Trinity ชีวะ จักรกล และมนตรา ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Trinity ชีวะ จักรกล และมนตรา

Ch.4 - บทที่ 3 ห้องพยาบาล กับยัยตัวป่วน เพื่อนสมัยเด็ก


            เพดาน? เพดานที่ผมไม่รู้จัก มันเป็นเพดานสีขาวธรรมดาๆที่ไม่มีอะไรพิเศษอะไรเลยนอกจากแสงแดดชวนแสบตาที่ส่องผ่านทะลุผ้าม่านสีขาว ผ้าม่านสีขาวที่ลู่ไปตามลมนั้นคือภาพแรกที่ผมเห็นเมื่อลืมตาตื่นขึ้น

            ที่นี่ที่ไหน? แล้วเกิดอะไรขึ้น? คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวทันที ผมจำได้อยู่ลางๆว่า ล่าสุดผมกำลังวิ่งอยู่ในคาบพละนี่? แล้วทำไมตอนนี้ผมถึงมานอนจ้องเพดานอยู่แบบนี้ได้?

            เตียงสีขาว ผ้าปูสีขาว ผ้าม่านสีขาว... บรรยากาศแบบนี้ค่อนข้างที่จะคุ้นเคย แต่ก็ยังไม่ใช่ใจว่ามันจะใช่อย่างที่ผมคิดรึเปล่า ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่ แล้วทำไมผมจึงมาอยู่ที่นี่ได้ และที่นี่มันที่ไหนกัน?

            เพื่อคลายความสงสัย ผมจึงได้ลองหันซ้ายหันขวาเล็กน้อย ด้านซ้ายเป็นหน้าต่างที่ถูกเปิดรับลมอยู่ ผ่านม่านสีขาวที่ลู่ตามลมเมื่อกี้นี้คงเกิดจากลมที่พัดเข้ามาเป็นแน่ แสงแดดข้างนอกยังคงจัดอยู่เป็นตัวบ่งบอกได้ว่า ตอนนี้ยังเป็นช่วงกลางวันอยู่

            หันซ้ายไปแล้วก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ผมจึงตัดสินใจหันไปด้านขวา...

            ด้านขวามีเตียงสีขาวและผ้าปูสีขาวเช่นเดียวกันกับที่ผมนอนอยู่ ตั้งเรียงรายไปจนสุดผนังห้อง ข้างเตียงมีโต๊ะเล็กที่ถูกประดับด้วยแจกันดอกไม้เปล่าๆ และบนเตียงเปล่าข้างๆก็มีกระเป๋าสะพายของผมวางกองอยู่

            พอตั้งสติได้ผมก็ยิ้มกริ้มขึ้นมาเล็กๆ ผมนึกออกแล้วว่าที่นี่มันคือที่ไหน... เตียงสีขาวเรียงรายกันเป็นแถว ผ้าม่านสีขาว และกลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ที่นี่ไม่ใช่ที่ไหนเลย นี่มันห้องพยาบาล... ห้องพยาบาลประจำวิทยาลัยนี่เอง ก็ว่าทำไมมันถึงดูคุ้นๆ

            เมื่อรู้แล้วว่าที่นี่ที่ไหน สิ่งต่อไปที่ผมพยายามนึกนั่นก็คือ ตัวผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...

            ผมค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง มีอาการวิงเวียนเล็กน้อยจากโรคประจำตัว แต่ใช้เวลาไม่นานอาการเหล่านั้นก็หายไป ผมก้มลงสำรวจตัวเองดูว่ามีอาการบาดเจ็บอะไรบ้างมั้ย? มันน่าจะเป็นหลักฐานที่ใช้บอกถึงสาเหตุที่ผมมานอนอยู่ที่ห้องนี่ได้

            แขนสองข้าง ไม่มีร่องรอย ที่ขาก็มีเพียงแค่รอยถลอกเล็กๆที่หัวเข่า หัวก็ไม่มีแผลคาดว่าไม่น่าจะเกิดจากการกระแทกจนสลบ แต่ที่เสื้อพละกลับมีรอยคราบเลือดเปรอะอยู่ซะจนน่ากลัว

            “นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย” ผมสบถเพราะจำนวนคราบเลือดบนเสื้อ คอเสื้อสีกรมท่าถูกย้อมไปด้วยสีแดงสด ก่อนที่รอยคราบจะไหลย้อยลงไปจนถึงส่วนท้อง ปริมาณคราบเลือดบนเสื้อของผมมันเยอะมาก อย่างกับว่าผมได้ไปฆาตกรรมชำแหละศพแล้วถูกคราบเลือดกระเซ็นใส่เลยก็ไม่ผิด

            ผมกุมขมับและพยายามนึกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จำได้ลางๆมีแค่ว่ากำลังวิ่งไล่กวดตามคุณครูเยเกอร์ในชั่วโมงพละเท่านั้น แต่หลังจากจับเขาอยู่หมัดได้ไม่นานภาพตรงหน้าของผมก็ดับวูบไปซะเฉยๆ หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

            ในระหว่างที่กำลังนึก ผมก็ได้ยินเสียงดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งของผ้าม่าน มันเป็นเสียงเอียดอาดของเก้าอี้ที่ดังขึ้นเวลาหมุนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าขาดการซ่อมบำรุง ผมหันไปมองตามเสียงนั้นและก็ได้เห็นเงาคนกำลังเคลื่อนที่อยู่หลังผ้าม่านนี้

            “ตื่นแล้วสินะเอ็คโค่ ฟื้นตัวเร็วแบบนี้นี่แสดงว่าร่างกายแข็งแรงจนน่าตกใจเลยนะเนี่ย” เสียงพูดเล็กแหลมของหญิงสาวดังขึ้นมาจากหลังผ้าม่าน วิธีการพูดของเธอบ่งบอกถึงความสนิทสนมกับผมอยู่ซักเล็กน้อย

