Trinity ชีวะ จักรกล และมนตรา ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Trinity ชีวะ จักรกล และมนตรา

Ch.1 - บทเสริม Interlude 1 วันหนึ่งของฉัน ณ ใจกลางกรุงลอนดอน


            วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี

            แต่ถ้าจะเรียกให้ถูก ก็คงต้องแก้ว่ามันเป็นคืนวันพฤหัสฯซะต่างหาก

            แสงไฟนีออนจากร้านข้างถนนและไฟรถยนต์ที่แล่นผ่านมาส่องแสงวูบวาบ ชวนให้ฉันรู้สึกแสบตา ดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ผนวกกับเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาซ้ำเติมอีกทำให้ถนนสายนี้แทบจะไร้ผู้คนเดินผ่าน ทุกคนต่างรู้ตัวดีว่าไม่ควรจะออกมาเดินเล่นบนถนนยามราตรีโดยเฉพาะวันที่มีฝนตกเช่นนี้

            และมันก็ช่างเป็นโชคดีซะจริงที่ถนนเส้นนี้แทบจะไม่มีคนผ่าน จะเหลือก็แต่พวกที่อยู่ในตรอกในซอย ซึ่งจำนวนก็มีเพียงประปราย แถมแต่ละคนก็รู้ถึงข้ออันตรายยามค่ำคืนดี เพราะฉะนั้นจึงแทบจะไม่ต้องกังวลอะไรกับพวกเขาซักเท่าไรนัก

            บนถนนว่างเปล่า บนฟุตบาทเองก็ไร้ผู้สัญจร มีเพียงแสงกระพริบสีส้มจากสัญญาณไฟจราจรเท่านั้นที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ พื้นถนนเปียกแฉะเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไปในวันที่ฝนตกเช่นนี้

             ช่างเป็นเวลาที่สงบสุขเหมาะแก่การวิ่งแบบสุดฝีเท้าใจกลางกรุงลอนดอนซะจริงๆ

            วิ่งสุดฝีเท้า... ใช่แล้ว... วิ่งสุดฝีเท้า!

            “หยุดนะ!!” เสียงตะโกนไล่หลัง ดังตามขึ้นมาจากซอยที่ฉันเพิ่งจะเลี้ยวไปเมื่อกี้นี้เอง พร้อมกับเสียงจ๋อมแจ๋มจากการสับเท้าวิ่งไล่กวดฝ่าพื้นน้ำ เจ้าของเสียงนั้นตามมาแบบไม่มีท่าทีลดละ แม้ว่าจะมีสิ่งกีดขวางในซอยที่ฉันสร้างขึ้นคอยดักทางอยู่ก็ตาม

            “เลิกวิ่งได้แล้ว! นังตัวดี! ไม่งั้นแกได้เห็นดีแน่!” ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะวิ่งอะไรแบบนี้ซักเท่าไรหรอกนะ ถ้ามีตัวเลือกอื่นๆ อีกฉันอาจจะหยุดแล้วยอมเจรจาด้วยดีๆ

            แต่พวกที่ตามหลังมานี่สิ... แต่ละคนถืออาวุธอันตรายเอาไว้ในมือกันทั้งนั้นเลย แถมแต่ละคนก็หน้าตาน่ากลัวอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าภายใต้แว่นดำนั้นพวกเขามองเห็นได้ยังไง ทั้งที่ในตอนนี้เป็นเวลากลางคืน

            ฉันกำลังวิ่ง แต่ถ้าเรียกให้ถูกก็ต้องแก้เป็นว่า ฉันกำลังวิ่งหนี... วิ่งหนีพวกที่ไล่ตามมา วิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอด! เอาตัวรอดจากกลุ่มติดอาวุธชุดดำที่กำลังวิ่งไล่ฉันมานี่ล่ะ!

            ทั้งมีด ทั้งดาบ แบบสั้นและแบบยาว ไหนจะปืนอีกหลายๆขนาด ไล่ไปตั้งแต่ปืนพกขนาดเล็กพกพาเหมาะมือ ปืนกลมือที่ขนาดใหญ่ขึ้นมานิด ปืนลูกซองเองก็มีไหนจะยังตบท้ายด้วยปืนไรเฟิ้ลจู่โจมอีกสารพัดอย่าง แต่เท่าที่สังเกตดูแล้วยังถือว่าโชคดีที่ไม่มีเครื่องยิงลูกระเบิดด้วย

            ปัง! เสียงปืนดังกระหึ่มไปทั่วซอย ทำเอาแก้วหูของฉันลั่นเปรี้ยะ โดยปกติเสียงปืนมันก็ดังอยู่แล้ว แต่ด้วยพื้นที่แคบๆของตรอกซอยยิ่งเป็นตัวทวีคูณความดังของเสียงเข้าไปอีก

            ฉันรู้สึกได้ว่าลูกกระสุนพุ่งเฉียดหลังไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น ถ้าหากฉันหักเลี้ยวช้ากว่านี้เพียงนิดเดียว น่ากลัวว่ากระสุนลูกนั้นคงเจาะทะลุแผ่นหลังไปเป็นที่เรียบร้อย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันคงล้มลง และไม่มีแรงที่จะวิ่งต่อแล้วล่ะ

            เท่าที่ลองชายตาหันกลับไปนับดูแล้ว ในตอนนี้มีชายชุดดำจำนวนมากกว่าสิบนาย กำลังวิ่งไล่ตามมา พร้อมอาวุธครบมือเพียงพอที่จะมาทำสงครามกันกลางเมืองกันได้เลย ชักจะไม่แน่ใจซะแล้วสิว่า ที่นี่คือเมืองที่มีการรักษาความปลอดภัย อันดับต้นๆ จริงรึเปล่า

            แต่ในตอนนี้คำถามทั้งหมดหาใช่ความสำคัญไม่ ชีวิตสิสำคัญกว่าเยอะ! นี่ไม่ใช่เวลาที่มามัวแต่คิดแล้วซะด้วยซ้ำ! กลุ่มชุดดำติดอาวุธกำลังวิ่งไล่มาติดๆแล้ว นี่มันแทบจะไม่ต่างจากตอนที่ทำงานให้กองทัพเลยซักนิดเดียวนี่หน่า!

            ปัง! นัดที่สองถูกยิงออกมา และคราวนี้ฉันรู้สึกได้ว่าลูกกระสุนมันแค่เฉียดหูซ้ายของฉันไปเท่านั้นเอง ปฏิกิริยาอัตโนมัติตามที่เคยฝึกมาสมัยก่อนๆ ได้สั่งให้ฉันโยกตัวไปด้านข้างและหาที่กำบังให้เร็วที่สุด ก่อนที่กระสุนนัดต่อไปจะแหวกอากาศผ่านเข้ามา

            ถังขยะถูกใช้เป็นที่กำบังชั่วคราว โชคดีที่ว่าถังขยะในเมืองนี้ส่วนใหญ่ถูกสร้างด้วยโลหะ ขนาดของมันใหญ่พอที่จะยัดคนเข้าไปได้นับสิบคน และขนาดของมันก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกถ้ามันเป็นถังขยะของอินน์ หรือโรงแรม เดาจากขนาดของเจ้าถังที่ฉันเข้ามาหลบนี่แล้ว ขนาดมันใหญ่กว่าปกติ มันน่าจะเป็นถังขยะของโรงแรมหรูพอสมควร

            “นี่พวกแกกะจะฆ่าฉันทิ้งเลยตรงนี้ จริงๆใช่มั้ยเนี่ย!? ไม่เห็นใจคนที่เคยทำงานด้ว....” ฉันชะโงกหน้าออกไปแผดเสียงตะโกนถาม แต่ยังไม่ทันที่จะกล่าวจบประโยคดีเลยแท้ๆ กระสุนปืนก็พุ่งเข้ามาเฉี่ยวถังขยะซะแล้ว ประกายไฟที่เกิดจากการเสียดสีของโลหะ ทำให้ฉันชักหน้าหลบเข้าไปทันควัน

            “หักหลังพวกเราแล้วยังมีตีหน้าระรื่นอีกงั้นเหรอ นังจิ้งจอก! เพราะแกคนเดียวแท้ๆ ทำให้สหายพี่น้องของเราต้องโดนซิวเข้าซังเตไปกว่าครึ่ง แถมผู้พันก็ยังปางตายอีก! คนอย่างแกมีแต่ต้องโทษจับตายสถานเดียว!” ฉันมักจะโดนเรียกด้วยสรรพนามแปลกๆ ทั้งแมว ทั้งเสือ ต่างก็โดนเรียกมาแล้ว แต่คราวนี้เป็นจิ้งจอกแฮะ... ชายหนุ่ม หนึ่งในกลุ่มคนชุดดำคำรามเสียงของเขาดังขึ้นมาจากหัวมุมของตรอก

            ฉันจำโทนเสียงนี้ได้ดีในกลุ่มมีเพียงคนที่เดียวที่มีวิธีการพูดแบบนี้ นิมรอฟ นั่นคือชื่อของเขา และเขาก็เป็นคนสนิทที่สุดของ “ผู้พัน” อีกต่างหาก ไม่น่าแปลกเลยที่เขาจะโมโหได้ขนาดนี้... เขาเป็นคนที่เคารพ “ผู้พัน” ที่สุดและใกล้ชิดที่สุด ถ้าเดาจากน้ำเสียงแล้ว ป่านนี้ใบหน้าของเขาคงเปลี่ยนเป็นสีแดง เส้นเลือดปูดขึ้นมาเต็มคอเขาแล้วแน่ๆ

            “แต่ถ้าแกยอมออกมาแต่โดยดี เราจะปฏิบัติกับแกตามกฎการลงโทษของกลุ่ม! เพราะฉะนั้นยอมออกมามอบตัวซะดีๆ ก่อนที่พวกเราจะใช้กำลังมากไปกว่านี้!!” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ฟังดูอ่อนนุ่มลงเลยแม้แต่น้อย ถ้าฉันจำไม่ผิดการลงโทษตามกฎของกลุ่มในฐานความผิดของฉันนี่ มันก็คือจับไปทรมานเสร็จแล้วก็ยิงทิ้ง ก่อนที่จะโบกปูนถ่วงน้ำไม่ใช่รึยังไงกัน... งั้นก็หมายความว่า ฉันหนีต่อไปหรือยอมมอบตัวก็แทบจะไม่ต่างกันเลยน่ะสิ! แถมยังดูเหมือนจะแย่กว่าซะอีก!

