P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 91 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.91 - สิ่งที่เรียกว่า ‘เป้าหมาย’


ณ หมู่บ้านโคบอลต์ไร้นามแห่งหนึ่ง

“เราไม่มีทางเลือก” โคบอลต์ที่ดูภูมิฐานและชราที่สุดพูด

นั้นคงจะเป็นหัวหน้าเผ่าสิน่ะ อืม!

“ผมรู้ ช่วงนี้มีพายุอีเลเมนต์แปรปรวนมาก ......แหล่งอาหารของพวกคุณคงจะลดลง”  นิลเองก็อ่านข่าวร่วมไปถึงฟังบทสนทนาที่นักวิชาการโต้วาทีกันจึงรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับผลกระทบของอีเลเมนต์ต่อชีวมณฑลทั้งหลายแล่  “แหล่งอาหารของพวกคุณได้ผลกระทบสิน่ะ”

โคบอลต์แก่ถอนหายใจ “เมื่อเดือนก่อนมีอนุภาคอีเลเมนต์หลุดเข้าไปในแหล่งเพาะอาหารของเรา พวกเรากว่าครึ่งล้มป่วยและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก”

“พวกมนุษย์อย่างพวกแกกำลังทำลายล้างพวกเรา” โคบอลต์หนุ่มไฟแรงตะโกนด่าด้วยความโกรธ

‘นี้คงเป็นสาเหตุที่ต้องจับคนมากินสิน่ะ’ นิลนึก โคบอลต์กลัวมนุษย์หรือเหล่าสัตว์ประเสริฐเผ่าอื่นๆมากไม่ต้องคิดว่าจะไปล่าสัตว์บนดินมากินเลย แถบจะไม่มีโคบอลต์ตัวไหนโผล่ขึ้นเหนือผิวดินถ้าไม่จำเป็นจริงๆ (เช่นเคธีที่มาสืบข่าวโลกเบื้องบนและว่าจ้างกองกำลังที่รู้จักตัวต้นของโคบอลต์ให้ค่อยสืบข่าวและว่าจ้างป้องกันเผ่า)

พวกเขาฉลาดผิดกับฉายามนุษย์ใต้ดินหรือมนุษย์ถ้ำที่มนุษย์ส่วนน้อยหรือกับเผ่าอื่นๆตั้งให้ ความสามารถึงขนาดสร้างโดรมเพาะอาหารกับแหล่งพักพิงปลอดเชื้อหรือแม้กระทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่ประสิทธิภาพสูงกว่าที่มนุษย์ใช้งานเป็นต้น ถ้าไม่เสียที่ร่างกายอ่อนแอมากจนต้องอาศัยอยู่แต่เพียงใต้ดินเพราะร่างกายไม่ทนต่อเชื้อโรคบนดิน พวกโคบอลต์ก็คงจะโผล่ออกมายึดครองโลกแทนมนุษย์แล้วก็ได้

“อย่าเสียมารยาท” โคบอลต์แก่พูดห้ามปราม เขาคงจะแน่ใจแล้วว่าชายตรงหน้าไม่ธรรมดา พวกเขาที่ขาดอาหารกำลังอ่อนแรง ตอนนี้คงต้องยอมเจรจาเพื่อไม่ให้มีการเสียเลือดโดยเปล่าประโยชน์

นิลนั่งขัดสมาธิ ตาของเขาไล่มองโคบอลต์ที่ออกมายืนมุ่งกันเป็นแนว ‘ทำไมมันแปลกจริง กว่า 3 ใน 4 เป็นผู้ใหญ่งั้นเหรอ ส่วนเด็กๆก็ดูเศร้าๆ และคนก็น้อยด้วย’ นิลถอนหายใจถึงว่าทำไมพวกโคบอลต์ถึงแสดงความไม่เป็นมิตรขนาดนี้ ถ้าไม่จำเป็นคงเลือกที่จะแอบไม่ก็หนีเพื่อรักษาสมาชิกในเผ่า

“พวกเด็กๆเป็นยังไงบ้าง อย่าบอกน่ะว่าจะปล่อยให้เด็กที่ป่วย..”

