Trinity ชีวะ จักรกล และมนตรา ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Trinity ชีวะ จักรกล และมนตรา

Ch.2 - บทที่ 1 เรื่องมันเกิดขึ้นที่หอพักชาย กับ อาจารย์พละบ้าพลัง


            ผมเอื้อมมือเปิดผ้าม่านของหน้าต่างที่ยาวจรดพื้น ด้วยสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น หลังจากที่ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงระฆัง บอกเวลาของหอพักในตอนหกโมงครึ่ง แสงสว่างจ้าของดวงอาทิตย์ทำเอาผมแสบตาไม่ต่างไปจากการโดนหลอดไฟนีออนส่องเข้าตาแบบเต็มๆ ทั้งเสียงระฆัง แสงสว่าง และความงัวเงีย มันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ที่ได้มาถึงแล้วในตอนนี้

            ผมอ้าปากหาววอดใหญ่ ก่อนที่จะเกาผมที่ยุ่งกระเซิงดังแกรกๆ ตาของผมยังลืมได้ไม่เต็มตื่นนั่นคงเป็นเพราะหัวสมองในตอนนี้มันเบลอไปหมด ถ้าเวลานี้เป็นเวลาหกโมงเช้าจริงๆล่ะก็ น่ากลัวว่าเมื่อคืนผมคงได้นอนแค่สี่ชั่วโมงเอง...

            ด้วยความงัวเงียประกอบกับการที่ผมเป็นโรคความดันต่ำด้วย ตอนนี้สมองส่วนหน้าแถวๆหน้าผาก ของผมมันร้อนจี๊ดจนแทบจะระเบิดออกมาได้อยู่แล้ว ผมช่างเกลียดช่วงเวลาแบบนี้จริงๆ เกลียดจนแทบอยากจะแกล้งป่วยการเมืองกลับไปนอนต่อบนเตียงนุ่มๆ... แต่เพราะว่าวันนี้มันเป็นวันพิเศษกว่าวันอื่นๆ ความคิดเช่นนั้นเลยถูกผมสลัดทิ้งไปหมด

            วันนี้เป็นวันศุกร์ เช้าวันศุกร์

            เป็นวันที่ทุกคนล้วนแต่ที่จะรอคอยให้มาถึง ส่วนเหตุผลนั้นไม่ต้องถามให้มากความเลย... ก็มันเป็นวันสุดสัปดาห์นี่! ผมเชื่อว่าทั้งคนวัยทำงาน และเด็กวัยเดียวกับผม ล้วนแต่ตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอคอยวันนี้กันมาตลอดทั้งสัปดาห์แน่ๆ

            ผมเองก็ขอสารภาพว่า ผมก็เป็นหนึ่งในพวกเขาเช่นกัน หนึ่งในกลุ่มผู้ที่รอคอยให้วันแห่งการปลดปล่อยมาถึง พอกันทีกับการถูกจำกัดให้อยู่ในระเบียบของโรงเรียนมาทั้งอาทิตย์ ตอนนี้ผมแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วที่จะออกไปโลดแล่นข้างนอกหอแบบอิสระ แถมโชคดีอีกที่ว่า วันศุกร์นั้นมีเรียนแค่ครึ่งวัน!

            แต่ว่าก็ว่าเถอะ... เมื่อคืนผมเพิ่งจะแอบหนีออกไปเที่ยวกรุงลอนดอนตอนกลางคืนมาเอง – ถึงจะไม่ได้ไปเที่ยวไหน เพราะต้องลงแข่ง AACL แต่เรื่องที่หนีออกไปข้างนอกหลังเวลาปิดประตูนั้นล่ะเป็นเรื่องจริง ถ้าอาจารย์ถูกอาจารย์มิคาเอลผู้ดูแลประจำหอจับได้เข้าล่ะก็ มีหวังผมคงโดนจับคัดลายมือสำนึกผิดอยู่ในห้องของเขา แบบตัวต่อตัวตลอดวันหยุดสุดสัปดาห์แน่....

            และถ้าข่าวลือตามที่เด็กในหอลือกันให้แซดเป็นจริงล่ะก็ น่ากลัวว่าผมอาจจะถูกรุกรานความเป็นอธิปไตยก็เป็นได้ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว

            คำว่า “วันศุกร์” กระตุ้นให้ผมลุกขึ้นออกจากเตียงภายในห้านาทีหลังตื่นนอน ราวกับเป็นแหล่งพลังงานที่มองไม่เห็น และพร้อมที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงไปรวมตัวกันที่โรงอาหารประจำหอก่อนเจ็ดโมงเช้า สำหรับหอพักแห่งนี้ การรวมตัวกันตอนเจ็ดโมงเช้าเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่เพราะว่าตอนเช้ามีอาหารมาเสิร์ฟเพียงมื้อเดียวหรอกนะ แต่เพราะอาจารย์ประจำหอ เขาจะทำการตรวจนับนักเรียนว่ามีใครหายไปรึเปล่าต่างหาก

            เมื่อมีการตรวจเช็คชื่อ ถ้าหากใครลงไปช้าก็จะโดนตักเตือน เมื่อโดนตักเตือนหลายๆคนก็ต้องมีบทลงโทษ แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือกรณีที่ขาดการเช็คชื่อรอบเช้านี่สิ... ถ้าถูกจับได้ก็ต้องไปเขียนรายงานสำนึกผิดแบบ ตัวต่อตัว กับอาจารย์ผู้ดูแลหอ และอย่างที่ผมบอกไปเมื่อกี้นี้ล่ะ... มันเป็นฝันร้ายของนักเรียนในหอพักชายล้วนแห่งนี้

            ผมแต่งตัวเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก่อนที่จะยืนเช็คต่อหน้ากระจกว่าเป็นระเบียบดีรึยัง เสื้อเชิ้ตตัวในโอเค เนคไทสีแดงของนักเรียนปีหนึ่งพร้อม เสื้อนอกและกางเกงขายาวสีกรมท่าไร้ที่ติ ปลอกแขนและแว่นตาไม่มีลืม เหลือแต่ทรงผมที่ยุ่งกระเซิงนี่ล่ะที่คงต้องหวีซักหน่อย ชุดนอนที่ใส่แล้วถูกโยนลงตะกร้าอย่างแม่นยำ เมื่อเช็คความเรียบร้อยของเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ผมจึงหันหลังควับไปยังประตูทางออกของห้อง

            แต่ก่อนที่จะลงไปข้างล่าง ผมคงต้องทำอะไรบางอย่างก่อนซะล่ะมั้ง

 

            หอพักแห่งนี้ เป็นหอพักชายล้วนซึ่งถูกตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของวิทยาลัย วัลเพอกีส โรงเรียนร่วมสาขาที่ใหญ่ที่สุด ในมหานครแห่งการศึกษา นิวพอร์ท แห่งนี้ ผมต้องใช้เวลาวันจันทร์ถึงศุกร์อยู่ในเขตที่ถูกกำหนดเอาไว้ ตามกฎระเบียบของวิทยาลัย – แต่เรื่องเมื่อคืนที่ผมแหกกฎออกไปนั่น ต้องปิดเป็นความลับอย่าให้ใครรู้เชียวล่ะ

            หอพักแห่งนี้ ก็มีนักเรียนนับร้อยคนของวิทยาลัยมายื่นเรื่องขอเข้าพัก โดยที่หอพักแห่งนี้เองก็ใจกว้าง พร้อมที่จะอ้าแขนรับทุกคนโดยไม่เกี่ยงว่าอีกฝ่ายเรียนอยู่สาขาไหนและเป็นคนชาติใด ขอแค่เป็นนักเรียนชายและทำให้อาจารย์มิคาเอลพอใจก็เป็นพอแล้ว

            แน่นอนว่าหนึ่งห้องนักเรียนนับร้อยๆต่างแห่มาขออาศัย จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่หอพักจะต้องออกนโยบายให้นักเรียนทำการแชร์ห้องกัน... ซึ่งนั่นก็หมายความว่า...ผมเองก็ไม่ได้อยู่ห้องนี้คนเดียว

