง หรือนี่ก็คืออำนาจของคำพูดสำหรับคนที่กำลังจะตายมันช่างแสนทรงพลังเกิดกว่าที่ใครจะเมินมันได้ ทุกสายตาจ้องมองมาที่ตำแหน่งเดียวกันคือหญิงสาวผู้สวมชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่บนเตียงอย่างสงบสายตาสีเทาและดำบนใบหน้าที่ปนยิ้มน้อยๆปรากกฎขึ้น เธอค่อยจัดท่าทางให้เหมาะสมกับวาระการพูดในครั้งนี้ใช้สายตาจ้องมองไปที่ร่างการของตัวเองปรับประสาทสัมผัสต่างๆที่เคยผิดเพี้ยนให้เข้าที่ที่สุดเท่าที่จะทำให้ สูดหายใจเข้าเล็กน้อยเปิดริมผีปากสีชมพูที่สีซีดลงเล็กน้อยจากสภาพร่างกาย

            “ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้นสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ฉันไม่อยากให้พวกนายโทษตัวเองหรือแบกรับเรื่องของฉันเพิ่มไปมากกว่านี้ ขอโทษสำหรับเรื่องที่ทำให้ผิดหวัง ขอโทษสำหรับเรื่องที่ทำให้อึดอัด ขอโทษสำหรับสิ่งที่ฉันเคยทำผิดพลาด ฉันเคยคิดว่าโลกนี้มันโหดร้ายและน่าเบื่อ ไร้แก่นสารและน่าเวทนา แต่นั่นก็ก่อนที่ฉันจะได้รู้จักพวกนาย ได้รู้จักการเสียสละ ได้รู้จักมิตรภาพ ได้รู้จักความรัก ทั้งหมดนี่ก็เพราะเจ้าสิ่งนี้”

            เสียงพูดของมีนาหยุดช่วงไปเล็กน้อยก่อนที่จะชูข้อมือที่มีกำไลสวมไว้ แม้มันจะมีรอยปริแตกหรือรอยไหม้แต่มันก็ยังเป็นสีอำพันสะท้อนต่อแสงที่ส่องเข้ามาดูงดงามอยู่บนลวดลายอ่อนช้อยที่สลักอยู่

            “คือ...ที่จริงแล้วฉัน...อยากจะขอโทษ...” เสียงมินทรีพยายามที่จะพูดอะไรออกมาอย่างเคอะเขินแต่สายตาของมีนารับรู้ถึงความรู้สึกของเขาดี

            “ทางฉันต่างหากละที่ต้องขอโทษ ทั้งที่นายเองก็มีเรื่องที่ยุ่งยากอยู่แล้วยังต้องแบกรับเรื่องวุ่นวายของฉันอีก พอมาคิดดูดีๆแล้วคนที่ตัดสินใจยอมรับกำไลนี้ก็คือฉันเอง ในตอนที่โลกของฉันมืดมนเจ้าสิ่งนี้มันเป็นโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันทำให้ฉันเข้าใจว่าโลกนี้แม้จะโหดร้ายและน่าเบื่อหน่ายแต่นั่นก็เหตุผลให้ฉันต้องยืดหยัดต่อไป และฉันเริ่มสู้เพื่อตัวเองหรือคนอื่นมาตั้งแต่วันนั้น”

            เมื่อพูดจบมีนาก็สังเกตว่าเพื่อนทั้งสองคนของเธอเริ่มจะสะอึกสะอื้นอีกครั้ง ดังนั้นเธอจึงค่อยๆเคลื่อนตัวไปหาพวกเขา ดึงมือของทั้งสองมากุมไว้อย่างอ่อนโยนต่อด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นแต่ยังที่ปนความรู้สึกเศร้าเพื่อแสดงความรู้สึกร่วมกับพวกเขา

            “ฉันไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะมีคนร้องไห้เพื่อฉัน ต้องขอโทษด้วยจริงๆแต่เรื่องน่าเศร้าแบบนี้ฉันเข้าใจว่าการร้องได้เป็นเรื่องปกติ แต่หลังจากเราร้องไห้จนพอแล้วฉันขอแสดงความเอาแต่ใจเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม?” เสียงหญิงสาวเอียงคอถามเพื่อนหญิงชายของเธอ

            “...เพื่อเธอแล้ว...ได้...ได้ทุกอย่าง...” ศิรินเอ่ยติดๆขัดๆแต่ก็ยังคงน้ำเสียงของตัวเองไว้

            “ไม่เห็นต้องเกรงใจเลยนิ...เราเป็นเพื่อนกันนะ...” ปรางพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะถอดแว่นและซับน้ำตา”

            เมื่อได้ยินดังนั้นมีนาก็ยิ้มกว้างขึ้นและหันไปมองชายผิวคล้ำที่กอดอกพิงกำแพงกำลังทำใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับกำลังกลั้นน้ำตาเอาไว้ซึ่งก็ดูเหมือนเขาจะรู้สึกตัวและหันมาปั้นหน้าเคร่งครึมให้

            “รบกวนนายด้วยได้ไหม?”

            “จะบ้าหรือไง ถ้ามันแหกกฎฉันก็ไม่เอาด้วยหรอก... แต่...สักหน่อยก็ได้” มินทรีพูดเป็นนัยๆและหลบสายตาหนีทันที

            “ถ้าอย่างนั้นเราทุกคนมาจบเรื่องนี้กันเถอะ!”

 

          ภายในห้องห้องหนึ่งที่ไม่มีแสงจากดวงไฟใดๆจากเพดานมีเพียงแสงอาทิตย์จากหน้าต่างที่สาดส่องเข้ามาเท่านั้น แสงเพียงแค่นั้นทำให้เห็นสภาพภายในได้เพียงบางส่วนซึ่งปรากฏร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนเอามือไขว้หลังเอาไว้และมองออกไปนอกหน้าต่างนั่น ด้านหลังของเธอเป็นโต๊ะทำงานที่มีขนาดกว้างพอสมควร เพียงแต่ว่าบนโต๊ะนั้นไม่ได้มีเนื้อที่เหลือมากนั้นเพราะส่วนมากของมันถูกวางเต็มไปด้วยปึกของต้นฉบับสำหรับหนังสือการ์ตูนจำนวนมากที่ว่างกระจายอยู่จนเกือบเต็มพื้นที่ พวกต้นฉบับเหล่านั้นราวกับถูกจงใจทิ้งเอาไว้บนโต๊ะโดยไม่แยแสเลยแม้แต่น้อยมีเพียงรูปถ่ายของครอบครัวที่อยู่กรอบอย่างดีเท่านั้นที่ได้ตำแหน่งเด่นที่สุด รูปนั้นเป็นของหญิงสาวผมยาวสง่าที่กำลังโอบเอวเด็กผู้หญิงผู้มีผมสีดำแทรกสีเทาและเมื่อสังเกตดูแล้วใบหน้าที่คล้ายคลึงกันนั้นเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดอย่างแน่นอน