            “เฮอะ! ถ้ายอมเชื่อแบบนั้น ฉันก็โง่ตายแล้ว!” ฉันตะโกนด่ากลับ “พวกแกไม่คิดกันบ้างรึยังไงกันว่า เรื่องที่ผู้พันสั่งให้เราทำน่ะมันผิด!” ในระหว่างนั้นมือขวาของฉันคว้าเอาปืนพกขนาด 9 ม.ม. ขึ้นมาจากซองขึ้นมาตรวจนับกระสุนที่มี –น่าจะราวๆ 30 นัดได้ ถ้าจะเก็บพวกเขาทั้งสิบสองคนได้ก็ต้องยิงคนละสองถึงสามนัด... ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะใช้เจ้าปืนเล็กนี่จะยิงสู้กับอดีตกองทหารอาวุธครบมือแบบนี้ได้ ต่อให้ฉันจะพิเศษกว่าชาวบ้านเขาก็เถอะนะ

            ไม่มีทางเลือกซักเท่าไร ในตอนนี้คงต้องหนีเอาตัวรอดอย่างเดียวไปก่อน...

            “แต่เมื่อสองปีก่อน แกก็เคยสาบานตนแล้วว่าจะอุทิศตนให้กับกลุ่มของเรา! และจะเชื่อฟังผู้พันไม่ว่าจะเป็นคำสั่งอะไรก็ตามไม่ใช่รึยังไงกัน! ทำไมตอนนี้แกถึงได้ผิดคำสาบานแล้วทรยศต่อสหายได้ห๊ะ! คนอย่างแกมีศักดิ์ศรีกับเขาบ้างรึเปล่า!” นิมรอฟแผดเสียงด่ากลับก่อนที่เขาจะกราดส่งลูกปืนจำนวนหนึ่งมายังเท้าของฉัน

            “ศักดิ์ศรี!? ฉันขอแย้งก่อนเลยว่า พวกแกต่างหากที่ไม่มีศักดิ์ศรี! นี่น่ะหรืออดีตกองทหารอันขึ้นชื่อตามคำร่ำลือ! ที่พวกแกทำมันก็ไม่ต่างอะไรเลยจากพวกกุ้ยที่ไม่ชอบใจใครก็ยิงทิ้งอย่างเดียวเลยซักนิดเดียว! แกยังจำได้รึเปล่า ใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้น! คนที่แกยิงพี่ชายเธอตายต่อหน้าต่อตาน่ะ! แล้วไหนยังพวกที่อยู่ในตู้คอนเทรนเนอร์ที่ท่าเรือนับร้อยๆคนอีก!”

            ความทรงจำอันแสนเลวร้ายผุดขึ้นมาในหัวอย่างต่อเนื่อง ภาพของเด็กสาวอายุไม่น่าจะถึงสิบขวบซะด้วยซ้ำที่กำลังกรีดร้อง เมื่อเห็นพี่ชายเพียงคนเดียวของเธอถูกชายแปลกหน้าเดินสวนมาแล้วคว้าปืนยิงเจาะกะโหลก ร่างของเขาเอนล้มลงไปอย่างไม่ไหวติ่ง ทิ้งให้เหลือเพียงเด็กตัวเล็กๆนั่งร้องไห้ท่ามกลางกองเลือดที่อาบพื้น เธอพยายามปลุกร่างไร้วิญญาณของพี่ชาย ในตอนนั้นฉันเป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์อยู่ห่างๆเท่านั้น แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย

            นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีความทรงจำในช่วงที่ฉันถูกส่งไป “นับสินค้า” ที่ท่าเรือผุดขึ้นมาอีกด้วย ในตู้คอนเทรนเนอร์ขนาดใหญ่ที่ภายนอกถูกเขียนว่า “ชิ้นส่วนรถยนต์” แต่เมื่อเปิดเข้าไปแล้วก็ทำเอาหัวใจของฉันแทบจะทะลุออกมาจากอก

            “คำสั่งของผู้พันถือว่าเป็นที่สุด! เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มแล้ว ไม่ว่างานสกปรกแค่ไหนพวกเราก็ต้องทำ! นั่นล่ะคือศักดิ์ศรีของพวกเราที่ยังหลงเหลืออยู่ของผีร้ายที่ถูกจักรวรรดิ์ทอดทิ้ง!!” เขาแผดเสียงลั่น แถมน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอีกต่างหาก คิ้วของฉันกระตุกเพราะความหงุดหงิดทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

            “งั้นพวกเราก็ไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกันอีกแล้ว!” ฉันชะโงกหน้าออกไปพร้อมกับกำปืนพกเอาไว้ในมือ สายตาเล็งไปยังท่อโลหะที่อยู่เหนือพวกเขาก่อนที่จะลั่นไกออกไป กระสุนปืนพุ่งตรงไปยังท่อโลหะนั้นและเจาะทะลวงจนเป็นรูรั่ว ใช้เวลาไม่นานนักไอน้ำร้อนๆก็พวยพุ่งออกมาจากท่อตามรูที่ถูกเจาะ เสียงร้อง “ร้อน!!” ของเหล่าชายหนุ่มดังขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่ง – เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

            ไอร้อนจากท่อ ส่งผลทำให้พวกชายชุดดำที่ตั้งแนวยิงอยู่อีกด้านเผยช่องว่าง ฉันฉวยโอกาสในจังหวะที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัวนี้ล่ะทะยานตัวออกวิ่งอีกครั้ง หวังว่ามันน่าจะช่วยถ่วงเวลาได้ซักนิดก็ยังดี

            “หนอย!! นังจิ้งจอก!! จำเอาไว้เลย! แค้นนี้จะต้องชำระ!!” แผดเสียงลั่นตรอก เสียงของเขาดังขนาดว่าฉันที่วิ่งหนีไปได้ไกลพอสมควรแล้ว ยังจะได้ยินเสียงคำรามของเขาอย่างชัดเจน เขาคงโกรธมากซะจนอยากจะจับฉันมาสับเป็นชิ้นๆแน่เลย แถมบทพูดก็อย่างกับตัวร้ายมาตรฐานในหนังเลยอีกต่างหาก

            ทำไมฉันถึงต้องวิ่งหนี? และพวกเขาเป็นใคร? ฉันทำอะไรผิดถึงถูกตามล่า? คงต้องย้อนความกันซักนิดไปเมื่อตอนบ่ายของวันนี้ล่ะนะ

 

 

            “เอ๋! เมื่อกี้นายว่ายังไงนะนิมรอฟ ลองพูดใหม่อีกทีสิ!!”

            “ก็อย่างที่ได้ยินนั่นล่ะ... วันนี้จะมีสินค้าพิเศษมาส่งที่ท่าเรือฝั่งตะวันออก ก็คงต้องฝากเธอตรวจเช็คเหมือนเช่นเคย”

            “เหมือนเคยบ้าอะไรล่ะ! ไม่ๆ ไม่เอาเด็ดขาด! ต่อให้ตายยังไงฉันก็ไม่ไป! ฉันไม่เคยตบปากรับคำเลยนะว่าจะยอมทำงานแบบนั้นจนกลายเป็นหน้าที่ไปแล้ว! นายรู้บ้างรึเปล่าว่าตลอดสองปีมานี่ ฉันเคยไปไปตรวจเช็คสินค้าแค่ 3 ครั้ง แต่แค่ 3 ครั้งเท่านั่นล่ะ ทำเอาฉันเก็บมาคิดจนแทบนอนไม่ได้เป็นเดือนๆ! ถ้าเป็นไปได้ ฉันจะขอใช้สิทธิ์ปฏิเสธที่จะรับงานนี้!”

            ฉันแผดเสียงใส่โทรศัพท์สาธารณะ โชคดีที่ว่าโทรศัพท์สาธารณะของประเทศนี้ ถูกสร้างให้เป็นตู้แบบเก็บเสียงอย่างดี ต่อให้ตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังขนาดไหนก็ตาม ก็จะไม่มีเสียงอะไรสามารถเล็ดลอดออกไปนอกตู้ได้เลยแม้แต่น้อย

            “เธอเองก็ได้สาบานตนกับผู้พันเอาไว้แล้วไม่ใช่รึยังไงกัน ว่าจะทำตามคำสั่งของเขาโดยที่ไม่มีข้อกังขาอะไร เพราะฉะนั้นเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำสั่งนี้” ชายหนุ่มที่อยู่อีกด้านของสายพูดด้วยเสียงเรียบๆแต่หนักแน่น ฉันสะอึกเล็กๆเมื่อเขาพูดเช่นนั้น

            นิมรอฟคือชื่อของเขา และเขาก็เป็นเสมือนกับหัวหน้าของฉัน ที่คอยรับคำสั่งจากเบื้องบนที่พวกเราเรียกว่า “ผู้พัน” ก่อนที่จะส่งกระจายมายังลูกน้องเบื้องล่างอย่างฉันอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าเขาคือหัวหน้าสายบัญชาการของกลุ่มที่ฉันสังกัดอยู่นั่นล่ะ

            “ฉันจะบอกข่าวดีให้ก็แล้วกัน สำหรับงานในวันนี้ค่อนข้างพิเศษกว่าปกติ และฉันก็ไว้ใจให้เธอทำได้ด้วย... นอกจากการตรวจเช็คสินค้าตามปกติแล้ว เธอจะต้องรับหน้าที่ทำการคุ้มกัน ‘ผู้พัน’ ที่จะเดินทางไปเจรจากับนายหน้าของอีกฝ่ายด้วย แน่นอนว่าเขาจะจ่ายค่าตัวเธออย่างงาม และอาจจะเลื่อนขั้นเธอให้ขึ้นไปเป็นระดับผู้บังคับหมู่ด้วย เงินเดือนของระดับหัวหน้าหมู่น่ะ เพียงพอที่จะย้ายออกจากห้องเช่าโทรมๆ ที่เคยบ่นได้แน่ ได้ฟังแบบนี้แล้วยังจะกล้าปฏิเสธงานนี้อีกรึเปล่า”