“เราไม่ทางเลือก” ผู้เฒ่าที่สังเกตนิลมาตลอดจึงผงกหัว “อีเลเมนต์ไวรัสกำลังจะแพร่ใส่คนที่ยังแข็งแรง เราต้องแยกคนป่วยออกไปและรอให้อีเลเมนต์เสถียร”

“แต่พวกเขาจะตายหมด” นิลพูดสั้นๆ

“หน่อย อย่ามาทำเป็นพูดดีก็เป็นเพราะว่ามนุษย์อย่างพวกแกนั้นแหล่ะ” โคบอลต์เลือดร้อนคนเดิมตะโกน “ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกแพร่อนุภาคอีเลเมนต์จนทำให้พวกเราอยู่กันไม่ได้ก็คงไม่เป็นแบบนี้!!!”

“พวกคุณจะเป็นหลายต่อไป” นิลพูดเสียบเรียบที่เหมือนกับเสียงของเครื่องจักรไร้หัวใจ คำพูดนี้อาจจะฟังดูเหมือนกับคำขู่ของเจ้าหน้าที่ใช้รีดข้อมูล แต่สำหรับเหล่าโคบอลต์เหล่านี้แล้ว มันต่างกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อพวกเขาจ้องมองไปยังดวงตาที่สะท้อนนั้นพวกเขาทั้งหมดก็รู้ในทันทีว่าคำพูดนี้ไม่ใช่คำพูดของสิ่งมีชีวิต แต่เป็นคำพูดของสิ่งที่เหนือกว่า แต่สวมคราบของมนุษย์กำลังพูดอยู่

“ถ้าฟังผมพวกคุณก็จะรอด” นิลหลับตาก่อนที่จะลืมตาขึ้น ม่านตาสีแดงเจิดจรัส

ปึก!!!

โคบอลต์หนุ่มที่โกรธเกรี้ยวถึงกับเข่าอ่อน นอกจากตัวเขาแล้ว โคบอลต์ตนอื่นๆต่างก็เข่าอ่อน ขนาดโคบอลต์แก่ที่ดูสุขุมเองยังมีสีหน้าหวาดกลัว เขาที่สมัยหนุ่มเคยเป็นทหารเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อหมู่บ้านยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน

“พะ..พระเจ้า” เสียงที่เต็มไปด้วยความกลัวของโคบอลต์ตนหนึ่งดังขึ้น ครั้งนี้เหล่าโคบอลต์ต่างพากันเอียงหน้าหนีจากผู้ชายตรงหน้า

“ทุกคนใจเย็นๆก่อน” โคบอลต์แก่พูดเตือนสติ ตอนนี้ทุกคนต่างกำลังกลัวสิ่งมีชีวิตตรงหน้า “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ เราจะทำตามที่ท่านกล่าว” เมื่อขวัญกำลังใจของเหล่าโคบอลต์ตกลงถึงขีดสุด โคบอลต์แก่จึงคุกเข่าและก้มหัวให้ชายตรงหน้าอย่างน้อยก็ต้องปกป้องคนที่ยังปกติดี

“ผมไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย” นิลส่ายหน้า และใช้มือทั้งสองข้างจับไหล่ของโคบอลต์ที่คุกเข่าให้ลุกขึ้น “พาผมไป พวกของคุณสำคัญกว่า” นิลพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป ทำไมหัวใจถึงรู้สึกความร้อนรน เขาคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ความรู้สึกนี้หายไป

สายตาของโคบอลต์แก่เปลี่ยนไปทันทีที่มือของนิลสัมผัสถูกตัว มันอบอุ่นและเต็มไปด้วยความร้อนรน มันต่างจากดวงตาที่มีอิทธิพลราวฟ้ากับเหว ความแตกต่างนี้ทำให้ความกังวลหายไปทั้งหมด “เชิญทางนี้” เขาพูดอย่างสุภาพกับชายที่เขารู้สึกเหมือนกับผู้มาโปรด

 