          “...ฉันนี่มัน...เอาไว้ก่อน รู้สึกปวดหลังแหะ” เสียงบ่นกับตัวเองถูกเอ่ยขึ้นมาจากผู้หญิงคนนั้น เธอเริ่มใช้มือข้างหนึ่งรวบผมสีดำที่ยาวสลวยของเธอเอาไว้ส่วนมืออีกข้างก็พยายามกดลงไปที่ไหล่ ราวกับว่าพยายามจะคลายเส้นให้ตัวเองอย่างไงอย่างงั้นแต่ประตูห้องก็ถูกชิงเปิดออกซะก่อนเธอจะได้ผ่อนคลายร่างกายให้เต็มที่

          ร่างที่ได้เข้ามาเพิ่มในห้องอีกคนคือหญิงสาวที่สวมชุดพนักงานเป็นระเบียบดูเรียบร้อย ดูเหมือนเป็นคนที่ดูมีภูมิฐานที่ดีและตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่พอควร ท่าเดินของเธอค่อนข้างเร่งรีบเล็กน้อยราวกับมีความตั้งใจที่จะมาพบกับคนในห้องนี้อย่างเดียวเท่านั้น แต่เมื่อเธอเดินเข้ามาเกือบจะถึงโต๊ะผู้หญิงที่ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างก็เป็นคนเปิดปากขึ้นก่อน

          “เคาะประตู...” เป็นน้ำเสียงเรียบๆแต่ฟังได้ชัดเจนที่ถูกเอ่ยขึ้นแต่มันก็ไม่ทำให้หญิงสาวที่เข้าห้องมาโดยไม่บอกไม่กล่าวคนนี้ชะงักลงแต่อย่างใด

          “ก๊อก...ก๊อก!” คำพูดที่เหมือนกับเลียนเสียงเคาะประตูดังขึ้นมันเป็นคำพูดที่ราวกับการประชดประชันคู่สนทนาของเธอ และมันก็ดูเหมือนจะดึงความสนใจมากพอที่ทำให้อีกฝ่ายหันกลับมามองเธอเลยทีเดียว

          “อ่า...นั่นสินะ ฉันจะชินได้แล้วว่าคนแบบเธอไม่ได้ชอบทำอะไรหยุมหยิมอย่างนั้น” เสียงของหญิงสาวผมยาวพูดหลังจากพยายามนั่งที่บนตำแหน่งเดิมของเธอ

          “ถ้าคุณเมษาอยู่ที่นี่ก็แปลว่าไม่ห่วงเรื่องของลูกสาวแล้วสินะคะ” หญิงสาวพูดขึ้นหลังจากที่เธอได้เดินมาถึงโต๊ะทำงานเรียบร้อยแล้วและเริ่มที่จะจัดการกับเอกสารบนโต๊ะที่ดูยุ่งเหยิงนั่นทันที

          “ตอนแรกก็เป็นห่วงอยู่หรอกนะแต่พอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นศิรินสุดหล่อนอนกอดเตียงอยู่แบบนั้นคงไม่ต้องเป็นห่วงมากมายแล้วละ ขืนฉันอยู่ต่อจนฟื้นมีหวังโดนบังคับให้ทำงานที่บ้านระหว่างที่เธอกำลังรักษาตัวอยู่แน่” คุณแม่ยังสาวเมษาพูดไปขนลุกไป

          ทางด้านหญิงสาวที่กำลังยุ่งอยู่กับเอกสารบนโต๊ะอยู่นั้นไม่ได้โต้ตอบกลับมาเธอค่อยๆจัดเรียงต้นฉบับที่ตรวจแล้วและยังไม่ตรวจแยกออกจากกันรวมถึงจัดลำดับความสำคัญเอกสารอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย เธอหยิบเอกสารใบหนึ่งขึ้นมาจ้องอ่านมันสักพักก่อนเมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ใกล้กำหนดที่ต้องยื่นส่งจึงแนบเอกสารกับปากกาน้ำเงินส่งให้เมษา

          “อันนี้เรื่องรับรองที่มีกำหนดพรุ่งนี้คะ รบกวนเซ็นลายมือชื่อด้วย” เสียงของเธอดูต่ำลงจากประโยคก่อนๆเล็กน้อยแต่นั่นก็มาพอที่ทำให้ผู้หญิงตรงหน้าเธอสังเกตได้

          “เมย์คุงถ้าเหนื่อยหรือมีเรื่องที่ต้องทำจะลางานสักหน่อยก็ได้นะ ได้ข่าวว่าเธอก็อยู่ในเหตุการณ์ที่โรงเรียนนิ เห็นเรื่องรุนแรงมาแบบนั้นมันไม่น่าแปลกหรอกที่เธอจะเป็นห่วงน้อยชายของตัวเอง” เมษาพูดปนยิ้มน้อยๆ

          “...หมอนั่นน่ะไม่เป็นไรหรอก คนที่ฉันห่วงมากกว่าก็คือตัวคุณนั่นแหละควรสนใจเรื่องส่วนตัวของคนอื่นให้น้อยลงแล้วสนใจเรื่องตัวเองบ้างก็ดีนะคะ” พนักงานสาวจิกกัดบรรณาธิการของเธอเป็นการกลบเกลื่อนอาการแปลกใจที่อีกฝ่ายรู้เรื่องน้องชายของเธอ

         เมษาอ่านเอกสารที่เมย์ยื่นให้ในตอนแรกสักพักก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาและบรรจงเช็นชื่อลงไปพร้อมใช้ตรายางส่วนตัวประทับลงไป หลังจากนั้นเมษาเหมือนจะยืนกระดาษให้กับเมย์แต่เมื่อเธอเอื้อมมือเข้ามารับกระดาษนั้นเมษาก็ชักเอกสารกลับไปอย่างจงใจ บรรยากาศระหว่างสองคนจู่ก็ตรึงเครียดขึ้นอย่างกะทันหัน สายตาของผู้หญิงสองคนจ้องมองกันและกันอย่างไม่ลดละ แววตาของทั้งคู่ในตอนนี้ราวกับไม่ใช่ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนเลยสักนิดหากแต่เป็นดวงตาของผู้ล่าที่แสดงความกดดันให้อีกฝ่าย ถ้ามีคนนอกเข้ามาเห็นเหตุการณ์นี้ก็อาจจะหงุดงงและรู้สึกอึดอัดเป็นแน่แต่สำหรับทั้งสองคนนี้ไม่ได้ฉายแววลังเลให้อีกฝ่ายเห็นแม้แต่น้อยอาจจะสรุปได้ว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ก็นานแสนนานในความทรงจำ

          “เมย์คุงทั้งๆที่เธอพูดแบบนั้นกับฉัน แต่ว่ารู้สึกเหมือนเธอจะยังสนใจเรื่องเก่าๆอยู่ใช่ไหม? หรือว่ามันจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากให้ฉันรู้...” เมษาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกกดดันจากรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้า