            ได้ยินเช่นนี้แล้ว ฉันก็กลืนน้ำลายตัวเองลงไปอึกใหญ่ ก่อนที่จะชะโงกออกไปมองยังนอกตู้โทรศัพท์

            อาคารเก่าๆที่พร้อมจะพังมิพังแหล่ในแถบย่านสลัม คือห้องเช่าโทรมๆ ของฉันที่ชายหนุ่มกล่าวถึง มองดูจากภายนอกแล้วมันแทบจะไม่ต่างอะไรจากตึกที่พร้อมจะถูกทุบทิ้งเลยซักนิดเดียว เลวร้ายกว่านั้นก็คือตลอดทางนั้นเต็มไปด้วยที่พักอาศัยของเหล่า โฮมเลส อีกต่างหาก แทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าสถานที่แห่งนี้ ถูกตั้งอยู่แถบชานเมืองของกรุงลอนดอนมหานครแห่งแสงสี

            “เฮ้อ... ก็ได้ๆ ฉันยอมที่จะนอนไม่หลับไปทั้งเดือน ดีกว่าต้องมาระแวงว่ากลางคืนจะมีใครปีนหน้าต่างเข้ามากระทำชำเราอะไรมิดีมิร้ายนั่นล่ะนะ... เอาเป็นว่าตกลงฉันยอมรับงานนี้ก็แล้วกัน... แล้วสินค้าจะส่งมาถึงเมื่อไรล่ะ...”

            “ตอนนี้เรือจอดอยู่หน้าปากอ่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงคงจะจอดเข้าเทียบท่าได้ ผู้พันเองก็กำลังเดินทางไปที่นั่น ถ้าให้ฉันแนะนำ... เธอควรออกเดินทางทันที”

            “เออ!! ขอบใจที่เพิ่งมาบอกว่ะ ไอ้หัวหน้าเฮงซวย!” ด้วยอารมณ์หงุดหงิด ทำเอาฉันเผลอปริดแตกด่าเขากลับไปก่อนที่จะกระแทกหูโทรศัพท์แรงๆ จะบ้ารึยังไงกันนิมรอฟเอ้ย!! งานสำคัญแบบนี้แต่เพิ่งจะมาบอกก่อนเริ่มงานไม่ถึงชั่วโมง!! ที่มันแทบจะไม่ต่างจากการส่งการ์ดเชิญไปงานแต่งงานในตอนบ่าย ทั้งที่งานเริ่มเอาตอนเย็นเลยซักนิดเดียว! แบบนี้ใครจะไปเตรียมตัวทันล่ะ!!

            หลังจากวางหูโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ฉันก็ได้รีบวิ่งกลับเข้าไปในอาคารโทรมๆนั่นเพื่อที่จะตรงกลับไปยังห้องเช่าทันที ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายของวันในอาคารจึงแทบจะไม่มีผู้คนอยู่เลย นับว่าเป็นโชคดีแล้วที่ไม่ต้องขึ้นบันไดแคบๆแล้วเดินสวนกับใคร ไม่นานนักประตูห้องหมายเลขสามสิบสองถูกเปิดออกอย่างแรงราวกับถูกถีบ ประตูไม้โทรมๆ กระแทกกับผนังกำแพงล่อนๆ ส่งเสียงดัง ตึง! พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนไปแทบทั้งห้อง น่ากลัวว่าอาคารอาจจะถล่มเอาก็วันนี้ล่ะ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนแล้วว่าตึกจะถล่มมั้ย?

            ฉันรีบเปลี่ยนชุดไปใส่เป็นชุดสำหรับทำงานทันที เสื้อผ้าชุดเก่าถูกโยนลงกองเอาไว้กับพื้นรวมกับชุดอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เก็บไปซัก น่าอายว่าที่นี่คือห้องของผู้หญิงแท้ๆ แต่มันกลับรกซะจนแทบจะทนอยู่ไม่ได้ซะนี่ แบบนี้แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากสมัยที่อยู่หอพักของกองทัพเลยแม้แต่น้อย ถ้าพี่ฉันมาเห็นสภาพนี้เข้าล่ะก็คงโดนอบรมสั่งสอนเป็นการใหญ่แน่ๆ

            หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันก็คว้าเอาเสื้อนอกตัวเก่งมาใส่ก่อนที่จะรีบลงไปชั้นล่างและขึ้นรถส่วนตัว... สำหรับประเทศนี้แล้ว เสื้อนอกเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลย เพราะสภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ตอนเช้าอาจจะอากาศแจ่มใส แต่ตอนบ่ายอาจจะมีฝนตกได้ตลอดเวลา เสื้อนอกที่สามารถช่วยกันลมและฝนได้จึงเป็นของสำคัญที่ขาดแทบไม่ได้ สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเกาะแห่งนี้

            แต่สภาพอากาศของที่นี่ก็ยังถือว่าดีกว่าบ้านเกิดเป็นกอง... ถ้าที่นั่นไม่เจอฝนก็หิมะหนาเป็นนิ้วล่ะ

 

            โชคดีอีกครั้งที่ห้องของฉันอยู่ห่างจากท่าเรือที่ว่าไม่เท่าไร ใช้เวลาขับรถไปเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว แต่ในครั้งนี้มันก็เป็นโชคร้ายในความโชคดีที่รถค่อนข้างติดมากกว่าปกติ ฉันจึงต้องใช้เวลามากกว่าปกติเล็กน้อย กลายเป็นสี่สิบห้านาที... เมื่อฉันไปถึง เรือบรรทุกสินค้าก็จอดเทียบท่าเป็นที่เรียบร้อย – รวมถึงขบวนคอนวอยของ “ผู้พัน” ด้วย

            กลุ่มชายในชุดสูทสีดำนับสิบคน กำลังยืนจับกลุ่มอยู่หน้าเรือบรรทุกสินค้าที่กำลังทำการเทียบท่า ฉันรีบเปิดประตูและรีบลงจากรถทันทีเมื่อจอดสนิท ก่อนที่จะรีบวิ่งตรงไปยังกลุ่มชายชุดดำนับสิบคนที่ยืนตั้งแถวกันอย่างเป็นระเบียบอยู่หน้าท่าเรือ “ขอโทษที่มาสายค่ะ พอดีรถค่อนข้างติด”

            “ยังไม่ถือว่าสายซักเท่าไร แต่คราวหน้าเธอควรที่จะมาก่อนที่พวกเราจะมาถึงนะ” คนที่ออกมารับหน้านั่นคือ นิมรอฟ เขาสวมชุดสูทสีดำเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ในมือของเขาได้ถืออาวุธปืนไรเฟิ้ลจู่โจม เอเค เอาไว้ในมือด้วย ฉันเลิกคิ้วสงสัยว่าทำไมคราวนี้เขาถึงต้องถือปืน ทั้งที่แค่มาแลกเปลี่ยนสินค้ากันตามปกติเท่านั้นเอง... ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวเท่านั้น คนอื่นๆเองก็ถืออาวุธกันครบมือ อย่างกับพร้อมที่จะทำสงครามกันเลย – หวังว่าคงไม่เกิดอะไรแบบนั้นที่นี่หรอกนะ

            ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ ในท่าเรือแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มของฉันเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มคนแปลกหน้าอีกนับสิบ... ไม่สิน่าจะเกือบร้อยได้ ยืนถืออาวุธครบมือกำลังทำการคุ้มกันคนอีกกลุ่มหนึ่ง ฉันคาดเดาได้ว่า คนที่ไม่ได้ถืออาวุธและมีท่าทางอวดเบ่งพวกนั้นน่าจะเป็นหัวหน้าของพวกเขา

            “แล้วนี่เกิดอะไรกันขึ้น? ทำไมทุกคนถึงติดอาวุธกันได้ขนาดนี้” ฉันถามนิมรอฟ เขาทำเสียงฟึดฟัดขึ้นมาทีหนึ่งก่อนที่จะตอบกลับ พร้อมกับคว้าเอาบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาคาบ

            “พวกลูกค้าวันนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้ซักเท่าไร... ผู้พันคิดว่าพวกเราอาจจะโดนเบี้ยวได้ ก็เลยต้องติดอาวุธมาขู่กันแบบเต็มพิกัดเนี่ยสิ...” เขาจุดบุหรี่พูด เนื่องด้วยที่ว่าฉันเป็นคนที่ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่เลยแม้แต่นิดเดียว ฉันจึงกลั้นหายใจก่อนที่จะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

            “ขู่? แค่คู่จริงๆงั้นเหรอ?” สายตาของฉันเหลือบไปเห็นยานเกราะเบาลำเลียงพลถูกจอดเอาไว้ยังอีกฟากหนึ่งของท่าเรือ ฉันเดาว่าภายในคงมีกองกำลังติดอาวุธซ่อนตัวอยู่อีกไม่น่าจะต่ำกว่าสิบนาย นี่มันพร้อมที่จะก่อสงครามกันชัดๆ

            “จำได้ใช่มั้ยว่านโยบายของกลุ่มเราเป็นยังไง?” นิมรอฟถามพร้อมกับพ่นควันบุหรี่ปุ๋ย

            “ถล่มให้เหี้ยน ราวกับพายุพัดกระหน่ำ...” ฉันตอบกลับ คำๆ นี้คือคำขวัญประจำกลุ่มที่ฉันสังกัดอยู่ แต่จะเรียกว่ากลุ่มนั้นก็ไม่น่าจะถูกซักเท่าไรนัก...

