Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Mortedcian:March Arrange จิ้งจอกตัวดีกับมีนาสลับเพศ

Ch.1 - บทประทีป คำทักทายของจิ้งจอกและกำไลสีอำพัน [Rewrite]


ไฟล์รูปเสียไม่มีย่อหน้าคลิกhttp://writer.dek-d.com/dekdee/story/viewlongc.php?id=1336509&chapter=2

สายลมโบกพัดเข้ามาปะทะใบหน้าของเด็กสาวซึ่งเท้าคางอยู่ริมหน้าต่างตรงระเบียงทางเดินของชั้นเรียน เธอถอนหายใจสอง และสามครั้ง ผมสีดำของเธอพลิ้วไหว มันไม่ได้เงาและงดงามมากนักเพราะบางส่วนของมันถูกแทนที่ด้วยสีเทา ซึ่งนั่นเป็นจุดสังเกตเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เธอแตกต่างจากคนอื่น นอกจากนั้นเธอก็แค่เด็กสาวทั่วไป ที่กำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเท่านั่น

เธอชื่อว่า “มีนา” เป็นเด็กม.ปลายธรรมดาๆเท่านั้น ความรู้สึกที่สักเกตจากใบหน้านั้นราวกับหุ่นกระบอกไร้ชีวิต ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆเธอคงจะเบื่อหน่ายกับโลกที่เธออยู่นี้ โลกซึ่งไร้แก่นสารสำหรับเธอไม่มีเหตุผลไม่มีแรงจูงใจใดๆที่จะทำให้เธอก้าวเดินต่อไป หากจะบอกว่าเธอเป็นแค่เด็กม.ปลายที่กำลังปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงก็เลยมีความรู้สึกตกต่ำไปบ้างก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ในตอนนี้เธออยู่ปี2แล้วและก็ได้พยายามมาโดยตลอดพยายามที่จะหาหนทาง หาเหตุผลที่จะมีชีวิต บางครั้งเธอก็เฝ้ามองดูผู้คนมากมาย พวกเขายิ้ม พวกเขาหัวเราะ พวกเขามีความสุขในขณะที่เธอไม่เคยเป็นเช่นนั้น

เด็กสาวค่อยๆยื่นมือเล็กๆสีขาวนวลของเธอออกไปนอกหน้าต่าง ไขว้คว้าอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างมองเห็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ของเธอ พวกเขาหัวเราะในความแปลกประหลาดนั้นและต่างพากันซุบซิบนินทา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังทำแบบนั้นต่อไป เธอรู้ว่าพวกเขามองดูเธออย่างตัวประหลาดแต่เธอก็ทำเป็นไม่สนใจพวกเขา เธอค่อนข้างจะใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าจะใส่ใจคนอื่นและนั้นก็ทำให้เธอดูโดดเดี่ยวหรือได้ปิดกั้นคนอื่นอยู่เสมอ แต่ก็ไม่แน่ว่าคนอื่นอาจจะกีดกันเธอก่อนก็ได้ ถึงแบบนั้นเธอก็เฝ้าบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรมันก็เป็นแบบนี้มานานแล้วจนกระทั้งถึงตอนนี้เธอก็เป็นแค่ตัวตลกสำหรับที่โรงเรียนและก็อาจจะเป็นต่อไป แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ต้องจบจากโรงเรียนนี้ไปอยู่ดี เพราะงั้นมันไม่มีความหมายอะไรมากมายนักหรอก

“สุดท้ายแล้วฉันก็จะจากที่นี่ไป...และไปใช้ชีวิตแบบนี้ต่อข้างนอกนั่น...” เด็กสาวบ่นพึมพำกับตัวเอง

ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีส้ม ข้างนอกหน้าต่างนั่นมีผู้คนเดินไปมา ทุกๆร่างเป็นเด็กนักเรียนม.ปลายเช่นเดียวกันกับเธอ พวกเขาต่างพากันทำกิจกรรมชมรมของตัวเองเป็นประจำซึ่งมันก็ปกติที่พวกเขาจะใช้เวลาร่วมกัน และตัวมีนาเองก็มีชมรมของตัวเองเหมือนกันมันมีชื่อว่า“ชมรมกลับบ้าน”

เป็นปกติของเด็กสาวผู้นี้อยู่แล้วโดนมองเป็นตัวประหลาดเข้าสังคมไม่เก่งและปิดกั้นคนอื่นมันจะมีชมรมไหนบ้างละที่ต้องการแต่ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยพยายามเข้าชมรมใดเลย เธอเคยอยากอยู่ชมรมวาดภาพแต่เมื่อกระดาษอยู่ตรงหน้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการวาดอะไร เคยขอเข้าชมรมเทนนิสแต่ว่าฝีมือเธอก็ไม่ได้โดดเด่นแม้เธอจะตั้งใจมาซ้อมเป็นประจำแต่ก็ถูกบีบให้ออกมา เคยถามอาจารย์ประจำชมรมการแสดงก็ถูกตำหนิกลับมาว่าตัวเองดูแข็งทื่อไร้ชีวิต เพราะแบบนั้นกับแค่จุดยืนของตัวเธอเองก็ยังไม่สามารถค้นหามันให้พบได้ บางทีเธออาจจะไร้ความสามารถหรือไม่ก็เป็นคนที่ไร้จุดหมาย

 “มีนาอาอาอาอา.....!” เสียงอ่อนหวานเสียงหนึ่งเอ่ยเรียก

จิตสำนึกของเธอที่กำลังวนอยู่กับการกระทำที่โง่เขลาด้วยการคว้าอากาศที่ว่างเปล่านั้นหยุดลงพร้อมให้ความสนใจกับต้นเสียงที่ตะโกนเรียก ในสายตาของมีนาปรากฎเด็กสาวที่สวมแว่นกรอบเงินกำลังวิ่งตรงเข้ามาหาพร้อมกับถังขยะในมือ

 “มีอะไรเหรอ...ปราง...”

เสียงของเธอไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่เพราะเธอบกพร่องในเรื่องของการแสดงความรู้สึกแต่ว่าเธอรู้ว่าเด็กสาวคนนั้นต้องการอะไรจากเธอ ตรงหน้านั้นคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เธอมีอยู่ เป็นเด็กสาวที่ดูไร้เดียงสาและดูบ๊องๆแต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นคนที่มีเพื่อนฝูงมากมายและมนุษย์สัมพันธ์ดีเลิศผิดกับตัวเธอ

“...นิ ที่จริงวันนี้เป็นเวรของฉัน แต่พอดีฉันมีงานที่ชมรมน่ะ...จะว่าไหมถ้าฉัน...”

 “ได้ฉันจะจัดการให้นะ เธอรีบไปเข้าชมรมเถอะ...” มีนาชิงพูดตัดบท

ทุกคนในโรงเรียนนี้มีชมรมที่ตัวเองรักไม่เว้นแม้กระทั้งเพื่อนสนิทชื่อว่าปราง ที่จริงมีนาที่คิดอะไรไม่ออกก็อยากจะอยู่ชมรมเดียวกับเพื่อนสนิทของตัวเองเหมือนกัน แต่ว่าชมรมนั้นคือชมรมวิจัยการ์ตูนซึ่งแน่นอนว่ามีนาไม่ได้สนใจในเรื่องนี้เลยและก็อาจจะเดาไม่ยากว่าเธอคงอยู่ในชมรมนั้นได้ไม่นานนักหรอก พอคิดแบบนั้นเธอก็ถอนหายใจแล้วก็รับช่วงถังขยะต่อจากเพื่อนสาวของเธอและมองแผ่นหลังของปรางที่ได้วิ่งจากไปด้วยความเร่งรีบ

เด็กสาวผมสีดำแทรกด้วยสีเทาค่อยๆถือถังขยะเดินลงจากบันไดและออกมาจากตึก เธอเดินตรงไปถังเหล็กอันใหญ่ที่รวมขยะของทั้งตึกเอาไว้และเทเศษกระดาษทั้งหมดในลงไป เธอจ้องมองก้อนกระดาษเหล่านั้นค่อยกลิ้งไปรวมกันที่ก้นถังพล่างคิดอิจฉาพวกมันที่ถึงแม้จะถูกทิ้งแต่ก็ยังได้อยู่รวมกันที่ก้นถังนั่น หลังจากนั้นก็ทำตามแผนชมรมของเธอ...กลับบ้าน

เส้นทางที่เธอชอบเดินผ่านออกจากโรงเรียนเป็นประจำมันใกล้กับพวกชมรมฟันดาบ แต่ว่าเธอไม่ได้สนใจเรือนร่างของชายหนุ่มที่กำลังซ้อมชมรมพวกนั้นหรอก จุดประสงค์หลักของเธอคือการมากดขวดชาเขียวรสน้ำผึ้งผสมมะนาวจากตู้อัตโนมัติหน้าชมรมนี้เพื่อเอาฝาของมันส่งชิงโชคต่างหาก ถึงแบบนั้นก็เป็นธรรมชาติของเด็กสาวที่จะมองเข้าไปดูพวกผู้ชายในชมรมเหล่านั้น

“วันนี้รองกัปตันไม่อยู่อีกแล้ววะ”เสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้น

“เอาน่าๆ ไม่ใช่ว่าพอไม่เขาเราจะซ้อมกันไม่ได้นิ เอาเป็นว่าวันนี้ฉันดูแลเองตามนี้นะทุกคน”ชายร่างสูงยาวผู้ที่ดูท่าทางจะเป็นกัปตันกล่าว

“โอส!!!”

พวกเขาเหล่านั้นกู้ร้องอย่างพร้อมเพรียงและแข็งขัน หากว่าตัวมีนาได้สักครึ่งหนึ่งของพวกเขาก็คงจะดีไม่น้อย เด็กสาวคิดแบบนั้นในระหว่างที่เดินจากไป

สำหรับพวกเขาเย็นนี้อาจจะเป็นแค่การเริ่มต้น แต่ว่าวันนี้สำหรับมีนามันถือว่าจบลงแล้วและวันใหม่ก็จะมาถึงหมุนเวียนไปไม่จบสิ้น ดุจเช่นสายลมที่หมุนวนอยู่บนโลกที่ซ้ำซากไร้จุดจบ เด็กสาวเดินมาถึงจุดอับสายตาระหว่างตึกเรียนที่แห่งนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งที่ตั้งเด่นภายใต้แสงยามเย็นที่สาดส่องผ่านทางแยกของตึกทั้งสอง

มีนาหยุดอยู่ที่ใต้โคนต้นไม้นั้นแกะฝาขวดชาเขียวออกและเทน้ำชาสีเหลืองข้างในใส่โคนต้นไม้ ถึงจะดูน่าเสียดายแต่เธอก็ทำแบบนี้เป็นประจำเพราะไม่พิสมัยในรสชาติที่หวานของน้ำชายี่ห้อนี้ เด็กสาวไม่ได้งมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึงแบบนั้นเธอก็หวังว่าหากถูกรางวัลจากการส่งรหัสใต้ฝานี้ก็อาจจะทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไปได้บ้าง

“เฮ้เธอตรงนั้น ถ้าจะเทมันทิ้งนั้นฉันขอดื่มเองจะได้ไหม?” ประโยคคำถามที่เอ่ยจากเสียงที่สดใส ถึงแม้แหลมเล็กแต่ฟังแล้วลื่นหู มันช่างนุ่มนวลและน่าค้นหาเกินกว่าที่เด็กสาวจะเมินเฉยต่อมันได้

มีนาค่อยๆเงยหน้าขึ้นไปตามทิศทางที่มาของเสียง และก็ต้องตกใจกับวินาทีแรกที่เห็นภาพนั้น เจ้าของเสียงคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่มีหูและหางของจิ้งจอกกำลังมองลงมาหาเธอจากบนกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่พร้อมกับยิ้มน้อยๆแววตาแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเสน่ห์ที่น่าหลงใหลอยากบอกไม่ถูก ผมของจิ้งจอกสาวถูกมัดรวบไว้เป็นโพนี่เทล(หางม้า) โดยมีปิ่นที่เสียบด้วยมีดเล็กเล่มหนึ่งถูกบรรจงทำขึ้นเป็นลวดลายที่สวยงามอ้อนช้อย ผมของเธอยาวจรดบั้นท้ายมีสีดำสนิทและเงาสลวยดูงดงามตาสะท้อนแสงยามเย็นดูเด่นเป็นประกาย หากทว่าจิ้งจอกตัวนั้นอยู่ในชุดนักเรียนชาย?

