Trinity ชีวะ จักรกล และมนตรา ตอนที่ 0 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

Trinity ชีวะ จักรกล และมนตรา

Ch.0 - บทนำ ความลับของผม ณ ใจกลางกรุงลอนดอน


            วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี

            แต่ถ้าจะเรียกให้ถูก ก็คงต้องแก้ว่ามันเป็นคืนวันพฤหัสฯซะมากกว่า แสงไฟนีออนจากร้านข้างถนนและไฟรถยนต์ที่แล่นผ่านมาส่องแสงวูบวาบซะชวนให้ผมรู้สึกแสบตา ดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้วผนวกกับเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาซ้ำเติมอีกทำให้ถนนสายนี้แทบจะไร้ผู้คนเดินผ่าน ทุกคนต่างรู้ตัวดีว่าไม่ควรจะออกมาเดินเล่นบนถนนยามราตรีโดยเฉพาะวันที่มีฝนตกเช่นนี้

            แต่ด้วยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมไม่คิดว่าความมืดยามราตรีและสายฝนนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนหายไปจากถนนเสียหมด โดยเฉพาะในใจกลางกรุงลอนดอน ในยุคสมัยนี้มีทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายไหนจะเป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวหรือแม้กระทั่งอวัยวะเทียมดัดแปลงที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ ทำให้คนทั่วไปแทบจะไม่ต้องกลัวความมืดมิดเหมือนกับสมัยก่อน กลับกันพวกเขายิ่งกล้าออกมาเดิมด่อมๆมากกว่าเดิมซะอีกด้วยซ้ำ

            ระหว่างทางผมเดินผ่านตรอกซอยไปหลายซอย ยังคงมีผู้คนประปรายอยู่บ้างตามตรอกซอยเหล่านั้น พวกเขาล้วนแต่เป็นวัยรุ่นที่มีอายุมากกว่าผมซักเล็กน้อย ดูภายนอกแล้วพวกเขาก็อาจจะเหมือนกับกลุ่มวัยรุ่นธรรมดาๆที่จับกลุ่มกันท้าทายกฎหมายบ้านเมืองที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามเมืองใหญ่ๆ

            แต่เมื่อได้ลองสังเกตดูดีๆแล้วผมก็ได้พบว่าพวกเขานั้นมีลักษณะเด่นที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติซักนิดหน่อย... ยกตัวอย่างเช่นคนที่ผมเพิ่งเดินสวนเขาไปเมื่อกี้นี้บนมือของเขามีลูกแก้วส่องแสงลอยอยู่ตลอดเวลา เขายกมันแสดงต่อหน้าเพื่อนฝูงแล้วทำการเปลี่ยนสีไปมา

            คนต่อไปเป็นผู้หญิงที่ดูแวบแรกก็รู้แล้วว่าทำงานกลางคืนแน่ๆ เธอมีแขนสองข้างเป็นโลหะที่ถูกตกแต่งด้วยลวดลายของดอกไม้ช่อสีแดงยืนสูบบุหรี่พ่นควันแบบไม่สบอารมณ์อยู่ในตรอก และคนสุดท้ายก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าของผมนี่เอง

            ผมหยุดเท้าลงหน้าทางลงบันไดสู่ใต้ดิน เหนือทางลงมีป้ายตัวอักษรที่ถูกเขียนเอาไว้อย่างไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไรนัก ที่ผมพูดเช่นนั้นเพราะมันไม่มีแสงไฟประดับเหมือนกับร้านค้าทั่วๆไปจึงไม่น่าดึงดูดให้เข้าไปเยือนซักเท่าไรนัก นอกจากนั้นแล้วยังมีคนคอยตรวจเช็ครายชื่ออย่างเช่นชายตรงหน้าผมด้วย

            “มีบัตรผ่านรึเปล่าเจ้าหนู? ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ๆเด็กจะมาเดินเล่นนะ...” นั่นคือคำถามของชายที่อยู่ตรงหน้าของผม เขามีร่างกายใหญ่โตผิดมนุษย์ไปซักหน่อยวัดด้วยสายตาแบบคร่าวๆคงจะซักสองเมตรเศษๆได้ บนใบหน้าของเขามีหนามแหลมผุดขึ้นมาดูน่ากลัวหนำซ้ำผิวหนังของเขายังมีลักษณะเป็นเกล็ดคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานแทนที่จะ ผมก้มลงไปคว้า “บัตรผ่าน” แล้วยื่นให้เขาดู

            ชายตรงหน้าเขาเบิกตากว้างด้วยความตะลึงเล็กน้อย เขาพิจารณาดูอีกครั้งว่าบัตรที่ผมส่งให้นั้นเป็นของจริงหรือของปลอมพร้อมกับเหลือบสายตาขึ้นมามองผมเป็นระยะๆ เขาทำเช่นนี้อยู่หลายรอบอยู่ก่อนที่จะฉีกส่วนหนึ่งของบัตรนั้นแล้วเก็บเอาไว้เองส่วนหนึ่งและส่วนที่เหลือก็ส่งคืนผม แต่เมื่อผมยื่นมือออกไปเพื่อที่จะเอาชิ้นส่วนบัตรคืนมา มือใหญ่ๆสากๆของเขาทั้งสองข้างก็คว้าเอามือของผมไปซะก่อน

            “ไม่อยากจะเชื่อเลย ไม่นึกเลยว่าตัวจริงจะเด็กได้ขนาดนี้” เขาพูดพร้อมจับมือของผมมาเขย่าสองสามครั้ง ผมเองก็ยิ้มแห้งๆและตอบกลับไปว่า “ผมก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันครับว่าจะผ่านมาได้ถึงขนาดนี้” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นเบาๆก่อนที่จะปล่อยมือและเบี่ยงตัวไปด้านข้างเป็นการเปิดทางให้ผมลงบันไดไปยังชั้นล่าง

 

            เหตุผลที่ทำให้ใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอนที่ควรจะมีคนพลุกพล่านแม้กระทั่งในยามราตรีกลับเงียบสงัดไปได้เช่นนี้ มันแทบจะไม่มีทางเลยที่จะทำให้คนทั้งนครหายไปอย่างไร้ร่องรอย –อันที่จริงเหตุผลมันก็มีอยู่นั่นล่ะ แต่ขอฮุบเอาไว้ซักเดี๋ยวก็แล้วกัน

            ผมเดินลงตามบันไดสู่ใต้ดิน มันเป็นทางเดินแคบๆที่ผนังถูกบุด้วยกระเบื้องโทรมๆ มีราวจับโลหะคอยแบ่งเอาไว้ว่าส่วนนี้เป็นทางสำหรับเดินขึ้นและอีกส่วนเป็นเส้นทางสำหรับเดินลง แต่ใต้ดินนี้หาใช่ทางลงสู่รถไฟใต้ดินไม่... ทางรถไฟใต้ดินอาจจะมีการตรวจตั๋วก็จริง แต่มันไม่จำเป็นต้องมีชายหน้าตาน่ากลัวมาคอยยืนตรวจบัตรแบบนี่หรอก ผู้โดยสารคงเปลี่ยนใจไปขึ้นรถเมลล์กันหมดแหงๆ