            การกระทำของกลุ่มนี้มันเข้าข่ายผิดกฎหมายทุกระเบียบนิ้ว ตั้งแต่การเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ธุรกิจใต้ดิน กำจัดฝ่ายตรงข้ามที่ขัดผลประโยชน์ และลักลอบขนส่งสินค้า การกระทำเช่นนี้เรียกว่ากลุ่มคงไม่ถูกต้องเท่าไร ถ้าจะแก้ให้ถูกต้องเปลี่ยนไปเรียกว่า “แก้งมาเฟีย”

            มาเฟียชาวสลาฟ พวกเขาคือคนที่ฉันทำงานด้วยตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมานี่เอง

            ไม่ใช่ว่าฉันชอบทำงานนี้ซักเท่าไรหรอกนะ แต่... สำหรับคนบ้านนอกที่เติบโตมาบนกองเศษเหล็ก คุ้ยหาของไปฝากขาย ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัยด้านไหนเป็นพิเศษอย่างฉัน ไปทำงานที่ไหนก็แทบจะไม่มีใครรับ ประกอบกับที่ว่าฉันเป็นชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองมาอีกต่างหาก จุดยืนของฉันในประเทศนี้จึงแทบไม่มี แตกต่างจากสมัยที่ทำงานให้กับส่วนกลางที่สาธารณะรัฐลิเบอเลียนอย่างสิ้นเชิง ถ้าเป็นที่นั่นฉันถูกดูแลปรินิบัติอย่างดีเลย แต่ก็นะ... ที่นั่นมันเขตสงครามกลางเมือง อดีตทหารและนักล่ามือดีอย่างฉันจึงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานนี่

            หลังจากที่ปลดประจำการเพราะบาดเจ็บมาเป็นที่เรียบร้อย ฉันก็เดินทางมายังประเทศนี้ หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าไม่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับใครอีกแล้ว โดยใช้เงินก้อนโตที่ส่วนกลางให้มาในการสร้างความหวังใหม่ – แต่ความคิดนั้นก็ล่มไม่เป็นท่า เมื่อได้พบกับแสงสีของกรุงลอนดอน... เงินก้อนโตที่น่าจะซื้อบ้านได้ทั้งหลัง ได้มลายหายไปภายในเวลาไม่ถึงปี ฉันดูถูกกรุงลอนดอนมากเกินไป ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนรู้จักของฉันทั้งหมดจึงเลือกไปอาศัยอยู่ที่เมืองอื่นแทน

            ในระหว่างที่กำลังกลุ้มใจกับเรื่องเงิน พวกเขาเหล่านี้ก็ได้เข้ามาและรับฉันเข้าทำงานในฐานะของ “สหาย” พวกเขาล้วนแต่เป็นคนบ้านเดียวกันและในอดีตพวกเขาก็เคยทหารเหมือนกับฉันสมัยก่อนๆ ด้วย แต่กว่าจะรู้ว่าพวกเขานั้นเป็นมาเฟียก็นานโขอยู่พอสมควร กลายเป็นว่าตอนนี้ฉันหลวมตัวมาทำงานให้กับองค์กรใต้ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะถอนตัวก็ไม่ได้ เพราะฉันในตอนนี้สามารถเรียกได้เต็มปากเลยว่า “ไม่มีที่ไปอย่างสิ้นเชิง”

            “เฮ้! เหม่ออะไรอยู่รึยังไงกัน!”

            “อะ... ขอโทษที พอดีนึกถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมาน่ะ” ฉันหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อน ถ้าถามว่าในตอนนี้ฉันพอใจอยู่กับกลุ่มนี้หรือไม่... ฉันคงต้องตอบว่า “ไม่เชิง” แม้ว่าพวกเขาจะเลี้ยงดูฉันด้วยเงินจำนวนเพียงพอที่จะเอาตัวรอดในเมืองแสงสีนี้ได้ก็จริง แต่พฤติกรรมของกลุ่มนั้นไม่ค่อยจะเป็นที่น่าพอใจกับฉันซักเท่าไรนัก โดยเฉพาะงานในวันนี้... งานตรวจนับสินค้า ถ้าฉันไม่ขาดเงินจริงๆ ก็คงจะไม่รับงานนี้เด็ดขาด

            “เลิกเหม่อแล้วเตรียมตัวทำงานได้แล้ว!”

 

            ไม่เคยชินซะทีกับการมายืนต่อหน้าตู้คอนเทรนเนอร์ มือซ้ายถือกุญแจสำหรับเปิดตู้ ส่วนมือขวาก็ถือเครื่องนับจำนวน งานของฉันในคราวนี้เป็นแค่งานง่ายๆ คือการนับจำนวนสินค้าที่ถูกส่งมาแล้วรายงานให้กับเบื้องบนทราบก็เท่านั้น แต่ฉันไม่เคยคิดที่จะชอบใจงานนี้เลยซักนิดเดียว ไม่ใช่เพราะให้เงินน้อย หรือว่าถูกใช้งานไม่สมความสามารถ... แต่เป็นเพราะเนื้อหาของงานต่างหาก

            “เอาล่ะครับ ท่านผู้ชมที่เคารพทั้งหลาย ณ ที่แห่งนี้ ทุกท่านได้มารวมตัวกันด้วยจุดประสงค์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างที่ทุกท่านทราบว่าในตอนนี้ธุรกิจการค้าของเรากำลังเข้าสู่ยุครุ่งเรือง เพราะฉะนั้นในวันนี้เอง ทางเราจึงได้ทำการคัดเลือกสินค้าสดใหม่และคาดว่าน่าจะถูกใจทุกท่าน ขอเวลาทางเราตรวจนับสินค้าซักครู่ แล้วอีกซักพักหนึ่งเราจะมาเปิดการประมูลซื้อขายกันครับ”

            นิมรอฟ ยืนขึ้นอยู่บนเวที ที่ถูกสร้างอย่างลวกๆ ด้วยลังไม้หลายๆ ใบ เขากล่าวต่อหน้า “ลูกค้า” ที่มาเข้าร่วมชมการเปิดแสดงสินค้าภายในตู้นี้ ราวกับเป็นโฆษกฝ่ายขายตามงานใหญ่ๆเลยก็ไม่ผิด กลุ่มลูกค้าหลายคนต่างเดินเรียงแถวหน้ากระดานมายืนอยู่ตรงหน้าตู้ โดยที่มีเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขายืนถืออาวุธครบมืออยู่ด้านหลัง

            แต่ฝ่ายฉันเองก็ไม่ใช่ย่อยเช่นกัน กลุ่มอดีตทหารเก่าหลายสิบคนเองก็ถืออาวุธครบมืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกเขา โดยที่มีชายหนุ่มในเสื้อโค้ทยาวยืนนำหน้าอยู่ – “ผู้พัน” นั่นคือคำที่พวกเราใช้เรียกเขา เขาเสมือนกับว่าเป็นหัวหน้าสาขาของแก้ง ที่สังกัดอยู่ในประเทศแห่งนี้ คอยควบคุมดูแลงานทั้งหมดก่อนที่จะส่งเงินที่ได้ไปยังต้นสังกัด ที่อยู่ที่ไหนซักแห่ง

            “ผู้พันครับ พวกเราพร้อมที่จะเปิดคลังสินค้าแล้วครับ… ไม่ทราบว่าท่านอยากได้อะไรดื่มซักนิดรึเปล่าครับ” นิมรอฟก้าวลงจากเวทีก่อนที่จะตรงไปยัง ผู้พัน เขายิ้มระรื่นพร้อมกับพูดประจบประแจงผู้พันอย่างออกนอกหน้า

            ฉันเดาได้แล้วว่าสาเหตุที่เขายิ้มและลากฉันมาทำงานในวันนี้ด้วยคงเป็นเพราะ เขาคงหวังที่จะได้เลื่อนขั้นในงานนี้ แล้วกะจะส่งต่องานคุมหมู่ของเขาให้กับฉันทันทีเลย เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องเชิญชวนฉันมาแล้วทำการเปิดตัวสร้างความสัมพันธ์รู้จักกับหัวหน้าใหญ่เอาไว้บ้าง

            ถ้านับตามจริงแล้ว นิมรอฟไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรนัก เขาเป็นคนที่ค่อนข้างใจกว้างขนาดถูกฉันด่าไปหยกๆ ก็ไม่มีท่าที่ว่าจะเก็บมาคิด เถรตรงเป็นไม้บรรทัดทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด และดูแลลูกน้องทั้งหมดอย่างทั่วถึง ถือว่าเขามีคุณสมบัติของผู้นำเพียงพอที่น่าเป็นที่เคารพอยู่

            เพียงแต่ว่าเขามีข้อเสียอยู่ข้อหนึ่งก็คือ ความเถรตรงที่มากจนเกินไปนี่ล่ะ...

            นิมรอฟยึดถือสัจจะที่เคยสาบานตนว่าจะทำงานรับใช้ “ผู้พัน” อย่างเคร่งครัดอย่างมาก... มากจนเกินไป จนแทบจะเรียกได้ว่าหน้ามืดตามัว เขาแทบจะไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับเนื้อหาของงานเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงแค่เป็นคำสั่งที่มาจากเบื้องบนอย่าง “ผู้พัน” เขาก็พร้อมที่จะทำตามอย่างถวายหัว โดยไม่มีข้อกังขาเรื่องศีลธรรมอะไรทั้งสิ้น นับได้ว่าเป็นข้อเสียเดียวและข้อเสียนี้ล่ะที่ทำให้ฉันไม่ค่อยจะชอบใจกับเขาซักเท่าไร

            “เอ้า! เลิกเหม่อได้แล้วเธอน่ะ! ไขกุญแจเจ้าตู้คอนเทรนเนอร์นี้ซะทีเถอะ!” เขาสั่ง ฉันได้แต่มองเขาด้วยสายตาที่แอบสมเพศเขาอยู่เล็กๆ น่าเสียดายที่คนมีความสามารถอย่างเขาต้องมาทำงานอย่างนี้...

            แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลามาบ่นซักเท่าไร ลูกค้าทั้งหลายรอนานแล้ว และถ้าเกิดปล่อยให้รอนานกว่านี้ “ผู้พัน” คงจะไม่พอใจแล้วสั่งเก็บฉันตรงนี้เลยก็เป็นได้ แน่นอนว่าตาบ้านิมรอฟ คงยิงฉันทิ้งโดยที่ไม่มีข้อกังขา ถ้ามันเป็นคำสั่งของเขา

 

            ตู้คอนเทรนเนอร์ถูกเปิดออกด้วยกุญแจที่ฉันถือ บรรยากาศภายในค่อนข้างอึดอัด และครุกกรุ่นไปด้วยกลิ่นอับ นอกจากนั้นฉันยังพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าสิ่งของที่อยู่ภายในมันคืออะไร

            จากประสบการณ์ทั้ง 3 ครั้งที่ฉันรับงานตรวจนับสินค้า ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองก็น่าสมเพศไม่แพ้เขาเช่นกัน... น่าสมเพศ น่าเศร้านักที่ฉันรู้ว่าในนี้คืออะไร... แต่ลำพังคนเดียว ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ

            “สุดยอด! สุดยอดไปเลย! นี่มันช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมโดยแท้!” ลูกค้าคนหนึ่งร้องขึ้นหลังจากที่ประตูตู้คอนเทรนเนอร์ถูกเปิดออก ส่วนฉันก็ได้แต่กำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจิกเนื้ออยู่แล้ว

            “นี่มันสินค้าชั้นดีทั้งนั้นเลยนี่!”

            “ไม่ผิดหวังจริงๆเลย ผู้พัน ที่เราว่าจ้างคุณให้หาสินค้าแบบนี้”

            ลูกค้าจำนวนหนึ่งแสดงท่าทางพึงพอใจอย่างมาก เมื่อพวกเขาได้เห็น “สินค้า” บางคนเดินผ่านฉันและตรงเข้าไปภายในตู้คอนเทรนเนอร์ เพื่อทำการตรวจเช็คสินค้าด้วยตัวเอง ในตอนนี้ฉันได้แต่ก้มหน้าและยืนนิ่งกัดฟันอยู่เฉยๆ

            โกรธ แค้น เคือง

            ฉันโกรธตัวเองที่ได้แต่ยืนดู

            แค้นตัวเองที่ไร้กำลัง

            และเคืองตัวเองที่ไม่คิดจะช่วย

            “ช่วย...ด้วย...” เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากภายในตู้คอนเทรนเนอร์ ฉันไม่กล้าหันไปมองตามเสียงนั้น แต่เพียงแค่ได้ยิน ฉันก็สามารถจินตนาการถึงสภาพของ “สินค้า” ได้อย่างชัดเจน

            เด็กและหญิงสาวจำนวนกว่าร้อยคน กำลังขดตัวสั่นอยู่ในตู้บ้านั่น สภาพของพวกเธอเหล่านั้นเรียกได้ว่าโทรมจนแทบดูไม่ได้ บางคนเนื้อตัวมอมแมมผมเผ้ากระเซิงไม่เป็นทรง บางคนก็ผอมแห้งจนแทบจะเหลือแต่หนังติดกระดูก บางก็เป็นเพียงเด็กอายุสิบปีเศษๆ เท่านั้น ร่างกายของพวกเธอสั่นเทิมไปด้วยความหวาดกลัว ดวงตาที่เลือนลอยไร้ประกายนั้นเองก็เผยให้เห็นถึงความสิ้นหวังในใจ

            การค้ามนุษย์ – ไม่มีคำนิยามอื่นอีกแล้ว สำหรับธุรกิจในครั้งนี้ แก้งมาเฟียที่ฉันสังกัดอยู่ดำเนินธุรกิจหาทุนหมุนเวียนโดยธุรกิจผิดกฎหมาย และสิ่งที่ทำกำไรได้มากที่สุดสำหรับพวกเขาก็คือ การค้ามนุษย์เช่นนี้ ทั้งเด็กชาย เด็กหญิง และหญิงสาว ต่างเพศต่างพันธุ์ล้วนแต่เป็นสินค้าชั้นดี ที่สามารถหาได้ง่ายๆโดยที่ไม่ต้องพึ่งต้นทุน พวกเขาเพียงแค่ส่งคนออกไปตามจับในแถบพื้นที่ ที่ขาดความเจริญและขนส่งมาขายต่อให้กลุ่ม ลูกค้า เพียงแค่นี้กำไรก็ไหลมาเทมาจนคนระดับหัวหน้านับเงินกันมือระวิง

            แต่ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การหลอกหญิงสาวชาวสลาฟยากจน ที่อยากจะลักลอบเข้ามาทำงานในดินแดน ยูโทเปีย พวกเธอแทบทุกคนไม่มีใครเคยได้กลับไปยังดินแดนที่จากมาอีกเลย

            ฉันรู้อยู่แล้วว่าภายในเป็นยังไงบ้าง ฉันรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นเป็นอะไร แต่ฉันก็ไม่ได้ต่อต้านและไม่ได้คัดค้าน...

            “ช่วย... ช่วยพวกเราด้วย...”

            ฉันหันหลังพยายามที่จะไม่มองเข้าไปข้างใน แต่ทว่าเสียงร้องโหยหวนของพวกเธอเหล่านั้นก็ทำให้ฉันเห็นภาพ ภาพกำแพงสี่ด้านที่มืดสนิท ภาพเดียวกับที่ฉันเคยเห็นตอนอายุสิบสอง

            ปึง!

            ความรู้สึกทั้งหมดถูกระเบิดออกมา โดยการฟาดสันมือใส่ตู้คอนเทรนเนอร์เท่านั้น เสียงกระแทกดังกระหึ่มไปทั่วจนกลายเป็นการเรียกสายตาจาก “ลูกค้า” ทั้งหมดให้หันมามอง รวมถึงนิมรอฟ และ “ผู้พัน” เองก็เบนสายตาหันมามองที่ฉันเช่นกัน

 

            ไม่ไหวแล้ว.... รู้สึกเวียนหัวจนแทบอยากจะอาเจียนออกมาซะตรงนี้ ความทรงจำเก่าๆและความรู้สึกที่อัดอั้นมันจุกอยู่ในอกจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว แค่จะยืนทรงตัวให้อยู่ก็ยังแทบจะทำไม่ได้เลย ปวด... ความรู้สึกปวดนี่มันคืออะไรกัน มันไม่เหมือนอาการเจ็บแผลเก่าที่ไหล่เลยแม้แต่นิดเดียว

            ความรู้สึกแปลกๆทั้งหมดกำลังถาโถมเข้าใส่ ฉันในตอนนี้ได้แต่ทิ้งตัวลงนั่งและกัดฟันกอดตัวเองและข่มอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้ อึดอัดใจ ฉันรู้สึกอึดอัดจนแทบอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆแล้วในตอนนี้

            ไม่ไหวแล้ว... ฉันแทบจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ไหวแล้ว

            “ถ้าคิดว่าไม่ไหวแล้ว เธอจะทนต่อไปหาอะไรล่ะแม่ลูกแมวน้อยเอ้ย...”

            ลูกแมวน้อย!? สรรพนามคำนี้ดึงฉันกลับมาจากห้วงภวังค์ ฉันจำได้ว่าคำๆ นี้ มันเป็นสรรพนามที่ใช้สำหรับเรียกฉันโดยเฉพาะ และผู้ที่ใช้คำนี้เรียกฉันก็มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น....

            “จงกระทำตามที่ใจของตัวเองร่ำร้อง และอย่าจงเสียใจกับการกระทำที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง” เจ้าของเสียงพูดค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ฉัน เขาเป็นหนึ่งใน “ลูกค้า” ที่มาเข้าร่วมการตรวจเช็คสินค้า แต่ท่าทีของเขาค่อนข้างประหลาดกว่าคนอื่นซักเล็กน้อยตรงที่ว่า... เขาสวมชุดคลุมยาวสีดำสนิททั้งตัว และมีสร้อยกางเขนแขวนอยู่ที่คอ – มันเป็นเครื่องแบบที่ถูกสวมใส่โดยเฉพาะผู้ที่อุทิศตนให้กับทางศาสนา ชุดที่เขาสวมนั้นคือ ชุดของบาทหลวง

            “ปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการซะเถอะ... แม่ลูกแมวน้อยเอ๋ย”

            หลังจากที่สิ้นเสียงของเขา เสียงใหม่ก็ดังตามขึ้นมาทันที มันเป็นเสียงของใบพัดขนาดใหญ่ที่ดังกระหึ่มไปทั่วฟ้า มันเป็นเสียงที่ฉันค่อนข้างคุ้นเคย เสียงของเครื่องบินปีกหมุน ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียง

            เฮลิคอปเตอร์ขนส่งแบบสองใบพัดจำนวนสามลำกำลังมุ่งตรงมายังทางนี้ มันค่อยๆ ลดระดับลงเรื่อยๆ จนสามารถเห็นพวกมันได้ชัดเจนในระยะไกล ด้านข้างตัวเครื่องมีตราสัญลักษณ์รูปมีดปักลงและมีปีกสยายออกมาจากด้ามมีดทั้งสองข้าง ฉันยังคงจำตราสัญลักษณ์นี้ได้ดีว่ามันมีความหมายว่าอะไร

            อย่างนี้นี่เอง... อย่างนี้นี่เองสินะ! ฮะๆ ฉันพอจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแบบคร่าวๆ แล้ว และเมื่อทำความเข้าใจได้แล้วฉันก็เริ่มที่จะหัวเราะขึ้นมา

            “เฮ้ย! พวกทหารนี่! แถมยัง! แถมยังเป็นหน่วยรบพิเศษภายใต้สังกัดกองกำลังส่วนพระองค์อีกต่างหาก!! พวกมันมาที่นี่ได้ยังไงกัน นี่พวกแกหลอกพวกเรามาให้ติดกับใช่มั้ย!?” ลูกค้าคนหนึ่งโวยวายลั่นเมื่อเขาได้สังเกตเห็น เฮลิคอปเตอร์ที่กำลังเคลื่อนที่เขามาใกล้ เขาคว้าคอเสือของนิมรอฟที่ยืนอึ้งมา แล้วทำการโวยวายใส่เขา

            “มะ... ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ทางเราเองก็เตรียมอาวุธเอาไว้สำหรับสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว”

            นิมรอฟพูดพร้อมกับมีเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมาจากหน้าผาก เขาหันซ้ายแลขวาอยู่สองสามรอบ ก่อนที่จะเจาะจงมายังฉัน

