P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 84 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.84 - คุณพ่อ...???


วันที่ 13 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 11: 13 น. ตามเวลาท้องถิ่น 

น่านน้ำสำหรับการประมง ทางตอนใต้ของหมู่เกาะฟิลิปปินส์

ทุกๆเดือนเมษายนของที่นี้เป็นฤดูร้อนที่ร้อนระอุ แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ที่นี้จนชินกับสภาพแวดล้อม มันก็เหมือนกับสวรรค์ที่มีทรัพยากรมากมายให้ใช้งาน ปัจจัยสี่พื้นฐานสำหรับมนุษย์ เครื่องประดับจากท้องทะเล หรือแม้กระทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับบุคคลสำคัญระดับโลก

มันก็เหมือนทุกๆวัน นอกจากเรือประมงที่จะออกจากท่าเรือตอนเช้าเพื่อไปหาปลากับออกตอนดึกเพื่อไปหาหมึกก็แทบจะไม่ค่อยมีคนไปยืนเฝ้าท่าเรือ แต่วันนี้ชายหาดกับครึกครื้นมีผู้คนมากมายกำลังพูดคุยเสียงดัง

“คุณตาๆ วันนี้พ่อกับแม่จะกลับมาเหรอ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่สูงไม่ถึงหนึ่งเมตรใช่มือกระตุกขากางเกงชายแก่หัวล้านคนหนึ่ง ชายชราคนนั้นจึงก้มหัวลงมาพูดตอบ

“จ่ะ คุณพ่อกับคุณแม่ของหนูจะกลับมาวันนี้”

“แล้วพวกเขาจะอยู่กับหนูนานไหม” เด็กสาวพูดอย่างกังวล พ่อกับแม่ของเธอนานๆทีจะกลับบ้าน และพอเธอจะอ้อนเพื่อให้พ่อกับแม่พาไปเที่ยวเหมือนเด็กคนอื่นๆ พวกเขาก็หายตัวไปแล้ว ตากับยายก็มักจะบอกว่าพวกเขามีธุระต้องไปทำเลยไปโดยไม่บอกลา

“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ครั้งนี้พวกเขาจะอยู่กับเราน้านนาน” ชายชราพูดเน้นเสียง

“คุณตาพูดถูกแล้ว ครั้งนี้พ่อกับแม่คงจะไม่หนีไปไหนแล้วล่ะ” เด็กผู้ชายอีกคนที่สูงกว่าเด็กผู้หญิงนิดเดียวพูดเสริม

“แต่พี่ใหญ่ไม่อยู่” เด็กผู้ชายอีกคนที่ตัวสูงกว่าคนเมื่อกี้พูด

“โรซี่กับแจ็คส์ต้องไปเรียน เดียวอีกไม่กี่ปีหลานๆก็ต้องเข้าเรียนแล้วนะ” ชายชราอธิบายเหตุผลที่พี่สาวกับพี่ชายของพวกเด็กๆไม่อาจอยู่ต้อนรับพ่อแม่ของพวกเขา ที่จริงแล้วนอกจากเขากับหลานชายสองกับหลานสาวหนึ่งที่มารอรับลูกสาวกับลูกเขยแล้วต้องมีภรรยากับหลานชายกับหลานสาวร่วมสามคน แต่พวกเขามาไม่ได้เพราะภรรยาต้องทำอาหารกับจัดงานเลี้ยงต้อนรับ ส่วนหลานชายกับหลานสาวต้องอยู่หอพักที่โรงเรียน สัปดาห์หน้าพวกเขาถึงจะปิดเทอมและกลับบ้านได้

“คุณตาๆนั้นใช่พ่อกับแม่หรือเปล่าค่ะ!?” เด็กสาวตัวเล็กชี้ไปยังชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังโบกมือให้กับผู้คนบนท่าเรือ

“ไหนๆ” เด็กผู้ชายที่ตัวสูงที่สุดพยายามมองไปยังเรือที่กำลังแล่นเข้าท่าเรือ  “ฉันตาไม่ดีเหมือนเธอนะ ลาร่า”

“ฮ่ะๆ ตาของลาร่าดีกว่าทุกคนที่นี้อีกน่ะ หลานชายเอ่ย” ชายชราหัวเราะ เขาก็แก่แล้วตาก็มองไม่ชัดเหมือนตอนหนุ่มๆมองไม่เห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตาของหลานสาวคนเล็กลาร่านั้นดีมาก เธอสามารถมองเห็นรายละเอียดขนาดเล็กได้แม่นยำกว่าคนปกติถึง 5 เท่า คนในหมู่บ้านจึงมักจะมาขอร้องชายชราให้อนุญาตขอยืมตัวหลานสาวคนเล็กไปช่วยงานบ้างงานที่ต้องอาศัยความแม่นยำในการมองเห็น (แน่นอนว่าเขาต้องไปเฝ้าดูทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหลานสาว ลูกสาวกับเมียคงเอาเขาตาย)

