P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 98 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.98 - กฎหมาย???


ณ ทางเชื่อมท่าอากาศยาน

“หมอนั้นมันอยู่ไหน” นิลที่วิงในท่าปล่อยอากาศยานเพื่อตามหาวิลกำลังวิตกมาก เพราะระหว่างทางเจอร่องรอยการต่อสู้มากมาย จากศพที่เขาสังเกต มันมีทั้งศพทหารวาติกัน ศพของทหารอเมริกาเก่า รวมไปถึงศพของทหารเอเชียใต้ และที่สำคัญมันมีซากของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ค่อยๆระเหิดอย่างช้าๆจนเขาไม่รู้ว่าคือตัวอะไรกันแน่

“ศัตรู! ทิศสี่นาฬิกา” ทหารวาติกันที่กำลังทำลายประตูเหล็กสังเกตเห็นบุคคลไม่ทราบฝ่ายใช้ปืนกลกราดใส่

นิลรีบหลบหลังกำแพง ‘จากทิศของเสียงมีสองคน’ เขาสรุปจากเสียงปืนที่จังหวะแตกต่างกัน

“ศัตรูบุก” ทหารที่ประจำการถีบประตูก่อนที่จะล้มลังสินค้ามาเป็นที่กำบักและทำการยิงต่อสู้กับบุกรุก

‘หกคน’

“มาตรา 44.7 กำจัดทุกคน” ทหารเอเชียใต้ทุบกระจกก่อนที่จะฉันอาวุธหนักยิงถล่มสังหารทุกคนตกหน้า

‘คราวนี้กี่คนกันเนี่ย’

“เอาเข้าไป” นิลที่แอบหลังเสาพูดอย่างลำบาก เพราะตอนนี้ทั้งกระสุนกับระเบิดปลิวกันว่อน ขอแค่มีอะไรขยับคงจะถูกยิงจนเละแน่ๆ

เปรี้ยง!

กระสุนพุ่งทะลุเสาที่นิลใช้กำบัง โชคดีที่นิลก้มตัวตามประสบการณ์ที่มีเลยรอดพ้นจากกระสุนมรณะ

“เกือบไป” นิลลองดูจากขนาดรูกระสุนที่อยู่เหนือพื้นประมาณเมตรครึ่งผ่านกระจกเงา รูที่ถูกเจาะหายไปทั้งแถบ

เปรี้ยง เปรี้ยง!

เสียงกระสุนดังขึ้นอีกชุด

นิลกลิ้งตัวไปยังกองสิ้นค้าข้างๆ ตั้งตัวก่อนที่จะเอนตัวเพื่อดูสถานการณ์ กระสุนชุดที่สองถูกเล็งไปยังสองทิศทาง นัดแรกยิงไปยังทหารที่ตั้งรับอยู่ตรงเครนควบคุม ส่วนนัดที่สองยิงมายังเขาโดยที่นัดนี้อยู่ต่ำกว่านัดแรกประมาณ 2 คืบ

สถานการณ์ในตอนนี้สรุปได้จากกระสุนที่ลั่นมากจากปืนไรเฟิลซุ่มยิงแบบพิเศษ กระสุนทั้งสามนัดถูกยิงอย่างแม่นยำ นัดแรกยิงตัดขั้วหัวใจเป้าหมายโดยเปรียบจากส่วนสูงเป้าหมายแล้ว กระสุนนัดที่สองกับกระสุนที่นัดที่สามมีดีเลย์เล็กน้อยหลังจากนัดแรก แสดงว่านัดแรกเป็นกระสุนอุ่นเครื่อง นัดที่สองกับนัดที่สามยิงติดต่อกันโดยที่นัดที่สองยิงใส่เครนควบคุมทางทิศสิบนาฬิกา และนัดที่สามค่อยยิงมาทางเขาอีกที

มันสามารถบอกได้สองอย่าง ข้อแรก อีกฝ่ายสามารถรู้ตำแหน่งของเขาได้ทั้งที่อยู่ในมุมอับ จากกระสุนนัดแรกกับนัดที่สาม ผู้ยิงสามารถยิงเข้าเป้าอย่างแม่นยำยังกะจับวาง (ถ้าเกิดเขาไม่หลบ) ข้อที่สอง อนุภาพของปืนไรเฟิลที่มีพลังในการเจาะทะลวงสูงมาก และการที่สามารถยิงได้อย่างต่อเนื่องก็แสดงว่ามีแรงถีบต่ำหรือไม่ก็เป็นฝีมือเฉพาะตัวของผู้ยิงที่เทพสุดๆ