            “นี่เธอ! พาผู้พันหนีไปก่อน สถานการณ์ที่นี่เดี๋ยวฉันจะพยายามควบคุมเอง!” ชายหนุ่มวิ่งมาฉุดแขนซ้ายฉันแรงๆครั้งหนึ่ง ทำเอาความเจ็บของแผลเก่าแล่นไปทั่วร่าง แต่เพราะความเจ็บนั่นล่ะที่ได้ดึงสายตาฉันให้กลับมาจากท้องฟ้า ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตอนนี้จะย่ำแย่มากสำหรับพวกเขา... แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นเลยซักนิดเดียว – ตอนนี้ฉันรู้สึกดีใจแบบสุดๆ เลยต่างหาก

            “อย่ามาแตะต้องตัวฉันเชียวนะ!” ฉันใช้มือขวาแกะมือเขาออกก่อนที่จะปัดออกไปให้ไกลตัว แถมยังขึ้นเสียงอีกต่างหาก ตอนนี้ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย เขาเลิกคิ้วทำหน้าอึ้งซะจนฉันแทบจะหลุดขำ “นี่เธอเป็นอะไรไปเนี่ย!” เขาถามกลับ

            “นิมรอฟ! ถ้านายยังเสียดายชีวิตอยู่ล่ะก็ ฉันแนะนำให้รีบหนีจะดีกว่านะ...” ฉันเบนสายตาไปมองยังชายหนุ่ม เขายิ่งทำหน้างงหนักเข้าไปกว่าเดิมซะอีกว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นมันมีความหมายอะไร

            “เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว! ฉันสั่งเธอให้รีบพาผู้พันหนีไปก่อน! ตอนนี้ภารกิจสำคัญที่สุดของเธอคือการคุ้มกันตัวผู้พัน และ...”

            ปัง!!

            “ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว” เขายังไม่ทันที่จะกล่าวจบ ฉันก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อนพร้อมกับคว้าเอาปืนพกขึ้นมาจากซอง หันเล็งปากกระบอกไปยัง “ผู้พัน” ที่ยืนอยู่ไม่ห่างไปซักเท่าไร ก่อนที่จะเหนี่ยวไกปืน

            ลูกกระสุนขนาด 9 ม.ม. ลูกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศออกไปจากปากกระบอก และเข้าทะลวงเนื้อส่วนต้นคออันอ่อนนุ่มของชายในชุดโค้ทไปเต็มๆ ส่วนปลายของกระสุนเจาะทะลวงผ่านชั้นผิวหนังเข้าไปสู่กล้ามเนื้อ และตัดเอาเส้นเลือดของเขาเข้าแบบเต็มๆ ใช้เวลาเพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ของเหลวสีแดงก็พุ่งปรี๊ดออกมาจากปากแผล พร้อมกับการเอนตัวล้มลงไปนอนของ “ผู้พัน”

            “นะ... นี่แก!! แกทำบ้าอะไรของแก!!” นิมรอฟคำรามลั่น น้ำเสียงของเขาถูกความโกรธเข้ามาแทรกแทนที่ความฉงน เขาคว้าเอาปืนไรเฟิ้ลบนมือขึ้นมาจ่อเล็งมายังฉัน แต่ก่อนที่เขาจะเล็งและเหนี่ยวไกใส่ มือขวาของฉันก็คว้าปากกระบอกปืนเอาไว้ และกดลงไปยังอีกด้าน ฉันก้าวขาขวาไปข้างหน้าแล้วทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมด กระแทกไหล่ใส่เขาโดยที่ไม่ให้จังหวะตั้งตัว

            ด้วยการเล่นทีเผลอเช่นนี้เอง ทำให้ฉันที่เตี้ยกว่าเขาเกือบยี่สิบเซนติเมตร สามารถกระแทกเขาให้หงายล้มลงไปได้ง่ายๆ พร้อมกับแย่งปืนบนมือของเขามาเอาไว้ในครอบครองด้วย ฉันคว้าเอาปืนกระบอกนั้นขึ้นมาประทับบ่าและเล็งไปที่เขา

            “พอกันทีกับงานแบบนี้ ฉันคงต้องขอตัวแค่นี้ล่ะนะ สหาย... ฉันจะไม่ฆ่านาย เพราะนายยังมีส่วนที่เป็นคนดีอยู่บ้าง แค่ว่านายหลงผิดหน้ามืดตามัวไม่มองอย่างอื่นนอกจากผู้พันเท่านั้น ตอนนี้ผู้พันเองก็ไม่น่าจะรอดแล้ว ถ้านายยังคิดเสียดายชีวิตล่ะก็... หางานใหม่ทำซะ นิมรอฟ!”

            ฉันลดปืนลงและตะโกนพูดกับเขา เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ลดระดับต่ำลงมาจนแทบจะกลายเป็นการลงจอดแล้ว เสียงใบพัดดังกระหึ่มจนฉันแทบจะไม่ได้ยินเสียงที่ตัวเองพูดเลยซะด้วยซ้ำ ไม่นานนักเฮลิคอปเตอร์เหล่านั้นก็ลอยตัวนิ่งอยู่กลางอากาศ เหนือดาดฟ้าเรือเล็กน้อยก่อนที่พวกเขาจะทำการโยนเชือกลงมาจากประตู

            “หนีไปซะ! แล้วใช้ชีวิตให้คุ้มค่า!”

            ฉันโยนปืนของเขาทิ้งก่อนที่จะหันตัวกลับและวิ่งหนีออกไป ซึ่งเป็นวินาทีเดียวกับตอนที่นายทหารในชุดรบเต็มอัตรากำลังค่อยๆโรยตัวลงมาจากเครื่องขนส่ง ตามเชือกที่พวกเขาโยนมาในตอนแรก

            ยานเกราะลำเลียงพลที่ถูกจอดแอบๆ เอาไว้ในตอนแรกกำลังค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน จังหวะเดียวกันนั้นเองเสียงปืนยิงปะทะกันก็ดังสนั่นไปทั่วท่าเรือ ฉันเห็นทีว่าหากอยู่ต่อมีหวังโดนลูกหลงตายแน่ๆ เลยตัดสินใจที่จะหนีมาก่อนโดยที่ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อ

            ตอนนี้ในหัวของฉันมีแต่ความคิดที่ว่า “หนีเอาตัวรอด”

 

            น่าจะพ้นแล้ว... ฉันคิดเช่นนั้น ฉันน่าจะหนีนิมรอฟ กับพรรคพวกที่เหลือรอดของเขาพ้นแล้ว หันซ้ายแลขวาตามตรอกซอย ก็ไม่ยักจะพบวี่แววของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ไม่มีกลุ่มชายชุดดำติดอาวุธตามมาเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงชาวเมืองที่ออกมาทำกิจกรรมยามราตรีเท่านั้น ที่ยังคงยืนพิงกำแพงกันอยู่ในตรอกซอย

            “เฮ้อ... ในที่สุดก็พ้นแล้ว” ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ

            ไม่เคยโล่งใจขนาดนี้มาก่อนเลย... ความรู้สึกอัดอั้นทั้งหมดตลอดระยะเวลาสองปี ในตอนนี้มันไม่เหลืออะไรติดค้างในใจฉันเลยซักนิดเดียว ทุกอย่างทุกปลดปล่อยราวกับโซ่พันธนาการที่ถูกตัดขาด ฉันไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานที่ขัดแย้งกับตัวเองอีกต่อไปแล้ว

            ลาก่อน ลากันที เจ้าพวกแก้งมาเฟียบัดซบ ขอพวกที่เหลือโดนจับไปซะให้หมดในเร็ววันเถอะ

            “ว่าแต่... ตานั่นถึงดื้อด้านได้ขนาดนั้นนะ... สมองแทบไม่คิดเรื่องอื่นเลยนอกจากคำสั่งของผู้พันเลยรึยังไงกันน้า ทึ่มซะจริง...” ตานั่นที่ฉันพูดถึงก็คือนิมรอฟนั่นล่ะ น่าเสียดายฝีมือของเขาอยู่นิดหน่อย แต่ถ้านั่นเป็นทางที่เขาเลือกเอง ฉันก็คงไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้ล่ะนะ

            โครก…

            โอ้ย... พอเสร็จเรื่องแล้วก็ชักจะหิว มานึกๆดูแล้ว ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ตอนบ่ายนั้นซะด้วยสิ... นาฬิกาข้อมือตอนนี้บอกเวลาห้าทุ่มครึ่ง... น่าจะเหลือผับที่เปิดจนเลยหลังเที่ยงคืนอยู่บ้าง คงต้องแวะหาซักร้านแถวๆ นี้ หรือไม่ก็หาโรงเตี๊ยมใกล้ๆ แถวนี้แล้วเข้าพักซักคืน

            ในตอนนี้ใจกลางกรุงลอนดอนเริ่มที่จะมีคนกลับมาเดินพลุกพล่านกันอย่างปกติแล้ว จากที่ตอนแรกบนถนนแทบจะร้างคนเลยแท้ๆ แสดงว่าตอนนี้การแข่ง AACL ของวันนี้คงจะจบไปแล้ว คนเลยเริ่มที่จะทยอยกลับมากัน บางคนก็แวะเข้าหาอะไรทานในผับ บางคนก็ตรงปรี่กลับบ้านเลยก็มี ฉันเองก็คงต้องแวะหาอะไรทานก่อนแล้วค่อยคิดต่อว่า ควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะนะ

            ปัญหาก็เหลืออยู่อย่างเดียวคือจำนวนเงินในกระเป๋า... น่าสมเพศตัวเองชะมัด พอดีว่ารีบร้อนไปหน่อยเลยแทบจะไม่ได้คว้าอะไรมาเลย เงินที่มีติดตัวมาตอนนี้ก็มีไม่ถึงห้าสิบปอนด์ฯ ซะด้วยซ้ำ ทรัพย์สินทั้งหมดก็อยู่ที่ห้องเช่าซะด้วย แต่เกรงว่าถ้าหากวกกลับไปที่ห้องเช่า อาจจะได้เจอแจ็คพอตกับพวกนิมรอฟเนี่ยสิ...