“ตาดีแบบนี้ขี้โกงชะมัด” เด็กผู้ชายที่มองเห็นแค่เรือที่สะท้อนกับแสงแดดบ่น เขาเองก็คิดถึงพ่อกับแม่เหมือนกันน่ะ

 

“คุณค่ะ พ่อกับพวกลูกๆมากกันหมดเลย” เหม่ยที่ใช้กล่องส่องทางไกลดูลูกๆกับพ่อที่มาต้อนรับเธอกับสามีกลับบ้าน เธอส่งกล้องส่องทางไกลให้เคิร์ก

เคิร์กรับกล้องมาดูต่อ “คุณพ่อยังแข็งแรงเหมือนเดิม” เขายังจำได้ตอนที่เจอกับพ่อตาครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว พ่อตายังคงแข็งแรงเหมือนตอนนั้น ดูไปแล้วคงจะอยู่ได้อีกสิบยี่สิบปี

“หัวหน้าช่วยฉันทีเถอะ!” ริสตี้วิ่งเข้ามาหาเคิร์กกับเหม่ย “ทานิกะมันหน้าทิ่มอีกแล้ว หัวหน้าช่วยไม่กล่อมมันหน่อยเถอะ” ริสต้จำเป็นต้องพูดให้ชัด ทานิกะเป็นลมบ่อยมาก ยังดีที่ทานิกะโชคดีเวลาเป็นลมมีคนคอยรับให้ แต่ถ้าเกิดยังขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป คงไม่โชคดีแบบนี้อีก ยัยนั้นต้องหัวโขกตายสักวันหนึ่งแน่

เคิร์กที่ได้ยินที่ริสตี้พูดขมิบตาให้ริสตี้เป็นเชิง และเหล่ไปทางเหม่ยที่กำลังจ้องเขม่นใส่ริสตี้

เธอพอเข้าใจล่ะ ถ้าเหม่ยยังคงติดหนึบอยู่แบบนี้เคิร์กก็ไปไหนไม่ได้ ยิ่งเจ้าผู้หญิงตาตี่คนนี้ขี้หึงสุดๆ ปกติทานิกะก็ติดหนึบกับหัวหน้าเป็นปกติ และข่าวลือที่ว่ามานิกะสลบเพราะรู้เรื่องที่ว่าหัวหน้ามีเมียดังเขาหูเหม่ย ตาตี่ก็ยิ่งหึ่งมากขึ้น จนตอนนี้แค่ผู้หญิงคนไหนเดินเข้าใกล้หัวหน้าก็ถูกจิตอาฆาตที่ผุดออกมาจากตาเล็กจนไม่กล้าเข้าใกล้ ช่วงเวลานี้คงต้องให้คนอื่นๆช่วยกันดูแลทานิกะไม่ให้เจ็บตัว

“หนังหน้าหนาจริงๆ” เหม่ยพูดออกมา

“นี้! ริสตี้แค่มาเตือน” เคิร์กพูดเสียงค่อนข้างดัง เขารู้ดีว่าเหม่ยหึ่งมากขึ้นเพราะเรื่องของทานิกะ แต่ถึงกับจิกกัดแบบนี้มันผิดเต็มๆ “ฮึม แต่ปัญหาของทานิกะฉันคงช่วยอะไรในตอนนี้ไม่ได้ ให้พวกผู้หญิงจัดการก็แล้วกัน” เคิร์กบอกริสตี้ให้ไปขอความช่วยเหลือจากพวกผู้หญิง และเป็นเชิงให้กับเหม่ยว่าเขาไม่ขอยุ่งกับเรื่องนี้

เคิร์กคิดว่าเหม่ยน่าจะใจเย็นขึ้น แต่เขาคิดผิด สายตาที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงพุ่งจนแม้แต่เขายังรู้สึกได้

ก๊อกๆ!!!

เคิร์กมองไปยังต้นเสียงก็เห็นลูกน้องทั้งชายหญิงกำลังเล่นละครใบ้ ซึ่งคนที่เด่นที่สุดก็คือชายที่ตัวเตี้ยอย่างทอมที่ชูกระดานขาวที่มีคำเขียนอยู่ข้างบนเป็นภาษาอาหรับอ่านว่า “ตอนนี้” อังถือนาระอุยังคง

เคิร์กรู้ล่ะว่าตัวเองพูดผิด เขาไม่ควรเติมคำว่าตอนนี้ลงไปในความคิดของเหม่ยก็คงเป็น ‘ไม่ยุ่งตอนนี้ แต่พอฉันเผลอ แกจะแอบเด็ดดอกไม้ใช่ไหมไอ้หัวงู’ เมื่อเป็นแบบนั้นเขาจึงต้องลงมือ

หมับ!!! เคิร์กอุ้มเหม่ยขึ้นเหนือตัวตัวเอง

คุณทำอะไร!!!” เหม่ยที่ถูกอุ้มตะโกนด้วยความอาย เธอหน้าแดงมาก เพราะตอนนี้คนอื่นๆต่างพากันหัวเราะและยิ้มเชิงรักใคร่