            ยิ่งเดินลงไปลึกเท่าไรแสงสว่างก็เริ่มน้อยลงมากยิ่งขึ้น จากในตอนแรกมีเพียงแสงไฟสลัวๆจากหลอดไฟก็เรียกว่าแย่พอแล้ว แต่เมื่อเดินลึกลงมาหลอดไฟเหล่านั้นกลับดับไปดื้อๆเหลือให้เพียงแต่แสงสว่างที่ส่องออกมาจากปลายทางเดิน ผมต้องค่อยๆเดินคลำหาทางเพื่อเดินตรงไปยังจุดปลายแสงสว่างนั้น

            อุโมงค์นั้นเงียบสงัดในตอนแรก แต่เมื่อผมเดินไปได้ซักครึ่งทางหูของผมก็ได้ยินเสียง... มันเป็นเสียงกรีดร้องของคนจำนวนมากที่กำลังโห่ออกมาด้วยความดีใจราวกับพวกเขากำลังนั่งเชียร์ฟุตบอล...

            ก็ไม่น่าจะผิดซักเท่าไรที่ผมเรียกว่า “เชียร์” แต่สำหรับสมัยนี้แล้ว ฟุตบอลนั้นกลายเป็นกีฬาตกยุคไปแล้ว ไอ้การให้คนยี่สิบสองคนสี่สิบสี่ขากับกรรมการอีกหนึ่งวิ่งไล่กวดลูกบอลและพามันเข้าประตูไปนั้นล้าสมัยและไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป เพราะมีกีฬาชนิดใหม่ที่เข้ามาทดแทน... แถมกีฬาที่ว่านั้นยังสามารถพนันได้อย่างถูกกฎหมายอีกต่างหาก

            โครม!! เฮ้!!!

            เสียงแรกคือเสียงของแข็งกระแทกเข้าด้วยกัน มันส่งผลทำให้พื้นที่ผมยืนอยู่สั่นสะเทือนเล็กน้อยผมเดาได้ว่าสองฝ่ายคงเข้าปะทะกันอยู่ ส่วนเสียงที่สองนั้นคือเสียงโห่ร้องเชียร์ที่ดังมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้ยินเสียงเช่นนั้นแล้วทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีก ใช้เวลาไม่นานนักผมก็ผ่านทางเดินมืดๆมาและมาโผล่อยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง

            “เริ่มกันไปแล้วงั้นเหรอเนี่ย!?” ผมอุทานออกไปด้วยความเสียดายที่อดดูการแข่งตั้งแต่เริ่มแต่ก็โทษใครไม่ได้ เพราะความผิดนั้นเกิดจากที่ผมมาช้าเอง

            ลานกว้างขนาดหลายร้อยราตางเมตรคล้ายกับสนามฟุตบอลปรากฏขึ้นบนสายตาของผม แต่มันมีลักษณะแตกต่างไปจากสนามทั่วๆไปตรงที่มันมีขนาดเล็กกว่าราวครึ่งหนึ่งได้และ... มันอยู่ใต้ดิน หาได้สร้างอยู่บนดินอย่างที่ควรเป็น บนเพดานและผนังถูกเสริมด้วยแท่งโลหะขนาดใหญ่หลายชิ้นมาสานกันเป็นแนวตาข่ายดูแข็งแรงสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีมาก ถ้าพูดด้วยภาษาที่แม้แต่ชาวบ้านก็เข้าใจก็คงต้องบอกว่า... ที่นี่คือโดมขนาดใหญ่ใต้ดินใจกลางกรุงลอนดอน

            ตรงหน้าของผมในตอนนี้คืออัฒจันทร์คนดูขนาดใหญ่ที่แน่นขนัดไปด้วยคนดู! กลุ่มฝูงชนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างนั่งรายล้อมส่งเสียงโหวกเหวกตะโกนเชียร์การแข่งขันในสนาม เมื่อลองดูจากจำนวนแล้วก็คิดได้อย่างเดียวเลยว่า นี่คือเหตุผลที่ทำให้คนทั้งเมืองต่างหายไปจากถนน พวกเขานับหมื่นๆคนล้วนแต่มาจับจองเก้าอี้นั่งเชียร์ติดขอบสนามแข่งกันอยู่อย่างนี้นี่เอง

            “อัดมันเลย!!” เสียงกองเชียร์หญิงคนหนึ่งตะโกนพร้อมกับลุกขึ้นยืนบดบังสายตาของผมที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอซะหมด เสียง โครม! ดังสนั่นขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ แม้จะไม่เห็นภาพแต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสนามแข่งโดยการฟังเสียงของผู้บรรยาย

 

            “อัดเข้าไปแล้วครับ! Panther ทำการฮุคขวาเข้าปลายคางของ Matilda เข้าแบบเต็มๆครับ! อ๊ะชิ้นส่วนหลุดปลิวไปแล้วครับ!! แบบนี้ต่อให้อึดถึกแค่ไหนก็คงต้องมีมึนกันบ้างล่ะครับ!!”

            เสียงบรรยายของคนพากย์ถูกกระจายออกตามลำโพงรอบๆสนาม วิธีการบรรยายของเขาบ่งบอกถึงอารมณ์ที่เร้าร้อนและจิตวิญญาณแห่งนักพากย์ของเขาได้เป็นอย่างดี

            จากคำกล่าวของผู้บรรยาย ผมได้เห็นภาพการเหวี่ยงหมัดขวาจากด้านข้างก่อนที่จะมีเสียง โครม! ดังมาอีกครั้ง หมัดขนาดใหญ่สีแดงถูกประดับด้วยลวดลายของเปลวเพลิงพุ่งเข้าปะทะกับปลายคางของฝ่ายตรงข้ามเข้าอย่างจัง ระหว่างนั่นผมก็พยายามควานหาที่ว่างๆแล้วเดินเข้าไปเกาะราวเหล็กยืนมองเข้าไปในสนามแข่ง

            เศษโลหะชิ้นเล็กๆหลุดลอยขึ้นไปบนอากาศและกำลังปลิวออกไปนอกสนามแข่งเป้าหมายของมันคือกลุ่มคนดูที่อยู่บนอัฒจันทร์ พวกเขามีท่าทีหวาดกลัวและทำท่าคล้ายกับจะหลบ บางคนพยายามยกมือขึ้นมากันบางก็หลบลงไปใต้เก้าอี้ ถึงแม้ว่าจะมีปฏิกิริยาตอบรับยังไงก็ตาม แต่ก้นของพวกเขายังคงนั่งอยู่ติดเก้าอี้อยู่

