Zombie Leaver! - ชายหนุ่มอับโชคเลือกเกิดมาเป็นซอมบี้ ~ถ้าได้ล้างแค้นอีกครั้งจะขอยอมกลายมาเป็นตัวร้าย~ ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Zombie Leaver! - ชายหนุ่มอับโชคเลือกเกิดมาเป็นซอมบี้ ~ถ้าได้ล้างแค้นอีกครั้งจะขอยอมกลายมาเป็นตัวร้าย~

Ch.1 - บทกำเนิด : ตอนที่ 1 - 「ความวางใจที่ถูกทลาย」


 

Zombie Leaver!

ตอนที่ 1 - 「ความวางใจที่ถูกทลาย」

 

            “จัดการแก้ไขแบบฟอร์มแล้วก็ส่งให้ทันภายในวันศุกร์นี้ด้วยนะ”

            คำสั่งพร้อมปึกกระดาษเอกสารถูกยื่นผ่านมือมาให้ผม

            ด้านข้างของผมคือเด็กสาวท่าทางพร้อมความมั่นใจกำลังแอ่นตัวแขนไขว้บนผนังกั้นระหว่างโต๊ะทำงานยืนมองอยู่ ถึงจะบอกว่าเด็กสาวแต่เธอคนนี้ก็อายุเลยเลขสามไปแล้วอยู่ดี

            “เข้าใจแล้วครับ...”

            ผมพูดตอบรับเพื่อให้เธอเลิกส่งสายตาดูถูกมองลงมา

            “แล้วก็อย่าให้พลาดเหมือนคราวก่อนอีกล่ะ ไม่งั้นละก็ฉันจะให้บอสลดเงินเดือนนายและจะไม่คิดค่าล่วงเวลาให้นายด้วย”

            “ขะ-..เข้าใจแล้วครับ!”

            เสียงแสดงความกลัวของผมเปล่งออกมาชัดเจน พอได้ยินแบบนั้นเธอก็ทำเสียง ‘หึ’ ออกมาและเดินจากไป

            “ฮู่--...”

            เมื่อครู่คือหัวหน้าแผนกฝ่ายบริหารบัญชี แน่นอนว่าทั้งหน้าตาและหน้าที่การงานก็ถือว่าอยู่ในระดับดี ดีพอที่จะดึงให้ผู้ชายในบริษัทอยากจะได้เธอไปครองเลยล่ะ

            แต่นั่นก็ไม่ใช่กับผม...คนที่รู้ธาตุแท้ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนยังไง นิสัยชอบดูถูก  ขี้เกียจ เห็นแก่ตัว ถ้าไม่นับรวมหน้าตาขอบอกเลยว่าเธอคนนี้เนี่ยโคตรจะแย่เลยล่ะ

            แล้วถ้าไม่ติดว่ายังหาบริษัทใหม่อยู่ไม่ได้ล่ะก็นะ...

            ไม่สิ...ถึงหาได้ผมก็คงไม่กล้าหือกับเธออยู่ดีนั่นแหละ

            “โย่ว! เป็นไงบ้าง เจอยัยอรุณฤดีนั่นว่าอะไรอีกล่ะ?”

            ขณะกำลังคิดเรื่องอื่นเพลินๆระหว่างชั่วโมงพัก ชายคนนี้ก็โผล่ออกมา

            “ก็เหมือนทุกที...”

            “งั้นหรอ...ช่างเรื่องนั้นเหอะ! ว่าแต่เย็นนี้แกกับแฟนจะไปกินข้าวกันที่ไหนอ่ะ ขอฉันไปด้วยคนได้ป่ะ?”

            “ก็ได้อยู่หรอก...ว่าแต่ทำไมแกถึงชอบตามพวกฉันมาจังเลยล่ะ?”

            “ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกน่า แค่อยากไปกินข้าวกับเพื่อนซี้ก่อนที่แกจะวิ่งหายไปน่ะสิ”

            “วิ่งหายไป...อะไรล่ะนั่น?”