“เธอชอบแบบนี้ไม่ใช่เหรอไง!” เคิร์กเขย่าตัวเหม่ยสองทีก่อนที่จะระดมจูบเหม่ยอย่างเร่าร้อน

“บ้า! หยุดน่ะฉันอายน่ะ!! พอได้แล้ว!!!” เหม่ยทุบเคิร์กเพื่อให้ปล่อยถึงผู้หญิงอย่างเธอมักจะทำงานในอู่ต่อเรือ แต่ก็สู้สามีที่เป็นหน่วยกล้าตายกล้ามโต ตัวแข็งพอๆกับทองแดงเธอสู้ไม่ได้เลย

“ไม่ต้องเลย” เคิร์กพูดพร้อมกับระดมจูบให้ลูกน้องตัวเองดูเพื่อเป็นการประกาศไปในตัวเลย ลูกน้องจะได้ไม่เข้าใกล้เขาจนเหม่ยหึ่ง และตัวเหม่ยเองจะได้อายต่อหน้าประชาชีความดุจะได้ลดลง

 

“เอาอีกแล้วเหรอ” ชายชราบนท่าเรือที่ใช้กล้องส่องทางไกลมองดูสถานการณ์บนเรือตอนนี้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน เขายิ้มมุมปากและยิ้มให้กับหลานสาว

“ลาร่าเดียวหลานจะได้เป็นพี่สาวแล้ว” ชายชราพูดพร้อมกับลูบหัว

ลาร่าที่ใสซื่อชูแขนขึ้นฟ้าและกระโดดไปกระโดดมา “พี่สาว! หนูจะได้เป็นพี่เหมือนกับพวกพี่ๆ ใช่ไหมค่ะ พี่ไมค์ , พี่นิโค”

“นิโค , ลาร่า!!! พ่อกับแม่ทะเลาะกันอีกแล้ว” ไมค์บอกกับน้องชายกับน้องสาวพร้อมกับส่ายหน้า

“พี่หมายความว่ายังไงเหรอ เรื่องที่ว่าหนูจะได้น้อง มันเกี่ยวกับพ่อกับแม่ทะเลาะกัน” ลาร่าถามด้วยความบริสุทธิ์ใจ คำถามนี้ทำให้ชายชราหรี่ตา ไมค์นวดขมับ นิโคทำหน้าแดง ต่างกับเพื่อนบ้านที่หัวเราะคิกคัก

“อืม! ไมค์แค่พูดไปอย่างงั้นเฉยๆเหมือนกับว่าเพราะพ่อกับแม่หนูทะเลาะกันเพราะเรื่องกำลังมีน้องนั้นแหล่ะ” ชายชราพยายามอธิบายให้หลานสาวที่อายุไม่น้อยเกินไปที่จะรู้เรื่องการทำลูก เขาจึงใช้การอ้างแบบนี้ให้กับหลานสาวที่ฉลาดหลักแหลม

“อ่อ! พ่อกับแม่เป็นห่วงอนาคตของน้องใช่ไหมค่ะ”

“ใช่ พ่อกับแม่ทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้แหล่ะ” ไมค์ที่หน้าแดงพูด เรื่องที่ว่าพ่อกับแม่ทะเลาะเพราะเรื่องน้องนั้นโกหกทั้งเพ แต่ดีไม่ดีคืนนี้แหล่ะที่จะได้น้อง

เพื่อนบ้านที่มาต้อนรับพยายามเก็บเสียงหัวเราะของตัวเอง พวกเขาที่นี้รู้ดีถึงความขี้หึ่งกับอารมณ์ร้ายของลูกสาวผู้ใหญ่บ้านอย่างเหม่ยดี เมื่อเธอหึ่งหรือโกรธมากจนแบบว่าไม่พูดไม่จา ไม่กินข้าวไม่นอนหลับ เคิร์กก็ได้คิดวิธีหนึ่งขึ้นคือการแสดงความรักอย่างเร่าร้อนในที่แจ้งให้คนอื่นๆรู้ แน่นอนว่าการทำแบบนี้ทำให้เหม่ยโกรธมากกว่าเดิม ซึ่งขั้นตอนต่อมาทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง เพราะวันต่อมาเคิร์กก็ประกาศกับคนในหมู่บ้านว่า เหม่ยท้อง(อีกรอบ)แล้ว

ทุกคนในที่นี้ส่วนใหญ่เป็นชาวประมงหรือชาวไร่ชาวนา แต่กว่าครึ่งล้วนแต่เคยเป็นอดีตทหารเก่า ทุกคนคนล้วนมีเหตุผลของตัวเองถึงวางอาวุธและมาเกษียณที่เกาะเล็กๆใกล้เขตพิพาทแห่งนี้ คนที่ชวนมาก็คือเคิร์ก นอร์แมนนี้แหล่ะ

