P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 87 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.87 - งานง่ายๆ (จริงเหรอ???)


ณ พื้นที่ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์

บนเกาะแห่งนี้ถึงจะเป็นเกาะติดทะเลที่มีแนวป้องกันทางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่สวยงาม แต่ว่าก็ยังมีมุมมืดอยู่บ้าง มีเกาะๆหนึ่งที่อยู่ใกล้ชายฝั่งจีนเป็นสถานที่ทิ้งขยะปนเปื้อนสารเคมีที่ไม่มีใครคิดที่จะกำจัด และเพราะแบบนั้นจึงมีคนจรจัดหรือนักเดินทางยาจกมาเก็บซากอุปกรณ์ที่พอดูจะใช้ได้ไปซ่อมไว้ขายต่อหรือเก็บไว้ใช้เอง

กุกกัก กุกกัก กุกกัก แกร๊ก แกร๊ก!!!!

“ใช่ได้ๆ” นิลที่ใส่ถุงมือยางกับสวมชุดไปรเวทกับกางเกงขาสั่น นั่งย่องๆบ่นพรึมพรำขณะที่กำลังเลือกอะไหล่ในกองขยะ

“อืม....!!! อันนี้ใช่ไม่ได้แหะ น่าเสียดายจัง” นิลที่ส่องอะไหล่ทุกซอกทุกมุกเสร็จก่อนที่จะถอนหายใจและโยนอะไหล่นั้นทิ้ง ‘อุตส่าห์เจออุปกรณ์สำคัญแล้วเชี่ยว แต่ตัวป้องกันดันมีรอยรั่วอีก’

“ไอ้หนู” ชายเก็บขยะเดินมาหาด้วยความสงสัย เด็กคนนี้เนื้อตัวสะอาดและใส่เสื้อที่ดูเหมือนนักท่องเที่ยวมากกว่าคนเก็บขยะที่ชัดชีวิตจนตัวสกปรก กับนักเดินทางยากจนที่ต้องคุยขยะหาอุปกรณ์เสริมเพื่อออกเดินทางในถิ่นทุรกันดารที่เต็มไปด้วยภยันตราย

“ผมมาหาอะไหล่น่ะ บังเอิญในตลาดมันไม่มีใครขาย เลยมีคนแนะให้ลองมาคุ้ยดูเพื่อเจอ” นิลที่ตอบไปด้วยในค้นกองขยะไปด้วยพูด ตอนแรกเขากะจะไปขโมยอะไหล่มาจากสการ์เล็ตแต่วิลก็ไม่แนะนำ เพราะผู้บัญชาการอยากให้การเดินทางในครั้งนี้มีคนรับรู้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นการ*ขอยืม*จะทำให้มีคนสงสัยในภายหลังได้จึงไม่สามารถเบิกอะไหล่สำรองได้แม้แต่ชิดเดียว(ถึงเคิร์กจะยังพอเสนออุปกรณ์บ้างอย่างก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่มีสิ่งที่นิลต้องการ) ยิ่งนิลเป็นคนดังคนใหม่ในกองกำลัง การทำอะไรต่างๆล้วนได้รับความสนใจได้ง่ายๆ

นิลที่ไม่เหลือทางเลือกมากจึงต้องไปเดินดูร้านขายอะไหล่กับตลาดขายของเก่าเพื่อหาอะไหล่ที่ต้องการเอาเอง แต่หาไม่เจอสักที ไม่มีร้านไหนที่สามารถหาอะไหล่ นักเดินทางที่บังเอิญอยู่แถวนั้นพอดีจึงเข้ามาถามนิลเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ และเมื่อนักเดินทางได้ยินถึงอะไหล่ที่นิลต้องการจะบอกจึงบอกว่าเมื่อปีที่แล้วเขาเคยเจอเจ้าอะไหล่ตัวนี้ที่กองขยะจึงแนะให้นิลลองหาดู

‘นี้เธอรู้จักเจ้านี้ด้วยเหรอ แสดงว่าเป็นนักผจญภัยมือฉมังผิดกับหน้าตาเลยน่ะ’ ประโยคนี้ของนักเดินทางดังก้องในหัวของนิล ตอนที่เขาได้ยินเหงื่อกาฬก็ไหลออกมา เพราะมีคนที่รู้จักประโยชน์อีกอย่างของอะไหล่นี้ด้วย แต่นิลก็เอออ่าบ่ายเบี่ยงเนียนๆตามคำพูดของนักเดินทางไป ขออย่างเดียวอย่าให้สการ์เล็ตหรือคนที่เกี่ยวข้องรู้ถึงสิ่งที่เขากำลังจะทำก็พอ