            ไม่นานนักเจ้าของเสียงก็เดินมาเปิดม่านเผยตัวให้ผมเห็นอยู่ตรงหน้า

            หญิงสาวในชุดสเวตเตอร์ยาวที่ทำจากไหมพรมถักสีเหลืองอ่อน มาพร้อมกับกระโปรงยาวสีน้ำตาลและถุงน่องสีดำ เดินเข้ามาเปิดม่านและส่งยิ้มให้ผม เส้นผมสีดำของเธอที่มวยรวบเก็บเอาไว้ข้างหลังประกอบกับแว่นตาสี่เหลี่ยม การแต่งตัวเช่นนี้บ่งบอกถึงนิสัยรักความสบายๆที่ถูกปกปิดไปด้วยการแต่งตัวตามระเบียบ ภายใต้เครื่องแต่งกายเฉพาะตัวได้ถูกสวมทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวทบอยู่อีกชั้นหนึ่ง ทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่าสาวสวยตรงหน้าของผมนี่เป็นใคร – ครูนาวี่ อาจารย์ประจำห้องพยาบาลนี่เอง

            “เธอนี่น้า... นอกจากพวกที่โดดเรียนแล้ว ครูไม่เคยเห็นนักเรียนคนไหนที่ต้องแวะเวียนมาห้องนี้บ่อยได้เท่าเธอเลยซักคน... รู้ตัวมั้ยว่าเธอแทบจะกลายเป็นขาประจำห้องพยาบาลนี่แล้วนะ บริจาคเงินให้วิทยาลัยแล้วจองเตียงเอาไว้ซักตัวเลยซะดีกว่ามั้ย?”

            เธอท้าวเอวแซว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอกล่าวแบบนี้กับผม

            “ตอนที่เธอถูกส่งตัวมาที่นี่ด้วยสภาพเลือดท่วมตัว ครูนึกว่าเธอจะต้องนอนโคม่าซักสองสามวันซะอีกนะเนี่ย... แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าใช้เวลาไม่นานก็ฟื้นซะแล้ว แต่ก็ดีแล้วล่ะ... ถ้าหลับนานกว่านี้ซักชั่วโมง ครูคงต้องส่งเธอไปโรงพยาบาลแหง”

            หญิงสาวกล่าวพร้อมกับเอนตัวลงมานั่งบนเตียงที่ผมนอนอยู่ ก่อนที่จะเอื้อมมือมาลูบหัวยุ่งๆของผม รอยยิ้มของเธอนั่นช่างเหมือนกับนางฟ้าที่ลงมาปัดเป่าความเจ็บเลยไม่มีผิด

            “เออ... ครูนาวี่ครับ?”

            “ว่าไงจ๊ะพ่อหนุ่มคนดัง?” ผมขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินเธอพูด คนดัง? นี่ผมไปมีชื่อเสียงตั้งแต่เมื่อไร? แต่ก็ช่างเถอะ...

            พยาบาลสาวเอนตัวนั่งลงบนเตียงพลางเอื้อมไปคว้าเหยือกน้ำเปล่ามารินใส่แก้ว “นี่เป็นเธอแรกเลยนะ ที่มีคนสามารถจับเยเกอร์ได้อยู่หมัดแบบนี้น่ะ”

            “ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี่เยเกอร์เขาชอบแกล้งและทดสอบเด็กนักเรียนแบบเธอ โดยการให้เล่นวิ่งไล่จับเขาแบบนี้อยู่ทุกปีๆ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุขบ่งบอกว่าเธอกำลังอารมณ์ดีอยู่

            “แต่ทุกปีล้วนแต่ไม่มีใครเลย... ไม่มีใครเลยที่จะสามารถล้มและจับตัวเขาเอาไว้ได้เลยแม้แต่คนเดียว แต่ตอนนี้สถิตินั้นคงถูกทุบโดยเธอไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยซะล่ะมั้ง...” ผมเดาไม่ได้ว่าเธอกำลังพูดแสดงความยินดีกับผม หรือว่ากำลังเยาะเย้ยสมน้ำหน้าอาจารย์เยเกอร์กันแน่ แต่จากคำพูดของอาจารย์นาวี่ก็ทำให้ผมพอจะนึกออกได้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้

            ในบททดสอบการวิ่งรอบสาขา อาจารย์เยเกอร์ได้ท้าให้นักเรียนชายทั้งหมดลองวิ่งไล่จับเขาดูให้ได้ และถ้าหากใครก็ตามที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อนเขาได้ ก็จะได้รับรางวัลสามารถลาหยุดวิชาช่วงเช้าวันศุกร์ได้ถึงวันสอบปลายภาคโน้นเลย มันเป็นรางวัลที่ค่อนข้างจะยั่วตายั่วใจนักเรียนสาขานี้พอสมควร เพราะกว่าครึ่งของนักเรียนเป็นลูกคุณหนูที่เกลียดวิชาพละ

            แต่ว่าตลอดระยะทาง กลับไม่มีใครสามารถที่จะหยุดยั้งตัวอาจารย์เขาได้เลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งมาถึงคิวของผม... จำได้แล้วว่าในตอนนั้นผมใช้ทริคง่ายๆ อย่างการควบคุมสสารลอบเข้าไปจับตัวเขาเอาไว้ได้สำเร็จ

            “จริงสิ! อาจารย์นาวี่ครับ แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างล่ะ!” ผมชิงยิงคำถามไปก่อน เพราะหลังจากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อาจารย์นาวี่สูดลมหายใจเข้าไปก่อนที่จะปล่อยออกมาเป็นการถอนหายใจ “น่าเสียดาย...” นั่นคือคำตอบของเธอ

            “น่าเสียดาย?” ผมเอียงคอทวน “ปีนี้เองก็ไม่มีใครที่สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้ก่อนเขาเลยซักคนเดียวเช่นเคย”

            “หลังจากที่เธอหมดสติไป ทั้งโซ่ทั้งตาข่ายที่เธอใช้จับเขาเอาไว้ก็คงสภาพเอาไว้ไม่อยู่และคลายออกปล่อยสัตว์ประหลาดตนนั้นออกมา เยเกอร์ก็เลยใช้ลูกบ้าของเขาวิ่งกลับเข้าแถวไป และแซงหน้านักเรียนคนอื่นๆและเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกเหมือนกับทุกๆปี...”

            ตีความง่ายๆก็หมายความว่า การรั้งตัวเขาเอาไว้ของผมล้มเหลวสินะ... ถ้าในตอนนั้นผมไม่ล้มลงไปซะก่อน พวกเพื่อนร่วมชั้นที่เหลือคงวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนเขาไปได้แล้ว และถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็จะกลายเป็นฮีโร่ คำสบประมาททั้งหลายที่พวกเขาเคยกล่าวว่าผมเอาไว้ก็คงถูกถอนออกจนเกลี้ยง – นึกว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับกลับตัวตั้งลำ และสานความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นใหม่แล้วเชียว

            “เฮ้อ...น่าเสียดายจริงๆ ด้วยสินะครับ” ผมถอนหายใจด้วยความเสียดายเหลือคณานับ ทั้งที่เหลือระยะทางอีกแค่นิดเดียวเพื่อนร่วมชั้นก็จะเข้าเส้นชัยกันทั้งหมด ถ้าผมสามารถยื้ออาจารย์เขาเอาไว้ได้นานกว่านี้ซักนิดเรื่องแบบนี้ก็จะไม่น่าเกิดขึ้นได้ น่าสมเพศตัวเองชะมัดที่เกิดมาอ่อนแอ

            “แต่ครูว่า สำหรับคนที่แทบไม่มีพลังสะสมในตัวอย่างเธอ สามารถจับตัวบ้าพลังอย่างเขาได้ด้วยสมการเวทพื้นๆ อย่างเวทควบคุมสสาร ครูว่าคนที่ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วนะ... โดยเฉพาะเด็กปีหนึ่งอย่างเธอด้วยแล้วสามารถนับได้เลยว่าเธอเป็นคนที่ไหวพริบดีใช้ได้เลย” อาจารย์นาวี่เธอกล่าวพลางคว้าเอาแก้วน้ำที่รินเมื่อครู่ขึ้นมาดื่มเอง... โธ่! ไอ้เราก็นึกว่ารินให้เรา! อุส่ารอรับซะตั้งนาน

            “แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่เธอดันมีพลังติดตัวเพียงแค่เล็กน้อย... การแบ่งควบคุมวัตถุหลายอย่างในคราวเดียวแบบนั้นย่อมสร้างภาระให้กับร่างกายและพลังเวทที่สะสมอยู่ในร่าง” คราวนี้เธอพักหายใจครู่หนึ่ง และชี้นิ้วขึ้นมาแตะที่แก้วขวาของผมก่อนที่จะค่อยๆ ลูบไล่ลงไปยังคางและคอตามลำดับ “พอพลังเวทที่สถิตในร่างกายหมดไป มันก็เริ่มที่จะหาเอาสิ่งทดแทนอื่นมาใช้ ลองเดาซิจ๊ะว่าไอ้สิ่งทดแทนนั้นคืออะไร...”

            “พลังชีวิต...” ผมตอบเสียงเข้มไปตามที่เคยได้รู้มา ที่จริงนี่เป็นครั้งที่ห้าแล้วที่ผมต้องตอบคำถามนี้

             “ถูกต้องจ๊ะ พลังชีวิตจะถูกนำมาแปลเปลี่ยนเป็นพลังเวททันที ถ้าหากเธอได้ใช้มันเกินขีดจำกัดที่ตัวเองมีอยู่ และถ้าใช้งานมันมากๆ ก็จะกลายเป็นการบั่นทอนชีวิตของตัวเองลงไปด้วย” อาจารย์นาวี่ยังคงยิ้มส่งกลับมาแม้ว่าตอนนี้พวกเรากำลังพูดเรื่องที่เครียดๆ อยู่ก็ตาม ให้ตายสิ... รอยยิ้มของเธอช่างเหมือนนางพยาบาลในฝันชะมัด

            “เพราะฉะนั้นคราวนี้ครูขอเตือนเป็นครั้งที่ห้านะพ่อหนุ่ม...” ผมสังเกตเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเมื่อครู่นี้กำลังค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป

            “รีบๆ ย้ายสาขาที่เรียนให้เร็วที่สุดก่อนที่ชีวิตของเธอจะเป็นอันตรายอะไรไปมากกว่านี้จะดีกว่า คราวนี้เธออาจจะโชคดีเพราะใช้แค่สมการเวทง่ายๆ แต่พอระดับชั้นยิ่งสูงขึ้น สมการเวทก็จะยิ่งซับซ้อนและกินพลังงานมากขึ้น สำหรับคนที่มีความจุน้อยอย่างเธอนั้นถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก และเวทมนต์บางชนิดอาจจะมีผลสะท้อนกลับไปยังผู้ใช้ด้วยถ้าหากจัดตั้งพิธีกรรมล้มเหลว ซึ่งมันจะยิ่งส่งผลร้ายทวีคูณกับเธอเข้าไปอีก ครูขอเตือนเธอด้วยความห่วงใยในฐานะที่เป็นทั้งครูและแพทย์ประจำวิทยาลัยเลยนะ เอ็คโค่...”

            เธอกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังผิดกับเมื่อกี้ลิบลับ แค่ฟังจากน้ำเสียงก็เดาได้แล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นถึงเรื่องคอขาดบาดตาย

            จริงอยู่ที่ผมนั้นผิดเองที่เลือกมาเรียนสายนี้ ทั้งที่ตัวผมนั้นเกิดมาเป็นผู้ใช้แท้ๆ แต่กลับมีพลังสถิตในร่างกายน้อยมากกว่าผู้ใช้คนอื่นๆหลายเท่าตัวซะอีก ทำให้เกิดปัญหาขึ้นบ่อยๆในระหว่างเรียน หลายครั้งที่ผลสอบภาคปฏิบัติของผมออกมาแย่และได้ที่โหล่เป็นประจำ นั่นก็เป็นเพราะผมมีปัญหาเรื่องนี้นี่เอง

            “ขอบคุณสำหรับคำเตือนครับ ครูนาวี่” ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะพูดต่อ

            “แต่ไม่ว่ามันจะยากลำบากและบั่นทอนชีวิต สร้างความเจ็บปวดและปัญหาให้กับผมมากแค่ไหนก็ตาม แต่ผมมีเหตุผลบางอย่างที่ยังอยากลองพยายามต่อไปครับ”

            ผมสวนตอบกลับไปด้วยประโยคเดิมๆ ประโยคที่เคยกล่าวต่อหน้าเธอทุกครั้งที่ครูเขากล่าวเตือน

            ด้วยคำตอบนี้เอง ทำเอาครูนาวี่ต้องถอนหายใจออกเฮือกใหญ่ขึ้นมาทันที “เธอเนี่ยน้า... หัวดื้อไม่แพ้รุ่นพี่เลยจริงๆ นะเนี่ย”

            “ก็แน่สิครับ... ก็ผมเป็นลูกคุณแม่เขานี่” ผมยิ้มตอบกลับทำเอาอาจารย์เขาต้องถอนหายใจอีกครั้งแบบปลงๆ “จะเอายังไงก็แล้วแต่เธอก็แล้วกัน”

            อาจารย์นาวี่นั่นเป็นคนรู้จักกับผมมาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว ส่วนสาเหตุนั่นก็เพราะว่าเธอเป็นเพื่อนกับคุณแม่ของผมเอง... ได้ยินมาว่าสมัยที่ทั้งสองยังเรียนอยู่ที่วิทยาลัยแห่งนี้ อาจารย์นาวี่มีศักดิ์เป็นทั้งรูมเมทและรุ่นน้องของคุณแม่ของผมเอง เพราะฉะนั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยซักนิดเดียวที่เธอจะค่อนข้างเป็นห่วงผมมากขนาดนี้ แต่ก็เพราะรู้จักกันมานานนี่เอง ทำให้เธอเข้าใจถึงเหตุผลที่ทำให้คนไร้พลังสถิตอย่างผมเลือกมาเข้าเรียนที่สาขานี้ แทนที่จะผันตัวไปอยู่สาขาอื่นอย่างวิศวกรรมจักรกลหรือสายสามัญทั่วๆ ไป

            “ดูจากสีหน้าแล้ว ไม่น่าจะมีอาการแทรกซ้อนอะไรแล้วล่ะนะ แต่ครูว่าเธอน่าจะพักผ่อนจนกว่าจะเลิกเรียนไปเลยดีกว่า วันนี้วันศุกร์มีเรียนแค่ครึ่งวันอีกแค่ชั่วโมงเดียวก็จะเลิกเรียนแล้ว กลับไปที่ห้องตอนนี้ก็คง...”

            ยังไม่ทันที่อาจารย์เขาจะกล่าวจบ ผมก็ต้องรีบพูดแทรกขึ้นมาก่อน “ขอบคุณครับ ผมรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว และวิชาต่อไปเองก็เป็นของอาจารย์สกาเล็ตต์ ขืนโดดนอนยาวจนเลิกเรียนล่ะก็ มีหวังผมโดนขึ้นทะเบียนหมดสิทธิ์สอบแน่ๆ” เธอได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ผ่อนหายใจเบาๆ “งั้นเหรอ? น่าเสียดายจังนะ” ไม่รู้ว่าอาจารย์นาวี่รู้สึกเสียดายอะไรนักหนา แต่ก็ถือว่าโอเคอยู่ที่เขาไม่รั้งตัวผมเอาไว้

            เหตุผลที่ให้ไปครึ่งหนึ่งเป็นการโกหก ที่จริงอาจารย์สกาเล็ตต์เธอคงเข้าใจดีอยู่แล้วว่าผมเป็นอย่างไร เขาใจกว้างพอที่จะไม่ถือความกับคนที่พลังเวทน้อยอย่างผมอยู่แล้ว ที่จริงผมมีเหตุผลหนึ่งที่จะต้องรีบไปที่ห้องเรียนวิชานี้อยู่ในใจ – แต่เหตุผลนั่นคืออะไร ก็ต้องขอฮุบเอาไว้ก่อนล่ะกัน

            “ขอบคุณที่ดูแลครับ” ผมโค้งก้มหัวให้ “แล้วเจอกันอีกนะครับ”

            ครูนาวี่ยิ้มและโบกมาลา “ไม่ต้องกลับมาที่ห้องนี้อีกนะ” อ้า...นี่คือคำอวยพรสินะ... การกลับมาห้องพยาบาล หมายความว่าต้องมีเรื่องเจ็บตัว การบอกลาเช่นนี้คงถือว่าเป็นคำอวยพรก็ได้ละมั้ง

 

