Zombie Leaver! - ชายหนุ่มอับโชคเลือกเกิดมาเป็นซอมบี้ ~ถ้าได้ล้างแค้นอีกครั้งจะขอยอมกลายมาเป็นตัวร้าย~ ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Zombie Leaver! - ชายหนุ่มอับโชคเลือกเกิดมาเป็นซอมบี้ ~ถ้าได้ล้างแค้นอีกครั้งจะขอยอมกลายมาเป็นตัวร้าย~

Ch.4 - บทที่ 1: Dungeon of Magician : ตอนที่ 4 - 「ความเห็นแก่ตัวก็เป็นเพียงสันดานมนุษย์」


 

Zombie Leaver!

Ch.4 - 「ความเห็นแก่ตัวก็เป็นเพียงสันดานมนุษย์」

 

            แม้จะถูกผมปฏิเสธไปอย่างไม่ใยดี ท่าทีของชายแก่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย เขายังคงเงียบขรึม หลังตรง และจ้องมองมาที่ผมอย่างอ่อนโยน

            “เอ่อ-...ไม่โกรธงั้นหรอครับ?”

            “......”

            ชายแก่เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เขาแสดงท่าทางครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะเงยหน้าจากท่าเมื่อครู่มาพูดกับผมต่อ

            “ข้าก็พอจะเข้าใจเจ้าอยู่นะ”

            ชายแก่โยนประโยคที่ผมอยากได้ยินมากที่สุดออกมาทันที คงไม่ต้องสงสัยแล้วล่ะว่าตอนนี้หน้าของผมนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุขมากแค่ไหน

            “ถะ-ถ้างั้นผมก็ไม่ต้อง---!!!”

            『ฉึบ』“ช้าก่อน…”

            ชายแก่ยกมือขึ้นมาหยุดอาการดีใจของผมเอาไว้ ตามมารยาทเมื่อมีคนยกมือผมก็ต้องรับฟัง ดังนั้นเมื่อชายแก่ยกมือพร้อมกับทำหน้าเคร่งเครียดมันก็ยิ่งไม่มีเหตุผลที่ผมจะปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเคร่งเครียดน่ะ

            เมื่อเห็นว่าผมพร้อมที่จะฟังต่อชายแก่ก็เริ่มขยับปากของเขาอีกครั้ง

            “ถึงแม้ว่าข้าจะเข้าใจในสิ่งที่เจ้ารู้สึก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ข้าจะต้องทำตามที่เจ้าต้องการเลยแม้แต่น้อย”

            ชายแก่ชูนิ้วของเขาขึ้นมาสองนิ้วเพื่อแสดงถึงบางสิ่งให้กับผม

            “ข้อแรกก็คือ ข้าเป็นคนที่ชุบชีวิตเจ้าขึ้นมา ดังนั้นคนที่จะกำหนดว่าเจ้าจะเป็นใครในตอนนี้ก็คือข้า”

            “ข้อสอง ถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะไม่มีตราประทับแห่งสนธิสัญญาอยู่เจ้าก็ไม่สามารถออกห่างจากดันเจี้ยนได้...”

            “เดี๋ยวก่อนนะครับ!!”

            ผมพูดตัดประโยคที่ขัดใจของชายแก่ทันที แน่สิครับก็ถ้าสงสัยก็ต้องถามออกไปไม่ใช่หรอ?

            โดยที่ชายแก่ยังไม่ปริปากผมก็เริ่มพูดต่อจากเมื่อกี้ทันที

            “ที่ว่าออกห่างไม่ได้นี่...เป็นเพราะว่าผมถูกชุบชีวิตขึ้นที่นี่งั้นหรอครับ?”

            “นั่นก็เกือบถูก....แต่ความจริงเป็นเพราะมานาที่ส่งผ่านร่างกายของเจ้าต่างหาก การที่สิ่งมีชีวิตเดินไปมาและมีความรู้สึกล้วนแล้วก็มาจากการไหลเวียนของพลังมานาทั้งสิ้น และเพราะเจ้าที่ตายไปแล้วเส้นทางการไหลผ่านมานาก็เลยถูกตัดขาด ดังนั้นเพื่อเป็นการคงร่างไร้มานาของเจ้าเอาไว้ข้าจึงจำเป็นต้องใช้ดันเจี้ยนเป็นตัวกลางส่งมานาเข้ามาสู่ร่างของเจ้าแทน...”