ในตอนนี้มีนายังคงมีสติดีอยู่ และยังคิดว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือเด็กผู้หญิงที่แต่งคอสเพลย์จิ้งจอกเท่านั้น ถึงแบบนั้น...ทำไมต้องชุดนักเรียนชายกันนะ

“ในขวดยังเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งฉันจะให้มันกับเธอก็ได้ถ้าลงมาจากบนนั้น” มีนาเตือนด้วยความหวังดี เนื่องจากพอดูแล้วกิ่งที่จิ้งจอกตัวนั้นอยู่มันสูงมาก และมันต้องแย่แน่ถ้าเด็กคนนั้นตกลงมา

 “จริงนะ คอฉันจะแห้งเป็นผงอยู่แล้ว” เสียงแหลมสูงตอบกลับมา

จิ้งจอกฉีกยิ้มถึงแม้จะดูเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่มองในอีกมุมมองแล้วสีหน้าแบบนั้นก็ดูน่ารักอยู่พอตัว ปากเป็นมุมโค้งสวยได้รูปรับกับโครงจมูกและใบหน้ากับทรงผมที่ปรกหน้าผากของเธอ ทำให้มีนาอดคิดไม่ได้ว่าจิ้งจอกตัวนั้นมีเสน่ห์เหลือล้นเลยทีเดียว

“จริง...เอาเป็นว่าค่อยๆอย่ากระโดด...”

ตุบ!!!

จิ้งจอกสาวกระโดดลงมาจากกิ่งไม้กิ่งที่เธอเคยนั่งอยู่ ความสูงประมาณ6-7เมตร แต่กลับไม่บาดเจ็บแถมยังไม่เสียการทรงตัวใดๆ เธอลงถึงพื้นอย่างสวยงามพร้อมดวงตาสดใสที่กำลังจ้องมองมีนาที่กำลังอ้าปากค้างตาไม่กระพริบกับเหตุการณ์ตรงหน้า สิ่งที่ตอบกลับมานั่นคือใบหน้าของเด็กสาวจิ้งจอกที่ยิ้มเยาะกับอาการตกตะลึงนั่น

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นละ ฮะๆๆๆ... ต้นไม้แค่นี้ไม่คณามือฉันหรอกน่า”

“เธอ...เป็นตัวอะไรกันแน่...?”

เมื่อดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่มนุษย์มีนาจึงเอ่ยออกไปแบบนั้น จิ้งจอกสาวนิ่งไปซักพักพร้อมกับยิ้มกว้างและเสยผมหางม้าของเธอให้พลิ้วไหวพร้อมกับเชิดหน้าให้แลดูเย่อหยิ่ง กวนโอ๊ย พร้อมกับปริปากสวยเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ

“ฉันน่ะเหรอ ก็แค่จิ้งจอกหน้าตาดีที่ผ่านมาเท่านั้นแหละ” จิ้งจอกตอบด้วยความมั่นใจ

“...งั้นเหรอ...นี่ชาของคุณคะ คุณจิ้งจอก...” มีนากล่าวพร้อมกับยื่นชาให้ด้วยความมึนงง

“แต้งกิ้ว!” จิ้งจอกพูดพร้อมกับคว้าขวดชาไปกระดกใส่ปากไม่รอช้าด้วยความกระหาย

ในระหว่างนั้นมีนาก็มองพิจารณา “สิ่งที่อยู่ตรงหน้า” ซึ่งจะว่าไปแล้วจิ้งจอกสาวตัวนี้ส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ที่จัดว่าเตี้ยมากพอเทียบกับเสื้อนักเรียนชายม.ปลายที่เธอใส่อยู่ บนเสื้อปักอักษรย่อที่บ่งบอกว่ามันเป็นเครื่องแบบของอีกโรงเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน แต่ดูจากรูปร่างแล้วจิ้งจอกแม้จะดูเหมือนเด็กประถมแต่ก็ยังคงมีหน้าอกอยู่บ้างแน่นอนว่ามันไม่ปกติเลยแม้แต่นิดเดียว

 “...ไม่ได้เตี้ยแค่ต่ำกว่าระดับปกตินิดหน่อย ช่วยคิดในเชิงบวกหน่อยจะได้ไหม“ เด็กสาวจิ้งจอกเอ่ยพร้อมมองกลับมาด้วยแววตาไม่พอใจ

“อะ...ฉันขอโทษ แต่ว่าฉันยังไม่ได้พูดอะไร...”

“แต่เธอคิดแบบนั้นใช่ไหมละฉันรู้น่ะ...” จิ้งจอกตัดบทพูดด้วยน้ำเสียงสูงของเธอ

“อะ...ก็นิดหน่อยน่ะ...” มีนาอ้ำอึ้งเพราะเหมือนว่าจะโดนรู้ทัน

“ที่จริงแล้วเธอซื้อชามาก็เพื่อจะส่งรหัสชิงโชคสินะ แต่ไม่ชอบรสชาติของมันก็เลยเททิ้ง”

จากประโยคเมื่อครู่มีนาเริ่มรู้สึกว่าจิ้งจอกตัวนี้เริ่มไม่ธรรมดาแล้ว ทั้งหูและหางที่โบกสะบัดไปมานั้นราวกับของแท้แลดูเป็นธรรมชาติอย่างมาก ทั้งยังเหมือนกับว่าจิ้งจอกตัวนี้สามารถอ่านใจเธอได้ยังไงยังงั้น เพราะแบบนั้นแล้วเด็กสาวก็เลยลองหยิกแก้มตัวเองเพื่อเช็คดูว่าเธออยู่ในโลกความเป็นจริงอยู่หรือไม่ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดที่ได้รับก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี เด็กสาวจึงพยายามขอตัวเพื่อกลับไปสงบสติอารมณ์ตัวเองที่บ้าน

“ขอโทษนะจิ้งจอกดูเหมือนเราจะหมดธุระกันแล้ว ฉันกลับละ...” มีนาเอ่ยพร้อมกับเริ่มเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองถึงอย่างนั้นเธอก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กของจิ้งจอกตะโกนไล่หลังมา

“คนอย่างเธอถึงถูกรางวัลไปก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดูดีขึ้นหรอก ชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับตัวเธอต่างหากละ!”

“...”

เด็กสาวหยุดเท้าจะนิ่งเงียบไปราวกับคำพูดเหล่านั้นจะสะกิดอะไรบางอย่างภายใต้จิตใจเข้าให้ สายตาของเธอค่อยๆมองย้อนกลับ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของจิ้งจอกที่กำลังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ราวกับเป็นการเชิญชวนเด็กสาวให้ค้นหาความหมายแฝงของคำพูดนั่น

“ทั้งๆที่เธอคิดว่าชีวิตนี้น่าเบื่อหน่ายแต่เธอไม่ยอมทำอะไรเลยแบบนี้ อยากหาความหมายของชีวิตมันก็ต้องออกนอกกรอกเดิมๆที่มันซ้ำๆซากๆบ้างจริงไหม?”

จิ้งจอกสาวเดินผ่านมีนาไปและหยุดอยู่ที่ข้างหน้าของเธอพร้อมกับโน้มตัวของเธอเข้าหาด้วยความรู้สึกน่าค้นหาบางอย่าง มันเป็นไปได้ยากที่เด็กสาวจะปฏิเสธได้ลง

 

ท้ายที่สุดมีนาก็ต้องติดตามจิ้งจอกตัวน้อยไป คงเป็นเพราะทั้งความสงสัยและความน่าค้นหาที่มีอยู่ในตัวจิ้งจอกตัวนี้มันเหนี่ยวรั้งและดึงเด็กสาวให้ตามไป ในขณะเดียวกันความรู้สึกหงุดหงิดก็มากขึ้นเป็นเท่าตัวเพราะเธอแกว่งหางพวงๆนั่นผ่านหน้ามีนาไปมาตลอดทาง และเพราะหางที่ดูเป็นธรรมชาตินั่นมันทำให้ความรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งของเธอเริ่มมีแนวโน้มว่าสิ่งเหลือเชื่อที่อยู่ตรงหน้าเป็นของจริงไปซะแล้ว

เด็กสาวผมสีแปลกผู้มีเส้นผมบางส่วนเป็นสีเทาเดินตามเด็กสาวจิ้งจอกปริศนามาได้สักพักแล้วและไม่มีวีแววว่าจะหยุดพักสักนิด พวกเธอเดินตรงเข้าสู่ตัวเมืองเรื่อยๆ แต่ว่าเมื่อดูจากสภาพรอบข้างมันก็เป็นเส้นทางเดิมๆที่มีนาใช้เดินกลับบ้านเป็นประจำอยู่แล้ว มันก็ทำให้เกิดความสงสัยในตัวของจิ้งจอกตัวนี้ขึ้น

“นี่จะพาฉันไปที่ไหนกัน?” มีนาเอ่ยถามแต่ก็ไม่มีการตอบรับอะไรมากไปกว่าหางที่แกว่งไปมา

“...ไหนเธอบอกว่าต้องออกนอกกรอบบ้างแต่นี่มันก็ทางเดิมที่ฉันใช้กลับบ้านนะ”

จิ้งจอกสาวก็ยังคงเดินยิ้มและสบายใจโดยไม่สนคำพูดของมีนาเหมือนเดิม แต่จะเป็นความโชคดีหรืออะไรก็ไม่ทราบตั้งแต่ตอนที่ออกจากโรงเรียนมาก็ยังไม่มีคนที่สังเกตุเห็นหางเป็นพวงหรือหูปุกปุยของจิ้งจอกเลย แต่ยังไงซะเธอก็คิดว่าพอเข้าไปในตัวเมืองจะต้องมีคนมากมายมาเห็นเข้าแน่ๆ

“นี่...เธอไม่กลัวมีใครมาเห็นไอ้หูตั้งๆกับหางพวงๆบ้างหรือไง”

“หา...เออ...จริงด้วยซินะ! ถ้ามีคนมาเห็นล่ะก็แย่เลย”

นี่เป็นครั้งแรกที่จิ้งจอกตัวน้อยตอบสนองตัวเสียงของเด็กสาวและล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงนักเรียนชายของตัวเอง ดึงหมวกไหมพรมออกมาและบรรจงใส่ให้เข้าที่ พร้อมกับทำอะไรสักอย่างกับหาง?

“อะ...คือ หางนั้นดูทางจะซ่อนลำบากนะ”

“ก็ไม่เท่าไหร่ ก่อนอื่นก็ต้องรีดให้มันแบนๆแล้วก็เอาผ้ามาพันไว้แล้วก็...”

มีนาไม่ค่อยได้ใส่ใจกับคำพูดของจิ้งจอกนัก เพราะเธอกำลังจ้องมองกระบวนการเก็บหางที่น่าสนใจอยู่แต่ถึงแบบนั้น เพียงชั่วครู่ที่จิ้งจอกยัดหางเข้าไปในกางเกงและจัดระเบียบสักพักมันก็หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ นับเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์โดยแท้จริง

“เอาล่ะ~! ที่นี้ก็ไปช่วยคนคนนั้นกันได้แล้ว!”

“...เดี๋ยวก่อน ช่วยที่ว่านี่มันยังไงกับใครเหรอ?”

