Zombie Leaver! - ชายหนุ่มอับโชคเลือกเกิดมาเป็นซอมบี้ ~ถ้าได้ล้างแค้นอีกครั้งจะขอยอมกลายมาเป็นตัวร้าย~ ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Zombie Leaver! - ชายหนุ่มอับโชคเลือกเกิดมาเป็นซอมบี้ ~ถ้าได้ล้างแค้นอีกครั้งจะขอยอมกลายมาเป็นตัวร้าย~

Ch.2 - บทที่ 1: Dungeon of Magician : ตอนที่ 2 - 「จุติอีกครั้งสู่บ้านหลังใหม่」


 

Zombie Leaver!

ตอนที่ 2 - 「จุติอีกครั้งสู่บ้านหลังใหม่」

 

            『แผละ...แผละ...』เสียงคล้ายการเหยียบของเหลวบางอย่างดังแว่วขึ้นมา พร้อมกับกลิ่นเหม็นของซากศพอ่อนๆลอยมาเตะจมูก

            นี่ผมอยู่ที่ไหนน่ะ? โรงศพงั้นหรอ? หรือจะเป็นนรก

            มืดจัง มองไม่เห็นอะไรเลย เกิดอะไรขึ้น?

            ดูเหมือนเราจะกระโดดลงมาจากตึกสินะ ตายรึยังเนี่ย?

            เมื่อสลัดความสับสนในหัวออกไปได้ ผมก็พยายามขยับมือและเท้าเพื่อที่จะพยุงตัวขึ้น

            “…”

            ไม่ได้ผล.. ร่างกายของผมไม่มีการตอบสนองใดๆกลับมาเลย ไม่สิ...

            ไม่ใช่แค่การตอบสนองแต่มันยังรวมไปถึงร่างกายที่ไม่รู้สึกว่าเป็นร่างกายเลยสักนิด เหมือนกับว่าร่างกายของผมไม่มีอีกต่อไปแล้ว

            “อา...โอ..”

            เสียงครางที่ห่างจากตัวไม่ไกลค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆและมากขึ้นเรื่อยๆ

             “…”

            『พรึ่บ!』ห้องทั้งห้องเกิดความสว่างขึ้นมาทันตา เป็นความสว่างสลัวๆที่มาจากคบเพลิงที่ติดอยู่กับผนัง

            แต่ก็เท่านั้น... ผมก็ยังมองไม่เห็นอะไรอยู่ดีนอกจากเพดานห้องที่ทำมาจากหิน สงสัยว่าตัวผมคงกำลังนอนหงายอยู่สินะ

            『แอ๊ด...』

            เสียงออดแอดของประตูไม้ดังขึ้น สักพักก็มีเสียงฝีเท้าดัง ‘ต้อก แต้ก’ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และหยุดลง ถ้าประมาณจากความรู้สึกตอนนี้บุคคลปริศนาคงกำลังยืนห่างจากผมไปแค่ไม่กี่เมตร

            “จากเถ้าสู่ธุลี จากความตายสู่ความเป็น บุรุษแห่งเลือดที่มอบนามและกลืนกินดวงจิต ข้าจอมเวทย์แห่งความมืดผู้ยิ่งใหญ่ เมลออล ขอบัญชาเหล่าผู้ที่อุทิศแด่ความตายเอ๋ย...จงตื่นขึ้นสู่ความเป็นและมอบความจงรักภักดีให้แก่ข้า”

            เสียงร่ายยาวแปลกๆดังเข้าหูของผม เป็นเสียงของชายแก่อายุมากแล้ว

            『ครึ่ก...ครึ่ก...』ไม่นานร่างกายที่ไร้ความรู้สึกของผมเริ่มมีความรู้สึกกลับมา เป็นความรู้สึกเย็นๆทั่วร่าง ความรู้สึกของกล้ามเนื้อที่เริ่มกลับเข้ามา

            “โอ...อา...”

