Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.10 - บทครรชิตตอนจบ แบนชีและศรสีเทา [first write]


อ่านลำบากไม่มีย่อหน้าคลิกhttp://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1336509&chapter=21

ท่ามกลางเสียงแตกตื่นและฟังดูวุ่นวายของผู้ที่มาเที่ยวชอบงานโรงเรียนนี้ ที่มุมตึกเรียนแห่งหนึ่งร่างสูงยาวของชายคนหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวไปมาด้วยความรวดเร็ว รายรอบนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ใส่ชุดป้องกันมาเต็มยศราวกับหน่วยจู่โจมมืออาชีพทั้งที่ยังยืนอยู่และล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว ชายเพียงหนึ่งเดียวที่กำลังต่อกรกับกลุ่มคนพวกนั้นคือกัปตันชมรมศิลปะการใช้อาวุธ ซึ่งแน่นอนว่าเขาเองต้องมีทักษะพอสมควรที่สามารถต่อสู้กับปืนที่กำลังระดมยิงใส่เขาในตอนนี้ อย่างไรก็ตามจำนวนเหล่านั้นมันเยอะเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับมือได้บนร่างของเขาจึงมีบาดแผลถูกยิงไม่น้อยกว่าสิบจุด ถึงบาดแผลเหล่านั้นจะไม่ใช่จุดสำคัญที่ถึงตายแต่มันก็ลดทอนกำลังกายของเขาไปมากพอสมควร นับว่าเขาได้ทำในสิ่งที่มนุษย์คนไหนยากที่จะทำได้แล้วในขณะนี้ทั้งที่เผชิญกับปืนไรเฟิลจู่โจมหลายกระบอกในคราเดียวแต่ก็ตอบโต้จนอีกฝ่ายล้มหมดสติไปได้หลายคน

“ให้ตายเถอะนอกจากจะหมาหมู่แล้วยังใช้ของขี้โกงแบบนั้นอีก ลุงนี่ใจร้ายกับผมชะมัดเลยนะ” เสียงของชายที่มีนามว่าฐิติเอ่ยออกมาในขณะที่ร่างของเขาหามุมหลบกระสุนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

“พูดมากน่าไอ้เด็กเวร! หุบปากแล้วรีบลงไปคุยกับรากมะม่วงได้แล้ว!” เสียงของชายวัยกลางคนที่ประทับปืนเตรียมยิงพูดขึ้น

“โถ่...นี่ถ้าจับปืนได้แบบแต่ก่อนคงสบายไปแล้วสิเรา เอาเถอะ...ในตอนนี้ก็คงได้แค่ยื้อเวลาอย่างเดียวละนะ” รุ่นพี่ฐิติพูดพึมพำกับตัวเอง

หลังจากนั้นสายตาของกัปตันชมรมผู้นี้ก็หยุดอยู่ที่หยดของเหลวที่แดงที่ตกลงกับพื้น สิ่งนั้นมันไม่ใช่ของใครอื่นเลยมันไหลออกมาจากร่างกายที่มีบาดแผลจากลูกกระสุนที่ฝังเข้าไปของตัวเขาเอง ในตอนนี้เขารู้ดีว่าถึงแม้จะไม่ถูกยิงเพิ่มแต่ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปตัวเขาเองต้องเจอกับอาการเสียเลือดแน่ๆ ถึงแม้จะไม่มีเหตุผลอื่นใดในหัวที่เขาคิดว่าตัวเองจะรอดชีวิตเพราะทุกๆสิ่งที่เขาทำไปและทุกๆคนที่เขาต้องการจะช่วยนั้นน่าจะปลอดภัยแล้ว แต่ลึกๆรุ่นพี่ฐิติก็ยังคิดถึงอนาคตที่เขาควรจะได้รับอยู่บ้างและนั้นมันก็ทำให้เขาลังเลใจว่าควรจะตายอยู่ตรงนี้จริงๆหรือไม่

“เสียใจด้วยนะถึงแม้แกคิดจะถ่วงเวลาและตรึงพวกเราไว้ตรงนี้นั้นมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรเปลี่ยนแปลงเลยสักนิดเดียว นอกจากพวกเราที่อยู่ตรงนี้ข้างนอกนั้นทั้งหน้าประตูโรงเรียนหรือรอบข้างก็มีพวกเรารอบไว้หมดแล้ว และทุกกลุ่มก็จะไม่หยุดจนกว่าจะทำภารกิจสำเร็จ” ชายวัยกลางคนหรือชื่อว่า อันเดอร์พีช กล่าวพร้อมเผยยิ้มชั่วร้าย

“อ่า...นั้นสินะ ขอบคุณนะที่บอกเพราะเมื่อกี้ผมเองก็ลังเลอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าคงจะหยุดอยู่ตรงนี้ไม่ได้เหมือนกัน!” สิ้นเสียงของชายหนุ่มเขาก็พุ่งตัวออกจากที่กำบังทันที

ชายผู้เป็นกัปตันชมรมกระโดดพุ่งตัวออกไปและใช้มือหนึ่งคว้าปืนไรเฟิลจู่โจมกระบอกหนึ่งของร่างที่นอนไร้สติอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นก็กลิ้งตัวกลับเข้าที่กำบังก่อนที่กลุ่มกระสุนมากมายจะพุ่งเข้ามา เสียงกระสุนที่ปะทะกับกำแพงปูนดังขึ้นอย่างหวุดหวิดหากเขาช้ากว่านี้แม้จะนิดเดียวก็ไม่น่าจะพ้นถูกยิงจนพรุ่นแน่ ลมหายใจเหนื่อยอ่อนออกมาจากปากของฐิติซึ่งโดยปกติแล้วการเคลื่อนไหวเพียงแค่นี้มันไม่สามารถจะทำให้เขาทรุดลงถึงขนาดนี้ แต่ทั้งหมดเป็นเพราะบาดแผลจากการถูกยิงและในตอนนี้สายตาของเขาก็จ้องมองมันราวกับเป็นเรื่องปกติ ในระหว่างที่กำลังเช็คจำนวนกระสุนนั้น กลุ่มของหน่วยจู่โจมสเลเยอร์ก็รุกคืบเข้าใกล้กำแพงที่เขาหลบอยู่ทุกทีๆ

“แกคว้าปืนไปได้เหรอ เก่งดีนิแต่น่าเสียดายถึงแกจะใช้มันเป็นก็ใช่ว่าจะทำให้แกรอดจากนี่ไปได้ เอาเถอะฉันเองก็ไม่หวังให้แกยอมแพ้ง่ายๆอยู่แล้วยังไงซะก็คงต้องยิงแสกหน้าสักนัดระบายอารมณ์สักหน่อย” อันเดอร์พีชกล่าวข่มขวัญพร้อมกับค่อยย่างก้าวเข้าไปใกล้เรื่อยๆ

แต่ดูเหมือนรุ่นพี่ฐิติจะไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ชายวัยกลางคนนั้นพูดเลยแม้แต่นิดเดียว เขากำปืนในมือแน่นจัดท่าเตรียมต่อสู้

“ผมมีข่าวร้ายกับข่าวดีน่ะ ลุงอ้วนอยากฟังอย่างไหนก่อนดี?”

“ทำไมฉันต้องอยากรู้ด้วยละ อีกเดี๋ยวแกก็ตายแล้ว!”

“ข่าวร้ายคือไอ้ปืนที่ผมฉกมาได้เนี่ยกระสุนมันเหลือไม่มาก...” ฐิติเอ่ยพร้อมกันนั้นก็ชำเลืองมองเงาที่อยู่หลังกำแพงไปด้วย

“นั่นมันก็เรื่องของแก หรือที่พูดเนี่ยเอาไว้เป็นขอแก้ตัวในความโง่เขลาและดวงเฮ็งซวยของแกกันแน่” เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยพร้อมกับประทับปืนเตรียมพร้อม

“ผมอาจจะไม่มีดวงอย่างที่ว่าหรอก แต่ข่าวดีคือบ้างครั้งผมเองก็มีความกล้าพอจะเสี่ยงดวงบ้างเหมือนกัน!”

สิ้นเสียงตะโกนสายตาของรุ่นพี่ฐิติเห็นตำแหน่งของกลุ่มคนที่ใกล้เข้ามาทางหลังกำแพงจากเงาบนพื้นซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะแล้ว เขายื่นแขนข้างที่ถือปืนออกไปในขณะที่ร่างของเขายังคงหลบอยู่หลังกำแพงอยู่ หลังจากนั้นก็เหนี่ยวไกออกไปในทันทีโดยถึงแม้จะไม่ได้หันไปดูก็ตามแต่ในระยะแค่นี้กระสุนของเขาก็เข้าเป้าอย่างจัง เหล่าสเลเยอร์แตกกระเจิงและเสียหลักล้มลง บ้างก็ถูกกระสุนพุ่งเข้าใส่บ้างก็หมอบลงด้วยความตกใจและทั้งหมดนั่นก็เป็นแผนของรุ่นพี่ฐิติ

“แกไอ้เวรเอ้ย!”

เสียงของสเลเยอร์คนหนึ่งอุทานขึ้นมา ทำให้กัปตันชมรมรู้ตำแหน่งที่แน่นอนเข้าไปอีกและในจังหวะที่กำลังชุลมุนนี้เองร่างสูงยาวก็กระโจนออกจากที่กำบังอย่างรวดเร็ว เขาพุ่งตรงไปหาหน่วยจู่โจมหนึ่งในนั้น แต่เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเท่าไหร่ก่อนที่จะได้โจมตีเพียงสัมผัสกับสเลเยอร์คนนั้นได้นิดเดียว เสียงปืนในระยะประชิดก็ดังขึ้นและกระสุนนัดหนึ่งก็ได้ทะลุผ่านเอวของเขาไป และเพราะแบบนั้นทำให้ร่างสูงยาวของรุ่นพี่ฐิติล้มลงอย่างไม่เป็นท่าท่ามกลางวงล้อมของเหล่าสเลเยอร์ที่อาวุธของทุกนายจ่อตรงไปที่ร่างที่เสียหลักของเขา

“แกนี่มันบ้าดีเดือดจริงๆ เสียดายก็อย่างว่าเก็บคำพูดไว้แก้ตัวกับความงี่เง่าและดวงห่วยๆของแกเถอะ!” อันเดอร์พีชเอ่ยพร้อมชี้ปากกระบอกพร้อมเหนี่ยวไก

“อ่า...ผมมันดวงซวยแต่อย่างน้อย...ก็พอได้อะไรติดมือมาบ้าง...” เสียงแผ่วเบาของกัปตันชมรมเอ่ยขึ้นพร้อมกับชูมือที่มีอะไรบางอย่างออกมา

โลหะวงกลมคล้ายแหวนที่มีแทงยาวออกมาซึ่งไม่ว่าจะดูยังไงนั่นก็คือ สลักนิรภัยของระเบิดมือไม่ผิดอย่างแน่นอน เหล่าสเลเยอร์เห็นดังนั้นต่างก็หน้าซีดไปตามๆกับเมื่อมองกลับมาหน่วยจู่โจมนายหนึ่งก็มีระเบิดมือที่ไร้ซึ่งสลักอยู่กับตัว คราวนี้ทุกคนรู้ได้ว่ากำลังติดกับของเด็กม.ปลายคนนี้เข้าเต็มๆซะแล้ว

“คา...บูม...” เสียงของฐิติที่ตามมาด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย

บรึ่ม!!!

หลังจากนั้นก่อนที่พวกสเลเยอร์จะตั้งตัวได้ทั้งแรงอัดและเสียงจากการปะทะได้ดังสนั่นขึ้นท่ามกลางโสตประสาทของทุกคนทั่วทั้งบริเวณเศษชิ้นเนื้อและฝุ่นหินจากการระเบิดกระจายไปทั่ว กลิ่นดินระเบิดคลุ้งเต็มไปหมดตกตะกอนเป็นความรู้สึกถึงอันตรายที่ได้เกิดขึ้น

ร่างที่ได้สติอย่างเลือนรางตะเกียกตะกายอยู่ท่ามกลางเศษซากความพินาศเช่นนั้น ชายหนุ่มในชุดนักเรียนม.ปลายพยุงตัวเองพิงกับกำแพงที่ใกล้ที่สุดซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นอันตรายอะไรเว้นเสียแต่บาดแผลที่เขาถูกยิงมาก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยการที่เขาหมอบต่ำหลบแรงปะทะอยู่ก่อนหรือโชคช่วยก็ตาม ถึงเช่นนั้นในตอนนี้เขาเองก็กำลังหายใจถี่และหอบเหนื่อยอ่อนแขนขาไร้เรี่ยวแรงที่จะขยับอีกต่อไปเพราะผลกระทบจากการเสียเลือด สายตาของเขายังคงมองกลับไปยังกลุ่มคนที่นอนอยู่ที่จุดระเบิดเมื่อครู่ทั้งที่ยังครบและเป็นซากกองอยู่ตรงนั้น

ในสายตาของรุ่นพี่ฐิติมีร่างสองหรือสามร่างที่กำลังขยับตัวลุกยืนขึ้นซึ่งนั้นก็ไม่ได้ทำให้สายตาคู่เย็นชานั้นเปลี่ยนแปลงไปมากนักเพียงแค่ทำให้ถอนหายใจออกมาเบาๆแค่นั้น ชายวัยกลางคนพร้อมกับสเลเยอร์อีกสองนายกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาและสีหน้าโกรธแค้นถ้าตีความเป็นคนพูดคงจะได้ว่า ไอ้เด็กม.ปลายคนเดียวที่ทำได้ถึงขนาดนี้ เด็กม.ปลายที่ระเบิดพวกเขาเป็นจุลกำลังนั่งพิงกำแพงอยู่ตรงนั้น เราจะไม่ปล่อยให้มันตายสบายแน่ๆ

“แก...ไอ้เวรตะไล...” เสียงของอันเดอร์พีชเอ่ยขึ้นพร้อมกับกัดฟัน

ถึงแม้ว่าสเลเยอร์ตรงหน้าจะเอ่ยคำด่าหรือขยับเข้ามาใกล้ทุกทีกัปตันชมรมผู้นั้นก็ยังคงมองพวกเขาด้วยสายที่ว่างเปล่าและเย็นชาเช่นเดิม เพราะในตอนนี้ร่างกายของเขาไม่สามารถขยับได้อีกต่อไปแล้วแม้แต่ปลายนิ้วก็ยังควบคุมอาการสั่นที่เกิดขึ้นเช่นนั้นไม่ได้ รุ่นพี่ฐิตินั้นได้พนันทุกสิ่งทุกอย่างของเขาไปแล้ว ด้วยความรู้สึกโชคดีที่ได้ตัดกำลังบางส่วนของเหล่าสเลเยอร์และตัวเขาได้มีโอกาสเห็นผลงานที่ทำลงไป แต่ก็น่าเสียดายที่ตัวเขาเองไม่สามารถช่วยทุกคนให้ถึงที่สุดได้สุดท้ายชีวิตก็กำลังจะจบลงอยู่ตรงนี้

“โทษทีนะ...ไอ้หนุ่ม...ธันวาและจารุในฐานะพี่ชายฉันคงมาได้แค่นี้ แล้วก็...ศิริน...เรื่องที่เป็นกัปตันชมรมที่ไม่ได้ความ...แล้วก็เรื่องที่ปล่อยให้พวกนายต้องจัดการเรื่องต่อจากนี้ตามลำพัง...อภัยให้ลุงแก่ๆคนนี้ด้วยนะ...”