         หญิงผมยาวสีดำเงางามลุกขึ้นจากโต๊ะอย่างช้าๆและช้อยคางพร้อมเอานิ้วโป้งปิดริมฝีปากคู่งามของพนักงานสาว เธอค่อยๆยกใบหน้าของอีกฝ่ายขึ้นจนถึงระดับสายตา หน้าผากของทั้งสองแนบชิดติดกัน ต่างคนต่างสัมผัสจังหวะลมหายใจจากช่วงอกผ่านมาที่คำคอของคนที่อยู่ตรงหน้าได้ สายตาที่เฉียบคมของเมษาค่อยๆบาดลึกลงในจิตใจของหญิงสาว พร้อมคำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นคำขาดอย่างเป็นทางการในบทสนทนานี้

         “ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอผ่านอะไรมา แต่อย่าเอาเดิมพันที่มีค่าที่สุดของเธอไปเสี่ยงถึงแม้สถานการณ์จะบีบบังคับมากแค่ไหนก็ตาม”

         เมื่อพูดจบบรรณาธิการหญิงก็สะบัดปลายผมของเธอให้เข้าที่พร้อมกับเดินผ่านพนักงานสาวตรงหน้าไป ทุกๆอย่างก้าวของเธอดูมั่นคงแฝงไปด้วยความหนักแน่นในทุกๆการตัดสินใจ สายตาของเมย์ได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นไปโดยที่เธอได้แต่เหม่อมองความน่าเกรงขามของมันที่มิอาจจะเทียบเทียมได้ แต่ด้วยความกล้าทั้งหมดที่เหลืออยู่เล็กน้อยพอที่จะท้าทายมันอีกครั้งได้ทำให้เธอเริ่มที่จะเปิดปากพูดสิ่งสุดท้าย

          “คุณเมษา...ฉันเสียใจคะเรื่องลูกสาวของคุณ...” เมย์พูดไล่หลังบรรณาธิการของเธอไป

          ร่างที่กำลังจะเดินออกจากประตูห้องหยุดชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะหันหลับมายิ้มให้กับหญิงสาวที่กำลังทำหน้าอมทุกข์เล็กน้อย ราวกับทั้งสองกำลังบังคับให้สีหน้าของตัวเองดูเข้มแข็งในสถานการณ์แบบนี้ แต่ความรู้สึกที่แท้จริงนั้นยังไงมันก็คงปิดไม่มิดสายตาที่ถึงแม้จะสร้างความกดดันให้แก่อีกฝ่ายนั้นหากสังเกตแล้วมันก็แค่ดวงตาของคนที่กำลังกังวลและจวนเจียนจะสิ้นหวังอยู่เต็มที เมษายังคงฝืนใจยิ้มออกมาในขณะที่เมย์เริ่มที่จะแสดงความอ่อนแอออกทางใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด พวกเขานั้นไม่ได้แข็งแกร่งนักหรอกเป็นแค่คนที่มีกำลังอยู่ได้ด้วยบางสิ่งที่มีความหมายต่อพวกเขา

          “ไม่ต้องห่วงหรอก...ฉันเสียเดิมพันแสนสำคัญของฉันไปแล้วดังนั้นหน้าที่แม่ที่เหลืออยู่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไปพักผ่อนเถอะเมย์คุง”

          “...รับทราบคำสั่งคะ”

          ร่างของเมษาค่อยๆก้าวออกจากห้องไปประตูเองก็ค่อยๆถูกเปิดลงอย่างช้าๆ และยังคงเหลือร่างอีกร่างหนึ่งเอาไว้ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมาจากทางหน้าต่าง พนักงานสาวเหม่อมองออกไปยังแสงตะวันและดวงตาก็ค่อยๆปิดลง ลมหายใจของเธอค่อยๆแผ่วเบาลงรวบรวมสมาธิอยู่ที่ปลายนิ้ว เมื่อเธอลืมตาขึ้นก็มองบนฝ่ามือของตัวเองซึ่งบนนั้นมีแผ่นตราเหล็กสีเงินอยู่อันหนึ่งเป็นสัญลักษณ์หน้าไม้ที่เธอสร้างรอยขีดผ่าตรงกลางอย่างตั้งใจ และบนตรานั้นยังคงมีอักษรที่สลักไว้อ่านได้ใจความว่า “ศรของข้าออกมาจากใจแท้และเที่ยงตรงเหนือหมู่พ้องนักล่า นั่นคือตัวตนของข้าที่เจ้าควรรู้”

 

            เด็กสาวผู้ป่วยคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ทามกลางกลุ่มผู้ป่วย หมอ และพยาบาลมากมายที่กำลังเดินสวนกันไปมาอย่างคับคั่ง เนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ข่าวในโทรทัศน์ได้แถลงว่าเป็นการก่อการร้ายของกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายได้ทำการโจมตีและจับผู้คนในโรงเรียนเป็นตัวประกันส่วนข้อเรียกร้องนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด เด็กสาวคนนั้นเป็นจุดสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเธอมีเส้นผมสีเทาที่แทรกอยู่เกินครึ่งหนึ่งของเส้นผมทั้งหมด เธอลากเสาน้ำเกลือตามมาระหว่างเดินไปทั้งยังใช้มันพยุงร่างกายที่เรียกได้ว่าไม่เข้าที่ดีนักอีกด้วย ดวงตาสีดำข้างหนึ่งสีเทาข้างหนึ่งเฝ้ามองผู้คนที่ผ่านไปมา ทั้งคนที่บาดเจ็บเล็กน้อยและสาหัสต่างถูกลำเลียงผ่านเธอไปมากมายหลายร่างเกินกว่าที่จะนับได้ เมื่อได้เห็นดังนั้นเด็กสาวจึงอดที่จะถอนหายใจเบาๆออกมาไม่ได้

            “...นี่มันแย่กว่าที่ได้ฟังมาอีกนะเนี่ย” เสียงรำพึงออกมาเบาๆนั้นฟังดูแหบแห้งกว่าที่ควรจะเป็น

            หลังจากบ่นกับตัวเองสายตาของผู้ป่วยหญิงผมสีแปลกก็เหลือบมองไปยังชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ชายคนหนึ่งนั้นคือศิรินผู้ที่มีผมดำและดวงตาสีน้ำตาล รูปร่างสูงยาวเข่าดีเดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นคนที่เล่นกีฬากับใบหน้าที่คมสวยได้รูปให้ความรู้สึกเป็นคนสุขุมและด้วยชุดไปรเวทในตอนนี้ก็ทำให้เขาดูเด่นขึ้นมาทันที ทั้งพยาบาลสาว บรรดาผู้ป่วยหญิง หรือคนที่มาเยี่ยมต่างมองชายหนุ่มที่ราวกับดาวเด่นคนนี้อย่างไม่วางตา

