Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 10.5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.10.5 - *เสริมบทครรชิต เสียงที่ไปไม่ถึงของกัลปณา [first write]


          ฉันมีชื่อว่ากัลปณาคะ ถึงแม้ฉันจะดูมีความเป็นมนุษย์ที่แสดงออกมาในลักษณะภายนอกแต่ฉันก็เป็นแบนชีคะ จริงๆแล้วก็เป็นอมนุษย์นั่นแหละแต่ดูเหมือนพอพยายามอธิบายให้ใครเข้าใจเท่าไหร่พวกเขาก็ไม่ค่อยเชื่อกันเลย ในขณะที่พวกนักล่าที่ต้องการตัวฉันนั้นกลับหาตัวฉันได้ไม่ยากเย็นเลยสักนิด ตัวฉันเองถูกไล่ล่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะจำความได้คุณพ่อหรือคุณแม่เองก็ยังไม่เหลือแม้แต่ความทรงจำเกี่ยวกับพวกท่านเลยสักนิด โดนไล่จับตัวบ่อยครั้งจนเลขอายุปีของฉันยังดูน้อยกว่าจำนวนครั้งที่ถูกพวกนักล่าทำให้ต้องทิ้งที่อยู่ที่เคยซุกหัวนอนซะอีก เพราะงั้นฉันจึงมีภูมิต้านทานกับเรื่องที่รุนแรงมากกว่าเด็กทั่วไป แต่ก็ยังหวาดระแวงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกนักล่าไม่หาย ฉันคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกแบบนั้นแหละเพียงแต่มันอาจจะเป็นเพราะความโชคร้ายของเองฉันก็ได้ ในตอนนี้ฉันกำลังนั่งทำตัวเป็นตุ๊กตาอยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ก็คงต้องย้อนไปเล่าถึงเหตุการณ์ที่นับได้ว่าบีบคั้นหัวใจที่สุดเท่าที่ชีวิตแสนเลวร้ายของฉันเคยพบมา

          ฉันได้พบเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเหมือนแสงสว่างในความมืดมิดของชีวิต เธอบอกให้ฉันมีชีวิต เธอบอกให้ฉันหยุดโศกเศร้า เธอบอกให้ฉันต่อสู้กับความเลวร้าย แต่ในขณะที่เธอกำลังจะไปช่วยเพื่อนของเธอ ฉันคลาดกับเธอเพียงแค่ไม่กี่นาทีและท้ายที่สุดเมื่อฉันวิ่งไปถึงเธอก็นอนสิ้นสติอยู่ที่พื้นเสียแล้ว อันที่จริงฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรอกแต่ว่ามันคงจะไม่มีทางเป็นแบบนี้ถ้าเกิดฉันไม่เริ่มต้นทุกอย่างให้มันดำเนินมาจนถึงตอนนี้ หลังจากนั้นเสียงรถพยาบาลตำรวจก็ดังขึ้นเต็มไปหมด ฉันได้ยินเพื่อนสาวของเธอตะโกนเรียกชื่อเธอซ้ำไปมาในตอนนี้พวกเขายกร่างที่ไร้สตินั้นขึ้นรถพยาบาลไป และระหว่างที่เดินทางคุณศิรินก็ได้แต่นั่งตัวเกร็งจ้องมองใบหน้าที่แน่นิ่งนั้นโดยไม่วางตา ฉันรู้สึกได้ถึงความเศร้า ความวิตก และความรู้สึกผิดจากทุกคน แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วคนที่ควรแบกรับความผิดนั้นอาจจะเป็นฉันก็ได้

          “ใช่แล้วละ ฉันมันเป็นคนทรยศ”

 

          ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ ความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวด ความหวาดกลัวในตอนนั้นมันได้ถาโถมเข้ามาในจิตใจของฉัน พวกนักล่าผู้ที่มีตราสัญญาลักษณ์กำลังวิ่งไล่ต้อนฉัน ในหัวนี้คิดได้แค่เพียงวิ่งหนีให้เร็วที่สุดแม้สายฝนจะบดบังทำให้ไม่เห็นเส้นทางข้างหน้า เพราะแบบนั้นแม้แต่พื้นที่ไม่เพียงพอให้ทรงตัวได้ฉันก็ไม่อาจรู้ ราวกับมีอะไรเหนี่ยวรั้งขาของฉันก็มีอาจแบบรับร่างกายได้ ใบหน้าของฉันกระแทกลงกับพื้นที่เปียกไปด้วยแอ่งน้ำมันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บเพิ่มขึ้นเลยเพียงแต่เพิ่มความกลัวให้ฉันมากขึ้น ทุกครั้งที่ฉันช้าลงนั้นหมายความว่าพวกนักล่าข้างหลังจะมาถึงตัวฉันเร็วขึ้น สายตาของฉันหันมองกลับไปเห็นพวกเขากำลังใกล้เข้ามา

