P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 90 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.90 - จะพาฉันไปที่ไหน


วันที่ 15 เมษายน  ค.ศ. 2042 ไม่ทราบเวลาที่แน่ชัด  

ณ ช่องว่างระหว่างมิติที่ใกล้กับทีใดสักทีหนึ่งของโลก

“คนอื่นๆเป็นยังไงกันบ้าง” นิลพูดกับตัวเองพร้อมกับกรอกลูกตาและส่ายหัวที่เป็นส่วนเดียวของร่างกายที่ขยับได้ “ลองดูหน่อยละกัน อึบ!”

นิลพยายามลุกขึ้น แต่เหมือนกับมีคนกดให้เขานอน เรื่องแบบนี้ดันไม่ได้เกิดเพียงครั้งเดียวด้วยสิ

มันเงียบผิดปกติ ที่จริงการเดินทางผ่านมิติจะไม่มีเสียงตลอดการเดินทาง แต่ตอนนี้เขาได้ยินเสียง หวือ หวือ!!!!  ตลอด

“เออ ใช่ เราโดนระเบิด” นิลที่ยังงุนงงอยู่เริ่มประติประต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขาโดนระเบิดจังๆระยะเผาขนโดยที่ไม่มีอะไรป้องกัน ประสาทสัมผัสอย่างการได้ยินกับการถูกต้องสัมผัสคงจะใช้การไม่ได้ชั่วคราว และที่ตัวขยับไม่ได้ก็คงเพราะถูกอะไรบ้างอย่างทับมากกว่า

แว็บ!

‘แสงไฟ?’

นิลหลับตาท่ามกลางแสงสว่างจ้าที่ส่องเข้าลูกตาโดยไม่มีอะไรป้องกัน

“นี้ฟังรู้เรื่องหรือเปล่า” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูทำให้นิลพยายามจะเบี่ยงหัวไปมองเพื่อลดแสงที่เข้าตา แต่ก็มีบางอย่างล็อกหัวไว้ทำให้เบี่ยงไม่ได้

“ครับ?” นิลที่ตอนนี้ไม่เหลือตัวเลือกอะไรให้เลือกมากหนักจึงตอบกลับให้นุ่มนวลที่สุด ขอแค่อย่าให้ใช้ไพ่ตายใบสุดท้ายก็เพราะมันเป็นไพ่ที่ถึงตายจริงๆ

“คุณเข้ามาที่นี้ทำไม?” เสียงที่ดูจะชายไม่ก็ใช่หญิงก็ไม่เชิงถามนิล ‘ถามง่ายและชัดเจนดีไม่น่าใช่คนของรัฐบาลไหนกับไม่น่าเป็นคนของกลุ่มรัฐเก่า’

น้ำเสียงแปลกเหมือนกับใช้เครื่องเปลี่ยนเสียงแต่ดูเป็นธรรมชาติมากจนติดหู ทั้งที่เขายังไม่น่าที่จะสามารถได้ยินแท้ๆ ........... ‘เข้าใจละ โทรจิต’

นิลนึกถึงความสามารถประเภทโทรจิตที่สามารถส่งข้อมูลที่ตัวเองต้องการเข้าสมองของผู้รับ

“ถ้าคุณรู้เรื่องนี้ก็แสดงว่าคุณไม่ใช่คนธรรมดา” เสียงนั้นดังขึ้นก่อนที่จะมีวัตถุบางอย่างสัมผัสที่หลังของนิลจากการสัมผัสที่เขายังพอรับรู้ได้ วัตถุคล้ายๆวงรีคงมีไม่มากเท่าไร แต่จากสถานการณ์ที่มันค่อนข้างสุ่มเสี่ยงแบบนี้มันน่าจะเป็นปืนสัก 80%

ปึก! “เข้าใจแล้วๆ” นิลที่ถูกไอ้ของข้างหลังกระแทกคงจะเล่นอะไรมากไม่ได้ อีกฝ่ายเองก็อ่านใจได้ตลอดเวลา แต่ก็คงได้อะไรไปจากเขาไม่ได้มากหนักหรอก

“อยากตายหรือไง” อีกฝ่ายดูถ้าจะไม่พอใจมากขึ้น คราวนี้มีวัตถุวงรีอีกมากมายแตะหลังเขา