            ชายแก่หยุดพูดลงซะเฉยๆ อ่า...ที่จริงต้นเหตุมันก็มาจากผมที่ทำหน้าอมทุกข์อยู่ต่างหากล่ะ ก็เรื่องแบบนี้จะให้เข้าใจเลยทันทีก็คงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ

            “เอ่อ...สรุปสั้นๆก็คือถ้าเจ้าออกห่างจากดันเจี้ยนเจ้าก็จะตายน่ะ”

            “อ่ะ--...อ๋องี้นี่เอง!”

            ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือว่าเป็นเรื่องจริงแต่ผมเห็นชายแก่ทำหน้าละอายใจอยู่แว้บหนึ่ง รู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้แฮะ

            “เพราะงั้นก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีๆด้วยล่ะ คิดซะว่าเป็นการทำงานแลกที่อยู่ที่กินก็แล้วกัน”

            “เอ๋..แต่มัน-”

            โดยไม่รอคำตอบจากผม ชายแก่ก็หายตัวไปจากระยะสายตาของผมทันที

            “......เอาไงดีล่ะทีนี้”

            เมื่อความอ้างว้างเข้ามาแทนที่ผมก็อดไม่ได้ที่จะหันมองไปรอบๆ สิ่งที่เจออยู่ตามห้องโถงขนาดใหญ่เกินความจำเป็นแห่งนี้คือสัตว์ประหลาด

            จะเรียกว่าสัตว์ประหลาดหรือว่าสัตว์กลายพันธุ์ดีล่ะ...

            พวกนี้มีประเภทที่เป็นแมลง แบบแมงมุมตัวขนาดใหญ่ ผึ้งยักษ์ แล้วก็...เอ่อ...นั่นผีเสื้อหรอ? ช่างเถอะ

            แล้วก็ประเภทหนึ่งที่เป็นสัตว์ มีปลาบินได้ เต่าที่กระดองเต็มไปด้วยหนามแหลม กับซอมบี้ที่เดินไปเดินมา อันสุดท้ายนี่นับว่าเป็นพวกเดียวกันได้ไหมนะ

            “…..”

            ชีวิตข้ามันไร้สาระสุดๆ ไม่ใช่ว่าที่ทำตัวไร้สาระเนี่ยเป็นทุนเดิมหรอกนะ แต่ก็แค่เพราะมันอยู่ตัวคนเดียวน่ะ...จะเดินออกไปก็ไม่ได้ จะกลับเข้าไปก็ไม่ได้ สถานการณ์ที่ต้องพึ่งพาตัวเองแบบสุดๆเลยมาจบลงที่การทำตัวไร้สาระไงล่ะ

            เอาตามหลักการก็คือผมไม่อยากเครียดน่ะ...อุ๊ฟ-...พอพูดถึงเรื่องเครียดแล้วก็นึกถึงโลกเดิมเลยแฮะ

            ป่านนี้สายทิพย์จะทำอะไรอยู่น้า---...ไม่สิคงเล่นม้าโยกเยกอยู่กับไอ้บ้านั่นแน่ๆ

            ไม่อยากให้ภาพมันติดตา ผมเลยพยายามลืมและสะบัดมันออกจากหัวโดยพลัน อดีตก็คืออดีต!!

 

            “……”

            แล้วความเงียบก็กลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

            (ยังไงก็แล้วแต่มาลองทำงานดูสักหน่อยไม่ดีกว่าหรอ?)

            แต่เดิมที่ผมได้มาเกิดใหม่ก็อาจเป็นเพราะมีเหตุผลบางอย่าง และอีกอย่างที่สำคัญที่สุดสำหรับผมในการหาเหตุผลของการทำงานนี้ก็คือ ‘ว่าง’ ครับใช่ครับว่างโคตรๆเลยครับแถมเงียบแบบสุดๆเลยอีกต่างหาก...