แต่หลังจากนัดที่สาม กระสุนก็ไม่ได้เล็งมาทางเขาอีก แสดงว่าอีกฝ่ายรู้แล้วว่า นัดต่อไปก็อาจจะพลาดเป้าจึงเลือกที่จะยิงไปทางกลุ่มอื่นแทน เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจในการยิงเมื่อครู่ว่าคนที่หลบอยู่ไม่สามารถตอบโต้กลับได้ และตราบเท่าที่คนยิงยังคงรู้พิกัดของอีกฝ่ายชัดเจนก็คงเลือกที่จะปล่อยไว้ก่อนแล้วค่อยจัดการที่หลัง(คือขอแค่จัดการคนอื่นก่อนแล้วค่อยให้พรรคพวกใช้จำนวนเข้ากดดัน)

“แต่นี้มันนรกชัดๆ” นิลพูดเพราะทหารหลายฝ่ายที่กำลังต่อสู้กันมีฝ่ายหนึ่งที่อันตรายที่สุดคือฝ่ายที่ทหารใส่แว่นติดกล้องแปลกๆที่บุกเข้ามาทางหน้าต่างด้านบน กระสุนแต่ละนัดที่เหนี่ยวออกไปของการันตีได้ว่าต้องได้เลือด จากตอนแรกที่ตะลุมบอลกันมั่วซั่ว คราวนี้ฝ่ายที่เหลือเริ่มสังเกตได้ว่าคนของตัวเองที่ล้มตายส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือของศัตรูที่ความสามารถกับยุทโธปกรณ์เหนือกว่าเพียงฝ่ายเดียว ทั้งหมดจึงเกิดคิดเรื่องเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมายคือการร่วมมือร่วมใจกันรุมสะกำฝ่ายที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด อารมณ์ประมาณว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร

แต่ฝ่ายที่ถูกรุมก็ไม่ได้เกรงกลัวเพราะสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป พวกเขาติดตั้งเกราะป้องกันบนเพดานและยิงต่อสู้โดนที่ยังคงห้อยหัว(ใช้เชือกกับอุปกรณ์ยึดเกราะติดเพดาน)

บางคนที่อยู่ด้านล่างใช้ระเบิดหรือจรวดยิงใส่ เพื่อหวังสังหารหมู่ แต่เมื่อระเบิดกับจรวดเข้าใกล้เป้าหมายก็มีลำแสงสีฟ้าที่ปล่อยออกมาจากส่วนบนของเกราะป้องกันยิงดักก่อนที่ชนวนจะทำงาน ระเบิดกับจรวดก็ฉายจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งไร้พิษภัยที่พอสัมผัสกับเกราะป้องกันก็กลายเป็นเศษน้ำแข็งที่แตกออกเป็นเกล็ดหิมะ

เมื่อเห็นว่าสู้อะไรไม่ได้สักอย่างทหารทั้งหมดก็เริ่มถอยไปยังที่ๆปลอดภัยกว่านี้ ส่วนทหารแว่นประหลาดก็ค่อยโหนตัวทั้งที่ยังห้อยหัวโดยที่พวกเขาที่ลงไปก่อนจะถือโล่สำหรับป้องกันตัวห้อยลงไปด้วย และเมื่อถึงเพื่อโล่ก็มีขาตั้งทำการติดตั้งกับพื้นเพื่อให้คนที่ห้อยหัวสามารถพลิกตัวลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัย

“เป้าหมายยังคงอยู่กับที่ค่ะ” ผู้ระบุเป้าหมายที่สวมหน้ากากเพื่อช่วยเสริมความสามารถในการมองเห็นบอกให้กับพลปืนซุ่มยิงที่ใช้ปืนซุ่มยิงช่วยยิงกดข้าศึก