      ส่วนชายอีกคนนั้นดูผอมแห้งกว่าชายคนแรกเขาคือมินทรีซึ่งที่แท้จริงแล้วเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่หุ่นล่ำที่มีผิวสีคล้ำกับหางและหูของหมาป่าดำ แต่ในตอนนี้ที่เขาใช้ร่างจำแรงนั้นก็เรียกได้ว่าไม่ต่างจากเด็กนักเรียมม.ปลายซึ่งดูธรรมดาคนหนึ่ง และแม้ว่าเขาจะเรียกสิ่งที่เขาทำว่าคุยโทรศัพท์อยู่นั้นแต่ดูยังไงก็เหมือนกับกำลังวาดภาพกลางอากาศ ที่จริงแล้วเข้าใจว่ามินทรีคงกำลังติดต่ออะไรบางอย่างโดยใช้กำไลสีเงินบนข้อมือของเขาแต่คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้

            “ทางนั้นเองก็คงยุ่งเหมือนกันสินะ ถ้ามีที่ให้ฉันนั่งรอก็คงจะดีไม่น้อย...” เด็กสาวบ่นพร้อมกับสาดส่องหาเก้าอีกที่ว่าง แต่ดูเหมือนว่าในสถานการณ์แบบนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะมีเก้าอี้ซึ่งไม่ถูกจับจองและบางที่ยังถูกใช้เพื่อวางร่างของผู้บาดเจ็บอยู่อีกด้วย

            “มีนาอาอาอาอา...!” เสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้น

            เมื่อผู้ป่วยหญิงที่กำลังลากเสาน้ำเกลือวนไปมาได้ยินก็ตอบสนองต่อเสียงเรียกดังกล่าวทันที ภาพที่เธอเห็นคือเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบสีเงินคนหนึ่งที่เดินมาพร้อมกับจูงมือเด็กผู้หญิงที่ถักเปียยาวไว้ด้านหลังบนใบหน้าและร่างกายมีสำลีและผ้าพันแผลอยู่บ้างบางส่วน ถึงแม้จะดูแตกต่างไปแต่ใบหน้าของเด็กคนนั้นเธอย่อมสามารถจดจำได้เป็นอย่างดี

            “โอ้ พอหายมอมแมมแล้วก็ดูน่ารักดีนะเนี่ยหนูบัญชี” มีนาย่อตัวลงไปเชยชมใบหน้าจิ้มลิ้มที่ยังคงเขินอายอยู่บ้าง

            “โธ่...บอกแล้วไงคะ ว่าไม่ใช่บัญชีอย่างน้อยถ้าเรียกไม่ถูกก็เรียกชื่อกัลปณาก็ได้” เด็กน้อยพูดพร้อมทำแก้มป่อง

            “งั้นเหรอก็ได้ ดีใจด้วยนะที่ตำรวจปล่อยตัวออกมาเร็วคงให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ไปเยอะเลยละสิ”

            “ก็พูดไปตามที่รู้นั้นแหละคะแต่ดูเหมือนว่าคุณตำรวจจะดูงงๆไม่ค่อยเชื่อบ้างก็เลยปล่อยออกมา แต่ยังไงก็ตามฉันดีใจนะคะที่พี่สาว...หรือจะเป็นพี่สาวครึ่งชายปลอดภัย” เด็กผู้หญิงพูดด้วยใบหน้าที่ดูมึนงงเล็กน้อย

            “นั่นสิน่ากัลปณาจัง ฉันเองก็สับสนเหมือนกันเลยตรงลงเป็นมีนาหรือเป็นคุณพี่ชายวิกตอเรียน้า” ทางปรางเองก็พูดแหย่เล่นเพิ่มเติมเสริมเล็กน้อย

            “โอเคๆ เหมือนจะยังไม่ได้อธิบายพวกเธอสินะขอโทษด้วย ฉันผู้หญิงตอนนี้คือตัวจริงน่ะชื่อเล่นที่เรียกมีนา ส่วนผู้ชายคือมันเป็นร่างแปลงฉันคิดชื่อให้เขาไม่ออกเลยใช้ชื่อจริงแทนเลยเรียกวิกตอเรีย” มีนาอธิบายโดยใช้เสียงเบาที่สุดแต่ก็เพียงพอที่สองคนนี้จะได้ยินพร้อมยื่นบัตรประจำตัวผู้ป่วยอธิบายประกอบ

            “หา! จริงหรือเนี่ยชื่อจริงนี่เลิศหรูอลังการงานสร้างระเบิดภูเขาเผากระท่อมมาก!” ปรางอุทานพร้อมจ้องบัตรประจำตัวของมีนาตาเป็นประกาย

            “นั่นก็เกินไปนะ แต่ก็ไม่น่าแปลกอะไรหรอกเพราะฉันตอนแรกแปลกแยกจะตายไปนิตอนเรียกขานชื่ออะไรก็ไม่มีคนสนใจมากนักหรอก” เด็กสาวในชุดผู้ป่วยบ่นพึมพำกับตัวเอง

            สายตาของมีนาเมื่อพูดประโยคนั้นเธอดูหดหู่ลงเล็กน้อย ทั้งนี้ก็อาจจะเป็นปกติของคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตายมักจะนึกย้อมหลังถึงเรื่องเก่าๆมากมายที่ตัวเองจดจำได้ และปรางก็รู้สึกได้ที่ความว้าเหว่ในเบื้องลึกในจิตใจนั่นผ่านสายตาของมีนา เมื่อรู้สึกดังนั้นปรางจึงพยายามหาเรื่องใหม่ๆที่จะดึงความสนใจมีนาออกจากจุดนี้ซึ่งก็เป็นโอกาสเหมาะเมื่อศิรินและมินทรีติดต่อธุระของตัวเองเสร็จแล้วและกำลังเดินตรงมาหาพอดี

            “นี่มีนาดูเหมือนว่าพวกศิรินจะไม่ปล่อยให้เธอเข็นเสาน้ำเกลือเล่นแล้วละ” ปรางสะกิดเพื่อนสาวพร้อมชี้ชายหนุ่มสองคนที่เดินใกล้เข้ามา

            สายตาของมีนาไล่มองไปตามปลายนิ้วของเพื่อนสาวก่อนที่จะเห็นชายหนุ่มสองคนเดินเข้ามาควบคู่กัน ซึ่งดูสีหน้าแล้วไม่ค่อยสู้ดีทั้งคู่ถึงอย่างงั้นพอพวกเขาสัมผัสถึงสายตาของผู้หญิงทั้งสามคนก็พยายามปั้นหน้าให้ดูปกติที่สุด

            “เป็นยังไงบ้างดูพวกนายรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ” มีนาถามพร้อมมองหน้าชายหนุ่มทั้งสองสลับไปมา