            แถมตั้งแต่เกิดใหม่ก็ได้แต่เดินตามยัยฟาเลเทียต้อยๆแบบที่ไม่ได้โต้แย้งอะไร แต่ก็นั่นแหละ สิ่งแรกและสิ่งเดียวเลยที่ได้ทำตั้งแต่มาที่โลกนี้...

            ไม่มีอะไรให้ทำจริงๆหรอ...? นี่ผมจะต้องเดินไปเดินมาพร้อมกับร้องครางน่ากลัวๆแบบนั้นจริงดิ ไม่เอาอ้ะ...

            งั้นมาเรียบเรียงข้อมูลกันหน่อยดีกว่า

            เมื่อพอจะจับต้นชนปลายได้บ้างแล้วผมก็เริ่มเดินมองหากิ่งไม้เล็กๆขนาดเหมาะมือมาสักกิ่ง ขณะเดียวกันก็มองหาลานดินโล่งๆไปด้วย

            ทำไมน่ะหรอ? ก็โลกนี้ไม่มีอะไรอย่างพวกกระดาษหรือกระดานดำไว้ใช้สำหรับเขียนนี่? แต่นั่นก็คงเป็นเพราะผมยังไม่เคยเห็นมันนั่นแหละ

            (โอ้ะ...เจอแล้ว!)

            เหมือนดุจดั่งพรมลิขิตบันดาลชักพา สิ่งที่ผมได้พานพบประสบรอยนี้ก็คือกิ่งไม้อันแสนเพอร์เฟ็คที่มาพร้อมกับลานดินโล่งๆ มีคนแอบมาเตรียมไว้รึเปล่าอ่ะ....น่าสงสัยสุดๆ

            แต่ถ้ามัวแต่เดินหาก็เสียเวลาเปล่า คิดแบบนี้ผมจึงตัดสินใจเดินไปหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาทันที

            『พลุบ...』

            (อะ-อะไรเนี่ย!? ไม่ใช่กิ่งไม้นี่หว่า)

            เมื่อลองดึงขึ้นมาจนสุดปลายด้ามของกิ่งไม้และลองพิจารณามองดูผมก็ได้ค้นพบบางสิ่ง

            “….”

            (บ้าเอ้ย! นี่มันก็แค่ท่อนไม้อันใหญ่เทอะทะไม่ใช่รึไง!)

            คิดได้อีกทีก็เลยโยนมันทิ้งไปแบบไม่ลังเลเลยสักนิด อโหสิให้แก่อารมณ์หาของไม่เจอของผมด้วยเถอะครับคุณท่อนไม้

            สุดท้ายก็เลยตัดใจในทางง่ายๆไปหากิ่งไม้อันใหม่มาแทน

 

            (มาเริ่มกันเถอะ)

            ด้วยการพยายามที่ไม่หนักหนามากมายอะไรผมก็ได้กระดานดินพร้อมเครื่องเขียน(?)มาไว้ใช้งานสมใจ

            สิ่งแรกที่ถูกเขียนลงไปก็คือสิ่งที่เกี่ยวกับตัวผม

            - ออกห่างจากดันเจี้ยนไม่ได้

            - มีหน้าที่จัดการกับผู้บุกรุกที่คิดจะเข้ามาท้าทาย

            - เป็นซอมบี้ที่ปัจจัยด้านความหิว ความต้องการด้านสุขอนามัยเป็น 0

            - และเป็นขยะตามทางเดิน

            รองสุดท้ายนี่ก็เพิ่งจะมารู้สึกตัวนี่แหละครับว่าไม่หิวแล้วก็ไม่ได้ปวดฉี่เลยสักนิด ก็เพราะตายไปแล้วนี่นา...

            แต่มาลองคิดดูอีกทีไอ้อันสุดท้ายนี่ลบไปเถอะ...

            สิ่งที่เขียนถัดมาอีกคอลัมน์ก็คือความสามารถ

            - คง...กัดแล้วแพร่เชื้อซอมบี้ได้(ละมั้ง)

            “…..”