“ระยะ 2.374 กิโลเมตร ความเร็วลม 17 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทางทิศ 2 นาฬิกา วิสัยทัศน์ปกติ” ผู้ระบุเป้าใช้มือแตะที่ศีรษะด้วยเทคโนโลยีเพิ่มสมาธิ อุปกรณ์เสริมวิสัยทัศน์จะช่วยจูนคลื่นสมองเพื่อให้ดวงตาที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพิ่มความสามารถในการมองเห็นจนสามารถมองได้ในระยะไกลที่มีความละเอียดสูงและสามารถทะลุกำแพงได้ตามที่ผู้สังเกตต้องการ ความสามารถดังกล่าวสามารถมองผ่านสิ่งรบกวนและมีความแม่นยำสูงกว่าภาพเอกซเรย์ ตอนนี้เธอสามารถเห็นชายคนหนึ่งที่ยังคงหลบหลังที่กำบังได้อย่างชัดเจน

‘สวยจังเลย’ เธอชะงักไปพักหนึ่ง ใบหน้าของผู้ชายคนนั้นอาจจะเรียกว่างดงามผุดผ่องหาใครเปรียบ สีผมสีแดงที่เหมือนกับดอกไม้อันงดงามกับบดวงตาสีแดงที่มีเสน่ห์สามารถทำให้ผู้หญิงหลายๆคนหลงใหล

เป้าหมายหันมาทางเธอก่อนที่จะกระพริบตาให้

“เหวอ!?” เธอตกใจจนเผลอคลายความสามารถในการมองเห็นออก

“เกิดอะไรขึ้น” พลซุ่มยิงถาม เพราะการดัดแปลงดวงตากับสมองเพื่อใช้ในการมองเห็นของทางกองทัพยังเป็นแค่การริเริ่มเท่านั้น มันอาจจะทำให้เธอมองเห็นมากเกินไปจนรับภาระหนัก ยิ่งตอนนี้อนุภาคอีเลเมนต์กระจายตัวคละคลุ้งสูง มันก็เสี่ยงที่จะอันตราย

“เขากะ..กระพริบตาหะ...ให้ฉัน” เธอพูดติดขัด

“เป็นไปไม่ได้ ระยะไกลขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะรู้ตัว” พลซุ่มยิงพูดพร้อมกับใช้ยิงไปยังพิกัดล่าสุดของเป้าหมาย

เป้าหมายกลิ้งตัวหลบกระสุนนัดแรก มือปืนเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เขาจึงระดมยิงไปอีกชุด

เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!!

เขายิงไปสี่นัดจนหมดรังเพลิง เป้าหมายก็กระโจนตัวหลบกระสุนทั้งหมด และที่สำคัญคือนัดสุดท้าย เขาจงใจยิงดักถ้าเกิดเป้าหมายกระโดดหลบ แต่เป้าหมายกับหยุดนิ่งไม่ขยับตัวทำให้กระสุนนัดสุดท้ายพลาดเป้า

“ฮึ” ชายผมสีแดงยิ้มให้เขาผ่านกล้องเล็ง คราวนี้มือยิงเหงื่อออกเขารีบเก็บปืนอย่างรวดเร็ว

“เธอพูดถูก รีบถอยเร็ว ด่วนเลย” เขาลุกขึ้น เขารู้สึกได้ตามสัญชาตญาณว่าอันตราย เพราะการที่ตำแหน่งของพลซุ่มยิงถูกค้นพบก็ถือว่าจบ

“นี้นกแดงถึงศูนย์บัญชาการ พวกเราถูกพบ ขอคำสั่งถอนทัพด้วย” ผู้หญิงที่เป็นพลเล็งแตะข้างหูเพื่อใช้พลังจิตสื่อสารระยะไกล

“รับทราบ กำลังพิจารณา” ศูนย์บัญชาการติดต่อกลับ “เราตรวจพบปฏิกิริยาไม่ทราบฝ่ายใกล้จุดของพวกคุณ ทางเราจะส่งยานไปรับที่จุดนัดพบในอีกสิบนาที”

“รับทราบ” เธอปิดสาย “ท่านค่ะทางศูนย์ฯอนุญาตให้เราถอนตัว แต่ตรวจพบปฏิกิริยาไม่ทราบฝ่ายใกล้ๆค่ะ”