“มีคนที่กำลังคิดจะตายอยู่น่ะ เราก็แค่ไปช่วยกันปลอบเขาให้ล้มเลิกความตั้งใจ...”

ในระหว่างที่จิ้งจอกพูดจู่ๆในใจของมีนาก็มีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น ความรู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เสียงก้าวเดินตามค่อยๆช้าลงๆจนกระทั้งมันหยุดลง เธอมองตามแผ่นหลังของจิ้งจอกสาวไปจนกระทั้งร่างตรงหน้านั้นหันกลับมาหาเธอ หูของจิ้งจอกตั้งตรงส่วนหางโบยสะบัดไปมาเล็กน้อยราวกับว่าพวกมันกำลังประหลาดใจที่เด็กสาวไม่ยอมเดินตามพวกมันต่อ

“ฉัน...ช่วยใครไม่ได้หรอก” มีนาเอ่ยสั้นๆ

“แล้วไหนละ ไอ้ความคิดที่อยากจะเปลี่ยนชีวิตไร้จุดหมายของเธอให้มันดูดีขึ้นน่ะ”

“ก็ใช่...แต่ถ้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นก็มีแต่จะทำให้พวกเขาแย่ลง คนอย่าฉันแบกรับเรื่องพวกนั้นไม่ได้หรอก”

มีนาเอ่ยคำพูดเหล่านั้นออกมาโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำสีหน้ายังไงตอนนั้น สิ่งที่สะท้อนในสายตาของจิ้งจอกคือเด็กสาวที่ส่งสายตาเศร้าสร้อย เด็กสาวกอดอกตัวเองข่มความรู้สึกบางอย่างข้างในเอาไว้ สีหน้าของเธอเหมือนจะไม่เอาด้วยกับจิ้งจอกเธออยากจะล้มเลิกความตั้งใจทุกอย่างวิ่งกลับบ้าน

 “...เธอเห็นผู้ชายที่อยู่บนตึกนั้นไหมละ?”

มีนามองตามเป้าหมายที่จิ้งจอกชี้ไป บนชั้นดาดฟ้าของตึกร้างแห่งหนึ่งทั้งๆที่มันตั้งอยู่อย่างนั้นมานานแล้วเด็กสาวกลับไม่ทันได้สังเกตระหว่างทางกลับบ้านเลยสักครั้ง ตรงนั้นมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่สวมชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกับมีนากำลังวาดภาพวิวอยู่บนตึกนั้น และดูเหมือนว่าเขาจะมองลงมาและสบสายตากับเธอสักครู่หนึ่งจากนั้นก็หันกลับไปวุ่นกับภาพของตัวเองเช่นเดิม

“ฉันคิดว่า ฉันรู้จักเขานะ แต่...เขากำลังวาดรูปอยู่ไม่ได้จะฆ่าตัวตายสักหน่อย”

“เธอก็แค่ยังไม่เข้าใจแค่นั้นแหละ เอาล่ะไปกันเร้ว~!”

จิ้งจอกสาวคว้าแขนมีนาและฉุดกระชากร่างของเด็กสาวไปทางตึกนั้นอย่างรวดเร็ว แรงแขนของจิ้งจอกนั้นมีเยอะมากไม่สมกับรูปร่างเล็กของเธอ แต่มีนาก็แปลกได้ช่วงครู่เพราะนึกได้ว่าจิ้งจอกตัวนี้ไม่ใช่มนุษย์มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“ฮะ...เฮ้ย! นี่เราจะขึ้นไปบนตึกนั่นจริงๆน่ะเหรอ?”

“เธอจะได้ช่วยคนไม่ให้ฆ่าตัวตายเชียวนะ ช่วยชีวิตคนคนหนึ่งเชียวน้า~”

จิ้งจอกตัวนี้นี้ ไม่เคยฟังที่มีนาพูดเลยสักนิดและตั้งหน้าตั้งตาลากเธอต่อไป โดยที่เด็กสาวไม่สามารถฝืนแรงอันทรงพลังนั้นได้เลย

“เธอบอกว่ารู้จักคนคนนั่นสินะ?”

จิ้งจอกสาวหันมาพูดกับมีนาก่อนที่จะลากเด็กสาวที่ไร้ทางสู้ต่อของเธอต่อไป

“คงจะแถวๆชมรมฟันดาบละมั้ง...”

“เขาชื่อศิรินเป็นรองกัปตันชมรมศิลปะการใช้อาวุธ ถ้าจะพูดให้ถูกหนึ่งในนั้นก็คือชมรมฟันดาบ เธอไม่แปลกใจเลยเหรอที่เขามาวาดรูปอยู่แบบนี้ เห็นแบบนี่ผิดปกติชัดๆ”

“ใครๆเข้าก็มีอารมณ์วาดรูปได้ทั้งนั้นแหละ โอ้ย!...มันเจ็บนะดึงแขนของฉันแบบนั้น”

จิ้งจอกพูดเหมือนกับว่าเธอรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง ทั้งๆที่ฝ่ายที่น่าจะรู้ควรจะเป็นมีนาแท้ๆแต่เด็กสาวกลับไม่ได้ใส่ใจเพราะจิ้งจอกตัวน้อยนี่กำลังจะฉีกแขนของเธอออกจากร่าง

“...พวกเราต้องรีบแล้วละ! ถึงแม้เธอจะไม่ได้สนใจเขาแต่ว่าเขาน่ะสนใจเธอนะ!”

ได้ฟังจากจิ้งจอกแบบนั้นเด็กสาวก็ประหลาดใจขึ้นทันที รองกัปตันชมรมซึ่งน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนนั่นน่ะเหรอสนใจในตัวเธอ คนที่ซึ่งไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างชอบทำตัวประหลาดและเป็นตัวตลกของทุกคนน่ะเหรอ มีนาที่ปิดกั้นตัวเองจากคนอื่นคนที่ชอบเก็บตัวเงียบไม่ค่อยมีเพื่อนมากนักเด็กสาวแบบนี้มีคนที่มาสนใจด้วยงั้นเหรอ

ตึกที่ศิรินไปวาดรูปเป็นตึกร้างเล็กๆ จิ้งจอกสาวหยุดอยู่ที่หน้าประตูที่เต็มไปด้วยสนิมจนสีของมันแทบจะแดงไปทั้งบาน แต่ถึงแบบนั้นถ้าดูดีๆจะพบว่าแม่กุญแจของมันยังใหม่อยู่เหมือนมีคนมาเปลี่ยนเพื่อใช้งานบ่อยๆ ระหว่างที่จิ้งจอกตัวน้อยจูงมือค่อยๆลากมีนาขึ้นบันไดเพื่อไปหาเด็กหนุ่มข้างบนดาดฟ้าของตึกเด็กสาวก็มองไปรอบๆเพื่อตรวจสอบสภาพภายใน มันดูเก่ามากเหมือนปล่อยให้ทรุดโทรมมานานหลายปี แต่ก็มีร่องรอยการพ่นสีของมือดีแถวนี้อยู่ไม่น้อยซึ่งยังดูสดใหม่ส่อแววเป็นนัยๆว่าแถวนี้ต้องมีเจ้าถิ่นปกครองอยู่แน่นอน

“ดูๆไปแล้วมันก็อันตรายนะที่แบบนี้นะ เป็นฉันถ้ามาคนเดียวอาจจะโดนพวกนักเลงจับไปทำอะไรไม่ดีก็ได้... แม่ฉันบอกไว้แบบนั่นน่ะ...”

“แม่ของมีนานี่ขี้เป็นห่วงจังเลยนะ ทั้งๆที่กล้ามแขนก็พอสมควรนะเนี่ย ฮุๆๆๆ”

“...ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคุณแม่โยนงานบ้านทั้งหมดมาให้ฉันต่างหากละ ว่าแต่นี่เธอรู้ชื่อฉันได้ยังไง?”

“ก็อ่านใจศิรินมาเมื่อกี้น่ะสิถามได้”

“...เธออ่านใจคนอื่นได้จริงๆด้วยสินะ”

จิ้งจอกค่อยๆยื่นมือน้อยๆของเธอเปิดประตูดาดฟ้าออก ปรากฏภาพท้องฟ้าสีแสดของแสงพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า และชายที่ใบหน้ากำลังฉาบไปด้วยสีส้มนั่นก็หันมาตอบสนองกับการเปิดประตู เมื่อเห็นใบหน้าของเขาใกล้แล้วเป็นคนที่หล่ออย่างที่พวกผู้หญิงในโรงเรียนพูดกันไม่มากก็น้อย ดวงตาสีน้ำตาลคมเข้ม จมูกโด่งรับกับใบหน้าที่เรียวบางอย่างกลมกลืน ไม่น่าแปลกใจที่ทำให้เหล่าสาวๆใจเต้นได้ ศิรินคนนี้น่ะเหรอที่สนใจในตัวของเด็กผู้หญิงธรรมดาๆที่มีผมสีแปลกเป็นตำหนิสีเทาที่ขึ้นมาแทรกผมสีดำธรรมชาติบางส่วน มีนาอดคิดไม่ได้เลยว่าอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นพวกชอบของแปลกๆอย่างผมของเธอก็ได้

“...ขึ้นมาถึงตรงนี้เชียวเหรอ...อะ...อา เปล่าเมื่อกี้ฉันไม่ได้พูดอะไรหรอก...”

ศิรินดูประหม่าเล็กน้อย เขาพูดตะกุกตะกักในช่วงแรกๆแต่ก็ดึงน้ำเสียงทุ่มต่ำและเย็นชาไร้อารมณ์เหมือนสีหน้าของเขาให้กลับมาสงบนิ่งได้

“สะ...สวัสดี...” มีนายังพูดไม่จบก็ถูกกลืนด้วยเสียงแหลมเล็กแทรกขึ้นมา

“ศิรินจะฆ่าตัวตายใช่เปล่าวาว!” เด็กสาวจิ้งจอกถามแทรกขึ้นมา

บางที่มีนาก็คิดว่าจิ้งจอกตัวนี้แม้จะดูมีลับคมอยู่ข้างในแต่ก็แสดงออกอะไรตรงไปตรงมา รวมถึงคำพูดของเธอด้วยที่ถามได้ตรงซะแทบไม่ได้ดูสถานการณ์

 “เปล่า...ฉันแค่มาวาดรูปน่ะ” เด็กหนุ่มตอบกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ

“จริงด้วย...ขอโทษทีขัดจังหวะนะ...” มีนาเอ่ยพร้อมกับมองจิ้งจอกตัวน้อยปากเสียด้วยหางตา

“บอกน้องสาวเธอด้วยว่า เอาชุดนักเรียนชายที่ไม่พอดีตัวมาใส่แบบนี้มันเคลื่อนไหวลำบากที่สำคัญดูไม่เหมาะสม แล้วก็ทรงผมยาวผิดระเบียบแบบนั่นระวังจะเหยียบผมตัวเองลื่นล้ม” เสียงเย็นชาของเด็กหนุ่มพูด

นั่นสินะเท่าที่มีนาจำได้รู้สึกว่าพ่อของเขาจะเป็นครูปกครองนี่น่า เป็นธรรมดาที่เขาจะเคร่งเรื่องระเบียบอยู่พอตัว ถึงอย่างนั่นมีนาก็รู้สึกว่าเขาหลีกเลียงอะไรบ้างอย่างอยู่เพียงแต่ว่าเธอไม่ได้อยากจะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นนัก  หากว่าจิ้งจอกตัวนี้ไม่ทำมือบอกเป็นนัยๆว่า พูดไปเลย แบบนั้น

“นายน่ะ...ไม่เป็นไรนะ แบบว่าไม่มีอะไรที่มันกวนใจนายหรือรู้สึกอึดอัดใช่ไหม?”

“ไม่หรอก ฉันแค่วาดภาพ” ศิรินตอบพร้อมกับหันไปสนใจกับรูปภาพของเขาต่อ

“งั้นเหรอ...งั้น...ฉันจะไม่กวนละ..”