            เสียงครางดังขึ้นรอบตัวของผมอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

            ผมพยายามขยับแขนและขาเพื่อพยุงตัวขึ้น แต่ยังไม่ได้ผล...ดูเหมือนว่าร่างกายของผมจะกลับมาได้แค่ความรู้สึกนะ

            “โอ...โอ..อา..”

            เสียงครางปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเงาสีดำที่เคลือบคลานผ่านดวงตาผมไป เป็นหญิงสาวที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัสเห็นถึงกระดูกเดินผ่านไป

            ตามมาด้วยผู้ชายร่างกายสูงใหญ่ ส่วนใบหน้าของเขาเหมือนถูกอะไรบางอย่างกัดออกไปเหลือให้เห็นไว้แต่เพียงครึ่งใบหน้า และมีแผลเหวอะหวะตามร่างกายเช่นกัน

            พอได้เห็นแบบนั้นไปผมก็อดคิดไม่ได้ว่าผมเองก็มีร่างกายที่ไม่ต่างกับคนพวกนี้

            ผีงั้นหรอ...? งั้นที่นี่ก็เป็นนรกน่ะสิ... คงเป็นเพราะบาปกรรมที่ทำเอาไว้เมื่อตอนมีชีวิตเลยต้องมาชดใช้กรรมสินะ เอาเถอะก็ใช่ว่าจะทำใจยอมรับไม่ได้ อย่างน้อยๆก็จะได้ไม่ต้องอยู่รวมกับไอ้พวกมนุษย์บ้าๆข้างบนนั่น

            “หืมมม...นายท่านคะ...เจ้าซอมบี้นี่ดูเหมือนจะยังลุกไม่ได้นะคะ”

            หญิงสาวผมสีทอง ดวงตาสีแดงมาพร้อมกับหน้าอกขนาดใหญ่ที่เหมือนจะทะลักออกจากคอเสื้อชะโงกหน้ามองผม

            หน้าอกของเธอจะทิ่มหน้าผมแล้วนาช่วยเก็บมันเข้าไปหน่อยสิ

            “สงสัยคงได้รับมานาไม่พอนั่นแหละ...หลีกทางให้หน่อยซิ”

             ตามมาด้วยชายแก่สวมชุดคลุมสีเลือดหมู เขากางมือไว้เหนือหน้าของผมและบ่นพึมพำอะไรบางอย่าง

            “เท่านี้ก็เรียบร้อย!”

            ทันใดนั้นมือของผมก็ขยับได้ขึ้นทันที ขา แขน และเท้าก็เช่นกัน

            ผมค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นนั่งและมองไปรอบๆ

            “….”

            ชายแก่และหญิงสาวเมื่อกี้เองก็เดินไปกางมือใส่คนอื่นๆที่ลุกขึ้นไม่ได้เหมือนผม

            เพื่อความแน่ใจ ผมอยากจะรู้จังว่าที่นี่คือที่ไหน... จะเป็นไรไหมถ้าเกิดจะถามไปน่ะ

            “อา...โอ...”

            เอ๋...?

            “โอ...อา..โอ...”

            เอ๋...!!! เสียงของผมหายไปไหนอ่ะ? เสียงที่ออกจากปากของผมไม่ใช่ทั้งเสียงร้องหรือว่าเสียง ‘อ้อแอ้’ ของเด็ก มันคือเสียงครางที่ผมได้ยินตอนที่ขยับตัวไม่ได้

            “หือ?...เฮ้! แกน่ะถ้าเดินได้แล้วก็ออกจากห้องตามเพื่อนๆไปสิ จะมานั่งกินลมอะไรอยู่ตรงนี้!”

            หญิงสาวหันมาสบตาเข้ากับผมพูดขึ้น จะว่าไปเธอพูดภาษาอะไรมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วน่ะ? ไม่ใช่ภาษาไทยและผมก็มั่นใจแน่ๆด้วยว่าไม่ใช่ภาษาในโลกนี้

            “ฉันบอกแล้วไงยะว่าให้ไปหาเพื่อนๆของแกน่ะ ไปสิ!”