ตอนแรกพวกเขาก็คิดว่าเคิร์กให้มาที่เกาะเล็กๆที่ใกล้กับเขตข้อพิพาก แต่ปลอดภัยเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบหลังเกษียณ (ถึงจะใกล้เขตข้อพิพาท แต่คนในหมู่บ้านล้วนแต่เป็นทหารเก่าที่มีความสามารถสูงหรืออดีตผู้การที่พอมีลูกน้องในกองทัพอยู่บ้าง ทหารที่รบกันอยู่จึงไม่อยากหาเรื่อง) จะมีมีเงื่อนงำ และก็อย่างที่คิด เคิร์กให้พวกเขามาอยู่ที่นี้ฟรีก็เพื่อให้เป็นโล่ป้องกันลูกๆของเคิร์กที่ซ่อนตัวที่นี้ย่ามที่เคิร์กไม่อยู่

“ผู้ใหญ่บ้านให้ไปบอกคุณนายด้วยไหมค่ะ” หญิงวัยรุ่นที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาต้อนรับด้วยถามชายชรา ซึ่งชายชราก็คิดว่าเรื่องนี้คงต้องบอกยายแก่ที่กำลังเตรียมอาหารที่บ้านให้รู้ก่อน  

“ไปบอกยายแก่ที่บ้านด้วย ว่าเดียวเราจะได้หลานเพิ่มอีกคน” ชายชราต้องบอกให้เมียรู้ก่อน เพราะถ้าเธอรู้เรื่องนี้ที่หลังคงเตรียมตัวเรื่องหลานไม่ทัน และทำงานบ้านห่ามรุ่งห้ามค่ำจนป่วย

“พ่อครับ!!! พวกเรากลับมาแล้ว” เสียงตะโกนของเคิร์กดังมาถึงท่าเรือ

พ่อค่ะลาร่าอยู่ที่นี้แล้ว” เด็กสาวตะโกนให้พ่อของตัวเองรู้ว่า วันนี้เธอมารอที่ท่าไม่ได้รอที่บ้านเหมือนแต่ก่อน

“พ่อได้ยินแล้ว บอกคุณยายด้วยน่ะพ่อกับเพื่อนของพ่อหิวแล้ว วันนี้จะกินให้หนำใจ!!!”

“คร้า!!!” ลาร่าตะโกนตอบ และหันมาหาคุณตา “คุณตาค่ะ”

“ได้จ้ะหลาน” ชายชราขานรับ “เอาล่ะทุกคนแขกคนสำคัญของเรามาแล้ว”

“ไปเอาอาหารกับของว่างออกมา” ชายวัยกลางคนกล้ามโตที่ใบหน้ากับตามตัวเต็มไปด้วยแผลเป็นออกแรงลากเกวียนที่บรรทุกผลไม้เมืองร้อนเต็มคันรถ บอกให้คนอื่นที่เข้าไปยกโต๊ะกับอาหารทะเลออกมาให้แขก

เรือเข้าจอดเทียบท่าอย่างช้าๆ ทันทีที่สะพานต่อกับตัวเรือ ชาวบ้านก็จุดประทัดต้อนรับ ชายสองคนออกแรงยกขาป้ายที่ขึ้น ข้อความด้านบนเขียนว่า ‘ยินดีตอนรับเคิร์กแห่งสการ์เล็ต’

“ว่าไงลูกพ่อสบายดีกันไหม” เคิร์กที่เดินถึงท่าเรืออ้าแขน

“คุณพ่อ!” ไมค์กับลาร่าเข้ากอดเคิร์กที่ในที่สุดก็กลับบ้าน

“ฮ่าๆๆ” เคิร์กใช้มือลูบหัวลูกทั้งสองก่อนที่จะมองไปยังนิโคที่ยังยืนอยู่กับชายชรา

“แล้วคุณแม่ล่ะครับ?” นิโคถามพ่อของตัวเอง เพราะเมื่อกี้คุณตายังบอกว่าพ่อกับแม่ยังอยู่ด้วยกันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับออกมาคนเดียว ‘อือ ข้างล่างมีคนหัวเราะคริคักแบบนี้ เข้าใจล่ะ’ นิโคพอรู้แล้วว่าคุณแม่คงกำลังอับอาย เขาเองก็จำได้ตอนยังเด็กมาก แม่กับพ่อทะเลาะกันหนัก พ่อรำคาญจึงจูบแม่ต่อหน้าชาวบ้านก่อนที่จะพาเข้าห้องไป ตอนนั้นผู้ใหญ่คนอื่นหัวเราะกันสนุกแต่เขาที่ยังเด็กยังไม่เข้าใจ พอแม่ท้องและคลอดลาร่าเขาถึงพึ่งเข้าใจเรื่องสำหรับผู้ใหญ่ พอคิดแบบนี้นิโคก็หน้าแดง พ่อกับแม่จะทำเรื่องอย่างว่าและเขาก็กำลังจะมีน้องเพิ่มขึ้นมาอีกคน

ชายชราเห็นสีหน้าของหลานชาย เขาจึงเอามือวางที่ไหล่ของลูกเขย “ว่าไงไอ้ลูกเขย พ่อต้องเตรียมห้องลับให้ไหม” ชายชราพูดพร้อมกับหัวเราะ หนุ่มแน่นแบบนี้ดีจริง

เคิร์กมองชายชรากับเหล่มองเพื่อนบ้านที่หัวเราะ และยังเอียงหูฟังลูกน้องที่กำลังซุบซิบนินทา “ฝากด้วยครับคุณพ่อ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!!” เพื่อนบ้านหัวเราะสำหรับพวกเขานี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 4 แล้ว(มั้ง?)