หลังจากพูดจบมีนาทำท่าจะหันหลังเดินกลับแต่เสียงที่เรียบและสุขุมของเขาก็ได้ดังขึ้นเพื่อรั้งเด็กสาวเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน!...เธอ...อยากจะดูหน่อยไหมภาพที่ฉันวาดน่ะ?”

ศิรินตะโกนไล่หลังมีนาไปเสียงสุขุมเย็นชานั่นค่อนข้างแสดงความรูสึกลังเลใจ ในตอนแรกเขากำลังจะเอาภาพซึ่งเขากำลังวาดอยู่ให้ แต่ก็เปลี่ยนใจและเปลี่ยนหน้าสมุดวาดภาพเป็นภาพอื่นเอาดื้อๆ อาจจะเป็นเพราะเขาไม่อยากให้มีนาดูภาพที่ไม่สมบูรณ์ของเขาก็ได้

ศิรินค่อยๆยื่นสมุดวาดภาพให้เด็กสาวทั้งสองสัมผัสมือกันเล็กน้อย มีนาจึงรีบชักมือเอาสมุดวาดภาพมาทันที ในกระดาษแผ่นนั้นเป็นภาพของพระอาทิตย์และวิวทิวทัศของเมืองมันถูกลงสีน้ำมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว สีแสดในภาพสวยงามราวกับถอดแบบมาจากพระอาทิตย์ตรงหน้าไม่มีผิด ส่วนตัวตึกต่างๆในภาพก็วาดออกมาได้ประณีตลงรายละเอียดได้ชัดเจน นับได้ว่าฝีมือไม่เลวเลยทีเดียว

“พอดีรูปนี้ฉันวาดมันเสร็จแล้ว ถ้าเธอชอบจะเก็บมันไว้ก็ได้นะ”

“อะ...อืม ไม่ละนายเก็บไว้เถอะ ฉันคิดว่ามันอาจจะเทียบได้กับผลงานของพวกศิลปินเลยละ ของชั้นเยี่ยมแบบนี้มาอยู่กับฉันคงน่าเสียดาย”

มีนาส่งสมุดกลับไปให้เขา แต่เขาดูไม่ปฏิกิริยที่แสดงถึงความดีใจเลยสักนิด ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง แถมยังรู้สึกว่าสีหน้าของเขาดูหม่องลงอีกด้วย

“ดีใจนะที่เธอพูดแบบนั้น แต่ฉันคงทำมันเป็นอาชีพไม่ได้หรอก แค่โดดชมรมออกมาวาดพักนี้ก็แทบแย่แล้วละ”

“ภาพนายสวยจริงๆนะ ลองเอาให้คนอื่นดูสิอย่างคุณพ่อคุณแม่ใครๆก็ต้องบอกเป็นปากเดียวกัน...”

“คุณพ่อน่ะ ไม่เข้าใจหรอก” ศิรินพูดแทรกขึ้น

มีนาหันมามองหน้าเจ้าของเสียงที่เอ่ยออกมานั่นเล็กน้อย ถึงมันจะเป็นน้ำเสียงตามปกติของเขา แต่ความเย็นชาที่แฝงอยู่มันราวกับเข็มที่กำลังทิ่มแทงเข้ามาที่ขั้วหัวใจเธอ ราวกับมันเป็นความอัดอั้นที่เขาระบายออกมาในประโยคสั้นๆนั่น

มีนาไม่รู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีอะไรกับพ่อของเขา อาจจะถูกคาดหวังไว้ก็ได้โดยที่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ดูเข้มแข็งมาทีเดียว ทำในเรื่องที่คุณพ่อคาดหวังไปด้วยแล้วก็ยังโดดชมรมเพื่อมาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แบบนี้แล้วคนที่ไม่ได้ความน่าจะเป็นตัวมีนาเองมากกว่า หากเป็นอย่างศิรินได้ชีวิตของเธออาจจะดีขึ้นกว่านี้ก็ได้แต่คนอย่างเธอคงทำไม่ได้หรอก เธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าจะทำยังไงกับชีวิตของตัวเอง

“ขอโทษนะ...ที่ฉันไม่เข้าใจ” มีนากล่าวกับศิรินไปอย่างรู้สึกผิด

“เปล่าที่ขอโทษมันต้องเป็นฉันต่างหากละ เธอไม่ผิดหรอก”

ใช่แล้ว...บรรยากาศมันดูแย่ เพราะเรื่องของศิรินมันทำให้มีนาย้อนกลับมามองตัวเองแล้วก็รู้สึกหดหู่ มันทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด แต่ทั้งแบบนั้นทุกคนก็กัดฟันและใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป

มีนาตัดสินใจค่อยๆเดินกลับไปหาจิ้งจอกสาวที่กำลังเล่นกับนกกระจอกที่เกาะอยู่ตามร่างเล็กๆของเธอ ทันทีที่เด็กสาวก้าวเท้าเข้าไปหานกพวกนั่นก็ได้บินหนีไปบนท้องฟ้าสีแสด จิ้งจอกเมื่อเห็นดังนั้นจึงหันมาให้ความสนใจยังร่างของเด็กสาวที่ซึ่งใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกด้านลบ

“จบแล้วเหรอ” จิ้งจอกสาวพูด

“ดูเหมือนจะอย่างนั่น คนอย่างเขาไม่มีทางฆ่าตัวตายหรอก เธอนะคาดเดาอะไรผิดแล้วละ”

มีนาเดินผ่านจิ้งจอกไปที่ประตูดาดฟ้าก่อนที่จะจับลูกบิดและค่อยๆหมุนมันช้าๆ

“จะกลับแล้วเหรอ ทิ้งศิรินไว้นี่จะไม่เสียดายกับสิ่งที่ทำลงไปแน่นะ”

“เสียเวลาเปล่าน่ะ บอกแล้วไงตัวฉันน่ะทำอะไรไม่ได้หรอก...”

“อืม งั้นก็ลาก่อนนะมีนา...” จิ้งจอกสาวพูดเงียบๆ

มีนาเดินลงมาจากบันไดทีละขั้นๆ ใคร่ครวญคิดถึงแต่ความน่าเวทนาในตัวเอง ต้องเข้มแข็งอีกเท่าไหร่ถึงจะทำให้สิ่งที่ต้องการมีความสุขและสนุกกับโลกใบนี้ได้ หรือว่าหนทางแบบนั้นจะไม่มีอยู่บนโลกนี้ตั้งแต่แรกแล้ว พวกเราจะต้องยอมอยู่กับความสุขจอมปลอมแบบนี้น่ะเหรอ ถึงจะคิดเรื่องพวกนี้ไปมากมายแค่ไหนมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปอยู่

“ช่างมันสิของแบบนั่น...” เสียงของเด็กสาวบ่นพึมพำกับตัวเอง

ขณะที่เด็กสาวผมสีแปลกกำลังจะเปิดประตูเพื่อจะออกจากตึกไปทันใดนั่นประตูก็ถูกเปิดออกก่อนที่มือของเธอจะเอื้อมไปถึง

“ศิรินมันยังอยู่ข้างบนนั่นวะ”

“ไปลากคอมันลงมาปะ”

“หืม? มีผู้หญิงเข้ามาในนี้ด้วย”

วัยรุ่นชาย4-5คน เปิดประตูเข้ามาและปะทะสายตากับเด็กสาว เครื่องแบบนั้นเป็นแบบเดียวกับที่นางจิ้งจอกใส่ ใช่แล้ว โรงเรียนชายล้วนเพียงหนึ่งเดียวของเมืองนี้ ดูจากสภาพการแต่งตัวที่เสื้อหลุดลุ่ยและภาษาที่ใช้พูดแล้วนั้นมันหมายความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

“...ขอโทษนะค่ะ” มีนาหลบสายตาและพูดตัดช่องน้อยแต่พอตัว พร้อมกับพยายามลอดช่องว่างระหว่างประตูกับกลุ่มชายพวกนั้นออกไป เธอรู้ดีว่าพวกนี้ไม่ได้คิดดีกับศิรินแน่ พ่อของเขาเป็นครูที่เข้มงวด บวกกับตัวเขาเองที่เป็นจุดเด่นในเรื่องชมรม จึงไม่น่าแปลกที่จะมีคนไม่ชอบขี้หน้าเขา มีนาไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นเธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าศีรินจะเป็นยังไง ลำพังผู้หญิงอย่างเธอปกป้องใครไม่ได้หรอก แค่เอาตัวเองให้รอดจากพวกนี้ไปก็เต็มกลืนแล้ว

“เครื่องแบบนี่ โรงเรียนเดียวกับไอ้ศิรินนิ” ชายคนหนึ่งทักขึ้นเมื่อมองไปยังเด็กสาวที่กำลังแทรกผ่านตัวของเขา

เสียงนั้นราวกับสายฟ้าฟาดพวกเขาคว้าแขนรั้งตัวเด็กสาวเอาไว้... แถมยังส่งสายตาน่ากลัวแบบนั้นมาทางเธอ

“อืม...หน้าตาดูดีๆก็น่ารักนี่หว่า”

“ผู้หญิงไอ้ศิรินชัวร์”

เพียงครู่เดียวกลุ่มชายพวกนั้นก็ล้อมหน้าล้อมหลังมีนาเสียแล้ว เด็กสาวสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่กำลังรดต้นคอของเธอ ความกลัวเริ่มกัดกินจิตใจของเธอ ดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจหอบถี่ แขนที่ถูกจับเอาไว้เริ่มสั่นระริกทำให้พวกวัยรุ่นกลุ่มนั้นเริ่มได้ใจเพราะการตอนสนองของเธอ

“หยุดเล่นกับนังผมหงอกนี่ได้แล้วเรามีธุระกับไอ้ศิรินคนเดียว”

“อะ...เคคับพี่ธัน”

เสียงหยาบกระด้างของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ดูจากท่าทางที่วัยรุ่นกลุ่มนั้นจะเกรงใจเขาเป็นพิเศษเดาได้ไม่ยากเลยว่าเขาต้องเป็นหัวหน้าของพวกนี้ สีผมสีทองกับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเล ส่วนใบหน้านั้นถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดปาก

“อืมมม...เดี๋ยวนะเปลี่ยนใจ จับนังนี่ไว้ก่อนเผื่อมันไปเรียกตำรวจมา”

จนแล้วจนรอดมีนาก็ไม่ได้ไปตามทางของเธอ ด้วยความกลัวถึงขีดสุดจึงรวบรวมกำลังทั้งหมดพูดออกไป

“...ฉันไม่เรียกตำรวจหรอก...ทำอะไรก็ตามสบาย” มีนาเอ่ยพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มซึมออกมา

“โทษทีพวกเราไม่เชื่อเธอหรอก อยู่นิ่งๆไปซะนะ”

ชายคนหนึ่งเอามีดสั้นมาจี้คอของมีนาทำให้ ทำให้เธอต้องจำใจต้องอย่างขัดขืนไม่ได้ ซึ่งเมื่อเธอกวาดตามองไปแบ้ว พวกเขาทุกคนพกอาวุธกันมาครบมือเลยทีเดียว

“พี่ธัน ไอ้ศิรินนี่แหละวันก่อนมันทำผมไว้แสบมากพี่ มันบ้ายังกะหมาพวกผม4คนเอามันไม่ลง งานนี้ละแกเจอพี่ธันตรูแน่แสรด!”

“เฮอ...ทำไมฉันรู้สึกว่าพวกแกไม่มีน้ำยาจังวะ“ หัวหน้าแก๊งถอนหายใจ

“หน่มน้มนังนี่มันน่าสนใจดีวะไม่เล็กไม่ใหญ่กำลังพอดีมือ”

“กรี๊ด!!!!”

