NEKOPOST
การแสดงผล

The Evil of Dimensional ฝ่าวิกฤติพิชิตราชันย์

Ch.1 - Day 01 : New World


จิ๊บๆ จิ๊บๆ !!!

เสียงเหมือนนกหลายตัวกำลังเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่บนตัวผม เหมือนว่ากำลังสนุกสนานกันอยู่

“งืมๆ...”

ผมสะลึมสะลือลืมตาตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองกำลังถูกเหล่านกน้อย รุมจิกเสื้อผ้าจึงทำการปัดมือไล่ให้ไปพ้นๆจากตัวเอง จุดที่ผมอยู่นั้นมองไปทางไหนก็เป็นกลางป่าทึบมองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้ขึ้นซ้อนๆกัน

“ไป ไป๊ ชิ้ว ชิ้ว”

หลังจากยันตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งได้แล้วผมก็ลองมองไปรอบๆ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อนึกไปถึงคำพูดจากบุคคลปริศนาที่ส่งเขามาที่นี่ - งั้นก็เป็นอันว่าตกลง เราจะส่งเจ้าไปแบบสุ่มๆแล้วกันนะ -

“โหยๆ ที่บอกว่าสุ่มนี่เอาจริงเรอะ ที่ไหนกันเนี่ย ”

ผมที่ถูกส่งมายังโลกอีกโลกหนึ่ง นั่นคงเป็นสิ่งที่บอกไว้ว่าเกิดใหม่สินะ พอตั้งหลักได้เลยลองตรวจสอบตัวเองดู พบว่าสภาพชุดที่ตัวเองสวมคือชุดที่ใส่ตอนวันเกิดอุบัติเหตุรถชนตกหน้าผา เสื้อเชิด กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบ กระเป๋าเป้ มีแม้กระทั้งกระเป๋าเงินที่ติดตัวอยู่ซะด้วย

“นี่เราเกิดใหม่แล้วสินะ ! ”

ถึงแม้ว่าจะรู้สึกดีใจที่ได้เกิดใหม่ทั้งๆที่ควรจะตายไปแล้ว แต่การที่มาอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งที่ไม่รู้จักคนเดียวมันก็เหงาเหมือนกัน คิดถึงพ่อ แม่ กับน้องจังเลย ถ้าพวกเขาได้มาเกิดใหม่พร้อมกับเราก็ดีน่ะสิ

 “เอาล่ะต้องหาอะไรมาเป็นอาวุตก่อน กลางป่าแบบนี้น่าจะมีสัตว์อันตรายเดินไปเดินมาอยู่ก็ได้”

เป๊าะ!!  แกร๊ก!!!

ผมหักกิ่งไม้ที่ลักษณะแข็งแรงออกมา หนึ่ง ท่อน ความยาวประมาณทั้งแขนของตัวเอง จากนั้นก็เก็บหนังสือใส่กระเป๋าเป้ แล้วลงจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว หลังจากลงถึงพื้นก็เอาท่อนไม้ที่หักมาเมื่อกี้นี้ เอาปลายด้านหนึ่งถูกกับพื้นจนกระทั่งได้ไม้ปลายแหลม

“ถึงจะแหลมไม่มากแต่ก็คงแทงเข้าได้สักนิดล่ะน่า”

แล้วผมก็ต้องหยุดคิดอีกครั้ง เพราะสาเหตุมาจากผมนั้นไม่รู้จะเริ่มไปที่ไหนก่อนนั่นเอง

“เดินไปทางไหนดีนะ  ตอนนี้พระอาทิตย์ก็อยู่กลางหัวด้วยสิ ถ้านับตามเวลาโลกเดิมคงเที่ยงแล้วล่ะมั้ง ไม่รู้ทิศเลยแหะ น่าจะมีเข็มทิศ

ให้สักหน่อยนา ทางนั้นมองๆไปแล้วสว่างกว่าทางอื่นแหะงั้นไปทางนั้นแล้วกัน  เอ้าลุย!!!”

...ผ่านไป 2 ชม หลังจากจุดที่เกิด...

“อะไรเนี่ย เดินมาตั้งนานแมวสักตัวก็ไม่มีให้เห็น ตั้งแต่เดินมานี่เจอแต่นกกระจิบร้องจิ๊บๆ อยู่นั่นแหละชักหงุดหงิดแล้วแหะ...!!!”

จิ๊บๆ จิ๊บๆ เสียงของเหล่านกน้อยยังดังต่อเนื่องเหมือนกับท้าทายชายหนุ่มว่าจะทำยังๆไงต่อไป

“ไอ้นกบ้าพวกนี้หนวกหูว้อยยยยยยย!!!”