            เริ่มอนาถใจกับความคิดตัวเองแล้วสิ แล้วนี่ยังติดตลกแอบไปเติมท้ายว่า (ละมั้ง) ไว้อีกแน่ะ

            ไม่มีความสามารถอย่างอื่นแล้วหรอ...ถ้าเกิดมีผู้บุกรุกเข้ามาจริงๆก็ได้แต่ไล่กัดคนอื่นเค้าน่ะสิ แย่จัง....

            ‘เฮ้ออ--...’ ผมถอนหายใจออกมายาวๆเพื่อผ่อนคลายความกังวล

 

            “โอ...อา...”

            อยู่ๆเสียงครางนับสิบที่ผมไม่ได้ยินมานานก็ดังขึ้นระงม เกิดอะไรขึ้นน่ะ?

            ที่ผมเห็นก็คือเหล่าบรรดาพรรคพวกซอมบี้กำลังเดินเอื่อยๆกันออกจากห้องโถงไป ...ผู้บุกรุกเหมือนที่ชายแก่คนนั้นบอกไว้งั้นหรอ?

            ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็คงจะรอดูท่าทีไปก่อนละ

            『ต๊อก แต๊ก...』

            หลังจากพรรคพวกของผมออกจากห้องไปได้ไม่นานก็เกิดเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

            “ฮ้ายยย--….”

            “เอ๋..? อะไรกันเหนื่อยแล้วรึไงยะ?”

            “ไม่ใช่ซะหน่อย ฉันก็แค่ถอนหายใจเท่านั้นแหละน่า!”

            “อย่าเพิ่งคุยกันตอนนี้สิครับ ตอนนี้พวกเราอยู่ในถิ่นของศัตรูแล้วนะครับ...”

            เสียงซุบซิบดังเล็ดลอดผ่านสิ่งกีดขวางภายในห้องเข้ามาในหูของผม ด้วยความอยากรู้ผมจึงตัดสินใจชะโงกหน้าออกไปมอง

            (เอิ่ม...ตอนแรกก็คิดอยู่หรอกนะว่า...จะมีแค่สักสามหรือสี่คน...)

            แต่นี่มันไม่ใช่แล้ว!! จากการใช้สายตาเพ่งนับโดยประมาณมันก็ไม่ใช่แล้วอีกอยู่ดี!

            หมายความว่ายังไงฟระ! ชาย 1 คน หญิงกว่า 20 คน!!           

            ไอ้หมอนี่มันเป็นบ้าอะไรถึงได้พาผู้หญิงที่ดูบอบบางถึง 20 คนจับดาบสวมเกราะออกมาสู้รบแบบนี้! จิตใจและเลือดของสุภาพบุรุษของฉันกำลังลุกโชนแล้วนะ

            (__ __)

            ขอโทษครับ....แค่อิจฉาน่ะ ดูที่ผู้หญิงแถวหน้าตั้ง 5 คนกำลังเกาะแกะหมอนั่นสิ ขนาดทั้งหน้าอกแล้วก็ผิวพรรณโดนตัวไปมากขนาดนั้นแต่ใบหน้าของเจ้าหมอนั่นก็ยังเฉยอยู่ นี่แกกำลังเหยียบย่ำจิตใจของหญิงสาวอยู่นะโว้ยรู้ตัวบ้างไหม!?

            “อา...โอ...”

            “โอ...โอ...อา..”

            เงาอีกกว่า 10 ร่างเคลื่อนที่ผ่านตัวผมไป

            เมื่อลองฟังจากเสียงร้องครางก็คงจะรู้แล้วว่าซอมบี้พวกนี้เองก็รู้สึกเหมือนผม เอ่อ...ก็เพราะว่าซอมบี้ทั้งสิบตัวที่เดินผ่านน่ะเป็น ผู้ชายทั้งหมดน่ะสิ ส่วนผู้หญิงน่ะหรอ...? ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างตอนนี้พวกเธอกำลังส่องกระจกอยู่...

            “ศัตรูบุกมาแล้ว เตรียมรับมือกันให้ดีล่ะครับ!”