            สายแน่! สายแน่! สายแน่! ในตอนนี้หัวของผมมีแต่คำว่า “สายแน่ๆ!” ล่องลอยอยู่เต็มไปหมด การเปลี่ยนเอาชุดพละเปื้อนเลือดออกและกลับไปใส่เครื่องแบบนักเรียนปีหนึ่งใหม่ นั่นกินเวลาอยู่ไม่น้อยเลยโดยเฉพาะตอนที่ต้องผูกเน็คไท กว่าจะแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยตามระเบียบก็กินเวลาไปหลายนาที ผมมองนาฬิกาครั้งแรกก็แทบสะดุ้ง เมื่อคาบต่อไปนั่นเริ่มไปได้เกือบจะห้านาทีแล้ว

            ผมไม่รอช้าที่จะวิ่ง ทั้งที่วันนี้ก็วิ่งมาแทบตลอดตั้งแต่ออกจากหอพักอยู่แล้ว ยังต้องมาวิ่งสิบกิโลเมตรในชั่วโมงพละอีก และตอนนี้ผมก็กำลังวิ่งตรงปรี่ไปยังห้องเรียนรวมเพื่อที่จะได้ไม่เข้าเรียนสายอีกต่างหาก...

            อาจารย์สกาเล็ตต์ ครูผู้สอนวิชานี้ค่อนข้างเข้มงวดอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะเรื่องเข้าเรียนสาย จำได้ว่าคาบแรกสุดที่เรียนกับแกนั้นมีคนมาสายคนหนึ่ง และนักเรียนผู้ดวงตกคนนั้นก็โดนสั่งให้คัดแผนที่โรงเรียนไปส่งซะด้วย แต่เหตุผลที่ผมไม่อยากจะไปสายในวิชานี้หาใช่เพราะอาจารย์แกไม่ ถ้าอ้างเหตุผลที่ผมมาสายให้ฟังล่ะก็น่าจะได้รับอนุโลมเป็นพิเศษ

เหตุผลที่ผมไม่อยากจะมาสายนั่นก็เป็นเพราะ...

            “วันนี้พวกเราจะมาเรียนถึงพื้นฐานของการอัญเชิญกันนะ สำหรับใครที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ครูรับประกันได้เลยว่าต้องเสียใจไปอีกนาน วันนี้ครูจะมีของพิเศษขึ้นมาแสดงโชว์ให้พวกเธอดูด้วย เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนตั้งใจดูเป็นตัวอย่างก่อนให้ดี มิฉะนั้นมันอาจจะเกิดผลอันตรายใดๆ ที่เราอาจคาดไม่ถึงก็ได้ในภาคปฏิบัติอาทิตย์หน้านะ”

            เฮ้อ... โล่งใจที่มาผมมาทัน การสอนเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น และอาจารย์สกาเล็ตต์เองก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรกับผมที่มาสาย “ขอโทษที่มาสายครับ” ผมเพียงแค่พูดไปแบบนี้ตอนที่เข้าห้องเรียนรวม “อาการดีขึ้นแล้วสินะ คุณอีเกิ้ล ถ้าอย่างนั้นกรุณาไปนั่งที่ด้วยล่ะ” อาจารย์คงจะได้รู้ข่าวเรื่องที่ผมโดนหามส่งเข้าห้องพยาบาลมาก่อนแล้วแน่ๆ ไม่งั้นผมคงโดนสั่งให้ยืนอยู่หน้าประตูยืนเรียนจนหมดคาบแหงๆ

            ห้องเรียนรวม เป็นห้องเรียนรวมตามชื่อจริงๆนั่นล่ะ... มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างหลายร้อยตารางเมตรและมีหลังคาเป็นรูปโดมสูงขึ้นไปถูกออกแบบมาดูง่ายๆ ให้สำหรับรับรองนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งจะถูกใช้สำหรับสอนนักเรียนปีหนึ่ง ที่ยังไม่ได้เลือกสายวิชาถนัดของตนเอง ตอนนี้ผมเห็นมีนักเรียนจำนวนเหยียบร้อยกำลังนั่งหน้าสลอนอยู่บนโต๊ะเก้าอี้ที่เรียงรายล้อมเป็นวงกลมซ้อนกันหลายแถว โดยที่มีหญิงสาวชุดแดงยืนเด่นอยู่บนเวทีใจกลางห้องเรียน

            อาจารย์สกาเล็ตต์ เป็นหญิงสูงศักดิ์วัยกลางคนที่มีลักษณะเด่นชัดก็คือ นอกจากริ้วรอยตามขึ้นมาตามวัย... ไม่ใช่สิ...ขออภัยที่นอกเรื่อง นอกจากเส้นผมสีแดงที่มีสีขาวแซมอันเป็นจุดเด่นที่หาได้ยากสำหรับคนในแถบทวีปยูโทเปียแล้ว เธอยังชอบที่สวมชุดสีแดงเลือดหมูเป็นงานอดิเรกอีกต่างหาก พอเห็นเธอทีไรพาลเอานึกถึงคนที่บ้านคนหนึ่งขึ้นมาทันที เพราะขานั้นเธอเองก็แดงไปทั้งตัวเหมือนกับอาจารย์ไม่มีผิด คงจะผิดกันก็ที่อายุ ริ้วรอยและนิสัยนั่นล่ะ – โอ๊ะ นี่ผมไม่ได้นินทาใครนะ แค่เปรียบเทียบเฉยๆ