ห้องสีขาวที่มีแสงไฟสลัวๆถูกกั้นฉากด้วยกระจกใสที่หนา 5 เซนติเมตร นิลที่ตามโคบอลต์แก่มองไปยังด้านใน

“นี้มันเลวร้ายมาก” นิลที่เห็นผู้ป่วยด้านในอุทาน

โคบอลต์ที่นอนซมส่วนใหญ่ล้วนเป็นเด็กที่ตอนนี้ตามเนื้อตัวมีแต่แผลเน่าหนอง และรอยด่างมากมาย

“ให้ผมรีบเข้าไปเถอะครับ” นิลชี้ไปยังประตูเหล็กที่มีโคบอลต์ใส่ชุดป้องกันเชื้อกำลังรักษาความปลอดภัย

“ข้างในอันตรายมาก” โคบอลต์แก่พูด “ถ้าไม่สวมชุดป้องกันจะติดเชื้อ”

นิลที่ได้ยินพยักหน้า “เชื้อพวกนั้นทำอะไรผมไม่ได้หรอก”

“ปะ..ปะ.เปิดประตู” โคบอลต์แก่ออกคำสั่งให้กับยามเฝ้าที่สงสัยกับมนุษย์ตรงหน้า จนพวกเขาลนลานรีบเปิดประตู

เมื่อประตูนิรภัยที่ไว้ป้องกันอนุภาคอีเลเมนต์เปิดออก กลิ่นเหม็นก็พุ่งโชยออกมา

“อุ๊บ!” นิลเอานิ้วเช็ดจมูก มันมีเพียงแค่กลิ่นเหม็นสาบเท่านั้น โพรงจมูกของเขายังแสบและคันเหมือนมีอาการแพ้ ‘แย่ละ’ นิลรีบหันไปมองโคบอลต์แก่ที่เดินตามเขามาด้วย

“ถ้าเกิดเรื่องผิดพลาด ฉันก็จะตามไปกับพวกเขา” โคบอลต์ชราพูดด้วยความเจ็บปวด ขนบางๆของเขาเริ่มร่วงและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วงในทันทีที่สัมผัสลมที่พัดออกมาจากห้องกักกั้น

“ท่านผู้เฒ่า!?” ยามเฝ้าหยิบชุดป้องกันเชื้อไปให้โคบอลต์แก่ แต่นิลใช้แขวนขวางไว้ก่อน

“เจ้ามนุษย์!?” โคบอลต์ที่เฝ้าชักแท่งโลหะที่ส่วนปลายเป็นของแหลมคมไปทางนิล มันช่างน่าแปลกเพราะดูไปแล้วมันก็เหมือนกับเด็กที่สูงเหนือเอวของผู้ใหญ่นิดหน่อยถืออาวุธขู่เพื่อป้องกันตัว

นิลไม่แสดงสีหน้าใดๆ เขาชักมือซ้ายขึ้นมาก่อนที่จะแตะไปยังหน้าผากของโคบอลต์แก่ “ผมว่ามันน่าจะได้ผล”

???

“รู้สึกยังไงบ้างครับ” นิลก้มตัวถามโคบอลต์แก่ที่กำลังดูแขนทั้งสองข้างของตัวเองที่เริ่มกลับมามีสีเนื้อ

“สวรรค์ เธอรักษามันได้” โคบอลต์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะถ้าเป็นแบบนี้พวกเด็กก็จะรอด

“ผมทำได้แค่ระงับปฏิกิริยาเท่านั้น อนุภาคอีเลเมนต์ที่อยู่ในร่างกายคงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการถึงจะถอนออกได้” นิลพูดพร้อมกับดูมือตัวเองที่เปลี่ยนเป็นสีม่วงชั่วขณะก่อนที่กลับไปเป็นปกติ ‘รู้สึกชานิดแหะๆ คงต้องลองฝึกดูหน่อย’