‘ไม่ลองดูหลังของผมก่อนเหรอ’ นิลที่ดูเหมือนจะพูดท้าทายอีกฝ่ายให้ดูหลังของเขา

แคว่ก!! เสียงผ้าถูกฉีกพร้อมกับเสียงที่เงียบ

‘ผมขอให้ดัดแปลงพิเศษเลยละ’ นิลนึก ‘ถ้ามีใครพยายามที่จะขโมยข้อมูลในสมองของผมโดยที่ไม่มีรหัสผ่าน เจ้านี้มันจะปล่อยนาไนต์ทำลายสมองกับไขสันหลังทิ้งทันที’ เขาพูดด้วยความแน่วแน่ ดูจากสภาพแล้ว อีกฝ่ายคงจะยังไม่สามารถค้นข้อมูลเบื้องลึกได้คงจะรู้สิ่งที่เขาเพิ่งนึกมากกว่า ถ้างั้นต่อให้นึกเรื่องของคนอื่นๆก็คงรู้แค่พื้นฐานเพียงอย่างเดียว

“ไม่กลัวตายเลยหรือไง” คราวนี้อีกฝ่ายพูดด้วยความหวาดระแวง

‘สำหรับคนที่ไม่เคยเจอกับความตายจะกลัวก็ไม่แปลก แต่ถ้าลองได้เจอกับความรู้สึกที่เฉียดตายครั้งหนึ่งก็อาจจะปล่อยความรู้สึกนั้นไม่ลง’ นิลพูดพร้อมกับกัดฟัน แต่จริงๆก็อยากครึ่งไม่อยากครึ่งอ่ะน่ะ เขาเดิมทีไม่อยากจะไปแตะต้องไอ้ตัวที่ติดหลังมากเพราะกลัวระบบมันพังและเขาตาย มันก็ดันมีปัญหาใหม่ อยากที่บอกการใช้พลังอีเลเมนต์กับพลังจิตจะสามารถล้วงข้อมูลจากสมองศัตรูโดยตรง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หน่วยรบต่างๆยันรปภ.กับพนักงานบริษัทจะติดตั้งอุปกรณ์แจมมิ่งแบบพกพา แต่สำหรับนิลที่มีตัวเชื่อมต่อติดกับไขสันหลังและสมองโดยตรง มันไม่สามารถติดตัวแจมมิ่งได้เพราะจะทำเอาระบบเชื่อมต่อได้รับความเสียหาย วิลจึงเสนอให้ติดตั้งระบบนาไนต์เพื่อช่วยป้องกันการแจมมิ่ง แต่ถ้ามันยังมีคนสามารถแทรกแซงระบบป้องกันของนาไนต์ได้อีก ทางฝ่ายเทคนิคก็เลยติดตั้งระบบฆ่าตัวตายที่จะทำงานตอนระบบล้มเหลวไว้เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลเพราะอย่างน้อยนิลก็มีข้อมูลสำคัญที่ค่อยๆหลุดออกมาทีละน้อย การตัดตอนเพื่อไม่ให้คนอื่นได้ไปก็เป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งเหมือนกัน

“อธิบายซ่ะยาวเหยียดเลย คิดจะเบี่ยงประเด็นรึไง”

‘คนมันนึกขึ้นมาเองในหัวแล้วจะเอายังไงเหล่า? ’ นิลชักจะรำคาญไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายตอแยใส่ แต่ต่างฝ่าย (ดูแล้ว) คุยกันไม่รู้เรื่อง ฝ่ายหนึ่งจะอ่านใจแต่อ่านไม่ได้ ส่วนอีกฝ่ายก็มีปัญหาเรื่องความทรงจำครึ่งๆกลางๆ ที่สำคัญที่สุดฝ่ายแรกน่าจะเป็นคนอัดระเบิดใส่ฝ่ายหลัง คงจะคุยกันไม่รู้เรื่องกันจริงๆนั่นแหล่ะ

........

........

........

“เงียบขึ้นเยอะ” นิลที่รู้สึกว่าหัวปลอดโปร่งจึงเป่าลม อย่างที่คิดจริงๆถึงว่าทำไมหัวถึงรู้สึกโหว่งๆ คงเป็นเพราะการใช้โทรจิตคงจะกดการทำงานของสมองแน่ๆ ถ้าไม่รู้สึกก็แสดงว่าอีกฝ่ายไม่อ่านใจเพราะรำคาญกับสิ่งที่อยู่หัวเขามากกว่า (นึกอธิบายกับข้อมูลขาดๆหายๆคงจะทำให้อารมณ์บ่อจ้อยไม่น้อย)

“เออ ช่วยอย่าเปิดไฟค้างไว้ได้ไหม” นิลลองขอร้องดู

กริ๊ก!!

