P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 92 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.92 - โอเวอร์ลิมิต


“คนต่อไป” อลันที่สวมชุดปลอดเชื้อดึงเข็มฉีดยากับแท่งเหล็กที่อยู่บนร่างของผู้ป่วยออกและเก็บตัวอย่างลงในกระเป๋านิรภัยและเปลี่ยนชุดแพทย์ใหม่

โคบอลต์รีบเปลี่ยนตัวผู้ป่วย ตอนแรกต่างก็ตกใจในความเร็วในการวินิจฉัยที่มนุษย์ผู้นี้ใช้แค่ตาเปล่าก็สามารถคัดแยกผู้ป่วยที่มีอาการแตกต่างกันได้อย่างแม่นยำ และความระเอียดยังสูงขนาดที่ว่ารู้ว่าผู้ป่วยคนไหนต้องพักฟื้นในสภาพแวดล้อมแบบไหน ใช้ยาระงับสูตรไหน จัดท่าผู้ป่วยที่เหมาะสม และยังลงลึกถึงรายละเอียดปลีกย่อยได้อย่างแม่นยำ แต่พวกเขาก็ไม่มีเวลามาชื่นชมเพราะยังมีผู้ป่วยอีกมากมายที่ต้องรับการรักษาโดยด่วน

“รายนี้....” อลันใช้แท่งเหล็กแตะตรงปลายจมูกกับใช้มือที่สวมถุงมือป้องกันแบบพิเศษเปิดหนังตาเพื่อสังเกตรูม่านตาของผู้ป่วย “รายนี้เอาเจลเย็นประกบที่ท้องน้อยขวา และให้พยาบาลใช้ยาตัวนี้รมแผลขณะผ่าตัด รออีกสองวันค่อยให้ยาตัวเดิมอีกครั้ง” เขาเก็บนิ้วและส่งผู้ป่วยให้พยาบาลไปจัดการต่ออย่างรวดเร็ว

...................

...................

...................

“สุดยอดไปเลยนะครับ” โคบอลต์หนุ่มพูดขณะที่กำลังใช้ยาฆ่าเชื้อถูแขนโคบอลต์แก่ “เป็นอย่างที่ท่านบอกจริงๆด้วย”

“พูดยาก เพราะฉันเองก็เสี่ยงดวงกับเรื่องนี้เหมือนกัน” โคบอลต์แก่พูด การประชุมเหล่าผู้อาวุโสต้องหยุดชะงักเมื่อพวกเขาพบว่ามีมนุษย์กลุ่มหนึ่งบุกรุกเข้ามาในหมู่บ้านลับของพวกเขา และแต่ละคนล้วนมากความสามารถ(เน้นไปทางด้านการสู้รบ) และผู้ชายที่เหมือนจะเป็นผู้มาช่วยก็ยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตูเป็นท่อนไม้ไม่มีปฏิกิริยาใด

“หมดสติ” ชายคนหนึ่งที่สวมชุดปลอดเชื้อเอามือลูบค้ำหัวของชายที่ยืนแข็งเป็นหินก่อนที่จะหันมาทางพวกเขา

...................

...................

...................

นิลที่นอนหงายบนเตียงไม่มีปฏิกิริยาใดกับสิ่งเร้าที่เกิดขึ้น แถมยังเปิดตาค้างน่าขนลุก ด้านข้างมีวิลกับโคบอลต์อีกกลุ่มกำลังใช้ไม้แหย่เล่นฆ่าเวลา

“เขาเป็นแบบนี้บ่อยไหม” โคบอลต์เด็กที่มีผ้าพันแผลที่ศีรษะพูด

“ไม่” วิลตอบ “ถึงจะหมดสติบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยตาค้างเป็นผีสิง” วิลลองพยายามใช้คีมหนีบหนังตาให้ปิด แต่พอปล่อยหนังตาก็ดีดกลับที่เดิม

‘แกพอจะเปลี่ยนตัวกับฉันก่อนได้ไหม’

‘คิดไงถึงอยากให้ฉันออกมาละ?’ วิลสันถามด้วยความสงสัยมันค่อนข้างจะหายากที่วิลที่นานๆทีจะออกมายามสดชื่นกลับเป็นฝ่ายสับเปลี่ยนตัวเองออก

‘แค่รู้สึกเหนื่อย เลยคิดจะพักหน่อย’

‘โอเค’

“วู้” วิลสันที่สับเปลี่ยนกับวิลเป่าปาก เขามองไปยังนิลและเด็กโคบอลต์ก่อนที่จะหยิบดินสอสีและสีหมึกออกมา

......