            “เข้าใจแล้วค๊า ท่านปรินนนซ์--!!”

            (นั่นชื่อจริงดิ! ปรินซ์ในโลกเดิมที่แปลว่าเจ้าชายน่ะหรอ!?)

            แล้วเจ้าชายผู้น่าหมั่นไส้ก็ดึงดาบเล่มยาวออกมาจากฝักเผื่อที่จะโจมตีเหล่าซอมบี้ทันที เมื่อสถานการณ์ได้เข้าสู่รูปการต่อสู้ สิ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือท่าทีที่เปลี่ยนไปของเหล่าหญิงสาว

            ถ้าจะสู้ก็สู้ได้นี่นา พอมาเห็นทำตัวแบบนั้นก็เลยพลอยคิดไปว่าจะอ่อนแอซะอีก

            “โอ...อา...”

            “ย้ากกส์!!”

            『ฉัวะ ฉัวะ!』

            เนื้อของซอมบี้ถูกตัดขาดกระจุยภายในไม่กี่ดาบ ช่างเป็นเพลงดาบที่น่ากลัวจริงๆ....

            หลังการปะทะของชายหนุ่มผู้เก่งกาจซอมบี้กว่าสิบตัวก็ได้ลงไปกองเป็นเศษเนื้อบนพื้นแล้วเรียบร้อย

            “เฮ้ออ...”

            “ว้ายตายจริง! มีเหงื่อออกอยู่นี่คะท่านปรินซ์ ขอให้ดิฉันได้ช่วยเช็ดออกหน่อยนะคะ”

            “อะไรกันยะหล่อน แค่เห็นก่อนก็ใช่ว่าจะมีสิทธิ์นะยะ...”

            “นี่ตกลงจะเอาใช่ไหม...”

            “แหงสิยะ เหงื่อของท่านปรินซ์น่ะคงไม่อยากโดนตัวของหล่อนหรอกยะ เดี๋ยวจะเสียของเปล่าๆ”

            “หะ-..หนอยแน่..---!!”

            (.......)

            ตรงส่วนนี้ผมเริ่มไม่อยากจะพูดอะไรแล้วสิ แล้วผมก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของพวกเกย์ที่ไม่ค่อยชอบนิสัยของผู้หญิงสักเท่าไหร่ขึ้นมานิดนึงแล้วด้วย อ๊ะ...แต่ผมก็ยังชอบผู้หญิงอยู่นะ

            เมื่อเห็นท่าไม่ดีชายหนุ่มผู้นิ่งเงียบมองดูเชิงอยู่ ก็พูดห้ามปรามขึ้นทันที

            “พอเถอะครับเหล่าแมวน้อยหวงเนื้อผู้แสนน่ารักของผม แม้ว่าร่างกายของผมจะชุบเต็มไปด้วยหยาดมณีที่แสนเลอค่า แต่ว่าหากเป็นเพราะมันที่ทำให้พวกเธอต้องมาทะเลาะกันเองแล้วล่ะก็...”

            ชายหนุ่มก้มหน้าลงขยุบมือที่เกราะเบาของเขาอยู่สักพัก

            “ถ้าเช่นนั้นกายเนื้อนี่ก็ไม่จำเป็นแล้วละครับ!!”

            บทพูดโรงละครถูกพูดออกมาอย่างไม่อายปาก พร้อมกันนั้นเองที่ประโยคได้ถูกเอ่ยขึ้น ชายหนุ่มก็ได้ทำการเปลื้องผ้าในท่ากระโดดกลางอากาศไปเป็นที่เรียบร้อย

            “ว้ายยยยย! ท่านนนนปรินนนนนนซ์!!----”

            (.........ได้โปรดช่วยตายให้ทีเถอะ...)

            สมพรดั่งปากหวัง อยู่ๆเพดานของดันเจี้ยนชั้นที่หนึ่งแห่งนี้ก็ถล่มยับลงมาใส่เหล่าหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังชายหนุ่มเสียงดังโครม

            “แม่แมวน้อยยยยย!!!”