ว่าแล้วผมก็จับก้อนหินประมาณพอเหมาะกับมือขว้างไปที่กลุ่มนกกระจิบ แต่ช่างน่าเสียดายที่ขว้างไปชนแต่ลม แล้วก้อนหินก็พุ่งเข้าไปในพงหญ้าหนาๆแทนที่จะเป็นนก

ตุบ!!!  พลัก!!!  โอ้ยๆ

“เอ๊ะ  ปาไปโดนอะไรหว่า ”

พรวดดด !!! 

สิ่งที่กระโจนออกมาตรงหน้าผมเป็นชายแก่รูปร่างอ้วนดูมีอายุ แต่งตัวเหมือนคนยุโรปสมัยก่อน เสื้อผ้าออกจะดูหรูหรา เสื้อกับกางเกงเป็นสีม่วง มีผ้าคลุมไหล่สีแดง มีหนวดเคราซึ่งถูตัดเล็มอย่างบรรจงจนสวยงามดูไม่รกตา บ่งบอกว่าคนๆนี้ต้องมีฐานะสูงอย่างแน่นอน ว่าแต่คนๆนี้มาทำอะไรในป่าลึกแบบนี้กันนะ

“นี่เจ้าหนุ่มช่วยข้าด้วยข้ากำลังถูก คนตามล่าอยู่”

พูดยังไม่ทันขาดคำชายฉกรรจ์ทั้ง 2 คน รูปร่างหน้าตาดุดันน่ากลัว สูงพอๆกับผมที่พูดถึงก็วิ่งมาทางที่ผมกับชายแก่ร่างอ้วนคุยกันอยู่ด้วยความรวดเร็วแล้วล้อมเราทั้ง 2 คนเอาไว้

“เห้ย แกเป็นใครกันวะส่งตัวไอ้แก่นั่นมา”

หนึ่งในชายฉกรรจ์ตะคอกออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว

“เอ่อลุงครับ ทำไมพวกนี้ถึงต้องการตัวลุงล่ะครับ”

ผมถามชายแก่ร่างอ้วนที่ตอนนี้ทำท่าเหมือนกลัวจนสั่นไปหมดทั้งตัว

“พวกมันเป็นโจร มันจะจับข้าไปเรียกค่าไถ่ เจ้าหหนุ่มช่วยข้าด้วย ได้โปรดเถอะ”

ชายแก่ร่างอ้วนพูดอย่างรนราน ทำให้ผมที่พึ่งรู้ถึงสาเหตุตึงเครียดไปด้วย ผมค่อยๆกระชับไม้ปลายแหลมที่ถือไว้ป้องกันสัตว์ร้าย แต่ตอนนี้คงต้องเอามาป้องกันตัวจากสัตว์ที่ร้ายกว่าสัตว์ร้ายทั่วไปที่เรียกว่ามนุษย์ซะแล้วสิ ตัวผมเองก็พอจะได้เรียนวิชาป้องกันตัวจากพ่อมาบ้างคงจะพอช่วยได้

“ผมว่าพวกคุณปล่อยเราทั้งคู่ไปเถอะ ไม่งั้นจะหาว่าผมไม่เตือน”

ผมพูดขู่ชายฉกรรจ์ทั้ง 2 คนด้วยท่าทีที่แสดงออกว่าเป็นคนมีวิชา โดยใช้สายตาจ้องมองไปที่ชายฉกรรจ์คนหนึ่งอย่างอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

“แก ไอ้เด็กปากดีดูซิว่าแกจะยังปากดีได้อีกไหม”

พูดเสร็จชายฉกรรจ์คนนั้นก็ควักมีดออกมา แล้วพุ่งตัวมาหาผมอย่างรวดเร็ว ควับ!!! ตุ๊บ!!! ผมฟาดไม้ไปที่ข้อมือของชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีดที่ถืออยู่กระเด็นออกไป พร้อมกับเตะไปที่ขาทำให้ชายคนนั้นล้มลง แล้วผมก็เอาปลายแหลมของไม้จ่อไว้ที่คอพร้อมที่จะแทงตลอดเวลา นี่เป็นทักษะป้องกันตัวพื้นฐานที่พ่อเคยสอนไว้สำหรับป้องกันตัวเวลาถูกโจรปล้นนั่นเอง

“ผมขอพูดอีกครั้งปล่อยพวกเราไปซะไม่งั้นเพื่อนของคุณถูกผมแทงแน่ ผมไม่ใช่คนชอบพูดเล่นด้วยสิ”