            เศษโลหะเหล่านั้นปลิวไปจนถึงขอบสนามจนเกือบจะพุ่งเข้าใส่โดนคนดูแล้ว แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาเจ้าเศษเหล็กเหล่านั้นก็หยุดนิ่งไปบนอากาศและร่วงกราวลงสู่พื้นในเวลาต่อมาราวกับมีตาข่ายมาดักเอาไว้ไม่ให้มันไปต่อ เพียงแต่ว่าตาข่ายเหล่านั้นไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เหล่าคนดูที่เกือบถูกโลหะเห็นว่าตัวเองยังปลอดภัยก็ค่อยๆออกมาจากที่หลบภัยชั่วคราว แล้วทำเป็นลืมเรื่องเมื่อกี้ซะจนเรียบแล้วกลับมาส่งเสียงเชียร์ต่อ

 

            ผมเหลือบมองลงไปในสนามแข่ง จักรกลรูปร่างคล้ายมนุษย์ยักษ์สองตัวกำลังเข้าห่ำหั่นกันอยู่ในสนามประลองขนาดครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล

            ตัวหนึ่งมีขนาดเล็กกว่าคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นรุ่นห้าเมตรที่เน้นความคล่องตัวสูง ลักษณะภายนอกของมันเหมือนกับมนุษย์ตัวผอมๆแต่มีส่วนอกใหญ่ๆ โป่งนูนขึ้นมา การออกแบบเป็นไปอย่างเรียบง่ายไม่มีลักษณะอะไรพิเศษ มีเพียงแค่ปลอกแขนประดับอยู่ที่หมัดใหญ่ๆทั้งสองข้าง และไม่ได้ติดอาวุธอะไรเพิ่มเติม ดูแวบแรกก็สรุปได้แล้วว่าเป็นชนิดต่อสู้ระยะประชิดที่เน้นความคล่องตัว ผมจำได้ดีว่าเจ้าตัวนี้ชื่อ Panther ซึ่งตั้งตามชื่อของรถถังในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

            ส่วนอีกตัวหนึ่งนั้นเป็นขนาดรุ่นแปดเมตรที่เน้นพลังทำลายล้าง ด้วยตัวที่ค่อนข้างใหญ่กว่าตัวแรกจึงดูแล้วมีลักษณะภายนอกค่อนข้างอุ้ยอ้ายกว่ามาก ขาและแขนทั้งสองข้างของเจ้าตัวนี้มีขนาดใหญ่และต้องใช้แขนขาทั้งสี่ข้างนี้ในการพยุงตัวให้สามารถยืนอยู่ได้คล้ายกับกอลิล่าไม่มีผิด ภายนอกถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสลับขาวและไม่มีอาวุธอะไรเพิ่มเติมนอกจากมือเปล่าลุ้นๆเหมือนกับเจ้าตัวแรก เจ้านี่เองก็มีชื่อมาจากรถถังในยุคเดียวกันกับ Panther ด้วย ชื่อของมันคือ Matilda

            “หมัดฮุคของ Panther ไม่ได้ผลครับ! Matilda ยังคงสู้ต่อได้! อย่างนี้ Panther จะทำยังไงต่อไปกันแน่!? โอ๋ะ! เขาเริ่มรัวหมัดเข้าใส่แบบไม่ยั้งแล้วครับ!”

            เจ้าตัวห้าเมตรย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนระดมออกหมัดใส่ฝ่ายตรงข้ามชุดใหญ่ ทั้งหมัดแยบ หมัดตรง หมัดฮุค และ อัพเปอร์คัต ทุกหมัดล้วนแต่พุ่งตรงเน้นเข้าซัดที่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม เศษชิ้นส่วนโลหะปลิวกระเด็นลอยขึ้นไปบนอากาศ

            แต่ดูเหมือนว่าความแตกต่างของน้ำหนักจะส่งผลกระทบอยู่เยอะพอสมควร ไม่ว่าเจ้าตัวเล็กจะออกหมัดระดมรัวไปแค่ไหนก็ตาม อีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีจะกระทบกระเทือนอะไรเลยแม้แต่น้อย นอกจากส่วนหัวที่มีรูปร่างผิดเพี้ยนไปจากเดิมเท่านั้นเอง

            เมื่อไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากนักเขาก็ตัดสินใจที่จะไถล่ถอยหลังถอนตัวออกมาจากระยะของเจ้าตัวใหญ่ฝ่ายตรงข้าม แต่ดูเหมือนว่าเขาจะตอบสนองช้าไปซักหน่อยเมื่อมือขวาโลหะท่าทางอุ้ยอ้ายของเจ้าตัวแปดเมตรคว้าจับเอาแขนซ้ายผอมๆของเขาเอาไว้

            “อ๊ะ! แย่แล้วครับ!! Panther ถูกจับได้แล้ว! ด้วยขนาดและพละกำลังที่เหนือชั้นกันแบบนี้ ถ้าหาก Panther ที่ตัวเล็กกว่า Matilda ที่ตัวใหญ่และมีกำลังเครื่องมากกว่าจับได้อย่างนี้ก็จบกันสิขอรับ! โอ้ไม่นะ เงินเดือนของกระผมในตอนนี้ช่างเหมือนกับเปลวเทียนดวงน้อยท่ามกลางพายุใหญ่เสียจริง!”

            ผมเดาได้ว่าเจ้าผู้บรรยายคงลงเงินเดือนทั้งเดือนของตนแทงเข้าข้างฝ่ายตัวเล็กเป็นแน่

 

            ฝั่งเจ้าตัวห้าเมตรเสียการทรงตัวเมื่อถูกคว้าแขนเอาไว้ ฝ่ายนั้นพยายามจะสลัดแขนของตัวเองให้หลุดออกมาจากพันธนการของอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามยังไงก็ดิ้นไม่หลุด ทั้งพยายามดึงแขนออกโดยใช้เวอเนียด้านหลังเป็นตัวช่วย หรือแม้กระทั่งระดมออกหมัดโจมตีกลับไปยังฝ่ายตรงข้ามหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมปล่อย แต่มันก็ไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายยังคงขว้าแขนของเขาเอาไว้แน่นแถมยังค่อยๆเพิ่มแรงบีบอีกต่างหาก

            “อ้า!! แย่แล้วครับ แย่แล้ว! แขนซ้ายของ Panther ถูก Matilda ขยี้คามือไปแล้วครับ!!”

            อีกฝ่ายกำมือเพิ่มแรงบีบขึ้นทุกวินาทีแขนซ้ายของเจ้าตัวเล็กเองก็ค่อยๆ บิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิมไม่นานนักเสียงดัง กร๊อบ! ก็ดังสนั่นขึ้นมาลั่นสนาม Panther เร่งเครื่องยนต์ข้างหลังเพื่อไถลตัวถอยออกมาอีกครั้งและคราวนี้เขาก็ทำได้สำเร็จ แต่สภาพของตัวจักรกลนั้นดูไม่ค่อยจะดีนัก

             แขนซ้ายของเจ้าตัวห้าเมตรนั้นขาดหายไป เหลือเพียงแต่สายไฟระโยงรยางค์ห้อยต่องแต่งออกมาจากปากแผลพร้อมกับสะเก็ดไฟเปรี้ยะๆเท่านั้น จากเดิม Panther เป็นหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายกับนักชกมวยเป็นทุนเดิม แต่ในตอนนี้นักชกสูญเสียแขนซ้ายไปเป็นที่เรียบร้อยคงจะเสียสมดุลและอำนาจการรุกไปอย่างมากเลย

            “เอาล่ะครับท่านผู้ชม! ผมว่าคราวนี้น่าจะเข้าสู่จุดไคล์แมกซ์กันแล้วเป็นที่แน่แท้ แม้จะเสียดายเงินเดือนแต่ความเร่าร้อนของกระผมก็ไม่หยุดลงเพียงเท่านี้! ดูจากสภาพการแล้ว Panther ท่าจะพลิกกลับมาเอาชนะยากแน่แล้วครับท่านผู้ชม!!”

            ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ผู้บรรยายคนนี้แยกงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้อย่างชัดเจนเลย ขนาดยอมทุ่มเงินเดือนลงแทงพนันที่กำลังจะแพ้ เขาก็ยังสามารถทำหน้าที่ได้โดยไม่มีการติดขัด

            แต่คงจะยากที่จะหวังให้ฝ่ายตัวเล็กชนะ... จากที่ผมลองสังเกตแล้ว แขนที่ขาดหายไปทำให้น้ำหนักหายไปเยอะพอสมควรด้วย เจ้า Panther ในตอนนี้แค่พยายามประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ก็ยังจะแทบแย่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรักษาสมดุลเอาไว้ได้ เมื่อไม่สามารถรักษาสมดุลได้...การเคลื่อนไหวหลบหลีกอย่างคล่องแคล่วที่เป็นสไตล์การต่อสู้ของเขานั้นก็ย่อมทำไม่ได้แน่นอน ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะคิดอย่างนั้น... แต่ปัจจุบันนั้นไม่ใช่

            “เจ้านั่นแพ้แน่...” ผมยืนกอดอกพึมพำกับตัวเองเบาๆอยู่เหนืออัฒจันทร์ แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่นแบบนี้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของผมเขาจะได้ยินสิ่งที่ผมพูด กลุ่มกองเชียร์นับสิบหันมาถลึงตาเขม่นใส่ผมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พวกเขาคงเป็นกองเชียร์ของ Panther เป็นแน่

            วินาทีนั้นเองความสนใจของผู้ชมทั้งหมดถูกดึงกลับไปที่สนามแข่ง Matilda จักรกลร่างยักษ์ดูอุ้ยอ้ายกำลังค่อยๆขยับเคลื่อนที่เข้าไปใกล้คู่แข่งอย่างช้าๆ ขาอวบๆถูกยกขึ้นก่อนที่จะย่ำลงห่างจากจุดเดิมพร้อมกับแขนใหญ่ๆ ทุกย่างก้าวของมันล้วนแต่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับสนามแข่ง

            “Matilda ขยับแล้วครับ! ตั้งแต่เปิดเกมมา Matilda นั้นยืนนิ่งเป็นกระสอบทรายให้กับ Panther มาตลอด แต่ในตอนนี้เธอกำลังเริ่มที่จะขยับแล้วครับ!! นั่นหมายความว่าเวลาที่ทุกคนกำลังรอคอย! เวลาเผด็จศึกกำลังเข้ามาใกล้แล้วขอรับกระผม!!”

            ใกล้จบแล้ว... นั่นคือสิ่งที่คนอื่นๆคิด Panther นั้นยืนไม่ไหวแล้ว จักรกลขนาดห้าเมตรคุกเข่าลงท่าทำคล้ายกับว่าจะเตรียมตัวยอมแพ้และรอเวลาถูกบดขยี้โดยฝ่ายตรงข้าม แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น... ผมรู้จักคนที่บังคับเจ้า Panther ดี และเขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆด้วย

            จักรกลร่างยักษ์ค่อยๆขยับเข้าไปใกล้ฝ่ายตรงข้าม ใช้เวลาไม่นานนักเขา...ต้องเรียกว่าเธอสินะในเมื่อชื่อของจักรกลเป็นชื่อผู้หญิง เธอหยุดเท้าลงตรงหน้าของคู่แข่งแล้วเริ่มที่จะยกมือสองข้างขึ้นสูงเหนือบ่า มืออวบๆทั้งสองข้างประสานรวมกันเป็นหนึ่งคล้ายกับค้อน ผมเดาได้เลยว่าเขา...เธอ คงหวังจะทุบฝ่ายตรงข้ามให้เละคามือเป็นแน่ และถ้าผมเดาไม่ผิด... Panther กำลังรอเวลานี้อยู่

            “มาแล้วครับ!! ท่าไม้ตายของ Matilda! แต่จะเรียกท่าไม้ตายได้มั้ยน้า? ในเมื่อมันก็แค่เป็นการทุบเอาด้วยน้ำหนักที่มากกว่า... เอาเถอะยังไงก็ตาม Matilda ได้ใช้ท่านี้เผด็จศึกคู่ต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วขอรับ! คงจะไม่ผิดนะที่ผมเรียกว่าท่าไม้ตาย!! โทรลแฮมเมอร์!!”

            ชื่อเชยแบบสุดๆ... นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังคิด ผมขมวดคิ้วเล็กๆเพราะรู้สึกหงุดหงิดกับวิธีตั้งชื่อ แต่มันก็ดูเข้ากันดีเมื่อ Matilda ถูกออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายกับโทรล อมุนษย์ที่สามารถพบเจอได้บ่อยๆในแถบภูเขาไร้ผู้คน แต่อย่างที่ผู้บรรยายว่า... มันจะเรียกว่าท่าไม้ตายได้รึเปล่าในเมื่อมันก็แค่ยกมือทุบด้วยแรงทั้งหมดที่มีเท่านั้น

            “จบเท่านี้ล่ะ” ผมพึมพำอีกครั้ง และแน่นอนว่าเหล่ากองเชียร์ก็หันมาถลึงตาใส่ผมอีกรอบ ผมยิ้มแห้งๆออกมาครั้งหนึ่งก่อนที่จะตอบพวกเขากลับไปเป็นการแก้ความเข้าใจผิดว่า “อีกฝ่ายต่างหากที่จบ”

            Matilda ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนมือทั้งสองข้างและฟาดมันลงไปอย่างเต็มแรง เสียง ตึง!! ดังกระหึ่มไปทั่วสนามประลองพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าคราวก่อนๆ เหล่ากองเชียร์เมื่อครู่รีบหันกลับไปดูภาพในสนามกันแบบฉับพลัน แรงทุบนั้นทำให้ฝุ่นทรายบนสนามประลองฟุ้งกระจายขึ้นมาซะจนมองอะไรในสนามไม่เห็นเลย แต่ทว่าผมสามารถเดาได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

            “เละครับ! เละแน่ๆ!! แบบนี้ Panther เละคามือแน่ๆ!! ฝุ่นฟุ้งกระจายจนกระผมไม่สามารถบรรยายต่อไปได้เลย แต่ผมเดาได้แค่ว่า เละคามือแน่ๆครับ!!”