            “ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีเอาเป็นว่า...ผู้บัญชาการหน่วยของฉันบีบให้ทีมหาตัวมอนตี้ให้เร็วที่สุดน่ะ คงจะได้ข้อความอะไรบางอย่างจากส่วนกลางละมั้งรู้สึกไม่ค่อยดีเลยแฮะ เอาเป็นว่าฉันต้องขอตัวแล้วละไว้คืบหน้าจะหาทางติดต่อมานะ”

            มินทรีกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งเครียดก่อนจะยกมือโบกลาและรีบเดินจากไปในทันที ทางพวกมีนาก็ได้แต่โบกมือตอบกลับและมองไล่หลังเขาไป ปรางเองก็ทำสีหน้าไม่พอใจนักที่มินทรีจู่ๆก็ขอตัวลาไปกะทันหันแบบนี้ด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่มีนาดูเหมือนจะเข้าใจถึงหน้าที่ของเขาดี

            “เอาน่าปรางหมอนั่นเขาก็เป็นแบบนี้ละ อธิบายอะไรไม่เป็นแล้วก็ทำหน้าเครียดตลอด”มีนาพูดกับปรางที่ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจในตัวตนของหัวหน้าทีมชาวชามบาเลี่ยน

            “หวังว่าศิรินจะไม่หนีมีนาที่เจ็บไข้ได้ป่วยไปแบบนั้นอีกคนใช่ไหม?” ปรางเอ่ยขึ้นพร้อมหันหน้าไปหาชายหนุ่มผมดำผู้มีสายตานิ่งเฉยและใช้มันมองมายังมีนา

            “...พ่อของฉันอยู่ในเหตุการณ์ของอีกโรงเรียนตอนนี้กำลังจะผ่าตัดและต้องการใช้เลือดน่ะ ขอโทษด้วยนะมีนาฉันคงต้องไปแล้วละ...”

ศิรินพูดด้วยเสียงราบเรียบไร้อารมณ์เช่นเคยแต่สายตาที่เย็นชาของเขากลับฉายแววเป็นกังวลออกมาให้เห็น และมีนาก็พอทราบดีอยู่แล้วว่าพ่อของศิรินนั้นเป็นอาจารย์ปกครองของโรงเรียนชายล้วนที่เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันและดูท่าทางอีกฝั่งนั้นก็คงจะรุนแรงกว่าทางด้านโรงเรียนของพวกมีนามาก และเมื่อสังเกตไปโดยรอบแล้วในโรงพยาบาลคนเจ็บส่วนมากนั้นก็มาจากทางโรงเรียนชายล้วนทั้งนั้น เพราะแบบนี้มีนาจึงไม่ตกใจมากนักเมื่อรู้ข่าวจากปากศิริน

      “พ่อของนายคงจะปกป้องนักเรียนที่นั่นอย่างสุดความสามารถ...ไม่ต้องห่วงฉันหรอก ไปหาพ่อของนายเถอะ”

      เมื่อมีนาพูดจบพร้อมกับรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าศิรินก็จับมือของมีนามากุมไว้พร้อมกับให้กระดาษโน๊ตเล็กๆแผ่นหนึ่งกับเธอ เขากุมมือของเด็กสาวไว้นานกว่าจะค่อยๆปล่อยมันออกและยังคงจ้องมองรอยยิ้มของเธอไว้ก่อนจะค่อยๆถอยห่างออกจากเธอและเดินจากไป ถึงแม้จะเดินไปจนถึงหัวมุมบันไดแล้วเขาก็ยังหันกับมามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเด็กสาวพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มกว้างให้อีกครั้งร่างของเขาเริ่มขยับและวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีคำพูดใดๆต่อจากนั้นที่เหลือไว้มีเพียงกระดาษโน๊ตสีเหลืองอ่อนแผ่นเล็กๆในมือของมีนา

      “พ่อของศิรินน่าเป็นห่วงจัง ฉันชักจะอยากรู้แล้วว่าที่โรงเรียนชายล้วนเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”ปรางเอ่ยด้วยความสงสัย ในระหว่างนั้นเองเธอก็เลือบตามองไปยังกระดาษที่อยู่บนมือเพื่อนสาว

           “ที่ศิรินให้มาเหมือนจะเป็นเลขเตียงผู้ป่วยกับชั้นที่อยู่น่ะ” มีนาบอกเพื่อนสาวที่ดูท่าทางสงสัยใคร่รู้

            “ของพ่อของศิรินเหรอ?”

            “ไม่หรอกเป็นเตียงของห้องผู้ป่วยรวมมีชื่อเขียนไว้ว่าฐิติ ศิรินคงอยากให้เราไปหาเขาละมั้ง?”

            ดูเหมือนเมื่อมีนาพูดชื่อนี้ขึ้นดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนในกลุ่มนึกอะไรขึ้นได้ มือน้อยๆยกขึ้นโบกไปมาเพื่อเรียกร้องความสนใจของหญิงสาว เด็กผู้หญิงผมเปียกำลังยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้นพร้อมกับรีบบอกกับพี่สาวทั้งสองคน

            “คุณลุงไงละ! คุณลุงใจดีที่ให้ของกินแล้วก็ช่วยฉันไว้ตอนแรก รู้สึกว่าคุณศิรินจะเรียกชื่อนี้ว่าเป็นรุ่นพี่...” กัลปณาเอ่ยแต่เหมือนมีนาจะนึกได้ก่อนที่เธอจะพูดจบ

            “อ่อ รุ่นพี่ฐิตินี่เองลืมไปซะสนิทเลยนะเนี่ย...เอาเป็นว่าเราไปเยี่ยมเขากันเถอะนะ...” มีนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อยๆต่ำลง ดูเหมือนว่าเธอจะหน้ามืดลงชั่วครู่และมือข้างที่เกาะเสาน้ำเกลือไว้ก็ดูท่าโครงเครงเล็กน้อย

            ปรางเห็นดังนั้นจึงตั้งใจจะเข้าไปประคองร่างกายที่เริ่มแสดงอาการไม่ปกติของมีนา แต่มือข้างหนึ่งของผู้ป่วยสาวก็ยกขึ้นมาบอกเพื่อนสาวว่ายังพอที่จะยืนด้วยตัวเองไหวอยู่ ดวงตาที่ฉายแวววิตกปรากกฎขึ้นบนใบหน้าของปรางและนั่นก็ถูกตอบกลับด้วยรอยยิ้มจางๆของหญิงสาวผมสีแปลก

            “...เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันนำทางไปหารุ่นพี่เองดีกว่า ต้องรีบหาที่ให้เธอนั่งพักแล้วละมีนา” หญิงสาวเอ่ยพลางดันแว่นกรอบเงินของเธอขึ้นราวกับพยายามปิดบังใบหน้าที่เป็นกังวลนั้น มืออีกข้างก็แบออกเพื่อให้เพื่อนสาวส่งกระดาษที่จดที่อยู่ของรุ่นพี่ฐิติมาให้เธอ