เสียงกรีดร้องของมีนาดังขึ้น เนื่องจากชายคนหนึ่งกำลังสัมผัสกับหน้าอกของเธอ มีนาเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องที่ดังขนาดนั้นทำให้มีเสียงเท้าวิ่งลงมาจากบนดาดฟ้า

“ปล่อยมีนาไปเดี๋ยวนี้!”

ทันใดนั่นเสียงทุ่มต่ำตะโกนลั่นมันแผงไปด้วยความรู้สึกเยือกเย็นราวกับจะกัดกระดูกของผู้ที่ท้าทายให้ลึกไปจนถึงแกนใน ชายผมสีดำดวงตาคมกริบ ฉายแววโทสะแต่ยังคงความสุขุมไว้ ใบหน้าเรียวยาวขาวนวลที่งดงามแสดงถึงความเข้มแข็ง คนนั้นเป็นใครอื่นไปไม่ได้เลยนอกเสียจากศิริน!

“ปล่อยเธอไปเดี๋ยวนี้ เธอไม่เกี่ยวอะไรด้วย” ศิรินพูดย้ำอีกครั้ง

“ดูพูดเข้าสิ คิดว่าสิทธิ์ในการต่อรองของนายมันมีมากขนาดนั่นเลยหรือไง”

หัวหน้าผมทองคนนั่นพูดถูกศิรินไม่มีอะไรเลยที่จะใช้ต่อกร อีกอย่างมีนาเองก็โดนมีดจี้คออยู่อย่างนี้อีกเห็นได้ชัดว่าชีวิตของเด็กสาวตกอยู่ในกำมือพวกเขา ศิรินเป็นถึงรองกัปตันชมรมศิลปะการใช้อาวุธก็จริงแต่ที่ติดตัวของเขาในตอนนี้มีแค่สมุดกับชุดเครื่องเขียนเท่านั่น เทียบกับพวกนักเลงที่มีอาวุธครบมือแล้ว...มันเกินกำลังของเขา

“...พวกแกต้องการอะไร” เมื่อมองไม่เห็นทางเลือกศิรินก็ต้องยอมเอ่ยขอเจรจา

“ต้องการ? ไม่รุสินะ ก็นายอัดพวกลูกกระจ๊อบของฉันซะเละเมื่อวันก่อนและกลับบ้านไปอย่างสบายใจแท้ๆ แทนทีจะหายหน้าไปให้พ้นๆจากตึกบ้านี่ แต่นายกลับเลือกที่จะมาที่นี่อีก ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าพวกฉันต้องเล่นนายกลับแน่ๆ ฉันต้องถามนายต่างหากว่านายต้องการอะไร”

 “ฉันก็แค่มาวาดภาพเท่านั่นแหละ” ศิรินตอบแต่สมาธิของเขายังคงจดจ่อกับการเคลื่อนไหวของนักเลงอีก2คนที่กำลังโอบล้อมปิดทางหนีของเขา

“นายนี่มันบ้าไปแล้วแน่ๆ ถ้าอยากตายก็บอกมาตรงๆก็ได้ เราสองคนไม่มีความแค้นต่อกันหรอกนะ แต่แมลงที่บินเข้าออกกองไฟง่ายๆแบบนี้ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่วะ”

หัวหน้าผมทองพูดจบเขาก็สาดทรายเข้าใส่หน้าศิริน ถึงมันจะเป็นสิ่งที่โครตขี้โกงแต่มันก็ไม่น่าแปลกใจที่จะใช้ไม้นี้กับคนที่ต่อสู้เป็น และเมื่อศิรินถูกตัดประสาทสัมผัสการมองเห็นไป ตามสัญชาตญาณจึงรีบตั้งการ์ดขึ้นทันที จังหวะนั้นเหล่าสมุนสองคนที่ล้อมซ้ายและขวาต่างออกอาวุธของตัวเองเข้าใส่ศิรินโดยพร้อมเพรียงกัน

อาวุธแต่ละอย่างกระทบกับสมุดวาดภาพและกล่องเครื่องเขียน ทำให้ดินสอ ปากกา และอุปกรณ์ต่างๆกระจายแตกหักออกมาจากกล่องเครื่องเขียนนั่น ดึงความสนใจไปได้พอควร ศิรินเมื่อเริ่มมองเห็นจึงอาศัยจังหวะนี้แย่งอาวุธมาและศอกใส่ศัตรูเข้าที่คางอย่างจัง แต่ลูกน้องอีกคนที่ใส่สนับมือก็ชกเข้าไปที่หลังของเขา เสียงของแข็งกระทบเข้ากับกล้ามเนื้อไหล่ของศิรินดูไม่น่าฟังเท่าไหร่นัก และเขาก็แสดงความเจ็บปวดออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน ชายหนุ่มรวบรวมสติจากความเจ็บปวดนั่นเตะสวนลูกน้องที่เล่นงานหลังเขาออกไป แต่เขาเองก็เสียหลักล้มลงไปเช่นกัน

จากภาพที่มีนาเห็นมันยิ่งตอกย้ำความเป็นจริงที่ว่า พระเอกไม่มีทางชนะตัวร้ายไปตลอด ไม่มีฮีโร่ ไม่มีอัศวินม้าขาว ความคิดพวกนั้นมันก็แค่ความเพ้อฝัน สำหรับมนุษย์ที่อ่อนแอกว่าต้องพ่ายแพ้ให้กับกำลังที่เหนือกว่าเท่านั้นเอง

“อะไรกัน พอมีคนฉลาดที่มาตัดกลยุทธนายหน่อยก็ไปไม่เป็นเลยเหรอ น่าผิดหวังจริงๆ ทั้งๆที่เมื่อวานฟังจากน้องๆนายออกจะเก่งกาจขนาดนั่นแท้ๆ แค่ซัดทรายเข้าตาหน่อยก็รับมือคนสองคนไม่ไหวแล้วเหรอ?” หัวหน้าผมทองที่สวมหน้ากากปิดปาก ก้มหัวลงไปพูดเยาะข้างหูศิริน

“ปะ...ปล่อยมีนาไป...”เสียงของศิรินยังคงทุ่มต่ำและคงความเยือกเย็นไว้อยู่

“โทษทีนะฉันขอทำเป็นไม่ได้ยินละกัน เห้ย นายสองคนลุกขึ้นได้แล้วก็นายด้วยไปจัดเจ้าคนหัวดื้อนี่อีกหน่อยสิ” ชายผมทองเรียกคนอีกคนที่ไม่ได้ใช้มีดจี้คอมีนาไว้ไปสมทบและบอกให้อีกสองคนที่โดนศิรินเล่นงานไปลุกขึ้น พร้อมกันนั่นเขาก็เดินมาหาเด็กสาวก็จะยื่นมือออกมา

“พวกเรื่องแบบนี้มีผู้หญิงเข้ามาแล้วมันน่ารำคาญจริง ฉันขอกระเป๋าของเธอละกันนะ”

ว่าแล้วเขาก็กระชากกระเป๋าของเด็กสาวไปรวมถึงเช็คเสื้อและกระโปรงของเธอด้วย การกระทำแต่ละอย่างของหัวหน้านักเลงคนนี้ถือว่าเป็นมืออาชีพมาก เขาจัดการกับโทรศัพท์มือถือ ในการต่อสู้ก็ไม่สั่งให้เข้าไปตะลุมบอนกันเยอะนัก ขณะเดียวกันก็พยายามไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง

“อ๊าก! ...ไอ้เวรนี่” นักเลงคนหนึ่งกระเด็นกระแทกกับกำแพง

 

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือศิรินยังคงต่อสู้ต่อไป เด็กหนุ่มผมดำ แววตาคมกริบ ยังคงตั้งการ์ดอยู่กลางวงล้อมของเหล่าอันธพาล มีน้ำตาไหลซึมออกมาจากดวงตาแดงก่ำคู่นั้นน่าจะเป็นผลมาจากการระคายเคืองจากทราย แม้เขาจะโดนรุมแบบ3ต่อ1และบาดเจ็บที่หลัง แต่ก็ยังต่อสู้รุกรับกันได้อย่างสูสี แม้จะเหนื่อยหอบแต่การเคลื่อนไหวขอเขาก็ยังเฉียบคมและว่องไวอยู่ ทั้งยังคงความสุขุมเอาไว้ได้อีกด้วย

อันธพาลคนหนึ่งพยายามจะหาช่องว่างเพื่อแทงมีดของเขาใส่ศิริน แต่การกระทำนั่นสูญเปล่า ศิรินคว้าแขนของเขาได้จับทุ่มข้ามหัวและแย่งมีดของเขามาได้ ศิรินควงมีดที่แย่งไปมาอย่างชำนาญ ทำเอานักเลงพวกนั่นต่างถอยไปกันคนละก้าวสองก้าว ทันทีที่ศิรินมีอาวุธอยู่ในมือการจะโค่นเขาลงนั่นท่าทางจะเป็นเรื่องยากซะแล้วละ

“ปล่อยมีนาไปฉันจะไม่ทำอะไรพวกนาย แล้วก็จะไม่เอาเรื่องด้วย...” เสียงของศิรินแหบลงเล็กน้อยแต่ยังมีความเยือกเย็นอยู่

“ขอบคุณนะแต่ฉันคงตอบรับข้อเสนอดีๆแบบนั่นไม่ได้หรอกนะ ทั้งๆที่อยู่ในสภาพนั้นยังทำหน้านิ่งเป็นปลาตายอยู่เลย” นักเลงหัวทองเอ่ยขึ้นพร้อมกับดีดนิ้ว

อันธพาลที่ได้รับคำสั่งกดมีดลงไปที่คอสีขาวนวลของเด็กสาวลงเบาๆ ปรากฏของเหลวสีแดงไหลออกมา เด็กสาวหลับตาลงทนรับความเจ็บปวดแทบคลั่งนี้เอาไว้พร้อมกันนั้นเลือดของเธอก็ไหลออกมาพร้อมกับหยดน้ำตา

“กรอด...” ศิรินกัดฟันพร้อมแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวออกมาอย่าเห็นได้ชัด เขาเกือบจะสูญเสียความเยือกเย็นไปแล้ว

“นั่นแหละหน้าตาแบบนั้นแหละดี...จะบอกให้ฟังอีกทีนะ อำนาจในการต่อรองฉันยังเหนือกว่า คิดว่าฉันไม่กล้าหรือไง ในตึกร้างลับๆตาคนแบบนี้ ฉันจะทำอะไรก็ไม่มีใครเห็นหรอกนะ” หัวหน้าของเหล่าอันธพาลไม่ได้พูดเล่นแน่นอน แต่ละคำพูดของเขามีแรงกดดันมหาศาล ที่ทำให้ศิรินไม่อาจตอบโต้ได้เลย

“ได้โปรดเถอะ...นายต้องการอะไรฉันยอมหมดทุกอย่างละ” ศิรินลดอาวุธลงพร้อมกับการตั้งท่าป้องกันของเขา

“ฮาๆๆๆๆ!!! เชื่อเขาเลย ฮาๆๆๆ....” ชายผมสีทองหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

“...” ศิรินได้แต่นิ่งเงียบสายตาที่สุขุมจ้องมองใบหน้าที่น่าจะยิ้มอยู่ภายใต้ผ้าปิดปากนั่น

“นายน่ะแคร์ผู้หญิงคนนี้จริงๆด้วยสินะ...อย่างที่คิดไว้นายนี่น่าสนใจจริงๆ งั้นเอางี้ ฉันมีข้อเสนออยากจะลองฟังดูหน่อยไหมละ?” พูดจบชายผมทองก็ถอดเสื้อนอกออก

“ว่ามาสิ ยังไงฉันก็ไม่มีทางเลือกเหลืออยู่หรอก” ศิรินตอบเสียงค่อย

“ฉันอยากจะขอดวลกับนายสักตั้ง ถ้านายชนะเชิญพาผู้หญิงออกไปได้เลย จะเรียกคนหรือแจ้งตำรวจด้วยเลยก็ได้...”