“แค่นั้นก็เกินพอแล้ว” โคบอลต์แก่คุกเข่าที่พวกเขาช่วยคนที่ติดเชื้อไม่ได้ เพราะอีเลเมนต์ไวรัสมีคุณสมบัติของทั้งอนุภาคกับคลื่น และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำหรับโคบอลต์ที่แพ้อีเลเมนต์อย่างรุนแรงจะทำให้ผลเป็นทวีคุณ แต่ถ้าอนุภาคอีเลเมนต์เสถียรอาการก็จะคงตัวและเสริมด้วยการดูแลที่เหมาะสมก็จะสามารถช่วยชีวิตน้อยๆเหล่านี้ได้สำเร็จ

นิลพยักหน้าก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องกักกั้น

“นั้นใคร?” เจ้าหน้าที่โคบอลต์ที่ตรวจสภาพในห้องข้างลุกขึ้นมองไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่เป็นมนุษย์ “อนุภาคเสถียร?” เจ้าหน้าที่ดูตารางที่กราฟลดลงจนเกือบจะหมด

นิลต้องก้มตัวลงเล็กน้อยเพราะเพดานห้องกักกั้นค่อนข้างต่ำสำหรับมนุษย์ เขาใช้มือแต่ละข้างวางลงบนหัวของโคบอลต์ที่ป่วยไม่ได้สติ นิลต้องจับที่หัวเพราะการที่จะหยุดการทำงานของปฏิกิริยาก็เริ่มจากหัวก่อน เขาคิดว่ายังงั้นน่ะ

 

“โอ้ว เสร็จสักที” นิลสะบัดมือทั้งสองข้างเพราะการที่ใช้มือสัมผัสอีเลเมนต์ไวรัสทำให้รู้สึกเจ็บแสบไม่พอและดูเหมือนร่างกายของเขาจะยังระงับปฏิกิริยาได้ไม่เร็วพอ มือของเขารู้สึกเจ็บปวดทรมานมาก

กร็อป!

“เวร” นิลพูดพร้อมกับดูมือซ้ายของตัวเองที่ห้อย สงสัยอีเลเมนต์ลงลึกถึงชั้นกระดูกและทำให้กระดูกเปราะ เขาดันใช้มือซ้ายบ่อยคงจำทำให้อนุภาคลงลึกถึงกระดูก คงต้องฝึกกะให้มากกว่านี้ แต่ที่สำคัญคือพวกโคบอลต์ที่ป่วยมากกว่า ขนาดเขาโดนแค่ครู่เดียวยังสร้างความเสียหายได้ขนาดนี้ พวกโคบอลต์โดนตั้งนานแต่ยังทนได้ถึงขนาดนี้แสดงว่าต้องมีเทคโนโลยีที่ช่วยระงับปฏิกิริยาในระดับหนึ่ง

“คุณช่วยพวกเราไว้ต้องขอขอบคุณจากใจจริง” โคบอลต์แก่ก้มหัวขอบคุณ

“อย่าดีกว่าครับ” นิลใช้มือขวาส่าย “ยังมีบางคนที่ผมช่วยไม่ทัน” นิลมองไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องที่มีโคบอลต์กำลังร้องไห้เสียใจเพราะการจากไปของคนสำคัญ ตอนที่นิลรักษามีบางคนอาการหนักมากพอเขาระงับปฏิกิริยาก็ขาดใจตายสักก่อน

“คุณช่วยเท่าที่ทำได้เราก็ปราบปลื้มมาก” โคบอลต์แก่พูดพร้อมกับเงยหัว ถ้าไม่ใช่เพราะชายตรงหน้าช่วยเอาไว้ พวกเด็กๆกับผู้ใหญ่บางคนคงจะตายหมด “คุณช่วยได้นับ 80 ชีวิตเราเองก็ต้องขอบคุณๆมากแล้ว”

“แต่ชีวิตของพวกเขายังตกอยู่ในอันตราย เราต้องการหมอที่เก่งจริงๆถึงจะช่วยพวกเขาได้” นิลชี้ไปยังโคบอลต์เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งบางคนอยู่ในสภาพที่แย่มาก เนื้อเน่าจนเห็นกระดูกกับอวัยวะภายในจนจำเป็นต้องต่อท่อกับอุปกรณ์ยื้อชีวิต และบางคนยังถูกบังคับให้ตื่นตัวตลอดเวลา ซึ่งทรมานมากกว่าตายเสียอีก