            ภาษาของนรกละมั้ง...

            “อา..โอ...”

            ผมพยุงตัวลุกขึ้นและเดินเข้าไปหาหญิงสาวคนดังกล่าว

            “อะ-..อะไรยะ...หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึไง?”

            “อา...โอ...”

            ผมก้มหัวลงและพนมมือขึ้น ถึงจะไม่อยากขอบคุณพวกมนุษย์ก็เถอะ แต่ถ้าช่วยก็คือช่วย เมื่อหญิงสาวเห็นผมก้มไหว้เธอก็แสดงอาการตกใจทันที

            “อะ...อ๊า!! นายท่านค้า! เจ้าซอมบี้นี่มันทำอะไรแปลกๆด้วยล่ะ!”

            เสียงและท่าทางของเธอกระตุกกระตักเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดชายแก่ให้หันมามอง

            “อะไรอีกล่ะ...”

            “ก็ซอมบี้ตัวนี้มันทำท่าทางแปลกๆด้วยนี่คะ! แปลกสุดๆไปเลยนะ ดิฉันที่ได้อัญเชิญซอมบี้มาร่วม 200 ปี ยังไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลย!!”

            เมื่อหญิงสาวเลิ่กลักแสดงท่าทางพร้อมคำพูดประกอบจบ ชายแก่ก็หันมองมาที่ผมด้วยใบหน้าเหมือนจะบอกว่าหญิงสาวโกหก

            ชายแก่ก้าวเท้าเดินมาด้านหน้าผม

            “ช่วยทำให้ดูอีกทีสิ...”

            ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจแต่คงอยากได้คำขอบคุณด้วยสินะ...ก็ไม่มีปัญหาหรอกแต่แค่ผู้หญิงคนนี้ก็พอไม่ใช่หรอ?

            แล้วผมก็ก้มไหว้ลงอีกครั้งตามที่ชายแก่ต้องการ

            ใบหน้าที่ดูเงียบขรึมของเขาเปลี่ยนไปทันที กลายเป็นใบหน้าที่ตกตะลึงและประหลาดใจไปพร้อมๆกัน

            “ตอนที่สั่งให้เจ้านี่ออกจากห้องไป...มันก็ไม่ได้ทำตามที่เจ้าสั่งใช่ไหม?”

            ชายแก่หันกลับไปพูดกับหญิงสาว

            “ใช่เลยค่ะ! นอกจากจะไม่ฟังคำสั่งแล้วยังทำท่าทางแปลกๆเหมือนเมื่อกี้อีกตะหาก”

            พูดจบชายแก่ก็นำมือจับคางและร้อง ‘อืมมม’ ออกมา

            “คงเพราะฟังที่พวกเราพูดไม่รู้เรื่องละมั้ง...”

            “จะใช่แน่หรอคะ?”

            สองคนมองหน้ากันสักพักก็หันกลับมามองที่ผมต่อ อะไรกันล่ะ...หรือว่าการไหว้ขอบคุณเนี่ยมันจะไม่ใช่วัฒนธรรมของชาวนรก คงไม่โดนทรมานแบบแปลกๆใช่ไหม?

            “มาลองกันก่อนดีกว่าว่าจะใช่หรือเปล่า”

            พูดจบชายแก่ก็ยื่นมือขวามาด้านหน้าพร้อมกับนำมืออีกข้างจับที่หัวของเขาเอาไว้

            『แว้บ!!』แสงสีฟ้าประหลาดถูกปล่อยออกจากฝ่ามือพุ่งเข้ามารายล้อมรอบตัวผม ไม่นานแสงพวกนี้ก็ซึมผ่านเข้าไปในผิวหนัง

 

