P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 85 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.85 - โคบอลต์มาเยือน


“ขอบคุณน่ะค่ะ” ผู้หญิงที่สวมฝาครอบปิดจมูกกับหูกล่าวขอบคุณหญิงชราที่ให้เนื้อปลาย่างราดซอสสามรสอย่างดี

“นานๆทีถึงจะได้เห็นโคบอลต์ออกมาเดินเล่นบนดินน่ะ” หญิงชราพูดพร้อมกับเช็ดมือที่เปื้อนด้วยฝ้ากันเปื้อน “แล้วพวกหนูไม่กลัวถูกคนจับไปทดลองเหรอ”

“ไม่กลัวหรอกก็มีคุณพ่ออยู่ทั้งคน” โคบอลต์หญิงใช้แขนจักรกลตบไปที่หลังของนิลจนนิลต้องลุกขึ้นมาดิ้น

“อูย โอย!!!” นิลทำตาดุใส่ “ผมไม่ใช่พ่อคุณน่ะ”

“คุณพ่อเหรอ” เจที่มาหานิลบังเอิญได้ยินจึงครุ่นคิดก่อนที่จะหันไปยังสาวโคบอลต์ “งั้นคุณสุนัขก็เป็นลูกสาวของพี่นิลใช่ไหม”

สาวโคบอลต์ทำหน้าดุ “ฉันไม่ใช่สุนัขน่ะ ฉันเป็นโคบอลต์!!!” เธอแยกเขี้ยวใส่ แต่เคิร์กก็เอามือกั้นระหว่างทั้งคู่ไว้

“เด็กผู้หญิงนี้คนนี้เป็นคนตระกูลยูเรียล”

ห่ะ ตะ...ตะ...ตระ...ตระกูลยูเรียล” โคบอลต์หญิงแทบไม่เชื่อหูของตัวเอง คนของตระกูลยูเรียลมาทำอะไรที่เกาะเล็กแห่งนี้

“ใช่ หนูชื่อเจสสิก้า ยูเรียล” เด็กหญิงพูดพร้อมกับทำท่ากวักมือ เธออยากให้สุนัขน้อยจับมือเธอจัง

“เหวอ!!!” โคบอลต์หญิงถึงกับรีบไปแอบด้านหลังเคิร์ก ตอนนี้เธอกลัวจนตัวสั่น

หญิงชราเอามือลูบหัวโคบอลต์หญิง เธอรู้ว่าอมนุษย์อย่างโคบอลต์กลัวตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนเอามากๆ (ที่จริงเหล่าอมนุษย์ล้วนแต่เกรงกลัวตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนกันหมด) “ไม่ต้องกลัวๆ เด็กน้อยไม่มีใครทำร้ายเธอได้หรอก”

คำปลอบที่อ่อนโยนเริ่มแสดงผล โคบอลต์หญิงเริ่มใจเย็นลงแล้ว

“แล้วหนูชื่ออะไร อายุเท่าไรแล้ว” หญิงแก่ได้โอกาศจึงถามสักหน่อยเห็นตาแกบอกให้ดูแลโคบอลต์หญิงอายุยังน้อยคนนี้

โคบอลต์เอามือจับอกรวบรวมความกล้า เธอต้องสงบสัญชาตญาณของตัวเองที่ตื่นตัวเต็มที่ “ฉันชื่อเคธี อายุ 3 ปี” เคธีแนะนำตัวเบื้องต้น

“อายุ 3 ปี เด็กกว่าหนูอีกน่ะ งั้นเธอก็ต้องเป็นน้องใช่ไหม” เจแสดงความคิดเห็น ปีนี้เธอก็อายุ 8 – 9 ขวบ (เธอจำอายุตัวเองไม่ได้จริงๆน่ะ)

“ไม่ใช่สักหน่อย ถ้าเทียบกับมนุษย์ โคบอลต์โตเร็วกว่า” เคธีท้วงถึงเธอจะเพิ่งอายุครบสามปี แต่เทียบกับมนุษย์ธรรมดา เธอก็เกือบยี่สิบแล้ว

“ตระกะสุนัข” นิลเอย

“คุณพ่อ! ฉันไม่ใช่สุนัขน่ะ”