            ผู้บรรยายเขาบรรยายตามที่เขาเห็น เหล่ากองเชียร์เองก็เห็นเช่นเดียวกันเขาเลยได้แต่นั่งเศร้าอยู่กับที่ บางคนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่บางก็ร้องไห้ออกมาปากบ่นว่า “หมดกัน หมดตัวแล้ว!” ฟังดูท่าทางพวกเขากำลังสิ้นหวังกันอยู่มาก ผมเลยพูดให้กำลังใจกับเขาไปซักหน่อยว่า

            “Panther ชนะแล้วล่ะ...” ผมพูดเบาๆ ทางกองเชียร์ตรงหน้าได้แต่ทำหน้างงหันมามองผมราวกับอย่างจะถามว่า “มันจะเป็นไปได้ยังไง?” ผมเผยยิ้มขึ้นมาที่มุมปากแต่ไม่ได้ตอบกลับไปว่าทำไม “ลองดูในสนามสิ” นั่นคือคำตอบที่ผมให้กลับไปแทน

 

            “โอ้ว!! นี่มัน!! นี่มัน!! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ขอรับเนี่ย!!”

            ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายเริ่มที่จะซาลง ภาพบนสนามเริ่มที่จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นอีกครั้ง และภาพนั้นก็ล้วนแต่สร้างความตกตะลึงให้กับคนดูทั้งสนามรวมถึงผู้บรรยายและกองเชียร์ตรงหน้าด้วย บนอัฒจันทร์ตอนนี้คงมีแต่ผมคนเดียวที่ไม่ได้อ้าปากค้างซะล่ะมั้ง

            Matildaยังคงยืนอยู่ในท่าเดิม ท่าที่ประสานมือสองข้างทุบลงสู่พื้น แต่บนมือทั้งสองนั้นกลับไม่มีเศษซากหรือเศษชิ้นส่วนของฝ่ายตรงข้ามติดไม้ติดมือมาเลยแม้แต่น้อย รวมถึงบนพื้นก็ไม่มีซากของ Panther ด้วยเช่นกัน กลับกันMatildaไม่มีท่าที่จะขยับเลยซักนิดเดียว เธอยืนนิ่งคอตกราวหุ่นยนต์ที่ถูกดับเครื่อง... แต่ถ้าดูจากที่ผมเห็น ผมจะบรรยายว่า... Matilda ถูกทำให้เครื่องดับไปแล้วต่างหากโดยฝีมือของ Panther

            “ไม่น่าเชื่อครับ! ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆขอรับ!! Panther พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสและทำการตอบโต้Matildaกลับไปและเผด็จศึกเธอได้ภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นขอรับ!!”

            หลังจบคำบรรยาย ผู้ชมก็เฮลั่นสนามโดยที่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ ตอนนี้รู้แต่ว่าฝ่ายที่พวกเขาเชียร์นั้นได้รับชัยชนะไปเป็นที่เรียบร้อย

            ในช่วงเสี้ยววินาที ที่ Matilda ทุบกำปั้นลงพื้นนั้นเองเป็นช่วงเวลาตอบโต้กลับของ Panther เขานั่งรอจังหวะนี้มานานและใช้ช่วงเวลาจังหวะสั้นๆนั้นตอบโต้กลับ Panther ทำการโยกตัวหลบออกไปด้านข้างในช่วงพริบตาก่อนที่กำปั้นของอีกฝ่ายจะขยี้เขาเละคามือ เดิมทีเขาก็เป็นหุ่นยนต์รุ่นที่ออกแบบมาให้มีความคล่องตัวสูงอยู่แล้วจึงไม่ยากนักที่จะหลบการโจมตีได้

            เมื่อ Panther หลบพ้นแล้วเขาก็อ้อมไปด้านหลังของ Matilda ใช้จังหวะนั้นควานหาจุดอ่อนและบังคับหุ่นให้รวบรวมกำลังทั้งหมดเอาไว้ที่มือขวา ด้วยความมากประสบการณ์ของคนขับคงไม่เป็นการยากนักที่จะหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามเจอในเวลาอันสั้นและทะลวงหมัดเข้าไปยังจุดนั้นด้วยกำลังเครื่องทั้งหมดที่มีในคราวเดียว

            จากอาการของ Matilda ที่แสดงออกมา ผมเดาได้ว่าเตาปฏิกรณ์พลังงานคงเสียหายยับเยินเป็นที่แน่แท้ หมัดขวาของหุ่นตัวเล็กแทงกระซวกเข้าทะลวงจากช่องว่างด้านหลังและทำลายชิ้นส่วนภายในของเธอเป็นที่เรียบร้อย เมื่อแท่นจ่ายพลังงานเสียหายเจ้าหุ่นพวกนี้ก็ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป Matilda เลยได้แต่ยืนกุมมือคอตกอยู่กับที่ ทั้งหมดนี่คือภาพที่ผมสามารถจินตนาการออกมาได้

            “ผ่านไปสองนาทีแล้ว Matilda ยังไม่ขยับครับ!! ชัยชนะในคืนนี้ตกเป็นของ Panther ขอรับ!! วู้!!! ผมไม่เคยดีใจได้ขนาดนี้มาก่อนเลย!! แถมตอนนี้ผมก็ไม่ต้องกลับบ้านไปโกหกภรรยาว่าโดนโจรปล้นแล้วขอรับกระผม!!”

            ผู้บรรยายคำรามลั่นด้วยความดีใจจนแทบจะเขวี้ยงไมโครโฟนทิ้ง เออ... คุณผู้บรรยายครับ... ถึงจะดีใจออกนอกหน้าขนาดไหน แต่มันจะดีหรือที่เอาเรื่องส่วนตัวมาป่าวประกาศแบบนี้

            หลังสิ้นเสียงของเขา เสียงโห่ร้องของผู้ชมก็ดังตามขึ้นมา เหล่ากองเชียร์ตรงหน้าละความสนใจไปจากผมและหันกลับไปยังสนามก่อนที่จะลุกขึ้นมาโบกธงลายเปลวไฟวิ่งกรูกันเข้าไปชิดกับสนามแข่ง พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ดีใจกับชัยชนะของฝ่ายที่เขาเชียร์ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เสียใจไม่แพ้กันทีอีกฝ่ายพ่ายแพ้กับการประลอง ส่วนผมเองก็ดีใจเล็กๆที่ Panther ชนะมาได้นั่นก็เพราะเขาเป็นคนรู้จักของผมเอง... แต่เรื่องแสดงความยินดีกับเขาคงต้องยกเอาไว้คราวหน้า

            “คุณหนู! ก็ว่าทำไมมาช้านักที่แท้ก็มาแอบนั่งดูงั้นเหรอครับ!?”