            “ชิริน! ชิรินเว้ย! ตื่นได้แล้วนี่มันจะเจ็ดโมงแล้วนะ!” ผมจงใจแผดเสียงพูดดังๆ เพื่อให้คนที่อยู่อีกมุมห้องได้ยิน แม้ว่าขนาดห้อง 4x8 เมตรมันจะไม่ได้ใหญ่ซักเท่าไร แต่ถ้าผมไม่เรียกดังๆ มีหวังว่าเขาจะไม่ยอมตื่นเป็นแน่

            เจ้ารูมเมทของผมนั้นมันยังนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง แต่ก็มีปฏิกิริยาตอบรับเมื่อเขาได้ยินเสียงเรียก ร่างของเขาขยับยุกยิกสองสามที ก่อนที่มันจะกลับไปนิ่งอีกรอบเหมือนกับตอนแรก... สงสัยใช้ไม้อ่อนจะไม่ได้ผลซะล่ะมั้ง

            “เฮ้ย! ชิริน อย่าลืมนะว่าแกมีชื่อติดบัญชีดำของอาจารย์มิคาเอลแล้ว ถ้าแกยังนอนต่อแบบนี้ แกอาจจะโดนแผนบีก็ได้นะเว้ย!” ผมตะโกนเรียกเขาอีกครั้ง  ผ้าห่มผืนหนาก็มีขยับยุกยิกอีกรอบและก็นิ่งไปในเวลาต่อมาเหมือนกับคราวที่แล้ว

            แผนบีที่ผมพูดถึงนั่นก็เป็นชื่อเล่นของการถูกทำโทษตัวต่อตัว กับอาจารย์ผู้ดูแลหอนั่นล่ะนะ

            ผมยืนดูเขาอยู่หน้าประตูอยู่เกือบสองนาที เจ้าของร่างใต้ผ้านวมยังไม่มีท่าทีจะขยับ สงสัยว่าผมคงต้องใช้ไม้แข็งกันซักหน่อยแล้ว ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะปลุกเจ้าหมอนี่ยังไงดี ทิ้งตัวลงกระแทกแบบนักมวยปล้ำเลยดีมั้ย? หรือแค่จะทิ้งศอกลงไปดี? แต่เมื่อนึกได้ว่าเพื่อนผมคนนี้ไม่ใช่พวกบ้ากล้ามล่ำบึกนี่หว่า ถ้าใช้ความรุนแรงอาจจะได้ไปนอนในโรงพยาบาลแทนที่จะตื่นก็ได้ ความคิดที่จะใช้กำลังปลุกก็เลยต้องตกไป

            “ชิริน! นี่ฉันจะปลุกนายเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะโว้ย! ฉันเองก็ไม่อยากจะสายแล้วโดนแผนบีพร้อมกับแกหรอกนะ!! ที่ฉันเตือนก็เพร...” เมื่อใช้กำลังไม่ได้ ผมก็เลยต้องเปลี่ยนแผนการปลุกเขาไปเป็นการเลิกผ้าห่มของเขาออก ถ้าไม่ได้ผลอีกก็อาจจะเอาน้ำมาสาดจะได้ดิ้นพล่านลุกขึ้นมาอึ้งกับการปลุกสไตล์ผม แต่ก่อนที่จะได้ทำอย่างนั้น ผมก็กลายเป็นฝ่ายที่อึ้งซะเองต่างหาก

            ผ้านวมผืนหน้าถูกเลิกออกปรากฏให้เห็นร่างของผู้ที่อยู่ใต้ผ้านวมนั้น เพื่อนของผมยังคงเก๊กหน้าหล่อ เปลือยครึ่งท่อนบนหลับสนิทอยู่หนุนหมอนใบโปรดของเขาอยู่ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจซักเท่าไร แต่สิ่งที่น่าแปลกใจและทำให้ผมยืนอึ้งค้างอยู่หน้าเตียงของเขานั่นก็คือ...

            “เฮ้ย…” คิ้วขวาของผมกระตุกเพราะได้เห็นอะไรเซอร์ไพรส์แบบเต็มสองตา

            เด็กสาวผมลอนสีน้ำตาลที่ดูจากภายนอกแล้วน่าจะอายุไล่เลี่ยกับผม กำลังนอนเปลือยแบบทั้งตัวหนุนหน้าอกของเพื่อนร่วมห้องผมอยู่ เธอหลับตาคลอเคลียและโอบกอดเพื่อนของผมราวกับว่าเป็นหมอนข้างใบใหญ่ ปากก็พลางละเมอพูดออกมาว่า “เช้าแล้วนะคะที่รัก ตื่นกันเถอะ”

            ผมจำหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มแม้ว่าจะยังไม่ได้แต่งหน้าของเธอได้อยู่ แต่ชื่อเธอนี่ชื่ออะไรน้า... จำได้แต่ว่าเธอเป็นดาวหน้าใหม่ของวิทยาลัยนี่ – เดี๋ยว! แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญนี่ เรื่องสำคัญกว่านั้นก็คือ ทำไมเธอถึงมานอนอยู่ที่นี่ได้ต่างหาก!

            “โอะ... เช้าแล้วงั้นเหรอเนี่ย” ไม่ต้องมาเช้าแล้วเลย! ไม่ต้องมาเช้าแล้วเลย!! นี่แกทำอะไรลงไปเนี่ย!

            “โย่ว! เอ็คโค่! วันนี้อากาศดีนะว่ามั้ย?” ตอนนี้ผมได้แต่ตะโกนในใจว่า “นี่แกทำอะไรลงปายยย!!!”

 

 

            “ให้ตายสิ ชิริน! แค่ตอนนี้นายก็ขึ้นบัญชีดำประจำหออยู่แล้วนะรู้ตัวบ้างรึเปล่า ไหงยังอุส่าใจกล้าที่จะลองดีงัดข้อกับอาจารย์ประจำหออีก! คิดได้ไงถึงพาเธอมาด้วย... เออ เธอชื่ออะไรนะ อะไร โมๆ...”

            “โมนิก้า เด็กสาขาเดียวกับนายนั่นล่ะ อย่างน้อยก็หัดจำชื่อร่วมชั้นบ้างสิ โดยเฉพาะสาวๆน่ารักเนี่ย หัดแวะเวียนไปหาซะบ้าง อ๋อ! ลืมไปว่านายเองก็มีเจ้าของแล้วนี่” เพื่อนผมย้อนแบบไม่มีความสำนึกผิดในหัวเลยซักนิด ทำเอาผมชักชะฉุนปริ ถ้าหากไม่ติดว่าเขาเป็นเพื่อนล่ะก็ ผมคงกระโจนไปบีบคอเขาแล้วล่ะ

            “มิร่า ไม่ใช่เจ้าของฉันซักหน่อย! ก็แค่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กเท่านั้นเอง!” ผมสวนกลับ “อีกอย่าง พวกเราเพิ่งอายุสิบสี่เองนะ เรื่องแบบนี้มันยังเร็วเกินไป!”

            “อ้าว! ตกลงนายเลือกมิร่างั้นหรอกเหรอเนี่ย?” ผมสะอึกเมื่อเขาถาม ไม่นึกเลยว่าการโวยกลับไปแบบเมื่อกี้ มันจะกลายเป็นการฝังตัวเองไปซะนี่

            “พอกันที ไม่พูดด้วยแล้ว!”