“ถ้าอยากจะสั่งเสียกับใครก็พูดให้ถึงหูคนคนนั้นเองสิ!” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยดังขึ้น

ไม่นานร่างเจ้าของเสียงนั้นก็ปรากฏตัวโดยการกระโดดลงมาจากด้านบน และยืนสง่าขั้นกลางระหว่างฐิติและเหล่าสเลเยอร์ ผมสีเทาพลิ้วไหวไปตามแรงลมเล็กน้อยพร้อมกับแววตาสีเช่นเดียวกันที่จ้องมองอย่างดุดันไปยังสเลเยอร์ทั้งสามคน ใบหน้าสวยหวานเล็กน้อยแต่ก็หล่อเหลาได้รูปแฝงไปด้วยความอ่อนวัยที่คุ้นเคยปรากฏอยู่ตรงหน้าอันเดอร์พีช เมื่อเห็นดังนั้นชายวัยกลางคนก็กัดฟันขบกรามแน่นพร้อมจ้องสายตาเครียดแค้นกลับไปทันที

“เป็นแกจริงๆด้วยตายยากซะจริง...” อันเดอร์พีชเอ่ยพร้อมกับเปลี่ยนเป้าหมายของปากกระบอกปืนไปยังร่างที่อยู่ตรงหน้าทันที

“ที่จริงก็อยากจะถามอยู่น่ะนะ ว่าตามที่มาหาฉันถึงที่โรงเรียนได้ยังไงแต่คิดว่าคงไม่จำเป็นเท่าไหร่ ที่น่าแปลกก็คือยังรู้ได้ยังไงว่าฉันยังไม่ตาย?” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยถามแต่สายตาไม่เคยละจากปากกระบอกปืนที่ชี้หน้าเธออยู่

“ทำไมฉันต้องตอบคำถามแกด้วยฟร่ะ ที่ฉันจะทำคือยิงกบาลแล้วก็เอากำไลที่แกใส่อยู่มาแค่นั้นแหละ!” สิ้นเสียงปลายนิ้วของอันเดอร์พีชก็เหนี่ยวไกทันที

แต่ด้วยมีนาในร่างของวิกตอเรียนั้นทำให้การสังเกตปลายนิ้วและคำนวณเพื่อหลบกระสุนที่พุงออกมานั้นไม่ยากเย็นเท่าไหร่ เธอเข้าประชิดสเลเยอร์คนหนึ่งได้ในพริบตาและจับปืนไรเฟิลกระแทกหน้าเขาเองอย่างรวดเร็ว พร้อมกับนำร่างนั้นมากำบังตัวเองจากปืนของอันเดอร์พีชและสเลเยอร์ที่เหลืออีกคนทันที

“ศิริน!”

วิกตอเรียกู่ร้องเรียกหาชายอีกคนหนึ่งที่ปรากฏตัวออกมาโดยการวิ่งออกมาจากด้านหลังของอันเดอร์พีชพร้อมควงท่อนฟาคู่ใจ และเหวี่ยงมันใส่ท้ายทอยของสเลเยอร์อีกคนปิดท้ายด้วยการสะกัดขาชายวัยกลางคนจนเสียหลักล้มลงไปกับพื้น

“อ๊าก! แกไอ้บ้าเอ้ย!” อันเดอร์พีชอุทานด้วยความเจ็บปวดหลังที่หลังกระแทกกับพื้น ในขณะเดียวกันปืนของเขาก็ชี้เป้าหมายไปที่ศิริน

แต่ถึงอย่างนั้นชายวัยกลางคนที่เสียหลักนอนอยู่บนพื้นก็ไม่เร็วพอที่จะเหนี่ยวไกออกไปได้ เพราะเพียงอึดใจปากกระบอกรวมถึงตัวปืนในมือก็บิดเบี้ยวด้วยแรงอันเหนือมนุษย์จากมือของวิกตอเรีย เด็กสาวในร่างของชายหนุ่มดึงปืนให้พ้นจากเงื้อมมือของอันเดอร์พีชและโยนมันทิ้งไปกระแทกกับกำแพง หลังจากนั้นก็กดหัวของเขาไว้กับพื้นพร้อมกับใช้หางตามองไปยังร่างของรุ่นพี่ฐิติต่อ

“ศิรินฝากจัดการต่อที ฉันจะไปดูอาการรุ่นพี่ฐิติหน่อย”

“ได้”

เมื่อทั้งคู่สนทนากันเสร็จศิรินก็เข้ามารับช่วงกดหัวของอันเดอร์พีชต่อพร้อมกับหาของใกล้ตัวมามัดแขนของชายวัยกลางคนนี้ไว้ ส่วนทางด้วยมีนาเมื่อได้เห็นสภาพของผู้เป็นกัปตันชมรมใกล้ๆก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยพร้อมกับตรวจนับจำนวนและสภาพของบาดแผลแต่ละที่อย่างใจเย็น

“รุ่นพี่มีแรงพอขยับตัวได้ไหม?” วิกตอเรียกล่าวพร้อมกับใช้พิจารณาอาการผ่านรูม่านตาและวัดชีพจร

“ไม่ไหวแฮะ...โทษทีนะ แม้แต่ตัวฉันเองก็เริ่มจะไม่รู้สึกตัวแล้วสิ...” เสียงรุ่นพี่ฐิติตอบกลับแม้จะมีน้ำเสียงขาดช่วงไปบ้างแต่ก็ยังคงหนักแน่นอยู่

“มีแผลถูกยิงเต็มไปหมดโชคดีที่ส่วนมากไม่โดนเส้นเลือดดำใหญ่ แต่ดูเหมือนที่หนักสุดน่าจะเป็นตรงเอวสังเกตจากจังหวะหายใจของรุ่นพี่แล้วน่าจะมีปัญหาเกี่ยวความดันภายใน คิดว่ากระสุนจากตรงนี้น่าทะลุเข้าไปถูกอวัยวะภายใน...”

“โว้ๆๆ...ที่พูดยังกับหมอหรือนายพยาบาลเลยนะนั้น...นี่ฉันต้องถามไหมว่านายเป็นใครไอ้หนุ่ม?” กัปตันชมรมขัดจังหวะการพูดของนักเรียนชายตรงหน้าด้วยคำถาม

“...ฉันเป็นคนที่ผลการเรียนติดอันดับ1ใน5ของโรงเรียน พร้อมด้วยวัดผลการศึกษาระดับชาติของวิชาสุขศึกษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเป็นอันดับ1ของประเทศ ฉันมีชื่อว่าวิกตอ...”

“...มีนา...” รุ่นพี่ฐิติขัดจังหวะอีกครั้งด้วยชื่อคนคนหนึ่ง

“...!?...”

วิกตอเรียแสดงอาการตกใจเล็กน้อยที่รุ่นพี่ฐิติเอ่ยชื่อที่แท้จริงของเธอออกมา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีท่าทีจะโต้แย้งหรืออธิบายใดๆ ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถกประเด็นเกี่ยวกับตัวตนของกันและกันเพราะรุ่นพี่ฐิติอยู่ในอาการขาดเลือดอย่างแรงและดูเหมือนจะมีเลือดออกอยู่ภายในอีกด้วย จังหวะที่มีนากำลังมองหาผ้าสักผืนเพื่อมาใช้ห้ามเลือดก็มีมือน้อยๆข้างหนึ่งหยิบยืนผ้าคลุมขาดๆที่เลอะคราบโคลนให้ สายตาสีเทาของมีนาหันไปประสานกับสายตาน้อยๆของผู้ที่ยืนผ้าคลุมให้ เธอคือเด็กสาวที่ถูกช่วยไว้จากพวกสเลเยอร์นั้นเอง

“เธอไปตามคนมาช่วยเหรอสาวน้อย...โทษทีนะที่ต้องให้มาเห็นลุงในสภาพแบบนี้...” รุ่นพี่ฐิติเอ่ยกับเด็กสาว

“ไม่ใช่สาวน้อยสักหน่อย ที่จริงแล้วฉันชื่อว่ากัลปณาคะ” เด็กสาวเอ่ยของตนพร้อมกลับยิ้มน้อยๆ

หลังจากที่วิกตอเรียได้ผ้าที่ต้องการมาแล้วเธอก็จัดการใช้มันพันรอบเอวของรุ่นพี่ฐิติเพื่อหยุดเลือดที่ไหลออกมาในทันที และนั่นทำให้ความรู้สึกชากลับกลายเป็นความเจ็บปวดที่แสดงออกมาจากการกัดฟันของชายผู้เป็นกัปตันชมรมนี้ แม้ว่าชายหนุ่มผมสีเทาจะเห็นดังนั้นเขาก็ทำได้เมินสิ่งที่เห็นและพันต่อไปจนเสร็จเท่านั้น

“ขอโทษด้วยนะ ฉันไม่ใช่หมอก็เลยทำได้แค่นี้แล้วก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายรุ่นพี่ได้ด้วย เพราะไม่รู้ว่ามีอวัยวะภายในหรือกระดูกจะเสียหายหรือเปล่า อีกอย่างฉันไม่มีมอร์ฟีนหรือพวกยาอื่นคงต้องปล่อยรุ่นพี่ทนเจ็บอยู่แบบนี้แหละนะ...” มีนาเอ่ยในขณะที่ยังทนดูใบหน้าที่แสดงอาการเจ็บปวดตรงหน้า

ในขณะที่มีนาจะลุกขึ้นโดยทิ้งรุ่นพี่ที่บาดเจ็บไว้อย่างนี้ ในใจลึกๆของเธอก็ยังคงอยากจะทำอะไรให้มากกว่านี้ ถ้ามอนตี้อยู่กับพวกเธอในตอนนี้ก็อาจจะไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้แต่เพราะกำไลสีอำพันของเธอเสียหายด้วยสาเหตุปริศนาตั้งแต่คราวก่อนจึงไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้นอกจากการเปลี่ยนร่างเท่านั้น แต่ก่อนที่จะละสายตาจากไปฝ่ามือเล็กๆของสาวน้อยกัลปณาก็จับชายเสื้อของเธอเอาไว้

“ขอให้ฉันลองอะไรดูหน่อยได้ไหมคะ บางทีเสียงของฉันอาจจะช่วยได้...” กัลปณากล่าวขอโอกาส

“...เสียง...ของเธองั้นเหรอ?” วิกตอเรียเอ่ยย้ำเพราะไม่เข้าใจ

“ที่จริงก็อยากจะบอกให้เร็วกว่านี้ว่าฉันน่ะไม่ใช่มนุษย์หรอกคะ เห็นอย่างนี้ฉันเป็นอมนุษย์ที่ถูกเรียกว่า ‘แบนชี’ “

ทุกคนในตรงนั้นหยุดเงียบไปสักพักกับสิ่งที่กัลปณากล่าว เด็กสาวผู้เอ่ยสารภาพว่าตัวเองเป็นอมนุษย์นั้นหัวใจเริ่มที่จะเต้นโครมครามขึ้นมาทันทีจากสายตาที่รุมจ้องมองมายังเธอ ด้วยความรู้สึกเขินอายและอึกอัดดังกล่าวแม้จะไม่ได้แสดงออกมาด้วยสีหน้าแต่เหงื่อเม็ดเล็กตรงคางของใบหน้าน้อยก็ค่อยๆหยดลงบนพื้น ในใจก็พลางคิดว่าที่ตัวเองพูดไปนั้นเป็นสิ่งที่สมควรหรือเปล่า หรือว่าพวกพี่ชายตรงหน้านี้จะตื่นตกใจกับความจริงนี้เป็นแน่

“เออ...บัญชี...ขอโทษทีนะฉันไม่คิดว่าเธออยู่มหาลัยแล้วนะ จะว่าไปก็เป็นคณะที่ดีนะ” เสียงอ่อนเยาว์กล่าว

“หะ...หา เดี๋ยวนะคะ ไม่ใช่บัญชีคะ แบนชีต่างหากภูตในตำนานไงคะไม่เคยได้ยินกันบ้างเหรอ?” เด็กสาวรีบพูดแก้ตัว

“อ่า...ภูตแบนชีเหรอ? ศิรินนายเคยได้ยินบ้างไหม” วิกตอเรียหันไปถามชายที่สายตาเย็นชาจ้องมาซึ่งกำลังนั่งทับอันเดอร์พีชอยู่

“...ไม่”

“...ภูตแบนชีเหรอ สาวน้อย...คงเป็นนางไม้ของไอ้ต้นผักที่เอาไว้โรยหน้าอาหารอะไรนั้นใช่ไหม?” รุ่นพี่ฐิติเสนอความคิดเห็นขึ้นที่ทำเอาทุกคนต้องนึกภาพตาม

“ไม่ใช่คะ! ไม่ใช่ต้นผักชีคะ นางไม้ของต้นแบบนั้นมันจะไปมีได้ยังไงละคะ!” กัลปณาพูดเสียงสูง

ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่เพราะว่าตกลงในความเป็นแบนชีของเด็กสาวผู้นี้ แต่ทุกคนกำลังหงุนงงอยู่ว่าแบนชีที่ว่านั้นเป็นอมนุษย์ประเภทไหนต่างหาก ในหัวของพวกเขาคงได้ยินมาแต่แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า แฟรงเกนสไตน์ อะไรประมาณนั้นแต่ชื่อแบนชีนี่ไม่คุ้นหูเลย หลังจากนั้นร่างของชายวัยกลางคนที่ถูกกดไว้กับพื้นอยู่ก็ขยับเล็กน้อยและพยายามหันหน้ากลับมาพูดกับเหล่าคนที่ความรู้รอบตัวน้อยพวกนี้

“โธ่โว้ย! พวกแกนี่มันหน้าโง่ได้โล่ แบนชีก็ภูตในตำนานยุโรปที่ว่ากันว่าเมื่อมีคนตายจะได้ยินเสียงโหยหวยปริศนาลอยมาจากที่ไกลๆไงเคยได้ยินบ้างไหม!” อันเดอร์พีชทนไม่ไหวจนต้องตะโกนออกมา

“...ไอ้หนุ่มศิริน ดูเหมือนลุงอ้วนเขาจะหิวถุงเท้านะถอดของฉันจัดให้ลุงแกสักที่หน่อยสิ” รุ่นพี่ฐิติพูดพร้อมกับหันปลายเท้าไปให้ศิรินถอดถุงเท้าของตนไปยัดใส่ปากของอันเดอร์พีชไว้

“อ๊าก! แออ้องเอียไอ ไออวกเอ็กเอน!” เสียงชายวัยกลางคนตะโกนร้องไม่เป็นภาษา

ในขณะนั้นมีนาในร่างวิกตอเรียเองก็จ้องมองไปที่แผลของผู้เป็นรุ่นพี่กัปตันชมรมอีกครั้งคราวนี้เธอก็จ้องมองลอยๆเข้าไปในแผลนั้นราวกับกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ด้วยเช่นกัน สุดท้ายที่เธอทำหน้าเหมือนจะตัดสินใจอะไรได้จึงหันกลับมาทางเด็กสาวกัลปณาอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเธอมีความมุ่งมั่นกว่าเมื่อวินาทีก่อนอย่างเห็นได้ชัด

“เธอทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนละนักบัญชี?” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยถาม

“...แบนชีต่างหากคะ...เอาเถอะ สิ่งที่ฉันทำได้คือพลังเสียงที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของฉันและนั้นก็ความสามารถพิเศษของเผ่าพันธุ์แบนชี ถ้าฉันพยายามพอเสียงของฉันแม้จะรักษาแผลไม่ได้แต่น่าจะควบคุมการไหลเวียนเลือดและทำให้มันหยุดไหลสนิทเลยได้คะ” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

“นั้นหมายความว่าฉันต้องแก้ผ้าพันแผลเพื่อดูว่ามันได้ผลหรือเปล่าใช่ไหม?”