            เห็นดังนั้นมีนาถึงส่งกระดาษโน๊ตสีเหลืองให้ปรางแต่โดยดี พร้อมกันนั้นก็หันไปพยักหน้าให้เด็กสาวกัลปณาและส่งยิ้มน้อยๆ มือข้างหนึ่งจับเสาน้ำเกลือเอาไว้ส่วนมืออีกข้างที่ว่างอยู่ได้ถูกยื่นไปให้เด็กผู้หญิงข้างๆ มือน้อยๆเอื้อมมาสัมผัสกับมือที่ซีดกว่าปกติของหญิงสาวและกุมมันไว้ โดยไม่รู้เลยว่าเจ้าของมือข้างนั้นที่เคยให้คำสัตย์ไว้ว่าจะปกป้องเธอด้วยพลังทั้งหมดที่มีกำลังนับถอยหลังสู่การโรยราที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมาดังเดิม

 

            หญิงสาวสามคนเดินทางไปยังห้องของผู้ป่วยรวมซึ่งโดยปกติแล้วมีนามักจะนึกภาพห้องแบบเช่นว่าไม่ออกนัก เนื่องจากเธอได้รับสวัสดิการบางส่วนจากของคุณแม่ที่เมื่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อไหร่ก็จะได้ห้องพิเศษอยู่เสมอ และเท่าที่คิดไว้พ่อของศิรินที่รับราชการครูอยู่ก็น่าจะเช่นกัน ดังนั้นเท่าที่เป็นไปได้ห้องผู้ป่วยรวมน่าจะหมายถึงห้องปกติที่คนทั่วไปจะได้อยู่อาจจะเป็นเพราะกรณีที่ผู้ป่วยคนนั้นๆไม่มีสิทธิพิเศษหรือทุนทรัพย์มากเท่าไหร่

            และเมื่อทั้งสามคนมาถึงมันกลับไม่ได้เป็นดังที่หวังไว้มากนัก สภาพเตียงที่เรียงกันเป็นแถวและก็ยังมีเตียงที่ตั้งล้นออกมาจากห้องอีกต่างหาก ความเงียบของบริเวณนี้ที่ใช้เพื่อให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนกลับเป็นเสียงเข็นของล้อเลื่อน การสนทนาของบรรดาหมอ พยาบาล และผู้ป่วย บ้างครั้งก็เป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่ฟังดูแล้วน่าเวทนา ในกรณีของสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้แล้วก็เป็นเรื่องปกติที่มันจะไม่เป็นดังที่คาดไว้กลับกันมันกับสะท้อนความโหดร้ายมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย

            สายตาสีดำข้างและเทาข้างหนึ่งต่างมองผู้คนโดยรอบห้อง ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชายโดยมากและเธอไม่ค่อยคุ้นหน้าคาดตาเท่าไหร่นัก แต่ภาพที่น่าหวาดกลัวและบาดแผลของพวกเขานั้นก็ทำเอาเธอต้องละสายตาจากพวกเขา มือของเธอเริ่มกำมือของเด็กสาวไว้แน่นขึ้นพร้อมลากเสาน้ำเกลือเดินตามหลังเพื่อนสาวต่อไป มีนาพยายามตีกรอบสายตาของตัวเองให้อยู่เฉพาะในแผ่นหลังของปรางเท่านั้นและในหัวก็คิดเรื่องต่างๆนาๆเกี่ยวกับรุ่นพี่ฐิติ จากความทรงจำของเธอดูเหมือนรุ่นพี่จะแผลลึกอยู่พอสมควรที่ทำให้เสียเลือดได้มากแต่เด็กสาวข้างกายเธอนามว่ากัลปณาผู้นี้เป็นคนที่ใช้พลังของอมนุษย์ยื่นชีวิตของเขาเอาไว้

            “อะ...นั่นไง ฉันเจอแล้ว!” ปรางส่งเสียงบอกเมื่อเธอเริ่มเห็นร่างของรุ่นพี่ฐิติ

            “แย่จังน่า ฉันคิดว่าเธอจะพาหลงซะอีก” มีนาเอ่ยพร้อมกับยื่นหน้าออกไปมองยังทิศทางตามสายตาของปราง

            ร่างของชายหนุ่มปรากฏขึ้นในสายตาของมีนา ส่วนสูงที่ทำให้ปลายเท้าของเขาเลยปลายเตียงออกมาเล็กน้อย ผมหยักศกพร้อมหนวดเคราบนใบหน้าที่หันมาให้ความสนใจกับเสียงของพวกเธอ รุ่นพี่ฐิติยังคงอยู่ในชุดของนักเรียนอยู่เลยแม้ว่าบาดแผลของเขาจะมีสำลีหรือผ้าพันไว้ก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพเช่นว่าคงเป็นการรักษาแบบขอไปทีเท่านั้นซึ่งดูจากเหตุการณ์ที่มีคนเจ็บมากมายขนาดนี้แล้วคงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

      แต่นั่นก็ไม่ได้สร้างความตกใจให้กับเธอมากไปกว่าร่างอีกร่างหนึ่งที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆกัน ดวงตาสีฟ้าที่จ้องมายังพวกมีนาพร้อมกับเส้นผมสีทอง ใบหน้าที่ดูแสดงความเจ้าเล่ห์ผสมกับโครงหน้าที่ดูเข้ารูป ริมฝีปากและจมูกที่ดูโดยรวมมีเสน่ห์ไม่น้อย ความหล่อที่หากชายผู้นี้ตั้งใจจะกระชากใจหญิงใดก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็น ถ้าหากมีนาไม่คุ้นเคยมาก่อนก็คงต้องหลบสายตาที่เฉียบคมของชายที่มีเชื้อสายฝั่งตะวันตกนั่นไปแล้ว

            “ธันวา...” เสียงของมีนาที่แหบแห้งกว่าปกติเล็กน้อยเอ่ยสั้นๆราวกับขอความมั่นใจจากการตอนสนองของอีกฝ่าย

            “ยัยหงอก...” ชายคนนั้นตอบกลับมาด้วยคำเรียกเฉพาะที่เขาชอบใช้

            ทั้งสองกับจ้องมองสภาพของอีกฝ่ายสักพัก ร่างกายของธันวานั้นมีบาดแผลอยู่เยอะมากและส่วนใหญ่จะเป็นรอยถลอกกับรอยช้ำ แต่ที่เด่นชัดจนว่างตาไม่ได้คือแขนกับขาของเขาที่แต่ละข้างใส่เฝือกหนาเลยทีเดียว ทางด้านธันวาก็จ้องมามายังผมของมีนาเช่นกันก่อนจะไล่ลงไปที่ใบหน้า ริมฝีปาก รวมไปถึงมือเอาเรียวเล็กที่ดูซีดเซียวและถูกเจาะสายน้ำเกลือที่ห้อยระโยงระยางอยู่บนเสาโลหะ

            “เธอ/นายไปโดนอะไรมาเนี่ย?” เสียงสองเสียงของหนุ่มสาวเอ่ยถามขึ้นพร้อมกันราวกับว่านัดกันไว้