......

......

“ทำอะไร” หวังลี้ที่ไปช่วยผู้ป่วยกลับมาทำหน้าบูดตะบึ้ง

“เสริมสวยไง” วิลสันพูดพร้อมกับใช้ปากกาเมจิกขีดเขียนหน้าของนิลพร้อมกับโคบอลต์น้อยที่ตกกระใจเพราะมีคนจับได้

“แกล้ง”

“ก็อลันบอกว่าไม่ตอบสนอง”

“ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับรังแกผู้ป่วย”

วิลสันเกาหัว “งั้นก็หาอะไรให้ฉันทำสิฟ่ะ” มันจะโทษเขาไม่ได้น่ะ อลันสั่งห้ามวิลสัน/วินเข้าไปในหมู่บ้านโดยให้เหตุผลว่าร่างกายของพวกเขามีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อเหล่าโคบอลต์ วิลจึงนั่งเฉยๆในห้องเก็บของเล็กๆที่ดัดแปลงเป็นห้องพักฟื้น แต่ยังดีหน่อยที่มีโคบอลต์บางคนที่อลันบอกว่ามีภูมิต้านทานจึงอยู่เฝ้านิลด้วย(ถึงกระนั้นก็สั่งว่าห้ามสัมผัสหรือเข้าใกล้ในรัศมี 2 เมตรโดยเด็ดขาด)

หวังลี้ส่ายหน้ากับข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เธอดูหน้าตาของนิลที่ถูกวาดอย่างอุบาทว์ ลูกตาหกลูกที่แก้ม ริมฝีปากที่หน้าผาก ทาสีขาวยังกะตัวตลก และทาคิ้วสีเหลืองดูเหมือนกับคนตาเหลือก ‘จินตนาการสูงส่งจริงๆ’

หวังลี้หยิบเข็มฉีดยาที่ภายในบรรจุตัวยาสีน้ำเงินดูอันตราย

“ฉีดไอ้นั้นเข้าไปไม่ตายเหรอ” วิลสันถาม เขาค่อนข้างไม่ไว้ใจกับตัวยาสีดูมีความเคมีมากเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะรับไว้

“คุณไม่ใช่หมอ” หวังลี้ปรับองศาของเข็มและเสียบเข้าไปในตัวนิล

“แต่ก็มีตรรกะน่ะเฟ้ย” วิลสันพูดด้วยความหวาดเสียวที่เห็นเข็มฉีดที่ใส่สารดูอันตรายเสียบเข้าไปในร่างและตัวยาค่อยๆถูกฉีดเข้าไปจนหมดสูบ

หวังลี้กระตุกไปชั่วครู่ที่จริงเธอเองก็เห็นด้วยกับวิลสันนิดๆ ตัวยาสีฟ้าแบบนี้ดูยังไงก็เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์ชัดๆ แต่เธอก็เชื่อใจอลันที่เป็นปกปักษ์กับอลิซาเบธในระดับหนึ่งจึงทำตามขั้นตอนที่ได้รับมาทุกอย่าง

หกนาที หวังลี้ดูนาฬิกาที่เธอเซ็ตไว้ อลันสั่งว่า ถ้าครบ 6 นาทีก็ให้ฉีดยาตัวสีส้มให้เวลาบวกลบไม่เกิน 2 นาทีครึ่ง อีก 7 นาทีให้ฉีดยาตัวสีฟ้าอีกครึ่งหลอด.... ‘แต่ละตัวสีมัน.....’ หวังลี้เริ่มรู้สึกหวาดเสียวถ้าเกิดเป็นเธอต้องโดนยาหลากสีจนเป็นสีรุ่งฉีดเข้ากระแสเลือดหลายโดสแบบนี้ คงจะเน่าแน่นอน (ไม่ก็ตัวขึ้นสนิม)

“ฉีดเยอะแบบนั้น......” โคบอลต์เด็กรู้สึกเสียวสันหลังที่เห็นไซบอร์กฉีดยาหลากสีเข้าร่างกายสิ่งมีชีวิตที่มากพอที่จะเปลี่ยนสีร่างกายคนได้