“ให้ช่วยไหม” คนเก็บขยะวางถุงใส่ขยะเก่าๆลง เขาสงสัยเล็กน้อยถึงสิ่งที่ทำให้เด็กดูภูมิฐานมาค้นขยะในเมื่อคนส่วนใหญ่สามารถโทรสั่งของได้ถ้ามีเงิน

“ไม่เป็นไรหรอกครับ มันเป็นของที่ทหารยุคเก่าใช้กัน ถ้าไม่ใช่คนที่เคยทำงานกองทัพมาก่อนไม่รู้จักหรอกครับ” นิลพูดก่อนที่จะโชว์อะไหล่สีเงินรูปทรงกระบอกให้ดู “เว้นแต่จะเป็นนักล่าสมบัติ

“นักล่าสมบัติ ใช่ๆ ช่วงนี้กำลังบูมเลย” ชายเก็บขยะที่ได้ยินคำพูดของชายตรงหน้านึกขึ้นได้

นักล่าสมบัติ เป็นอาชีพเก่าที่เริ่มกลับโด่งดังขึ้นในยุคนี้ หลังจากที่สหพันธ์ทั่วโลกได้ร่วมมือกันก่อตั้งมหาสหพันธ์โลกขึ้นมาและทำการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ประชากรโลกที่ยังเหลืออยู่ก็เหลือตัวเลือกหลักๆไม่มาก ถ้าทำตามคำสั่งของทางสหพันธ์ตามที่ต่างๆ(กองกำลังที่เหลืออยู่ของอดีตเหล่าประเทศมหาอำนาจ) ,เข้าร่วมกับฝ่ายที่ไม่เป็นมิตรกับเหล่าสมาชิกสหพันธ์(อดีตประเทศฝั่งเอเชียตะวันออกกับอดีตประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกา) และรวมกลุ่มก่อตั้งกองกำลังติดอาวุธ อาศัยช่วงที่สหพันธ์มีกำลังไม่มากพอที่ดูแลพื้นที่ของตัวเองเพราะจำนวนประชากรที่ลดลง

แต่ความจริงยังมีอยู่สมาคมหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากขั้วอำนาจทั่วโลกในฐานะเหล่าผู้กล้าที่โลกต้องการว่าจ้าง

นักแสวงหาหรืออีกชื่อนักล่าสมบัติ คนเหล่านี้จะรับหน้าที่สำรวจหาข้อมูลและช่วยขั้วอำนาจอื่นๆกอบกู้แผ่นดินที่เสียไปกลับคืนมา(จากทั้งเหล่าอาวุธชีภาพที่ยังอาละวาดอยู่หรือกองกำลังกบฏที่ไม่ใครยอมรับ) หรือสำรวจและกู้คืนเทคโนโลยี,ความรู้,ข้อมูลที่ประชาคมโลกเสียไปในช่วงมหาสงครามโลกครั้งที่สามกลับคืนมาได้เป็นผลสำเร็จ แน่นอนว่าบุคคลเหล่านี้จะเอาสิ่งมีค่าที่ตนเองพบเจอไปประมูลให้ขั้วอำนาจมากมายประมูล(จะให้ฟรีก็ได้เป็นสิทธิของนักแสวงหา) และเหล่านักแสวงหาจะได้ทรัพย์สินส่วนหนึ่งตามที่ได้ตกลงกับผู้ที่ประมูลชนะ(ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ ทั้งรัฐบาลกับกองกำลังท้องถิ่นจะมีการให้ค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน)