“เข้าใจๆแล้ว แต่ฉันก็ไม่ใช้พ่อเธอน่ะ” นิลยืนยันคำเดิม ประโยคนี้ทำให้เคิร์กหัวเราะแหะๆ เขาค่อนข้างมั่นใจกับคำว่า ‘พ่อ’ ของโคบอลต์ดี

“ทั้งสองคนพูดถูก แต่ควรเปลี่ยนหน่อย” เคิร์กจำเป็นต้องเบรกการเถียงครั้งนี้ เพราะการเรียกคนอื่นว่าพ่อหรือแม่นั้นมีความหมายลึกซึ้งมาก แค่กรณีของเขากับเหม่ยก็พูดกันให้แซ่ดทั้งกลุ่ม แถมยังมีผู้หญิงบางคนยอมรับไม่ได้ ตัวนิลเองก็หน้าตาโอเคพอดูดี เคิร์กช่วงนี้ยังเห็นผู้หญิงบางคนแอบเหล่นิลตอนที่เจ้าตัวหมดสติด้วย

ถ้าขืนเรื่องพ่อแพร่สะพัดออกไปผลกระทบที่ตามมาก็คงจะไม่โอเค

“เคธีใช่ไหม” เคิร์กพูดชื่อของโคบอลต์หญิงเพื่อกันการเรียนผิด เขาจำเป็นต้องอธิบายบางเรื่อง

“ใช่ค่ะ” เคธีพูดพร้อมกับพยักหน้า

“อือ พวกเธอเป็นพ่อลูกกับไม่ใช่พ่อลูก” เคิร์กสีมือเขาต้องเริ่มอธิบายจากตรงไหนน่ะ เริ่มตั้งแต่พื้นฐานของโคบอลต์เลยล่ะกัน

“โคบอลต์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่าสุนัข” เขาชี้ไปยังที่ครอบหูกับที่ครอบจมูก “จะบอกว่าเป็นสุนัขประเภทขนน้อยหรือไม่มีขนเลยก็ได้”

“แฮ่!!!” เคธีขู่ใส่เคิร์ก แต่เคิร์กกลับกวักมือให้เจมองไปทางเคธี “เอ๋ง” เธอสงบด้วยความกลัว

“เผ่านี้อยู่ใต้ดินที่ค่อนข้างลึกทำให้มีสภาพร่างกายที่อ่อนแอต่อสภาพแวดล้อมภายนอก เพราะงั้นเลยต้องใส่เครื่องป้องกันปิดหูกับจมูกที่รับความรู้สึกได้ไหวที่สุด”

“อ่อ! ใช่ๆผมนึกออกแล้ว” นิลที่ได้รับคำอธิบายจากเคิร์กเข้าใจเรื่องทุกอย่าง เขาจำเรื่องของโคบอลต์ได้หมดแล้ว นิลหันไปมองเคธีพร้อมกับถอนหายใจ เขาจับแขนของเคธี

“เธอเป็นร่างโคลนของฉันใช่ไหมเคธี” นิลหรี่ตาพลางนึกถึงโคบอลต์ที่เขาเคยพบเจอในอดีต

“ใช่ค่ะ” เคธีตอบ “คุณแม่บอกว่า ถ้าได้รับเซลล์ของคุณพ่อ หนูกับน้องๆต้องยอดเยี่ยม” เธอพูดพร้อมกับทำท่าชก

“แปปน่ะ บอกว่าน้อง ตกลงเธอเป็น...” นิลพูดด้วยน้ำเสียงระแวง

ตอนนี้เคิร์กหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาว่าแล้วปัญหานี้เขาควรให้ผู้เกี่ยวข้องอย่างนิลจัดการ ในขณะที่หญิงชรากำลังหยอกล้อกับเจ

“ใช่ค่ะ! ฉันมีพี่น้องท้องเดียวกันรวม 6 คน” เธอตอบตรงๆ ถ้าไม่ใช่ว่าเธอมีหน้าที่ต้องขึ้นมาบนดิน เธอคงไปนั่งเล่นกับพวกน้องๆ

นิลเงียบ เขาหันหน้าไปมองเคิร์กที่ทำท่ากึ่งหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้า “ท่านผู้บัญชาการขอร้องล่ะครับ ช่วยผมด้วย” นิลอ้อนวอน