            『กริ๊ก...』

            【สถานะการเรียนรู้ได้รับการพัฒนา!】

            【สกิลภาษา Lv.100 [MAX]!】

            【ความสามารถด้านภาษาเพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุด!】

            【ปลดล็อคค่าสถานะ ผู้รอบรู้ Lv.2!】

 

            เสียงก้องดังขึ้นที่ไหนสักแห่งทำให้ผมต้องหันมองไปรอบๆทันที

            เสียงอะไรน่ะ...ผมคงไม่ได้คิดเองแน่ๆ แถมยังเหมือนจะเคยได้ยินเสียงนี้ที่ไหนสักแห่งมาก่อนด้วยสิ

            ระหว่างที่ผมกำลังหันมองไปมากับเสียงเมื่อครู่ ชายแก่ก็กระแอมออกมา

            “อะแฮ่ม...สวัสดี...เจ้าฟังที่ข้าพูดรู้เรื่องไหม?”

            "..."

            อ๋า...ฟังรู้เรื่องแล้ว! สุดยอดไปเลยอ่ะ! นรกเนี่ยมีพวกเวทย์มนต์อยู่ด้วยสินะ

            เมื่อได้ยินที่ชายแก่ถามมาแล้วผมก็พยายามที่จะตอบกลับไป

            “อา...โอ...”

            อะ-..เอ่อ...สุดท้ายก็ยังพูดไม่ได้อยู่ดีนี่นา...

            ชายแก่นิ่งเงียบและมองมาที่ผมอยู่สักพัก

            “เอิ่ม...ตกลงเจ้าฟังรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องกันแน่ละเนี่ย”

            “ช่วยไม่ได้นะ...”

            ชายแก่ยื่นมือขวาขึ้นมาอีกรอบและเริ่มพึมพำอะไรบางอย่างอีกครั้ง

            『แว้บ!』แสงสีเขียวถูกปล่อยออกมาจากฝ่ามือและพุ่งตรงเข้ามาใส่ร่างของผม ร่างกายที่เต็มไปด้วยเลือดและแผลเหวอะหวะถูกสมานเข้ากันเป็นเนื้อเดิมของผม

 

            『กริ๊ก...』

            【สถานะเศษเนื้อได้รับการพัฒนา!】

            【สถานะพัฒนาเป็น 「ราชาแห่งเศษเนื้อ」!】

            【ปลดล็อคความสามารถใหม่ 「ล่า」】

 

            เสียงก้องนั่นดังขึ้นมาอีกแล้ว แล้วราชาแห่งเศษเนื้อนั่นมันอะไรกันน่ะ...

            “เอาล่ะ ทีนี้เจ้าฟังที่ข้าพูดรู้เรื่องรึยัง?...”

            ชายแก่ถามคำถามเดิมกลับมาสลัดความสงสัยต่อเสียงเมื่อกี้ของผมทิ้งไป

            “ระ-..รู้เรื่องครับ...”

            วะ-ว้าว! พูดได้แล้วด้วย ถึงจะไม่รู้ว่าจะขอบคุณยังไงดีแต่ดูท่าผมจะติดหนี้บุญคุณผู้ชายคนนี้เอาไว้เยอะเลยนะเนี่ย!

            “ว้าว---...”

            หญิงสาวที่ยืนเงียบดูพวกเราอยู่นานอุทานออกมา

            “ดูแล้วเจ้าคงจะไม่ใช่ซอมบี้ธรรมดาสินะ ก็ดีเหมือนกันมันจะได้เป็นการยกระดับความยิ่งใหญ่ให้แก่ดันเจี้ยนแห่งนี้”

            ชายแก่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงและท่าทางภูมิใจ เดี๋ยวก่อนนะ...ดันเจี้ยนงั้นหรอ? หมายความว่ายังไง ไม่ใช่นรกรึไง?

            “ดันเจี้ยน...หมายถึงที่นี่คือดันเจี้ยนงั้นหรอครับ?”