          “ไม่นะ...ไม่...ได้โปรด ฉันไม่ได้ทำร้ายอะไรใครทั้งนั้น...” ฉันเอ่ยอ้อนวอนแต่ดูเหมือนว่าเสียงของฉันจะไปไม่ถึงพวกเขาเลยสักนิด พวกเขาอยู่ใกล้มากจนฉันเห็นใบหน้าที่น่ากลัวพวกนั้น

          ในหัวมันบอกให้หนี วิ่งออกไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุด แต่ขาของฉันไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป มันสูญเสียสภาพไม่อาจจะนำร่างของฉันลุกยืนขึ้นได้อีกต่อไป ฉันได้แต่ภาวนาในใจและลากขาที่บาดเจ็บนั่นคลานต่อไป แม้จะรู้ดีว่าถึงทำแบบนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้หนีพวกเขาพ้นเลยสักนิด ความเจ็บปวดจากของแข็งที่กระแทกเข้าหลังของฉันได้ตอกย้ำความโง่เขลานั่น มันทำให้ร่างกายของฉันนอนราบไปกับพื้นที่เปียกไปด้วยน้ำฝน ในตอนนี้น้ำตา น้ำลาย หรือน้ำฝน กับความเจ็บปวดมันจุกอยู่ในคอฉันอย่างแยกไม่ออก ตามมาด้วยความหนาวเย็นที่ทำให้ฉันรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้น

          และในตอนนั้นเองสายตาของฉันก็ได้เห็นพวกนักล่าที่เริ่มรายล้อมตัวฉันมากขึ้นเรื่อยๆสายตาที่น่ากลัวทุกคู่กำลังจ้องมองฉันเหมือนสัตว์ป่า พวกลากร่างเล็กๆของฉันพร้อมกับยัดเยียดกุญแจมือเหล็กใส่ข้อมือทั้งสอง แม้จะพยายามดิ้นรนหรือขัดขืนเท่าไหร่แต่กำลังของฉันตอนนี้ก็ไม่อาจสู้แรงของพวกเขาได้ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาตามมาจนทันและจับตัวฉันได้ พอเริ่มรู้ตัวได้ว่าในตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในกำมือพวกเขาและจะไม่มีวันหนีได้อีก ฉันก็เริ่มกัดฟันแน่นและน้ำตาอุ่นๆก็ไหลออกมาอาบแก้มไม่หยุด

          “...ได้โปรด...ปล่อยฉันไป ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ...ทำไมพวกลุงๆถึงต้องทำแบบนี้ด้วย” ฉันยังคงร้องวิงวอนของความเมตตาต่อไปแต่ก็ได้รับการตอบรับด้วยสายตาที่เย็นชาพวกนั้น

          “เอาที่ปิดปากมาเร็วเข้า เธอยังส่งเสียงออกมาได้ เร็ว!” ชายคนหนึ่งเรียกที่ปิดปากมา ก่อนที่จะพยายามสวมให้กับฉันที่กำลังพยายามดิ้นรนสะบัดหน้าขัดขืนสุดแรงที่มี

          ฉันรู้ดีรู้ดีที่สุดว่าที่เขาต้องทำอย่างนั้นเพราะฉันเป็นแบนชี ถึงฉันเป็นอมนุษย์ที่ไม่ต่างจากคนทั่วไปแต่สิ่งเดียวที่ฉันใช้ต่อสู้ได้ก็คือเสียงที่ทรงพลังของฉัน ฉันไม่เคยเปล่งเสียงที่ทรงพลังมาก่อนแต่นั่นมันก็เป็นโอกาสเดียวของฉัน ถึงจะไม่สำเร็จแต่ถ้าไม่ทำมันก็คงต้องถูกจับไปอยู่ดี เมื่อมันรวมเข้ากับความหวาดกลัวที่ฉันมีอยู่แล้วก็ไม่ยากเลยสำหรับการตัดสินใจ

          “อย่านะ...อย่า...ได้โปรดออกไป...ออกไปจากตัวฉัน!” ฉันตะโกนร้องด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น ดังขึ้นเรื่อยๆ และฉันก็สูดหายใจเข้าลึกๆครั้งสุดท้ายก่อนจะปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา

          กรี๊ดดดดดดดด....!!!!