            “จ้าๆ พ่อหนุ่มคาสโนว่าผู้เนื้อหอมซะจนน่าอิจฉา ฉันอิจฉานายจริงๆเลยนะ ขนาดนายไม่เคยออกปากอะไร ก็มีสาวๆมาติดได้ตั้งหลายคน... ตั้งหลายคนเชียวนะ!” ผมพยายามที่จะเมินคำพูดยียาวกวนประสาทของเขา โดยการคว้าเอาขนมปังกระเทียมราดชีสขึ้นมาทาน

            เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆผมนั้นชื่อ “ชิริน” ชื่อเต็มๆของเขาก็คือ “เชลโล่ ออคเตเวีย” เป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี แต่งตัวมีสไตล์เลิศหรูตามแบบฉบับชาวโรม่าโดยกำเนิด เป็นนักรักตัวพ่อ ไม่ถึงปีหลังจากเขาเข้ามาเรียนที่วิทยาลัยแห่งนี้ เขาก็เปลี่ยนคู่ควงไปแล้วนับสิบคน แถมแต่ละคนก็เป็นสาวสวยขึ้นชื่อประจำวิทยาลัยอีกต่างหาก

            ถ้ามีการตั้งโพลถามกันว่าใครเจ้าชู้ที่สุดในวิทยาลัยล่ะก็ หมอนี่อาจจะได้ติดท็อปทรีเลยก็ได้ เพราะตอนนี้เขาเพิ่งจะอายุสิบสี่อยู่แค่ปีหนึ่งเช่นเดียวกับผม แต่คู่ควงคนก่อนของเขานั้นเป็นถึงรุ่นพี่ปีหก ร้ายไม่ใช่เล่นเลย ตอนนี้เขาศึกษาอยู่ที่คณะเทคโนโลยีชีวภาพ สาขาเคมีพันธ์ศาสตร์และกายวิภาค เรียกง่ายๆว่า เขากำลังเรียนหมอนั่นล่ะ

            ตอนแรกผมแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าหน้าตาแบบนี้ จะเลือกที่จะเรียนหมอได้

            “เมื่อคืนฉันคิดว่านายอาจจะไม่กลับ แถมอาจารย์มิคาเอลยังมาถามเช็คความเรียบร้อยอีก ฉันก็เลยพาเธอมานอนที่นี่ โดยแกล้งว่าเป็นนายกำลังนอนอยู่ยังไงล่ะ และมันก็ได้ผลดีซะด้วย” ชิรินกล่าวพลางคว้าเอามะเขือเทศทั้งลูกขึ้นมาแทะ “ฉันช่วยนายเอาไว้แล้วเมื่อคืน คราวนี้นายก็ต้องช่วยเก็บความลับที่ฉันพาผู้หญิงเข้ามาที่หอด้วย ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันใช่มั้ยล่ะ?”

            “การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม...” ผมเลิกคิ้ว “ยืมคำนี้มาจากอาจารย์วิชาเคมีน่ะ” เขาตอบพร้อมกับแทะมะเขือเทศลูกโตในมือต่อ ก่อนที่เขาจะเอื้อมแขนมากอดคอของผมและฉุดผมเข้าไปใกล้ๆ

            “ว่าแต่ เมื่อคืนเป็นยังไงบ้างล่ะพ่อนักกีฬาชื่อดัง คุ้มมั้ยที่ฉันต้องเสี่ยงเสียเอกราชน่ะ” เขาลดเสียงจนแทบจะกลายเป็นการกระซิบ ก็แน่ล่ะนะว่าเรื่องเมื่อคืนนั้นมันเป็นความลับที่บอกใครไม่ได้เลย “ชนะขาดลอยด้วยสเปกหุ่นตัวใหม่อย่าง Talon น่ะสิ” ผมยิ้มตอบกลับพลางขยับแว่นตาสองสามที

            “ยอดไปเลยนี่หว่า! ลงแข่งครั้งแรกนายก็ชนะได้แบบขาดลอยแล้วนี่! ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนายถึงไม่เลือกเรียนวิศวกรรมจักรกลแทนฟระ”

            “พอดีมีเหตุผลส่วนตัวนิดหน่อย”

            “ว่าแต่ แล้ว Panther ล่ะเป็นยังไงบ้าง เห็นว่าเจอคู่ต่อสู้ที่ตัวใหญ่กว่าเยอะเลยนี่”

            “ขานั้นชนะไปแบบเฉียดฉิว โดนขยี้แขนเละคามือเลย คงต้องใช้เวลาซ่อมแซมกันอยู่นานโขล่ะ”

            “แล้ววันนี้นายจะแวะไปเยี่ยมด้วยรึเปล่า?”

            “อาจจะแวะไปหลังเลิกเรียนล่ะนะ ต้องไปแสดงความยินดีที่ชนะเมื่อคืนด้วยนี่ นี่นายถามอย่างนี้คงไม่ใช่ว่านายอยากจะไปด้วยหรอกนะ...” ผมหรี่ตาหันไปมองเขาด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยจะไว้ใจซักเท่าไร หวังว่าเขาคงไม่ได้คาดหวังหาประโยชน์อะไรจากผมหรอกนะ

            “ไม่หรอก เย็นวันนี้ฉันมีนัดเดทกับสาวๆ กะว่าจะไปเที่ยวกันที่คาร์ดิฟฟ์แล้วกลับอีกทีวันอาทิตย์โน้นเลย ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่ได้พบกับนักบินที่ฉันชอบล่ะนะ แต่ทำยังไงได้ สาวๆสำคัญกว่าเยอะ” เขาเผยยิ้มและเล่าแผนการวันหยุดให้ผมฟังอย่างบริสุทธิ์ใจ ในวิทยาลัยแห่งนี้มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าผมเป็นนักบิน AA ที่ใช้นามแฝงว่า ดับเบิ้ลเอคโค่ และชิรินเองก็เป็นหนึ่งในนั่นล่ะนะ

            “เจ็ดโมงกว่าแล้ว รีบกินเถอะ นายน่ะติดบัญชีดำของหอไม่พอ ยังแทบจะหมดสิทธิ์สอบแล้วไม่ใช่รึยังไง” ถึงจะเห็นว่าเขาทำตัวเหลวไหลไปซักหน่อย แต่หมอนี่ก็หัวดีอยู่พอสมควร

 

            เจ็ดโมงครึ่งนี่ก็ใกล้ได้เวลาเข้าเรียน ชิรินและนักเรียนส่วนใหญ่รีบออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว ตอนนี้ก็เลยเหลือแต่ผมอยู่ในห้อง ผมกำลังจัดชุดพละลงกระเป๋าเนื่องด้วยช่วงเช้าคาบแรกของวันนี้เป็นวิชาพละ... ไม่รู้ว่าใครมันบ้าจัดตารางสอนให้เป็นวิชาพละตั้งแต่คาบแรก ถ้าหากวันนี้ไม่ใช่วันศุกร์ที่มีเรียนแค่ครึ่งวันล่ะก็ ผมคงได้ยื่นจดหมายไปโวยวายต่อผู้อำนวยการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            ก๊อกๆ

            ระหว่างที่ผมกำลังจัดเก็บของใส่กระเป๋าสะพาย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาซะก่อน ใครบางคนคงจะรู้ว่าผมจะออกไปช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย เลยแวะมาคุยธุระล่ะมั้ง

            “เชิญครับ ไม่ได้ล็อคเอาไว้” ผมขาน ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออก

            “เออ... อาจารย์มิคาเอลเองหรอกเหรอครับ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรรึเปล่าครับ?” เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมาที่หน้าผากของผมทันที เมื่อสายตาของผมได้เห็นเจ้าของเสียงเคาะประตูเมื่อครู่

            ชายหนุ่มผิวสีแทน ที่ล่ำสันไปด้วยกล้ามเนื้อธรรมชาติ ไม่ได้ผ่านการดัดแปลง ไม่ได้ใช้ยา และไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม เป็นกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจสร้างมันขึ้นมาทั้งสิ้น ซึ่งในยุคที่สามารถสร้างกล้ามเนื้อโดยการใช้ยาได้แล้วเช่นนี้ การออกกำลังกายมันกลายเป็นของล้าสมัยไปแล้ว แต่เขาคนนี้ก็ยังคงยึดถือธรรมเนียมเดิมอยู่อย่างแน่วแน่ ไม่มีใครอื่นในหอนี้ที่ปฏิบัติตัวเหมือนกับเขานอกจาก อาจารย์ผู้ดูแลหอ อาจารย์มิคาเอล