            ตระกูลของเธอนั้นเป็นถึงขุนนางที่มีตำแหน่งสูงและครองที่ดินผืนใหญ่เอาไว้แห่งหนึ่งด้วย กริยาของอาจารย์จึงดูค่อนข้างถือตัวและเข้าหายากพอสมควรสำหรับสามัญชนอย่างเราๆ แต่จากที่ผมเคยไปแอบสืบมานั่นก็ได้พบว่า ที่จริงแล้วทั้งบ้านของอาจารย์ล้วนแต่เป็นขุนนางที่ใจกว้างอยู่ไม่น้อยและใช้อำนาจตำแหน่งที่มีคอยดูแลสามัญชนแบบอ้อมๆ ซะด้วย ซึ่งหาได้ยากยิ่งในสังคมสมัยนี้ที่กลับมาใช้ระบอบแบ่งชนชั้นเช่นนี้อยู่

            “ก่อนอื่นเลย เรามาทำความเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับเวทมนต์อัญเชิญกันซะก่อนนะ ครูอยากจะได้ใครซักคนที่สามารถอธิบายถึงทฤษฏีของเวทมนต์สายอัญเชิญได้ ไม่ทราบว่าสำหรับเด็กปีหนึ่งปีนี้ มีใครพอที่จะอธิบายไหม?”

            อ้า... เปิดมาก็เล่นงี้กันเลยหรอเนี่ย อาจารย์? สำหรับวิชาที่ไม่ค่อยจะได้ใช้จริง ผมคาดเดาได้เลยว่าเด็กปีหนึ่งอย่างพวกเรานั้นแทบจะหาไม่ได้ แทบจะหาไม่ได้จริงๆ

            ผมพูดแค่ “แทบ” แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่รู้เรื่องนี้อยู่เลยซักคนเดียว เพราะอย่างน้อยๆ ผมก็รู้จักกับคนที่รู้เรื่องนี้ด้วย

            “ค่าๆ ! หนูพอที่จะอธิบายได้ค่า!” เสียงร้องที่ใส่กิ้งอย่างกับระฆังแก้ว ดังขึ้นมาจากเหล่านักเรียนที่นั่งกระจุกตัวห่อไหล่กันอยู่ เจ้าของเสียงชูมือขึ้นสูงและโบกไปมาอย่างกระตือรือร้น ผมแทบจะไม่ต้องเดาเลยว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร เพราะทั้งชั้นปีคงมีเธอคนเดียวเท่านั่นล่ะที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นพิเศษ

            “งั้นคุณควินน์ เชิญว่ามาได้เลย” ทันทีที่สิ้นเสียงของอาจารย์ นักเรียนที่ยืนอยู่รอบๆ เจ้าของเสียงก็แหวกทางออกทันที เผยให้เห็นสาวน้อยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังโบกมือไปมาเรียกร้องความสนใจ “อธิบายแบบคร่าวๆ” อาจารย์ย้ำขึ้น

 

            “เวทมนต์อัญเชิญ หรือ ซัมม่อนสเปล หมายถึงเวทมนต์ที่จะทำการบังคับเรียกฝ่ายตรงข้ามให้มาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า โดยผ่านพิธีกรรมในวงเวทย์ที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่จำกัดว่าอีกฝ่ายที่ถูกอัญเชิญมาจะอยู่แห่งหนใดและเข้าใจภาษาคนเราหรือไม่ สิ่งที่ถูกอัญเชิญมานั้นจะขึ้นอยู่กับตัวสื่อกลางที่เราใช้ในการประกอบพิธีกรรม ถ้าหากไม่มีสื่อกลางวงเวทย์ก็จะเลือกเฟ้นอีกฝ่ายโดยใช้ลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งจากตัวผู้อัญเชิญมาเป็นสื่อกลางแทน ยกตัวอย่างเช่นนิสัยใจคอ หรือปมในอดีตของผู้ใช้เอง”

 

            หญิงสาวเจ้าของเสียงร่ายยาวตามสไตล์ที่เธอถนัด แต่เพราะเนื้อหาที่ต้องอธิบายนั้นมีค่อนข้างเยอะอยู่ เธอจึงหยุดพักหายใจลงครู่หนึ่งแล้วจึงเริ่มกล่าวต่อ

 

            “การอัญเชิญนั้นเป็นเวทมนต์ที่ไม่เหมาะแก่การใช้ในระหว่างการต่อสู้ เพราะจะเป็นการบังคับอีกฝ่ายมาแบบไม่เต็มใจ ซึ่งมีผลทำให้อีกฝ่ายนั้นเกิดอาการงุนงงและสับสน สงสัยว่าทำไมตนถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือฝ่ายที่ถูกอัญเชิญอาจจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวผู้ใช้เองก็เป็นได้ ในกรณีที่ทำการบังคับส่งกลับไม่ทัน และต่อให้อีกฝ่ายเลือกจะทำการช่วยเหลือ การทำสัญญาข้อตกลงระหว่างผู้ใช้กับผู้ถูกอัญเชิญนั้นก็กินระยะเวลาที่นานเกินไป ทำให้ระหว่างนั้นตัวผู้ใช้เองก็จะขาดการป้องกัน และอาจถูกทำร้ายจนถึงชีวิตเอาได้ง่ายๆ”

 

             เธอยืดอกที่คุณแม่ให้มาอย่างภาคภูมิใจพูดต่อหน้านักเรียนนับร้อย แค่นี้ก็ทำเอาพวกเราอึ้งกันไปแทบทั้งห้องเรียนแล้ว แต่ดูเหมือนว่าการอธิบายยังไม่จบดีซักเท่าไรนัก – นักเรียนทั่วไปคงอึ้งในความรู้ แต่สำหรับบางคนนั้น ผมว่ากำลังอึ้งในหน้าอกหน้าใจที่ไม่สมส่วนกับร่างเล็กๆ ของหล่อนซักเท่าไรนักแหงๆ

 