            “ฮ่า ฮา ๆ ๆ---... นั่นสิอะไรล่ะนั่น? ”

            ชายคนนี้คือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผม ชื่อของเขาคือ สุรสิงค์ เป็นผู้ชายส่วนสูงพอดี หน้าตาอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ของหญิงชาวไทยส่วนใหญ่

            แต่ถ้านิสัยก็ประมาณว่า...ชอบ ‘จุ้นจ้าน’ เรื่องของชาวบ้านไปทั่ว แถมยังชอบกวนโอ๊ยผมอยู่บ่อยๆ

            『ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ปิ๊บ---』

            เสียงสัญญานแจ้งเตือนมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนในกระเป๋ากางเกงของผม

            ปิ๊บ! “อะ-อ่า...ฮาโหล มีอะไรงั้นหรอสายทิพย์?”

            「โทษทีน้า~ พอดีว่าวันนี้’ทิพย์ต้องไปงานเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนๆที่มหาลัยอ่ะ ก็..เอ่อ...」

            เสียงกระตักเล็กน้อยท้ายประโยคส่อความหมายให้ผมรับทราบ ผมถอนหายใจเล็กน้อยและตอบเธอกลับไป

            “ไม่เป็นไรหรอก ถ้างั้นฉันก็จะไปกินข้าวพร้อมกับเจ้าสิงค์เอาแล้วกัน ยังไงเลิกงานเลี้ยงก็อย่ากลับบ้านดึกนักล่ะ เข้าใจไหม?”

            「อะ-อื้อ! เข้าใจแล้ว ไม่กลับดึกหรอกน่า สัญญาเลย~ถ้างั้นทิพย์วางสายเลยนะเดี๋ยวต้องไปเตรียมซื้อชุดใส่ไปงานอีก บ๊ายบาย」

            “บ๊ายบา- ปิ๊บ!”

            ยังไม่ทันที่ผมจะกล่าวอำลาสายทิพย์ก็ตัดสายทิ้งไปซะก่อน ถ้าถามถึงนิสัยเธอก็เป็นคนแบบนี้แหละ ด่วนตัดสินใจแล้วก็เป็นคนใจร้อน

            เมื่อไม่มีเรื่องต้องยุ่งกับโทรศัพท์ผมก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าไปทันที

            “ถ้างั้นก็เป็นอันว่าฉันกับแกไปกินข้าวกันแค่--”

            “ขอโทษทีนะ!!”

            จู่ๆสุรสิงค์ก็ร้องออกมา เขาก้มหัวลงและยกพนมมือขึ้นเทียบหัวไว้

            “นี่แกเองก็จะไม่ไปเหมือนกันงั้นหรอ?”

            “ก็...ใช่! ประมาณนั้นแหละ...”

            ผมไม่อยากมากความจะถามไป ก็เลยถอนหายใจแล้วเดินกลับไปนั่งทำงานต่อที่โต๊ะ อย่างไรก็ตามแต่สุรสิงค์ก็ยังเดินตามมาและขอโทษผมอยู่สองสามครั้ง ถึงจะไม่รู้ว่าอะไรแต่มาขอโทษแค่ผิดนัดกินข้าวนี่มากไปรึเปล่านะ?

 

---------⃟---------

 

            “หัวหน้าครับ! วันนี้ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ!”

            สุรสิงค์ยืนร้องตะโกนอยู่กับอรุณฤดีภายในห้องของหัวหน้าแผนก ถึงจะเรื่องเล็กน้อยกับการขออนุญาตก็ยังต้องตะโกนเลยหรอนั่น...เอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครดีนะ

            “ธุระด่วนรึไง?”

            ผมถามทักกับสุรสิงค์ที่เดินออกจากห้องมา

            “ราวๆนั้นแหละ ขอตัวก่อนนะ”

            “เจอกันพรุ่งนี้แล้วกัน”

            จากนั้นสุรสิงค์ก็เดินไปเก็บของบนโต๊ะทำงานอยู่เนืองๆเขาก็วิ่งออกจากออฟฟิศไปอย่างรวดเร็ว

 

---------⃟---------

           

            เวลาประมาณ 6 โมง 45 เป็นเวลาที่ผมเลิกงาน ผมตอกบัตรและลงลิฟต์มาตามปกติ เดินขึ้นรถเก๋งคันโปรดขับกลับบ้านซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันทำงาน

            “กลับมาแล้ว~”

            “โอ้~ กลับมาแล้วหรอวะเพื่อน?”

            “เอ๋....?”

            ปลดกุญแจและเปิดประตูห้องเข้ามาตามปกติ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะเข้าห้องผิดหรอกนะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น...

            “ไอ้สิงค์...แกกำลัง...ทำอะไรอยู่น่ะ?”