“เข้าใจแล้ว ทำตามแผน” พลปืนสวมชุดเกราะขนาดใหญ่ใกล้ ก่อนที่จะสั่งการให้มันเปิดระบบพรางตัว

ชุดเกราะพลางตัวไปกับสภาพแวดล้อม เขารีบขึ้นสู่ที่สูงเพื่อสังเกตการณ์ก่อนที่จะกวักมือให้พลเล็งเป้าที่เพิ่มสวมชุดเกราะพลางตัวเสร็จให้ตามมา พวกเขาทั้งสองอาศัยตามแผนการค่อยๆถอยอย่างมีระบบไปยังจุดนัดพบที่อยู่แถวหน้าผาอย่างไม่ยากเย็น

“ไปแล้วเหรอ?” นิลที่แอบอยู่ถอนหายใจ ถ้าทางพลซุ่มยิงจะเริ่มระแวงจากการหลบหลีกของเขาเมื่อกี้ ในเมื่อตอนนี้พวกทหารติดกล้องเริ่มยึดพื้นที่ได้มากขึ้น(ซึ่งเขาเองก็ลำบากไม่น้อย) ทางการคงไม่คิดจะเสียทหารที่ฝึกมาเลยสั่งถอนตัว แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะบลัฟอีกฝ่าย เขาจึงเลือกส่งพิกัดคราวๆของพลซุ่มยิงไปทางโคบอลต์แล้วปล่อยให้โคบอล์ตข้างนอกจัดการ

ทำไมเขาถึงหลบได้? เอาจริงเขาก็ไม่รู้หรอก รู้แค่ว่าเขารู้สึกได้ลางๆถึงวิถีกระสุน เขาเห็นเส้นแสงบางอย่างที่เป็นสีแดงทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มยิงกันและพอมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็จะมีกระสุนบินมาเสมอ เขาเลยอาศัยกะจังหวะเพื่อหลบ และมันก็ได้ผล เขาหลบกระสุนได้ แต่ก็ไม่หมดเพราะตัวเข้าไม่ได้เคลื่อนไหวเร็วขึ้น แค่เห็นวิถีเฉยๆ

“แต่ที่สำคัญเราจะออกไปยังไง” นิลพูดพร้อมกับหลบหลังที่กำบัง เท่าที่เขาสังเกต เหล่าทหารที่สวมกล้องประหลาดจะเป็นมนุษย์ดัดแปลงของเอเชียใต้

‘ฝั่งหนึ่งผ่าสมองติดหุ่น ฝั่งหนึ่งดัดแปลงร่างมนุษย์ นี้ไม่สนใจสนธิสัญญาห่าเหวอะไรเลย เจริญจริงๆ’ นิลนึก เพราะหลังสงครามโลกครั้งก่อนจบลง ขั้วอำนาจที่ยังเหลืออยู่ได้ร่วมประชุมกันที่เรือบรรทุกอากาศยานที่ถูกดัดแปลงเป็นฐานทัพลอยน้ำ จนเกิดเป็นสนธิสัญญาวันอาทิตย์ยามเที่ยงคืนขึ้น (เหล่าผู้นำโลกเลือกสถานที่คืออ่าวกินีนอกจากชายฝั่งด้านตะวันตกของแอฟริกาซึ่งเป็นจุดที่เส้นศูนย์สูตรกับเส้นไพรม์เมอริเดียนตัดกันพอดิบพอดี)

เนื้อหาของมันคราวๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยก็ระบุไว้ว่า ‘ห้ามทำการดัดแปลงสมองกับร่างกายของมนุษย์ในเชิงสงคราม’

ซึ่งที่มันระบุแบบนี้ก็เพราะว่ามันเกี่ยวกับอีเลเมนต์ ถ้าแค่เปลี่ยนอวัยวะส่วนอื่นก็แบบหวังลี้เพื่อเอาชีวิตรอดและใช้ในการรักษาความสงบก็ยังพอรับได้ แต่การดัดแปลงสมองจะทำให้เกิดพลังจิตซึ่งเกี่ยวข้องกับอีเลเมนต์ทั้งอนุภาคและคลื่น ถ้าใช้ในทางสงครามก็อาจจะสร้างอาวุธเชิงชีวภาพที่ร้ายแรงกว่าอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งมีสิทธิ์ทำให้มนุษยชาติถึงคราวกาลอวสาน สนธิสัญญานี้จึงตั้งมาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติเหมือนกับสงครามที่เพิ่งจบไป