“คะ...ก็คงแบบนั้น...”

“เธอรู้ใช่ไหมว่าถ้าทำแบบนั้นเขาจะต้องเสียเลือดไปอีกมาก” มีนาถามย้ำเพื่อเอาความมั่นใจ

เด็กสาวแบนชีนิ่งเงียบไปพร้อมกับจ้องมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่มีดวงตาสีเทากำลังจ้องมองมาที่เธอราวกับจะคาดคั้นเอาความแน่นอน แล้วพอเป็นแบบนั้นเธอก็ได้คิดว่าการที่เธอต้องการจะช่วยผู้ชายที่กำลังสาหัสคนนี้มันจะมอบความเสี่ยงให้เขาขนาดไหน และนั้นเป็นเรื่องที่เธอต้องชั่งน้ำหนักระหว่างชีวิตของเขาซึ่งแขวนอยู่ในเส้นด้ายอยู่แล้วกับความอยากใช้กำลังตัวเองเพื่อรับผิดชอบมัน

ความรู้สึกผิดพลาดนั้นเริ่มก่อเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่กัลปณาเริ่มเอ่ยขออาสาเพื่อที่จะใช้พลังของเธอ เธอจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงหรือเปล่า? จะทำสำเร็จตามที่คาดหวังไหม? หรือแม้แต่ตอนที่เธอกำลังคิดอยู่นี้มันจะทำให้เวลาชีวิตของชายนามว่าฐิติคนนี้สั้นลงมากขนาดไหน? และด้วยความเป็นเด็กที่อ่อนต่อโลกความกดดันต่อการตัดสินใจครั้งนี้มันมากเกินไป เกินว่าที่เด็กสาวรุ่นราวคราวประถมจะรับได้ ซึ่งทั้งหมดก็หมายถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งถูกคาดหวังไว้ด้วยมือของเธอ

“ฉัน...ตัวฉันนะ...อยากจะช่วย...” เสียงแผ่วเบาที่ออกมาจากปากน้อยๆที่สั่นไปด้วยความกดดัน

แม้จะเห็นดังนั้นแต่มีนาก็ไม่ได้ลดสายตาที่จริงจังของเธอเพื่อให้เด็กสาวตรงหน้าผ่อนคลายลงเลย ราวกับว่าเธอไม่ต้องการให้ความไม่แน่นอนในพลังของแบนชีผู้นี้เป็นส่วนให้เกิดความสูญเสียแน่นอน และนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อมันว่าการที่จะรับผิดชอบด้วยชีวิตของใครสักคนแล้วละก็มันต้องการความมุ่งมั่นขนาดไหน ถ้าพลาดก็ยอมเป็นความผิดบาปติดตัวตลอดไปเช่นเดียวกับตอนที่เธอต้องต่อสู้กับมนุษย์หมาป่าเมื่อคราวก่อนจากการถูกหลอกใช้ หรือแม้แต่การฝากความหวังเพื่อให้ศิรินและธันวารอดชีวิตจากบ้านหิมะตอนที่สู้กับปริญญา โลกนี้ถ้าต้องการจะปกป้องไม่ใช่สักแต่ว่าอยากจะปกป้องและก็ทำมันแต่ทุกสิ่งที่ทำนั้นมันคือการแบกรับของคนที่ปกป้องทั้งกำลังที่ต้องทุ่มเทและผลที่จะเกิดตามมา

“แต่ถึงอย่างนั้น คนที่เธอจะยืนยันด้วยไม่ใช่ฉันหรอกนะ หันสายตาของเธอและมองมันไปที่รุ่นพี่ฐิติสิ คนที่เธอต้องรับผิดชอบคือเขาต่างหากละ” ชายหนุ่มผมสีเทาพูดพร้อมกับชวนให้มองไปยังร่างที่นอนไร้กำลังนั้น

เด็กสาวแบนชีได้จ้องมองไปยังใบหน้าที่ไว้หนวดเคราและทรงผมหยักศก ในตอนนี้แม้ใบหน้าเขาจะซีดไปมากจากอาการเสียเลือดแต่ก็ปรากฏรอยยิ้มมอบมาให้เธอเสมอ ชายผู้เป็นกัปตันชมรมศิลปะการใช้อาวุธผู้เป็นรุ่นพี่ที่น่าเคารพของใครหลายๆคนค่อยๆเอาฝ่ามือใหญ่ๆที่ซีดขาวเย็นเฉียบและดูไร้เรี่ยวแรงมากุมมือของกัลปณาที่กำลังสั่นจากด้วยความกดดันเอาไว้

“...ยืนยันกับฉันนะว่าเธอจะทำเต็มที่ แม้จะไม่ได้ผลที่ต้องการแต่ฉันจะพอใจมากถ้าสิ่งที่เธอทำนั่นเธอรับผิดชอบเต็มความสามารถแล้ว” น้ำเสียงที่ยังรักษาระดับความดังได้แต่มีจังหวะการหายใจที่ไม่ปกติเท่าไหร่เอ่ยพร้อมกับค่อยๆยกมือขึ้นไปปาดน้ำตาที่กำลังไหลออกมาจากดวงตาคู่โตของเด็กสาว

“...คะ...ฉะ...ฉันขอยืนยันว่าจะทำเต็มที่...” เสียงสะอื้นกล่าวอย่างติดขัด

“...ไม่เอาน่าสาวน้อย คำยืนยันจากคนที่ร้องไห้มันดูไม่หนักแน่นเลย ขอแบบดีๆที่มีรอยยิ้มสวยๆด้วยสิ...”

“คะ! ฉันยืนยันว่าจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่!”

“เยี่ยมมาก...” จากเสียงของชายที่พยายามประคองน้ำเสียงของตัวเองค่อยๆแผ่วเบาลง

ดวงตาของรุ่นพี่ฐิติค่อยๆหรี่ลงช้าๆ มีนาในร่างของวิกตอเรียเห็นดังนั้นจึงรีบวัดชีพจรของเขา หลังจากนั้นไม่นานใบหน้าของชายหนุ่มพร้อมดวงตาที่มีนัยน์ตาสีเทาก็หันมาทางเด็กสาวแบนชีอีกครั้ง แต่ความนี้จากใบหน้าตรึงเครียดที่ดูอึดอัดมันได้กลายเป็นรอยยิ้มที่มอบความรู้สึกอบอุ่นและให้กำลังใจได้เป็นอย่างดี

“ตอนนี้ความดันของเขายังคงที่อยู่แต่ดูแนวโน้มต่ำลงเรื่อยๆ กัลปณาถ้าเธอจะทำอะไรคงต้องเป็นตอนนี้แล้วละนะ”

“คะ ฉันจะเริ่มแล้วนะคะ สูด...”

ว่าแล้วเด็กสาวอมนุษย์ตัวน้อยก็สูดหายใจลึกเข้าปอด ขณะเดียวกันวิกตอเรียก็ค่อยๆแกะผ้าที่พันแผลที่เอวของฐิติออกเช่นกัน ของเหลวที่แดงเหล่านั้นค่อยๆซึมออกมามากขึ้นเรื่อยๆจากแรงกดของผ้าที่ลดลง ฝ่ามือของชายหนุ่มผมสีเทาที่ประคองใบหน้าซีดขาวที่ลมหายใจถี่พร้อมดวงตาแสดงความอ่อนล้าของรุ่นพี่ฐิติที่เกือบจะปิดลง แม้จะเป็นแบบนั้นสาวน้อยแบนชีก็ไม่ได้หวั่นไหวเสียงใสๆราวกับสายลมที่พัดผ่านผิวน้ำและทบผืนหญ้าค่อยๆดังขึ้นจนชัดเจน บทเพลงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นทั้งหมดของเธอกำลังเริ่มมอบความเมตตาให้แก่ร่างของชายที่สูงยาวผู้นี้

 

เสียงทวงทำนองขับขานที่ไพเราะดังล่องลอยตามสายลมที่โบกพัดผ่าน เสียงใสจิตนาภาพได้ดุจแก้วมณีที่สร้างความสงบใจให้แก่ผู้ที่ได้ฟัง มันกระจายก้องกังวานไปทั่วโดยหาต้นกำเนิดเสียงนั้นได้ยากราวกับลำธารซึ่งไหลยาวไกลยากจะมองเห็นต้นน้ำ แต่ร่างๆหนึ่งยังคงยืนสง่าคอยฟังถ่วงทำนองขับร้องนั่นอย่างสงบนิ่งแม้จะเดาได้ไม่ยากว่าร่างนั้นต้องกำลังทำสีหน้าเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงร้องที่ได้ยินแน่เช่นนั้นก็ยากที่ใครจะสังเกตใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั้นได้

ในตอนนี้ภายใต้สายลมพัดผ่านบนดาดฟ้าตึกเรียนมีร่างที่ยืนเด่นดูสง่าพร้อมสวมหน้ากากสีเทาที่มีลวดลายสีดำอ่อนช้อยสลักเป็นรูปหน้าไม้หากแต่มันมีรอยบากลึกขีดอยู่ตรงกลางราวกับเป็นการตั้งใจ ร่างนั้นอยู่ในชุดสูทพนักงานของบริษัทสักแห่งพร้อมด้วยผ้าคลุมสั้นครึ่งลำตัวที่โบกสะบัดไปตามสายลม หากพิจารณาจากตำแหน่งสายตาแล้วร่างสง่านั้นกำลังมองลงไปยังพื้นเบื้องล่างที่ซึ่งกลุ่มคนผู้เข้าชมงานและนักเรียนจำนวนมากกำลังถูกกลุ่มชายผู้ใส่เกราะกันกระสุนและอาวุธครบมือกำลังกวาดต้อนไปรวมกันอยู่ที่ลานกว้างของโรงเรียน

“โชคดีนะที่สังหรณ์ใจไว้ก่อนที่จะมานี่ แต่จะว่าไปพวกนั้นก็อุกอาจน่าดูนะเนี่ย”

เสียงที่ออกมาจากภายใต้หน้ากากนั้นมีการดัดแปลงเพื่อไม่ให้สามารถระบุตัวตนได้ แต่ถึงอย่างนั้นเสียงโทนแหลมสูงและร่างกายที่มีส่วนโค้งเว้าก็บอกเอกลักษณ์ได้อย่างหนึ่งว่าเธอนั้นเป็นผู้หญิง จากตำแหน่งสายตาภายใต้หน้ากากนั้นที่เปลี่ยนองศาไปมาอย่างรวดเร็วราวกับว่ากำลังหาตัวใครสักคนทำให้รู้ได้อีกอย่างว่าเธอกำลังร้อนรนเพื่อมองหาคนที่เธอต้องการ จนกระทั้งมาหยุดอยู่ที่เด็กผู้หญิงม.ปลายคนหนึ่งที่สวมชุดแม่มดพร้อมหมวกทรงสูงใบใหญ่

“นั่นมัน...ใช่คนที่ฉันคิดหรือเปล่านะ?”

เด็กม.ปลายในชุดแม่มดนั่นกำลังอยู่ในกลุ่มคนที่ถูกกวาดต้อนไปที่ลานกว้าง ร่างสูงสง่าที่สวมหน้ากากจึงตัดสินใจเคลื่อนไหวทันทีเพราะถ้าปล่อยให้เด็กคนนั้นไปอยู่ตรงลานกว้างละก็เธออาจจะไม่มีโอกาสช่วยเหลืออีกเลยก็ได้ ร่างกายสวยสง่าที่ไม่ได้มีรูปร่างสูงจนโดดเด่นมากมายเพราะขีดจำกัดของเพศหญิงกระโจนลงจากดาดฟ้าของตึกโดยไม่หวั่นเกรงถึงความสูง ราวกับว่าแรงโน้มถ่วงพวกนั้นจะไม่สร้างความเสียหายให้กับเธอ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆร่างกายของหญิงสาวที่ตกกระทบลงกับพื้นโดยวางท่าได้อย่างงดงามราวกับน้ำหนักตัวทั้งหมดนั้นไม่ได้มีเหลืออยู่มากนัก จากนั้นปลายเท้าของเธอก็ถีบตัวและย่างก้าวไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ไร้ร่องรอยใดๆแม้แต่เสียงเสียดสีของร่างกายที่คล่องแคล่วนั่นกับอากาศโดยรอบ

อีกทั้งร่างที่ปราดเปรียวนั้นยังเคลื่อนผ่านหลังของสเลเยอร์สองนายที่ตรึงกำลังรักษาพื้นที่เหมือนกับกำลังล่องหนโดยที่ไม่ลดความเร็วเคลื่อนตัวลงแม้แต่น้อย สายลมที่พัดผ่านจากการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วก่อนที่จะได้ปะทะกับตัวสเลเยอร์ข้อมือของหญิงสวมหน้ากากปริศนาก็สะบัดออกเล็กน้อยทำให้จี้ข้อมือสีเทาเงินที่เธอสวมนั้นเปล่งแสง ก่อนที่จะปล่อยศรที่สร้างจากลำแสงสีเทาออกไปและแม้จะไม่ได้ใช้สมาธิในการเล็งแม้แต่น้อยแต่ด้วยการตะวัดหางตาที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั่นศรดอกนั่นก็เข้าเป้าอย่างแม่นยำ โดยทะลุเข้าลำคอของสเลเยอร์คนแรกไปสู่หัวของคนที่ยืนอยู่ข้างๆกันต่อจากนั้นร่างที่ถูกช่วงชิงชีวิตไปของทั้งสองก็เข่าอ่อนล้มลงกับพื้นอย่างสงบ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ

ทางด้านเหล่าสเลเยอร์ที่กำลังกวาดต้อนกลุ่มคนที่ไม่ได้รับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา พวกเขากำลังชายสายตาที่ดูไม่เป็นมิตรไปที่หน้าอกและสะโพกของเด็กสาวม.ปลายที่สวมชุดแม่มดอยู่พอดี จากนั้นพวกเขามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

“แกคิดเหมือนฉันไหมว่าหุ่นยัยคนที่สวมแว่นนั่นสะบึ้มไปเลย” หน่วยจู่โจมชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“คิดเหมือนกันเลย แต่น่าเสียดายนะนี่เวลางานอยู่ถ้าแกไม่ตั้งสมาธิให้ดีระวังจะเสียท่าเข้าให้สักวันหรอก”

“โอ้ย...จะไปห่วงทำไมกับอีแค่อมนุษย์ตัวสองตัวกับเป้าหมายพิเศษที่ใช้กำไลแปลกๆมีดีแต่วิ่งเข้าใส่แบบนั้น ก่อนจะถึงตัวฉันก็เป่ามันกระจุยแล้ว”

“ขอโทษคะ เมื่อกี้นี้พวกคุณพูดว่าอะไรนะคะ?” เสียงเด็กสาวที่อยู่ในกลุ่มคนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับดันแว่นตากรอบเงินขึ้นเล็กน้อย

เด็กสาวผู้หยุดชะงักการเดินพร้อมกับหันกลับมาให้ความสนใจกับบทสนทนาของเหล่าสเลเยอร์เธอผู้สวมชุดแม่มดและแว่นกรอบเงินนั่นก็คือปราง ใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้โดยปราศจากความเกรงกลัวใดๆ นอกจากนั้นเธอยังหันกลับเดินตรงเข้ามายังกลุ่มชายที่สวมชุดจู่โจมโดยไม่ใส่ใจอาวุธที่พวกเขาถืออยู่ครบมือนั่นเลย

“อ่อ...ไม่มีอะไรหรอกคนสวย พวกเราเมื้อกี้พวกเราคุยกันเรื่องความเซ็กซี่ของเธอน่ะ”

“ไม่คะ ไม่ใช่เรื่องนั้นที่ฉันหมายถึงคือเรื่องหลังจากนั้นต่างหากเรื่องของคนพิเศษที่ใส่กำไลอะไรนั่น...อ๊ะ!” ปรางพูดยังไม่ทันจบก็ถูกชายหนึ่งในนั้นผลักออกมาเสียก่อน

“ไม่ใช่เรื่องของแกนังแว่นหุบปากแล้วกลับไปเข้าแถวซะ!” ชายคนนั้นตะโกนชี้นิ้วสั่ง

“ขอปฏิเสธคะ! ฉันต้องรู้ให้ได้เรื่องที่พวกคุณพูด...”

ปังๆๆ!!!

เสียงปืนของสเลเยอร์คนหนึ่งดังขึ้น เขาตั้งใจจะยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเป็นการขู่เด็กสาวม.ปลายตรงหน้าที่เริ่มจะแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องซึ่งทำให้คนอื่นที่กำลังถูกกวาดต้อนพวกนั้นถึงกับตกใจกลัวและหมอบลงกับพื้น แต่กับปรางกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นแม้จะสะดุ้งตื่นกลัวแต่เธอก็ยังยืนจ้องตากับเขาโดยไม่ได้แสดงท่าทีถึงความลังเลใจเลยแม้แต่น้อย

“ถ้าแกยังยืนมองหน้าฉันแบบนั้นต่อละก็ต่อไปจะเป็นที่หัวของแก!”

“มะ...ไม่คะ ฉะ...ฉันจะไม่กลับไปที่แถวจนกว่าพวกคุณจะบอกเรื่องคนที่มีกำไลอะไรนั่นให้ฉันรู้ จะ...จนกว่าฉันจะรู้ว่าคุณจะทำอะไรกับคน...คนนั้น...เธอเป็นเพื่อนของฉัน...” แม้น้ำเสียงจะสั่นเครือแต่แววตาของปรางได้แสดงออกว่าจะไม่ยอมถอยอย่างเห็นได้ชัด

และเพราะท่าทีแบบนั้นมันทำให้หน่วยจู่โมตรงหน้าของเธอเริ่มที่จะหมดความอดทน เขาหันปากกระบอกปืนมาทางหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับนำนิ้วเข้าโกร่งไกอย่างช้าๆด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์โทสะ

“ก็ได้ฉันจะบอกแกให้ว่าเราได้รับภารกิจให้มาจับไอ้คนที่มันสวมกำไลนั่นแต่ถ้ามันขัดขืนละก็จากจับเป็นเราก็จะแย่งกำไลมันมาด้วยการฝังลูกตะกั่วไปที่หัวของมัน เหมือนอย่างที่ฉันกำลังจะทำกับแกนี่แหละ!”

ว่าแล้วหน่วยจู่โจมคนนั้นก็เริ่มเพิ่มน้ำหนักไปที่ปลายนิ้วของเขาอย่างช้าๆ เขาไม่มีความต้องการที่จะมอบความปลอดภัยให้กับผู้บริสุทธิ์คนใดที่กำลังจะทำให้หน้าที่ที่รับมอบหมายล่าช้าอยู่ และยิ่งเป็นเรื่องดีที่การฆ่าสาวม.ปลายตรงหน้านี้จะเพิ่มความหวาดเกรงให้แกคนที่เหลือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูนั่นเอง

แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันทำแบบที่ตั้งใจไว้นั้นแสงที่เทาจากด้านหลังก็พุ่งผ่านตัวเขาไปและทิ้งรอยบาดแผลไว้ให้ วินาทีนั้นความเจ็บปวดใดๆก็ยังไม่เกิดขึ้นในทันทีทำให้เขาได้มีโอกาสมองไปยังแสงที่เทาที่เพิ่งทะลุผ่านตัวเขาเมื่อครู่ สิ่งนั้นมันกำลังปักอยู่ที่พื้นรูปร่างของมันคือลูกธนูแสงที่มีสีเทาเงางามหลังจากนั้นไม่นานลูกธนูนั้นก็แตกสลายหายไปในอากาศราวกับดอกไม้ที่กลีบของมันค่อยๆร่วงโรยและปลิวหายไปกับสายลม

เมื่อศรสีเทาเลื่อนหายไปร่างของชายที่กำลังจ่อปืนไปยังเด็กสาวก็ค่อยๆล้มลงกับพื้น ตามมาด้วยความเจ็บปวดที่เขาไม่อาจจะร้องออกมาได้ เขาทำได้แต่หายใจหอบเหมือนคนใกล้ตายโดยปล่อยให้หน่วยจู่โจมที่เหลือหันหลังกลับไปยังทิศที่ศรนั้นพุ่งออกมา พวกสเลเยอร์ทุกคนตรงนั้นต่างอยู่ในท่าพร้อมต่อสู้ปืนทุกกระบอกกำลังหันไปหาทางเป้าหมายเดียวกัน

ร่างของผู้หญิงยืนย่างเท้าเข้ามาอย่างสง่าอยู่ตรงหน้าของหน่วยจู่โจมทุกคน เมื่อได้มองใกล้ๆทำให้พวกเขาเห็นเอกลักษณ์ที่สร้างความหวั่นเกรงของเธอ ใบหน้าที่ไม่สามารถประมาณอารมณ์ความรู้สึกได้เนื่องจากถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีเทาที่มีลวดลายสีดำเป็นรูปหน้าไม้ซึ่งถูกบากผ่ากลางราวกับตั้งใจ ผ้าคลุมครึ่งลำตัวที่สะบัดไปตามสายลมรับกับชุดสาวพนักงานบริษัทสีเรียบๆทำให้เรือนร่างที่มีส่วนโค้งเว้าของผู้ใหญ่แลดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ข้อมือของเธอคนนั้นมีจี้ข้อมือสีเทากำลังเปล่งแสงประกายสีเงินซึ่งถักทอเป็นรูปทรงของคันธนูขนาดเล็ก และด้วยความกดดันทั้งหมดรวมถึงความรู้สึกประหลาดที่แผ่ออกมามันกำลังบ่งบอกว่าเธอพร้อมจะแผลงศรที่ไร้เสียงนั่นอย่างรวดเร็วเพื่อปลิดชีวิตทุกคนที่ขว้างทางได้ทุกเมื่อ

“คนพิเศษที่สวมกำไลและมีดีแต่วิ่งเข้าใส่? ที่ฟังดูนั่นคงไม่ใช่ฉันแน่เพราะฉันแค่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ฆ่าพวกนายทุกคนได้แล้วละ” เสียงที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงเพื่อไม่ให้ระบุตัวตนได้กล่าว

“แกเป็นใคร...?” เสียงสั่นๆของหน่วยจู่โจมคนหนึ่งเอ่ยขึ้น มือของเขาพยายามประคองปืนหันปลายกระบอกไปยังร่างปริศนานั้น

“ฝันร้ายของพวกนาย” เสียงของหญิงสาวที่ถูกตัดแต่งจนเหมือนพูดท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านผิวน้ำเอ่ยขึ้น

ความหวาดกลัวที่ได้ก่อตัวขึ้นถึงขีดสุดทำให้สเลเยอร์คนหนึ่งเห็นท่าไม่ดีจึงหันกลับมาคว้าตัวเด็กสาวผู้สวมชุดแม่มดมาล็อคคอไว้พร้อมกับจี้ปากกระบอกปืนไปยังหัวของเธอ เขาหอบหายใจถี่ราวกับบรรยากาศแถวนั้นเบาบางเหมือนยอดเขา ความหนาวเย็นจากความกลัวกัดกินไปลึกถึงกระดูก สายตาที่เบิกโพลงจ้องมองหญิงหน้ากากสีเทาอย่างไม่กระพริบ

“เหมือนฉันจะเคยได้ยินว่าแกเป็นใคร รู้สึกว่าแกตั้งใจจะช่วยเด็กนี่สินะ เก็บอาวุธแล้วเอามือยกขึ้นหัวไม่อย่างงั้นฉันจะเป่าหัวยัยเด็กนี่!” เสียงขู่แบบสุนัขจนตรอกกล่าว

“รู้สินะ...ว่าฉันคือใครดังนั้นก็น่าจะรู้ด้วยนิว่าฉันมาที่นี่ทำไม หรือเพราะความกลัวนั่นเลยลืมบางอย่างไป ไหนลองเอ่ยมันออกมาสิตัวตนของฉันที่แกรู้นั้นน่ะ” หญิงผู้สวมหน้ากากเอ่ยและไม่เพียงหยุดอยู่แค่นั้นเธอค่อยๆเดินเข้ามาใกล้เหล่าหน่วยจู่โจมเรื่อยๆ

“อย่า! อย่าเข้ามาถอยออกไป! แกไม่ได้ยินหรือไงฉันจะยิงนังเด็กนี่นะ!”

เสียงตะโกนเตือนนั่นราวกับไม่ได้อยู่ในความสนใจของหญิงปริศนาคนนั้นเลย เธอยังคงเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆและไม่มีท่าทีว่าตั้งใจจะหยุดแม้แต่นิดเดียว มือซ้ายของเธอที่มีคันธนูแสงปรากฏขึ้นกำลังรวบรวมกลุ่มก้อนของสายลมที่เงินรายรอบเป็นเส้นยาวลงมา แม้ว่าจะมองไม่เห็นดวงตาภายใต้หน้ากากแต่ความกดดันที่เหล่าสเลเยอร์ได้รับนั้นราวกับมีสายตาที่ดุดันน่าหวาดกลัวกำลังจ้องมองพวกเขาด้วยเจตนาฆ่า และจิตวิญญาณของพวกเขาก็ถูกเชือดเฉือนที่ละนิดด้วยระยะห่างระหว่างพวกเขาที่หดลดลงไปทุกที

“ไม่...เจ้าหน้ากากนั่นมันบ้าไปแล้ว...”

“บอกให้หยุดไงแกหูหนวกหรือไง หยุดเดินเข้ามาได้แล้ว!”

“ท่าทางจะไม่ดี ฉะ...ฉันจะเรียกกำลังเสริม”

สเลเยอร์คนหนึ่งพยายามที่จะใช้เครื่องมือสื่อสารของเขาเรียกพรรคพวกที่ประจำจุดอื่นให้มาสมทบได้ก็เพียงได้แค่คิดเท่านั้น ทันทีที่เขาจะใช้มันแสงสีเทาก็พุ่งตรงมาทะลุร่างของเขาและสิ้นลมหายใจไปในทันที คันธนูที่เพิ่งเหนี่ยวศรออกไปสักครู่ค่อยๆรวบรวมศรลูกใหม่อย่างช้าๆภายใต้มือซ้ายของหญิงสาวชุดพนักงานบริษัทใบหน้าใต้หน้ากากนั้นไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ เพียงแต่การกระทำของเธอนั้นไม่ได้ดูมีท่าทีร้อนรนแม้แต่น้อยราวกับว่าชีวิตของเหล่าหน่วยจู่โจมตรงหน้านั้นไม่อาจรอดเงื้อมมือของเธอไปได้เช่นนั้นแล้วเธอก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบในการช่วงชิงลมหายใจของพวกเขา พร้อมกับย่างก้าวแสนสุขุมที่เริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ๆขึ้นทุกครั้งที่กระพริบตา

“เอ่ยตัวตนของฉันที่แกรู้มา” เสียงที่ถูกดัดแปลงผ่านหน้ากากออกมานั่นยังคงย้ำคำเดิม

“อะ...อา ฉันจะไม่เอ่ยถึงมัน ไม่อย่าเข้ามา!” เสียงตะโกนด้วยความหวาดกลัวตามมาด้วย

หลังจากนั้นปืนทุกกระบอกก็ลั่นไกใส่ร่างของหญิงสวมหน้ากากคนนั้นทันทีโดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า กระสุนทุกนัดนั้นถูกกำหนดให้พุ่งตรงเข้าหาศัตรูที่น่าหวาดกลัวของพวกเขา แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาคิดเลย ร่างปริศนาตรงหน้านั้นเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วราวกับไม่มีน้ำหนักและหลบกระสุนที่พุ่งตรงออกมาได้นัดต่อนัด ร่างกายทุกส่วนนั้นเคลื่อนไหวบิดโค้งหลบการจู่โจมที่พุ่งตรงอย่างชำนาญ แม้กระสุนบางนัดที่ไม่ได้สามารถหลบได้ก็ถูกปัดป้องด้วยศรสีเงินที่ปล่อยออกมาปะทะหักล้างกัน และท้ายที่สุดก็มีศรแสงส่วนหนึ่งพุ่งทะลวงร่างของหน่วยจู่โจมคนละดอกตรงหน้าอกของพวกเขา โดยเหลือชายคนหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยจู่โจมที่กำลังจับเด็กสาวม.ปลายเป็นตัวประกันไว้