เหล่าลูกน้องต่างพากันลังเลในการตัดสินใจของเขาแต่เขาก็ไม่มีทางสนใจคำโต้แย้งเหล่านั่นแน่นอน หัวหน้าอันธพาลเดินเข้ามาใกล้เด็กสาวจับคางของเธอเงยขึ้น สายตาของมีนาสบกับดวงตาสีฟ้าของเขามันลุกโชนดุจเปลวไฟสีคราม ราวกลับว่าถ้าเธอหลบสายตาแม้แต่เสียววินาทีจะต้องโดนเผาเป็นจุลแน่ และเขาก็ค่อยๆขยับปากที่อยู่หลังผ้าปิดปากอย่างช้าๆ

“แต่ถ้าเกิดนายทะลึ่งแพ้ฉันขึ้นมาละก็ ฉันจะฆ่านายทิ้งพร้อมกับเชือดนังนี่ตามนายไปโลกหน้าด้วย!”

ชายผมทองเบิกตากว้างเหมือนจะสัมผัสได้ว่าเขายิ้มอย่างสยองภายใต้หน้ากากนั่นด้วย กลับกันใบหน้าของศิรินไม่ได้แสดงอารมณ์ไปมากกว่านั่น ในเมื่อไม่ทางอื่นแล้วการตัดสินใจก็ไม่ยากเลย

“พร้อมก็เข้ามา...”

คำพูดของศิรินเหมือนจุดประกายบางอย่างในตัวชายผู้เป็นหัวหน้าของเหล่าอันธพาล ชายผมทองพุ่งตรงไปที่ร่างของชายผมสีดำซึ่งกำมีดไว้ในมือทันที เขาเข้าถึงระยะที่จะโจมตีได้อย่างรวดเร็วทั้งยังปิดช่องว่างได้เป็นอย่างดีความเป็นมืออาชีพด้านการวิวาทแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ทางศิรินก็ไม่น้อยหน้าชิงออกอาวุธออกไปก่อน เป้าหมายของเขาคือลำคอจุดตายของอันธพาลคนนั้นอย่างเห็นได้ชัด

หัวหน้าอันธพาลไม่ได้ตอบโต้ต่อการโจมตีของศิรินมากไปกว่าการเบียดออกทางซ้ายเล็กน้อย ใบมีดโดนคอของเขาก็จริงแต่แผลมันไม่ได้ลึกเห็นได้ชัดว่าแผลตื้นๆแค่นั่นไม่สามารถหยุดเขาได้ เขาอาศัยความเหนื่อยล้าของศิรินที่ทำให้ชักอาวุธกลับสู่ท่าตั้งการ์ดป้องกันช้ากว่าปกติ ผ่านไปด้านหลังและเล่นงานจุดอ่อนที่ลูกน้องของเขาทำไว้ที่หลังของศิรินอย่างจัง

“อึก...!”ความเจ็บปวดมหาศาลส่งผลให้ศิรินที่เยือกเย็นต้องส่งเสียงออกมา

ศิรินเสียหลักถอยไปหลายก้าว แน่นอนเป็นโอกาสทองให้ชายมาดนักเลงโจมตีมาอีกครั้งด้วยการเตะ ศิรินรู้อยู่แล้วเขารวบรวมสติและกำลังที่เหลือตั้งการ์ดเพื่อป้องกันลูกเตะนั้น... แต่มันไม่เพียงพอ ชายผมทองไม่เพียงแต่เตะเท่านั่น เขายังสกัดขาของศิรินให้เสียหลักมากขึ้นพร้อมกับถีบย้ำๆรัวๆใส่อย่างไม่ยั้ง

 

ในขณะนั้นทางด้านมีนาก็สัมผัสถึงอะไรแปลกๆ ที่ดึงความสนใจของเธอออกมาจากการต่อสู้ที่ศิรินเสียเปรียบอยู่

“สาวน้อยเวลากลัวจนตัวสั่นนี้น่ารักจริงๆ”

มีนาตกใจกับเสียงที่กระซิบข้างหู นักเลงที่เอามีดจ่อคอเธออยู่กำลังลูบไล้เส้นผมของเธออยู่

 “ตอนพี่ธันอยู่เขาทำฉันเกรงใจเป็นบ้า แต่ตอนนี้เขายุ่งอยู่เราค่อยๆมาสนุกกันทีละนิดๆดีไหมจ้ะ...”

อันธพาลคนนั่นค่อยๆเอามือสัมผัสลูบเอวของเด็กสาวแต่ยังไม่หยุดแค่นั่น ลมหายใจของเขากำลังรดต้นคอของเธอ จากนั้นเขาก็ค่อยๆแกะกระดุมเม็ดแรกของเธอออก ชั่ววินาทีนั้นที่ความหวาดกลัวกำลังถาโถมเข้ามาในจิตใจเด็กสาวปฏิเสธจุดจบของเธอ บนโลกนี้ที่เธอเคยชิงชังมันกำลังจะมอบจุดจบอันน่าเศร้าทั้งตัวเธอและศิริน ความรู้ว่าชีวิตนี้อยากจะทำอะไรอีกมากมาย ความรู้สับสนก่อตัวและฉุดสติของเธอลงไป ทั้งๆแบบนั้นความคิดสุดท้ายกลับกลายเป็นความรู้สึกต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป

“พยายามใส่ใจกับเสียงที่จะได้ยินต่อไปนี้ให้น้อยที่สุดนะ หลับตาแล้วอยู่กับตัวเองไว้”

เสียงปริศนากังวาลขึ้นในหัวของมีนา มันเป็นเสียงที่แหลมเล็กแต่ฟังดูนุ่มนวลน่าหลงใหล ตอนแรกเธอคิดว่ามันเป็นเสียงของพระเจ้าที่จะทำให้จากไปแบบสบายๆ จนกระทั่งสายตาของเด็กสาวที่กำลังหันไปหาชายอันธพาลที่กำลังทำเรื่องไม่ดีอยู่ ในสายตามองเห็นศีรษะที่มีหูจิ้งจอกและมือน้อยๆที่มีเล็บคมกริบ กำลังสัมผัสหูของชายคนนั้นพร้อมกับดึงริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มเข้าไปใกล้และกระซิบอะไรบางอย่างใส่หูของเขา

“เป็นของข้า...”

ประโยคนั่นมีนาไม่ได้ยินมันตรงๆหรอก หากแต่เป็นการคาดเดาของสมองที่พยายามไม่ใส่ใจต่อเสียงนั้นตามคำสั่งของเธอ ถึงอย่างนั่นก็ตามทันทีที่รับรู้ถึงเสียงนั้นเพียงน้อยนิด สติสัมปชัญญะของเด็กสาวก็ปั่นป่วนราวกับจะถูกดูดกลืนหายไปกับน้ำเสียงแหลมสูงนั่น ยิ่งไม่ต้องถามถึงคนที่ถูกกระซิบตรงๆอย่างชายอันธพาลคนนั้นเลย มันจะต้องเจ็บปวดเหมือนกับถูกกระชากวิญญาณออกไปทั้งดวงแน่ๆ ไม่นานมือที่กำลังลวนลามและมีดจี้คอเด็กสาวค่อยๆคลายออก ร่างของชายอันธพาลได้หงายท้องล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมกันนั้นน้ำตาที่ของเด็กสาวก็ไหลออกมาเพิ่มเติมอย่างหยุดไม่ได้

“ไม่เอาแล้วจิ้งจอก ฉันไม่เอาแล้ว.... ถึงจะเกลียดชีวิตนี้ยังไง ฉันก็อยากจะอยู่ต่อ... ขอร้องละ...ขอร้อง...ฉันยังไม่อยากให้มันจบลงแบบนี้”

เสียงตะกุกตะกักพูดไม่ค่อยเป็นศัพท์ออกมาจากลำคอของเด็กสาวผมสีดำที่แทรกด้วยสีเทาบางส่วน เธอกำลังเสียขวัญและทรุดตัวลงกับพื้น ร่างของเธอค่อยๆถูกโอบกอดโดยร่างที่เล็กกว่าที่มีหูจิ้งจอก สาวจิ้งจอกค่อยๆลูบหัวของเธอเบาๆ และใช้มือเล็กๆเช็ดน้ำตาของเธอออก

“ทุกคนน่ะ ไม่ได้มีโอกาสผ่านมาในชีวิตอย่างเท่าเทียมกันหรอกนะ เพราะอย่างนั้นถึงจะน่าเบื่อหน่ายและโหดร้ายขนาดไหน ทุกคนก็ต้องยืนหยัดสู้ไม่ใช่หรือไง หันไปมองสิ...”

เด็กสาวผู้มีหูจิ้งจอกค่อยๆชี้นิ้วไปทางศิรินที่กำลังโดนกระทืบย่อยยับอยู่ข้างเดียว เลือดสีแดงอาบเต็มไปทั้งใบหน้า แขนที่เต็มไปด้วยรอยบวมแดงยังคงกวัดแกว่งมีดในมือไม่หยุด สีหน้าของเด็กหนุ่มยังคงไม่ยอมแพ้แววตาสีน้ำตาลยังฉายแววมุ่งมั่นและเยือกเย็นไม่มีเปลี่ยน

“ใช่แล้วละ เขาคิดที่จะตายอย่างแน่นอน แต่เขาไม่ได้ต้องการตายเพื่อหลีกหนีเพราะความชิงชังโลกใบนี้ เขาต่อสู้จนตัวตายเพื่อจุดยืนของเขา เพื่อชีวิตของคนอื่น เพื่อเธอยังไงละมีนา...”

ภาพในสมุดวาดภาพของศิรินที่กระจายอยู่บนพื้นมีภาพภาพหนึ่งที่ถูกสายลมที่ผ่านเข้ามาในตึกพัดปลิวมาข้างหน้าชองเด็กสาว เธอจำไม่ผิดแน่แม้จะเห็นชั่วครู่แต่มันเป็นภาพที่ศิรินวาดไว้และไม่ต้องการให้เธอได้เห็นในตอนนั้น ที่จริงแล้วมันไม่ได้น่าอายหรือยังไม่เสร็จอย่างที่เขาว่าเลย มันเป็นภาพที่งดงามมากเลยละ

“เธอจะปล่อยให้เขาสู้เพื่อเธอแบบนี้มันดีแล้วหรือ ทั้งๆที่ตัวเธอเองกลับไม่คิดจะสู้เพื่อคนอื่น หรือเพื่อตัวเองเลยสักครั้งแบบนี้  มันสมควรแล้วหรือกับสิ่งที่เขาจะได้รับ...”

เด็กสาวผมสีดำที่ถูกแทรกด้วยสีเทาลุกยืนขึ้น ราวกับคำพูดของจิ้งจอกจุดประกายทำให้ไฟที่เคยหลับไหลอยู่นานแสนนานในใจของเธอลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ใบหน้าของเธอมันไม่เหมือนเดิมแล้ว มันถูกเติมเต็มด้วยความหวังและความมุ่งมั่น

“คำว่าลาก่อนที่ฉันพูดบนดาดฟ้า...ฉันหมายถึงมีนาคนเก่าน่ะนะ”

จิ้งจอกควักสิ่งหนึ่งออกมาและยัดมันใส่ในมือของเด็กสาว มันคือกำไลสีอำพันที่ส่องแสงสีน้ำตาลออกมาดุจความหวัง ราวกับโอกาสที่หยิบยื่นมาวางไว้ตรงหน้า สิ่งที่ต้องทำก็แค่เอื้อมมือไปรับมันมาเหมือนดั่งการคว้าอากาศริมหน้าต่างนั่น แต่คราวนี้มันไม่ใช่การกระทำที่ไร้ประโยชน์อีกต่อไป หากแต่เป็นการตัดสินใจที่จะต่อสู้เพื่อจุดยื่นของตัวเอง ต่อสู้เพื่อปกป้องผู้อื่น

 “ย้าก…!!!”  เสียงกู่ร้องของเด็กสาวดังขึ้นพร้อมกับจิตใจที่มุ่งมั่น

เด็กสาวถึงจะไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ในหัวเธอมีแต่ต้องใช้สิ่งที่ได้รับมาเท่านั้น เธอออกแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ออกไป!