“ไม่ต้องห่วงทุกคนย่อมช่วยเหลือเธออยู่แล้ว” เคิร์กจอบพร้อมกับอมยิ้ม “ใช่ไหมริสตี้

“ห่ะ ริสตี้อยู่เหรอ!!!” นิลหันซ้ายหันขวา แต่ต่อให้เขามองยังไงในห้องนี้มันก็มี4+1 คน ไม่เห็นมีคนอื่นอยู่เลย

“ไอ้โง่เอ้ย” เสียงของริสตี้ดังออกมาจากเครื่องส่งสัญญาณที่ใต้หูของนิล

“ริสตี้เหรอ! นี้มันหมายความว่ายังไงกัน” นิลกดข้างหูเพื่อคุยสื่อสาร

“คุณนิลค่ะ” เสียงของโดโรธีดังขึ้น

“โดโรธี!เธอด้วยเหรอ?” คราวนี้เริ่มระแวงสุดๆ อย่าบอกน่ะว่า......?????

“หนูเปิดไมค์ค่ะ” เจพูดพร้อมกับล้วงเข้าไปในคอเสื้อ และโชว์วัตถุขนาดเล็ก “พี่ๆเขาบอกว่าอยากได้ยินที่พี่นิลคุยกับน้องหมา หนูก็เริ่มเปิดให้ฟัง”

นิลทำหน้าเครียด เขาไปหาเจพร้อมกับเอาหน้าเข้าไปใกล้ๆ “มีใครได้ยินบ้าง???”

เจทำปากจู่ เธอแค่รับหน้าที่เปิดไมค์เฉยๆ เธอไม่รู้ว่ามีใครกำลังฟังบาง เธอเลยเลือกที่จะเงียบ

“นิลเอย!” เคิร์กพูดพร้อมกับอมยิ้ม “ไมค์นั้นเป็นของฉันเอง มันสามารถกระจายเสียงเพื่อออกคำสั่งให้ทุกคนได้รับรู้ ใช่ไหมครับคุณแม่” เคิร์กก้มหัวให้หญิงชรา และทางหญิงชราก็อมยิ้มเช่นกัน

“โอ๊ยยยยยยยย!!!” นิดทำท่าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

“ที่นี้ติดกล้องวงจรปิดน่ะ” แม่ตาของเคิร์กฉีกยิ้มมากกว่าเดิม ตอนนี้รอยย่นบนหน้าแทบจะรวมเป็นเส้นเดียวกัน

“ดิ........ฉันว่า มันละเมิดความเป็นส่วนตัวม...”

“แต่เธอก็ทำตาค้างเมื่อกี้น่ะ”

!!!....!!!.”

“ไม่เถียงอ่ะดิ เอ้า!! หวัง ช่วยปลอบหัวใจของเด็กน้อยที่ไม่รู้รสของผู้ชายหน่อยสิ”

“อย่าแกล้งคนอื่นแบบนี้สิค่ะ”

“ฉันกับวิลสันเห็นด้วยกับหวังลี้”

 

คราวนี้นิลถึงกับกุมขมับ ‘เวรล่ะเล่นได้ยินกันทุกคน’ เขาไมรู้ว่าจะเอาหน้าไปวางไว้ที่ไหน สำหรับบ้างคนมันอาจจะไม่น่าอาย แต่การที่มีเด็กคนหนึ่งมาพูดเรื่องแบบนี้ และตัวเขาจะโดนทั้งคนมองหน้าด้วยสายตาแปลกประหลาด

“โคบอลต์นั้นเป็นมิตรกับมนุษย์มากกว่ามนุษย์ด้วยกันอีก” เคิร์กพูดปลอบใจนิล ตอนนี้ความทรงจำที่ผิดแผกก็ทำให้เจ้าตัวเครียดเป็นทุนเดิม พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทำให้คิดมากขึ้นไปอีก แต่เขาต้องการให้นิลเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ตราบที่ตัวแสกนเนอร์ที่ติดตั้งบนหลังของนิลยังทำงานอยู่ ตัวต้นของเคธีกับคนอื่นๆจะทำให้เขาได้ข้อมูลที่ เป็นประโยชน์ และยังสามารถบำบัดคนรอบข้างได้ด้วย ผลดีมากกว่าผลเสีย และถ้าผลเสียที่ว่าเกิดขึ้นมากกว่าที่เขาคิด เขาก็ยังมีคนที่สามารถให้ความช่วยเหลือเฉพาะทางได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ถึงแบบนั้นเคิร์กก็ยังไม่ไว้วางใจกับสถานการณ์ของโลกในตอนนี้นัก