          เหมือนมันจะได้ผลพวกเขาเริ่มรู้สึกเจ็บปวดและยกมือขึ้นปิดหูกัน แต่นั้นก็เป็นเพียงความหวังเพียงชั่วครูของฉัน มีบางอย่างได้แทงผ่านเสื้อผ้าและเข้าสู่ร่างกายของฉัน เสียงที่เคยทรงพลังค่อยๆเหือดแห้งหายไป และสิ่งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นก่อนสติจะถูกช่วงชิงไปคือเข็มฉีดยาที่ปักเข้ากับไหล่ของฉัน

 

          ฉันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่หนึ่งเดียวที่ฉันรู้คือฉันยังคงมีชีวิตอยู่ ฉันรู้สึกตัวพร้อมกับแสงไฟที่ส่องเข้ามาจากภายนอก ในตอนนี้รอบข้างมันมืดมากเกินกว่าจะมองเห็นสิ่งอื่นใด ร่างกายของฉันกำลังขดอยู่ในถุงผ้าแคบๆที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ ด้วยความกลัวและร่างกายที่อ่อนล้าจากฤทธิ์ยาทำให้ฉันไม่กล้าขยับเลยแม้แต่นิด ได้แต่จ้องมองแสงไฟภายนอกผ่านทางรอยขาดเล็กๆของถุงผ้า กลิ่นของสถานที่ที่ฉันอยู่ในตอนนี้ราวกับสถานที่วิจัยสักแห่ง กลิ่นของสารเคมีกลิ่นของกระดาษเอกสารรวมไปถึงดินปืนที่ลอยมาแตะจมูกเป็นระยะๆ พอคิดว่าชีวิตฉันคงจบสิ้นอยู่ในสถานที่แบบนี้หัวใจก็เริ่มเต้นเร็วและรัวขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาเบิกกว้างพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่เริ่มไหลออกมาจากหน้าผาก

          “นั่นมันของแบบไหนกันน่ะ?” เสียงชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นในระยะใกล้ผ่านเข้ามาในหูของฉัน

          “อา นี่น่ะเหรอแบนชีน่ะเอาไปส่งให้พวกเสื้อกาวน์” อีกเสียงเอ่ยขึ้นจากบนหัวของฉัน ทำให้รู้ที่แท้จริงแล้วถุงใบนี้อยู่บนหลังของเขานั้นเอง

          “เห้... นานๆที่จะได้ยินนะเนี่ย เอาไปเล่นกันสักหน่อยจะเป็นไรไหม?”

          พอฉันได้ยินแบบนั้นมันก็ยิ่งปลุกเร้าความหวาดกลัวในหัวของฉันมากขึ้น ฉันไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงจากการจับฉันมามันคืออะไรกันแน่ แต่ดูท่าคำว่าเล่นของพวกเขามันต้องไม่ใช่เรื่องดีสำหรับฉันเป็นแน่ ถึงแม้จะคิดแบบนั้นฉันก็ไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวตัวเลยแม้แต่น้อย ในใจก็เริ่มภาวนาให้ชีวิตของฉันถูกต่อยาวออกไปแม้อีกนิดก็ยังดี

          “เห้ย! พวกแกไอ้ที่อยู่ในถุงนั่นใช่แบนชีไหม!” คราวนี้มีเสียงที่สามพูดขึ้นฟังแล้วอ่อนวัยกว่าสองเสียงแรก เขามาพร้อมกับเสียงก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบและเสียงการทำงานของอุปกรณ์บางอย่าง

          “โอ้! นึกว่าใครที่แท้ก็เจ้ามิดกายร์นั่นเอง ถ้าแกไม่มั่นใจว่าภายในถุงนี้คืออะไรก็ลองยื่นหูเข้ามาดูสิรับรองเสี่ยวถึงใจแน่” เสียงผู้ชายที่แบกฉันอยู่กล่าวพร้อมกับตบเข้ามาในถุงทำเอาหัวใจของฉันเกือบเด้งออกจากอก

          “ได้ข่าวมาว่าโดนหมาน้อยงับแขนไปนี่ แล้วนั่นอะไรของเล่นใหม่ของแกเหรอ?”