            ทว่ากล้ามเนื้อที่ฟิตเปรียะของเขานั้น กลับถูกปกปิดด้วยเสื้อผ้าบางๆและอันแสนน้อยชิ้น เสื้อยืดคอกลมสีขาวไซส์เล็กที่ทำท่าจะขาดมิขาดแหล่ เป็นตัวเน้นให้กล้ามเนื้อสีน้ำผึ้งของเขาเด่นชัดขึ้น แต่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเสื้อตัวเล็ก หรือเป็นสไตล์การแต่งตัวของเขาก็ไม่รู้ เจ้าเสื้อยืดตัวนั้นมันปกปิดแค่ส่วนหน้าอกเท่านั้น แต่ส่วนหน้าท้องกลับเปิดโล่งราวกับว่าจงใจที่จะโชว์

            เช่นเดียวกับกางเกงยีนตัวน้อยของเขา ปกติแล้วกางเกงยีนผู้ชายในยุคนี้จะนิยมสวมแบบขายาวจนแทบลากดินกัน แต่ทว่ากางเกงยีนของอาจารย์มิคาเอลกลับตัวเล็กฟิตเปรียะจนแทบเรียกได้ว่าเป็นกางเกงแนบเนื้อ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่โค้งงอนให้เห็นได้อย่างชัดเจน ชัดเจนซะจนผมรู้สึกแสบตา ราวกับว่ามีไฟมาลนใกล้ๆเลย

            และสิ่งที่ทำลายประสาทการมองเห็นของผมมากที่สุดนั่นก็คือ ท่ายืนอันแสนอ้อนแอ้นที่แอ่นซะของเขา ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องยืนบิดตัวซะขนาดนั้นด้วย ไม่กลัวเลยรึไงว่าเอวจะหักหรือยังไง และการแอ่นตัวแบบนั้นเองล่ะ ที่เน้นทำให้จุดความเป็นชายตรงเป้าของเขาเด่นชัดขึ้นมาอีก

            ผมทนมองต่อไม่ไหว เลยละสายตากลับมาที่กระเป๋า ทำท่าหยิบหนังสือและสมุดยัดใส่ลงไป ทั้งที่วันนี้ไม่มีวิชาเรียนที่ต้องใช้หนังสือพวกนั้น

            “นี่ เอ็คโค่... เมื่อคืนได้ไปไหนมารึเปล่าจ๊ะ” เสียงอันแสนทุ้มต่ำของเขากลับถูกพูดออกมาด้วยสำเนียงที่อ่อนช้อย ทั้งการแต่งตัว ลีลาท่าทาง และวิธีการพูดแบบนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อาจารย์มิคาเอลนั้นเป็นคน “อย่างว่า”

            “ปะ.. เปล่านี่ครับ เมื่อคืนผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย ก็เลยนอนอยู่ที่ห้องตลอดนี่” ผมพยายามที่จะโกหกให้แนบเนียน แต่การที่ผมไม่ได้สบตาเขานั้นกลับกลายเป็นการแสดงพิรุธออกมาซะงั้น

            “จริงๆเหรอจ๊ะ พ่อหนุ่มน้อย...” เธอ...เขายืนกอดอกพิงขอบประตู ปิดทางเข้าออกทางเดียวอย่างสมบูรณ์แบบไปซะแล้ว สงสัยคราวนี้ท่าจะแย่

            “แล้วเพื่อนเธอล่ะ... เมื่อคืนได้แอบออกไปไหนมากันบ้างรึเปล่าจ๊ะ”

            “ชิรินก็นอนอยู่ตลอดนี่ครับ เมื่อคืนอาจารย์ก็เข้ามาเช็คดูแล้วทีนึงไม่ใช่เหรอครับ?” ผมพยายามพูดกับเขาด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติ แต่เหงื่อบนหน้าผากของผมเนี่ยสิมันค่อยๆไหลย้อยมาตามใบหน้าแล้ว

            “ว่าแต่ ทำไมวันนี้อาจารย์ถึงเข้ามาถามพวกผมล่ะครับ มีอะไรผิดปกติรึเปล่า…” กระเป๋าถูกจัดเป็นที่เรียบร้อย ผมรูดซิปกระเป๋าสะพายและเหวี่ยงมันขึ้นหลังอย่างชำนาญ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า “พร้อมที่จะโกย” ถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินจริงๆ

            “ก็ เมื่อกี้ตอนเดินตรวจห้องดู ก็บังเอิญเจอกับเจ้านี้เข้าที่หน้าระเบียงทางเดินน่ะ” อาจารย์มิคาเอลล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากกางเกงยีนคับติ้ว... เขาไม่ได้ล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกง แต่ล้วงมันออกมาจากกางเกงเลย! ผมแทบตาบอดเมื่อเห็นวิธีหยิบของๆ เขา ถ้าเป็นในการ์ตูนล่ะก็ป่านนี้แว่นตาของผมคงแตกเพล้งไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย

            “มันคือ?” ผมแกล้งถอดแว่น ทำท่าขยี้ตาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียสายตามอง ก่อนที่จะถามออกไปเกี่ยวกับวัตถุลึกลับที่เขาล้วงมันออกมา

            “ชุดชั้นในผู้หญิง...” แถมยังเป็นลายทางสีชมพูซะด้วย “ยังมีกลิ่นตัวผู้หญิงติดอยู่เลยด้วย” ซวยแล้ว... ถ้าผมเดาไม่ผิด นั่นมันน่าจะเป็นชุดชั้นในของโมนิก้าที่มานอนกกอยู่กับชิรินเมื่อคืนนี่ นี่ยัยนั่นเผลอทำมันตกอยู่หน้าระเบียงทางเดินงั้นเหรอเนี่ย! แล้วซวยสุดๆก็คนที่พบมันก็ดันเป็นอาจารย์มิคาเอลซะอีก ว่าแต่... การที่มันตกอยู่ที่นี่ก็แปลว่า... นี่หล่อนนุ่งลมห่มฟ้าออกไปงั้นเรอะ!!!

            “แล้ว... มันเกี่ยวกับผมตรงไหนรึเปล่าครับ?” ผมตีหน้าซื่อถามไป

            “กับเธอน่ะอาจจะไม่เกี่ยว เด็กจืดๆอย่างเธอคงไม่มีสาวไหนมาแลแน่ ถ้าหากยังคงแต่งตัวตามระเบียบโรงเรียนอยู่แบบนี้ล่ะนะ ขอบอกแค่ว่า จื๊ดจืด!” หางคิ้วผมกระตุกด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ คำก็จืด สองคำก็จืด ถ้าอาจารย์รู้ตัวตนที่แท้จริงของผมล่ะก็คงไม่พูดอะไรแบบนี้ออกมาแน่

            “แต่เพื่อนสุดหล่อของเธอเนี่ยสิตัวปัญหา ถูกขึ้นชื่อในบัญชีดำประจำหออยู่หลายข้อหาเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกเลยที่ครูจะสงสัยเขาเป็นคนแรกล่ะนะ” อาจารย์แอ่นตัวกล่าว ชิรินเอ้ย... นายนี่มันตัวปัญหาจริงๆ ถ้าไม่นับว่าเป็นเพื่อนคนเดียวล่ะก็ผมคงตัดหางปล่อยวัดเขาไปแล้ว น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่อย่างนั้น

            “อาจารย์ครับ... ทำไมอาจารย์ถึงไม่เคยไว้ใจชิรินเลยซักนิดเดียวล่ะครับ?” ผมตีสีหน้าจริงจังและพูดด้วยน้ำเสียงที่ทะมัดทะแมง พร้อมกับขยับแว่นสองสามทีเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ

            “ก็เพื่อนเธอนี่สิ มีข่าวลือเสียๆ หายๆ มาให้ได้ยินตลอดเลย ไหนอาทิตย์ก่อนจะควงสาวรุ่นพี่ปีหก แถมยังส่งช่อดอกไม้จำนวนมากมาประดับกลางสวนแล้วเขียนเอาไว้ว่า ‘รักหมดใจ’ อีกต่างหาก แต่ที่ไหนได้ล่ะ มาอาทิตย์นี้ก็มีข่าวลือใหม่อีกแล้วว่าย้ายไปคบเด็กผู้หญิงปีหนึ่ง สาขาเดียวกับเธอน่ะ” อาจารย์มิคาเอล กล่าวแบบปลงๆ ผมเองก็ปลงไม่แพ้กัน ไม่น่าเชื่อว่าเราสองคนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกันพอดีเป๊ะอีกด้วยต่างหาก

            “และชุดชั้นในตัวนี้น่ะ ก็เป็นขนาดไซส์เล็กซะด้วย เดาได้ว่าน่าจะเป็นของเด็กไม่น่าจะเกินปีสาม ซึ่งมันพอดีกับข่าวลือที่ครูได้ยินมา เลยกะว่าจะมาตรวจสอบซักหน่อยนี่ล่ะ” เซ็นต์ของอาจารย์แม่นชะมัด “เพราะฉะนั้น เอ็คโค่... เธอพอรู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าของชุดชั้นในนี้บ้างรึเปล่าจ๊ะ”

            อาจารย์เล่นถามผมตรงๆอย่างงี้เลยงั้นเหรอเนี่ย...

            “ผมไม่รู้หรอกนะครับว่ามันมาได้ยังไง... แต่ถ้าถามว่าใครเป็นเจ้าของ ผมว่าผมพอจะรู้แล้วล่ะครับ” ดวงตาของอาจารย์มิคาเอลเบิกโพลงทันทีเมื่อผมกล่าวไปเช่นนั้น เธอ..เขา กำชุดนั้นเอาไว้ซะแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาตามท่อนแขนของเขาเลย น่ากลัวว่าถ้ามันไม่ใช่แค่ชิ้นผ้าล่ะก็ มันคงแหลกคามือของเขาไปแล้วเป็นแน่

            “มันเป็นของใคร!?”

            “โมนิก้า บรอนเต้ เด็กผู้หญิงชาวกัลเลียที่เรียนอยู่สาขาเดียวกับผมนี่เองครับ” ผมขยับแว่นตอบ เมื่ออาจารย์ได้ยินเช่นนั้นแล้ว เส้นเลือดบนร่างกายของเขาก็เริ่มปูดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            “ทำไมเธอถึงรู้ได้ว่ามันเป็นของใคร!”

            “ก็ตรงชายชุด มันมีชื่อเขียนเอาไว้นี่ครับ” ผมตอบเสียงเรียบพลางชี้นิ้วให้อาจารย์มิคาเอลดู ตรงขอบชุดชั้นในที่เขากำเอาไว้มีชื่อของเธอ ถูกเขียนด้วยปากกามาร์คเกอร์เอาไว้จริงๆ

            “ผมเดาว่าเธอคงเขียนเอาไว้ มันจะได้ไม่หายเวลาส่งซักล่ะมั้งครับ ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องน่าแปลกซักเท่าไร เพราะผมเองก็เขียนเอาไว้เหมือนกันเป็นตัวกันหาย” แว่นตาถูกขยับรัวเป็นการทวีความน่าเชื่อถือในคำพูด

            ดูเหมือนว่าอาจารย์มิคาเอลจะรับฟังคำวินิจฉัยลวงๆของผมอยู่ เส้นเลือดบนร่างกายของเขาค่อยๆลดลงทีละน้อยจนแทบจะกลับมาเป็นปกติในเวลาไม่นาน

            “ส่วนสาเหตุที่มันมาอยู่ตรงนี้ ผมเดาว่าอาจจะเป็นเพราะถูกแมวคาบมาจากหอหญิงล่ะมั้งครับ... เจ้าคาสิโนว่าสีดำของหอเรา มันก็ชอบเดินวนเวียนไปมาระหว่างหอเรากับหอหญิงอยู่บ่อยๆ มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะคาบกลับมาก็ได้ล่ะมั้งครับ” เพื่อปกป้องเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผม ผมถึงกับต้องป้ายความผิดให้กับแมว! แต่จะว่าก็ว่าเถอะ... แมวของหอพักแห่งนี้ นิสัยเหมือนกับเพื่อนผมไม่มีผิด

            “เป็นไปได้... เป็นไปได้...” เรียกได้ว่าสำเร็จล่ะมั้ง อาจารย์มิคาเอลเริ่มที่จะเห็นคล้อยตามแล้ว ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะปนไปด้วยเสียงหัวเราะก็เถอะ “เด็กหน้าจืดอย่างเธอนี่สรรหาเรื่องแต่งได้เก่งดีนะ” รึว่ามันไม่สำเร็จฟระเนี่ย... แล้วทำไมต้องหน้าจืด ผมไม่เข้าใจตรงนี้เลยซักนิด

            “เอาเถอะ ครูจะไม่ถามอะไรต่อแล้วล่ะ นี่ก็เกือบจะแปดโมงแล้ว เห็นแก่ว่าเธอเป็นเด็กฉลาดล่ะนะ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ถือว่าจบๆกันไป แต่ช่วยบอกเพื่อนเธอด้วยว่าคราวหลังอย่าให้มีอะไรแบบนี้อีก ส่วนนี้เอ้า! ครูฝากเอาไปคืนเจ้าของด้วยก็แล้วกัน” เขาหยิบเอาชุดชั้นในของโมนิก้าใส่ถุงกระดาษให้เสร็จสรรพ ก่อนที่จะยื่นส่งมันมาให้ผม ผมชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าไอ้ที่แต่งเรื่องโกหกไปเมื่อกี้นี่ เขาเชื่อรึเปล่า... แต่ก็ช่างเถอะ ผลที่ได้มันก็ไม่เลวร้ายซักเท่าไร แต่ที่กำลังแย่น่ะน่าจะเป็นผม

            “แย่แล้ว!! แปดโมงแล้วนี่! อาจารย์ครับ! ผมคงต้องรีบไปก่อนแล้วไม่งั้นเข้าเรียนคาบเช้าไม่ทันแน่!” ในตอนแรกก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของอาจารย์ซักเท่าไร แต่เมื่อเหลือบไปมองนาฬิกาก็พบว่านี่มันแปดโมงตรงแล้ว ตอนนี้เรียกได้ว่าผมสายแบบสุดกู่แล้ว!

 

 

            แปดโมงครึ่ง ผมมาเข้าเรียนพละทันแบบเฉียดฉิวเลย ผมมาถึงหน้าโรงยิมทันพอกับตอนที่พวกเพื่อนร่วมสาขาของผมบริหารร่างกายเสร็จพอดี ด้วยความใจดีของอาจารย์ผู้สอน เขาเห็นว่าผมวิ่งเหงื่อแตกมาแต่ไกล เขาเลยอนุโลมผ่อนผันให้ไม่ต้องมาร่วมกายบริหารแล้ว จากหอพักชายที่ผมพำนักอยู่ อยู่ห่างจากโรงยิมประจำวิทยาลัยพอสมควร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณครึ่งชั่วโมงได้

            วิทยาลัยวัลเพอกีสแห่งนี้ ถูกตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของมหานครนิวพอร์ท และมหานครแห่งนี้ก็ถูกควบคุมกำกับภายใต้อำนาจของสมาพันธ์ทรินิตี้ มันจึงกลายเป็นหนึ่งในสามมหานครที่รวมโรงเรียนใหญ่ๆหลายแห่งเอาไว้ด้วยกัน นอกจากโรงเรียนอย่างเดียวแล้ว ยังมีสถาบันวิจัยต่างๆนาๆอีกต่างหาก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่น่าสนใจซักเท่าไร ประเด็นที่น่าสนก็คือ... ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกเรียนในสาขาที่ตนเองถนัดได้ ภายในเมืองนี้น่ะสิ!