ทั้งนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ทนความยั่วยวนของลาภยศ ชื่อเสียงเงินทองที่(อาจจะ)ได้หลังทำอาชีพนี้ อาชีพที่ต้องเสี่ยงอันตรายมากกว่าอาชีพอื่นๆ ถึงจะมีสมาคมนักแสวงหาค่อยให้ความช่วยเหลือนักแสวงหาถูกกฎหมายที่มีใบอนุญาต แต่ก็ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ยังคงมีเด็กวัยรุ่นหรือพวกเบื่อโลกที่อยากรวยทางลัดแอบลักลอบทำอาชีพนี้กันไม่น้อย (และที่จริงเหล่านักแสวงหาเถื่อนพวกนี้ส่วนใหญ่จะเก็บเงินน้อยกว่าพวกถูกกฎหมายที่ต้องมีค่าเสียภาษีเข้าสมาคมกับภาษีให้ทางมหาสหพันธ์ และที่สำคัญถ้าเกิดพวกนักแสวงหาเถื่อนตายก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ) แต่ก็อย่าคิดว่านักแสวงหาเถื่อนจะกระจอกน่ะ นักแสวงหาเถื่อนบางคนนั้นเก่งมาก ทั้งมีประสบการณ์ และมีกองกำลังของตัวเองแต่เป็นเพราะบางเหตุผลบางประการจึงต้องเป็นสายเถื่อน(เช่นเหล่าอาชญากรคดีร้ายแรง,กบฏแบ่งแยกดินแดน,ทหารมากฝีมือที่กลัวเกมส์การเมืองสกปรกหรือแม้กระทั่งทหารกับสายลับที่พยายามจะฟื้นฟูประเทศแม่ของตนที่ล่มสลายไปในช่วงมหาสงครามโลกครั้งที่สาม)

“แต่เธอไม่กลัวตายเหรอ” ชายเก็บขยะถาม เขาได้ข่าวว่าช่วงนี้แถวชายแดนอันตรายมากกว่าแต่ก่อน พวกสัตว์ประหลาดอาละวาดกันไปทั่ว แถมข่าวคราวจากแผ่นดินใหญ่ยังมีการสั่งห้ามนักแสวงหาออกเดินทางในช่วงเวลานี้เพื่อความปลอดภัย

“มันก็ไม่ได้เลวร้ายหรอกที่ต้องตาย” นิลพูดพร้อมกับดึงแท่งเหล็กออกมาจากกองขยะและหรี่ตามองเข้าไปในรูกลมดำๆ “เป็นหรือตายชั่งหัวมัน” เขาหันหลังและโยนแท่งเหล็กทิ้งทันทีเมื่อไม่เจอสิ่งที่ต้องการ

“เฮ่อ” ชายเก็บขยะส่ายหัวก่อนที่จะแบกถุงไว้บนบ่าเหมือนเดิม เขาเห็นแววตาของคนหนุ่มคนหนึ่งเพียงครู่หนึ่งตอนที่เขาโยนแท่งเหล็ก มันเป็นแววตาที่ทั้งดูมุ่งมั่นและเกียจคร้านไปพร้อมๆกัน แต่เหนือสิ่งอื่นได้มันเป็นแววตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว เป็นแววตาของคนที่ผ่านสมรภูมิมากมาย เป็นแววตาของทหารผ่านศึกที่แท้จริง

ชายเก็บขยะที่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ผ่านสงครามมาโชกโชนก็คิดว่าเด็กคนนี้คงเป็นทหารเด็กที่กำลังใช้ชีวิตด้วยตัวเองในยุคสมัยที่สงบปนพายุเข้า เขารู้สึกเสียใจมากที่หน้าที่การทหารที่เขาทำไปทั้งหมดกลับศูนย์เปล่า แต่สำหรับทหารเด็กที่เติบโตขึ้น ยุคแบบนี้อาจจะเหมาะสมมากกว่ายุคที่สงบหรือยุคสงครามเสียอีก แล้วก็คงเหมาะกับเขา ถ้าเขายังเป็นทหารและไม่ทิ้งอาวุธไปเสียก่อน แบบนั้นคงไม่ต้องมาเก็บขยะขายเพื่อประทังชีวิต

“ขอบคุณที่เคารพแนวคิดของผมครับ” นิลพูดขอบคุณก่อนที่เขาจะหันหลังมาก้มหัวให้หนึ่งที ตอนที่ทั้งคู่สมตากันนิลเองก็เห็นแววตาของคนที่หว้าเหว่แต่หนักแน่นของชายเก็บขยะ ทั้งคู่จึงรู้ว่าต่างฝ่ายต่างก็เคยผ่านสงครามมาเหมือนกัน

นิลมองมือทั้งสองข้างของชายเก็บขยะที่มีสีเทาคล้ำจนถึงข้อศอกก็รู้ในทันทีว่าชายคนนี้เคยติดเชื้อไวรัสในช่วงมหาสงครามมาก่อน และหลงเหลือผลข้างเคียงอย่างหนึ่งไว้ถึงแม้อาการจะเบาเทาลงก็ตาม