            “หือ?...ก็กำลังเล่นจ้ำจี้กับแฟนแกอยู่ไง ตาบอดเรอะ?”

            “อ้า...อ๊า...อุ..”

            ไม่ผิดนักกับสิ่งที่สุรสิงค์พูด ภาพตรงหน้าของผมคือแฟนหรือก็คือสายทิพย์กำลังนั่งขย่มตัวอยู่บนตักของสุรสิงค์ เสียงร้องครางดังกระตุกเป็นจังหวะพร้อมแรงโยกของตัวทั้งสองดังไปมาภายในห้อง

            ตัวผมที่เห็นภาพเหตุการณ์ยืนตัวแข็งอยู่บริเวณทางเดินของห้อง แม้ผมจะมองพวกเขาอยู่ด้วยใบหน้าที่สิ้นหวังหรือตกใจมากขนาดไหน... ราคะที่เปล่งออกมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแม้แต่น้อย

            “กะ-กันต์...อ๊า!...เรื่องของพวกเราน่ะมัน...อื้อ..อื้อ---”

            ขณะที่สายทิพย์กำลังพยายามจะพูดมือของสุรสิงค์ก็ปิดปากเธอเงียบไว้

            “ไม่ต้องหรอกที่รัก...ผมจะเป็นคนพูดเอง”

            สุรสิงค์เผยอยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

            “ทั้งเงินในบัญชีแล้วก็สายทิพย์น่ะเป็นของฉันแล้วว่ะ โทษทีนะ...ฮ่า ฮา ๆ ๆ ๆ!!”

            สุรสิงค์หัวเราะร่าออกมาแม้ในขณะที่เขาและเธอกำลังประสานร่างกายกันอยู่

            “อุ๊ฟ-!!”

            ความเครียดที่เพิ่มขึ้นกะทันหันส่งผลให้ผมรู้สึกปั่นป่วน ผมรีบกุบมือไว้ที่ปากและวิ่งเข้าไปอ้วกในห้องน้ำทันที

            “สบายขึ้นเยอะไหม?”

            สุรสิงค์ยืนหยุดอยู่ข้างหลังผมด้วยใบหน้ากำชัย

            “แก...แก...ทำไม-...ถึงได้ทำเรื่องแบบนี้?”

            ร่างกายที่อ่อนไหวจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่ส่งให้เสียงของผมสั่น

            “ก็เพราะว่าแกไปทำเรื่องที่เลวร้ายกับคนรู้จักของฉันน่ะสิ...”

            สุรสิงค์ยืนยิ้มอยู่ไม่นานเขาก็เดินจากประตูห้องน้ำไป ผมเดินตามเขาออกมาก็พบสายทิพย์กำลังถูกดึงผมยกขึ้นอยู่เหนือโซฟาอยู่

            “แกอยากรู้ไหมล่ะว่าฉันหลอกแกได้ยังไงน่ะ...”

            สุรสิงค์แสยะยิ้มและปล่อยตัวสายทิพย์ให้กระแทกพื้น เธอส่งเสียงดัง ‘อั๊ก!’ เล็กๆออกมา

            “เพราะนังนี่มันเป็นคนวางแผนหลอกเอารหัสบัญชีธนาคารโดยการเอาตัวเข้ามาแลกทนอยู่กับแกยังไงล่ะ”

            “ไม่ใช่นะ...ฉันน่ะ...ไม่เคยมีอะไรกับกันต์เลยนะ...ฉันน่ะมีแค่เธอคนเดียวจริงๆ”

            สายทิพย์ที่ล้มตัวนอนลงที่พื้นพยายามตะกายขาของสรุสิงค์อย่างน่าเวทนา เธอทั้งเลีย กอด และ จูบขาของเขาหยั่งกับมันเป็นเพียงแค่อมยิ้ม

            “นานแค่ไหนแล้วที่พวกนายวางแผนนี้ขึ้นมา...”

            การปลดปล่อยเล็กน้อยภายในห้องน้ำทำให้ผมมีสติมากขึ้นและเริ่มจะโต้เถียงกับสองคนนี้ได้บ้าง แต่ยังไงซะเหตุการณ์นี้ผมก็ทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ

            สุรสิงค์ฟังคำถามและเดินตรงเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ เขาโน้มหัวลงเล็กน้อยข้างหูของผมและเริ่มกระซิบคำตอบว่า

            “ตั้งแต่ที่ฉันรู้จักแกได้ 20 นาทีไงล่ะ”

            “---!?!”