“โว้!!! หัวหน้าอย่างใจอ่ะ” ลูกน้องของเคิร์กส่งเสียงร้อง หัวหน้าเขาแมนมากๆกล้าพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าประชาชีโดยไม่กลัวใคร

“หัวหน้า....” แน่นอนถ้ามีคนเชียร์ย่อมมีคนเศร้า ลูกน้องของเคิร์กส่วนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉากับความเศร้า ผู้หญิงบางคนเศร้าเพราะหัวหน้ามีคู่แล้ว ผู้หญิงบางคนถึงกับกัดฟันด้วยความอิจฉาที่เธอสู้ผู้หญิงหน้าอย่างเหม่ยไม่ได้

เคิร์กหันหน้าไปข้างหลัง “พวกแกยังไม่ลงมาอีก ลงมากินข้าวได้แล้ว”

“งั้นพวกเราไปกัน” ลูกน้องคนแรกเป็นคนเปิดวิ่งลงไปหยิบมะพร้าวก่อนที่จะใช้มีดที่เหน็บข้างตัวเปิดหัวในฉับเดียว

เมื่อมีคนเปิด ลูกน้องของเคิร์กจึงกรูกันมา หลายวันมานี้ตั้งแต่เตรียมย้ายฐาน พวกเขาต้องกินอาหารแท่งกับอาหารกระป๋องเป็นหลัก แถมบางทีต้องกินอาหารเม็ดเพื่อประหยัดเสบียงที่เหลืออยู่ ตอนเดินทางกลางทะเลก็ตกปลาไม่ได้ เพราะอาจไปจ๊ะเอ๋กับหน่วยสำรวจทางทะเล

“อะแฮ่ม!!” เคิร์กไอหนึ่งที ลูกน้องทั้งหมดที่กรูกันไปแย้งอาหารก็ต่อแถวรับอาหารอย่างเรียบร้อย

“ลูกเขยแกใช่ได้” ชายแก่ที่เดินขากระเผลกใช้ไม้เท้าช่วยเดินใช้ไม้เท้าเคาะพื้น ความสามารถของทหารที่เคิร์กฝึกมาถือว่าเก่งกาจ ตอนที่มีคนใช้มีดเปิดลูกมะพร้าวก็รู้ได้ มีดทหารรุ่นเก่าฟันทีเดียวก็เปิดลูกมะพร้าวได้ แถมการส่งเสียงเพียงทีเดียวก็สามารถทำให้ทหารที่หิวโซส่งเสียงดังเงียบกริบและมีระเบียบ บอกคำเดียวว่าไม่เลว

“ขอบคุณครับ” เคิร์กของคุณชายแก่แปลกหน้า “ผมว่าผมไม่เคยเห็นคุณน่ะครับ ผู้อาวุโส”

“ไม่แปลก ฉันแค่มาท่องเที่ยว” ชายแก่ขาพิการพูด

“ผมว่าไม่ใช่” เคิร์กพูด เขาดูแวบเดียวก็รู้ความสามารถของชายขากระเผลกไม่ธรรมดา

“วู้! ไม่ใช่ตรงไหนเหรอ”  ชายแก่ชักสนใจขึ้นมาแล้ว

เคิร์กที่สังเกตท่าทางจึงก้มตัวลง “ลาร่าลูกพอจะช่วยพ่อสักได้ไหม บอกคุณปู่คนนี้หน่อยว่าทำไมเพราะพ่อถึงสงสัยปู่เขา”

“ได้ค่ะพ่อ” ลอร่าตอบรับ ก่อนที่จะสังเกตลักษณะของชายแก่ ชายแก่คนนี้เป็นคนต่างชาติที่หน้าตาค่อนไปทางคนยูโรป ลักษณะศรีษะล้านไม่ใส่แว่นหรือตกแต่งอะไรเพิ่มบนใบหน้า หนังตาตก ผิวใต้ตาขาว ชายแปลกหน้าใส่เพียงชุดลายดอกไม้สีชมพูสำหรับท่องเที่ยวในเขตร้อน กางเกงขาสั้นถึงเข่า ขาทั้งสองข้างที่มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ขาขวากระเผลกและมีกล้ามเนื้อขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย

“หนูพอจะรู้ว่าคุณปู่คนนี้ไม่ธรรมดา แต่หนูไม่รู้ว่าเขาทำงานอะไรอ่ะ” ลาร่าพูดตามประสาเด็ก