 

“โอ้ย...!!ใครปาอะไรใส่หัวตรูวะ!” นักเลงลูกน้องคนหนึ่งร้องด้วยความเจ็บปวดทำเอาพวกอีก2คนหันกลับมาหา

“เห้ย!...นังบ้าพวกนี้มันจัดการการไอ้กระดุ้ยไปแล้ววะ!” (กระดุ้ยคือชื่อคนที่ลวนลาม)

“แสบนักนะแก บังอาจเอากำไลเหล็กมาปาใส่หัวฉันได้...”

“ถึงเป็นผู้หญิงตรูก็ไม่เว้นหรอกนะเฟ้ย!”

ตอนนี้มีนากำลังเหงือตกไหลเป็นน้ำในขณะที่จิ้งจอกสาวเอามือกุมหน้าผากคล้ายจะเป็นลม

“...ชิบหาย...” จิ้งจอกอุทานเสียงหลงออกมา

“นี่มันอะไรน่ะจิ้งจอกทำไมไอ้พวกนี้มันไม่เห็นเป็นอะไรเลยละ!” มีนาหันไปตะโกนใส่จิ้งจอกตัวน้อย

 “แล้วกำไลบ้านไหนเขาใช้ปาใส่หัวคนกันเล่า!”

พวกอันธพาลลูกน้องต่างพากันพร้อมใจเดินตรงมาหาเด็กสาวทั้งสอง หน้าตาพวกนั่นแสดงถึงความต้องการที่จะขยี้พวกเธอจนเละเป็นโจ๊กและเอาไปเททิ้งให้สุนัขกินเป็นแน่

“...จิ้งจอกเธอจัดการพวกมันได้เปล่า?” มีนาเอ่ยถาม

“...จัดการ? เอาอะไรไปจัดการละไอ้ที่มันจัดการได้มีนาโยนมันไปนู่นแล้ว!”

“...แบบเมื่อกี้ไงที่เอาหูมากระซิบให้หงายท้องไปอะ”

“...จะให้ทำไงละ บอกให้พวกนั้นยื่นหูมาให้กระซิบเหรอ” เสียงของจิ้งจอกเองก็ค่อยๆสั่นเครือลงเช่นกัน

พวกอันธพาลก็ค่อยๆใกล้เข้ามาเรื่อยๆตอนนี้พวกเธอไม่มีอะไรจะต่อกรแล้วจริงๆ ตัวจิ้งจอกเองก็ไม่มีวีแววว่าจะเป็นสายบู๊เลยสักนิด ในตอนนี้หูของเธอลู่ตกลงพร้อมกับหางที่กำลังสั่นน้อยๆ

“...จิ้งจอกทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลยเหรอ กระโดดไปชกซ้ายเตะขวา ร่ายเวทย์ระเบิดตูม! หรือว่าจะเป็นของวิเศษจากกระเป๋าหน้าท้องจะเป็นกรรไกร ตะไบ ตะปูเรือใบอะไรก็ได้...” มีนาพยายามเค้นความสามารถซึ่งปีศาจในการ์ตูนสามารถทำได้

“เห็นฉันเป็นตัวอัลไลเนี่ย...ไอ้จะให้สู้มันก็ทำได้อยู่หรอกแต่ปัจจัยหลายๆอย่างตอนนี้ ฉันทำแบบนั่นไม่ได้หรอกนะ!”

...แลดูแล้วเป็นจิ้งจอกที่ไร้ประโยชน์โดยแท้จริง ในตอนนี้จะทำอะไรก็ไม่ทันการแล้ว ตอนนี้พวกอันธพาลหยุดเท้าอยู่ตรงหน้าพวกเธอแล้ว ซึ่งทั้งสองได้แต่ก้มหน้าลงไม่กล้าที่จะสบสายตากับพวกนั้นแม้แต่น้อย

“เห้ย! ยัยหนูนี่ใส่หูหมาด้วยวะ ฮาๆๆๆ ตลกเป็นบ้าเลย” อันธพาลคนหนึ่งหัวเราะเยาะ

“จิ้งจอกต่างหาก!”

เสียงแหลมเล็กกล่าวปฏิเสธเสียงแข็งซึ่งเป็นของเด็กสาวจิ้งจอกพูดออกมาอย่างลืมตัว แน่นอนว่าเรื่องการพูดตรงในตอนนี้มันดูไม่ฉลาดเอาเสียเลย ซึ่งนั้นมันก็ทำให้พวกอันธพาลต่างพากันไม่พอใจและจ้องเขม่งไปที่จิ้งจอกตัวน้อยเป็นตาเดียว

“หา...เมื่อกี้เธอพูดว่าไงนะนังเด็กบ้า!”

“มะ...ไม่...ได้...ปะ...เป็นหมานะ...ชะ...ฉันเป็น...จะ...จิ้งจอก...” เสียงแหลมเล็กสั่นคลอตะกุกตะกักอยู่ในลำคอ เธอยังคงก้มหน้ามิดไม่สบตากับอันธพาลพวกนั่น

“บอกว่าเป็นหมาก็ต้องเป็นหมาไงเดี๋ยวก็ตบหัวแบะหรอก!”

“เอาน่าๆ น้องเขาหน้าตาจิ้มลิ้มแบบนี้ ไหนน้องหมาตัวน้อยลองเห่าให้ดูหน่อยซิจ้ะ” อันธพาลคนหนึ่งก้มลงไปตบมือเหมือนกับเล่นกับสุนัข จิ้งจอกสาวยังคงก้มหน้าและสั่นไม่หยุด แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นให้หัวของมีนา

“มีนา...เธอมองเห็นกำไลที่ปาไปไหม?”

ใช่ฉันเห็นมันอยู่ห่างจากฉันประมาณ3-4ก้าวใหญ่ๆ

“ฉันกำลังถ่วงเวลาให้อยู่ พอฉันทำเสียงเห่าเธอใช้โอกาสนี้วิ่งไปหยิบมันมาใส่เลยนะ”

แล้วใส่แล้วฉันต้องทำยังไงต่อ

“ไม่มีเวลาแล้ว เตรียมตัวนะ”

อันธพาลบางคนเริ่มโมโหกับการไม่ตอบโต้อะไรเลยของจิ้งจอกสาว

“เห้ย! ตรูบอกให้เห่า เหมือนหมาไม่เข้าใจเหรอวะ!” นักเลงคนหนึ่งตะโกนขู่เด็กสาว

ตอนนี้ล่ะ! “...โฮ่ง โฮ่ง!”

โอกาสที่ถูกหยิบยื่นมาหากต้องการ ขอเพียงเราแค่ออกวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต เอื้อมมืออย่างสุดแรงและคว้ามันกลับมาเท่านั้น!

มีนาคว้ากำไลโลหะสีน้ำตาลอำพันมาได้ ปลดล็อคออกและสวมใส่มันที่ข้อมืออย่างรวดเร็ว ทันทีที่ตัวล็อคถูกกดเข้าที่ ความเย็นบางอย่างก็แผ่ปกคลุมไปทั่วแขน แต่มันไม่ได้ธรรมดาแบบนั้น มันเย็นจับขั้วกระดูกค่อยๆลามจากแขนไปที่หน้าอกและกระจายออกไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะเป็นความเยือกเย็นมหาศาลมันก็ปราศจากซึ่งความเจ็บปวดใดๆ ในหัวเด็กสาวมันถูกความเย็นนั่นทำให้ขาวโพลน พร้อมกับแสงที่ปรากฏแสงสว่างที่ไม่จ้าจนเกินไปแต่เป็นแสงสีน้ำตาลที่สามารถปกคลุมการมองเห็นทั้งหมดโดยรอบได้

พอรู้สึกตัวอีกทีเด็กสาวเหมือนตัวเองตื่นจากฝัน สัมผัสถึงกลิ่นของอากาศจากปลายจมูกมันไหลผ่านเข้ามาในปอด ออกซิเจนถูกสูบฉีดจากหัวใจกระจายไปทั่วร่าง เสียงของเหรียญกระทบกันภายในกระเป๋าของศิรินที่กำลังถูกอัดติดกำแพง รสชาติของเอนไซม์น้ำลายภายในปาก สัมผัสของละอองฝุ่นที่กระทบรูขุมขน และสายตาของเธอจ้องมองไปข้างหน้าเห็นอันธพาล3คนอย่างชัดเจน

“นี่มันบ้าอะไรฟร่ะ แล้วแกเป็นไผ!”

อันธพาลคนหนึ่งหันมาอย่างช้าๆไม่สิ สายตาของเด็กสาวเห็นภาพทั้งหมดนั่นชัดเจน คล้ายกับภาพนิ่งที่เรียงต่อกัน จึงสามารถคาดเดาการขยับปากก่อนที่น้ำเสียงของเขาจะถูกเปล่งออกมาได้ด้วย

“อีกคนอยู่นั่นตืบมานนน!”

พวกนักเลงที่กำลังล้อมจิ้งจอกสาวทั้งหมดหันกลับมา ซึ่งมีนาคาดเดาจากการขยับกล้ามเนื้อของพวกเขาทำให้รู้ได้ก่อนที่ม่านตาของพวกเขาจะขยายออกให้ภาพของเธอตกไปที่เรติน่าซะอีก

“เอาละนะ...” เสียงอ่อนเยาว์ถูกเปล่งออกมาจากลำคอ

มีนาออกแรงที่ปลายเท้าถีบตัวออก ส่งผลทำให้ร่างของเธอพุ่งไปข้างหน้าสัมผัสถึงความเร็วจากอากาศระหว่างทางที่พุ่งไปปะทะ มันทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม

“จัดการได้แน่!”

หมัดของมีนาจู่โจมเข้าไปที่ท้องของนักเลงคนหนึ่ง ความรู้สึกของกำปั้นที่ปะทะเข้ากับกล้ามเนื้อท้องผ่านไปยังลำไส้ถึงกะบังลมของชายที่ถูกชก แน่นอนว่าด้วยความเร็วนี้มีนาสามารถชักมือกลับก่อนที่เขาจะล้มลงและบิดตัวออกแรงที่ปลายเท้าพุ่งไปหาเป้าหมายถัดไป

“อุ๊ก!!!” อันธพาลคนที่โดนชกส่งเสียงเจ็บปวดลงไปดิ้นตัวโก่งกับพื้น

“แกนี่มันอะไรวะ...”  ชายผู้เป็นเป้าหมายการจู่โจมต่อไปตะโกนออกมา

ยังไม่สิ้นเสียงมีนาก็เข้าประชิดจนแทบหายใจรดได้ทันที ปล่อยหมัดเข้าไปที่เอวทำให้ชายคนนั้นเสียหลักจากความเจ็บปวดและออกหมัดอีกข้างไปที่แก้มแรงของมันทำให้ลิ้นกระทบฟันเลยทีเดียว

“บ้าเอ้ย! เอานี่ไปกิน!”