            ทั้งสองนิ่งเงียบไปสักครู่ทั้งตกใจที่อีกฝ่ายนั้นเอ่ยคำถามเดียวกันทั้งนึกคำตอบที่จะตอบอีกฝ่ายไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวและชายหนุ่มก็อดที่จะยิ้มให้กันไม่ได้ทั้งๆที่อยู่สภาพแบบนี้แต่พอได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายจู่ๆความรู้สึกอุ่นใจก็เกิดขึ้นกับทั้งสอง เมื่อธันวาเห็นรอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้าเขาก็รู้โล่งใจปนเขินอายเล็กๆและหันหน้าหลบสายตาไป มีนาค่อยๆทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงของธันวาก่อนจะเคาะเฝือกของเขาเล็กน้อย

            “ได้ข่าวว่าทางด้านโรงเรียนนายนี่หนักใช่เล่นเลยนิ...พอเห็นหน้าก็ดีใจนะที่นายยังไม่ตาย” มีนาเอ่ยพร้อมกับมองไปที่ชายผมทองที่พยายามเอาหัวตัวเองมุดเข้าไปในหมอน

            “เหมือนกันละ โทษทีนะตอนนี้ฉันกำลังยิ้มแบบทุเรศๆอยู่ เท่าที่ฉันจำได้เธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลไปแล้วดูสิตอนนี้เธอก็กลับมาเข้าโรงพยาบาลอีกรอบพอคิดแล้วมันก็จี้ดีว่ะ...ฮ่าๆๆ” ธันวาพูดพร้อมกับเสียงหัวเราะแห้งๆตามมา

            “ออ...งั้นเหรอ ฉันนึกซะว่านายกำลังอายที่ฉันมาเห็นสภาพเละเทะของนายซะอีก”

            ในระหว่างที่มีนากับธันวากำลังเสียดสีกันนั้นร่างเล็กๆร่างหนึ่งก็กระโจนเข้าใส่รุ่นพี่ฐิติอย่างเต็มแรง และร่างนั้นก็คือกัลปณาที่กอดรุ่นพี่พร้อมกับยิ้มกว้างอย่างหุบไม่อยู่ ดูท่าทางเธอจะดีใจมากที่คุณลุงแสนดีของเธอจะปลอดภัย ส่วนทางด้านรุ่นพี่ฐิติแม้จะดีใจด้วยแต่ดูจากสีหน้าที่กัดฟันแทบจะสำลักความจุกกับเจ็บแผลนั่นก็มองแล้วท่าทางไม่สู้ดีนัก

            “คุณลุงไม่เป็นอะไรจริงๆด้วยเท่านี้พวกเราก็รอดครบทุกคนแล้วละคะ ฉันดีใจมากเลย!” กัลปณาพูดเสียงใสและกอดแน่นไม่ยอมปล่อย

            “ชะ...ใช่แล้วสาวน้อย... แต่...ถ้าทำแบบนี้ลุงคงไม่รอดไปกับพวกเธอแล้วละนะ...อัก...” รุ่นพี่ฐิติเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน

            “กัลปณา! ทำแบบนั้นไม่ได้นะ รุ่นพี่เขาเจ็บอยู่เดี๋ยวก็ได้แย่กันพอดีหรอก” ปรางพูดห้ามพร้อมกับดึงตัวเด็กสาวผมเปียยาวลงจากเตียงผู้ป่วย

            ความสุขเล็กๆที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์แย่ๆมามากราวกับฟ้าที่สดใสหลังพายุฝนโปรยปราย แม้ว่ามันจะไม่ยั่งยืนแต่มันก็ช่วยให้ลืมความรู้สึกหดหู่ในจิตใจได้ไม่มากก็น้อย สายตาสีฟ้าของชายหนุ่มแอบชำเลืองมองไปยังใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มพลางใช้สายตาคู่งามข้างละสีของเธอมองดูการหยอกล้อและบทสนทนาของคนที่เหลือ ที่จริงแล้วธันวาก็อาจจะมีเรื่องที่อยากถามอยู่บ้างเช่นเดียวกับมีนาแต่ว่าในเวลานี้เขาคงต้องเก็บเงียบไว้ก่อน อย่างน้อยก็เนื่องในโอกาสแสนน่ายินดีที่พวกเขายังคงมีลมหายใจอยู่

            “พวกรุ่นพี่ฐิติถึงมือคุณหมอบ้างหรือยังคะ ดูสภาพแต่ละคนยังอยู่ชุดเดิมกันอยู่เลย” มีนาเอ่ยถามชายผู้ที่กำลังลูบผมเปียของเด็กผู้หญิง

            “อ่า...ก็นะได้ห้ามเลือดทำแผลอะไรไปบ้างแล้วละ แต่ที่จริงก็มีนัดผ่าตัดด้วยละอย่างที่เห็นคนมันเยอะคงต้องให้คนที่เขาฉุกเฉินกว่าไปก่อน” รุ่นพี่ฐิติพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆ

            “ก็ตามนั้นละทางด้านโรงเรียนสหคนเจ็บไม่เยอะเท่าไหร่ แต่โรงเรียนฉันนี่ระดับยอดมนุษย์สู้กันเลยนะ” ธันวาพูดเสริมในขณะนั้นก็หยิบกล้วยหอมซึ่งเป็นของเยี่ยมไข้ของเตียงข้างๆมากิน

            “อืม พอได้ยินมาบ้างผู้หญิงคนเดิมกับตอนคืนพระจันทร์เต็มดวงสินะ รู้สึกว่านายจะรู้จักเธอเหมือนกันนิฉันได้ยินตอนแรกก็ตกใจอยู่เหมือนกัน” มีนาพูดพร้อมกับจ้องใบหน้าของธันวาที่แทบจะสำลักกล้วยออกมา

            ชายหนุ่มผมทองกลั้นใจกลืนกล้วยในปากลงคอและเขาก็หันมาจ้องแววตาของมีนาแววหนึ่งแล้วก็หันกลับ ในตอนนี้ราวกับเขากำลังหยุดครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วครู่หนึ่งเท่านั้น

            “เออ...มะ...ไม่หรอกฉันไม่รู้จัก” เสียงของชายหนุ่มพูดแต่ก็ฟังแล้วติดๆขัดๆ

            “แต่ว่าตอนฉันติดอยู่ในป่าเมื่อตอนนั้นเด็กคนนั้นเป็นคนพูดออกมาเองนะ?” หญิงสาวเอ่ยพร้อมจ้องสายตาสีฟ้าของธันวาไม่กระพริบ

            “...ฉันคิดว่าเธอคงจำผิด...ไม่ก็คงอยู่ในป่าจนหลอนละมั้ง?” คำพูดของธันวาเหมือนกับพยายามปิดบังอะไรสักอย่าง แต่ก่อนที่มีนาจะถามไปมากกว่านี้เขาก็หันผลกล้วยที่เขากำลังกินอยู่มาจ่อปากของหญิงสาว