“แล้วลูกพออธิบายได้ไหมว่าคุณปู่คนนี้ไม่ธรรมดาตรงไหน” เคิร์กถามต่อ เพราะเขารู้ว่าการสังเกตสิ่งผิดปกติระดับนี้ มันเกินกว่าความสามาถของเด็กในวัยนี้ แต่เขาก็อยากรู้ว่าลูกสาวของเขารู้ถึงระดับไหน

“ก็คุณปู่คนนี้เขาไม่ใส่แว่นค่ะ” คำตอบนี้ทำให้เคิร์กกับชายแก่ที่เป็นแบบสนใจมาก “พอจะละเอียดกว่านี้ได้ไหม” เคิร์กเองก็พอรู้เหตุผลของแว่นกับสิ่งที่ประดับบนใบหน้าของชายแก่แปลกหน้าว่ามันผิดปกติ ส่วนชายแก่ก็อยากรู้เขาผิดปกติยยังไงและอยากจะรู้ความสามารถของเด็กผู้หญิงคนนี้

“ก็ปกตินักท่องเที่ยวต่างชาติจะใส่แว่นสีดำ แต่คุณปู่คนนี้ไม่ใส่” ลาร่าตอบในขณะที่ไมค์กับนิโคช่วยกันเชียร์

“แต่นักท่องเที่ยวบ้างคนก็ไม่ใส่แว่นดำน่ะ”

“เออ ก็ประมาณว่า” ลาร่าเริ่มอธิบายไม่ถูกแล้ว เธอไม่รู้ว่าจะใช้คำศัพท์อะไรมาอธิบายกับสิ่งที่เธอพยายามจะสื่อ

“เด่นที่สุดก็คือรอยย่นกับสีผิวใต้ตาครับ” ไมค์ช่วยอธิบายแทน ซึ่งทันทีที่พูดลาร่าเองก็พยักหน้า

“ดีมากลูกพ่อ” เคิร์กเอยปากชม เคิร์กเองก็แค่สังเกตดวงตากับลักษณะของใบหน้าเขาก็รู้แล้ว นี้ยังไม่นับวิธีการเดิน และมือ ถ้าสังเกตหมดเขาก็รู้ว่าชายแปลกหน้าปกติทำอะไรบ้าง

“ปกติในเขตเกาะคนที่ไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่ไม่ชินจะสวมแว่นดำป้องกันแสงแดดที่เป็นอันตราย แต่ถ้าไม่ใส่คนเราก็จะพยายามหรี่ตาเพื่อลดแสงที่จะเข้าตาตา” ไมค์อธิบายต่างขั้นตอนและชี้ไปยังชายแก่

“แต่ก็มีหลายคนน่ะที่ตาตี่แบบปู่” ชายแก่แปลกหน้าถามเพิ่ม

“แต่คุณปู่ไม่ใช่ครับ ปกติดวงอาทิตย์จะอยู่บนหัว เราเลยต้องหรี่ตา แต่ผิวหนังใต้ตาของคุณปู่หย่อนมากแสดงว่าคุณปู่ต้องดันแก้มขึ้นเพื่อลดแสงที่เข้าตา แสงที่เข้าตาต้องมาจากด้านหน้าไม่ใช่ด้านบน” คำอธิบายนี้ทำให้ชายแปลกหน้าพึ่งพอใจ อย่างที่เด็กคนนี้บอกงานของเขาต้องมองไปยังทิศทางที่มีแสงจ้าโดยตรง จึงจำเป็นเกร็งทั้งหน้าเพื่อลดแสง

“และที่สำคัญที่สุดคือผิวหนังใต้ตาที่ขาวผิดกับที่อื่น แสดงว่าคุณปู่ต้องใช้อะไรแปะตรงบริเวณใต้ตาเพื่อลดแสงที่เข้าตา” ไมค์พูดจบก็นึก “คุณปู่น่าจะเป็นทหารลาดตระเวนกลางทะเลทราย”

“คนแก่คนนี้จะถือว่าถูกละกันน่ะ” ชายชราแสดงท่าทีเสียใจเล็กน้อย เด็กผู้ชายคนนี้พูดเกือบถูก เขาเป็นทหารเก่าก็จริงแต่ไม่ใช่ทหารทะเลทราย แต่เด็กพวกนี้ใช่ได้ ทหารยุโรปหรืออเมริกาบ้างคนจะสวมแว่นดำเวลาอยู่กลางทะเลทรายก็จริง ที่เด็กผู้ชายคนนี้พูดคือกรณีที่ทหารบ้างคนติดแผ่นกันแสงสีดำใต้ตาเพื่อลดแสงเวลานอนหมอบกลางทะเลทราย