ชายอีกคนที่มาด้วยกันทำท่าเหมือนตกใจว่าทำไมเหตุการณ์ถึงกลับตาลปัตรไปได้ขนาดนี้ 

“ถ้าคุณยอมฟังผมจะปล่อยเพื่อนของคุณไปและจะไม่แจ้งกับตำรวจ... เอ้ย ทางการ”

ผมลืมนึกไปว่าดูจากการแต่งตัวของคนในโลกใหม่นี้เหมือนย้นยุคมากกว่า ในโลกใหม่นี้คงต้องเรียกทหารหรือทางการล่ะมั้ง ยังไงก็เถอะตอนนี้ผมคงต้องขู่ไว้ก่อนเพราะถ้าสู้กันจริงๆผมคงสู้ 2 รุม หนึ่ง ไม่ไหวอยู่ดี

“หึ ก็ได้พวกข้าจะปล่อยพวกแกไป ตอนนี้แกควรปล่อยเพื่อนข้าได้แล้ว”

ปล่อยตอนนี้ก็โง่สิ ถ้าปล่อยตอนนี้คงไม่วายรุมจู่โจมผมพร้อมกัน ไหนผมยังต้องป้องกันชายแก่ร่างอ้วนคนนี้อีก คิดว่าแผนการแบบนี้จะหลอกคนอย่างผมได้เหรอ

“ไม่ ผมยังไม่ปล่อยตอนนี้ คุณต้องเดินกลับไปทางโน้นก่อนประมาณ 5 นาทีแล้วผมถึงจะปล่อย”

นี่ก็เป็นวิธีการที่พ่อผมสอนมาเช่นกัน เป็นการป้องกันหากเราปล่อยตัวประกันไปแล้ววกกลับมาทำร้าย

“ได้ ได้ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ แต่ถ้าเพื่อนข้าเป็นอะไรไปรับรองแกอยู่ไม่สุขแน่ๆ”

ชายฉกรรจ์คนนั้นพูดอย่างไม่พอใจก่อนที่จะหันหลังเดินไปตามทางที่ผมชี้ซึ่งก็คือทางที่ผมเดินมานั่นเอง เพราะผมคิดว่า ทางที่พวกมันมาคงเป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าไปในเมือง ถ้าให้เดินไปทางนั้นคงไม่วายโดนดักซุ่มหรือชายคนนั้นไปเรียกพรรคพวกมารุมพวกผมอีกอยู่ดี

“เอาล่ะ 5 นาทีแล้วแกปล่อยข้าตามที่สัญญากันไว้ได้แล้ว”

ชายฉกรรจ์ที่โดนไม้แหลมของผมจ่อที่คออยู่นั้นพูดออกมาอย่างสีหน้าคร่ำเคร่ง ผมจึงปล่อยเขาไปถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกเหมือนว่าทำไมเหตุการณ์มันถึงดูง่ายดายแบบนี้กันนะ หลังจากปล่อยตัวชายฉกรรจ์ที่เหลือแล้วเขาก็วิ่งไปตามทางที่ชายฉกรรจ์คนแรกไปอย่างรวดเร็ว

“เป็นยังไงบ้างครับคุณลุง ไหวไหมครับ”

ผมถามชายแก่ร่างอ้วนที่เหมือนจะหยุดตัวสั่นแล้ว

“ไม่เป็นไรๆ ขอบใจเจ้าหนุ่มมาก ว่าแต่ไม่เคยเห็นหน้าเลยนี่ไม่ใช่คนแถวนี้ล่ะสิ”

ก็จริงแหะผมไม่ใช่คนแถวนี้ ยิ่งกว่านั้นตอนแรกผมไม่ใช่คนโลกนี้ด้วยซ้ำไป

“อ่าใช่ครับ ผมกำลังเดินหลงป่าอยู่พอดี”

ผมตอบอย่างเลี่ยงๆไป ถ้าบอกว่ามาจากโลกอื่นคงคิดว่าผมเป็นบ้าแน่ๆ

“เอางี้สิ เพื่อตอบแทนเจ้าที่ช่วยข้าไว้ไปพักที่บ้านข้าก่อนก็แล้วกันข้าเป็นเศรษฐีในเมืองทางโน้นน่ะ”

ช่ายแก่ร่างอ้วนพูดพร้อมชี้มือไปทางตรงกันข้ามกับที่ชายฉกรรจ์หนีไป ผมเองตอนนี้ยังไร้จุดหมายปลายทางคงต้องตามไปอย่างขัดไม่ได้ แต่ลุงแก่บอกว่าเป็นเศรษฐี ยังไงคืนนี้คงมีที่พักสบายๆสักคืนล่ะน่าหนทางข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อค่อยติดอีกทีละกัน