“อลันมันเป็นคนแปลก” วิลสันพูดตอบพร้อมกับเอานิ้วแหย่จมูก

“แต่คงไม่แปลกเท่าคุณหรอก คนที่มีสองคนในร่างเดียวและทำตัวอุบาทว์” โคบอลต์เด็กอีกคนที่หน้าตาดูซีดๆพูดสวน

“สมน้ำหน้า” หวังลี้ที่ได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกชื่นใจขึ้นมาหน่อยที่เด็กโคบอลต์ไม่ถูกผลกระทบของคนบ้า

 

‘อลัน’

‘วิลมีธุระอะไรกับผมงั้นเหรอ’ อลันที่กำลังผ่าตัดคนไข้อาการสาหัสได้ยินเสียงของวิลดังขึ้นในหัวทำให้จังหวะสะดุดเล็กน้อย แต่อลันก็ยังคงมีสมาธิที่จะผ่าตัดต่อจนจบ

‘เวลาของผมจะหมดแล้ว’

………….

“เข้าใจล่ะ” อลันที่ได้ยินดังนั้นจึงพูดออกมาก่อนที่จะส่ายมือให้กับโคบอลต์ที่ร่วมผ่าตัดเป็นเชิงว่า ‘ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่จังหวะสะดุดเฉยๆ’

อลันเย็บแผลคนไข้หลายสุดท้ายก่อนที่จะไปนั่งที่มุมห้อง เขายังฉายภาพโฮโลแกรมเป็นภาษาโคบอลต์ที่ความหมายว่า ‘ต้องการความเป็นส่วนตัวชั่วคราว’

อลันที่สร้างความเป็นส่วนตัวด้วยโฮโลแกรมกับผ้าห่มดึงผ้าปิดตาปิดดวงตาของตัวเอง อลันต้องการที่จะสื่อสารทางจิตกับวิลที่ตอนนี้อีกฝ่ายไม่มั่นคงเขาจีงต้องการสมาธิต้องทำการลดประสาทสัมผัสบางส่วนออกเพื่อความสะดวก

‘พอสื่อสารได้มั้ย’ อลันลองถามเช็ค

‘ชัดเจน’ วิลตอบด้วยอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก

‘เวลาของคุณเหลือเท่าไร’

‘3 ชั่วโมงครึ่ง ถ้ายื้อก็ได้ครึ่งวัน’

‘โชคร้ายจังเลยนะครับ’ อลันที่ถึงตอนนี้จะเข้าญาณก็ยังถอนหายใจ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เขาเคยคิดว่าจะเกิดขึ้นสักวัน แต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ‘วิลสันรู้เรื่องนี้ไหม’

‘ฉันไม่เคยบอก’ วิลตอบ

‘ผมว่าคุณควรบอกเขานะ วิลสันเป็นเหมือนพี่น้องของคุณ’

‘มีคุณอยู่……’ วิลชะงักเล็กน้อย ‘คุณช่วยบอกแทนผมหลังจากที่ผมหายไปได้มั้ย?’ คำตอบของวิลทำให้อลันทำสีหน้าลำบาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีเพียงแค่ตัววิลกับเขาเท่านั้นที่รู้ ตอนที่เขาทำการตรวจสอบคลื่นสมองของวิล/วิลสันทำให้เขารู้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวิลกับวิลสันอยู่ในลักษณะของเจ้าบ้านกับปรสิตรูปแบบหนึ่งโดยที่วิลเดิมทีเป็นเจ้าของร่างแต่เพราะผลค้างเคียงของการทดลองบางอย่างทำให้อีกบุคลิกหนึ่งที่ชื่อว่าวิลสันถือกำเนิดขึ้นมา ที่เขาต้องนึกลึกถึงขนาดนี้ก็เพราะว่ามันเป็นสาเหตุของความสัมผัสแบบปรสิตของทั้งคู่ และเพื่อเข้าใจให้ลึกลงไปอลันจึงลองศึกษารูปแบบของสิ่งมีชีวิตบนโลกและลองเปรียบเทียบกรณีของวิล/วิลสันจึงค้นพบว่า 