          “หุบปากไปน่า! ส่งแบนชีนั่นมาซะอาจารย์ของฉันกับท่านแอลต้องใช้มัน!” เสียงชายหนุ่มตวาดลั่น

          แม้จะมีเสียงดีดลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์แต่ภายนอกถุงก็เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งและฉันก็ถูกแบกไปอีกทางหนึ่ง ทางเดินที่เคยมีแสงสว่างลอดเข้ามาในตอนนี้หายไปแล้ว เสียงเท้าดังสะท้อนก้องอยู่ในหูของฉันก่อนที่เสียงประตูที่เลื่อนออกจากกันจะเป็นตัวบ่งบอกสิ้นสุดการเดินทางและฉันก็ถูกโยนออกมาจากถุงใบนั้นทันที ดวงตาที่ยังไม่ทันปรับตัวเมื่อเจอแสงสว่างภายนอกมันทำให้ฉันต้องเอามือปิดอย่างช่วยไม่ได้ สิ่งแรกที่ฉันสัมผัสกลับเป็นอุณหภูมิของห้องที่เย็นกว่าสถานที่ที่ผ่านมาเมื่อครู่ แต่ก่อนที่ฉันจะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้นก็มีเสียงพูดถูกเอ่ยออกมา

          “แหม เป็นแบนชีที่ตัวเล็กน่าดูเลยนะเนี่ย อย่าบอกนะว่านี่คือโตเต็มที่แล้วน่ะ?” เสียงของชายที่ฟังดูละเมียดละไมเอ่ยกับฉัน

          “ไม่หรอกครับ พวกแบนชีนั้นถึงจะมีอายุขัยมากกว่ามนุษย์แต่ก็มีช่วงวัยเจริญพันธ์ใกล้เคียงกัน อย่างที่เห็นว่าเจ้าตัวนี้ยังเด็กอยู่” เสียงชายวัยกลางคนตอบ

          เมื่อสายตาของฉันเริ่มชินกับแสงภายในห้องฉันก็พบกับสภาพของที่ประชุมขนาดเล็กโต๊ะไม้ที่ถูกปูด้วยผ้าไหมอย่างดีพร้อมกับโคมไฟที่มีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ฉันนั่งอยู่บนผืนพรมขนาดใหญ่ที่มีสัมผัสหนานุ่มฟูและถูกถักทอด้วยลวดลายที่แปลกตา เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบกับร่างของชายสามคน คนแรกอยู่ใกล้สุดเขาเป็นคนที่แบกฉันเข้ามาในห้องนี้และดูอ่อนวัยที่สุดสิ่งที่เด่นเป็นพิเศษคือแขนข้างหนึ่งของเขานั้นเป็นเหล็กทำจากโลหะสีดำทั้งแขน ส่วนอีกคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุดเป็นชายวัยลุงคนหนึ่งที่มีบาดแผลฟกช้ำบนใบหน้าและมีบางนิ้วที่ถูกพันผ้าเอาไว้อีกด้วย และสุดท้ายคือชายที่แสดงใบหน้าดูเป็นมิตรกับฉันมากที่สุดเขาอยู่ในชุดสูทยาวดูมีภูมิฐานชาติตระกูลที่ดี น่าแปลกกว่านั้นคือลักษณะหน้าตาของเขาดูไม่เหมือนผู้คนที่ฉันเคยเห็นในถิ่นนี้เลยแม้แต่นิดเดียว จะว่าเป็นคนเอเชียก็ไม่ใช่หรือยุโรปก็ไม่เชิง

          “ทำบ้าอะไรของแกอยู่รีบลุกขึ้นแล้วให้อาจารย์กับท่านแอลเห็นหน้าชัดๆสิ!” ชายหนุ่มข้างๆฉันตะคอกเสียงดังใส่ ทำเอาฉันสะดุ้งดีดตัวลุกยืนขึ้นในทันที

          “ไม่เอาน่าคุณลูกศิษย์ของอันเดอร์พีชทำแบบนั้นเด็กก็กลัวแย่เลยน่ะสิ ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะคุณหนูเอาเป็นว่าก่อนอื่นเชิญนั่งก่อน” เสียงสุภาพของชายที่สวมเสื้อผ้าอย่างดีเอ่ยพร้อมกับยื่นมือเชิญฉันให้นั่งเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด

          แม้จะเป็นคำพูดเชื้อเชิญที่ดูเป็นมิตรแต่ลึกๆเมื่อมองเข้าไปในดวงตาที่คมกริบของเขาแล้วมันทำให้ฉันรู้สึกกดดันไม่น้อยจนต้องยอมทำตามแต่โดยดี และถึงจะได้นั่งอยู่บนเก้าอี้นุ่มสบายอยู่ก็ตามแต่ฉันกลับรู้สึกเกรงไปทั้งตัวเพราะไม่กล้าขยับภายใต้ความกดดันจากสายตาทุกคู่ที่กำลังจ้องมองมาที่ฉันเป็นตาเดียว

          “เยี่ยมเป็นเด็กที่ว่าง่ายมากๆ แต่ดูท่าโดนจับตัวมาแบบนี้ก็คงรู้สึกไม่ดีใช่ไหมละ?” ชายคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฉันกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรเหมือนเคย แต่ฉันก็ไม่มีความกล้าพอที่จะตอบคำถามง่ายๆแบบนั้นอยู่ดี

          “เงียบทำไม! ตอบคำถามท่านแอลเร็วๆสิ!” ชายหนุ่มคนเก่าตะโกนใส่จนฉันเริ่มรนรานเปิดปากออกมา ในขณะเดียวกันชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆโบกมือให้เขาหยุดการกระทำแบบนั้น

          “คะ ระ...รู้สึกไม่ดีคะ...” ฉันพยายามทำให้น้ำเสียงให้นิ่งและตอบอย่างชัดเจนที่สุด

          “งั้นเรามาทำข้อตกลงกันหน่อยดีไหม? ฉันอยากจะบอกว่ามีคนคนหนึ่งที่สามารถช่วยเธอได้คนนั้นเขาแข็งแกร่งมากๆและจะช่วยเหลือเธอแน่นอนถ้าลองข้อร้องดูคล้ายๆกับฮีโร่อะไรแบบนั้น คนคนนั้นจะสวมกำไลไว้วงหนึ่งน่ะดูไม่ยากหรอกเป็นสีน้ำตาลสวยๆอันใหญ่ที่มีลายแปลกเห็นแล้วเธอต้องจำได้แน่”

          “จะ...จริงเหรอคะ เขาจะช่วยฉันใช่ไหม?” ฉันถามต่อด้วยความสนใจเพราะคำพูดที่ให้ความหวังของเขา

          “แน่นอนๆ แต่ว่านะฉันเองก็อยากเจอเขาเหมือนกันเพียงแต่ไปหาเองไม่ได้ หลังจากนี้คุณลุงที่อยู่ข้างๆเธอจะติดเข็มกลัดเล็กๆให้และไปปล่อยเธอที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่เธอต้องทำก็แค่หาฮีโร่สวมกำไลคนนั้นให้เจอถ้าเห็นว่าใช่เขาแน่นอนแล้วก็ยืนยันด้วยการตะโกนคำว่ากำไลดังๆแค่นั้นเอง แล้วหลังจากนั้นเธอก็ขอร้องให้เขาช่วยเหลือเธอหรือยังไงก็ตามใจเลยขอแค่ให้อยู่ใกล้ๆคนที่สวมกำไลไว้ตลอดจนกว่าพวกคุณลุงจะไปหา เป็นไงง่ายๆเลยจะลองทำดูไหมละ?” เมื่อชายคนนั้นพูดจบชายวัยกลางคนใกล้ฉันก็ยื่นเข็มกลัดที่ว่าออกมาให้ฉันดู

          พวกเขาเว้นเวลาให้ฉันได้ตัดสินใจอยู่สักพักแต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ใช่การให้อิสระเลย มันเหมือนเป็นการกดดันด้วยสายตาด้วยคำพูดให้ฉันตอบตกลงให้ได้ และในตอนนั้นเองฉันก็ได้รับความหวังจากคำบอกกล่าวนั่นว่าคนที่สวมกำไลเป็นคนที่สามารถที่จะช่วยฉันจากคนพวกนี้ได้ เมื่อเป็นแบบนั้นแล้วสิ่งที่ฉันตัดสินใจได้ก็มีเพียงแค่หนึ่งเดียว

          “...คะ...” ฉันเอ่ยออกมาแบบนั้นโดยไม่รู้เลยว่ามันคือการตัดสินใจที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตของฉันและจะกลายเป็นตราบาปที่ไม่อาจลืมได้ตราบใดที่ฉันยังคงมีลมหายใจ




NEKOPOST.NET