ระหว่างทางชายแก่ร่างอ้วนแนะนำตัวเองว่าชื่อ ลอร์ดแองกรี มาเบโล่ เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในเมือง เมืองนี้ชื่อว่าเอเลนไซน์เป็นเมืองที่ส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้าจะมารวมตัวกันที่นี่เรียกว่าเมืองแห่งการค้าขาย หรือภาษาโลกเก่าผมเรียกว่าเมืองที่มีตลาดกลางซื้อขายขนาดใหญ่มากก็ได้ ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศ ส่วนชื่อประเทศนั้นผมเองก็ยังไม่รู้เพราะไม่กล้าถาม แต่ที่ฟังมาคือเมืองหลวงของประเทศนี้คือบาเรลนอล์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเอเลนไซน์

30 นาทีผ่านไป

หลังจากเดินมาได้ไม่นานผมก็ลอร์ดแองกรีก็เดินมาถึงประตูเมือง สภาพตัวเมืองนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของและนำของมาขาย ดูแล้วก็สมกับเป็นเมืองการค้าสมชื่อจริงๆ

"ไลน์เจ้าเห็นหอสูงๆนั่นไหม นั่นแหละบ้านข้าอยู่สุดทางนั้น"

ลอร์ดแองกรีพูดขึ้นพร้อมชี้ไปยังหอสูงที่อยู่ไม่ไกลดูแล้วหอนี้คงสูงที่สุดในเมืองละมั้งสมกับเป็เศรษฐีจริงๆนะ และในที่สุดก็เดินมาถึงบ้าน ไม่สิต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่า สภาพของคฤหาสน์หลังนี้คงบอกได้คำเดียวว่าอลังกาลจริงๆ

"นายท่าน ไปไหนมาขอรับพวกกระผมตามหาแทบแย่ ว่าแต่ท่านผู้นี้คือ..."

ชายที่แต่งตัวคล้ายๆทหารที่อยู่หน้าประตูคฤหาสน์เข้ามาถามลอร์ดแองกรีด้วยท่าทางรนราน

"พอดีข้าโดนพวกโจรดักปล้นน่ะ และเขาเป็นคนช่วยข้าไว้ถือเป็นแขกสำคัญวันนี้จะมาพักที่บ้านเราพวกเจ้าก็ตอนรับเขาให้ดีอย่าให้ตกหล่นล่ะ"

ลอร์ดแองกรีพูดเสร็จก็เดินผมพาเข้าไปในคฤหาสน์ที่เขาเรียกว่าบ้าน

"ท่านพ่อ"

เป็นเสียงของหญิงสาวที่วิ่งมาหาลอร์ดแองกรี เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมากจนผมถึงกับต้องมองตาค้าง การแต่งตัวและกิริยาท่าทางช่างสมกับเป็นคุณหนูลูกผู้ดีจริงๆ

"ท่านพ่อคะ ท่านผู้นี้คือ"

หญิงสาวถามลอร์ดแองกรีอย่างสนใจ

"นี่เจ้าอย่าเสียมารยาท พ่อหนุ่มคนนี้เขาคือที่ช่วยพ่อจากพวกโจร เขาชื่อท่านไลน์ เอ่อ... เจ้ามีนามสกุลไหม"

ลอร์ดแองกรีเตือนลูกสาวแล้วหันมาถามผม จริงๆไลน์นั้นก็แค่ชื่อเล่น สำหรับโลกเก่าผมก็มีชื่อจริงที่พ่อแม่ตั้งให้อยู่เพียงแต่สำหรับโลกใหม่ชื่อนั้น เท่าที่สังเกตุจากชื่อของลอร์ดแองกรีแล้วคงเป็นชื่อสไตล์ยุโรปสินะ ถ้าบอกชื่อจริงไปคงจะประหลาดมากเอาเป็นว่าชื่อไลน์เฉยๆไปก่อนแล้วกัน

"เอ่อ เรียกผมว่าไลน์เฉยๆเถอะครับไม่ต้องมากพิธีอะไร"

ลอร์ดแองกรีทำหน้าสงสัยแว้บนึงก่อนจะพูดว่า

"เอาล่ะเจ้าไม่อยากเปิดเผยฐานะก็ไม่เป็นไร นี่คือลูกสาวสุดที่รักของข้าชื่อ แอนนารีน"