            หญิงสาวมากกว่าสิบคนต่างบาดเจ็บและเต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์ และบางคนถึงกับเสียชีวิตในทันที

            แม้สิ่งที่หวังก็คือให้พวกเขาตายก็ตามเถอะ...แต่นั่นมันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้นเอง พอได้มาเห็นแบบนี้แล้วมันก็....

            แต่ก็ยังไม่หมดหวัง สิ่งที่ผมเห็นก็คือโลกนี้ยังมีเวทย์มนตร์อยู่ นั่นไงล่ะ! เมื่อภาพของหญิงสาวช่วยเหลือกันโดยใช้เวทย์รักษาปรากฏออกมาก็ดูเหมือนผมจะโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

            เมื่อวางใจได้ผมจึงเบนสายตากลับไปดูทางฝั่งผู้ชายอีกครั้ง

            “โอ้...แม่แมวน้อยของผม ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะเป็นคนปกป้องพวกเธอเอง!”

            ตามมาด้วยบทพูดพระเอกในนิยายแสนเท่ แต่ขอโทษนะถ้าไม่ติดว่าโง่เกินไปกับร่างกายเปลือยโป๊ก็อยากจะบอกว่าเท่อยู่หรอก

            ถ้าแก้ผ้าจนไม่เหลืออะไรแบบนั้น....แล้วอาวุธของแกล่ะ...

            “อ๊า!?! ผมไม่มีอาวุธนี่นา!”

            (อยากวิ่งไปต่อยมันสุดๆเลยว้อยยย!!)

            ชายหนุ่มในตอนนี้ถูกความสับสนเข้าครอบงำเป็นที่รู้กันแล้ว แต่สิ่งที่ผมกลับเพิ่งรู้ก็คือเหนือเพดานของห้องโถงใหญ่แห่งนี้ ต้นเหตุของการถล่มลงมานั้นไม่ใช่ว่าเป็นเพราะความเก่าแก่หรือทรุดโทรมแต่อย่างใด มันคือการจงใจต่างหากล่ะ

            『กิ๊ซ..กิ๊ซ..กิ๊ซ..』

            เมื่อผมเงยหน้ามองขึ้นไปในช่องว่างของเพดานก็ได้พบกับเจ้าของเสียง ทั้งขาอันมากมายเกินกว่า 2 ขาเช่นมนุษย์ธรรมดา เขี้ยวอันยาวโง้งแหลมคม และร่างกายที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นนักล่าโดยแท้จริง

            (แมงมุม?)

            『กิ๊ซ..กิ๊ซ..กิ๊ซ..』

            เวลาหลังการถล่มมาไม่นานเหล่าแมงมุมกว่าร้อยตัวก็บุกโจมตีเข้าไปทันที ไม่มีแม้ความลังเลในการสังหาร ชั่วพริบตาเหล่าเพชฌฆาตแปดขาก็ได้ลงมาถึงพื้นดินเรียบร้อย

            “กรี๊ดดดดดดดด---!?!”

            “แมงมุม! แมงมุมนี่นา!!”

            “ไม่สิ! รีบย้ายคนเจ็บออกไปก่อนเร็วเข้า!”

            “กรี๊ดดด..---!?! แม่แมวน้อยยยยยยยย!!!”

            ภาพตรงหน้านี้คือผู้ชายที่ไร้ประโยชน์ไปโดยสมบูรณ์จากความโง่เง่าของตัวเอง และหญิงสาวกว่าสิบคนที่รอดชีวิตได้เริ่มตั้งรูปขบวนทัพเพื่อใช้ในการโต้กลับไว้เรียบร้อย

            ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วความรู้สึกแปลกๆในอกนี่มันอะไรกัน...

            (หรือจะเป็นเพราะแมงมุมพวกนี้?)

            แม้ลึกๆผมจะอยากเชียร์ให้เหล่าผู้ท้าทายดันเจี้ยนพวกนี้ได้รอดกลับไปก็ตามที แต่ถ้าได้มาเห็นปริมาณของแมงมุมยักษ์มากมายขนาดนี้...งั้นลองนึกภาพหนังเรื่องกองทัพหมื่นขาดูสิ

            “พวกเราจะปกป้องท่านปรินซ์เองค่ะ!”