ความเข้มของแสงมากขึ้นอย่างฉับพลัน

“ช่างเหอะ” นิลลองเงนหัวตัวเองไปด้านหลัง เขาที่อยู่ในสถานการณ์ไม่สามารถจดจำลักษณะหรือเค้าลางใดๆก็ทำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งถ้าคนที่จับตัวเขาเปิดมิติไปที่อื่น เขาก็ถูกพาตัวโดยที่ไม่มีใครตามเจอ ‘แต่เขาเองก็อาจอยู่กับสการ์เล็ตได้ไม่นานเท่าไร การถูกพาไปที่อื่นก็มีค่าเท่ากัน’

แต่ว่าเขาถูกแสงส่องตา หูเองก็ถูกแรงอัดจนอื้อ จมูกก็ยังได้แต่กลิ่นของหนืดดำ และตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่าเขาไม่ได้ถูกจับนอนบนโครงเหล็ก แต่ถูกจับผูกติดกับอะไรสักอย่างแล้วตั้งฉากกับพื้นเมื่อกับถูกตรึงไม้กางเขนเตรียมเผายังไงยังงั้น

อย่าบอกน่ะว่าเขาไม่เจอกับชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในช่องว่างระหว่างมิติและกำลังถูกจับบูชายัญ แต่ที่คุยกันเมื่อกี้ก็ดูแล้วเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระดับสติปัญญาสูงคงไม่น่าจะใช้บูชายัญ ‘เห้ยๆ แต่มันก็มีพิธีกรรมบูชายัญได้นี้หว่า ถ้าเป็นจริงนี้ตูคงต้องรีบหนี’

นิลคิดตอนนี้เขาค่อนข้างทีจะอันตราย แถมยังไม่สามารถมองอะไรได้เลย ไม่รู้ด้วยว่าถูกอะไรตรึงไว้ ถ้าเกิดขยับซี้ซั้วอาจจะจะตายเพราะถูกลวดเหล็กอาบยาผิดบาด คงต้องค่อยๆสะสมข้อมูลทีละนิดๆจนกว่าจะเจอช่องโหว่

!@#$$%^%^&&*”  เสียงที่ฟังดูแล้วไม่น่าเปล่งมาจากกล่องเสียงของมนุษย์ทำให้นิลเครียดมากกว่าเดิม ดูถ้าจะเจอชาวอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ ถ้าเกิดคิดในแง่โบราณก็คือถูกจับบูชายัญ แต่ถ้าคิดในแง่ปัจจุบันก็คือถูกจับไปทดลอง (ถ้าคิดแบบคนหิว คงถูกจับไปย่าง)

ฟรึ่บ!

แสงไฟดับลง นิลที่รู้สึกว่าความจ้าหายไปจึงค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆ ‘ไม่มืดเท่าไร’นิลพบว่าตาของตัวเองสามารถมองเห็นได้ พื้นที่โดยรอบมีแสงสลัวๆไม่ถึงกับมืดสนิทเหมือนภายในอุโมงค์ แต่ดวงตาที่ชินกับที่สว่างย่อมต้องใช้เวลาปรับสภาพ

นิลลองหลับตาและลืมตาอีกครั้ง คราวนี้ภาพที่เขาเห็นนั้นเด่นชัดมากขึ้น เขาไม่ได้อยู่ในอุโมงค์ ‘โอ้ว! ดีจัง’ แต่อยู่ท่ามกลางมนุษย์ที่มีลักษณะแคระ มีขนดกกว่ามนุษย์เล็กน้อย และส่วนหน้าจะนู่นออกมาหน่อยพร้อมกับจมูกสีเข้ม

“พวกโคบอลต์” นิลสะดุ้งในทันทีเพราะถ้าเขาอยู่กลางดงโคบอลต์หรือมนุษย์สุนัข มันไม่น่ากลัวเท่าไร แต่ที่น่ากลัวคือวัฒนธรรมเฉพาะเผ่าที่เป็นเอกเทศของแต่ละเผ่า