            มีนาจ้องมองกล้วยที่รอยกัดไปคำหนึ่งอยู่สักหลังจากนั้นก็ตัดสินใจอ้าปากและงับมันไว้ แต่เธอไม่ยอมกัดมันทันทียังคงอมมันไว้ในปากแบบนั้นพร้อมกับใช้สายตาสีดำและเทาของเธอจ้องมองลงไปในนัยตาสีฟ้าอย่างจริงจัง ราวกับพยายามจับผิดอะไรสักอย่างจากชายตรงหน้าที่เหงื่อเริ่มหยดเป็นเม็ดออกมา

            “...ถ้าจะกินก็กินมันเข้าไปสักทีสิฟร่ะ อมไว้อย่างงั้นมันเสี่ยวนะโว้ยยัยหงอก!” ธันวาขึ้นเสียงเพราะทนสถานการณ์ระทึกตรงหน้าไม่ได้

            มีนากัดกล้วยหอมพร้อมกลับหันหน้ากลับเมินธันวาในทันที ในระหว่างที่เธอเคี้ยวมันอยู่ก็รู้สึกอารมณ์เสียอยู่บ้างที่ไม่ได้คำตอบว่าทั้งสองนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่เพราะความหวานจากน้ำตาลในปากก็พอจะคลายความรู้สึกขุ่นเคืองไปได้ เมื่อมานึกย้อนดูอีกทีเหมือนว่าเธอจะไม่ได้กินอะไรมานานมากพอตัวเหมือนกัน

            “มีนาอยู่ห้องพิเศษใช่ไหมละ พอมาเห็นห้องผู้ป่วยรวมแล้วคงรู้สึกว่ามันไม่สะดวกสบายเท่าไหร่สินะ?” รุ่นพี่ฐิติถามหญิงสาวที่กำลังเคี้ยวผลไม้อยู่

            “ที่จริงฉันก็ไม่ได้ติดหรูขนาดนั้นหรอกคะ ห้องส่วนตัวแบบนั้นมันเงียบเหงาจะตายไม่แน่ที่นี่อาจจะดีกว่าก็ได้ จริงสิรุ่นพี่กับธันวาได้เตียงข้างกันนิเหมือนรุ่นพี่บอกว่ารู้จักกับธันวาใช่ไหม?”

            เมื่อมีนาถามความสัมพันธ์ของธันวากับหญิงสาวปริศนาไม่ได้ เธอจึงตั้งใจพุ่งเป้ามายังความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่ฐิติแทน ซึ่งดูเหมือนว่ารุ่นพี่จะมองบนเพื่อนึกหาคำตอบอยู่สักพักก่อนที่จะตอบคำถามนั้นออกมา

            “จะว่ายังไงดีละ ถ้าเล่าตั้งแต่ต้นก็คงเด็กที่มาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เดียวกัน...ตอนนี้ก็คงเป็นคล้ายกับพี่น้องร่วมสาบานกันสามคนละมั้ง ส่วนเรื่องที่ได้เตียงใกล้ๆกันฉันลองขอพยาบาลดูน่ะ นี่ไงติดกันสามเตียงตามนี้เลย” รุ่นพี่ฐิติพูดพร้อมกับยื่นกระดาษรายชื่อผู้ป่วยให้

            มีนาสงสัยเล็กน้อยที่รุ่นพี่พูดไว้ว่าสามคนจึงรับกระดาษแผ่นนั้นมาซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นแผนผังห้องผู้ป่วยและมีชื่อของเจ้าของเตียงกำกับไว้ เธอใช้สายตากวาดไล่ลงมา ธันวา ฐิติ แล้วก็...

            พรึ่บ!

            ก่อนที่มีนาจะได้อ่านชื่อของพี่น้องร่วมสาบานคนที่สาม มือของชายหนุ่มที่เอื้อมออกมาจากข้างหลังเธอก็ได้คว้ามันออกไปจากมือของเธอเสียก่อน สายตาของเธอค่อยๆไล่ตามแขนนั้นไปอย่างช้าๆจนพบชายหนุ่มผมดำคนหนึ่ง ดวงตาสีดำสนิทนั้นมองตรงมายังมีนาแสดงออกถึงท่าทีที่ตื่นตัวเล็กน้อย ในมือของเขาคือกระดาษรายชื่อที่เพิ่งแย่งจากมือเด็กสาวไปเมื่อครู่ รอยยิ้มแหย่งๆที่ปรากฏบนใบหน้าของเขากำลังสื่อถึงคำขอโทษและอับอายในคราวเดียวกัน มีนาจ้องมองใบหน้าของเขาอยู่นานก่อนที่อีกฝ่ายจะเป็นคนทำลายความเงียบนั้นซะเอง

            “ขอโทษนะครับ คือ...ว่า...ผมเพิ่งกลับจากห้องน้ำแล้วเห็นว่าคุณกำลังอ่านรายชื่อแล้วแบบว่านามสกุลของผมมันน่าอายก็เลย...” เด็กหนุ่มพูดอย่างตะกุกตะกักเพื่อพยายามแก้ตัวกับสิ่งที่ทำลงไป

            “ไม่เป็นไรคะ ฉันเป็นฝ่ายที่ต้องขอโทษต่างหากที่ทำอะไรตามใจตัวเอง” มีนาเอ่ยขอโทษโดยเข้าใจว่าเป็นความผิดของเธอ

            เด็กหนุ่มผมดำที่ดูท่าทางอ่อนน้อมค่อยๆเดินผ่านเตียงของธันวาและฐิติไป เขาทิ้งตัวลงบนเตียงของตัวเองที่อยู่ในสุดข้างๆกับเตียงของรุ่นพี่ฐิติ หลังจากนั้นก็รีบคลุมโปงตัวเองอย่างรวดเร็ว สายตาของมีนายังคงจับจ้องอยู่ที่เขาสักพักแต่ก็ดูเหมือนเขาจะนอนนิ่งๆอยู่ใต้ผ้าห่มนั่นโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว หญิงสาวผมสีแปลกจึงละสายตาหันกลับไปมองธันวาและรุ่นพี่ฐิติสลับกันไปมา

            “นั่นไงน้องสุดท้องของพวกเรา” รุ่นพี่ฐิติเอ่ยสั้นๆ

            “คือ...เจ้าหมอนั่นก็ชอบเป็นอย่างงั้นของมันแหละ...อย่าไปใส่ใจมันมากเลยนะ” ธันวาพูดแก้ต่างให้เด็กหนุ่มที่กำลังขดตัวอยู่ในผ้าห่ม

           “ไม่เป็นไรหรอก ก็ดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนที่แย่ตรงไหนนี่นา” มีนาพูดกับพี่ชายร่วมสาบานทั้งสอง แต่ก็ยังคงแอบมองเตียงข้างในสุดนั้นเป็นระยะๆ




NEKOPOST.NET