แต่เขาค่อนข้างถูกใจกับโคบอลต์น่ะ วัสดุที่เห็นตั้งแต่ข้างนอกยันข้างในน่าจะผลิตจากวัสดุคุณภาพต่ำที่หาได้ตามแนวชั้นโขดหิน แต่โคบอลต์ก็สามารถใช้สติปัญญาสร้างของที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่ย่ำแย่

“เออ แล้วพอจะบอกได้ไหมว่าผมอยู่ตรงส่วนไหนของโลก” นิลถามเหล่าโคบอลต์ที่ต่างมามุงดูด้วยสีหน้าลำบากใจ เนื่องจากตอนที่เขาหมดสติอยู่ไม่รู้ว่าพาไปที่ส่วนในใต้ผิวโลก และที่ๆอลันอยู่ก็แถบคาซัคสถาน ต่อให้ใกล้เคียง แต่โคบอลต์ก็อาศัยอยู่ใต้ดินถ้าไม่รู้ทางคงจะหาทางขึ้นสู่ผิวโลกไม่ได้แน่นอน

ประโยคนี้ทำให้เหล่าโคบอลต์ที่กำลังปลื้มปิติเปลี่ยนสีหน้าในทันที ‘ดูหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัด’ นิลรู้ว่าโคบอลต์ค่อนข้างปลีกวิเวก พวกเขาอาศัยอยู่ใต้เปลือกโลกใกล้เคียงกับชั้นแมกม่าพื้นที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ(ไม่มีแร่หรือทรัพยากรที่มนุษย์ต้องการ) เขาเคยเจอกับโคบอลต์และเคยได้ยินมาว่าในอดีตโคบอลต์เคยอยู่ในถ้ำลึกหรือชั้นผิวดิน แต่พอมนุษย์เริ่มเจริญมีเทคโนโลยีที่พัฒนาก็เป็นการบีบให้เหล่าโคบอลต์ที่ไม่อยากจะให้มนุษย์รู้ตัวตนของพวกเขาย้ายถิ่นฐานเรื่อยๆ สำหรับโคบอลต์มันอาจจะเจ็บปวดแต่ก็ทำให้โคบอลต์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอยู่รอดแบบอื่นแทน(ในขณะที่มนุษย์เน้นจำพวกอาวุธทำลายล้างสูงไว้ใช้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตัวเอง)

“ย่อมได้” โคบอลต์แก่พูดโพลงขึ้นมาทำให้โคบอต์คนอื่นๆตกใจมาก

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“ท่านผู้เฒ่าพูดไงน่ะ”

“มันไม่ปลอดภัยน่ะครับ”

“มันอาจจะหลอกเอาพวกเราไปเป็นทาสก็ได้”

เหล่าโคบอลต์ที่ตกใจมากต่างพากันทักท้วง แต่โคบอลต์แก่ยกมือขึ้นทุกคนก็เงียบลง

“ฉันเข้าใจเหตุผลของพวกเธอดี แต่ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้พวกเราก็ตายกันหมด” โคบอลต์แก่ชี้ไปยังสภาพแวดล้อมในห้องกักกั้นที่มีพืชแปลกๆขึ้นบ้าง

“ถึงมนุษย์คนนี้จะช่วยพวกเราในครั้งนี้ แต่เราก็ไม่อาจจะอาศัยอยู่ที่นี้ได้อีกต่อไปแล้ว” โคบอลต์แก่พูด นอกจากแหล่งเพาะอาหารปนเปื้อนแล้ว สภาพแวดล้อมที่อยู่ก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆเพราะจุลินทรีย์กับแบคทีเรียเริ่มกลายพันธุ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้คนในหมู่บ้าน

“เธอ!” โคบอลต์แก่ชี้ไปยังโคบอลต์ที่ตัวสูงและร่างกายกำย่ำที่สุด ซึ่งสูงประมาณไหล่ของนิล และชี้ไปยังนิล “สู้เขาได้หรือเปล่า”