นักเลงหนึ่งคนที่เหลือเหวี่ยงไม้หน้าสามใส่ และขณะนั่นที่มีนากำลังชักหมัดกลับมา ตั้งการ์ดปัดป้องการโจมตีนั่น ไม้หน้าสามสัมผัสผิวหนังแต่ทันทีที่กระทบกับกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งมันก็หักและแตกกระจายเป็นสองท่อน มีนาหลังจากตั้งหลักได้แล้วก็ออกหมัดสวนใส่คางของชายคนนั้น แรงหมัดทำให้อันธพาลคนนั้นลอยขึ้นไปบนอากาศและหงายหลังล้มไปแน่นิ่งกับพื้นทันที

“7.6วินาทีจร้า!” เสียงร่าเริงของจิ้งจอกสาวดังขึ้น

“นะ..นี่จับเวลาด้วยเหรอ”

“ฮุๆๆ เป็นยังไงบ้างละรู้สึกดีไหม”

“อืม...รู้สึกว่าร่างกายของฉันมันเบาแล้วก็สั่งการง่ายมากๆเลยละ” มีนาตอบพลางขยับแขนไปมา

มีนาสำรวจร่างกายของตัวเองในตอนนี้ไขมันส่วนเกินทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแรงแต่จิ้มดูแล้วนุ่มนิ่มดี แต่เดี๋ยวก่อน...

“เธอทำอะไรกับร่างกายฉันเนี่ย?”

“ทำอะไรไม่ได้ทำซะหน่อย ทำตัวเองชัดๆ”

“อย่ามาพูดมั่วๆนะ...” เสียงของมีนาขาดช่วงไป

ด้วยประสาทตาที่ดีเยี่ยมมีนามองเข้าไปในแววตาสีดำของจิ้งจอกซึ่งกำลังสะท้อนถึงร่างกายทั้งหมดของเธอในตอนนี้ ผมยาวสีเทา ดวงตาสีน้ำตาล แขนขาเรียวเล็กเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อน้อยๆ บั้นท้ายที่หายไป ใบหน้าสวยหวาน ภายใต้ชุดนักเรียนหญิง มองผิวเผินอาจะเหมือนเด็กผู้หญิง แต่เธอก็สัมผัสถึงอะไรบางอย่างตรงหว่างขา...

“กรี๊ด...!!!!!” เสียงของมีนานั้นฟังดูอ่อนเยาว์แต่มีความแหบห้าวแบบเด็กผู้ชายเล็กน้อย

“แล้วจะกรี๊ดทำไมเนี่ย...” เด็กสาวบ่นพลางเอามืออุดหูจิ้งจอกของเธอ

แต่แล้วเสียงกรี๊ดของมีนาก็ดึงความสนใจของคนบางคนมา เธอสัมผัสได้ถึงสายตาคู่สีฟ้านั่นทำให้อดไม่ได้ที่จะหันไปหาเจ้าของสายตาที่กำลังจับจ้องร่างของเธอ

ภาพที่มีนาเห็นคือภาพที่ชายคนนั้นกำลังกระชากคอเสื้อศิรินที่ติดมุมผนังของตึกใบหน้าเต็มไปด้วยของเลือดจนไม่อาจเห็นได้ว่าเขาลืมตาอยู่หรือไม่ ทันทีที่ชายผมทองปล่อยคอเสื้อศิรินลง ร่างนั่นก็ทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

โชคยังดีศิรินไม่เป้นอะไรมาเนื่องจากมีนายังคงได้ยินเสียงหายใจของเขาอยู่ ถึงแบบนั้นในตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามาดีใจเธอไม่รู้ว่าอาการของเขาแย่ขนาดไหน อีกทั้งยังเหลือชายผู้ที่เป็นหัวหน้าของเหล่าอันธพาลอยู่ตรงหน้านั่น เขาเต็มไปด้วยบาดแผลจากมีดเนื่องจากการโจมตีของศิริน เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ย แต่ดูเหมือนแผลพวกนั้นจะไม่ลึกพอที่จะสร้างอาการสาหัสให้แก่เขาเลย

“นี่เธอเข้ามาได้ยังไงน่ะ? จำได้ว่าล็อคประตูตรงหน้าตึกแล้วนี่นา” เป็นคำถามที่แสดงความสงสัยก็จริงแต่แววตาแบบนั้นดูเหมือนไม่ต้องการคำตอบเลยสักนิด

“...” ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการคำตอบมีนาจึงนิ่งเงียบพร้อมกับส่งสัญญาณให้จิ้งจอกสาวหาที่ซ่อนตัว เธอหายไปได้ไวกว่าที่ชายผมทองจะสังเกตเสียอีก (เรื่องสู้ขอบายเรื่องซ่อนขอให้บอกสินะ)

“จัดการพวกนั้นด้วยตัวคนเดียวฝีมือเหมือนกันนิ ไม่รู้ว่าเป็นใครหรอกนะแต่ว่าฉันก็กำลังเบื่ออยู่พอดีเลยเพราะนายสุภาพบุรุษหน้าปลาตายคนนี้ดูเหมือนจะหมดสภาพแล้วละ...”

“...ใช่ เขาเป็นสุภาพบุรุษ” พูดตอบโต้ไป

“...รู้ไหมสุภาพบุรุษอย่างไอ้หมอนี่น่ะมักจะอ่อนแอเพราะมักจะห่วงผู้หญิงจนไม่ได้ดูสารรูปตัวเองเลยสักนิด”

“นายมีสิทธิที่จะย้ำยีการสินใจของเขาด้วยเหรอ คนที่สู้เพื่อปกป้องคนอื่นอย่างเขาไม่ได้อ่อนแออย่างที่นายคิดหรอกนะ” มีนาตอบไปพร้อมกับปะทะสายตาสีฟ้านั่นในตอนนี้เธอไร้ซึ่งความกลัวอีกต่อไป

“อะไรมันเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความแข็งแกร่งของเธอกันละ โลกใบนี่คนแข็งแกร่งกว่าคือผู้ชนะส่วนผู้แพ้ก็ต้องนอนจมดินไปแบบหนอนี่แหละ” ชายผมทองยิ้มเยาะ

“คิดได้แค่นั้นเองเหรอ ฉันล่ะสมเพชคนอย่างนายจริงๆ”

หลังจากมีนาพูดจบก็ได้ยินเสียงกัดฟันของเขา ขาของเขาขยับและตรงมาที่เธอ คำว่า “สมเพช” คงจะไปกระตุ้นต่อมโทสะของเขาสินะ มีนาคาดเดาจากจังหวะการก้าวเท้าก่อนจู่โจมของเขา ดูเหมือนว่าเขาออกหมัดขวาออกมากอ่ยซึ่งเป็นแขนข้างที่เขาถนัด และเธอก็รู้อีกด้วยว่าเขาคิดเอาไปแล้วว่าตัวเธอมีความสามารถพอที่จะหลบการโจมตีนั้นได้ เขาจึงเตรียมเท้าซ้ายเอาไว้เพื่อทิ้งระยะและตั้งใจโจมตีต่อทันทีในขณะที่เธอไร้การป้องกัน นั้นมันเป็นความคิดของนักวิวาทมืออาชีพจังนะ แต่ว่าเมื่อมีนารู้แบบนั้นอยู่แล้วสิ่งที่ต้องทำก็แค่ไม่ให้มันเป็นไปตามแผนของเขา

ผวะ!!

เสียงหมัดของเขากระทบเข้าที่หน้าของมีนา เธอปล่อยให้การโจมตีนั่นเข้าเป้าโดนไม่หลบหลีก เนื่องจากหมัดแรกนั้นเป็นเป้าล่อมันจึงไม่ได้รุนแรงมากพอที่จะทำให้มีนาเสียหลักได้ซึ่งนั่นทำให้ใบหน้าของชายผมทองถอดสีทันที

มีนาจับมือที่สัมผัสกับใบหน้านั้นไว้ ยกขาขึ้นบิดตัวและฟาดเท้าไปที่ศีรษะเข้าอย่างจัง ผ้าปิดปากนั่นของเขาหลุดออกพร้อมกับร่างที่เสียการทรงตัวค่อยๆล้มลง มีนาใช้หางตามองไปยังชายผมทองที่มีใบหน้าหล่อเหลาจมูกโด่งเข้ารูป รูปหน้าเรียวยาว ดวงตาสีฟ้าดุจอัญมณี ก่อนที่มันจะสัมผัสกับพื้น

เธอไม่ได้สนใจหัวหน้าของเหล่าอันธพาลเลยหลังจากนั้น มีนาเดินตรงไปยังมุมที่ศิรินทรุดลงอยู่และพยุงเขาขึ้น สองเท้ากำลังจะเดินออกไปจากตึกร่างทิ้งให้ร่างห้าร่างที่แน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นนั้น แต่ก็มีเสียงหยาบกระด้างหัวเราะไล่หลังมา

“ฮาๆๆๆ อย่างนี้นี่เอง ไม่ใช่เธอแต่เป็น ‘นาย’ สินะ รสนิยมคอสเดรสนั่นเหมาะมากเลยละ...” เสียงจากชายผมทองที่แน่นิ่งอยู่กับพื้นเอ่ยขึ้น

“0///0 นะนี่นายแอบมองใต้กระโปรงฉันเหรอ!” มีนาอุทานเสียงสูง

“ฮาๆๆ โล่งโจ้งแบบนั่นใครๆก็เห็นแหละ...คนแข็งแกร่งแบบนายฉันชอบมากเลยละ ไว้มาชกกันใหม่นะ ฉันชื่อธันวานายละสาวดุ้น?”

“...วิกตอเรีย...”

ที่จริงแล้วมีนาไม่ค่อยอยากจะโกหกเท่าไหร่จึงตัดสินใจบอกชื่อจริงที่ไม่น่าจะมีใครรู้ของเธอไปแทน หลังจากตอบคำถามนั้นก็ไม่ได้หันกลับไปมองชายผมทองนั่นอีกเลย เธอพยุงร่างของศิรินจากไปอย่างเงียบๆและใช้มือปาดเลือดของเขาที่บดบังดวงตาสีน้ำตาลของเขาออก เมื่อศิรินมองเห็นได้ชัดว่าคนที่ช่วยเขาเป็นใครและไม่เป็นร่างของเด็กสาวผมสีแปลกอยู่ใกล้ๆจึงเอ่ยถามกับร่างที่เปลี่ยนไปของมีนา

“มีนา...มีนาเป็นยังไงบ้าง...” เสียงศิรินแหบเล็กน้อยแต่ก็ยังเยือกเย็นไม่เปลี่ยน

“...เธอปลอยภัย...เออ...เธอโทรเรียกฉันให้มาช่วยน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกฉันพาเธอไปที่ปลอดภัยแล้ว”

“ถึงจะไม่รู้ว่านายเป็นใคร...แต่ขอบคุณมากนะ...”

“ฉัน...เป็นพี่ชายของมีนาแบบว่า...เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศน่ะ”

“งั้นเหรอ...ชุด...ผิดระเบียบนะ...”

นั้นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ออกมาจากปากศิริน ในตอนนี้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วบนท้องฟ้าไม่มีแสงใดสาดส่องลงมา หลอดไฟต่างๆในเมืองต่างหากที่ถูกเปิดขึ้นแทนที่ ถึงมันจะไม่สว่างไสวเหมือนกับแสงอาทิตย์เหมือนดังในภาพวาดของศิริน แต่มันก็ยังส่องนำทางให้เราเห็น ความหวังก็เช่นกันแม้มันเป็นแสงที่ริบหรี่อยู่ปลายทางเราไม่รู้ว่าระหว่างทางจะมีอะไรแต่มันก็ยังคงส่องนำทางลางๆอยู่ทั้งแบบนั้น มันเป็นโอกาสที่หยิบยื่นมาทำให้เราก้าวเดินต่อไปบนหนทางที่เราทุกคนต้องการเลือกเดิน เส้นทางยังคงมืดมิดอยู่อย่างนี้แต่สักวันเมื่อพรุ่งนี้มาถึง บางทีมันอาจจะสว่างขึ้นกว่าวันที่ผ่านมาก็ได้

“ยินดีต้อนรับนะ มีนา” เสียงแหลมสูงแต่นุ่มนวลและน่าค้นหาเอ่ยขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง

ประทีปจบ

 




NEKOPOST.NET