คนที่ติดเชื้อบางคนและรักษาจนหายอาจจะมีรอยด่างสีเทาพวกนี้ขึ้นตามตัวซึ่งถูกเรียกกว่า อาการด่างเทา(Grey Stain Syndrome) รอยด่างนี้อาจจะดูธรรมดาๆก็จริง แต่สำหรับมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมมันคือรอยด่างที่น่ารังเกียจ เพราะทุกคนต่างก็ยังกลัวไวรัสอยู่คงไม่มีใครที่ไหนที่จะจ้างคนที่มีอาการแบบนี้เข้าทำงาน และทางภาครัฐเองก็ไม่มีงบประมาณจะดูแล ที่สำคัญที่สุดคงเป็นเพราะผลค้างเคียงที่ยังหลงเหลืออยู่ ไวรัสในร่างกายของผู้ป่วยอาจจะอ่อนตัวลงจนไม่มีพิษไม่มีภัยต่อผู้ป่วยกับคนรอบข้าง แต่มันเคยมีเคสที่ไวรัสถูกกระตุ้นเพราะผู้ป่วยสัมผัสกับอนุภาคอีเลเมนตร์จนเกิดการระบาดซ้ำ ทางนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้สรุปแน่ชัดว่าอนุภาคอีเลเมนต์มีผลทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการด่างเทากลายพันธุ์หรือเป็นพาหะของไวรัสได้

ความจริงข้อนี้ทำให้เหล่าผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตตามชายแดนหรือเป็นคนเถื่อนนอกเขต ถ้ายังอยู่ในเขตของทางการคุณก็คือหนูทดลองให้ทางการทดลองเล่นเกี่ยวกับไวรัสหรืออีเลเมนต์ เว้นเสียแต่คุณจะรวยและมีเงินบำบัดในโรงพยาบาลของทางการที่ต้องจ่ายค่ารักษารวมถึงภาษี(ค่าคุ้มครอง)อาการด่างเทาที่แพงหูฉี่

“.........” นิลเอามือที่เลอะคราบน้ำมันลูบหัวตัวเองจนเป็นรอย เขาที่เห็นอาการด่างเทาจึงได้รับความทรงจำตอนนั้นกลับมาทั้งหมด เมื่อรวมกับตรารูปนกอินทรีพับปีกขึ้นสนิมเขาจึงเข้าใจ ‘มิน่าล่ะตราคุ้นๆ’ นิลมองคนเก็บขยะที่หน้าตาดูสกปรก ผมกับเครารกรุงรังเนื้อตัวมอมแมม และใส่เสื้อผ้าขาดๆที่เย็บกับโลหะขึ้นสนิม

“คุณไปได้มันมาเมื่อตอนไหนเหรอครับ” นิลถามเพื่อความแน่ใจ(ที่จริงเขาแน่ใจแล้วว่าเคยเห็นสัญลักษณ์ของชายคนนี้มาก่อน แต่เขาไม่เข้าใจรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง)

“ตอนกลางๆของมหาสงคราม....” ชายเก็บขยะนึกถึงอดีตอย่างใจจดใจจ่อ ตอนที่เขาเป็นทหารรับใช้ชาติ “จำไม่ได้แล้ว” เขาแสดงสีหน้าที่เจ็บปวดใจ สงครามที่ภาคภูมิกับทำให้ประเทศแม่ต้องล่มสลาย สหายร่วมศึกเองก็ต่างพากันล่มตาย เขากับกองกำลังที่เหลือรอดต้องหลบหนีมาที่เกาะทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ เหล่าแม่ทัพนายกองต่างคิดที่จะใช้หมู่เกาะเป็นที่มั่นเพื่อชิงมาตุภูมิที่เสียไปจากพวกชุบมือเปิด แต่ก็ถูกกองกำลังป้องกันตนเองกับชาวบ้านขับไล่ออกมา ตอนนั้นเองที่เขากับเพื่อนส่วนหนึ่งถูกตรวจพบว่ามีอาการด่างเทาจึงถูกพวกที่หนีทอดทิ้ง