            “ถูกต้องแล้ว”

            ชายแก่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความภูมิใจไว้

            “ไม่ใช่นรก...งั้นหรอครับ?”

            “อะไรคือนรกงั้นเรอะ? ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อดันเจี้ยนที่แปลกแบบนี้มาก่อนเลยนะ อย่างน้อยก็ในช่วง 100 ปีมานี่นั่นแหละ”

            พูดจบชายแก่ก็หัวเราะร่าออกมา

            “ฮะๆ....ถ้างั้นฟาเลเทีย ข้าฝากเจ้าจัดการเรื่องดูแลน้องใหม่แล้วก็หาหน้าที่ให้เขาทำด้วย จากนี้ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย ดูแลดันเจี้ยนให้ดีด้วยล่ะ”

            “ค่าๆ...เข้าใจแล้วค่า...ไปดีมาดีนะค้า”

            แล้วชายแก่ก็เปิดประตูเดินออกไปทันที

            ทิ้งผมและผู้หญิงที่ดูแล้วจะชื่อฟาเลเทียเอาไว้สองคน

 

            บรรยากาศถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยความเงียบ...ก็ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดีนี่นา จะถามถึงดันเจี้ยนหรือว่าจะถามพวกเขาว่าเป็นใครดีล่ะ

            “…….”

            “อ๊า! น่าเบื่อจริง เงียบเกินไปแล้ว!”

            จู่ๆฟาเลเทียก็ตะโกนออกมากลบความเงียบภายในห้องเอาไว้

            “นายน่ะ! ชื่อว่าอะไรแล้วก็มาจากหมู่บ้านไหน!”

            ฟาเลเทียชี้นิ้วพร้อมยิงคำถามมาที่ผม จะเริ่มยังไงดีล่ะ...

            “ผมชื่อ กันต์ ครับ”

            “กันต์.....เป็นชื่อที่แปลกอยู่ไม่น้อยเลยนะเนี่ย”

            ถึงจะบอกว่าแปลกแต่ฟาเลเทียก็ให้ความสนใจในชื่อของผมไม่น้อยเลยทีเดียว

            “ส่วนหมู่บ้านก็เอ่อ...ผมไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านน่ะครับ...น่าจะเป็นคอนโดมากกว่า”

            พอบอกไปแบบนั้นฟาเลเทียก็ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

            “คอนโดงั้นหรอ? มันคืออะไรกันล่ะ?”

            “ก็คล้ายๆกับห้องเช่าขนาดพอดีแต่ถูกสร้างซ้อนกันเป็นตึกสูงละมั้งครับ...”

            ฟาเลเทียเอียงคอสงสัยกับคำตอบของผมเล็กน้อย ดูท่าที่นี่จะไม่มีอะไรอย่างตึกสูงๆสินะ ก็ดูจะไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ถ้าเทียบกับห้องที่ทำจากหินที่อยู่ในตอนนี้

            “ช่างเรื่องคอนโดเถอะ มาหาหน้าที่ที่เหมาะกับนายกันดีกว่า”

            ฟาเลเทียเชิดหน้าของเธอขึ้นและเริ่มเดินนำผมออกจากห้องไป ช่างเป็นหญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจจริงๆนะ

 

---------⃟---------

 

            เมื่อออกจากห้องมาเรียบร้อยแล้ว ฟาเลเทียก็เดินนำผมไปตามทางเดิน เป็นทางเดินทำมาจากหินที่ไม่ต่างจากห้องเมื่อกี้เท่าไหร่ กับคบเพลิงที่ปักติดผนังเรียงยาวไปตามทาง

            “เอ่อ...ไม่ทราบว่าเรากำลังจะไปที่ไหนกันงั้นหรอครับ?”

            ผมถามฟาเลเทียที่เดินเงียบไม่พูดอะไรมาร่วม 5 นาทีแล้ว

            “พวกเรากำลังจะไปที่แกนกลางของดันเจี้ยนน่ะ”

            ฟาเลเทียตอบกลับมา

            “จะว่าไปผมก็สงสัยมาได้สักพักนึงแล้วนะครับ...”