ประโยคนี้ทำให้โคบอลต์ที่ดูจะภาคภูมิใจในความแข็งแกร่งจ่อยเลยทีเดียว

“งั้นก็เลิกคิดเรื่องจับขึงเลย”

“อ้าว! คิดแบบนั้นเหรอ” นิลที่ฟังอยู่ตกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่แปลกเท่าไรถ้าพวกโคบอลต์สามารถขังเขาไว้ที่นี้ตลอดกาลก็อาจจะป้องกันเรื่องอีเลเมนต์และค่อยหาวิธีรักษาคนที่ป่วยทีหลัง

เมื่อหนทางรอดเหลือไม่กี่ทางสีหน้าของโคบอลต์จึงเริ่มอ่อนลง แต่ในแววตาที่เริ่มอ่อนนิลสังเกตเห็นความคาดหวังบางอย่าง

“ผมมีเรื่องที่ต้องทำ........อยู่ที่นี้ไม่ได้” นิลพูดพร้อมกับทำแขนกากบาท “แล้วทำไมไม่ลองหาโคบอลต์กลุ่มอื่นล่ะ เขาอาจะช่วยพวกนายก็ได้น่ะ”

“ทำไม่ได้” โคบอลต์ที่ใส่แว่นตาพูด “ไม่ใครอยากช่วยตัวแพร่เชื้ออย่างพวกเรา ถ้าคุณจักพวกเราก็น่าจะรู้ระบบสังคมของโคบอลต์”

“นั้นสิน่ะ แค่อยากให้ลองก่อนก็แค่นั้น” นิลเองก็ไม่กล้าพูดพลอย แต่โคบอลต์ที่มีระบอบสังคมใกล้เคียงมนุษย์ที่มีหลากหลายกลุ่มก้อนเป็นหมู่บ้าน(ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวแบบอัลคาร์ด) แต่ละที่ก็มีกฎหมายของตัวเอง (แต่รู้สึกว่าจะมีส่วนที่เหมือนกันคือกลัวอีเลเมนต์นี้แหล่ะ)

โคบอลต์แก่จึงพยักหน้าและหันไปยังเหล่าโคบอลต์ด้านหลังทั้งหมด “พวกเจ้าเรียกคนในหมู่บ้านทั้งหมด” เขาออกคำสั่งง่ายๆแต่ได้ผลที่สุดตอนนี้พวกเขาต้องประชุมให้เสร็จโดยเร็วเพราะมันมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทุกคนที่นี้

“งั้นผมไปรอข้างนอกน่ะ” นิลเอียงหน้าไปข้างนอก เขาคิดว่าเขาไม่ควรอยู่ในที่ประชุมของเหล่าโคบอลต์ ถ้าเกิดพวกโคบอลต์เกิดไม่พอใจเพราะตัวเขาเป็นมนุษย์ขึ้นมาและกุดหัวเขาคงไม่ดี(ถ้าโคบอลต์เอาจริงเขาก็ไม่รอด) นิลไม่ได้สนใจในชีวิตของเหล่าโคบอลต์พวกนั้นสักเท่าไร(ถึงในใจจริงจะเป็นห่วง) เพราะถ้าเขาตายในตอนนี้ เขาจะไม่มีทางพบความจริงที่เป็นเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต

‘ความจริงที่นายต้องการไม่ใช่ทุกอย่าง’

“โผล่มาในหัวอีกแล้ว” นิลเอามือเคาะหัว ตอนนี้ไม่ปวดหัวแล้ว แต่กลับได้ยินเสียงพูดน่ารำคาญแทน ตอนแรกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แต่นับวันเริ่มยิ่งชัดเจนจากตอนแรกจำไม่ได้ว่าเคยได้ยิน เป็นมีเสียงลางๆ แต่ตอนนี้พูดทุกครั้งเวลาที่เขาตัดสินใจหรือนึกคิดบ้างอย่าง

วูบ!!!!!!