พวกเขาที่ถูกทิ้งไว้ในเกาะนี้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในกองขยะ เพราะทั้งกองกำลังป้องกันตนเองกับทหารบ้านต่างเกรงกลัวจนผู้ที่อาการด่างเทาถูกไล่ฆ่ากับเป็นเรื่องปกติ ทุกๆวันต้องมีคนที่มีอาการด่างเทาถูกฆ่าทิ้ง โชคดีที่มีกะลาสีเรือกับชาวประมงใจดีมาช่วยไว้ด้วยความสงสัย พาเขาและทหารร่วมศึกกับคนที่มีอาการด่างเทาทั้งเด็กและผู้หญิงหนีมาที่หมู่เกาะที่อยู่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ที่ชาวบ้านใจดีกว่าให้พวกสามารถอยู่อาศัยได้(ถึงแม้ต้องอาศัยในสลัมกับโรงงานที่ถูกทิ้งหลังเกาะก็ยังดีกว่าการถูกไล่ฆ่าจนไม่มีที่ซุกหัวนอน) และบางทีชาวบ้านยังเอาอาหารให้ด้วย

นิลที่ได้ยินพอจะเข้าใจความรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น การที่เราต้องสู้เพื่อสิ่งหนึ่ง แต่กลับพบว่าคนที่เราไว้ใจกลับหักหลักและทำล้างสิ่งนั้นมันเจ็บปวด และยิ่งการที่ยังโชคร้ายติดโรคที่รักษาไม่ได้จนถูกทอดทิ้ง แค่การมีชีวิตก็คงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา แต่มันไม่ใช่สำหรับนิล นิลมีความจริงที่ต้องหา มีภาระที่ต้องทำ เขาต้องก้าวหน้าไปเรื่อยๆเพื่อจุดมุ่งหมายนั้น เมื่อคิดได้แบบนั้นนิลจึงหันไปถามชายเก็บขยะ

“พวกคุณยังพอมีตัวนำร่องรุ่นบุกเบิกอยู่หรือเปล่า” นิลถาม

“จะเอาไปใช้เหรอ” ชายเก็บขยะถาม เขาไม่ยักจะรู้ว่ายังมีคนคิดใช้ตัวนำร่องที่มีชื่อโค๊ดว่า บุกเบิก

“ครับ! มันมีประโยชน์เวลาไว้ล่อพวกกลายพันธุ์...”

“เธอใช้เป็น?” ชายเก็บขยะพูดดักขึ้นมาก่อน ไม่ใช่ว่าเขาเป็นห่วงคนที่คุยอยู่ แต่เป็นเพราะตัวนำร่องตัวนี้มันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตรวจสอบสิ่งมีชีวิตที่ทางทหารในยุคเขาใช้กัน ก่อนที่จะพบข้อเสียที่ร้ายแรง คือ พวกกลายพันธุ์เองรู้ตำแหน่งของเราเช่นกัน ตอนนั้นเป็นช่วงที่นานาประเทศร่วมมือกันต่อกรกับการก่อการร้ายและสงครามด้วยอาวุธชีวภาพแบบเต็มสูบ ทางสหประชาชาติเองก็คาดคิดว่าเป็นเป็นช่วงท้ายของสงคราม ซึ่งตอนนั้นฝั่งมนุษย์ได้คิดค้นเครื่องค้นหาสิ่งมีชีวิตตราบเท่าที่มีข้อมูลที่จำเป็น มนุษย์จึงสามารถโจมตีรังหลักได้อย่างง่ายดาย ตอนที่เหล่าทหารหาญกำลังเตรียมกลับบ้านเกิด มนุษย์ทั่วโลกกำลังฉลองชัย เมืองหลวงกับสถานที่สำคัญทั่วโลกถูกโจมตีพร้อมกันโดยพวกกลายพันธุ์