“เอ่ยตัวตนของฉันที่นายรู้มาแล้วปล่อยเด็กคนนั้นไปซะ ถ้าทำอย่างนั้นนายจะรอด” เสียงหญิงที่ฟังดูบิดเบี้ยวเกินกว่าจะระบุตัวตนได้กล่าว

“ฉะ...ฉันเคยได้ยินข่าวลือมาว่าสมัยเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วมีใครคนหนึ่งแต่งตัวแบบแกค่อยไล่ล่าสเลเยอร์จนโด่งดั่งไปทั่วแค่นั้นแหละ แต่ฉันจะไม่ปล่อยเด็กคนนี้แน่เพราะฉันไม่เชื่อว่าแกจะปล่อยฉันไปหรอก!” สเลเยอร์ผู้สวมชุดเกราะหน่วยจู่โจมตะโกนบอกพร้อมกับลากตัวเด็กสาวชุดแม่มดถอยห่างออกไป

“ถึงนายไม่ปล่อยฉันก็ฆ่านายได้อยู่ดี ลองคิดดูนะถ้าทิ้งเด็กผู้หญิงคนนั้นไว้แล้วหันหลังวิ่งอาจจะดีกว่าก็ได้ อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยผิดสัญญากับใครบนโลกนี้มาก่อน”

“กะ...แกแน่ใจนะ ว่าแกจะไม่กลับคำ...” หน่วยจู่โจมเอ่ยพร้อมกับค่อยๆคลายแรงที่รัดคอเด็กสาว

“แน่นอนที่สุด ฉันเป็นคนรักษาสัญญากว่าพวกสเลเยอร์แบบนายก็แล้วกัน”

เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วสเลเยอร์คนนั้นก็ผลักตัวเด็กสาวออกมาแล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที เห็นดังนั้นแล้วหญิงลึกลับที่สวมหน้ากากก็พุ่งตัวเข้ามาประคองร่างของเด็กสาว พร้อมกับตรวจดูอาการบาดเจ็บซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่เป็นอะไรมา แม้จะมีหน้ากากกั้นเอาไว้แต่เสียงถอนหายใจโล่งอกก็ดูเหมือนจะชัดเจนพอให้เด็กสาวนามว่า ปราง ได้ยินอย่างพอดิบพอดี เมื่อรู้แบบนั้นปรางที่มีเรื่องสงสัยมากมายอยู่แล้วก็เริ่มมีความสงสัยในตัวของหญิงสวมหน้ากากตรงหน้าเพิ่มเข้าไปอีก

“ถ้าฉันคิดว่าตัวตนของคุณดูน่าสงสัยมากคงไม่แปลกเกินไปสินะค่ะ?” คำกล่าวพร้อมกับสายตาที่จ้องไม่กระพริบกำลังเพ่งความสนใจมายังใบหน้าที่มีหน้ากากปิดบังไว้เบื้องหน้า

“...ไม่หรอก แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ค่อยแตกตื่นเท่าไหร่เลยนิผิดคาดเลยแฮะ”

“พอดีฉันเคยเจอกับเรื่องที่รุนแรงคล้ายๆแบบนี้มาแล้วและอีกอย่าง...”

“...ขอเวลาสักครู่นะ” เสียงที่ถูกดัดจากหน้ากากกล่าวขัดขึ้น

เมื่อพูดจบข้อมือซ้ายของเจ้าของเสียงบิดเบี้ยวนั้นก็เหยียดตรงขึ้นและชี้ไปยังสเลเยอร์คนเดิมที่กำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตไปไกลได้สักระยะ แสงสีเทาที่เคลื่อนไหวคล้ายสายลมก็ค่อยก่อตัวเป็นลูกธนูบนคันธนูที่กำลังเปล่งประกาย และเป้าหมายที่มันจะแผ่พุ่งไปนั้นก็คือหน้าอกของชายหน่วยจู่โจมคนนั้นเอง แต่ในจังหวะที่เหมาะกับการยิงศรดอกนี้ออกไปเด็กสาวปรางก็จงใจผลักข้อมือของนักธนูแสงที่อยู่ข้างกายเธอ ทำให้ศรที่ถูกปล่อยออกไปด้วยความเร็วในพริบตานั้นเกิดเสียงแหวกอากาศเบาๆและพลาดปักลงที่เอวด้านหลังของชายคนนั้นแทน แต่อย่างน้อยสเลเยอร์คนนั้นก็ไม่ได้สิ้นลมในทันทีเขาแค่ล้มลงและยังตะเกียกตะกายคลานหนีต่อไป

“...ไหนคุณบอกว่าเป็นคนรักษาสัญญายังไงละค่ะ” เสียงที่ฟังดูคุ้นเคืองของปรางเอ่ยขึ้น

“ฉันบอกว่าฉันไม่เคยผิดสัญญากับใครบนโลกมาก่อนสินะ...”

“ใช่คะ คุณบอกว่าเพราะแบบนั้นคุณเลยไม่เหมือนกับคนอย่างพวกเขา”

“ก็อย่างว่าละเพราะว่า...‘คนพวกนั้นฉันส่งมันไปโลกหน้าหมดแล้ว’ยังไงละ”

สิ้นเสียงหญิงสวมหน้ากากพูดศรแสงอีกดอกก็ถูกปล่อยออกไปในทันที มันพุ่งตรงไปยังร่างที่กำลังพยายามใช้แรงที่เหลืออยู่คลานต่อไปนั้น และเสียบเข้าที่หัวของชายผู้นั้นอย่างไม่ปราณีทำให้ร่างนั้นแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป พอชายหางตาดูสักพักจนแน่ใจแล้วหญิงผู้แผลงศรนั้นก็ค่อยหันหน้ากลับมาจ้องมองแววตาผ่านแว่นตาสีเงินที่กำลังแสดงความรู้สึกผิดหวังออกมา ปรางไม่ได้กล่าวอะไรในทันทีเธอพยุงตัวเองจนลุกขึ้นยืนตรงอีกครั้งและมองไปยังร่างที่ไร้ชีวิตของหน่วยจู่โจมที่ถูกสังหารไปทีละคนๆ

“ไหนลองว่าต่อไปสิ ว่าเธอดูเหมือนตกใจในเรื่องพวกนี้น้อยไปหน่อยนะ” หญิงลึกลับเอ่ยถามด้วยเสียงที่บิดเบี้ยวผ่านหน้ากากออกมา

“ตอนที่ฉันกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายในชีวิตนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนที่ฉันไม่รู้จักมาช่วยฉันไว้ อาจจะเพราะบางอย่างที่ฉันรู้สึกได้ว่าแท้จริงแล้วเขาอาจอยู่ใกล้กว่าที่ฉันคิดก็ได้ มันทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจเพราะคิดว่าถึงแม้จะเจอเรื่องอันตรายแต่เขาก็ค่อยปกป้องอยู่เสมอๆ พอเป็นแบบนั้นมันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนคนเห็นแก่ตัวไม่พูดไม่ถามว่าเขาลำบากใจหรือรู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองทำไหม ไม่ใช่แค่ฉันที่ถูกปกป้องแต่เขาปกป้องทุกคนที่เขาต้องการ และพอรู้แบบนั้นฉันก็ไม่เคยทำอะไรให้เขาได้เลย...” เสียงของเด็กสาวค่อยๆแผ่วเบาและกลายเป็นเสียงสะอื้นในที่สุด

น้ำตาค่อยๆไหลรินออกมาขณะที่เธอกำลังก้มหน้าข่มใจตัวเองมันก็ตกกระทบบนเลนแว่นของเธอ ไหลไปตามกรอบสีเงินนั่นและร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างช้าๆ ร่างปริศนาที่สวมหน้ากากไม่ได้ทำอะไรยื่นนิ่งและชายสายตามาจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังระบายความรู้สึกสมเพศตัวเองออกมา

“...รู้ไหมในตอนแรกฉันคิดว่าเธอโง่เหมือนที่เห็นภายนอกซะอีก”

“คะ ซิก...ฉันได้แต่แกล้งโง่มาโดยตลอด แม้ตอนแรกจะเป็นแค่ความรู้สึกสังหรณ์ใจแต่เมื่อทุกอย่างเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆฉันก็ได้แค่โง่ต่อไป ไม่มีแม้แต่คำถามสักคำที่จะกล้าเอ่ยปาก จ้องมองสีหน้าที่แสดงความอึดอัดของเขาต่อไปไม่ใยดีว่าเขากำลังเผชิญกับอะไรเลยแม้แต่น้อย ฉันมันเห็นแก่ตัวที่สุด...” ปรางพูดทั้งน้ำตาและหลังจากนั้นก็ปล่อยโฮกออกมาพักใหญ่

แท้จริงแล้วปรางเองก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดและความอึดอัดใจของเพื่อนของเธอนั่นก็คือมีนา มีหรือที่เธอจะไม่รู้เรื่องของเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาเป็นปีได้เลยแม้ตอนแรกที่ถูกช่วยเหลือจากพวกมาเฟียทวงหนี้จะยังไม่รู้ตัวก็ตามหากแต่เมื่อทุกอย่างเริ่มดำเนินมาเรื่อยทุกอย่างก็เริ่มคลี่คลายออกมาทีละนิด ทั้งการวางตัวที่ดูถอยห่างออกไปหน้าตาที่ดูอัดอั้นจากการปกปิดบางสิ่ง แต่ก็แลกมาด้วยความรู้สึกเข้มแข็งอบอุ่นที่เหมือนสามารถแบกรับใครก็ตามที่ร้องขอนั่น มันทำให้มีนาที่เธอรู้จักนั้นกลายเป็นคนใหม่ มีนาคนใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าตอนแรกของมัธยมปลายซึ่งถูกรังเกียจจากคนหลายคนและมีเพียงปรางคนเดียวที่อยู่เคียงข้าง ในตอนนี้ไม่มีสักเรื่องเลยที่เธอจะช่วยเพื่อนของเธอได้เหมือนถูกกีดกันจากโลกอีกใบที่มีนากำลังเผชิญโลกที่อันตรายและโหดร้ายเกินกว่าจะยื่นมือของเธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้

แต่น้ำตาและใบหน้าที่หดหู่นั้นก็อยู่ไม่นานราวกับว่าปรางเริ่มรู้ตัวเองว่าเวลานี้คงไม่เหมาะสำหรับการร้องไห้และกล่าวโทษตัวเองให้มากมายนัก หรืออีกอย่างก็คือเธอเป็นคนที่มีความสามารถในการปิดบังความรู้สึกแย่ๆในตัวเองได้ดีการกระทำเมื่อครู่จึงอาจจะเกิดกว่าที่หัวใจเธอจะแบกรับได้จนต้องระบายออกมาจริงๆ ฝ่ามือที่เรียวยาวของเด็กสาวค่อยๆปาดน้ำตาตัวเองที่ละนิดและสูดหายใจยาวๆลึกๆสักพักก่อนที่เสียงของหญิงสาวลึกลับผู้สวมหน้ากากจะเอ่ยขึ้น

“ฉันรู้สึกสนใจเพื่อนของเธอแล้วสิ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ช่วยเธอเป็นคนที่สองต่อจากคนคนนั้นจริงๆ”

“แต่ฉันรู้สึกเสียใจที่ได้คุณช่วยไว้คะ คุณไม่เหมือนเพื่อนเลยสักนิดถ้าเป็นเขาละก็ต้องเลือกทางที่ไม่เสียเลือดเนื้อต่างจากสิ่งที่คุณทำแน่ๆ แล้วก็...”

เด็กสาวถอดหมวกใบใหญ่และผ้าคลุมชุดแม่มดออกพร้อมกับจัดเสื้อผ้าให้มีความคล่องตัวขึ้น หลังจากนั้นสายตาภายใต้แว่นกรอบเงินก็จ้องมองมายังใบหน้าที่ปกปิดไว้ด้วยหน้ากากและย่างเท้าเข้ามาในระยะประชิดที่สามารถจะสื่ออารมณ์ที่จริงจังของเธอให้อีกฝ่ายเห็นอย่างเต็มที่ ใบหน้าที่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนเคยร้องไห้โทษตัวเองในตอนนี้ดูมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า

“ฉันตัดสินใจว่าตัวฉันเองจะไม่นิ่งเฉยอีกแล้วและตัวฉันเองถึงแม้จะดูโง่เหมือนภายนอกที่คุณเห็นแต่ฉันก็ไม่ได้ทึ่มเกินกว่าจะสังเกตได้ว่า กลิ่นที่ออกมาจากตัวของคุณเหมือนกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่ใช้ในสำนักงานหนังสือการ์ตูนเด็กผู้ชายที่ฉันเคยไปทำพาร์ทไทม์อยู่ด้วยคะ!” เด็กสาวตะโกนพร้อมกับสะบัดบั้นท้ายหันกลับและเดินเร็วออกไปโดยทิ้งให้หญิงผู้สวมหน้ากากยืนอึ้งกับคำพูดของเธออยู่พักหนึ่ง

“...นี่ฉันต้องทำเรื่องเพิ่มค่าแรงให้เด็กฝึกงานพาร์ทไทม์ด้วยไหมเนี่ย...?” เสียงผู้หญิงที่ถูกดัดแปลงผ่านหน้ากากพึมพำกับตัวเอง

 

ชายคนหนึ่งค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ในตอนนี้เขากำลังถูกรบกวนอย่างมากด้วยน้ำเสียงที่กับดังขึ้นปะทะกันรอบกายๆ ความรู้อ่อนแรงและเจ็บปวดที่ก็เริ่มทวีขึ้นทุกทีเมื่อเขาได้สติคืนมามากขึ้น ดวงตาที่เปิดออกเริ่มกวาดสายตาไปรอบๆสิ่งที่เขาเห็นคืนใบหน้าของคนสามคนที่กำลังจ้องมองมาเป็นตาเดียว ใบหน้าของเด็กหนุ่มอ่อนวัยที่กำลังทำหน้าเบื่อหน่ายกับอีกสองคนที่เหลือ ใบหน้าของชายหนุ่มที่แน่นิ่งไม่แสดงความรู้สึกราวกับเส้นประสาทตาย และสุดท้ายคือใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังบิดเบี้ยวเหมือนจะร้องไห้ออกมาเต็มที

“นะ...ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จสินะ เห็นหลับไปแบบนั้นคิดว่าคุณจะตายไปแล้วซะอีก...” เด็กสาวนามว่ากัลปณาเอ่ยพร้อมกับยิ้มและโผเข้ากอดร่างที่เพิ่งได้สตินั่น

“ก็บอกแล้วไงชีพจรยังเต้นอยู่ทำเป็นใจหายไปได้ แล้วนั่นรุ่นพี่เขาเพิ่งฟื้นนะถอยออกมาซะเด็กบัญชี” เสียงอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มผมสีเทาเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงตัวกัลปณาออกมา

“รุ่นพี่ฐิติรู้สึกแปลกๆไหมครับ ยืนไหวไหม?” เสียงเรียบๆของศิรินเอ่ยถามแม้จะไม่แสดงสีหน้าออกมาแต่เขานั้นดูจะเป็นคนที่มีความเป็นห่วงที่สุด

ร่างของชายสูงยาวค่อยๆลุกขึ้นนั่งและก้มลงมองพร้อมกับใช้มือจับแผลที่เอวในทันที แม้ปากแผลจะมีหน้าตาที่ไม่น่าดูและมีเลือดคั่งอยู่แต่มันก็ไม่ไหลออกมาอีกแล้ว เขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังสั่นกระทบเบาอยู่ข้างในแผลนั้นและจังหวะการเต้นของหัวใจสูบฉีดเลือดผ่านบริเวณนั้นไปราวกับเส้นเลือดบริเวณนั้นไม่เคยฉีกขาดออกจากกัน

“วะ...วิเศษมากราวกับเวทมนตร์เลยแน่ะ ถึงจะรู้สึกเจ็บอยู่แต่เหมือนร่างกายตรงนั้นมันต่อติดกันอยู่เลยแฮะ!” รุ่นพี่ผู้มีตำแหน่งกัปตันชมรมพูดด้วยความประหลาดใจ

“ฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ถึงขนาดนี้ แม้จะไม่เคยลองมาก่อนแต่คงเพราะพยายามก็เลยทำได้ละมั้งค่ะ” เด็กสาวกล่าวออกมาด้วยความดีใจพร้อมกับเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมา

“ใช่แล้ว เก่งมากแม่ผักชีน้อยฉันคิดอยู่แล้วว่าฝากชีวิตไว้กับเธอได้ ฮาๆๆๆ!” รุ่นพี่ฐิติเอ่ยพร้อมกับลูบหัวเด็กสาวอย่างเอ็นดูแม้เจ้าตัวจะแสดงสีหน้าไม่พอใจนิดๆก็ตาม

“แบนชีต่างหากละค่ะ! เอาเถอะคุณปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ”

“...ปลอดภัย...งั้นเหรอ?”

เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยขัดขึ้นเงียบๆแต่ก็เพียงพอที่ทำให้สายอีกสามคู่ได้ยินและหันกลับมาหาร่างต้นเสียง เด็กหนุ่มผมสีเทาค่อยๆลูบริมฝีปากและคางของตัวเองช้าๆ ราวกับกำลังนึกถึงอะไรบางอย่างที่หลงลืมไปจากเหตุการณ์โล่งอกที่ช่วยเหลือรุ่นพี่ฐิติเอาไว้ได้ในครั้งนี้ แต่พอทำแบบนั้นอยู่สักพักก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาต่อ เขาขยับไปใกล้ๆร่างของกัปตันชมรมและเริ่มการพันแผลใหม่อีกครั้ง การแสดงออกของเธอราวกับว่าเธอมีเรื่องที่กังวลใจอยู่แต่ก็พยายามคิดถึงแต่สิ่งที่ตัวเองต้องทำในปัจจุบันเท่านั้น

“...มีอะไรหรือเปล่า?” ศิรินเอ่ยถามในขณะที่มีนาในร่างวิกตอเรียกำลังก้มหน้าทำหน้าที่ของเธออยู่

“เรื่องที่ฉันคิดในหัวมันวุ่นวายตีกันในหัวเต็มไปหมด บางครั้งฉันก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดีถึงพยายามจะคิดแต่เรื่องที่ควรทำในปัจจุบันแต่ก็กลัวที่จะลืมสิ่งที่ค้างคาใจของตัวเองไป ทั้งเรื่องที่ทำไมพวกสเลเยอร์ถึงต้องการกำไล เรื่องที่รุ่นพี่รู้จักกับ...เธอคนนั้น...ธันวาก็ด้วย รวมถึงเรื่องที่รุ่นพี่รู้ตัวตนของฉันด้วย” เด็กหนุ่มเอ่ยพร้อมกับปิดงานพันแผลจนเสร็จพร้อมกับจ้องมองลงไปในดวงตาของชายที่มีผมหยักศกและไว้หนวดเคราคนตรงหน้า

“ไม่หรอกน่าฉันไม่รู้อะไรเลยน้า แค่ตอนนั้นได้ยินถึงเรื่องการเรียนกับวิชาสุขศึกษาและปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่จะมีเด็กคนหนึ่งศิรินเล่าให้ฟังบ่อยๆก็เอ่ยชื่อออกมาน่ะ ฉันไม่คิดว่านายเป็นเด็กคนนั้นเลยน้า ไม่มีทางหรอกเธอออกจะมีเสน่ห์และพอพักหลังๆที่เธอเลิกเก็บตัวแล้วมาใส่ชุดสาวบันนี่เกิร์ลนี่เซ็กซี่และฮ็อตไปทั่วชมรมในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเลยละ...อ๊าก!” เสียงของรุ่นพี่ฐิติขาดหายไปตามด้วยเสียงร้องเจ็บปวดจากการถูกเด็กผู้ชายผมสีเทาตรงหน้าดึงผ้าพันแผล

“โทษทีรุ่นพี่เช็คว่าผ้าพันดีหรือเปล่าแค่นั้นแหละ” เด็กหนุ่มเอ่ยพร้อมกับลุกออกไป

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วคนที่เหลือก็ลุกยืนขึ้นตาม พวกเขาต่างจ้องมองไปยังแผ่นหลังของชายหนุ่มผมสีเทาที่กำลังทอดสายตายาวออกไปข้างหน้า ใบหน้าที่อ่อนเยาว์และติดความสวยหวานเล็กนั่นแสดงความรู้สึกที่ดูจริงจังเป็นพิเศษ ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านช่วงตึกมาปะทะและแสงอาทิตย์ที่เล็ดลอดเข้ามาทำให้ผมสีเทานั้นเคลื่อนไหวเปล่งประกายเป็นสีเงิน สายตาสามคู่ที่จ้องมองภาพตรงหน้าอยู่นั้นก็ต่างหันมายิ้มให้กันเล็กๆ

“เอายังไงดีละ ไอ้หนุ่มผมเงินจากที่ลุงอ้วนหิวถุงเท้าที่นอนดิ้นอยู่ตรงนั้นบอกว่ายังมีไอ้พวกแบบนี้อีกหลายคนเลยนะ”รุ่นพี่ฐิติที่ได้ศิรินพยุงตัวเอาไว้กล่าวออกมา

“เสียงวุ่นวายข้างนอกเงียบไปแบบนี้ก็มีหลายความเป็นไปได้และก็มีแต่ความเป็นไปได้แย่ๆทั้งนั้น แถมฉันยังทิ้งเพื่อนไว้ที่ชมรมวิจัยการ์ตูนอีกยังไงคงต้องไปดูหน่อยแล้วละ ใครที่ไม่ไหวไม่อยากเสี่ยงก็อยู่ที่นี่แหละ” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยและออกเดินไป

เมื่อเดินไปสักพักวิกตอเรียก็ได้ยินเสียงเท้าของคนสามคู่อยู่เบื้องหลังพอเป็นแบบนี้มันทำให้อดที่จะยิ้มออกมาบางๆไม่ได้ แม้ไม่ต้องหันกลับไปก็รู้ได้ว่าคือใครบ้างและในตอนนี้เขาก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้สู้อยู่คนเดียวอย่างแน่นอน

ร่างทั้งสี่วิ่งตรงออกไปยังลานกว้างโดยมีเด็กหนุ่มผมสีเทาวิ่งนำกลุ่ม สายตาที่เฉียบแหลมนั้นมองกวาดหาผู้คนคนอื่นไปทั่วแต่ก็ไม่พบใครเลย โรงเรียนที่เมื่อชั่วโมงก่อนกับสับสนวุ่นวายกับการที่มีหน่วยจู่โจมไม่ทราบสังกัดไปบุกเข้าทำลายระบบสื่อสารและใช้อาวุธปืนข่มขู่ในตอนนี้ทุกอย่างดูเงียบสงบไร้วี่แววของแขกผู้มาเยี่ยมชมนักเรียนหรือกลุ่มคนติดอาวุธแม้แต่คนเดียว ในตอนนี้ยังมีอีกที่หนึ่งที่พวกเขาสามารถจะเดาได้สถานที่ที่สามารถจุคนจำนวนมากได้นั่นก็คือลานกว้างบริเวณหน้าโรงเรียน

“ทำไมต้องเป็นที่ลานกว้างนั่นด้วยละ?” เสียงราบเรียบของศิรินเอ่ยถามในขณะที่พยุ่งรุ่นพี่ฐิติวิ่งอยู่นั้นเขาก็วิ่งขึ้นมาตีคู่กับวิกตอเรียอีกด้วย

“พวกสเลเยอร์นั่นคงต้องการจับทุกคนเป็นตัวประกันเพื่อกดดันให้เราออกมาเป็นวิธีที่ฉลาดดีแปลว่าก็ต้องศึกษาเกี่ยวกับตัวฉันมาอย่างดี สถานที่ที่เลือกเป็นพื้นที่เปิดโล่งกว้างเพื่อไม่ให้เราเข้าประชิดและช่วยเหลือตัวประกัน แค่โผล่หน้าออกไปเราก็เป็นแค่เป้าเด่นๆให้พวกนั้นใช้ปืนจัดการ” มีนาในร่างของวิกตอเรียตอบ

“พูดแบบเยือกเย็นแบบนี้แปลว่ามีแผนแล้วสินะไอ้หนุ่มผมเงิน” กัปตันชมรมผมหยักศกพูดพร้อมกับรอยยิ้มอย่างชื่นชม

“ไม่มีหรอก ที่พูดไปแบบนั้นเพราะรู้สึกกดดันจนไม่รู้จะทำยังไงน่ะ”

เมื่อได้ยินวิกตอเรียกล่าวแบบนั้นรุ่นพี่ฐิติก็หุบยิ้มไปตีหน้านิ่งทันทีพร้อมกับคนที่เหลือพอได้ยินแล้วก็เปลี่ยนสีหน้าจากที่เคยมีหวังเป็นความรู้สึกสิ้นหวังเช่นกัน มีนาที่ซึ่งมีมันสมองพอที่จะคิดแผนได้ก็ถึงกับหมดหนทางดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องถามว่าใครคนอื่นที่เหลือว่ามีความคิดดีๆที่จะบุกชิงตัวประกันอีกกันแล้ว เพราะครั้งนี้ทั้งจำนวนคน อาวุธยุทโธปกรณ์ สถานที่ สถานการณ์ต่างๆล้วนไม่เป็นใจกับพวกเขาแม้แต่อย่างเดียว

“ถึงแบบนั้นก็จะช่วยพวกเขาอย่างนั้นเหรอ?” ศิรินถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆของเขา

“ก็คงแบบนั้น เรื่องแบบนี้ฉันก็นึกไว้นานแล้วละถึงได้ถามพวกนายไงว่าถ้าคิดว่าเสี่ยงหรือไม่ไหวก็ไม่ต้องตามมา” มีนาในร่างเด็กหนุ่มตอบ

“...รู้ไหมฉันไม่ได้เก่งกาจมากมายพอที่จะมั่นใจว่าจะทำเรื่องพวกนี้ได้ และก็ไม่ได้ต้องการที่จะเสี่ยงด้วย ที่ฉันตัดสินใจในหลายๆเรื่องได้โดยไม่คิดเพราะเธอทั้งนั้น”

โดยส่วนมากเสียงของศิรินจะหลุดออกจากปากน้อยครั้งมากจดนับได้ และเขาก็มักจะไม่ใส่อารมณ์ในน้ำเสียงจนเรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่ผสมความรู้สึกที่เย็นชาเข้าไป แต่ในตอนนี้แม้มันจะเป็นเหมือนทุกครั้งแต่ความรู้สึกที่แฝงอัดแน่นอยู่ในประโยคเมื่อครู่กลับมากมายเหลือเกิน แม้ร่างกายจะกำลังวิ่งไปข้างหน้าแต่สายตาสีเทาของวิกตอเรียกลับเบนมาหาชายหนุ่มคนนี้ ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่แสดงความประหลาดใจเล็กน้อยกำลังเผชิญกับใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มผู้วิ่งอยู่เคียงข้างกัน

ใบหน้านั้นไม่ได้ตายแน่นิ่งไร้ความรู้สึกเหมือนเช่นเคย คิ้วเรียวยาวกำลังขมวดเข้าหากัน ปลายริมฝีปากกำลังชี้ลง อารมณ์กลัดกลุ้มและความเป็นห่วงกำลังถ่ายทอดผ่านเข้ามาให้มีนาได้รับรู้และมันก็มากพอที่จะทำให้เธอรู้สึกตัวได้ การกระทำและคำพูดของศิรินตั้งแต่ได้รู้จักกันจนถึงวันนี้มีนาเข้าใจมาตลอด มีนาไม่ใช่คนโง่แต่ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าศิรินนั้นมีใจให้แต่กลับนิ่งเฉยอย่างทุกครั้งเพราะความไม่เข้าใจ ความอ่อนหัดที่ไม่รู้จะตอบโต้กลับความรู้สึกของผู้ชาย และความสับสนนั้นมันทำให้เธอลืมพื้นฐานบางอย่างไป

พื้นฐานเรื่องความเป็นห่วงบนความรักของเขา มีนายังคงเป็นแค่เด็กสาวอยู่ตลอดเวลาแม้จะมีพลังที่แข็งแกร่งไว้ในครอบครอง แต่นั่นก็แค่เปลือกนอกเพราะการใช้ชีวิตที่เสี่ยงอันตรายหลายๆครั้งนั่น มันทำให้ศิรินต้องฝืนทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อเอาตัวเข้าไปเสี่ยงด้วย มันไม่ใช่ความผิดของเขาที่หลงรักเธอหัวปักหัวปำแต่เป็นความผิดของมีนาที่นิ่งเฉยกับความรู้สึกของชายหนุ่มที่มีให้ต่างหาก ด้วยความคิดที่ว่าสามารถรับผิดชอบคนอื่นและตัวเองได้มันทำร้ายคนที่รักเธอไปมากกว่าที่เธอคิดซะอีก

“ศิริน...”