            “ดังนั้นแล้วก็ขอให้เชื่อใจด้วยเถอะค่ะ!”

            “เข้าใจแล้วงั้นผมฝากตรงนี้ไว้ให้พวกเธอด้วยก็แล้วกัน”

            สิ้นคำพูดชายหนุ่มก็ก้าวขาวิ่งจ้ำอ้าวหนีออกไปทันที

            นี่คือความเสียสละของเหล่าหญิงสาวที่ช่วยชีวิตชายหนุ่มเอาไว้ และสิ่งตอบแทนของชายหนุ่มที่มอบให้แก่พวกเธอก็คือการวิ่งผ่านซุ้มประตูหินขนาดใหญ่ออกไป

            (.........เอ๋..?)

            “เอ๋...?”

            “มะ-หมายความว่าไงน่ะ...”

            “ท่านปรินซ์....?”

            เหลือไว้แต่เพียงความสงสัย หญิงสาวมองหน้ากันและกันอย่างกระวนกระวาย แม้จะเป็นความสุขของการรักเพียงข้างเดียว แม้จะเป็นช่วงเวลาแสนสั้นที่เธอได้อยู่กับสิ่งที่เลือก ทั้งความทุ่มเท ความเชื่อใจ และแม้แต่ร่างกายก็พร้อมที่จะพลีให้

            นี่หรือคือสิ่งที่พวกเธอได้รับจากความรักที่หมดหัวใจ

            “อ๊า...ท่านปรินซ์!!”

            หนึ่งในหญิงสาวร้องตะโกนออกมาเพื่อเรียกให้ชายหนุ่มหวนกลับมา

            “.......”

            ไม่มีแม้เสียงตอบรับจากชายผู้รักทั้งกายใจ หญิงสาวคนเมื่อครู่แสดงอาการนิ่งเงียบและสลดใจลงแทบทันที

 

---------⃟---------

 

            ภายในช่วงเวลาที่นิ่งเงียบของทั้งสองฝ่าย การกระทำของชายหนุ่มที่เหล่าหญิงสาวไม่อาจทราบได้ ในการกระทำเพียงชั่วพริบตาของคำพูดของหญิงสาว

            “พวกเราจะปกป้องท่านปรินซ์เองค่ะ!”

            ในจังหวะนี่เองที่ความตั้งใจของหญิงสาวถูกชายหนุ่มรับรู้ เขาแสยะยิ้มและคิดสมเพศให้แก่ความโง่เง่าของพวกเธอต่อการยอมเสียสละตัวเอง

            ‘นังพวกโง่เลยเอ้ย...’

            และเท้าของคนชั่วก็ถูกตราบาปลง ณ ดันเจี้ยนแห่งนี้

 

---------⃟---------

 

            “ถะ-...ถึงจะไม่มีท่านปรินซ์แต่พวกเราก็ต้องสู้ได้แน่...”

            หญิงสาวนักดาบพูดปลอบใจตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นเทา แม้จะมีความตั้งใจมากเกินกว่าครึ่ง แต่ความเชื่อมั่นภายในกายของเธอนั้นแทบจะติดลบ

            “ไม่ต้องห่วงค่ะ!! ปล่อยเจ้าหมอนั่นไปเถอะค่ะ! พวกเรามาสู้....แล้วก็เอาชีวิตนี้กลับไปหาทุกคนกันเถอะค่ะ!!”

            เด็กสา-...ไม่สิ หญิงสาวเสื้อคลุมยาวกล่าวออกมาอย่างใจเย็น เธอมีทั้งดวงตาที่แน่วแน่และจิตใจที่มั่นคง แต่สิ่งที่เธอนั้นยังขาดไปก็คือประสบการณ์

            ประสบการณ์ที่รับรู้ถึงความโหดร้ายของการต่อสู้

            “ใช่แล้วล่ะฟาร์เร่จัง!”

            “เพราะงั้นนะคะ! พวกเราก็มาพยายาม『กรุบ...』--!?”