            ตาของผมเบิกโพลง กล้ามเนื้อรวมไปถึงจิตใจรัดแน่นถึงขั้นแสดงออกเป็นร่างกายที่สั่นเทา สุรสิงค์ยิ้มเยาะชอบใจ

            “ความจริงแล้วยังมีอีกคนนะที่ให้การช่วยเหลือพวกฉันมาตลอด”

            “เข้ามาสิครับ...”

            『แอ๊ด...』เสียงออดแอดเปิดประตูดังขึ้นหลังบานประตูของตู้เสื้อผ้า ภายในเป็นผู้หญิงอายุรุ่นราวประมาณห้าสิบกว่าๆค่อยๆเดินออกมา

            “แม่!?!”

            “.....”

            เธอไม่ตอบอะไรกลับมา แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นตัวผมก็ยังพยายามรบเร้าต่อไปเรื่อยๆ ‘ทำไมแม่มาถึงได้เดินออกมาจากตู้เสื้อผ้าที่ข้างนอกมีแฟนผมกำลังเล่นชู้อยู่’ ‘ทำไมแม่ถึงเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือในการหลอกลวงผม’

            มากมายคำถามแต่ไร้ซึ่งคำตอบจากบุคคลต้องสงสัย

            “…..”

            “ถ้าป้าไม่บอกงั้นฉันจะบอกให้ก็ได้นะ”

            สุรสิงค์ที่ยืนฟังอยู่นานเริ่มอดใจไม่ไหว

            “เหตุผลที่ป้าให้ความช่วยเหลือพวกฉันก็เพราะพ่อของแกไงล่ะ?”

            “มะ-หมายความว่ายังไง!!”

            คำพูดของสุรสิงค์เริ่มทำให้ผมจิตตกมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเบี่ยงสายตามองตรงไปที่แม่ทันที เธอไม่แสดงกิริยาอะไรโต้ตอบ มีเพียงอย่างเดียวที่ผมพอจะเข้าใจมันได้

            นั่นคือการที่แม่ไม่ยอมเถียงถึงสิ่งที่สุรสิงค์พูดออกมา...

            “ความจริงแล้วแกน่ะไม่ใช่ลูกของป้าหรอกนะ...แกเป็นลูกของพ่อแกที่เกิดมาจากเมียคนแรกต่างหาก คนแรกสุดก่อนที่ป้าคนนี้จะมาแต่งกับพ่อแกไงล่ะ…”

            สุรสิงค์หยุดที่จะพูดลงชั่วครู่เพื่อที่จะดูอาการของผม ไม่นานเขาก็เริ่มพูดต่อ

            “จำเรื่องที่พ่อของแกตายเมื่อ 10 ปีก่อนได้ไหม? ก่อนที่เขาจะตายไปเขาได้ทิ้งหนี้ก้อนโตเอาไว้ให้กับป้า หนี้สินที่ชดใช้ทั้งชีวิตก็ไม่พอที่จะจ่ายไหวน่ะ”

            “หนี้...หนี้อะไร...ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องล่ะ?”

            “หนี้สินที่พ่อของแกไปติดเอาไว้กับพวกพนันบอล หนี้นอกระบบ แล้วก็การพนันที่ไปเล่นแพ้แต่ก็ยังดันทุลังไงล่ะโว้ย!!”

            สุรสิงค์ตะโกนออกมาด้วยอารมณ์เดือดดานเมื่อพูดถึงพ่อของผม แม้ผมจะไม่ได้อยู่ด้วยกันกับพ่อแต่ก็ไม่คิดว่าพ่อจะเป็นคนแบบนั้นหรอกนะ

            “แต่ว่า...แล้วมันเกี่ยวกับแกยังไงล่ะ?”

            สุรสิงค์ถลึงตาใส่ผมทันทีที่ถามถึงสิ่งนี้ออกไป

            “แก...ไม่รู้เรื่องอะไรเลยใช่ไหม?”

            สุรสิงค์เสียงสั่นเล็กน้อยและเริ่มหันกลับไปมองแม่ของผม แม่มีท่าทางกระตุกระตักเล็กน้อยแต่ก็สงบลงทันทีที่สุรสิงค์ส่งเสียงพึมพำบางอย่าง

            “ถ้างั้นฉันจะบอกให้เองว่ามันเกี่ยวข้องยังไงกับฉัน...”