“อะไร” ทิวทัศน์ทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล นิลรู้สึกตัวโหวงก่อนที่จะพบว่าเขาลอยอยู่ในโลกอะไรสักอย่างที่เป็นสีน้ำตาลทั้งหมด และร่างกายของเขาเหมือนจะลอยอยู่กลางอากาศเหมือนกับมันไม่มีแรงโน้มถ่วง ถ้าเป็นคนปกติคงจะสติแตกรู้สึกดิ้นเป็นเจ้าเขา แต่นิลที่มีประสบการณ์อยู่ๆวูบและความทรงจำแปลกๆในโลกสีแดงที่จำได้ไม่แม่นยำนัก

............

............

............

............

“เวร.........” นิลสถบออกมาเล็กน้อย ถึงจะบอกว่าไม่กลัวหรือตกใจก็เถอะ แต่นี้รู้สึกว่าจะอยู่นานไปหน่อยและที่สำคัญ แมร่งมีแต่ สีน้ำตาล

............

............

............

............

“นานจัง” นิลทำท่ากอดเข่าลอยละล่องในจักรวาล(?)สีน้ำตาล ตอนแรกเขาพยายามสังเกตว่าในโลกในสมองนี้มีอะไรอย่างอื่นบ้างไหม ผลสุดท้ายนะเหรอคือมันไม่มีอะไรเลยนอกจากสีน้ำตาลเหมือนกับการมองไปยังความมืดมิดที่ไร้แสง แต่แค่เปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีน้ำตาลแค่นั้น(ยังดีหน่อยที่ยังมองเห็นส่วนอื่นๆของร่างกายและเสื้อกางเกงครบ) เมื่อเห็นว่ามันไม่มีอะไรสักอย่าง ผลคือการนั่งกอดเขาฆ่าเวลา พลางนับแกะให้หลับ แต่มันก็ค่อนข้างเปล่าประโยชน์เพราะมันไม่ง่วงหรือรู้สึกเหนื่อยคงเป็นเพราะตัวเขาจริงๆกำลังหลับอยู่

นิลนั่งนึกหลายเรื่องเพื่อฆ่าเวลา แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คงเป็นโลกสีแดงที่เขาพอจำได้เล็กน้อย ‘มันคงจะเหมือนกับโลกดอกไม้สีแดงล่ะมั้ง’ นิลนั่งนึก เขาจำโลกสีแดงไม่ได้มากนักเหมือนกับคนเมาที่แฮงค์โอเวอร์แล้วจำไม่ได้ว่าตอนกลับบ้านเจอใครหรือมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น(ถึงจะจำได้ก็ไม่ชัดเจน)

แต่ที่จำได้ชัดเจนคือดอกไม้สีแดงที่พลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อนๆ กองหินสักอย่างที่เหมือนกับเศษซากปรักหักพัง และคนๆหนึ่งที่มีผมสีแบบเดียวกับดอกไม้(แต่ไม่เห็นหน้า) ทุกครั้งที่หลุดเข้าไปก็จะจำรายละเอียดได้มากขึ้น ถ้าโลกสีแดงกับโลกสีน้ำตาลเป็นโลกแห่งความฝันที่ตัวเขาในสภาวะเอ่อแดกคิดงั้นก็ต้องมีวิธีปลุกให้ตื่นแต่จำทำยังไงในเมื่อโลกสีแดงมีคนที่นิลกับเขาพูดคุยกันสักเรื่อง แต่โลกสีน้ำตาลกลับไม่มีอะไรเลย

“อย่าบอกนะว่าต้องมีคนมาปลุก” นิลนึกถึงความเป็นไปได้นี้ขึ้นมา เพราะเขาเคยถามวิลเรื่องการหลับนอน วิลก็บอกว่าถ้าวิลสันมันหลับไม่ตื่น วิลก็จะเป็นคนปลุกวิลสันด้วยตัวเอง ถ้าเขาเป็นกรณีเดียวกับวิลสันต่างกันแค่ตื่นเองไม่ได้แล้ว ใครจะเป็นคนปลุก?