เท่าที่นิลจำและพบเจอกับเหล่าโคบอลต์ก่อนที่เขาจะ(จำเป็น?)เข้าร่วมเข้ากับสการ์เล็ต นิลได้พบว่าโคบอลต์ไม่ต่างกับมนุษย์อย่างพวกเราเท่าไร พวกเขามีหลากหลายกลุ่มเหมือนมนุษย์ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย โคบอลต์เองก็มีความหลากหลายมาก และความหลากหลายก็บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของพวกเขาที่ต่างกันคนละฟาก

ยกตัวอย่างเช่นโคลนของเขาอย่าง เคธีที่เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมของเผ่าที่เขาไปเจอ โดยโคบอลต์กลุ่มนั้นเรียกตัวเองว่า ‘คูก’ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่จะเสาะหามนุษย์ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมาทำพันธุ์เพื่อให้ลูกหลานมีดีเอ็นเอที่แข็งแรง เพราะโคบอลต์เป็นมนุษย์ที่อยู่ใต้ดินมาโดยตลอดทำให้มีร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนแอต่อสภาพแวดล้อมภายนอก(อย่างเคธีที่ตัวค่อนข้างซีดและยังต้องใส่หน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่นไรหรือ อนุภาคอีเลเมนตร์) แต่นิลนั้นหนีออกมาได้ก่อนที่จะถูกจับคู่ พวกคูกจึงแอบเอาดีเอ็นเอของเขาที่ได้ตอนจับไปตรวจเลือดมาโคลนนิ่งโดยให้ผู้หญิงเผ่าโคบอลต์คนหนึ่งที่มีดีเอ็นเอที่เหมาะสมกันเป็นแม่อุ้มบุญ เคธีจึงเกิดขึ้นมาบนโลก ตอนที่เขาไปเจอพวกคูก(โดยบังเอิญ) เขาตกใจมาที่อยู่ดีๆก็มีลูกที่ตัวเองไม่รู้จักถึง 6 คน

“เป็นอดีตที่ไม่ค่อยดีจริงๆ” นิลเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเขาถูกจับนอนคว่ำและตรงหน้า(พื้น)ที่เขาเห็นคือกองฟื้นที่พร้อมจะจุดไฟอันเร่าร้อนเพื่อย่างเขาให้สุก

“เห้ยๆ! พอเห็นไม่มีประโยชน์ก็จะกินฉันเลยเหรอ?” นิลคิดว่าการกระทำกับการแต่งตัวที่ดูเหมือนคนเมืองแต่การกระทำเหมือนคนป่าแบบนี้คงต้องหนีอย่างเดียว

เพียะ!

“พูดมากน่ารำคาญ” โคบอลต์ชายที่สวมเกราะเหล็กที่พ่นไอน้ำออกมาตลอดเวลาตบหน้าของนิล เพราะรำคาญที่เจ้าเหยื่อบ่นมาตลอดทางที่พวกเขาแบกมา ข้อมูลที่ว่าเข้ามาทำไม เป็นใครมาจากไหนก็สืบไม่ได้อีก พวกเขาเอามาทำอาหารให้คนในกลุ่มกิน

‘มันก็มีโคบอลต์ที่พูดภาษามนุษย์ได้นี้หว่า’

“ข้อเตือน ถ้าตบอีกทีหนึ่งฉันจะเตะกบาลแก” นิลข่มขู่โคบอลต์ที่กำลังจะกินเขาแล้วยังทำแบบนี้กับอาหารอีก แต่เอาเถอะเดียวเขาก็จะหนีอยู่แล้ว

“ห่า?” คราวนี้มีกลุ่มโคบอลต์ที่นั่งขัดมีดหันเนื้อลุกขึ้นมาดู เหยื่อที่อุตส่าห์จับได้เรื่องมาก ทั้งที่พวกเขาคิดที่จะจัดการโดยไม่ให้เจ็บปวดที่สุด นี้ได้คืบจะเอาศอกเดียวก็บาดแผลและโรยเครื่องเทศซ่ะเลย

“ฉันเตือนแล้ว อีกครั้งชั้นจะอัดพวกแก” นิลยืนยันคำเดิม

“นี้ ฉันขอตัดลิ้นเจ้านี้ไปต้มซุปก่อนได้ไหม?” โคบอลต์หยิบมีดสั้นและใช้มือจับหัวของเหยื่อเพื่อที่จะได้ตัดลิ้นได้สะดวก

“งั้นก็นอนซ่ะให้หมด” นิลพูดจบก่อนที่เข้าจะหันหน้าไปยังคนที่จับหัวเขา

“แก....” โคบอลต์ตัวนั้นสะดุ้งที่เห็นสายตาที่เย็นเฉียบของเหยื่อ สายตานั้นไม่ใช่ของเหยื่อแต่เป็นสายตาของนักล่ามากประสบการณ์ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อจนกว่าเหยื่อจะดับดิ้น

เคร้ง!