            เสียงเรียกดังขึ้นมาจากข้างหลังผม เป็นเสียงที่ผมค่อนข้างคุ้นเคยเมื่อหันกลับไปก็พบกับชายหนุ่มอายุราวๆยี่สิบเศษ แต่งตัวด้วยจัมป์สูทเลอะๆ บนใบหน้าของเขาเองก็เขรอะไปด้วยคราบสีดำทำเอาหนวดเคราแพะและแว่นตากลมๆนั้นเลอะตามไปด้วย ผมใบหน้าของเขาได้ดีเพราะเขาเป็นคนที่ทำงานกับผมเอง

            “ขอโทษที พี่โรมัน พอดีสัญญากับเขาเอาไว้ว่าจะมานั่งดูน่ะ หวังว่าพี่คงไม่โกรธนะ...” ผมตอบชายหนุ่มกลับไป เขายื่นมาตบไหล่ผมครั้งหนึ่งก่อนที่เขาจะพาผมเดินลัดไปอีกทางออกจากอัฒจันทร์

 

 

            อธิบายกันซักเล็กน้อย... Assault Armored League Championship หรือ AALC นั่นคือชื่อการแข่งขันที่ผมกำลังกล่าวถึง มันเป็นการประลองกำลังของหุ่นยนต์ที่ใช้คนบังคับอยู่ข้างในขนาดห้าเมตรขึ้นไปและจำกัดสูงสุดอยู่ที่สิบเมตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเข้าต่อสู้กันตามกฎกติกาสากลภายในสนามประลองที่จัดเอาไว้ให้ มันเป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่งในยุคนี้

            เดิมทีมันเป็นการทดสอบสมรรถภาพของจักรกลอุตสาหกรรมของสหพันธ์รัฐลิเบอเลี่ยน ประเทศที่อยู่อีกฟากตะวันตกของทะเล พวกเขาทดสอบกันค่อนข้างรุนแรงเพราะทวีปแห่งนั้นอุดมไปด้วยสัตว์ร้ายอันตรายและกลุ่มหัวรุนแรงที่ยังแบ่งแยกกันไม่จบ ซ้ำร้ายยังมีสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานจนสภาพการเมืองภายในย่ำแย่ เจ้าหุ่นพวกนี้จึงถือได้ว่าเป็นกำลังรบชั้นดีเลยก็ว่าได้

            แต่หลังจากสงครามกลางเมืองยุติลง เทคโนโลยีจักรกลก็ได้ข้ามทะเลมาฝั่งนี้ แล้วมันก็ได้กลายเป็นเกมกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมเหลือล้น ที่เขี่ยให้เจ้าฟุตบอลอดีตเกมกีฬาที่สามารถหยุดหายใจของคนทั้งโลกตกกระป๋องไปในทันที และเกมกีฬาชนิดนี้ยิ่งได้รับการสนับสนุนจากทรินิตี้สาขาวิศวกรรมศาสตร์ และกระทรวงกลาโหมแล้ว ทำให้มีผู้สนับสนุนออกทุนใช้จ่ายและพัฒนาเป็นจำนวนมาก ใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆเทคโนโลยีของ AA ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วราวกับก้าวกระโดด

            พวกเขาเชื่อว่าในโลกยุคที่เทคโนโลยีชีวะภาพก้าวหน้าขึ้น จนถึงขั้นสามารถทำให้คนแข็งแรงขึ้นโดยปราศจากการเล่นออกกำลังกายนั้น ไม่สามารถใช้เกมกีฬาที่ตัดสินด้วยร่างกายมาเป็นตัววัดได้อีกต่อไป พวกเขาจึงเปลี่ยนนโยบายให้ใช้จักรกลเข้ามาแทนที่ และกระแสตอบรับก็กลับมาดีซะจนมีการจัดฤดูกาลชิงถ้วยรางวัลซะด้วย

            หุ่นยนต์ยักษ์อย่างเจ้า Assault Armored หรือ AA จึงถูกพัฒนาขึ้นมาให้กลายเป็นตัวแทนของผู้เล่น เข้าประลองในสนามประลองแบบจำกัดพื้นที่และจำกัดอาวุธและกลายเป็นมาตรฐานของกีฬาในยุคนี้

 

 

            “มาช้ายังดีกว่าไม่มา มาเถอะเรามีเวลาครึ่งชั่วโมงระหว่างที่เขาเคลียร์สนามในการเตรียมตัว ก่อนถึงเวลานั้นผมอยากให้คุณหนูได้ลองเครื่องใหม่ดูก่อน ไม่งั้นผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าควรจะปรับแต่งตรงไหนเพิ่มเติม”

            “เจ้าเครื่องใหม่ที่ว่านี่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท HGML เหมือนเดิมใช่รึเปล่าล่ะ?” ผมถามกลับไป เขาก็พยักหน้าตอบกลับมาว่า “ใช่”

            “ถ้างั้นพี่ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเพิ่มเติมเลย แค่อธิบายสเป็คของมันมาก็พอแล้วล่ะ”

            “…แล้วแบบนี้คุณหนูจ้างผมมาทำไมล่ะเนี่ย...”

            ชายหนุ่มตรงหน้าห่อตัวถอนหายใจ เขาเป็นคนที่ทำงานให้กับบ้านผมมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อแล้ว และตอนนี้เขาก็เปลี่ยนมาทำงานกับผมแทน เขาชื่อโรมัน เป็นนายช่างใหญ่ผู้รับผิดชอบด้านงานวิศวกรรมและจักรกลทั้งหมดในบริษัท

            “น่าๆพี่โรมัน... ครั้งแรกน่ะมันต้องมีการทดสอบก่อนอยู่แล้ว แล้วค่อยปรับปรุงเอาทีหลังก็ได้ แต่ครั้งแรกของเจ้านี่น่ะผมจะเอาลงสนามประลองเลย พี่ก็คอยศึกษาข้อมูลภาคสนามเอาไว้แล้วค่อยมาปรับแก้เอาช่วงพักครึ่งก็ไม่สายนี่” ผมตบบ่าพี่เขาเบาๆพร้อมกับหัวเราะ

            “นี่คุณหนูคิดจะฆ่าผมรึยังไงครับ!! เวลาพักยกน่ะมันแค่ห้านาทีสำหรับเติมเชื้อเพลิง ผมว่ามันไม่พอหรอกสำหรับปรับปรุง!” ผมตบบ่าเขาแรงๆ พร้อมกับยิ้มตอบกลับไปว่า “ผมเชื่อมือพี่น่า” ส่วนอีกฝ่ายก็ได้แต่อ้าปากค้าง

            “ก็ได้!! ในเมื่อคุณหนูเชื่อใจผมถึงขนาดนี้ ผมก็จะพยายามสุดฝีมือ ทุ่มกำลังกายและกำลังใจทั้งหมดเพื่อพาคุณหนูไปสู่ชัยชนะให้ได้เลยครับ!” เขาจับประแจมั่น ผมสังเกตว่าในสายตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยไฟที่ลุกโช่น แบบนี้คงไม่ต้องห่วงแล้วว่าเขาจะทำงานให้ไม่ทัน