            “อะไรล่ะ?”

            “ดันเจี้ยนเนี่ย...คืออะไรงั้นหรอครับ?”

            แล้วฟาเลเทียก็หยุดเดินทันที นี่ผมไปสะกิดจุดที่ไม่ควรเข้ารึเปล่า?

            ฟาเลเทียหันมามองผมพร้อมกับส่งเสียง ‘หาา--’ ออกมา

            “นี่นายไม่รู้จริงๆหรือแกล้งเซ่อกันแน่เนี่ย?”

            ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะแต่ดันเจี้ยนที่ผมรู้จักมันจะเหมือนกับดันเจี้ยนที่นี่หรือเปล่าเนี่ยสิ ขืนเข้าใจแบบผิดๆไปก็แย่กันพอดี

            เมื่อผมไม่พูดอะไรออกมาฟาเลเทียก็ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอก็ร้อง ‘อ๋อ’ ออกมา

            “คงเพราะผลจากการส่งผ่านมานาเข้าไปในร่างกายโดยตรงก็เลยมีผลข้างเคียงทำให้นายสูญเสียความทรงจำไปใช่ม้า?”

            “เอ่อ...”

            “เอาเถอะ...เพราะยังไงฉันเองก็เป็นคนใจดีจะอธิบายให้ฟังก็ได้”

            แล้วฟาเลเทียผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก็ตอบโจทย์ปัญหาของผมมา

 

            “เริ่มต้นจากการกำเนิดของดันเจี้ยนก่อนก็แล้วกันนะ แต่เดิมแล้วดันเจี้ยนจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากขาด ‘มานา’ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานไป แต่การจะรวมมานามาไว้ในดันเจี้ยนเองก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน เพราะมานาคือพลังงานที่ไหลผ่านสิ่งมีชีวิต ดังนั้นแล้วการสร้างดันเจี้ยนจึงจำเป็นต้องมีสิ่งมีชีวิตที่มีพลังงานมานาไหลผ่านในปริมาณมากมารวมไว้ด้วยกันแล้วสร้างทางเดินของมานาให้เป็นทางเดินที่ไหลผ่านทั้งดันเจี้ยนไว้เราก็จะสามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆของดันเจี้ยนได้ดั่งใจจากแกนกลางยังไงล่ะ แล้วถ้าอยากรู้ว่ามีดันเจี้ยนไปทำไม แน่นอนว่าก็เพื่อเอาไว้ปกป้องสมบัติหรือของมีค่าที่สุดยอดยังไงล่ะ ยิ่งของที่ถ้าหากตกไปอยู่ในมือของคนที่ใช้ไม่เป็นด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องเลยล่ะ แต่โดยรวมดันเจี้ยนก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของพวกเราเหล่ามอนสเตอร์น่ะนะ”

 

            ฟาเลเทียส่งข้อมูลมาในรูปแบบของน้ำหลากจนผมที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆถึงกับพูดไม่ออก เมื่อฟาเลเทียเห็นท่าทางของผมก็หัวเราะเล็กๆออกมา

            “...แล้วอยากรู้อะไรอีกไหม?”

            “อะ-เอ๋!! ไม่แล้วละครับ แค่นี้มันก็เยอะสุดๆแล้วนะครับ!”

            “อ๋า...นั่นสินะ งั้นเดินต่อเถอะ”

            จากนั้นฟาเลเทียก็ก้าวเท้าออกหน้าและนำทางผมไปตามเดิม

 

            จะว่ายังไงดี...มานาเอย ดันเจี้ยนเอย เวทย์มนต์เอย พอมารวมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วนี่มันลงล็อคพอดีเลยนะ

            ใช่แบบที่ผมคิดรึเปล่า? เจ้านั่นใช่ไหม?