เคิร์กตบไหล่ลูกชายอย่างไมค์ เขามองไปยังลาร่าทีทำแก้มป่องไม่พอใจ และมองไปยังนิโคที่ยังเงียบอยู่ “คงจะหนักมากเกินไปสำหรับพวกลูกๆ เดียวพ่อขอคุยธุระก่อน พวกลูกๆไปหาแม่ก่อนเถอะ”

เด็กๆทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายเดินแวกคนที่กำลังลงจากเรือ มีเพียงนิโคที่ยังคงมองมายังชายแก่แปลกหน้าไม่กระพริบ

“เขาคนนี้ไม่คณามือพ่อหรอกไม่ต้องเป็นห่วง” เคิร์กพูดพร้อมกับชี้ไปยังชายแก่แปลกหน้า ถึงมันจะไม่มีมารยาทแต่ต่อหน้าลูกชายก็ต้องโชว์สักหน่อย

“ผมว่าเรามารีบคุยเรื่องงานให้เสร็จ” เคิร์กคว้าไหล่ชายแปลกหน้าก่อนที่จะลากออกจากฝูงชนที่ตอนนี้กำลังสนใจไปที่การกิน “คุณพ่อครับเดียวพาเหม่ยกับพวกเด็กๆไปที่บ้านก่อน ผมมีเรื่องจะคุยนิดหน่อย”

“อย่าสายนักล่ะ เดียวเหม่ยจะบ่นอีก” ชายชราโบกมือให้เคิร์กก่อนที่จะโบกให้กับชายแปลกหน้าด้วย

 

เคิร์กพาชายแปลกหน้าเข้าไปในบาร์เหล้าแบบเปิดขนาดเล็ก ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นว่ามีคนที่เขารู้จักนั่งรออยู่ก่อนแล้ว แต่เพื่อให้แน่ใจเขาต้องดูแววตาให้ชัดๆก่อน

“นึกว่าใคร วิลนี้เอง” เคิร์กตบไหล่วิลที่กำลังดื่มน้ำผลไม้สีฟ้าใส “กลิ่นหวานเชียว ดื่มอะไรเหรอ”

“ม็อกเทลบลูโอเชี่ยนผสมมะนาวความเข้มข้นสูง” วิลค่อยๆยกซดดื่ม เขาอย่างริมรสๆเปรี้ยวของผลไม้ให้รู้สึกตื่นสักหน่อย

“เด็กคนนี้ดูแล้วหน่วยก้านดีใช่ได้นี้ และยังไม่ดื่มแอลกฮอลล์ด้วย” ชายแปลกหน้าชม ทหารปกติในเวลาว่างมักจะดื่มเหล้าไม่ก็ปาร์ตี้กับเพื่อน แต่ทหารหนุ่มคนนี้ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามกับทหารธรรมดามาก ดวงตาที่เยือกเย็นกับบรรยากาศที่ผิดธรรมชาติทุกอย่างดูพิเศษจนน่าชื่นชม ถ้าไม่นับน้ำผลไม้สีฟ้าล่ะก็น่ะ

“สวัสดีครับ” วิลกล่าวสวัสดีแขกแปลกหน้าก่อนที่จะใช้นิ้วแตะหน้าจอเมนูเครื่องดื่ม และเลือกเครื่องดื่มเพิ่มอีกสองชนิด

“เธอไม่ได้มาคนเดียวใช่ไหม” เคิร์กดูเมนูเครื่องดื่มที่วิลสั่ง ปกติวิลกับวิลสันตะดื่มเครื่องคนละชนิด วิลจะชอบของเปรี้ยว ส่วนวิลสันจะชอบหวานเค็มนิดๆ แต่ทั้งคู่จะชอบดื่มพร้อมกับเพราะใช้ร่างเดียวกัน ถ้าวิลดื่มอยู่วิลสันจะดื่มทีหลังแสดงว่าที่วิลสั่งไม่ใช่ของเขา

“นิลครับ ผมลองสั่งเครื่องดื่มอ่อนให้เขาก่อน” วิลชี้ไปยังห้องน้ำ

“แล้วนิลเป็นยังไงบ้าง”

“นอกจากอาการปวดหัวเล็กน้อยก็ไม่มีอะไรผิดปกติ” วิลรายงาน เขาได้รับหน้าที่ให้สังเกตนิล และรายงานสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ที่จริงต้องบอกว่านิลเริ่มผิดปกติตั้งแต่ตอนที่เริ่มบังคับหุ่นรบแล้ว และตอนที่เก็บกวาดกับดักมันก็ผิดปกติมาก

“สังเกตต่อไป ถ้าเกิดสิ่งผิดปกติจริงๆปลดอาวุธซ่ะ” เคิร์กเข้าใจความหมายของวิล วิลไม่ใช่คนใจคอคับแคบ การเปลี่ยนแปลงของนิลยังอยู่ในเกณฑ์ที่เคิร์กับวิลรับได้ และนิลอาจจะปล่อยข้อมูลตอนก่อนที่จะความจำเสื่อมออกมาได้เป็นแหล่งข้อมูลชั้นยอดสิ่งที่นิลให้