            “เพราะฉะนั้น ผู้อัญเชิญที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย จึงหลีกเลี่ยงที่จะอัญเชิญและทำสัญญาณในขณะต่อสู้ และทำการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นโดยการทำสัญญากันล่วงหน้า และเปลี่ยนมาใช้เวทมนต์เคลื่อนย้ายกันแทน วิธีแก้ไขนี้ทำให้ผู้ใช้กับผู้ถูกอัญเชิญสามารถทำข้อตกลงถึงผลประโยชน์ที่อีกฝ่ายจะได้และสร้างพันธะสัญญากันก่อนที่จะเริ่มทำการเรียกตัว ซึ่งวิธีนี้จะลดปัญหาเรื่องความสับสนและการย้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นก็ให้เตรียมวงเวทย์สำหรับเคลื่อนย้ายให้กับอีกฝ่าย เมื่อผู้ใช้ได้ทำการวาดวงเวทย์นั้นๆ ก็จะเสมือนกับเป็นการโทรศัพท์สายตรงไปยังคู่สัญญา ถ้าหากอีกฝ่ายยอมรับคำเรียกร้องของผู้ใช้ วงเวทย์ก็จะทำงานและพาร่างของคู่สัญญาให้มาปรากฏตรงหน้าผู้ใช้ทันที แต่ก็มีบางกรณีที่คู่สัญญาไม่ว่าง หรือแกล้งทำเป็นไม่ตอบรับก็มีบ้าง เพราะฉะนั้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ใช้กับคู่สัญญาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก สำหรับคนที่ต้องการเลื่อนขึ้นเป็นมาสเตอร์ในเวทมนต์สายอัญเชิญนี้”

 

            ในที่สุดเธอก็กล่าวจบ การอธิบายเรื่องแบบนี้มันค่อนข้างยาวไปหน่อยสำหรับวิชาพื้นฐานที่เราจะต้องเรียน แต่นั่นก็เป็นเพราะการเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิชานี้เป็นสิ่งเดียวที่เธอถนัดที่สุด จำได้เลยว่าผมเคยถามเจ้าหล่อนถึงเรื่องนี้และขอให้อธิบายไปครั้งหนึ่งแบบละเอียดๆ หลังจากนั้นคุณเธอก็เหมือนกับโดนผีเข้าสิงและอธิบายยาวยืดจนผมแทบจับใจความไม่ได้เลยซะ ตอนนั้นผมนึกว่าเธอกำลังสวดมนต์เป็นภาษาละตินอยู่ซะด้วยซ้ำ ดีนะที่ไม่ถึงขั้นต้องตามหมอผี

            ครั้งนี้ยังถือว่าดีที่อาจารย์สกาเล็ตต์บอกว่า “อธิบายคร่าวๆ” ถ้าขืนบอกไปว่า “อธิบายโดยละเอียด” พวกเราคงได้ลงลึกถึงประวัติความเป็นมาของมันที่สามารถเอาไปเขียนเป็นเรียงความหลายสิบหน้ากระดาษได้แน่ๆ

            “ครูว่าเธอคงไม่จำเป็นจะต้องสอบวิชานี้ซะแล้วล่ะมั้ง? มิรันด้า ควินน์ การอธิบายของเธอนั้นรวบรัดกระชัดและเข้าใจง่ายมาก ลดทอนเวลาที่ครูจะต้องสอนลงไปได้เยอะเลย เอาเป็นว่าสำหรับวิชานี้ครูขอมอบคะแนนเต็มให้กับเธอเลยก็แล้วกัน” แม้แต่อาจารย์สกาเล็ตต์เองก็ยังต้องเอ่ยปากชม ผมเองก็เห็นด้วยว่าสิ่งที่ มิร่า อธิบายในวันนี้เข้าใจได้ค่อนข้างง่าย และดูเหมือนจะไม่มีใครคัดค้านซะด้วยสิ

            “ขอบคุณมากค่ะอาจารย์” เธอจีบชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้วถอนสายบัวตอบกลับอย่างช้าๆ “หนูคงตอบไม่ได้แบบนี้หรอกค่ะ ถ้าเอ็คโค่ไม่ได้อยู่ด้วย...” ทำไม? นั่นเป็นคำถามที่อาจารย์สกาเล็ตต์ยิงใส่ด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย

            “ก็เขาเป็นพิเศษสำหรับหนูยังไงล่ะคะ” ทันทีที่กล่าวจบคุณเธอก็กระโดดเข้ามาเกาะแขนผมติดเป็นตังเม! แม่เจ้า! ไม่รู้ว่าเธอจงใจพูด หรือตอบไปเพราะความไร้เดียงสากันแน่! แต่ที่แน่ๆ คือผมกำลังถูกพาดพิง!

            ผมรู้สึกได้ถึงสายตาทิ่มแทงอันเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาจากนักเรียนชายทั้งหลาย กำลังระดมมายังผมอย่างไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุด

            “จบคาบนี้เองตาย!”

            “เองโดนตืบติดดินแน่ ไอ้แว่น!”

            “หนอย! เป็นแค่เอ็คโค่แท้ๆ อย่าได้ใจไปนักนะ!”