            สุรสิงค์หันกลับมาพร้อมใบหน้าเวทนา ตัวผมที่รอฟังถึงคำตอบยืนนิ่งไม่ขยับ...ปากของสุรสิงค์เริ่มขยับ

            “แม่ของแกก็คือแม่ของฉันเองไงล่ะ”

            “ว่าไงนะ!!”

            ผมหลุดร้องตะโกนออกไปอย่างช่วยไม่ได้ แน่นอนสิ! ถ้า’สิงค์คือลูกของแม่ของผมก็หมายความว่าผมอาจเป็นพี่หรือน้องชายของเขาก็ได้ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นแม่ก็ไม่เคยบอกอะไรผมสักอย่าง!

            “ก็เพื่อไม่ให้ไอ้แก่ชั่วนั่นทำร้ายลูกของฉัน ฉันถึงไม่อยากให้เขามาปรากฏตัวต่อหน้าพวกแกไง!”

            แม่ของผมที่ยืนเงียบอยู่นานพูดสอดขึ้นมาทันที ผมที่ได้ยินคำพูดนั้นจากปากของแม่ตัวเองด้วยแล้วก็เริ่มบังคับอารมณ์ของตัวเองไม่ไหว

            “แม่กำลังพูดเรื่องอะไรน่ะครับ!! แล้วพ่อของเราก็ไม่มีทางทำร้ายคนอื่นหรือไปติดการพนันเด็ดขาด”

            “สิ่งที่พวกคุณพูดออกมามันหมายความว่ายังไง!?! กำลังจะบอกว่าตลอดเวลาชั่วชีวิตนี้ผมอยู่กับการโกหกมาตลอดเลยงั้นหรอ!!”

            『พลั่ก!』สุรสิงค์ที่ยืนกำหมัดอยู่ข้างๆปล่อยความโกรธออกมาเป็นกำปั้นทันที ผมถูกแรงชกต่อยกระเด็นลงไปที่พื้นทันที เลือดสีแดงเล็ดออกจากมุมปากจนผมต้องเช็ดออกด้วยแขนเสื้อ

            “พวกฉันเองก็อยู่กับความเจ็บปวดมาตลอดเหมือนกันนั่นแหละโว้ย!!”

            สุรสิงค์ตะโกนออกมา

            “เวลาแม่กลับมาที่บ้านก็เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เวลาที่แม่นำเงินมาให้ฉันไปโรงเรียนบางแบงค์มันก็มีเลือดติดมาด้วยตลอด ถึงแม้แม่ฉันจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดก็ตามทีเถอะ! แต่แกกลับมาบอกว่ามีแต่เรื่องโกหกงั้นหรอวะ!?”

            อารมณ์ที่ปลดปล่อยของสุรสิงค์เก็บความเงียบของห้องเอาไว้ชั่วขณะ เขาพยายามคุมสติตัวเองเอาไว้ด้วยลมหายใจ แม่ของผมค่อยๆเดินไปโอบไหล่ของสุรสิงค์ไว้

            “ใช้คำว่าโกหกกับชีวิตที่มีแต่ความสุขนี่น่ะหรอ?”

            “--!?!”

            คนที่พูดออกมาไม่ใช่สุรสิงค์อีกต่อไป หากแต่เป็นแม่ของผมที่ยืนอยู่ข้างสุรสิงค์ สายตาที่บ่งบอกได้ถึงการมองขยะชิ้นหนึ่งปล่อยออกมา

            “อ่ะ-...อะไรกัน...”

            ทำไมล่ะ? ทำไมคนที่โดนเรื่องนี้ถึงเป็นผม...ถ้าเรื่องที่พูดเป็นเรื่องจริงก็หมายความว่าพ่อของผมในอดีตก็เป็นแค่ภาพลวงตาน่ะสิ...

            “ฮะๆ ฮาๆ...” สุรสิงค์หัวเราะเล็กๆออกมา

            “ตอนนี้ทั้งเงิน บ้าน แฟน แม่ ทั้งหมดที่เศษเนื้อเหลือๆของไอ้ชั่วนั่นมีได้เป็นของฉันหมดแล้ว...แกน่ะ...เป็นได้แค่ขยะแล้วโว้ย!! ฮ๊า..ฮา ๆ ๆ ๆ!!”