ตัววิลสันจะไม่สามารถรับรู้ความทรงจำบางอย่างของวิลได้ในตอนแรก แต่พอเวลาผ่านไป วิลสันจะค่อยๆซึมซับโดยธรรมชาติ และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร เวลาที่วิลจะสามารถใช้ร่างกายโดยปล่อยภัยจะสั้นลงเรื่อยๆถึงจะฟืนได้ แต่ประสิทธิภาพร่างกายจะไม่เต็มร้อยมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นทั้งที่สภาพร่างกายเป็นปกติ และที่เลวร้ายที่สุดคือวิลสันเหมือนกับพยาธิที่ค่อยๆได้รับสิทธิ์ในการควบคุมร่างมากขึ้นเรื่อยๆ(ถึงแม้วิลจะสามารถยึดร่างเพื่อใช้งานได้ก็ตาม แต่วิลก็ต้องเจ็บปวดทรมานเป็นข้อแลกเปลี่ยนหลังจากที่ค่อยๆสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมร่างกาย) และจิตสำนึกของวิลก็จะถูกวิลสันกลืนจนหมดและหายไปตลอดกาล

แต่สิ่งที่อลันเสียใจที่สุดก็คือ เขารู้วิธีการระงับหรือยืดระยะเวลาออกไป เขาลองศึกษาและทดลองมากมาย แต่ก็ล้มเหลว เพราะวิลกับวิลสันเป็นคนเดียวกันที่แชร์สมองร่วมกัน และคณะที่เขากำลังนึกอยู่ตอนนี้ ฐานข้อมูลที่มีชื่อว่าวิลกำลังถูกเปลี่ยนเป็นชื่อวิลสันเรื่อยๆ และวิลก็จะหายไป วิลที่เป็นเพื่อนของเขาจะหายไป

‘ไม่ต้องเศร้าไปหรอก สำหรับผมความตายมันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย’ วิลที่เข้าใจความรู้สึกของอลันจึงจำเป็นต้องตอบในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น ‘และผมก็ทำลายชีวิตคนอื่นมานับไม่ถ้วน’ เขานึกถึงสิ่งที่เขาเคยทำ เขาทั้งฆ่า ทำลายอนาคตผู้คนเป็นจำนวนมาก และในกลุ่มสการ์เล็ตเองก็มีคนที่เขาทำลายชีวิตจนต้องมาจับอาวุธทั้งที่ไม่อยากทำ

‘แต่ว่าคุณก็เป็นเพื่อนของพวกเราไม่ใช่รึ’

“เอาหน่า ยังไงวิลสันก็เป็นผม ถึงตอนนี้มันจะยังใช้การจริงๆไม่ค่อยได้ก็เถอะ” วิลที่ตอนนี้สวมชุดกักกั้นเดินเข้ามาทักอลัน

“ไหนบอกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง”

“ฝิ่นพอจะยื้อเวลาได้อยู่” วิลโชว์เข็มฉีดยาให้อลันดู

“แต่แบบนั้นจะทำให้เวลาของคุณสั้นลง” อลันพูดทั้งที่ยังก้มหน้า

“ผมเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองคงไม่เป็นไรหรอกครับ”

“ไม่ดี” อลันตอบในฐานะหมอ

วิลที่ได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะ “นี้ละชีวิตมนุษย์” เขาพูดพร้อมกับยื่นมือให้อลัน “นอนตรงนี้ไม่ดีน่ะครับหมอ”

อลันที่ได้ยินดังนั้นจึงยิ้ม เขาเงยหน้าขึ้นและคว้ามือของวิลและลุกขึ้น “เกินไปมันไม่ดี”  

 

“จ๊าก!!!!!!” เสียงหนึ่งดังลั่นจนทุกคนต้องเอามืออุดหู

“ไอ้คนนู้นก็ด้วย” วิลชี้ไปยังนิลที่ทุรนทุรายอยู่บนเตียงในขณะที่หวังลี้กำลังพยายามล็อคตัวและหันหน้ามามองผ่านกระจกนิรภัยเพื่อข้อความช่วยเหลือ

“ขอเวลาสักครู่ เดียวค่อยคุยเรื่องของคุณต่อ” อลันโบกมือก่อนที่จะหยิบถุงมือใหม่มาสวม เขาคงต้องรับมือกับคนไข้รายที่น่าจะเรียกว่าน่าปวดหัวที่สุดในชีวิตของเขา คนไข้ที่ชื่อว่า 




NEKOPOST.NET