            “เฮ้อ” ฉันถอนหายใจอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความโล่งใจ ฉันถอนหายใจออกมาเพราะหนักใจเรื่องเงินอีกครั้ง เงินจำนวนเท่านี้สามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือซื้ออะไรประทังท้องได้ซักสองสามมื้อ กับเปิดห้องสำหรับนอนได้หนึ่งคืนเท่านั้นเอง

            “กลุ้มใจเรื่องเงินอยู่รึยังไงจ๊ะสาวน้อย?”

            เลวร้าย นี่มันเลวร้ายที่สุด เงินเก็บก็แทบจะไม่มีเหลือถ้าจำไม่ผิดเงินในบัญชีเหลือแค่ไม่กี่ร้อยเท่านั้น ซ้ำร้ายที่สุดก็คือบัญชีอาจจะถูกอายัดไปเรียบร้อยแล้วหลังจากแก้งถูกจับไปกว่าครึ่งก็เป็นได้ แย่แน่ๆ แย่แน่ๆ แย่แบบสุดๆ เลยแบบนี่ นี่ก็เพิ่งจะกลางเดือน แบบนี้ฉันจะเอาชีวิตรอดยังไงในกรุงลอนดอนล่ะเนี่ย...

            “เฮ้… ฮัลโหล? นี่ได้ยินที่ฉันพูดอยู่รึเปล่าเนี่ย?”

            อ้า!! แย่แบบสุดๆ สงสัยคงต้องบากหน้าไปหา “หมอนั่น” ก่อนเป็นการชั่วคราวซะแล้วสิ แต่มันจะปลอดภัยรึเปล่านะ หมอนั่นดันอยู่ใกล้ๆ ห้องเช่าซะด้วย

            “เออ... คุณผู้หญิงครับ ไม่ทราบว่าคืนนี้ว่างอยู่รึเปล่า ถ้าไม่รังเกียจอะไร กระผมจะขอเลี้ยงมื้อเย็นนี้เป็นการตอบแทน ที่คุณอุส่าทำตัวสวยเพื่อโลกจะได้รึเปล่าครับ"

            ฉันหันควับไปยังต้นเสียงอย่างทันควัน ไม่ใช่เพราะว่าเขาชมฉันหรืออย่างไร แต่เขาพูดว่า “จะเลี้ยง” น่าอายจริงๆ ที่ฉันทำเป็นเมินเขาไปเมื่อกี้ ไหนๆก็บอกว่าจะเลี้ยงแล้วฉันก็ไม่อยากจะเสียมารยาทปฏิเสธ ตอนนี้จะขอให้ฉันไปไหนด้วยก็ได้ไม่มีเกี่ยง – แต่พอหันกลับไปเห็นหน้าคนพูดแล้วนี่สิ... อารมณ์ดี้ด้าเมื่อกี้พาลเอาหายไปซะหมด

            “นี่นายเองงั้นเหรอเนี่ย!?”

 

 

            “ขอเป็นเนื้อซี่โครงอบ มันฝรั่งบด ขนมปังกระเทียมเพิ่มชีส และ เอลหนึ่งเหยือก ค่ะ”

            “ไม่รับเป็นวอดก้างั้นหรือครับ?”

            “เอาเป็นเอลนั่นล่ะค่ะดีแล้ว” ฉันปิดหนังสือเมนูแล้ววางมันลงบนโต๊ะ พนักงานเสิร์ฟจดรายการที่ฉันสั่งไปเมื่อครู่พร้อมกับทำหน้างงก่อนที่จะคว้าเอาเมนูและเดินจากไป... นี่มันน่าประหลาดใจขนาดนั้นเลยรึยังไงกันที่คนอย่างฉันสั่ง เอล แทนที่จะเป็น วอดก้า เนี่ย? คนอย่างฉันชอบกินเบียร์แบบทีเดียวเป็นเหยือก มากกว่ามานั่งรินเหล้าขาวลงแก้วเล็กๆ ซะด้วยซ้ำ

            หลังจากพนักงานเสิร์ฟจากไปเป็นที่เรียบร้อย ในตอนนี้ก็เหลือแค่ฉันกับชายหนุ่มตรงหน้าเท่านั้น

            “เอาล่ะ... ไหนลองว่ามาสิว่า... นี่นายหาตัวฉันเจอได้ยังไงล่ะเนี่ย... กรุงลอนดอนออกจะกว้างใหญ่ซะขนาดนี้แท้ๆ แต่นายกลับหาฉันเจอได้อย่างกับรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน อ๊ะ! ห้ามตอบไม่ตรงคำถามล่ะ”

            ฉันเอ่ยถามไปยังชายหนุ่มตรงหน้า คนที่บอกกับฉันว่าจะเลี้ยงข้าวเย็น ซึ่งเขาก็รักษาคำพูดพาฉันมายังผับที่อยู่ใกล้ๆ และบอกให้ฉันสั่งอะไรมาทานก็ได้ตามสะดวกเลย ส่วนเขาจะเป็นคนจ่ายเองทั้งหมด

            “หาตัวเธอนี่ มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยซักนิดเดียว ที่ไหนมีเรื่องก็ต้องมีเธออยู่ตลอดล่ะ พอรู้ว่าที่ไหนมีเรื่อง ฉันก็แค่ตามกลิ่นเธอไปก็เท่านั้นเอง...” ชายหนุ่มยียวนตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มที่น่าหมันไส้ ยิ่งประกอบกับแว่นตาดำที่เขาสวมอยู่ตลอดเวลาอีก ทำให้ฉันชักคันไม้คันมือ ถ้าฉันไม่รู้จักพื้นเพของเขามาก่อนฉันคงตอกหน้ากลับไปแล้ว ดีไปที่เขาเป็นคนรู้จักของฉันเอง และหมอนี่ก็ใช้กำลังไม่ได้ผลซะด้วย... ฉันเลยมีวิธีแก้เผ็ดสำหรับสถานการณ์แบบนี้อยู่

            “ขอโทษค่า! ขอสั่งคลับแซนวิส ฟอน เอสเซน กับถั่วแมคคาเดเมียเพิ่มด้วยค่า!”

            คิ้วของชายหนุ่มตรงหน้ากระตุกขึ้นสองเซนติเมตร เมื่อได้ยินรายการอาหารที่ฉันสั่งเพิ่มไป ทั้งสองอย่างนั้นราคาไม่ใช่น้อยๆ ซะด้วย เรียกได้ว่าเงินเดือนทั้งเดือนของฉัน ยังแทบจะไม่พอที่จะได้ลิ้มรสมันเลยซักนิดเดียว แต่ไหนๆ เขาก็บอกว่าจะเลี้ยงแล้วนี่... เพราะฉะนั้นงานนี้มีจัดเต็มเจ้าค่ะ

            “แล้ว... สาเหตุที่นายตามหาตัวฉันล่ะ... นายมีธุระอะไรกับคนที่ปลดประจำการแล้วอย่างฉันไม่ทราบยะ... ตลอดสองปีที่ผ่านมานี่ นายไม่เคยติดต่อมาหาเลยซักครั้ง ฉันนึกว่านายหมดไฟที่จะล้างแค้นแล้วปลดตัวเองกลับไปไอร์แลนด์แล้วซะอีก” ฉันถามขึ้นพร้อมกับจังหวะที่พนักงานยกเบียร์แบบทั้งเหยือกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ฉันยกเหยือกแล้วรินเอลจำนวนหนึ่งลงในแก้วให้เขา ส่วนที่เหลือฉันก็ยกขึ้นดื่มทั้งเหยือก

            “ก็... เห็นว่าเธอกำลังที่จะตกงานนี่ ฉันก็เลยตามมาซ้ำเติมน่ะ” เขายียวนและยิ้มอีกครั้ง “ขอโทษค่า! ขอสั่งไข่ปลาคาร์เวียเพิ่มด้วยค่า!”

            คราวนี้เขาไม่ใช่แค่คิ้วกระตุก แต่เหงือเม็ดโตค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากหน้าผากของเขาให้เห็นชัดขึ้นแล้ว เขาขมวดคิ้วจนคิ้วแทบจะชนกันอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ยักจะมีท่าทีอันใดที่คิดจะถอดแว่นตาเห่ยๆ นั่นเลยแม้แต่น้อย

            “ที่จริง พวกเรารู้ตั้งนานแล้วว่าเธอทำงานให้กับกลุ่มมาเฟียชาวสลาฟ แถมยังทำแบบไม่ค่อยจะเต็มใจอีกต่างหาก พวกเราก็เลยพยายามหาวิธีที่จะช่วยเหลือเธอออกมา ประกอบกับพอดีเมื่อหลายวันก่อน พันโทเอดิสัน ได้ติดต่อมาว่าจะทำการกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลในเขตลอนดอน ตามคำสั่งของดัชเชสแห่งลอนดอนเนื่องด้วยโอกาสเฉลิมฉลองให้แด่สมเด็จพระราชินีอะไรนั่นล่ะ... ฉันก็เลยถือโอกาสนี้มารับตัวเธอไปด้วยซะเลยนี่ไงล่ะ”

            ในที่สุดเขาก็พูดแบบเป็นงานเป็นการซะที ฉันพอเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงทำตัวเหมือนสมัยที่พวกเราพบกันครั้งแรก การที่เขาไปปรากฏตัวอยู่บนเรือ ในฐานะ “ลูกค้า” ได้นั้นมีเหตุผลเช่นนี้นี่เอง แล้วก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม หน่วยรบพิเศษทางอากาศของอังกฤษถึงได้ลงทุนปฏิบัติการเอาซะกลางเมืองแบบนี้ด้วย ที่แท้ก็เป็นฝีมือของ มิสเตอร์ เจมส์ บอนด์ คนนั้นเองสินะ

            เนื้อซี่โครงอบ มันฝรั่งบด และขนมปังกระเทียมถูกยกมาเสิร์ฟในเวลาต่อมา ฉันคว้าเอามีดกับส้อมขึ้นมาแล้วคว้านเอาเนื้อส่วนที่ไม่ใช่กระดูกซี่โครงใส่ปากแบบสบายใจเฉิบ รสชาติอันนุ่มลิ้นของเนื้อชั้นดีแบบนี้ ไม่ใช่ของที่จะสามารถหาได้ง่ายๆในเขตสลัมจริงๆ

            “ฉันว่า ธุระของนายยังไม่หมดเพียงเท่านี้หรอกนะ ไม่งั้นฉันคงไม่ได้เห็นนายถ่อสังขารเดินทางจากเวลส์มาถึงลอนดอนได้แบบนี้หรอก จริงมั้ย?”