            ผมยืนตัวแข็งต่อคำพูดของสุรสิงค์ สายตาเริ่มกลอกมองไปรอบๆ

 

            ภาพของสายทิพย์ที่นอนเปลือยหมดสภาพอยู่บนพื้น

            ภาพของแม่ที่ตอนนี้ไม่ใช่แม่กำลังมองมาด้วยแววตาอาฆาต

            ภาพของเพื่อนสนิทที่กำลังหัวเราะหลังจากที่แย่งชิงทุกอย่างจากผมไปได้แล้ว

 

            “อ้า...อ๊า...ว้ากกก!!”

            ผมวิ่งหนีออกไปจากห้องนั้นทันที พอมารู้ตัวอีกทีก็มาอยู่บนดาดฟ้าคอนโดซะแล้ว...

            “ฮะๆ...ยังไงซะถึงกลับไปก็ไม่มีที่ให้กลับไปอยู่ดีนี่นะ...”

            ใช่แล้ว...ถึงตายไปก็ไม่มีใครมาสนใจอยู่แล้วด้วย...เพราะงั้น...

            ผมค่อยๆเดินป่ายผ่านลวดกั้นของดาดฟ้าออกมายืนที่ขอบตึก ลมแรงที่แทบจะพัดตัวของผมปลิวทันทีที่ปล่อยมือจากลวดกั้นกระทบตัวมาเรื่อยๆ

            “อ่า...ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิดถ้าเทียบกับสิ่งที่ต้องกลับไปเจอ...”

            น้ำตาของผมค่อยๆไหลลินลงบนใบหน้า ความรู้สึกที่อัดอั้นมามากมายจากเหตุการณ์ของชีวิตถูกปลดปล่อยออกมา

            “มนุษย์เป็นสิ่งที่ไว้ใจไม่ได้!! ฉันขอสาบานเลยว่าหลังจากนี้และตลอดไป! ฉันจะไม่มีวันเชื่อใจพวกมันอีก!”

 

            ไม่อยากจะอยู่ร่วมกับพวกมัน

            ไม่อยากจะอยู่บนโลกเดียวกับพวกมัน

            ไม่อยากจะได้ความช่วยเหลือจากพวกมัน

            ไม่อยากจะใช้ชื่อจากพวกมัน

            ไม่อยากจะใช้ร่างกายแบบพวกมัน

 

            “สู้ตายไปซะยังจะดีซะกว่า!”

            ผมสบถกับตัวเองขึ้นมา จิตใจที่เหนื่อยล้ารวมเข้ากับความสิ้นหวังส่งเป็นแรงผลักให้ขาขวาของผมก้าวออกไป

            “ถ้าตายแล้ว...จะได้ไปในที่ที่ไม่มีพวกมันใช่ไหม?”

            ผมบ่นพึมพำเบาๆออกมาพร้อมรอยยิ้มแหยงๆ แรงลมที่ปลิวโต้ใต้ฝ่าเท้าของผมพัดกระแทกอยู่ไม่หยุด ผมพยายามคิดจะซึมซับของทุกสิ่งที่ยังรู้สึกได้เอาไว้

            “---!!”

            『ฟุบ!...』ร่างกายที่หนักกว่า 58 กิโลฯ ถูกทิ้งดิ่งลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลก ศีรษะของผมเองก็เอนดิ่งทิ้งตามลงมาด้วยเช่นกัน

            ฝูงชนโดยรอบกว่าครึ่งร้อยมองเห็นผมจากเบื้องล่างตะโกนร้องออกมา จุดบริเวณของส่วนที่ผมจะตกลงไปผู้คนค่อยๆถอยห่างออกไปเรื่อยๆและกลายเป็นพื้นโล่งในที่สุด

            “ให้ฉันได้ไปเกิดใหม่ในที่ที่ดีกว่านี้หน่อยก็แล้วกันนะ...”

            『แผละ!...』เสียงร่างกายแหลกเละจากการตกจากตึกสูงกว่า 40 ชั้นพร้อมเศษเนื้อและลำไส้ที่กระจัดกระจายออกนอกร่างถูกวางระเกะระกะอยู่ตามพื้นถนน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและภาพที่แสนมืดมิด

            『กริ๊ก...』

            【ปลดล็อคค่าสถานะ : เศษเนื้อ】

 

---------⃟---------

 




NEKOPOST.NET