            วิทยาลัยวัลเพอกีสเองก็มีการแบ่งแยกสามสาขาวิชาออกมาให้เลือกเรียนเช่นกัน ถ้าให้ผมจำแนกก็น่าจะจำแนกออกมาได้ราวๆนี้ล่ะมั้งนะ

            สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ก็ตามชื่อเลยนั่นล่ะ เป็นสาขาที่เน้นศึกษาและพัฒนาสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ตั้งแต่สัตว์เล็กๆไปจนถึงสัตว์ใหญ่ ซึ่งรวมถึงพืชและมนุษย์ด้วย ขีดจำกัดโน้นนี่ทางด้านกฎหมายถูกถอดออก ทำให้สาขานี้พัฒนาขึ้นมาไกลอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันผมได้ยินข่าวลือมาว่า ประเทศบลิซท์ สามารถสร้างกองทัพที่ทรงอำนาจได้แล้ว โดยอาศัยเจ้าเทคโนโลยีชีวภาพนี้เอง ชิรินเรียนอยู่สาขานี้ โดยที่เขาตั้งความหวังว่าจะเป็นนายแพทย์มือหนึ่งให้ได้ – ไม่รู้ว่าเจ้าตัวคิดยังไงแฮะ

            ต่อไปคือ สาขาวิศวกรรมจักรกล นี่ก็ตามชื่ออีกเช่นกัน เป็นสาขาที่รับเทคโนโลยีทั้งหมดมาจากฝั่งตะวันตกของสหพันธ์รัฐลิเบอเลี่ยน ที่อยู่อีกฟากทะเล สาขานี้จะเน้นการศึกษาเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกทั้งหมด และที่เด่นๆที่สุดเลยก็คือการศึกษาเกี่ยวกับ AA หรือยานเกราะจู่โจม ที่กำลังกลายเป็นกีฬายอดนิยมในยุคนี้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมแข่งกับเขาด้วย แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายแพงมหาศาลแต่สำหรับฐานะทางบ้านของผมแล้ว ก็ไม่ถือว่ามีปัญหาอะไรซักเท่าไร ถ้านับตามจริงผมควรจะเลือกเรียนสาขานี้ แต่เพราะเหตุผลส่วนตัวล่ะนะผมจึงเลือกอีกสาขาหนึ่ง

            สาขาสุดท้ายคือสายวิชาที่ผมเลือกเรียน สาขาเวทมนต์และศาสตร์แห่งธรรมชาติ เออ... จะว่ายังไงดีล่ะ มันก็คือสาขาที่เน้นศึกษาเรื่องมนต์คาถานั่นล่ะ...

            จากตำราที่ผมเคยอ่าน มนุษย์เรานั้นใช้เวทมนต์กันมายาวนานนับพันๆปีแล้ว เพียงแต่ว่าในช่วงยุคกลางนั้นเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “ล่าแม่มด” ขึ้นทำให้ผู้ใช้เวทมนต์ทั้งหลายต้องใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆมากว่าหลายร้อยปี ผู้คนก็ลืมไปกันจนหมดแล้วว่าเคยมีของอะไรแบบนั้นด้วย จนกระทั่งเมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อน เวทมนต์ได้กลับมาสู่สายตาของสังคมอีกครั้ง และเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลกภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบปี

            แต่เมื่อราวๆแปดสิบกว่าปีก่อน เวทมนต์ก็ถูกจำกัดให้จำต้องมีการเรียนการสอน เพื่อให้ใช้อย่างถูกวิธีมาตลอด วิทยาลัยแห่งนี้จึงถูกก่อตั้งขึ้นมาและผมก็เลือกที่จะเรียนสาขานี้ด้วยความตั้งใจของตัวเองซะด้วย

            สำหรับบุคคลธรรมดาที่เกิดมาไม่ได้มีเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นนั้น ก็ยังมีห้องเรียนที่เปิดสอนวิชาสามัญธรรมดาอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ปัญหาแม้ว่านักเรียนคนนั้นๆ จะไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนหรือไม่มีพลังและความรู้เทียบเท่ากับสาขาหลักทั้งสาม

            นอกจากสาขาที่ว่ามาแล้ว เมืองแห่งนี้ยังมีโรงเรียนเตรียมทหารอีกด้วย ถ้าเป็นที่นั่นผู้เข้าเรียนจะต้องศึกษาทั้งสามสาขาเลยซะด้วยซ้ำ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะเรียนให้จบมาได้ และมันยังถูกกำกับดูแลภายใต้อำนาจของกระทรวงกลาโหมอีกต่างหาก ไม่ใช่สมาพันธ์ทรินิตี้

 

            ส่วนสาเหตุที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟังน่ะเหรอ? ก็ไม่ใช่อะไรมากหรอก... แค่ว่า

            “วันนี้เราจะมาออกวิ่งกันเบาๆรอบสาขากันนะ! นักเรียนชายทุกนายไปเตรียมตัวให้พร้อมด้วย! ส่วนนักเรียนหญิงขอให้แยกอาบแดดที่สระว่ายน้ำได้เลย! วันนี้จะมีเพียงแค่ลูกผู้ชายเท่านั้นที่จะต้องหลั่งเหงื่อ!” เสียงคำรามของอาจารย์พละดังลั่นโรงยิม ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของนักเรียนชายยกชั้น

            นักเรียนชายกว่าสองร้อยคนโห่ร้องขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “นี่น่ะหรือประเทศแห่งประชาธิปไตย!” ผมได้ยินเสียงบ่นคำนี้ดังมาจากกลุ่มที่ร้องโห่ “ไหนบอกว่าทุกคนมีสิทธิ์เสรีภาพเท่ากันไง! ทำไมทีพวกผู้หญิงถึงได้ไปลงสระว่ายน้ำแทนเล่า!” ดูเหมือนว่าคนที่บ่นจะเข้าใจคำว่า “ประชาธิปไตย” ผิดไปนะ... สิทธิ์เสรีภาพเท่าเทียมกันนั่น มันหมายถึงสิทธิ์ออกเสียงโหวตหนึ่งคนต่อหนึ่งเสียง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันซักหน่อย

            ที่มันเป็นอย่างนั้นเพราะสมัยโรมันมีการโหวตออกเสียง โดยนับจากจำนวนลูกบ้านน่ะสิ กลายเป็นว่าใครมีคนในบ้านเยอะกว่าก็ได้ประโยชน์ไป ประชาธิปไตยก็เลยเปลี่ยนให้ทุกคนมี 1 เสียงเท่ากันเท่านั้นเอง

            “ไม่ต้องบ่นมาก ทุกคนได้ถูกปฏิบัติเท่าเทียมกันแน่นอน! ไม่มีใครได้วิ่งน้อยกว่าสิบกิโลเมตรแน่ๆ! เอ้า! ชักช้าอะไรอยู่รีบๆ ไปเตรียมตัวได้แล้ว!” อาจารย์พละตบมือแผดเสียงอีกครั้ง นักเรียนบางคนไม่ยอมแม้กระทั่งที่จะลุกขึ้นซะด้วยซ้ำ พวกเขาปล่อยเสียร้องโอดโอย “ไม่อาว” อยู่แทบจะตลอดเวลา ก็น่าจะอยู่แหละ สาขาเวทมนต์นั้น ส่วนใหญ่คนที่เข้าเรียนมีแต่ลูกคุณหนูไข่ในหินนี่ มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่เต็มใจลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

            ผมเองก็เป็นหนึ่งในลูกคุณหนูเหล่านั้น และผมก็ไม่ได้ชอบที่จะวิ่งซักเท่าไร แต่เพราะศักดิ์ศรีที่เป็นนักกีฬา AA มันค้ำคออยู่นั่นล่ะ ทำให้ผมเลือกไม่ได้ที่จะต้องลุกตามพวกเขาไป... นอกจากศักดิ์ศรีที่ว่าแล้ว วิชาพละเป็นวิชาที่ได้คะแนนง่ายที่สุดสำหรับผมด้วย

            “ทำไมทุกคนถึงเป็นอย่างนี้น้า... อย่างน้อยก็ช่วยดูคุณอีเกิ้ลเป็นตัวอย่างหน่อยสิ เขาเพิ่งจะวิ่งมาถึงเมื่อกี้หยกๆ ตอนนี้เขาก็กำลังจะกลับเข้าไปลู่วิ่งแล้วนะ อายเขากันบ้างรึเปล่า!”