            พวกเราเดินลงมาตามทางจนถึงทางเข้าห้องที่ถูกเขียนป้ายห้ามเอาไว้ว่า “เฉพาะผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น” เราเดินผ่านมันไปแบบไม่สนใจ หลังจากผ่านประตูไปแล้วผมก็พบกับโกดังเก็บของโล่งๆที่สูงกว่าสิบเมตร ในโกดังมีหลอดไฟฉายสว่างอยู่บนเพดานซะทั่ว ส่วนใจกลางห้องก็มีวัตถุขนาดใหญ่ถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าคลุมสีเงิน เราสองคนเดินมาหยุดอยู่ตรงเจ้าวัตถุนั่น

            “ถ้างั้นเรามาทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่กันซักหน่อยดีกว่า... พี่โรมัน! ช่วยเปิดผ้าคลุมให้หน่อยสิ” เขาตอบรับคำร้องขอของผม ผ้าคลุมสีเงินถูกเปิดออกเผยให้เห็นรูปลักษณ์ของวัตถุที่ถูกผ้าคลุมผืนนั้นปิดบังอยู่

            จักรกลรูปร่างเลียนแบบมนุษย์ขนาดยักษ์กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าของผม มันคือ Assault  Armored หรือ AA สีดำสลับขาว ดูจากขนาดและรูปลักษณ์ของมันแล้วผมประเมินเอาคร่าวๆว่าน่าจะเป็นตัวขนาดหกเมตรได้

            แขนกับขามีรูปร่างสมดุลไม่ใหญ่เกินไปเหมือนกับ Matilda ตัวเมื่อกี้ หรือไม่เล็กเกินไปแบบเจ้าPanther ส่วนหน้าอกปลายแปลมที่ยื่นออกมาคล้ายกับหัวจรวด ไหล่แผ่กางออกดูน่าเกรงขามและส่วนหัวโมโนอายสีแดงแบบมีเกราะหุ้ม โดยส่วนตัวแล้วผมแล้วคิดว่ามันดูเท่มากช่างถูกใจเป็นที่ยิ่งนักโดยเฉพาะตาข้างเดียวที่เป็นเอกลักษณ์ของจักรกลในเครือบริษัท HGML ถ้าทำการแต่งแต้มสีสันเพิ่มเข้าไปซักนิดหน่อย ผมว่ามันจะสามารถเรียกเสียงเชียร์จากคนรอบข้างได้เป็นแน่

            “HG-48 Talon นั่นคือชื่อของมันครับคุณหนู ส่วนสเป็คเครื่องผมวางเอาไว้ในห้องคนขับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กรุณาใช้เวลาช่วงที่เหลือนี้อ่านดูด้วยครับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นผมก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปตรวจสอบ ผมถอดรีบถอดเสื้อนอกและกางเกงขายาวที่เป็นเครื่องแบบของโรงเรียนออกจนเหลือแต่ชั้นใน... อันที่จริงผมสวมชุดสำหรับต้านแรงกระแทกเอาไว้ข้างในน่ะ

 

            ชุดต้านแรงกระแทกที่สวมอยู่นั้นเป็นชุดรัดรูปสีดำมีลายพาดสีแดงเป็นทางยาวแนวตั้งข้างลำตัว เผยให้เห็นรูปร่างสัดส่วนของผมแบบชัดเจน ถึงจะเรียกว่าชุดแต่มันคงเป็นเรื่องน่าอายอย่างมากถ้าหากผมเหลือแต่เจ้าชุดนี้แล้วเดินออกไปโชว์ตัวกลางถนน

            แต่คุณสมบัติของมันกลับยอดเยี่ยมผิดกับรูปลักษณ์อย่างสิ้นเชิง มันสามารถทำให้ผมคงสติเอาไว้ได้ แม้ว่าจะถูกอัดด้วยแรงกระแทกมหาศาลหรือแม้กระทั่งแรงเหวี่ยงหลายสิบจี ว่าง่ายๆ คือถ้าได้ลองสวมมันไปเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวทั้งหลายในสวนสนุก ผมก็จะไม่รู้สึกถึงแรงเหวี่ยงจากมันเลยซักนิด ทำเอาพวกเครื่องเล่นหวาดเสียวจะแทบไร้ความหมายไปเลย

            ตอนนี้ผมเดินไปอยู่ข้างใต้เจ้า AA ถ้าตามปกติแล้วจักรกลของบริษัท HGML จะต้องมีปุ่มเปิดฮัทห้องคนขับอยู่ที่นิ้วมือของหุ่น ผมลองคลำหาดูอยู่ไม่ถึงนาทีก็ได้พบกับปุ่มดังกล่าวเข้า หลังจากกดมันแล้วหน้าอกทรงแหลมของเจ้าหุ่นตัวนี้ก็ถูกเปิดออกครึ่งหนึ่ง ไม่นานนักมันก็หย่อนสายสลิงลงมา เป็นระบบมาตรฐานของบริษัทนี้เอาไว้ใช้สำหรับให้คนขับสามารถเข้าออกได้ง่ายๆ

            เมื่อคว้าสายสลิงแล้วผมก็กดปุ่มเดิมอีกครั้งหนึ่ง สายสลิงดึงร่างของผมขึ้นไปอยู่บนบริเวณหน้าอกของเจ้าหุ่นตัวนี้ แน่นอนว่าบริเวณนั้นมันเป็นห้องของคนขับ ภายในห้องมีเก้าอี้ทำจากหนังอยู่ตัวหนึ่ง ตรงหน้าเก้าอี้มีหน้าจอมอนิเตอร์เล็กๆและรอบข้างเก้าอี้ก็มีแป้นสำหรับควบคุม ซึ่งดูแล้วก็ไม่แตกต่างไปจากจักรกลตัวอื่นๆซักเท่าไรนัก

            ผมมุดผ่านฮัทแคบๆเข้าไปและเอนตัวลงบนเก้าอี้ “Operation System Online” เสียงของผู้หญิงที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นมาทันทีหลังจากที่ผมเอนตัวลง ผมเดาได้ว่าเสียงนี้น่าจะเป็นเสียงตอบรับของระบบปฏิบัติการของเจ้า AA เครื่องนี้

            “เมมโมรี่ว่างเปล่า... โปรดทำการลงทะเบียนผู้ใช้” ไม่ต่างจากหุ่นตัวเดิมซักเท่าไร การลงทะเบียนคนขับเป็นเรื่องปกติที่ใช้สำหรับป้องกันการถูกขโมย ผมใส่ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับตัวของผมลงไปก่อนที่จะทำการกดปุ่มลงทะเบียนตามที่เคยทำก่อนๆหน้า

            เอ็ดการ์ อีเกิ้ล เพศชาย อายุสิบสี่ปี นั่นคือข้อมูลที่ผมกรอกลงไป มันเป็นชื่อจริงและข้อมูลจริงของผม นอกจากนั้นผมยังตั้งชื่อโปรไฟล์เอาไว้ด้วยว่า “เอ็คโค่”

            “ลงทะเบียนเสร็จสิ้น ยินดีตอนรับ เอ็คโค่...”