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้มนุษย์ได้รับความเสียหายหนัก แม้แต่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติที่นิวยอร์กและฐานทัพทางทหารเกือบทั้งหมดยังถูกทำลายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง จนกระทั้งสวิตเซอร์แลนด์ที่มีการแอบดำเนินโปรเจกต์อีเลเมนต์ได้มอบเทคโนโลยีใหม่ให้กองกำลังทางทหารที่ยังมีกำลังรบเหลืออยู่ มนุษย์จึงสามารถกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ภายหลังมหาสงครามจบลง(จริงๆ)นักวิจัยที่เข้าร่วมในโปรเจกต์อีเลเมนต์ได้พบว่าเครื่องนำร่องที่มนุษย์ใช้ทำให้พวกกลายพันธุ์หรือผู้อยู่เบื้องหลังการแพร่กระจายอาวุธรู้ข้อมูลทุกอย่างของมนุษย์ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าพวกกลายพันธุ์ที่ดูเหมือนสัตว์กระหายเลือดมีความฉลาดที่สูงไม่แพ้มนุษย์ และยังพิสูจน์ถึงความอดทนที่ไม่ธรรมดาของพวกมันที่ยอมได้รับความเสียหายหนักในช่วงแรกเพื่อซื้อเวลาให้พวกของตนแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่สำคัญก่อนที่จะทำการโจมตีตอบโต้กลับอย่างหนักจนทำให้ประชากรโลกลดลงอย่างมหาศาลจนเหลือเพียง 1 ใน 3 และยังมีคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น(ทั้งจากไวรัส,อาการอีเลเมนตร์เป็นพิษ และความโกลาหลที่มนุษย์ก่อขึ้นเพื่อความอยู่รอด)ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นไปอีก นับเป็นความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ต่อให้เอาความเสียหายก่อนหน้านั้นตั้งแต่หลายพันปีก่อนประวัติศาสตร์รวมกันก็ยังเสียหายไปเท่าครั้งนี้

 “แบบเดียวกับเครื่องล้างสมองที่ทั่วโลกใช้กันนั่นแหล่ะครับ” นิลพูดพร้อมกับมองไปยังเสาแบบเดียวกับที่เขาเคยเห็นที่โคลัมเบีย เสาพวกนี้จะปล่อยอนุภาคอีเลเมนต์ออกมา ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์ทางอ้อม ผลของมันทำให้ความก้าวร้าวของสิ่งมีชีวิตลดลง ซึ่งส่งผลทั้งมนุษย์กับพวกกลายพันธุ์ ตอนที่นักวิทยาศาสตร์นำเสนอโครงการสร้างโคโลนี่ที่ติดตั้งตัวปล่อยอนุภาคฯ ทางมหาสหพันธ์ที่ก่อตั้งขึ้นมาแทนสหประชาชาติจึงอนุมัติเพื่อความสงบสุข ตอนนี้โคโลนี่ทั่วโลกต่างพากับติดตั้งอุปกรณ์นี้เพื่อฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงมหาสงคราม แต่บางพื้นที่ก็ไม่ได้ทำการติดตั้งเพราะต้องการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม (เช่นเวนิสหรือหมู่เกาะที่นิลกำลังอยู่ เพราะผลการวิจัยพิสูจน์แล้วว่าเจ้าอนุภาคนี้ส่งผลต่อระบบนิเวศ)

“คุณเองก็รู้สึกไม่ค่อยดีกับเจ้าเครื่องนี้ใช่มั้ยล่ะครับ” นิลพูด

“นิดหน่อย” ชายเก็บขยะพูด เพราะอาการด่างเทาทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติคือเหงื่อออกง่ายกับตัวร้อน แต่คนอื่นๆไม่โชคดีเหมือนเขา เด็กบางคนเกิดเนื้อตัวเป็นแผลและเริ่มเน่าจนพวกเขาต้องพาเด็กไปอยู่ตรงเกาะที่เล็กและห่างจากเกาะหลักที่สุดเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆและพวกเขาเอง

“ผมเข้าใจ แต่ตราบที่เราเรียนรู้บทเรียนจากอดีต ผมว่าก็ไม่น่าพลาด” นิลพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ความทรงจำที่กลับมาได้บอกหลายอย่างกับเขา และความทรงจำที่กลับมาในครั้งนี้ถือว่าเป็นของดี เขารู้วิธีการใช้รุ่นบุกเบิกกับเสาอากาศล้างสมอง(สำหรับเขาเรียกแบบนี้อะนะ)เพื่อประโยชน์ของเขาได้ ถึงพวกกลายพันธุ์จะมีการพัฒนาตลอดเวลา(ทั้งจากการวิวัฒนาการตามธรรมชาติหรือการดัดแปลงด้วยฝีมือมนุษย์) แต่วิธีที่เขาใช้ไม่เกี่ยวกับจุดอ่อน รับรองว่าใช้ได้

ชายเก็บขยะทำท่าครุ่นคิด เขาไม่แน่ใจว่าชายตรงหน้าไว้ใจได้ไหม ถ้าเกิดเป็นทหารรับจ้างของพวกสหพันธ์ที่มาหาหนูทดลองขึ้นมาละก็......