ทั้งนี้มหาสหพันธรัฐเอเชียอาคเนย์กับมหาอำนาจเอเชียบูรพาเพื่อประชาชนเหมือนจะไม่สนใจเท่าไร ฝั่งใต้เล่นดัดแปลงร่างกายมนุษย์เสริมโลหะใช้สารเคมีกระตุ้นเพื่อสร้างยอดมนุษย์เพื่อใช้ในสงคราม ส่วนฝั่งเหนือก็เล่นใช้การเชื่อมประสาทที่ถือว่าเป็นการกระทำผิดมนุษยธรรมต่อเส้นสมองเข้ากับหุ่นรบเพื่อสร้างจักรสังหารประสิทธิภาพสูง

แต่ศึกครั้งนี้ดูฝั่งเอเชียใต้จะได้เปรียบกว่าเพราะมนุษย์มีขนาดเล็กกว่าหุ่นเลยใช้สะดวกในที่แคบกว่าหุ่นยักษ์ที่ต้องใช้ในที่โล่ง และจากสถานการณ์ที่ฝั่งเอเชียเหนือไม่สามารถส่งกำลังเสริมมาช่วยสถานีฯแห่งนี้ได้ก็แสดงว่าระหว่างทางมีคนขัดขวางอยู่ ซึ่งก็คงเป็นเอเชียใต้มันก็กองกำลังอื่นๆที่กำลังยิงกันเละอยู่ตอนนี้(อาจจะเป็นโจรก็ได้น่ะ แต่ค่อนข้างต่ำ)

“น่าลองแหะ” นิลพูดพร้อมกับเปิดช่องวิทยุจากวิทยุไร้สายที่เขาหยิบติดมือมาด้วย เขาปรับจูนคลื่นท่ามกลางสมรภูมิเพื่อรู้ข่าวคราวภายนอกหลังจากรู้สึกทะแม่งๆ(อย่างน้อยคลื่นรบกวนเริ่มจางลงน่าจะสื่อสารได้)  

ตอนนี้นิลยังใส่ชุดเจ้าหน้าที่ในสถานีฯอยู่เขาจึงอาศัยจังหวะวิ่งไปเข้ากลุ่มของคนในสถานีฯที่มีจำนวนมากที่สุดเพื่อปะปนไปกับพวกเขา(ถึงผมสีแดงของเขาจะโดดเด่นที่สุดในกลุ่มจนเกือบโดนยิงตั้งหลายครั้ง)

“ข่าวด่วน ตอนนี้มีสงครามเกิดขึ้นแล้ว ซ่า ซ่า ซ่า” เสียงวิทยุช่องหนึ่งดังขึ้นก่อนที่คลื่นจะถูกรบกวนจนฟังไม่รู้เรื่อง นิลจึงเปลี่ยนช่องเพื่อฟังข่าวอย่างอื่นดู

“แค่ชานเมืองก็มีผู้เสียชีวิตถึงหลักพันแล้ว ซ่า ซ่า ซ่า”

“ทหารวาติกันรุกคืบเข้าไปในแคชเมียร์ เดียวก่อนน่ะครับ ข่าวล่าสุด ตรวจพบกองกำลังเอเชียใต้ที่เคปทาวน์แอฟริกาใต้กับกองทัพเรืออันดามันที่อ่าวกินี!!! ซ่า ซ่า ซ่า”

“สงครามเต็มรูปแบบ!!! ซ่า ซ่า ซ่า”

“ตอนนี้กองทัพเรือญี่ปุ่นเข้าใกล้หมู่เกาะฟิลิปปินส์!!! ซ่า ซ่า ซ่า”

“สงคราม?” เหล่าเจ้าหน้าที่ได้ยินตกใจมาก พวกเขาไม่คิดว่าหลังสงครามโลกครั้งก่อนจบลงไม่ถึงสิบปีจะเกิดสงครามขึ้นทั่วโลกได้ไวขนาดนี้

“ไหนขอลองดูหน่อย” ทหารคนหนึ่งก้มลงก่อนที่จะคว้าวิทยุไปปรับคลื่น

“กบฏอเมริกาโจมตีนิวยอร์กกับวอชิงตันดีซี กองกำลังป้องกันตัวเองได้รับความเสียหายอย่างหนัก เราต้องการกำลังเสริม ขอย้ำ เราขอกำลังเสริม  อ๊าก!!”