“...ทำไมเราไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่คนอื่น พวกตำรวจ พวกมอนตี้ ใครก็ได้ที่ไม่ใช่เธอละ...ฉันไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะเห็นเธอเป็นอะไรไปต่อหน้านะ”

ทันทีที่จบประโยคนั้นความรู้สึกทั้งสองในใจของมีนาก็เริ่มบีบคั้นและกดดันเธอมากขึ้นไปอีก ความรู้สึกแคร์ศิรินรวมถึงรุ่นพี่ฐิติและกัลปณาที่ตามเธอมากับความรู้สึกที่เป็นห่วงเพื่อนคนสำคัญที่เธอทิ้งไว้อย่างปรางและผู้คนอื่นๆ สิ่งเหล่านั้นมันทำให้เธอหายใจเริ่มไม่ทั่วปอดเช่นนั้นแล้วความอึดอัดแบบนั้นมันทำให้เธอเค้นเหตุผลมาใช้แทนความรู้สึกที่ใช้การไม่ได้ในทันที

“พวกนั้นปิดกั้นสัญญาณสื่อสารโดยทั่วไปทำให้ขอความช่วยเหลือจากภายนอกไม่ได้ และเรื่องมอนตี้ถ้ากำไลที่เจ๊งอยู่แบบนี้ทำได้ฉันก็ทำไปนานแล้ว เวลาแบบนี้...ทั้งๆที่เหตุการณ์ผ่านไปเป็นชั่วโมงความช่วยเหลือจากตำรวจก็ยังไม่มาก คิดว่าตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกัน!” มีนาในร่างวิกตอเรียตวาดใส่ศิริน

“แล้วทำไมต้องเป็นเธอละ ทำไมต้องยอมเสี่ยงทำไมเราไม่เอาตัวรอดฝ่าออกจากโรงเรียนไปก่อน แล้วค่อยตามคนมาช่วยทีหลัง”

“แล้วถ้าทำแบบนั้นจะเป็นยังไงละ ไอ้พวกสเลเยอร์มันต้องการตัวฉันและกำไลบ้าๆนี่ ถ้าเราหนีออกไปทุกคนในโรงเรียนและปรางจะเป็นยังไงนายก็ไม่สนหรือไง!”

ในระหว่างที่มีนาตะคอกใส่ศิรินที่ยังคงใช้น้ำเสียงเรียบๆของเขาตอบโต้อยู่นั้น เสียงปืนก็ดังขึ้นและไม่ใช่แค่นัดหรือสองนัด แต่มันเป็นเสียงการต่อสู้ขนาดใหญ่ชนิดที่มีการรัวยิงเป็นชุดรวมถึงเสียงระเบิดมือที่ดังลั่นไปทั้งโรงเรียนตามมา จากการโต้เถียงกันด้วยคำพูดต่างๆนาๆกลับกลายเป็นความเงียบและเสียงฝีเท้าที่เร่งความเร็วขึ้นอีก ไม่ต้องเดาก็รู้ได้เลยว่าเสียงพวกนั้นล้วนดังมาจากลานกว้างของโรงเรียนอย่างแน่นอน

ศิรินพยายามที่จะวิ่งนำขึ้นไปเป็นคนแรกของกลุ่มโดยค่อยๆปล่อยแขนที่ใช้พยุงรุ่นพี่ฐิติไป แต่ด้วยกำลังของเขาก็ไม่สามารถแซงร่างกายที่แข็งแกร่งของวิกตอเรียได้ไม่นานก็ถูกทิ้งห่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด มีนาในร่างเด็กผู้ชายนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจและความกลัวถึงอันตรายที่ผู้คนในโรงเรียนจะได้รับวิ่งด้วยความเร็วเกินขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไปโดยไม่สนใจอีกสามคนที่วิ่งตามมาไม่ทันเลยสักนิด

เมื่อมาถึงตำแหน่งที่ใช้สายตามองได้ชัดเจนในระยะใกล้เบื้องหน้าของชายหนุ่มผมสีเทาก็ปรากฏกลุ่มคนจำนวนมากกำลังวิ่งหนีตายออกมาจากลานกว้างนั่น พวกเขาทุกคนบ้างก็เป็นแขกผู้มาเยี่ยมชมโรงเรียน บ้างก็เป็นนักเรียนของโรงเรียนนี้ วิ่งเบียดกันอย่างชุลมุนตรงไปยังถนนเส้นที่นำไปยังทางออกของโรงเรียน วิกตอเรียที่เสียความเยือกเย็นไปกับเหตุการณ์นี้ได้แต่ยืนมองผู้คนที่วิ่งผ่านตัวเองไป สายตาของเด็กหนุ่มกำลังมองหาเด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มคนมากมายที่กำลังวิ่งออกมาเหล่านั้นก่อนที่จะหาเหตุผลว่าทำไมผู้คนที่ถูกจับเป็นตัวประกันเหล่านี้ถึงได้หนีออกมาอย่างง่ายดาย คนคนเดียวที่มีนาในร่างวิกตอเรียต้องการหาคือเด็กสาวผู้เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว นั่นก็คือปราง

“...แฮ่กๆ บ้าเอ้ย... ไอ้หนุ่มศิรินอย่าจู่ก็ปล่อยคนเจ็บไว้แบบนี้ซิ แล้วนี้มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ยคนวิ่งกันเต็มไปหมด” รุ่นพี่ฐิติที่ได้แต่ประคองตัวเองเดินเซๆตามมาพูดขึ้น

“ขอโทษครับ แต่ตอนนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น กัลปณาฉันฝากรุ่นพี่ฐิติไว้หน่อยนะ” ศิรินเอ่ยตอบและวิ่งออกไปหาวิกตอเรียทันที

“เดี๋ยวก่อนสิคะพี่ชาย คนเยอะแบบนี้มันอันตรายนะคะ”กัลปณาพยายามส่งเสียงออกไปแต่ศิรินไม่สนใจฟังอีกแล้ว

เด็กหนุ่มผมสีดำวิ่งตรงออกไปฝ่าผู้คนที่วิ่งออกมาจากลานกว้างนั้นเข้าไปประชิดตัวเด็กหนุ่มอีกคนที่กำลังยืนแน่นิ่งใช้สายกวาดไปมาเพื่อมองหาเพื่อนสาว ฝ่ามือที่ใหญ่และดูแข็งแรงของศิรินจับเข้าที่แขนที่ดูเล็กบางของมีนาในร่างของวิกตอเรียดึงความสนใจให้หันกลับมามองที่ดวงตาสีน้ำตาลที่คมเข้ม ศิรินได้เห็นถึงสีหน้าที่วิตกกังวลของอีกฝ่ายใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มที่บิดเบี้ยวไปนั่นมันทำให้เขารู้สึกได้ว่ามีนากำลังย่ำแย่ขนาดไหน

“ฉันหาเธอไม่เจอน่ะศิริน...ฉะ...ฉันหาปรางไม่เจอ” เสียงอ่อนเยาว์ที่ออกแนวสั่นเล็กน้อยเอ่ยออกมา

“...งั้นเหรอ เธออาจจะอยู่ข้างในลานกลางนั่นก็ได้ไม่ต้องห่วงหรอกต้องเจอแน่”

“ฉันต้องฝ่าเข้าไปในนั้น มันต้องอันตรายแน่เพราะอย่างนั้นนายควร...”

มีนายังพูดไม่ทันจบมือที่จับแขนเธออยู่ก็ลดลงมากุมมือของเธอแน่น ใบหน้าของเด็กหนุ่มหันไปหาเจ้าของมือนั่นดวงตาสีเทาของเขาจ้องมองออกไปเพื่อจะจับความรู้สึกของการกระทำนี้จากใบหน้าของอีกฝ่าย แต่นั่นไม่มีอยู่ในใบหน้าที่ไร้อารมณ์ตรงหน้าแม้จะดูเยือกเย็นแบบนั้นแต่ความรู้สึกอบอุ่นอย่างแปลกประหลาดกำลังถ่ายทอดออกมาจากสายตาสีน้ำตาลของเขา

“ฉันจะไปกับเธอ เราสองคนจะเข้าไปหาปรางด้วยกัน” ประโยคที่เรียบง่ายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเอ่ยขึ้น หลังจากนั้นใบหน้าที่เป็นกังวลของวิกตอเรียก็ค่อยๆเปลี่ยนกลับไปเป็นใบหน้าที่จริงจัง

“รู้ตัวใช่ไหมว่ายิ่งวิ่งตามฉันนายจะยิ่งลำบากมากขึ้นเหมือนทุกครั้ง?”

“ฉันคิดว่าเพราะมีฉันเธอเลยลำบากซะอีก เพราะอย่างนั้นเรื่องที่พูดไปก่อนนี้ฉันจะเข้มแข็งให้มากขึ้นเวลาที่เธอลำบากก็แล้วกัน” เมื่อพูดแล้วสายตาสีเทาก็จดจ่ออยู่ที่ดวงตาสีน้ำตาลเจ้าของคำพูดอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่สีแดงระเรื่อที่แทรกขึ้นบนใบหน้าที่อ่อนเยาว์สายตาของวิกตอเรียก็หลบออกไปเสียก่อน

“...ไปช่วยปรางกัน...”

คำพูดที่แผ่วเบาราวกับพยายามผิดบังความรู้บางอย่างนั้นได้แต่ถูกปล่อยให้ล่องลอยออกไป ศิรินนั้นเพียงแค่ได้ยินคำพูดแบบนั้นเพียงแค่แวบเดียวเขาออกวิ่งจูงมือชายหนุ่มผมสีเทาออกไป ถึงแม้วิกตอเรียจะวิ่งได้เร็วกว่าหรือใช้กำลังของตัวเองฝ่าฝูงชนพวกนี้ได้ดีกว่ากลับยอมที่จะวิ่งตามแผ่นหลังของศิรินต่อไป พลางคิดไปว่าบางครั้งสิ่งที่จะลดช่องว่างที่น่าอึดอัดระหว่างมีนากับศิรินอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยอย่างการยอมรับให้อีกฝ่ายได้แสดงความเป็นผู้นำหรือการตัดสินใจที่จะทำเรื่องอันตรายร่วมกัน ใช่แล้วมันย่อมดีกว่าการที่เด็กผู้หญิงจะตัดสินใจคนเดียวแน่ๆแม้จะมีพลังที่แข็งแกร่งหรือสมองที่ปราดเปรื่องก็ตาม

เมื่อฝ่าเหล่าผู้คนที่วิ่งหนีตายเข้าไปยังใจกลางลานกว้างได้สักพัก สายตาของมีนาในร่างของเด็กหนุ่มก็เริ่มจับภาพของสาเหตุที่ทำให้เกิดความวุ่นวายนี่ได้ ร่างที่ไร้ชีวิตของหน่วยจู่โจมของสเลเยอร์มากมายนอนกองอย่างกระจัดกระจายอยู่ที่พื้น และที่เห็นอยู่ก็น่าจะเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่อธิบายได้ทำไมเหล่าสเลเยอร์จึงไม่สามารถควบคุมเหล่าตัวประกันให้อยู่ในลานกว้างอย่างสงบได้ แต่ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่าทำไมพวกหน่วยจู่โจมถึงได้ล้มตายกันอยู่เช่นนี้ เมื่อวิกตอเรียสังเกตบาดแผลของพวกเขาก็ปรากฏร่องรอยราวกับถูกอะไรบางอย่างพุ่งทะลวงร่างกายจนเป็นรูขนาดเล็กแต่เห็นได้ชัด

“กระสุนประเภทไหนกันที่สร้างแผลแบบนี้ได้” เสียงอ่อนเยาว์บ่นพึมพำ

“มีนาข้างหน้านั่น” ศิรินเอ่ยพร้อมกับชี้นิ้วไปยังทิศทางสายตาของเขา

สายตาของวิกตอเรียพุ่งตรงไปยังทางที่ศิรินบอกทันที สิ่งที่พวกเขามองเห็นคือร่างของเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินกำลังโบกไม้โบกมือพร้อมกับส่งเสียงตะโกนอะไรบางอย่างและดูเหมือนฝูงชนที่กำลังแตกตื่นก็วิ่งหนีออกมาเป็นขบวนตามที่เธอบอกอีกด้วย ทันทีที่เห็นแบบนั้นทั้งวิกตอเรียและศิรินก็ไม่รีรอรีบวิ่งตรงไปยังเด็กสาวคนนั้นทันที เมื่อได้เห็นเพื่อนรักของเธอยังปลอดภัยสีหน้าของมีนาในร่างของวิกตอเรียก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

“ทุกคนคะ วิ่งตรงไปทางนั้นเลย ตามคนข้างหน้าไปดูแลเด็กและคนสูงอายุด้วย อย่าเบียดอย่าดันกันนะคะ!” เสียงสดใสของปรางตะโกนพร้อมโบกมือให้เหล่านักเรียนและแขกที่มาเยี่ยมชมวิ่งออกไปเป็นขบวนอย่างมีระเบียบ แม้ว่าจะมีเสียงปืนหรือเสียงระเบิดดังขึ้นก็ไม่ทำให้ใบหน้าที่สวยหวานนั้นเปลี่ยนแปลงไปเลย เธอยังคงยืนหยัดชี้นำทางให้เหล่าผู้คนที่กำลังหนีตายอยู่ทั้งแบบนั้นโดยปราศจากความเกรงกลัว

ในขณะที่ปรางกำลังทำหน้าที่อยู่นั้นสายตาของเธอก็สะดุดกับคนบางกลุ่มที่วิ่งสวนทางกลุ่มคนที่วิ่งออกไป แต่เมื่อเธอมองดูดีๆแล้วร่างสองร่างที่กำลังวิ่งตรงมาหน้าเธอนั้นมันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไปเมื่อรู้แน่นอนแล้วว่าสองคนนั้นคือใคร เธอหยุดโบกมือและถอดแว่นตาออกพร้อมปาดน้ำตาไม่หยุดก่อนที่จะวิ่งเข้าหาร่างทั้งสองนั้น พวกเข้ากระโดดเข้าสวมกอดกันด้วยรอยยิ้มที่มีท่ามกลางความเลวร้ายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“ฉันเชื่ออยู่แล้ว เชื่อมาเสมอว่าคุณต้องมา...” ปรางพูดพร้อมซบลงที่หน้าอกภายใต้อ้อมกอดของชายหนุ่มผมสีเทา

“ฉันต้องอยู่แล้วก็เธอเป็นคนสำคัญของมีนานี่นะ มีนาขอร้องให้ฉันมาช่วยแล้วก็ออกจากโรงเรียนนี้อย่างปลอดภัยแล้วละ” เสียงอ่อนเยาว์ของวิกตอเรียเอ่ยพร้อมลูบหัวปลอบขวัญ

ในตอนนี้ปรางค่อยๆเงยหน้าของเธอขึ้นมากประสานกับสายตาสีเทาที่อยู่ตรงหน้า เธอยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนที่จะเขย่งเท้าของเธอขึ้น และเริ่มกระซิบข้างหูของชายหนุ่ม

“ฉันได้พยายามเท่าที่จะทำได้แล้วนะ เพราะงั้นอยากให้รู้ไว้ว่าไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรฉันเองก็สามารถแบกรับไปพร้อมๆกันกับเธอได้...” เสียงอันแผ่วเบากระซิบเข้าข้างหูวิกตอเรีย และด้วยประโยคนั้นทำให้สีหน้าของเขาแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย

“หะ...หืม หมายความว่ายังไงเนี่ย...?” เสียงตะกุกตะกักของเด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก

“อืม ก็หมายความตามแบบนั้นแหละคะ ฝากคำพูดเมื่อกี้กับคำขอบคุณไปให้มีนาด้วยนะคะ” ปรางเอ่ยทั้งรอยยิ้มบนใบหน้า

“อะ...อา แบบนั้นหรอกเหรอค่อยโล่งอกไปหน่อย ฮ่าๆๆๆ”

“คะ ฉันก็โล่งอกเหมือนกันที่คุณกับศิรินแล้วก็มีนาปลอดภัย”

เมื่อว่าจบปรางก็หันหน้าไปหาศิรินพร้อมกับขยิบตาให้แบบมีความหมายโดยนัย ซึ่งแม้แต่ศิรินที่ปั่นหน้านิ่งมาตลอดก็ชักกะตุกไปประมาณเสี้ยววินาที พร้อมกับพยักหน้าให้กลับไปอย่างงงๆเช่นกัน ดูเหมือนว่าตอนนี้ในสมองของศิรินจะขีดค่าคำว่าไร้เดียงสาที่เป็นนิยามหนึ่งในตัวของปรางออกไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมกลับมาคิดนั่งทบทวนตัวเองว่าทำไมธันวาหรือแม้แต่ปรางยังรู้ตัวจริงของวิกตอเรียได้ในขณะที่เขาไม่เอะใจเองแม้แต่น้อยและรู้ความจริงนี้จากคนอื่นแทน

หลังจากทั้งคู่ได้สวมกอดกันจนพอใจแล้ว วิกตอเรียก็ได้สังเกตว่ารายรอบนั้นไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ทุกๆคนหนีออกจากโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยและเสียงต่อสู้เสียงปืนก็เบาบางลง บริเวณนั้นเต็มไปด้วนร่างไร้ชีวิตของกลุ่มหน่วยจู่โจมของสเลเยอร์ ซึ่งแน่นอนว่านี่คงไม่ใช่ฝีมือของปรางอย่างแน่นอน

“ปรางทั้งหมดนี้เธอเป็นคนทำหรือเปล่า?” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยพร้อมกับหันหน้าไปยังทิศทางของเสียงปืนที่กำลังเกิดการต่อสู้ขึ้น

“ไม่หรอกฉันแค่ช่วยเหลือผู้คนในโรงเรียนที่ถูกจับเป็นตัวประกันน่ะ แต่เรื่องนี้ที่ทำได้ก็เพราะมีคนคนหนึ่งช่วยจัดการกับพวกคนที่ถือปืน...”

“คนคนหนึ่งงั้นเหรอ” วิกตอเรียเอ่ยในระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่ลอยมาไกลๆจากทางอีกฟากหนึ่งของลานกว้าง

เสียงโหยหวดที่น่าเวทนาดังขึ้นจากกลุ่มหมอกควันที่เกิดจากการระเบิดอีกด้านและทุกครั้งที่มีเสียงกรีดร้องสิ้นใจจำนวนเสียงปืนก็ลดลงเรื่อยๆ มันดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นช่วงเวลาสักพักหนึ่งโดยทั้งสามคนที่ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ของอีกฝั่งหนึ่งได้เลย พวกเขาจ้องมองไปยังกลุ่มควันที่ว่างเปล่ากลืนน้ำลายและสูดลมหายใจที่เหม็นกลิ่นดินปืนอยู่เงียบๆ จนกระทั้งเสียงร้องสุดท้ายได้เงียบหายไปพร้อมกับเสียงปืนนัดสุดท้าย

ภายใต้กลุ่มหมอกควันที่ล่องลอยปกคลุมอย่างหนาแน่นที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อครู่ ในตอนนี้มีเงาของร่างๆหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างในทัศนวิสัยที่ยากแก่การมองเห็น เหมือนกับว่าร่างนั้นจะค่อยเดินออกมาจากควันอยู่เรื่อยๆแต่ที่น่าแปลกคือไม่มีเสียงของฝีเท้าที่น่าจะดังก้องจากสภาพของลานกว้างเลย ในตอนนี้ทั่วบริเวณตรงนั้นกำลังเงียบสงัดสิ่งเดียวที่พวกมีนาได้ยินคือเสียงหายใจของกันและกันเท่านั้น

เมื่อรู้สึกถึงแรงคุกคามจากอีกฝั่งมีนาในร่างของวิกตอเรียก็โบกสัญญาณมือให้ศิริน แม้จะไม่ได้มีการตกลงกันแน่ชัดเรื่องการสื่อสารที่ว่าแต่ศิรินก็ดึงตัวของปรางเข้าไปอยู่ข้างหลังเขาในทันที ต่อมาสายตาสีเทาก็จับจ้องไปยังเงาที่เคลื่อนไหวนั้นและมันก็กำลังเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จนปรากฏร่างกายที่มีส่วนโค้งเว้าบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของเพศหญิงภายใต้ชุดสูทของพนักงานบริษัท แต่ที่น่าเตะตาเป็นพิเศษคือผ้าคลุมยาวครึ่งลำตัวและใบหน้าที่ถูกปิดบังด้วยหน้ากากฉาบด้วยสีดำเป็นลวดลายหน้าไม้ซึ่งถูกของมีคมขีดเป็นตำหนิผ่าครึ่งราวกับตั้งใจนั่น

“...ดูเหมือนว่าฉันคุ้นตากับตราหน้าไม้ของสเลเยอร์นะ แต่ว่าลวดลายบนหน้ากากนั่นมันทำให้ฉันมั่นใจว่าเคยเห็นมันมาก่อนจริงๆ” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยอย่างเคร่งขรึมพลางจ้องมองร่างปริศนาตรงหน้าโดยไม่ละสายตา

หญิงสาวภายใต้หน้ากากหยุดเท้าของเธอไปสักพักเมื่อพิจารณาจากองศาของสายตาภายใต้หน้ากากนั่นแล้ว ราวกับว่าเธอเองก็กำลังจ้องมองใบหน้าของพวกมีนาตาไม่กระพริบเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงครู่เดียวเท่านั้นแล้วฝีเท้าของเธอเริ่มกลับมาย่างก้าวอย่างช้าๆตรงไปยังเด็กหนุ่มผมสีเทาที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด

“ฉันเองก็คุ้นเคยกับใบหน้าและสีผมแบบนั้นของเธอเหมือนกัน” ร่างปริศนาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วบิดเบี้ยวซึ่งเกิดจากการแปลงเสียงเพื่อไม่ให้สามารถระบุตัวตนได้

“ถึงจะอยากขอบคุณเรื่องนี้ก็เถอะ แต่ว่าเราเคยเจอกันมาก่อนอย่างนั้นเหรอ?” วิกตอเรียเอ่ยถามขณะเดียวกันก็ออกเท้าก้าวเข้าไปหาบ้างเช่นกัน

“ถามแบบไม่แน่ใจนั่นรู้สึกเกรงใจหรือยังไงกัน?”

ทั้งคู่เดินเข้าหากันเรื่อยๆโดยไม่มีใครยอมลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้หญิงผู้สวมหน้ากากคนที่จะมีศัตรูเดียวกันกับมีนาแต่สัญชาตญาณนั้นกลับบ่งบอกเธอว่า บุคคลที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่มีความน่าไว้วางใจเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะแบบนั้นเท้าของทั้งสองจึงหยุดลงเมื่อห่างกันในระยะเกินกว่าที่ฝ่ามืออีกฝ่ายจะเอื้อมถึง สายตาจ้องเขม็งใส่กันอย่างไม่ลดละด้วยสีหน้าตรึงเครียดที่พร้อมจะเข้าต่อสู้ทันทีที่อีกฝ่ายต้องการ

“ความรู้สึกของฉันเหมือนจะสัมผัสอะไรได้จากรูปลักษณ์และหน้ากากนั่น...” เสียงอ่อนเยาว์เอ่ยต่อหน้าอีกฝ่าย

“เช่นนั้นจงเอ่ยตัวตนของฉันที่เธอรู้ออกมา...วิกตอเรีย...”

ทันทีที่หญิงปริศนาเอ่ยชื่อที่ยังไม่ได้บอกของมีนาออกมา นิ้วทั้งห้าที่กำลังกำแน่นของชายหนุ่มผมสีเทาก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากในทันที ในขณะที่สายตาของทั้งคู่จดจ้องอยู่ที่ดวงตาของอีกฝ่ายราวกับเวลาเดินช้าลง ไม่ว่าหมัดที่ถูกปล่อยออกไปจะช้าหรือเร็วไปหรือไม่แต่ เพราะความเฉียบคมของหญิงคนนั้นเพียงชั่วพริบตาเธอก็ใช้มือของตัวเองรับกำปั้นที่กำลังพุ่งใส่หน้าได้อย่างทันท่วงที

แต่ก็ไม่ได้สังเกตกันเลยว่าแขนที่ใช้รับกันของทั้งสองต่างฝ่ายต่างสวมกำไลข้อมือสีน้ำตาลและจี้ข้อมือสีเงินอยู่เช่นกัน กำไลสีน้ำตาลที่มีลวดลายงดงามและดูแปลกประหลาด จี้ข้อมือสีเงินที่ต่อกันด้วยโซ่เล็กๆจำนวนมาก เครื่องประดับทั้งสองเริ่มเปล่งประกายแสงเมื่ออยู่ใกล้กัน ความเปลี่ยนแปลงอย่างแปลกประหลาดนั้นมีนาได้แต่เพียงสัมผัสมันแค่หางตาเท่านั้น แรงผลักปริศนาก็ดีดแขนของเธอออกอย่างรุนแรง วินาทีต่อมาคือแสงสีน้ำตาลของกำไลบนข้อมือเธอทีกำลังส่องประกายราวกับพลุไฟดวงหนึ่งและแสงนั้นก็กลืนกินร่างกายทั้งหมดของเธอเข้าไป เมื่อส่องสว่างถึงที่สุดแล้วย่อมมีจุดร่วงโรยแสงสีน้ำตาลที่เคยเจิดจ้าก็ลดหายไปในพริบตา ชั่วลมหายใจหนึ่งนั้นปรากฏร่างกายของเด็กผู้หญิงเข้ามาแทนที่ร่างของชายหนุ่มผมสีเทาในทันที ความรู้สึกอึดอัด ร้อนรุ่มในกายและความเจ็บปวดได้ถาโถมเข้ามาในเวลาเดียวกัน

ด้วยความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ต่อหน้านั้นศิรินเห็นมีนาที่กลับคืนสู่ร่างเดิมค่อยๆร่วงหล่นลงไปบนพื้นราวกับตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต เขาเริ่มสวดภาวนาในใจนับแต่นั้นและวิ่งเข้าไปประคองร่างที่สิ้นแรงนั่นขึ้นมาจากพื้นในทันที สายตาที่เคยมีแต่ความเย็นชา ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉย กำลังแสดงความตื่นตระหนกและวิตกอย่างขีดสุด สายตาที่เสียความเยือกเย็นของเขาจ้องมองไปยังใบหน้าของเด็กสาวในอ้อมแขนที่กำลังหายใจอ่อนระริน หลังจากนั้นไม่นานปรางก็วิ่งตามเข้ามาติดๆและเริ่มกรีดร้องด้วยความตกใจ เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบเงินจับแขนของมีนาไว้แน่นพร้อมกับตะโกนชื่อของเพื่อนซ้ำไปมาหลายรอบ

“มีนา!...มีนา...มีนา มีนา!”

ในขณะที่สายตาที่อยู่ภายใต้หน้ากากจ้องมองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเด็กสาวที่อยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่มและเพื่อนหญิงของเธอโดยไม่มีการเคลื่อนไหวตอบสนองใดๆเลยแม้แต่น้อย สายตาสีน้ำตายที่ฉายแววอาฆาตก็จ้องมองมายังร่างปริศนานั้น ศิรินกำลังกัดฟันและมองไปยังหญิงปริศนาเพื่อยัดเยียดความผิดครั้งนี้ให้ ถ้าตอนนี้ไม่ติดตรงสภาพของมีนาแล้วเขาคงจะวิ่งตรงไปจัดการคนที่สวมหน้ากากนั่นเป็นแน่

“...ฉัน...ขอโทษ...” เสียงที่บิดเบี้ยวจากการถูกดัดแปลงเอ่ยขึ้นเงียบๆ หลังจากนั้นเจ้าของเสียงของหันตัวกลับ และใช้ความเร็วที่เธอมีกระโดดพุ่งตัวหนีไปอย่างรวดเร็ว เธอวิ่งไต่ขึ้นไปบนตึกเรียนที่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็วโดยที่ยังมีสายตาของศิรินจ้องอยู่อย่างไม่ลดละ เพียงครู่เดียวร่างนั้นก็หยุดอยู่บนยอดตึกและจ้องมองกลับมาอีกครั้งราวกับอาลัยอาวรณ์อะไรบางอย่าง แต่ท้ายที่สุดหญิงปริศนาผู้สวมหน้ากากคนนั้นก็หายลับสายตาของทุกคนไป ทิ้งไว้แต่เสียงร้องไห้และความเศร้าสลดของปรางและศิริน

หลังจากนั้นไม่นานกัลปนาและรุ่นพี่ฐิติก็ตามเข้ามาเห็นทุกคนในสภาพดังกล่าว พวกเข้าวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์ที่เกิดและคุกเข่าอาลัยกับร่างที่ไร้กำลังจนแทบสิ้นสติของเด็กสาวผมสีดำที่มีบางส่วนของเส้นผมเป็นสีเทา เสียงพูดคุย เสียงร้อง เสียงเรียกขานชื่อของเธอดังสลับกันไปมามากมายแต่ในตอนนี้สำหรับการรับรู้ของมีนามันช่างแผ่วเบาและอยู่ไกลเหลือเกิน ในระหว่างที่สายตาของเธอเริ่มพร่ามัวลงเรื่อยๆ แขนอันบอบบางของหญิงสาวที่สวมกำไลสีอำพันค่อยๆเอื้อมขึ้นมาเหมือนต้องการจะไขว่คว้าเพื่อนพ้องตรงหน้าที่รู้สึกจะอยู่แสนไกลออกไป

สิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้คือฝ่ามือใหญ่ของชายคนหนึ่งได้จับมือของเธอไว้ สายตาของเขาจ้องลงมาที่ดวงตาซึ่งกำลังจะปิดลงของเธอ มีนาสัมผัสได้ว่าสายตาของศิรินกำลังแสดงออกถึงความกังวล ความกลัว ความเศร้าแม้จะเป็นแบบนั้นแต่ร่างกายของเธอก็ไม่อาจยื้อสติได้อีกต่อไป เปลือกตาของหญิงสาวผมสีแปลกได้ปิดสนิทลงในขณะที่มือจากคนทั้งสี่ได้กุมมือที่อ่อนแรงของเธอเอาไว้และทุกอย่างก็จางหายไปสู่ความว่างเปล่า

ครรชิตจบ




NEKOPOST.NET