            ระบบปฏิบัติการยอมรับผมเป็นเจ้านายของมันแล้วผมตั้งให้เธอเรียกผมว่าเอ็คโค่ ซึ่งเจ้าเอ็คโค่นี้มันคือชื่อเล่นของผมเอง โดยทั่วไปแล้วผมชอบที่จะให้ฝ่ายตรงข้ามเรียกด้วยชื่อเล่นซะมากกว่า เพราะว่าการถูกเรียกด้วยชื่อจริงมันเหมือนกับเป็นคนห่างเหินไม่รู้จักกัน ส่วนใหญ่ผมเลยให้ทุกคนเรียกผมด้วยชื่อนั้นเป็นหลัก

            “คุณหนู!! เติมเชื้อเพลิงเรียบร้อยแล้ว เหลือเวลาอีกสิบนาทีผมว่าตอนนี้เราน่าจะเริ่มขยับกันได้แล้วนะครับ!” พี่โรมันร้องเตือนมาจากข้างล่าง เขาถอดสายระโยงรยางค์ออกจากตัวของTalon

            Talon คือชื่อของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ผมหยิบเอาคู่มือที่พี่โรมันวางเอาไว้ขึ้นมาอ่านดูคร่าวๆถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ผมกดปุ่มเดินเครื่องที่อยู่ด้านหลังของจอมอนิเตอร์ตรงหน้าเข้า ไม่นานนักมันก็ส่งเสียงร้อง วี้! ขึ้นมาเบาๆ ฮัทตรงหน้าถูกปิดลงพร้อมกับแสงภายในห้องคนขับที่ดับลงสนิท สองสามวินาทีต่อมาแสงก็สว่างขึ้นอีกครั้ง แต่หาใช่แสงจากหลอดไฟไม่

            ตรงหน้าของผมปรากฏขึ้นเป็นภาพฉายแบบรอบทิศทาง นี่คือระบบใหม่ของเจ้าหุ่นตัวใหม่นี้เป็นแน่เพราะมันกำลังทำให้ผมประหลาดใจจนเผลอร้องว้าว! ผมก้มลงไปอ่านคู่มือดูคร่าวๆก็ได้พบว่าเจ้านี่มีระบบฉายภายรอบตัวภายในห้องคนขับ ซึ่งแตกต่างจากจักรกลรุ่นก่อนๆที่จะฉายภาพเฉพาะตรงหน้าเท่านั้น ความรู้สึกของผมตอนนี้เหมือนกับว่าได้นั่งอยู่บนเก้าอี้เบาะนุ่มๆ ที่กำลังลอยอยู่บนอากาศไม่มีผิด

            “สุดยอดไปเลย นี่มันยอดไปเลยไม่ใช่รึยังไงกันพี่โรมัน!” ผมตะโกนถามเขาผ่านลำโพงของหุ่น เขาชูนิ้วโป้งขึ้นมาเป็นการบอกว่า “แน่นอนล่ะ!”

 

            “เอาล่ะครับ พ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตรสหายและผู้เข้าชมทั้งหลายคงจะรอคอยกับมวยคู่เอกของวันนี้อยู่กันแล้วใช่รึเปล่าครับ!! ถ้าใช่ล่ะก็ผมขอเสียงซักหน่อย!!”

            ผู้บรรยายยังคงเป็นคนเดิมอยู่ แต่คราวนี้ผมรู้สึกได้ว่าเขาดี้ด้ามากกว่าเมื่อกี้ซะด้วยซ้ำ เมื่อสิ้นเสียงของเขาเสียงโห่ร้องของผู้เข้าชมก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ผมแอบเข้าไปเปิดภาพผ่านกล้องมองแล้วให้มันฉายขึ้นในห้องคนขับดู บรรยากาศคึกคักยิ่งกว่าเมื่อกี้มากแบบผิดขนัด เก้าอี้ผู้ชมบนอัฒจันทร์นั้นเต็มแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง

            “น่าเสียดายนะครับที่วันนี้กระผมต้องมาบรรยายเพียงคนเดียว น่าสงสารเพื่อนร่วมงานของกระผมซะจริงๆ ที่วันนี้เขาคงจะต้องอดดูของดีเข้าให้ซะแล้ว! เขาเป็นผู้ที่เคยสร้างตำนานชนะรวดสิบสามครั้งในศึกหน้าใหม่เมื่อปีที่แล้วและคว้าเอาแชมป์ในรายการนั้นไปได้โดยที่หาคนรุ่นเดียวเทียบเท่าไม่ได้ และในขณะนี้เขาคนนั้นก็ได้กลายมาเป็นนักกีฬามืออาชีพ เข้าแข่งขันศึกชิงแชมป์ AALC นี้ด้วย!!”

            เสียงโห่ร้องดังขึ้นมากกว่าเดิมอีก ซักพักต่อมาไฟในสนามแข่งก็ค่อยๆหรี่ลงจบเกือบเป็นการดับ

            “และนับจากนี้ไป เขาจะสามารถคงตำนานนั้นเอาไว้ได้หรือไม่ เรามาลุ้นกันดีกว่า!! ขอเชิญพบกับเขา! ผู้เล่นหน้าใหม่ไฟแรงที่สุดพร้อมกับจักรกลตัวใหม่ของเขา!! ขอเสียงให้กับนักกีฬาฝ่ายแดงของเรา! ดับเบิ้ลเอ็คโค่ (2-E.) ด้วยครับ!!”

            ประตูลูกกรงถูกเปิดออก ผมขับคับให้ Talon ขยับออกไปสู่สนามแข่ง เสียงปรบมือของผู้ชมดังกระหึ่มไปทั่วอัฒจันทร์เป็นการบ่งบอกว่าผมนั้นถูกจับตามองอยู่มากแค่ไหน แค่คิดก็รู้สึกได้กำลังใจและฮึกเฮิมขึ้นมาแล้วแต่ด้วยความคึกคะนองนั่นล่ะทำให้ผมเผลอตัวจนเกือบจะบังคับการเดินของ Talon พลาดล้มต่อหน้าสาธารณะชนซะแล้ว โชคดีที่ยังคุมสติเอาไว้ได้อยู่เลยชักขากลับมาได้ทัน

            “ไม่เป็นอะไรแน่นะ” พี่โรมันติดต่อมาผ่านจอมอนิเตอร์ตรงหน้า “คึกไปหน่อยน่ะ” นั่นคือคำตอบที่ผมว่ากลับไป

            ในตอนนี้ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใครก็ตาม ผมก็เชื่อว่าผมจะต้องชนะ! Talon ยกมือขึ้นโบกไปมาเป็นการกล่าวทักทายผู้ชม ก่อนที่ผมจะบังคับให้มือทั้งสองข้างกำลงและนำกำปั้นทั้งสองมากระทบกันส่งเสียง กึ่ง! ก้องกังวานไปทั่วสนามประลองพร้อมกับเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์เป็นสัญญาณป่าวประกาศให้แก่ผู้ชมทั้งอัฒจันทร์ทราบว่า

            “พร้อมที่จะลุยกันมานานแล้ว!!”




NEKOPOST.NET