“ถ้าใครยังได้ยิน นี้คือคำสั่งของศูนย์บัญชาการสูงสุดของมหาอำนาจเอเชียบูรพาเพื่อประชาชน ทหารทุกหน่วยรีบถอนกำลังไปยังแนวป้องกันชั้นที่สามโดยด่วน ขอย้ำทุกหน่อยรีบถอนกำลังไปยังแนวป้องกันชั้นที่สามโดยด่วน”

“เลวร้ายมาก!” ทหารอาวุโสได้ยินก็รู้ได้ในทันที ปัจจุบันประชากรของฝั่งของพวกเขาเอเชียเหนือลดน้อยเพราะมหาสงครามครั้งก่อน แต่เนื่องจากมีดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล(ใหญ่เป็นอันดับที่หนึ่งของโลก)ทำให้ยากแก่การรักษาดินแดน แนวป้องกันชั้นที่หนึ่งกับชั้นที่สองจึงเป็นแนวป้องกันที่มีแต่ทหารป้องกันไม่มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ทำให้ง่ายต้องการป้องกันในระดับหนึ่ง แต่ถ้าทางการสั่งให้ถอยมายังแนวป้องกันชั้นที่สามก็แสดงว่าเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่เป็นภัยต่อตัวเมืองใหญ่กับอธิปไตยของพวกเขา

“ครับ สงคราม..” นิลพูดพร้อมกับสวมหมวกเพื่อไม่ให้วรผมของเขาเด่นสะดุดตา ‘มันเกิดขึ้นมาเองงั้นเหรอ’ เขาไม่คิดเลยว่าโลกจะเข้าสู่สภาวะสงครามเต็มรูปแบบได้เร็วขนาดนี้ จากวิทยุทำให้พอจะทราบสถานการณ์คราวๆได้ แต่ว่า ‘มันเร็วเกินไป’ มันเร็วเกินไปแล้ว แต่ละขั้วอำนาจไม่น่าจะฟื้นตัวได้ในระยะเวลาสั้นๆ

ก๊อก แก๊ก!

“หือ” นิลก้มหัวมองสิ่งที่กลิ้งมาตรงหน้าเขา ‘ระเบิด!’

“เวร”

ตูม!

นิลกับทหารใกล้ๆถูกแรงระเบิดซัดจนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง เขาถูกแรงระเบิดจนหลังกระแทกกำแพงจนตัวติด

“อั๊ก!” นิลหล่นกระแทกพื้น เขาเจ็บไปทั้งตัวเหมือนกับถูกฉีกเป็นชิ้น แต่ตอนนี้ได้โอกาสแล้ว แรงระเบิดเมื่อกี้ทำให้เขาไม่รู้สึกผลข้างเคียงของยา เขาจึงสามารถไปยังที่หมายได้โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว

กร๊อป! “เจ็บ?”

นิลรู้สึกเจ็บขาก่อนที่เขาจะพึ่งรู้ตัวว่าขาเขาหักทั้งสองข้าง เลือดไหลทะลักออกจากมายังกะลำธาร แผลขนาดใหญ่ที่เห็นเศษกระดูกแทงทะลุเนื้อออกมา

โครม!

เพดานที่นิลอยู่ถูกแรงระเบิดอีกระลอกจนมันทนอีกต่อไปไม่ไหว มันถล่มทับนิลที่อยู่เบื้องล่าง

นิลที่ไม่สามารถตะโกนได้เพราะกำลังอึ้งกับสถานการณ์ ความเจ็บหายไปชั่วขณะตอนนี้เพดานอยู่ห่างจากตัวเขาไม่มากนัก เขาจึงหลับตาและได้แต่เฝ้าภาวนาว่าเขาจะรอด




NEKOPOST.NET