นิลบิดตัวเล็กน้อยเพื่อที่จะได้หันหลังไปคว้าคนกระทืบได้สะดวก เขาอาศัยแรงที่สะสมไว้ตั้งแต่หลังได้สติงัดแผ่นเหล็กที่รัดตัวเขาออกได้อย่างไม่ยากเย็น

“เห้ยมัน..อ๊อก!!” โคบอลต์ที่คิดจะตัดลิ้นนิล ถูกศอกของเหยื่อที่ตัวเองจะกินที่ยัดเข้าใบหน้า

ไม่ทันให้มากความนิลเกร็งตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อกับซี่โครงให้เล็กที่สุดและดันตัวเองออกจากตัวล็อกที่ใช้พันธนการอย่างรวดเร็ว

สิ่งแรกที่เขาหลุดออกมาได้คือการใช้เท้าเตะใส่โคบอลต์ที่ไม่ฟังคำเตือนของเขาเป็นรายต่อไป ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 2 วินาทีเท่านั้น

การกระทำของนิลสร้างความตกตื่นให้กับเหล่าโคบอลต์ ถ้าเรื่องจำนวนพวกโคบอลต์อาจจะได้เปรียบเพราะจำนวนมากกว่า แต่ถ้าเทียบด้านคุณภาพเหล่าโคบอลต์นั้นสู้มนุษย์ตรงหน้าพวกเขาไม่ได้ และนี้เป็นเหตุผลที่นิลคิดที่จะสู้

โคบอลต์ร่างกายอ่อนแอมาก สังเกตได้จากโคบอลต์ที่สวมชุดโลหะแบบสตรีมพังค์เสริมความสูงเพื่อเพิ่มกำลังกายให้ตัวเองที่ร่างกายอ่อนแอต่อกรกับเผ่าอื่นที่แข็งแกร่งกว่า และยิ่งที่ว่าพวกโคบอลต์อาศัยอยู่ใต้ดินมาตั้งแต่แรกทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อสิ่งแปลกปลอมรวมไปถึงอนุภาคอีเลเมนต์ที่มีความเป็นพิษต่อร่างกายของโคบอลต์สูงมาก การที่มีเราทำแผลให้พวกมันได้ก็สามารถขู่ให้พวกโคบอลต์กลัวจนยอมถอยไปเอง

“ฉันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของพวกแก” นิลพูดพร้อมกับบิดกระดูกตัวเองเพื่อคลายการเกร็งเมื่อครู่ “ฉันก็พอจะเดาได้เลยละว่าถ้าถ้าใช้การเดินทางด้วยวิธีจะต้องเจอโคบอลต์แน่” เขาบ้วนน้ำลายปนเลือดทิ้งสงสัยอวัยวะภายในบางส่วนกับช่องคอคงมีแพ้ตอนโดนระเบิดสตัน

“แกเป็นใคร?” โคบอลต์ที่เข้ามาช่วยเพื่อนตัวเองที่ถูกนิลชกจนเลือดออกถาม

“ฉันก็แค่ใช้ช่องว่างเป็นทางลัดเท่านั้นเอง พวกแกที่คิดจะกินฉัน” นิลกล่าว ตามความเป็นจริงก็โทษพวกโคบอลต์พวกนี้ไม่ได้ โคบอลต์อาศัยอยู่ใต้ดินแบบเป็นเผ่าๆกระจัดกระจายกันไปทั่วใต้ผิวโลก การจะหาอาหารก็เป็นเรื่องที่ยากมากยิ่งสภาพอากาศภายนอกที่เป็นพิษต่อพวกเขา ดังนั้นการที่จะล่าและกินทุกอย่างที่หลงเข้ามาก็เป็นเรื่องปกติเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งมันก็น่าเห็นใจอยู่ แต่มันผิดตรงที่พวกเขาเลือกเหยื่อผิดคน




NEKOPOST.NET