ที่ยุโรปกำลังมีสงครามกันระหว่างศาสนจักรกับเอเชียบูรพาสายข่าวบอกว่าตอนนี้ที่เบลารุสกับยูเครนได้กลายเป็นสมรภูมิที่ทุกวันจะมีเสียงปืนดัง

ที่อเมริกาใต้ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน อับดุลบอกว่าตอนนี้พื้นที่แถบทะเลทรายอะเมซอนมีแต่กองโจร ขนาดเขตการปกครองที่มหาสหพันธ์ดูแลอยู่ยังมีอาชญากรรมเกิดขึ้นมากมาย ตอนนี้อับดุลกำลังเกณฑ์ชาวพื้นเมืองกับผู้คนบริเวณใกล้เคียงมาเป็นกองกำลังป้องกันตนเอง

และล่าสุดก็ที่ตั้งของบริษัทเทอราสคอมปานี่ในสวิตเซอร์แลนด์ ศาสนจักรได้ทำการปิดเส้นทางเข้าออกทั้งหมดเพื่อกดดันบริษัทเทอราสคอมปานี่ที่เป็นศูนย์คิดค้นกับวิจัยเทคโนโลยีชั้นนำของโลกให้เข้าร่วมกับศาสนจักร แต่ตอนนี้ทางบริษัทเลือกที่สงวนท่าทีทำตัวเป็นกลางเหมือนกับอดีตทำให้มีการปะทะกันระหว่างทหารของศาสนจักรกับทหารรับจ้างของทางบริษัท เทย์บอกว่าถึงจะถูกปิดล้อมรอบด้านกับมีจำนวนทหารที่น้อยกว่ามาก แต่ทางบริษัทก็มีเทคโนโลยีที่สูงกว่าทำให้ยังได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้าน และถ้าจวนตัวจริงๆเทย์จะนำเหล่าอัลคาร์ดเข้าร่วมการศึกด้วย

เคิร์กแอบดูแท็บเล็ตที่บอกข้อมูลเป็นรหัสลับที่มีแต่เขาเท่านั้นที่อ่านออก เขาสามารถรู้สถานการณ์ของโลกได้ทั้งหมดผ่านอุปกรณ์เข้ารหัสแบบพิเศษที่เทย์เรสคาร์มอบให้ ข้อมูลทั้งได้จากสายลับอัลคาร์ดที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วทุกมุมโลก

นั้นเองที่ทำให้เขารู้ถึงเชื้อไฟที่คุกรุ่น อย่างการเถลิงอำนาจของพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ความตึงเครียดที่ชายแดนของสองมหาอำนาจแห่งเอเชียหลังจากเหตุการณ์ที่อเมริกาใต้ กองกำลังอิสระที่ฉวยโอกาสทำการปล้นชิงทรัพยากรหลังเหตุการณ์พายุโหมกระหน่ำที่อิตาลี และอีกมากมายนับไม่ถ้วนแถมด้วยคำวิจารณ์กับถกเถียงของพวกอัลคาร์ดด้วยกัน จนเคิร์กเริ่มนึกสงสัยว่าพวกอัลคาร์ดใช้อุปกรณ์นี้เพื่อสืบหาข่าวสารหรือใช้บ่นกันเองตามโซเชียลมีเดียฆ่าเวลา

  จากที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้เคิร์กสามารถวางใจได้สบายในเมื่อตัวเองมีแหล่งข้อมูลที่รวดเร็วและยังละเอียดยิบ

‘ห่ะ! ไม่กลัวว่าพวกอัลคาร์ดแอบส่งข่าวปลอมงั้นเหรอ?’ นี้เป็นคำถามที่พ่อตาของเขาถาม ซึ่งตอนแรกก็กังวล แต่เทย์ได้ให้สัญญาในฐานะอัลคาร์ดระดับสูงว่าจะไม่มีการหลอกลวงและทรยศหักล้างในเมื่อหน่วยสการ์เล็ตของเคิร์กในตอนนั้นเป็นกองกำลังที่มีประสิทธิภาพในการรบที่ใครๆก็อยากได้ และพวกอัลคาร์ดเองก็ไม่อยากสร้างศัตรูกับคนอื่นมากเกินไปจนหาเหาใส่หัว

