P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 83 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.83 - ยกพลขึ้นบก (2)


วันที่ 13 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 11: 13 น. ตามเวลาท้องถิ่น 

น่านน้ำสำหรับการประมง ทางตอนใต้ของหมู่เกาะฟิลิปปินส์

ภายในขบวนเรือประมง

“หัวหน้ามีลูกแล้วเหรอ!?” ทหารกล้ามบึกสูง 2 เมตรเบิกตากว้าง

“ไม่มั้ง ไม่เคยเห็นหัวหน้าพูดถึงเลย” ทหารร่างผอมทำตาหรี่  

“แต่ทานิกะตะโกนเสียงดังจนช็อค” ทหารหญิงคนหนึ่งพูดพร้อมกับพยักหน้า “ข่าวลือที่ว่าทั้งสองคนมีอะไรกันคงจะเป็นเรื่องจริง” เธอเสริมด้วยการชูนิ้วก้อย

!@#$%^&*()_+-=

 

“พูดกันให้แซ่ดเลย” วิลสันที่กำลังขัดส้วมในตัวเรือเอยขึ้นในห้องน้ำหญิง ความจริงคือเขาอยู่คนเดียวล้างห้องน้ำสบายๆ แต่ก็ยังมีเสียงพูดคุยซุบซิบเล็ดลอดผ่านทางหน้าต่างห้องน้ำ ‘คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นข่าวลือ ทั้งนายและฉันต่างก็เคยได้ยินข่าวลือพวกนี้มาหลายปี’ วิลบอกกับวิลสัน “ใช่ แต่ผ่านไปแค่ครึ่งเดือนข่าวก็ซ่า” วิลพูดพร้อมกับกดชักโครก

ก๊อกๆๆ!!!

“พวกนายสองคนคุยกันแบบนี้ ไม่กลัวโดนคนอื่นหาว่าเป็นบ้าหรือไง” เอเอเคาะประตูหน้าห้องน้ำ

“เอเออย่าไปทักพวกมันสิ” มิเชลดึงแขนเอเอ

“มิเชล วู้ดแมน เธอยังหัวร้อนเหมือนเดิมเลยน่ะ” วิลใช้ร่างพูดขึ้นก่อนที่จะหันมามองผู้หญิงทั้งสองคน

“ฉันไม่เกี่ยวน่ะ เรื่องมันนานก่อนที่ฉันจะเกิดอีก” วิลสันแย้ง ‘ฉันแทรกแกได้ด้วยเหรอ’ วิลสงสัยปกติเขาจะถูกวิลแทรกแซงตลอด แต่ตอนนี้เขาแทรกกลับได้ ‘อย่าเหลิง ฉันอนุญาตให้ต่างหาก......ฉันไม่อยากอยู่สู้หน้ามิเชล วู้ดแมนนานเกินไป’

“เจ้าวิลบอกว่า ไม่อยากอยู่สู้หน้ามิกกี้ มันเลยให้ฉันออกมาแทน สงสัยมันอยากทักทายเธอแค่นั้น” วิลสันบอกมิเชลที่เขาตั้งชื่อเล่นว่ามิกกี้

เอเอหันไปคว้ามือมิเชล “วิลเขาขอโทษเธอแล้ว เธอก็ให้อภัยเขาหน่อย” เธอรู้ว่ามิเชลแค้นเคืองวิลมากเพราะเรื่องในอดีต แต่มันก็นานมากแล้ว แถมตอนนี้เป็นพวกเดียวกันอีก  (ถึงกระนั้นไฟโกรธของมิเชลที่มีต่อวิลก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะดับลงง่ายๆ)

เอเอกับเพื่อนคนอื่นๆต้องช่วยกันระงับอารมณ์โกรธของมิเชล ถึงขนาดต้องใช้ยาเพื่อให้มิเชลสามารถควบคุมอารมณ์โกรธ พวกเธอก็ไม่อยากใช้หรอก แต่หลังจากที่มิเชลรู้ว่าวิลอยู่ในสการ์เล็ตเหมือนกัน เธอก็มักจะทำแต่เรื่องร้าย จนถูกลงโทษกักบริเวณหลายครั้ง ถ้ามิเชลเกิดก่อเรื่องอีกครั้งนี้ผู้บัญชาการเคิร์กจะลงโทษสถานหนัก