“นี้ครับ” นิลยื่นตราของสการ์เล็ตให้กับชายเก็บขยะ “”

“คนของสการ์เล็ต?” เขาสงสัยมากกว่าเดิม สการ์เล็ตมีชื่อเสียงที่ดีมาก แต่ทำไมถึงคิดจะใช่งานสิ่งของที่ถูกสั่งห้ามใช้โดยมหาสหพันธ์โลก

นิลเอามือนวดจมูกตัวเอง เขาลืมไปเลยว่ามันถูกแบนและคนที่ใช้ถือว่าผิดกฎหมาย “อืม? เอาไงดี”

นิลนึก สหพันธ์โลกอ้างความปลอดภัยแล้วสั่งห้ามใช้ก็จริงอยู่ แต่มันก็มีประโยชน์มากสำหรับคนที่ใช้เป็น เท่าที่เขายังพอจำได้ นักผจญภัยไร้สังกัดหรือนักสู้แบ่งแยกดินแดนนิยมใช้กันมาก

“นิลมาอยู่นี้ๆเอง” เสียงของผู้หญิงดังขึ้น

“อ่อ คุณมาพอดีเลย” นิลจำเสียงนี้ได้ “คุณหวังลี้ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วย”

“ฉันได้รับคำสั่งมาให้ช่วยคุณอยู่แล้วคะ” หวังลี้พูดพร้อมกับใช้นิ้วกดที่แว่นสายตาตัวใหม่ของเธอ หลังจากเคิร์กรู้เรื่องที่อลันยังมีชีวิตอยู่จึงหมอบคำสั่งพิเศษให้หวังลี้ช่วยเหลือนิลกับวิล/วิลสันในภารกิจครั้งนี้

“มาก็ดีแล้ว ผมต้องการเจ้านี้” นิลส่งข้อมูลสิ่งของที่เขาต้องการให้หวังลี้ดูในทันที ถ้าเสร็จตรงนี้เร็วจะได้มีเวลาไปทำออพชั่นเสริมที่จำเป็น เวลาลุยจะได้สบายขึ้นหน่อย

“คะ” หวังลี้ตอบรับก่อนที่เธอจะได้ข้อมูลผ่านสมองของเธอโดยตรง ‘ฉันจะส่งข้อความให้ผู้บัญชาการเคิร์ก’ เธอแสดงข้อความผ่านแว่นตาเป็นรหัสไฟกระพริบ

นิลพยักหน้าก่อนที่จะนั่งขัดสมาธิบนพื้น เขาต้องรอสักหน่อย

หวังลี้ที่เห็นนิลลงไปนั่งบนพื้น เธอจึงนั่งยองๆ เมื่อระดับสายตาอยู่ใกล้เคียงกันเธอจึงถาม “ประโยชน์ของมันคืออะไร”[รัสเซียน] หวังลี้ถามตรงๆไม่อ้อมคอมเป็นภาษารัสเซีย

“รู้ด้วยหรือว่าผมพูดภาษารัสเซียได้”[รัสเซียน] นิลเอะใจ อาการสูญเสียความทรงจำของเขารุนแรงมากจนไม่อาจจับใจความหรือแยกแยะภาษาที่เขาเคยเรียนรู้ได้ ตอนที่เขาความจำเสื่อมจึงเลือกที่จะใช้คำศัพท์พื้นฐานง่ายๆแทน มันไม่มีทางที่คนอื่นๆจะรู้ว่าเขารู้ภาษาอื่น

“ตอบคำถามของฉันก็พอ”[รัสเซียน]

นิลจึงยิ้มออกมาก่อนที่จะมองเข้าไปในแว่นของหวังลี้ “มันเป็นอาวุธที่ผมคิดค้นได้โดยบังเอิญ”[รัสเซียน]  นิลพูดพร้อมกับดึงแขนเสื้อซ้ายขึ้นจนเห็นข้อพับแขนที่มีรอยแผลเป็นบางๆที่บางมากจนสังเกตได้ยาก

“แต่คงต้องเสี่ยงพิการกันหน่อย”[รัสเซียน]  นิลพูดพร้อมกับร้องไห้ระลึกความหลัง ถ้าไม่ใช่เพราะเอ็นที่แขนขาดเพราะไอ้ความเสี่ยงที่ว่าจนใช้แขนไม่ได้เกือบปี เขาคงจะไม่ถูกพวกเจทำร้ายจนความจำเสื่อม [ชั่งเป็นความอัปยศที่เลวที่สุดดดดดด]




NEKOPOST.NET