“ลูกเขยคิดจะทำยังไงต่อเหรอ” แม่ตาของเคิร์กถาม ถึงเธอจะไม่เข้าใจรหัสแต่ก็รู้ว่ามันเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่เคิร์กไม่เคยทิ้งไว้ห่างไกลแม้แต่นิดเดียว (ลูกสาวก็มักจะบ่นว่าขนาดพวกเธอสองคนนอนด้วยกันเคิร์กยังต้องดูมันบ่อยๆ)

“ผมจะลองติดต่อกับโคบอลต์ดู” เคิร์กพูด แค่อัลคาร์ดยังไม่พอ เขาจำเป็นต้องหาพรรคพวกเพิ่มเติม เพราะฐานหลักอัลคาร์ดที่สวิตเซอร์แลนด์ยังถูกโจมตี โลกโซเชียลของเหล่าอัลคาร์ต่างถกกันว่าจะรีบไปช่วยไหม แม้คำสั่งของอัลคาร์ดคือการไม่สนใจให้ทำหน้าที่ตัวเองต่อไป แต่พวกอัลคาร์ดที่เคยเสียบ้านเกิดมาหนึ่งย่อมไม่อยู่เฉยในโลกโซเชียลเหล่าอัลคาร์ดที่อเมริกาต่างระดมพลและยุทโธปกรณ์ครั้งใหญ่เพื่อไปปกป้องแผ่นดินหลักของตัวเอง

“แต่โคบอลต์เป็นพวกเก็บตัวน่ะ”

“สงครามหมากรุกครั้งก่อนยังร่วมมือกับการูด้าจัดการกับพวกจิ้งจอกอยู่เลย ถ้ามีเหยื่อที่คุ้มค่า มนุษย์ใต้ดินอย่างโคบอลต์ต้องขานรับแน่นอน” เคิร์กลองมองดูสภาพเกาะที่มีถ้ำมากมาย และสภาพภายในยังปลอดภัยจากอนุภาคอีเลเมนต์ที่เป็นของแสลงของพวกโคบอลต์ ถ้าพวกโคบอลต์ได้พื้นที่ใกล้บนดินดีๆที่ปลอดภัยสักที เคิร์กก็จะได้รับการสนับสนุนจากโคบอลต์

“ขอแค่ลูกเขยไม่ทำให้เด็กคนนี้เดือดร้อนก็พอ” แม่ยายค่อนข้างกลัว เคิร์กอาจจะใจดี แต่ถ้าเขาต้องการอะไรขึ้นมาก็ต้องได้ เผ่าโคบอลต์อาจจะเรียกได้ว่าอ่อนแอที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์ทั้งหมดที่มีอำนาจทางการทหารในโลก

“ถ้าผมไม่เป็นคนเล่นหมากรุกก็จะกลายเป็นหมากให้คนอื่นเล่น” เคิร์กพูดพร้อมกับมองไปยังเคธีที่กำลังถูกเจแกะฝาครอบหูกับจมูกเพื่อดูว่าข้างในเป็นหูกับหมูกสุขันจริงหรือเปล่า

“งั้นก็ขอให้ลดผู้เคราะห์ร้ายให้ได้มากที่สุดได้ไหม” แม่ยายต้องขอร้องเคิร์ก

“ตราบที่พวกโคบอลต์ไม่โลภมาก ผมก็ไม่คิดให้ร้ายพวกเขาหรอก” เคิร์กเองก็เข้าใจความโลภของสิ่งมีชีวิต ยิ่งฉลาดมาก ยิ่งรู้มาก ก็ยิ่งโลภมาก

“แม่เข้าใจ ว่าใครๆก็อยากครอบครองโลก แต่ก่อนพ่อตาของลูกเองก็เคยเป็นนายทหารที่แนวคิดแบบนี้”

“ผมไม่โลภหรอกครับ” เคิร์กพูด ตอนมหาสงครามโลกครั้งที่ 3 ผู้นำกองกำลังมากมายต่างประกาศักดาก่อสงครามกันไปทั่ว แต่การเป็นใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ที่เขาต้องการ “ผมแค่ต้องการมีบ้านที่เข้มแข็ง มีลูกน้องที่สามัคคีกันเท่านั้น เพราะฉะนั้นโคบอลต์จึงจำเป็นไม่แพ้อัลคาร์ด”