            “แน่นอนก็อย่างที่บอกไปแล้วไงว่าฉันมาซ้ำเติมเธอ...” ฉันคว้าเอาเมนูของร้านขึ้นมาจากใต้โต๊ะ “ขอโทษครับ กระผมพูดเล่น กระผมผิดไปแล้ว” ยังไม่ทันที่ฉันจะเปิดเมนูอ่าน เขาก็รีบก้มหัวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่เลย

            “ยังจำเรื่องสมัยก่อนได้รึเปล่าล่ะ ที่เราลุยกันที่ลิเบอเลี่ยนน่ะ” เขาถาม ฉันหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปากเล็กน้อยก่อนที่จะตอบ “แน่นอนล่ะ... ใครมันจะลืมได้ล่ะ ฉันยกแขนซ้ายเหนือบ่าไม่ได้แล้วถูกปลดประจำการ ก็เพราะเรื่องเมื่อสองปีนั่นล่ะ”

            “แล้วเธอคิดยังไงกับการรวมทีมในครั้งนั้นล่ะ” ชายหนุ่มทำท่าผายมือ ฉันนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อก่อน ความทรงจำเก่าๆผุดขึ้นตามมาเป็นดอกเห็ด มีทั้งความทรงจำดีๆ และความทรงจำแย่ๆ ปะปนรวมกันอยู่ในหัว

            “ก็ไม่ได้แย่ซักเท่าไร ถ้าไม่นับตอนท้ายล่ะนะ” ฉันหมายถึงตอนที่ได้รับบาดเจ็บนั่นล่ะ

            ทันใดนั้นเองชายหนุ่มก็เผยยิ้ม เขาเอื้อมมือมาคว้ามือของฉันเอาไว้ก่อนที่จะกล่าวอะไรออกมาซักเล็กน้อย “แล้วเธอสนใจที่จะกลับไปร่วมทีมอีกครั้งรึเปล่าล่ะ...” ฉันหูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อเขากล่าวเช่นนั้น

            “บริษัทที่ฉันกำลังทำงานให้ ตอนนี้กำลังรับสมัครคนเพิ่ม ฉันเห็นว่าเธอกำลังจะตกงานก็เลยถ่อสังขารมารับถึงที่เลย... ว่ายังไงล่ะแม่ลูกแมวน้อย สนใจที่จะกลับไปบ้างรึเปล่า”

            เอ็กซ์คาริเบอร์ คอมปานี... ฉันจำได้ว่านั่นคือชื่อบริษัทที่เขาเคยพูดถึง ในสมัยที่ฉันยังทำงานให้รัฐบาลฝ่ายกลางอยู่ที่ลิเบอเลี่ยน แต่ในตอนนั้นฉันทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่ของศูนย์กลาง ร่วมกับพวกเขาที่ถูกว่าจ้างมาในฐานะทหารรับจ้าง และในตอนนี้เขากำลังชวนฉันไปเข้าร่วมกับบริษัท นั่นก็หมายความว่า...

            “ตอนนี้บริษัทเราเปลี่ยนนโยบายการดำเนินงานไปแล้ว แถมต้องเปลี่ยนชื่อบริษัทอีกต่างหาก เพราะผู้บริหารถูกเปลี่ยนมือน่ะ ไม่ใช่แค่งานด้านทหารรับจ้างอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เรายังรับขนส่งทางเรือ งานหาของ งานล่าอาชญกรและงานกระจุกกระจิกอีกจำนวนมาก เรียกง่ายๆว่าตอนนี้เราแทบจะกลายเป็นบริษัทรับจ้างสารพัดไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลอะไรกับงานเสี่ยงตายแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว”

            เมื่อได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย ฉันพาลเผลอไปนึกว่าจะต้องออกไปลุยเสี่ยงตายในแถบพื้นที่รกร้างเหมือนกับสมัยก่อนๆ อีกแล้ว ขอทีเถอะ แบบนั้นไม่เอาอีกแล้วถึงเมื่อก่อนมันจะเป็นความฝันก็เถอะ

            ฉันถอนหายใจอีกครั้ง วันนี้ก็นับเป็นครั้งที่สามแล้ว พอดีเลยกับที่คลับแซนวิสสุดหรู กับถั่วที่ราคาแพงที่สุดในโลกถูกยกมาเสิร์ฟ ทีนี้ก็เหลือแต่ไข่ปลาสินะ

            “แล้วฉันต้องกรอกใบสมัครงานรึเปล่าเนี่ย... อย่างที่นายรู้ๆล่ะนะว่าฉันเป็นบุคคลลักลอบเข้าเมือง เอกสารสมัครงานทั้งหมดน่ะไม่มีให้หรอกนะ” ฉันตอบกลับไปในเชิงตอบรับข้อเสนอของเขา ตอนนี้ฉันอยู่ในสภาวะเงินขาดมืออย่างหนัก ไม่ว่าใครจะเสนองานให้ทำฉันก็คงรับหมดเป็นแน่

            ชายหนุ่มเผยยิ้มอีกครั้งพร้อมกับลุกขึ้นและคว้ามือฉันไปเขย่า “เรื่องใบสมัครนั้นไม่ต้องเลย เธอแค่เดินทางไปให้สัมภาษณ์งานที่บริษัทก็เป็นพอแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับประธานแล้วว่าเขาจะรับเธอรึเปล่า”

            “เดี๋ยวนะ!? สัมภาษณ์ที่บริษัท!? แต่ที่นั่นอยู่ห่างจากลอนดอนไปตั้งหลายร้อยกิโลเมตร ไกลขนาดนั้นฉันไม่มีเงินค่าเดินทางไปถึงเวลส์หรอกนะ! กระเป๋าของฉันในตอนนี้มีติดตัวแค่ราวๆห้าสิบปอนด์ฯ เท่านั้น แต่รถไฟสำหรับค่าเดินทางไปยังเวลส์นั้นสูงกว่าเงินในกระเป๋าของฉันซะอีกด้วยซ้ำ!”

            ฉันโวยขึ้นเพราะค่าเดินทางมันไม่มีจริงๆ วันศุกร์นั้นค่ารถไฟนั้นแพงซะจนไม่อยากจะเอ่ยถึง โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้ทำตั๋วเดินทางประจำอย่างฉันแล้วด้วย ฉันคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการเดินทางไปยังบริษัทเพื่อสัมภาษณ์งาน แต่หลังโวยจบไปไม่เท่าไร ชายหนุ่มก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาวางเอาไว้บนโต๊ะ

            “รถไฟออกพรุ่งนี้ตอนบ่าย มันจะพาเธอไปถึงใจกลางนครเวลส์เลย หลังจากนั้นก็ต่อรถมาที่อ่าวเวลส์ฝั่งตะวันตก แล้วมุ่งตรงไปที่บริษัทเลย คนรู้จักของเธอจะเป็นคนคอยต้อนรับเธออยู่ที่นั่น” สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาวางนั่นก็คือตั๋วรถไฟ ตั๋วรถไฟสีชมพูหวานแหวสำหรับที่นั่งเฟิร์สคลาส บนตั๋วมีตัวอักษรเขียนเอาไว้ว่าออกจากกรุงลอนดอนตอนเที่ยงครึ่งพรุ่งนี้ ตาฉันเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อได้เห็นเจ้าตั๋วสุดหรูราคาแพงนี้

            “เริ่มสัมภาษณ์งานน่ะวันเสาร์ แต่ทางที่ดีเธอควรจะไปตั้งแต่วันพรุ่งนี้ และค้างที่นั่นซักคืน เพราะฉะนั้นเตรียมตัวเก็บของได้เลย แม่ลูกแมวน้อยเอ๋ย” ฉันไม่รอช้า คว้าเอาตั๋วสุดหรูใบนั้นมาเก็บเอาไว้กับตัวทันที ทีนี้เรื่องเงินก็ไม่ใช่ปัญหาแล้วในเมื่อมีคนออกค่าตั๋วรถไฟให้เช่นนี้ แถมยังมีที่พักฟรีอีกต่างหาก

            “ขอบใจนะ... ขอบใจสำหรับทุกอย่างเลย เชริโอ้...” ฉันเรียกชื่อของชายหนุ่ม เขาขยับแว่นตาดำเล็กน้อยครั้งหนึ่งก่อนที่จะลุกออกไปจากเก้าอี้ และคว้าเอาเสื้อคลุมยาวสีดำของบาทหลวงขึ้นมาสวม

            “ฉันเองก็มีธุระต้องทำที่เมืองนี้นิดหน่อย ตอนนี้ก็ได้เวลาต้องไปแล้ว ฉันจะกลับไปที่โน้นอีกทีก็เย็นวันอาทิตย์เลย เอาไว้เจอกันอีกทีก็คราวนั้นเลยแล้วกัน” เขายืนตัวตรงวางมือขวาเอาไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายและโค้งตัวเล็กน้อยแล้วหันควับเตรียมออกจากร้าน การโค้งเช่นนี้คือวิธีการโค้งคำนับในสไตล์ของเขานั่นเอง

            “เดี๋ยวก่อน!” ฉันเอื้อมมือไปคว้าเอาชายเสื้อของเขาเอาไว้ก่อนที่เขาจะเดินออกไปจากร้าน ยังมีเรื่องสำคัญอยู่อีกเรื่องหนึ่งที่ฉันควรจะบอกกับเขา และไม่สามารถปล่อยผ่านได้อีกต่างหาก

            “มีอะไรอีกเหรอ แม่ลูกแมวน้อย?”

            “นายยังไม่ได้จ่ายค่าอาหารให้ฉันเลย” ฉันรู้ดีหรอกย่ะว่านายพยายามที่จะชักดาบหนี




NEKOPOST.NET