            เหตุการณ์ที่ตัวเอกถูกส่งมาโลกต่างมิติโดยที่ยังมีความทรงจำหลงเหลืออยู่ในอดีต

            แต่ถึงที่นี่จะไม่ใช่โลกต่างมิติ แต่ผมก็มั่นใจได้อีกอย่างก็คือทั้งหมดที่ผมเจอมาภายในดันเจี้ยนนี้โลกเก่าของผมไม่มีอยู่แน่ๆล่ะ

            อ่า...จะว่าไปแล้วตัวเราที่อยู่ๆก็มาโผล่ในห้องที่เต็มไปด้วยผีดิบนั่นล่ะ...เราเองก็เป็นแบบพวกนั้นใช่ไหม?

 

            “อ่ะ-..?”

            ระหว่างที่กำลังเดินอย่างเลื่อนลอยเพื่อไปที่แกนกลางของดันเจี้ยนผมก็ไปสะดุดเข้ากับบางอย่าง

            กระจก...กระจกที่แขวนติดอยู่กับพนังของทางเดินส่องภาพสะท้อนเป็นตัวผมที่มีหน้า รูปร่างและร่างกายยังคงไม่ต่างจากก่อนมาที่นี่เท่าไหร่

            ยกเว้นก็แต่ส่วนเอวที่มีแผลใหญ่เห็นเครื่องในโผล่ออกมานิดหน่อย

            เอ๋...? ที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมแล้วนี่นา...แล้วทำไมไอ้ของที่ควรอยู่ข้างในมันถึงออกมาข้างนอกได้ละเนี่ย จะว่าไปก็ไม่รู้สึกเจ็บ            หรือรู้สึกว่าจะตายด้วยนี่นา...?

            ด้วยความสงสัยผมจึงลองเอามือล้วงเข้าไปข้างในแผลของตัวเองดู

            “อ้ากก!”

            เจ็บ! เจ็บโว้ยย!! ทำไมมันถึงเจ็บขนาดนี้ล่ะ? ไม่ใช่ว่าแค่มันโผล่ออกมาข้างนอกก็จะเจ็บแล้วรึไง?

            แต่พอผมลองใช้มือจับส่วนที่ยื่นออกมาด้านนอกอยู่ก่อนแล้วก็ไม่ได้รู้สึกถึงอะไร อ่า...แค่ความรู้สึกแหยงๆนิดหน่อยน่ะ

            ฟาเลเทียชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงร้องอุทานของผมแว่วเข้าหู

            “เสียงอะไรน่ะ?.....เอ้า! แล้วนั่นหยุดเดินทำบ้าอะไรอยู่ยะ ตามมาสิ”

            ฟาเลเทียที่เดินห่างผมไปไกลพูดขึ้นเมื่อไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลังเธอมา

            “เอ่อ...คุณฟาเลเทียครับ...”

            ผมพูดขึ้นพรางตาจ้องมองไปที่กระจกบานเดิม ฟาเลเทียถอนใจออกมา

            “ฮ้ายย...ปัญหาเยอะจริงนะ เอ้า! ว่ามาเลยมีอะไรล่ะ?”

            “ผมเนี่ย...เป็นผีดิบงั้นหรอครับ?”

            ฟาเลเทียขมวดคิ้ว

            “ก็ใช่สิยะ เพิ่งรู้รึไง?”

            “อ๋า...?”

            จากนั้นฟาเลเทียก็จ้ำอ้าวเดินต่อโดยที่มีผมเดินตามไปอย่างเงียบๆ

            โดยไม่มีเหตุการณ์มาอื่นขัดขวางการเดินทาง พวกเราทั้งคู่จึงมาถึงแกนกลางของดันเจี้ยนได้ด้วยเวลาเพียงไม่นาน

            จะว่าไปแล้ว...ทางเดินที่นี่วัดแล้วจะยาวได้กี่กิโลฯกันนะ

 

---------⃟---------

 




NEKOPOST.NET