เผ่าโคบอลต์อาจจะตัวสูงเพียงครึ่งเดียวของมนุษย์และร่างกายอ่อนแอกว่าเผ่าอื่นๆ แต่ก็ทดแทนด้วยสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดสามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์มากมายเพื่อที่จะอยู่ใต้ดินที่ไร้แสงและสภาพแวดล้อมย่ำแย่ ความสามารถด้านนี้ไม่แพ้เผ่าอัลคาร์ด ตัวอย่างเช่นเคธีที่ตัวเล็กส่วนสูงเลยหัวเข่าของเขาเล็กน้อย แต่ก็สวมชุดเสริมประสิทธิภาพ เพิ่มทั้งส่วนสูง ควบคุมแขนกล ระบบป้องกันภัยระดับสูง ถ้ามนุษย์ไม่มีจำนวนมากกว่าเป็นพันเป็นหมื่นเท่าละก็ โคบอลต์คงยกพลขึ้นมายึดส่วนหนึ่งของโลกไปแล้ว (ถึงตอนนี้จำนวนของมนุษย์จะลดลงไปมาก แต่มนุษย์ก็ยังมีอาวุธนิวเคลียร์ สำหรับเผ่าโคบอลต์ที่อยู่ใต้ดินที่ไม่มีวิธีหลบหนีหรือวิธีป้องกัน พวกโคบอลต์เลยไม่กล้าเสี่ยง)

“ผมว่า ผมเห็นด้วย” นิลที่ฟังอยู่ก่อนแล้วพูด เขาค่อนข้างเห็นด้วยกับแนวคิดของเคิร์ก ตามประวัติศาสตร์โลก คนจำนวนมากล้วนพินาศสิ้นเพียงเพราะความโลภของคนเพียงไม่กี่คน เขาอยู่กับเคิร์กไม่นานแต่นิลก็สามารถเข้าใจความคิดของเคิร์ก ชายหน้าตายิ้มแย้มคนนี้ซ่อนความทะเยอะทะยานเอาไว้ การก่อจลาจลยึดกองกำลังสการ์เล็ตก็เป็นหลักฐานชั้นดี แต่เคิร์กมีความพอใจในระดับที่ไม่ธรรมดาไม่คิดจะได้คืบจะเอาศอก การที่เคิร์กยกพลหนีมาตั้งหลักก็เพื่อแผนการระยะยาว เขาเลือกที่จะไม่ประกาศรับสมาชิกร่วมอุดาการณ์ในทันทีก็เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ตราบที่สการ์เล็ตออคเต็ดยังมีเคิร์กที่มีความสามารถก็ไม่มีใครทำอะไรได้

“เธอจะช่วยฉันเหรอ” เคิร์กถามอย่างประหลาดใจ นิลในตอนนี้ให้บรรยากาศต่างไปจากเดิม เขาไม่รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว บรรยากาศของทหารผ่านศึกที่ผ่านความเป็นความตายของจริง

“ครับ ที่จริงผมพอจะสามารถติดต่อคนที่สามารถให้ความช่วยเหลือ” นิลพูดแต่ที่จริงต้องบอกว่าหล่อนติดต่อมาหาเขาเอง

 

“โคบอลต์งั้นเหรอ!” อลิซที่นั่งฟังผ่านหูฟังที่เสียบกับคอมพิวเตอร์เอย เธอเคยได้ยินคนรุ่นเก่าๆพูดถึงเผ่าพันธุ์มากมายบนโลกนี้ยังกับในโลกแฟนตาซี (แต่ก็สูญพันธุ์เป็นมากเพราะมนุษย์นี้แหล่ะ) และโคบอลต์เองก็เป็นหนึ่งในที่เคยได้ยินมา แต่นี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงโคบอลต์ “เสียงหวานดีแหะ คงเป็นเพราะลักษณะทางสรีระ”

อลิซจดข้อมูลลงกระดาษ เธอค่อนข้างชอบเลยทีเดียว นอกจากอัลคาร์ดที่เธอเคยเจอแล้ว ยังมีโคบอลต์ที่อยากเจ๋อ อยากเจอ