“อ้าว สวัสดีครับ” นิลที่ออกจากห้องน้ำกล่าวทักทายผู้บัญชาการ และดูเหมือนว่าจะมีแขกด้วย ‘แปลก’

นิลตั้งใจมองอย่างถี่ถ้วน มันมีบางอย่างผิดปกติ เขาเห็นแสงสีน้ำตาลเปล่งออกมาจากร่างของชายแก่ตรงหน้า แต่ถ้าสังเกตดีๆ ที่แขนกับที่ขาทั้งสองข้างไม่มีแสง

“แขนกับขาของคุณปู่เป็นของเทียมเหรอครับ” คำพูดของนิลทำให้ชายแปลกหน้าจ้องด้วยความตกตะลึง ชายหนุ่มตรงหน้าสามารถมองแขนกับขาเทียมรุ่นใหม่ที่เหมือนกับอวัยวะดั้งเดิมได้ในการมองเพียงครั้งเดียวนี้น่ะ

ชายแก่เพ่งมองนิลอย่างพินิจในที่สุดสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นสีหน้าตกใจเหมือนเห็นผี

“หน้าผมมีอะไรเหรอ” นิลลองลูบหน้าตัวเองดู เขาว่าบนใบหน้าของเขาไม่มีอะไรผิดปกติน่ะ

“นิล???” ชายแก่คนนั้นพูด ประโยคนี้ทำให้เคิร์กสงสัยหรือชายคนนี้จะเกี่ยวข้องกับนิล วิลเองก็ทำตาเหลือกเขากำลังสื่อสารกับวิลสัน

“ครับ???” นิลถามอีกครั้งเหมือนชายแก่คนนี้จะจำเขาได้ แต่ความทรงจำที่ยังไม่สมประกอบดีนักทำให้เขาไม่รู้ว่าชายแก่คนนี้เป็นใคร

“นี้ฉันเอง!!!!” เสียงผู้หญิงดังออกมาจากปากของชายแก่แปลกหน้า

“เห้ย!?” วิลสะดุ้งเมื้อกี้ยังเป็นเสียงของชายแก่ใกล้ลงโรงอยู่เลยไงเสียงเปลี่ยนเป็นเสียงผู้หญิงกระดิ่งเงินแบบนี้

ไม่ใช่แค่วิลเท่านั้น บาร์เทนเดอร์เจ้าของร้านยังเกือบทำแก้วเช็กตกพื้น

“อุปกรณ์ปลอมตัว” เคิร์กพูด เขามองออกตั้งแต่แรกว่าอีกฝ่ายปลอมตัวมา การปลอมตัวแบบนี้คือการใช้อุปกรณ์เสริมปิดบังเฉพาะบางส่วนของศรีษะ ไม่ใช้การใช้หน้ากากหรืออะไรทำให้ตรวจสอบยาก มันก็เหมือนกับให้ช่างแต่งหน้าสำหรับการถ่ายภาพยนตร์ทำให้ แต่เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีวิทยาศาตร์การแพทย์สามมิติแทน ที่สำคัญผู้หญิงที่ปลอมตัวมาคนนี้รู้จักกับทั้งนิลและคุณพ่อตาด้วย คุณพ่อตาไปรู้จักคนแบบนี้ที่ไหนมาเนี่ย

“ขอโทษที ลืมเอาอุปกรณ์ปลอมตัวออก” ผู้หญิงที่ปลอมตัวเป็นคนแก่พูดขอโทษก็เธอปลอมตัวแบบนี้ใครมันจะไปจำได้

คนแก่?ใช้มือทั้งสองข้างกดที่หลังหูตัวเองก่อนที่ผิวศรีษะจะพับเข้าหากันเผยให้เห็นผมสีทองอ่อนที่ซ่อนใต้หนังปลอม โครงจมูกยกตัวก่อนที่จะพับลงกลายเป็นหน้ากากปิดจมูก ผิวหนังหน้าโปรงใสที่ใช้ปิดบังผิวหนังที่อ่อนนุ่มเลื่อนออกและพับกลับใต้หู เผยให้เห็นหน้าตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาน่ารัก

“ธะ เธอคือ!!” นิลที่ความทรงจำเริ่มกลับมาเพราะได้เห็นหน้าของเด็กผู้หญิงคนนี้ถึงกับช็อก เขาจำได้แน่ๆความสัมพันธ์ของเขากับผู้หญิงคนนี้เป็น!!!!!

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ!!!!” ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง

 

โคบอลต์นี้เอง” เคิร์กหาว เขาว่าแล้วเผ่าพันธุ์ที่ชอบปลอมตัวเทคโนโลยีสามมิติกับใช้แบนขาเทียมแบบนี้ก็มีแต่เผ่ามนุษย์สุนัขแคระโคบอลต์เท่านั้น และที่บอกว่าเป็นพ่อ

‘อืม!! พวกโคบอลต์คิดวิธีเพิ่มประชากรได้แล้วเหรอ’




NEKOPOST.NET