นั่นไงชื่อมาแนวยุโรปจริงๆด้วย

"ข้าแอนนารีน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะท่านไลน์ ต้องขอบคุณท่านมากที่ช่วยพ่อข้าเอาไว้"

แอนนารีนพูดอย่างน้อบน้อมพร้อมกับถอนสายบัวอย่างช้าๆ

"เอ่อ ผมชื่อไลน์ ความจริงไม่ใช่จะปิดบังฐานะอะไรเพียงแต่ชื่อจริงๆผมมันอ่านยากน่ะครับ แหะ"

ผมทำได้แต่หัวเราะแห้งๆ แอนนารีนผู้หญิงอะไรจะสวยขนาดนี้

"เอาล่ะๆ แอนนาลีนลูกกลับไปที่ห้องได้แล้วเตรียมตัวไว้สำหรับพรุ้งนี้ พ่อจะได้พาเจ้าหนุ่มผู้ลึกลับนี่ไปพัก"

แล้วแอนนาลีนก็เดินจากไป เหลือเพียงผมกับลอร์ดแองกรี 2 คน

"ทายน์ มาพาท่านไลน์ไปที่ห้องพักรับรอง"

ลอร์ดแองกรีตะโกนสั่งพ่อบ้าน พอพ่อบ้านปรากฏตัวผมก็ต้องตกตะลึงเนื่องจากการแต่งกายที่ดูเนี๊ยบ ทรงผมที่ปัดอย่างเรียบร้อย อีกทั้งยังสูงและหล่ออีกด้วย อยากเข้าไปถามเหลือเกินว่าหน้าตาแบบนี้ทำไมถึงมาเป็นพ่อบ้านอยู่ที่นี่กันนะ เฮ้อคิดไปก็ป่วยการดูกี่ทีๆก็ต้องพูดว่าสมกับเป็นเศรษฐีจังนะที่โลกเดิมครอบครัวผมก็ไม่ได้ยากจนอะไรเป็นแค่ครอบครัวคนชั้นกลางที่มีความสุขคิดถึงตรงนี้ผมก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา

"เอ่อคือนายท่านขอรับห้องพักรับรองเราเต็มแล้ว ที่จะพอมีที่ว่างก็คือห้องนั้น..."

พ่อบ้านทายน์พูดอย่างกระอักกระอ่วนออกมา

“ว่าไงนะ นี่เจ้าจะให้คนที่มีบุญคุณช่วยเหลือข้าไปพักห้องเดียวกับพวกนั้นเหรอ ไปหาห้องมาให้ได้ซะ”

ลอร์ดแองกรีตะคอกพ่อบ้านอย่างไม่พอใจ

“เอ่อ ไม่เป็นไรครับจะนอนที่ไหนก็เหมือนกัน ที่สำคัญอีกอย่างถึงผมจะช่วยเหลือท่านลอร์ดก็จริงแต่ผมก็ยังเป็นคนคนที่ไร้หัวนอนปลายเท้าไม่รู้จักที่มาไม่ใช่เหรอครับ เอาเป็นว่าผมพักห้องที่ว่ามานั้นก็ได้นะครับ”

ลอร์ดแองกรีทำสีหน้าลังเลครู่หนึ่งแล้วก็ตัดสินใจพูดออกมา

“เอาอย่างนั้นก็ได้ ยังไงข้าก็ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่รับรองเจ้าได้ไม่ดีนัก”

"เชิญทางขอรับนายท่านไลน์"

พ่อบ้านที่ชื่อทายน์เดินนำทางผมจนมาถึงห้องรับรองห้องหนึ่ง ห้องๆนี้แค่ดูจากประตูที่เป็นแบบเปิด 2 ข้างแล้วก็พอจะเดาได้ว่าข้างในคงกว้างมาก แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ผมต้องผิดคาดไปนั่นคือข้างในห้องเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งหากดูดีๆทั้งห้องนี้มีแต่ผู้ชายล้วนทั้งนั้นเลย เตียงมีการต่อให้เป็น 2 ชั้นเผื่อเป็นการประหยัดพื้นที่และรองรับจำนวนคนได้มากขึ้น เท่าที่สังเกตุมีบางคนที่มองมาทางผมแล้วก็จ้องซะอย่างจะกินเลือดกินเนื้อกันเลย นี่ผมไปทำอะไรให้พวกเขาโกรธกันเหรอแต่ผมพึ่งมาที่นี่ครั้งแรกเองนะแถมพึ่งมาโลกนี้ได้ยังไม่ถึงครึ่งวันเลยด้วยซ้ำอยู่ๆก็มาเหม็นขี้หน้าผมแล้วเหรอ โถ่...




NEKOPOST.NET