อลิซกดปุ่มเรียกหน้าต่างสื่อสาร เธอกดปุ่มที่เป็นรูปเครื่องบิน

“สวัสดีค่ะมีอะไรให้รับใช้” โอเปอเรเตอร์หญิงพูดอย่างนอบน้อม เพราะระบบกำลังบอกว่าลูกค้าตรงหน้าคือแขกซุปเปอร์วีไอพี

“เตรียมเที่ยวบินให้ฉันหน่อย” อลิซพูดพร้อมกับม้วนผม

“ได้ค่ะ คุณหญิงต้องการไปที่ไหนค่ะ” โอเปอเรเตอร์เปิดภาพโลกที่มุมมองสามมิติพร้อมกับสนามบินที่สามารถใช้งานได้

“อืม ฉันอยากไปที่นี้เนี่ย” อลิซกดตรงบริเวณทะเลจีนใต้

“ได้ค่ะ ทางเราจะจัดเตรียมเครื่องบินพร้อมกับหน่วยรักษาความปลอดภัยชั้นหนึ่ง .... ฯลฯ” โอเปอเรเตอร์สารยายความสามารถของหน่วยรักษาความปลอดภัย ตอนนี้สงครามกำลังคุกรุ่น แต่สายการบินในนามของมหาสหพันธ์โลกนั้นได้รับการคุ้มครองอย่างดี เธอต้องอธิบายเพื่อให้ลูกค้าเลือกออพชั่นเสริม เงินจะได้ไหลมาเทมา

“เอามันทุกอย่าง” อลิซขี้เกียจเลือกให้มากความ ปกติเวลาไปไหนก็มีNABF กับผู้พิทักษ์ในตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนตามมากันตรึม ครั้งนี้อยากไปคนเดียว แต่ก็ไม่อยากลำบาก มีอาหาร มีขนม มีการป้องกันอย่างดี และที่สำคัญพวกธุรกิจสนใจแต่เรื่องเงิน เธอสั่งอะไรก็ไม่ค่อยมีใครทักท้วง นี้แหล่ะน้าเธอชอบพวกชอบทำงานเพื่อเงินจริงๆ (ใช้งานง่ายตราบเท่าที่มีเงิน แต่ถ้าคิดทรยศเธอก็ไม่ปล่อยเอาไว้อย่างเด็ดขาด)

“ดะ ได้ค่ะ” โอเปอเรเตอร์อึ้ง ถ้าเลือกการบริการทั้งหมด ค่าใช้จ่ายอย่างต่ำก็สิบห้าล้านดอลล่าร์ นี้ไม่นับรวมภาษีอากร กับบริการเสริมที่สามารถเลือกได้ตอนออกเดินทางที่สนามบิน

“ไม่ต้องกลัว ฉันมีปัญญาจ่าย” อลิซโชว์บัตรเครดิตสีเงินและแปะไปที่หน้าจอ

โอเปอเรเตอร์ดูบัตรสีเงินนั้นก่อนที่จะมีข้อความแสดงจำนวนเงินขึ้นมาทำให้ตาค้าง

“ร้อยล้าน!!!” โอเปอเรเตอร์ส่งเสียงร้อง

“น่ารำคาญ!!” อลิซปิดหน้าจอ เธอจ่ายเงินไปและก็ให้ทางบริษัทจัดการเองทั้งหมด วันเวลาก็....... ‘ลืมเลือกเวลา.....’

“ไม่เป็นไร เดียววันนี้ไปที่สนามบิน พวกเขาก็คงจัดการให้เอง” อลิซถอดหูฟังก่อนที่จะกดบันทึก

“โคบอลต์ = มนุษย์สุนัข” อลิซพูดออกมาและคิดอย่างรอบคอบ “ขนมันจะนุ่มไหมน่ะ” อลิซยิ้มพร้อมยิ้มรูปถ่ายที่เธอในสมัยเด็กกำลังกอดโกลเด้นรีทรีฟเวอร์

“น่ารักซู้ดๆ!!!” เธอพูดพร้อมกับเอาหน้าเช็ดภาพถ่าย ทำความสะอาดภาพถ่ายด้วยของเหลวเหนียวหนืดในปากที่ไหลไม่หยุด 




NEKOPOST.NET