            อ้าวอาจารย์! ไหงโยนเรื่องมาให้ผมซะได้ล่ะ!

            ทันทีที่อาจารย์พละกล่าวจบ ผมก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันใด เมื่อลองหันกลับไปดูก็พบว่านักเรียนชายกว่าครึ่งชั้นกำลังมองผมตาขวาง สายตาส่งมานั้นมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจ และดวงตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่ผมซะด้วย

            “คุณอีเกิ้ลน่ะ ถึงจะเป็นคนที่มีผลการเรียนย่ำแย่ที่สุดในชั้น แต่ดูความพยายามของเขาสิ! แม้ว่าเขาจะสอบกี่ครั้งๆแล้วได้อันดับโหล่ก็ตาม แต่เขาก็ไม่ย่อท้อและไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเขาได้เลยแม้แต่น้อย ทำไมพวกเธอถึงไม่ลองพยายามอะไรแบบเขาบ้าง!”

            อาจารย์จ๋า รู้ตัวรึเปล่าว่าอาจารย์กำลังดูถูกผมอยู่ด้วยน่ะ อีกอย่าง ผมไม่ได้พยายาม... แต่ผมมันเป็นคนที่ไม่มีตัวเลือกให้เก็บหน่วยกิตต่างหาก

            “หนอย! เป็นแค่เอ็คโค่แท้ๆ! อาจารย์ชมนิดชมหน่อยอย่าได้ใจไปล่ะ!” เสียงตะโกนไม่พอใจของเพื่อนรวมชั้นกลุ่มหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับการไล่ลุกทีละคนสองคนของกลุ่มนักเรียนชายที่นั่งอยู่... พวกเขาลุกขึ้นมาไม่ใช่ว่าเพราะความฮึกเฮิมแน่ๆ แต่คงเป็นเพราะ…

            “เตรียมตัวไว้ให้ดีเลย ไอ้หน้าจืด!”

            “ระหว่างวิ่ง แกเสร็จฉันแน่! ไอ้หนูเอ็คโค่”

            เออ... เพราะปากพาซวยของอาจารย์พละแท้ๆ สงสัยการวิ่งทดสอบสภาพร่างกายง่ายๆในวิชาพละคราวนี้ คงมีแต่ผมคนเดียวซะล่ะมั้งที่ต้องวิ่งวิบาก... ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนในชั้นถึงได้รุมเกลียดผมกันได้ขนาดนี้

 

            วิทยาลัยแห่งนี้เปิดการเรียนการสอนทั้งสามสาขาที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น สาขาทั้งสามเองก็ล้วนแต่มีพื้นที่ใช้สอยของตัวเอง แน่นอนว่าขนาดพื้นที่ใช้สอยที่ว่ามันก็ต้องใหญ่ขึ้นตามจำนวนนักเรียนอยู่แล้ว... แล้ววิทยาลัยแห่งนี้ก็มีนักเรียนเกือบสามหมื่นคน ยังไม่นับจำนวนคณะอาจารย์อีกนับพัน ที่กระจายตัวสอนตามแต่ละสาขาของตัวเองอีกนะ

            เมื่อมีนักเรียนและคณะอาจารย์จำนวนขนาดนั้น ย่อมต้องการพื้นที่ใช้สอยสูงขึ้นด้วยเช่นกัน วิทยาลัยแห่งนี้จึงมีพื้นที่โดยรอบกว้างกว่าหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตร! นับได้ว่าใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในมหานครนิวพอร์ทแห่งนี้ได้เลย

            และอย่างที่อาจารย์ได้บอกเมื่อครู่นี้... เราจะทำการวิ่งรอบๆสาขากัน และรอบๆสาขาเวทมนต์และศาสตร์แห่งธรรมชาตินี้ก็... น่าจะรวมระยะทางได้ซักสิบกว่ากิโลเมตรได้ล่ะมั้ง

            ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่นักเรียนจะร้องโอดโอยกัน... สิบกิโลเมตรนี่มันทรมานไม่ใช่น้อยเลย สำหรับลูกคุณหนูทั้งหลายที่ทั้งชีวิตมีแต่คนรับใช้เนี่ย

            “ระหว่างทาง อย่าได้เผลอล่ะไอ้หน้าจืด” หนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นที่ผมไม่ได้จำชื่อเอาไว้ ส่งสายขาเขม่นมาที่ผม ผมหันกลับไปมองข้างหลังก็ได้พบว่า ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เขม่นสายตามา แต่ยังมีพรรคพวกอีกนับสิบของเขา ที่พร้อมจะอัดผมให้ติดดินในการวิ่งครั้งนี้

            “เฮ้อ... นี่ฉันทำอะไรผิดเนี่ย” ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่รู้ทำไมถึงได้เป็นที่หมันไส้ของกลุ่มพวกนี้นัก ไม่ใช่แค่วันนี้เท่านั้นที่พวกเขาเขม่นผม... มันแทบจะทุกวันเลยซะด้วยซ้ำ ทั้งที่ผมไม่เคยที่จะยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเลยซักนิด

            “อืม... ครูเห็นว่าพวกเธอทั้งหลายดูเหมือนจะไม่มีกะจิตกะใจที่จะวิ่งกันเลยนะ... เอาเป็นว่าคงต้องมีรางวัลอะไรกันซักหน่อยซะแล้วล่ะมั้ง” อาจารย์พละกล่าวพลางวาดมือขึ้นบนอากาศ ไม่นานนักจอมอนิเตอร์ขนาดเล็กก็ปรากฎขึ้นมาตรงหน้าของเขา ซึ่งเจ้าจอนี้ถูกฉายขึ้นมาผ่านทางกำไลข้อมือของเขานั่นเอง

            “เอาเป็นว่า ในการวิ่งวันนี้ถ้าก่อนเข้าเส้นชัยวิ่ง ใครก็ตามที่วิ่งแซงครูไปได้ล่ะก็ครูจะให้สิทธิ์ในการลาหยุดฟรีๆห้าครั้งเลยดีมั้ย? ห้าครั้งเชียวนะ... หมายความว่าพวกเธอไม่ต้องมาเรียนคาบเช้าวันศุกร์เลยจนกระทั่งถึงวันสอบปลายภาคโน้นเลยนะ” ข้อเสนอของอาจารย์นั้นทำเอานักเรียนชายทั้งหมดหูผึ่ง! แน่นอนรวมถึงผมด้วยเช่นกัน ลาหยุดฟรีห้าครั้ง!? และห้าครั้งนั้นก็เป็นวันศุกร์ซะด้วย! นี่มันข้อเสนอปลุกใจขั้นเทพโดยแท้เลยไม่ใช่รึยังไงกัน!