            ศีรษะกลมเล็กถูกกัดด้วยเขี้ยวยาวสยองอย่างจัง ส่วนของแผลกินบริเวณเกินกว่าครึ่งของใบหน้าของหญิงสาว ไม่มีแม้แต่เสียงร้องหรือลมหายใจเข้าครั้งสุดท้าย โลกได้ดับมืดลงทันทีที่ศรีษะของเธอกระทบลงที่พื้น

            ใช่แล้ว...ภายใต้สนามรบ คำว่ารอคอยนั้นไม่เคยมีกล่าวไว้แต่อย่างใด

            “กรี๊ดดดดดดด---!!”

            “ฟาร์เร่จังงงงง!!”

            หญิงสาวกรีดร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ ขณะเดียวกันร่างไร้ศีรษะของฟาร์เร่ก็ล้มนอนลงไปบนพื้นเช่นเดียวกันกับศีรษะของเธอ

            『กิ๊ซ..กิ๊ซ..กิ๊ซ..』

            เมื่อเสียงร้องดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของเพชฌฆาต หญิงสาวอีกราวเจ็ดถึงเก้าคนถึงได้กับตาเบิกโพลง

            “อ๋า...อ้า...”

            น้ำตาของพวกเธอเริ่มไหลรินลงมาเพราะความกลัว กลัวที่จะตายเหมือนอย่างเช่นเพื่อนของพวกเธอ

            “พวกเราต้องรอด....พวกเราต้องรอด...พวกเรา...『ฉัวะ』”

            “กรี๊ดดดด!!”

            เป็นอีกหนึ่งที่ได้ถูกจัดการไปโดยคมเขี้ยว เป็นบาดแผลที่กัดลึกลงไปจนถึงเครื่องใน และเมื่อความชาของบาดแผลเริ่มหายไป ความเจ็บปวดจึงเริ่มถาโถมเข้าใส่เธอ

            “อ๊ะ--!! อ้ากกกกก!! สะ-ไส้ฉัน สะไส้! อ้ากก....”

            ปริมาณเลือดที่มากกว่าลิตรหรือสองลิตรไหลหยาดลงบนพื้นดินโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หญิงสาวร้องตะโกนและสะบัดร่างกายไปมาเพราะความเจ็บปวด

            ไม่นานเธอก็สิ้นสติและหมดลมหายใจไปทันที

            “ละ-..ลูกะ...จัง?”

            หญิงสาวอีกคนที่ยืนไม่ห่างอุทานชื่อของหญิงสาวเมื่อครู่ออกมา พร้อมวางสายตามองดูศพเพื่อนของเธออย่างตื่นกลัว และตอนนี้เธอก็ดันเผลอปล่อยของเสียออกมาซะแล้ว

 

            『กิ๊ซ..กิ๊ซ..กิ๊ซ..』

            เพื่อไม่ให้เสียเวลาสำหรับการลาดตระเวน การตัดสินใจของเหล่าเพชฌฆาตก็คือการปิดฉากการต่อสู้นี้ให้เรียบร้อย

            『กิ๊ซ..กิ๊ซ..กิ๊ซ..』

            ไม่รอช้า เพชฌฆาตตัวที่หนึ่งได้พุ่งเข้าไปใส่หนึ่งในหญิงสาวทันที แต่กลับถูกจัดการได้ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว

            『กิ๊ซ..กิ๊ซ..กิ๊ซ..』

            สัญญาณเตือนถูกส่งให้แก่พรรคพวกและงานเลี้ยงเลือดก็ได้ถูกบรรเลงขึ้นด้วยเสียงร้องของเหล่าหญิงสาว

            『กิ๊ซ..กิ๊ซ..กิ๊ซ..』

            “อ้ากกก!! แขนของฉัน แขนนน!!”

            『ฉัวะ! กร้วม!...』

            『กิ๊ซ..กิ๊ซ..กิ๊ซ..』

 

---------⃟---------

 

**ตัวเอกก็หลบอยู่แถวนั้นละครับ เพียงแต่ผมเปลี่ยนการบรรยายมาเป็นบุคคลที่สาม

 




NEKOPOST.NET