            เหมือนว่าจะได้เห็นเดจาวู ผมพยายามคิดว่าตัวเองแค่หูฝาดไปเองที่บังเอิญได้ยินเสียงคร่ำครวนเหล่านี้เข้า สงสัยจบคาบนี้แล้วผมคงต้องรีบชิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ซะแล้วสิ

            มิรันด้า ควินน์ หรือที่ผมเรียกเธอด้วยชื่อเล่นว่า “มิร่า” เธอเป็นสาวน้อยหน้าใสที่ดูติงต๊องนิดหน่อย แต่ก็น่ารักไม่แพ้ใคร ด้วยร่างกายเล็กๆ ที่บอบบางน่าทะนุถนอมผิดกับหน้าอกหน้าใจที่โตเกินวัยไปจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน ทำให้เธอกลายเป็นเป้าสายตาของเหล่าหมาป่าหิวกระหายโดยเฉพาะพวกรุ่นพี่ผู้ชายทั้งหลาย ที่ยอมลงทุนมาตามจีบเธอตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้าเรียนซะด้วยซ้ำ

            ยังดีที่ชิรินยอมไม่ตามจีบเธอเพราะเห็นว่าเธอสนิทกับผมดี เมื่อเทียบกับโมนิก้าที่เป็นถึงดาวหน้าใหม่แล้ว ความน่ารักถือว่าสูสี แต่โมนิก้านั้นจะมีความสง่างามแบบลูกคุณหนูซะมากกว่า ส่วนมิร่านั้นจะดูน่ารักแบบเด็กไร้เดียงสา

            ด้วยความผิดปกติของพันธุกรรมในตอนที่เธอเกิดนั่นเอง ทำให้เธอมีดวงตาสีน้ำเงินและสีเขียว แทนที่จะมีเพียงสีเดียวทั้งสองข้างเหมือนกับคนทั่วๆ ไป... เธอเป็นอ็อดอายตั้งแต่กำเนิด หาใช่เป็นเพราะไปดัดแปลงอะไรทีหลังไม่

            ผมกับมิร่า นั้นรู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้ นั่นก็เป็นเพราะบ้านของเธออยู่เยื้องไปจากบ้านของผมไม่ไกลนี่เอง ในละแวกบ้านนั้นแทบจะไม่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันเลย ทำให้สมัยก่อนผมกับเธอต้องเล่นกันเพียงสองคนอยู่เป็นประจำ และหนำซ้ำพ่อแม่ของพวกเราทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์อันดีกันด้วยอีกต่างหาก จนเกือบจะมีการตกลงให้เราทั้งสองเป็นคู่หมั่นกันซะด้วยซ้ำ แต่โชคดีที่เรื่องแบบนั้นมันไม่เกิดขึ้น

            และเพราะเหตุนี้เอง ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ติดผมมาก จนถึงกับมากที่สุด... ดูจากการเกาะแขนอย่างแนบชิดนี่ก็น่าจะรู้แล้ว นี่ล่ะคือสาเหตุที่ผมต้องรีบมาปรากฏตัวในวิชานี้แทนที่จะเลือกนอนต่อจนเลิกเรียน ถึงผมจะเคยชินอยู่กับการใกล้ชิดกับเจ้าหล่อนอยู่พอตัวก็เถอะ แต่การถูกเพ่งเล็งอยู่บ่อยครั้งก็ทำให้ผมชักจะใช้ชีวิตลำบากอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน – อ๋อ! ลืมไป เสียงเรียกผมที่สระว่ายน้ำก็เป็นเสียงเจ้าตัวนี่ล่ะ

            “เค้าอุส่าตั้งใจร่ำเรียนอย่างหนักเพื่อที่จะเอาใจเอ็คโค่โดยเฉพาะเลยนะ เป็นไงล่ะ! เค้าทำดีแล้วใช่ม้า? ชมเค้าหน่อยสิ! ชมเค้าหน่อยสิ!” อ้า... ยิ่งเธอทำตัวออดอ้อนกันแบบนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผมลำบากใจมากขึ้นทุกทีเลย เพราะไม่รู้ว่าจะโดนคนอื่นดักตีหัวเมื่อไรเนี่ยสิ...

            “จ้าๆ เด็กดีๆ” ผมต้องลูบหัวเธออย่างเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่ทำแบบนี้มีหวังเธอคงไม่ยอมปล่อยมือไปตลอดทั้งวันแน่ๆ เลย เล่นอ้อนซะขนาดนี้ทำเอาผมรู้สึกเหมือนกับกำลังลูบหัวสุนัขตัวโตอยู่ยังไงก็ไม่รู้สิ

            แต่ถ้าทำอย่างนี้แล้วสามารถทำให้เธอดีใจได้ล่ะก็ ผมว่ามันก็คุ้มค่าแล้วล่ะ

            “เอ้าๆ! ตรงนั้นน่ะ! เลิกมาพลอดรักกันกลางห้องเรียนได้แล้วนะ เวลาสอนมีค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นเราจะมาเรียนภาคทฤษฏีเบื้องต้นกันก่อน แล้วคราวหน้าจะเป็นภาคปฏิบัติจริงก็แล้วกัน”

            ในที่สุดพวกเราก็โดนอาจารย์ดุเข้าจนได้ แต่ก็เป็นการดีที่ทำให้เจ้าหล่อนยอมปล่อยมือและหันกลับไปนั่งที่เหมือนเดิมได้ซะที

            ทว่าก่อนที่จะไปเรื่องอื่น ผมคงต้องขอยืนยันเพื่อเป็นการป้องกันหลายๆ คนที่กำลังจะเข้าใจผิดกันอยู่ก่อนเป็นอันดับแรก...

            ผมกับมิร่า ไม่ได้คบหาดูใจหรือเป็นฟงเป็นแฟนอะไรกันเลยแม้แต่นิดเดียว พวกเราก็แค่บ้านใกล้กันและรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเด็กเท่านั้นเอง จะเรียกว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กก็ไม่ผิดซักเท่าไร ไอ้ความคิดที่จะหมั่นหมายสองเรานั้นมันเป็นไอเดียด้านเดียวของพวกผู้ใหญ่เขา และตอนนี้พ่อแม่ผมก็ไม่อยู่แล้วด้วย แน่นอนว่าสัญญานั้นย่อมตกเป็นโมฆะไปแล้วเรียบร้อยด้วย




NEKOPOST.NET