            “อาจารย์ครับ! การวิ่งในครั้งนี้นี่ ขอแค่เข้าเส้นชัยอย่างเดียวใช่มั้ยครับ!?” นักเรียนคนหนึ่งยกมือถาม อาจารย์พละหัวเราะขึ้นเบาครั้งหนึ่งก่อนตอบไปว่า

            “ถ้าเรียกให้ถูกก็คือ ต้องวิ่งเข้าจุดเช็คพอยท์ต่างหากสินะ... ครูรู้มาว่ารอบๆ วิทยาลัยนี้มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ทั่ว ครูจะใช้ประโยชน์จากกล้องพวกนั้นมาใช้แทนจุดเช็คพอยท์ เมื่อพวกเธอวิ่งผ่านกล้องพวกนั้น เจ้ากำไลนี้ที่เชื่อมต่อกับกล้องที่ว่าก็จะบันทึกผลเอาไว้ และครูจะเอาผลที่บันทึกนั้นมาประเมินให้คะแนนภายหลัง เอาเป็นว่าขอให้พวกเธอคิดเอาไว้ว่า การวิ่งในครั้งนี้คือการสอบปลายภาคของวิชานี้ก็แล้วกัน”

            แทบไม่ต้องสืบเลยว่า กำไลของอาจารย์พละคนนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่จากพวกวิศวะ

            “มีคำถามเพิ่มอีกครับ! แล้วการวิ่งแซงอาจารย์ไปนี่ มีข้อจำกัดเรื่องวิธีการรึเปล่าครับ” นักเรียนชายอีกคนถาม อาจารย์พละก็หัวเราะขึ้นอีกรอบ

            “ครูรู้ดีว่า เรื่องร่างกายพวกเธอน่ะสู้ครูไม่ได้แน่ๆ สาขานี้ไม่ใช่พวกเทคโนฯชีวะ คงหาได้ยากที่จะวิ่งแซงครูได้ด้วยร่างกายล้วนๆ เพราะฉะนั้นครูจะอนุโลมให้ใช้ฝีมือทั้งหมดของพวกเธอในการวิ่งครั้งนี้ด้วย ระหว่างวิ่งก็งัดมาใช้ให้หมดเลย เวทมนต์ที่พวกเธอถนัดน่ะ!” เขายืดอกพูดพร้อมกับหัวเราะขึ้นเป็นการใหญ่

            “เวทมนต์โจมตี เวทมนต์ก่อกวน รวมถึงคำสาปต่างๆด้วย ครูอนุญาตให้ใช้ได้เต็มที่เลยเอ้า! ถ้าคิดว่ามีปัญญาวิ่งไปประกอบพิธีกรรมไปได้ล่ะนะ!”

            จากที่ได้ฟังเขาพูด ผมสรุปใจความได้ง่ายๆเลยว่า ขอแค่วิ่งแซงเขาได้ก็พอ ส่วนวิธีการนั้นไม่สำคัญสินะ... ดีจังที่ผมไม่ได้วิ่งวิบากคนเดียวแล้ว

            จากในตอนแรกมีเพียงนักเรียนชายบางส่วนเท่านั้นที่ยอมไปประจำบนลู่วิ่ง แต่เมื่อพวกที่นั่งอยู่เขาได้ยินข้อเสนออันแสนน่าเย้ายวนเมื่อครู่ จำนวนนักเรียนที่เข้าประจำลู่วิ่งก็เพิ่มขึ้นแบบคาดไม่ถึง นักเรียนชายชั้นปีหนึ่งเกือบร้อยคน ตอบรับข้อเสนอของอาจารย์อย่างง่ายดาย อาจจะเป็นเพราะว่าการวิ่งครั้งนี้มันเทียบเท่ากับการสอบปลายภาคนั่นล่ะนะ

            “เตรียมตัวให้พร้อมนะ!” อาจารย์พละตะโกนพร้อมกับทำท่าวิ่งเหยาะๆอยู่กับที่ ก่อนที่เขาจะโค้งตัวลงไปประจำอยู่ที่ลู่วิ่ง แสดงว่าเขาคงเป็นคนวิ่งนำพวกเราสินะ

            “เข้าที่!” เขาให้สัญญาณ แต่ในระหว่างนั้นเองเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งก็สะกิดผมแรงๆครั้งหนึ่ง “แค้นคราวที่แล้วฉันจะชำระเอาก็วันนี้ล่ะ” ผมไม่เข้าใจว่าไปสร้างความแค้นให้กับเขาตอนไหน แต่สายตาของเขาและพรรคพวกนี่ล้วนแต่จับจ้องมายังแผ่นหลังของผม ราวกับว่าพร้อมจะกินเลือดกินเนื้อกันเลยทีเดียว

            “ระวัง!”

             “ถ้านายมีปัญญาล่ะนะ และฉันว่า... ตั้งสมาธิกับการจับอาจารย์ให้ได้ดีกว่าที่จะมาไล่กระทืบฉันเหมือนเคยเถอะ” ผมถอดแว่นออกและเสยผมขึ้นไปข้างหลังเพื่อไม่ให้มันเกะกะตอนวิ่ง พร้อมกับตอบพวกเขากลับไปแบบซื่อๆ แต่ไม่รู้ทำไมว่าพวกเขาถึงทำหน้าไม่พอใจกันได้ขนาดนี้

            “ไปได้!”

            “เอ๋!?” วินาทีที่สิ้นเสียงของอาจารย์ นักเรียนชายทั้งหมดก็ได้แต่ยืนตะลึง อาจารย์พละพุ่งตัวออกไปจากลู่วิ่งด้วยความเร็วที่สูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วๆไปจะทำได้ เรียกว่าพุ่งออกไปก็ไม่ถูกซักเท่าไร ต้องเรียกว่า “ทะยาน” ออกไปเลยซะมากกว่า

            อาจารย์พละเขาถีบตัวออกไปจากลู่วิ่งอย่างแรง การถีบตัวในครั้งนั้นทำให้ร่างของเขาทะยานไปข้างหน้าไปกว่าสิบเมตร เพียงแค่การถีบตัวครั้งเดียวเท่านั้นเขาก็กระโจนผ่านประตูทางออกโรงยิมไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย

            “ชักช้านะพวกเธอ!” ระหว่างที่เขาลอยตัวอยู่บนอากาศ เขาก็พลิกตัวและหันกลับมามองทางกลุ่มนักเรียนที่ได้แต่ยืนเอ๋อ ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็ค่อยๆร่วงลงสู่พื้นหันหลังกลับและวิ่งต่อไปตามเส้นทางที่กำหนดเอาไว้ในตอนแรก

            “บ้าไปแล้ว! บ้าไปแล้วรึยังไง แบบนี้ใครมันจะไปวิ่งแซงเขาได้ล่ะเนี่ย!” ถึงแม้ว่าปากจะบ่น แต่เท้าของพวกเขาก็ไม่อยู่เฉย นักเรียนชายปีหนึ่งทั้งหมดเริ่มออกวิ่งตามอาจารย์พละไป ผมเองก็เป็นหนึ่งในพวกเขาด้วยเช่นกัน

            อาจารย์พละผู้นี้ไม่เคยแม้กระทั่งบอกชื่อตัวเอง แต่เขาให้เราเรียกตัวเขาเองว่า “เยเกอร์” เยเกอร์ที่มาจากภาษาเยอร์มัน ซึ่งหมายความว่า “นักล่า” ผมไม่ทราบว่าเขาชอบชื่อนี้หรืออย่างไร แต่โดยส่วนตัว ผมก็คิดว่าชื่อนี้เข้ากับหน้าตาของเขาดี

            เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง อายุน่าจะราวๆสามสิบกว่าๆได้ ที่ผมบอกว่าชื่อนั้นเข้ากับหน้าตาดี นั่นก็เพราะว่าเขามีจอนที่ยาวออกมาทั้งสองข้าง ทำให้ใบหน้าของเขาดูดุดันซึ่งตรงกันข้ามกับนิสัยสบายๆของเขาอย่างสิ้นเชิง มานึกๆดูแล้วเขาค่อนข้างคล้ายกับตัวละครในการ์ตูนเก่ารุ่นพ่อตัวหนึ่ง ที่ผมเคยเห็นมาก่อนไม่ผิดเลย




NEKOPOST.NET