โคบอลต์? อืม เป็นไปได้มากเพราะสุดท้ายพอเหล่าโคบอลต์ประชุมเสร็จก็ต้องมาปลุกเขาอยู่ดี ดีเยี่ยมแฮปปี้

วูบ!!

ทิวทัศน์สั่นสะเทือนอีกครั้งทำให้นิลโล่งอก เพราะเขาจะได้‘ตื่น’สักที แต่ถ้าไม่ตื่นละ ทิวทัศน์เปลี่ยนก็ยังดีกว่าสภาพแวดล้อมเดิมก็แล้วกัน

............

............

............

............

ภาพตรงหน้าที่สั่นสะเทือนค่อยๆปรับสภาพทำให้นิลเริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆตรงหน้า “เห้อ???” นิลขยี้ตาตัวเองเพราะเขาเห็นหน้าของคนที่ไม่น่าจะมาอยู่ตรงหน้า

“ร่างมีการตอบสนอง รูม่านตาทำงานปกติ” อลันใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในตาของนิล และนิลก็ตอบสนองด้วยการขยี้ตา

“นึกว่าเป็นอะไรไปซ่ะแล้ว” วิลสันถอนหายใจพร้อมกับลองใช้ไฟฉายส่องเข้าไปที่ตาของนิลพลางใช้มือตัวเองส่ายไปมากลางแสงไฟเป็นสัญญาณ

“พอเหอะ” นิลพูดพร้อมกับเอามือซ้ายเช็ดน้ำตาที่ไหลเพราะอาการแสบจากแสงไฟ

“เขาฟื้นแล้วคะ” โคบอลต์หญิงสวมชุดพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างอลันพูดพร้อมกับดึงเข็มฉีดยาที่เสียบอยู่ที่แขนขวาของนิล

“มะ...มาได้อย่างไง” นิลที่เพิ่งรู้สึกเจ็บพูด ตอนนี้เขารู้สึกทั้งตัวล้าไปหมด และที่สังเกตเห็นมือซ้ายที่ใช้บังหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อนๆ ดูถ้าเขาจะไม่หมดสติเพราะเหตุผลธรรมดา

“ฟื้นก็ดีแล้ว” วิลที่เปลี่ยนร่างปิดไฟฉาย

“เรื่องนั้นค่อยว่าที่หลังเถอะ” หวังลี้ที่ตามมาด้วยใช้แขนแบกร่างของนิลไว้บนหลัง “ร่างกายคุณต้องมาก่อน”

นิลที่ถูกหวังลี้แบกหันไปมองรอบตัวก็พบว่าตอนนี้เขาอยู่ในห้องพักฟื้นของโคบอลต์ และมีโคบอลต์ส่วนหนึ่งกำลังใช้เครื่องบางอย่างแสกนร่างกายของเหล่าโคบอลต์ที่ป่วย

“ไม่ต้องมอง” อลันเอาผ้าปิดตาของนิล “แค่มองร่างกายของคุณก็บาดเจ็บ อย่ามองดีที่สุด คุณหวังลี้ช่วยพาเขาไปที่ห้องแล็ปหมายเลข 105 แล้วเปิดเครื่องค้างไว้ ผมขอจัดการตรงนี้ก่อน”

“คะ” หวังลี้ตอบรับพร้อมกับเปิดกลไกของร่างกายทำให้มีตัวยึดและที่นั่งนิลที่กำลังถูกแบกเพื่อให้ร่างกายของนิลได้รับภาระน้อยที่สุด

นิลที่ได้ยินแต่เสียงหลังถูกหวังลี้แบกท่ามกลางความมืด(เพราะถูกบดบังสายตา)

“รักษาตัวให้หายก่อนเถอะแล้วค่อยคิดเรื่องอื่น” วิลพูดขึ้นก่อนที่นิลจะรู้สึกว่ามีของบางอย่างเสียบเข้าไปที่ท้ายทอยของเขา ก่อนที่สติจะดับวูบอีกครั้ง




NEKOPOST.NET