“วิลมันก็ไม่ใช่คนไม่ดี แต่แค่นิสัยค่อนข้างที่จะ.....อืม....” วิลสันพูดเองสงสัยเอง “เอางี้วิลมันไม่โทษเธอ เพราะมันทำผิดก่อน...อืม.ๆ...” วิลสันพยักหน้าหลายครั้ง “วิลมันบอกว่าขอแค่เธอไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อสการ์เล็ตออคเต็ด เธอจะทำอะไรก็ทำ” วิลสันอธิบายสิ่งที่วิลบอกทุกระเบียบนิ้ว

“มิเชล?” ทหารช่างหญิงที่กำลังจะเข้าห้องน้ำส่งเสียงขึ้น เธอเห็นเอเอกับมิเชลทำตัวลับๆล่อจนกระทั้งเห็นวิลสัน/วิลในห้องน้ำ เธอเลยรู้ว่ามิเชลคงกำลังแค้น

“ไม่เป็นไรๆ เราเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อย” เอเอรีบเข้าไปคว้าตัวทหารช่างคนนั้นก่อนที่เธอจะใช้อุปกรณ์สื่อสาร

ทหารช่างหญิงคนนั้นมองไปยังมิเชลที่จ้องไปยังชายที่ใส่ชุดขัดห้องน้ำ วิลสันถอดชุดออกและเดินออกจากห้องน้ำ เขาใช้นัยน์ตามองไปยังเอเอที่จ้องเขาไม่กระพริบ

“ฉันไม่เคยกลัวความตาย แต่มีคนไม่อยากให้ตาย” วิลเอยขึ้น “ถ้าถึงเวลา เธอจะเอาชีวิตฉัน ฉันก็ยอมยกให้ได้” วิลพูดพร้อมกับทำนิ้วเหมือนกับกำลังกดรีโมตระเบิด

“เห้ย!!! แต่ฉันยังไม่อยากตาย!!!” วิลสันแย้ง เขาพอจะเข้าใจ(ใช้ร่างกายร่วมกัน)ว่าช่วงนี้วิลมันคิดมาก แต่เล่นอยากตายแบบนี้ วิลสันคิดที่จะจับเข่าคุยกับวิลให้รู้เรื่องสักหน่อย (แต่ก็อาจจะเกี่ยวกับนิล เพราะตั้งแต่ที่นิลมาวิลก็เริ่มอ่อนข้อกับเขามากขึ้น และหลายวันนี้มันถึงกับใจดีให้แทรกร่างใช้ด้วย)

“เอเอรีบทำกิจให้เสร็จ ฉันไม่อยากสูดอากาศที่นี้” มิเชลพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบ แต่มิเชลกับวิลสันรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่มากับคำพูด เอเอที่เห็นท่าจะไม่ดีจึงรับพามิเชลที่ยืนตัวแข็งเข้าห้องน้ำในขณะที่วิลสันเบี่ยงตัวออกสุดฤทธิ์ เขายังไม่อยากซวยเพราะเรื่องที่วิลก่อขึ้น

 

“ฉันไม่อยากให้อแมนด้าอยู่กับวิล ฟรูม” เหม่ยออกอาการเป็นห่วง อแมนด้ามีอาการทางประสาทที่เป็นผลตกค้างจากการติดเชื้อ และยิ่งความแค้นที่หล่อนมีต่อวิลถึงขนาดเคยพยายามฆ่าเขาจนต้องมีการใช้ยาระงับประสาทเพื่อควบคุมอาการ แต่เหมือนแค่ยาจะไม่พอ เอเอมีอาการหนักมากขึ้นเพราะทางกลุ่มไม่สามารถวิจัยยาที่มีฤทธิ์ทัดเทียมกับยาที่อลันทำ

“ฉันเรียกว่าการบำบัดรูปแบบหนึ่ง การให้ยาหรือขังแยกใช่ไม่ได้กับยุคโลกาภิวัตน์” เคิร์กพูดคณะที่มือทั้งสองข้างกำลังทำผมให้กับเหม่ย

“มีคนตายเพราะไอ้โลกาวิวัตน์บ้าบอคอแต....!” เหม่ยพูดก่อนที่เธอจะสะดุ้งเมื่อเคิร์กใช้มือบีบไหล่

“ระบบเก่ากับระบบใหม่เข้าหักล้างกัน มันเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม” เคิร์กคล้ายมือก่อนที่จะทำผมให้เหม่ยต่อ “ฉันไม่อยากให้อแมนด้าต้องเครียดแค้นวิลเพียงเพราะความผิดที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำ”

“ความเคียดแค้นของผู้หญิงน่ากลัวเสมอ” การเน้นเสียงของเหม่ยทำให้เคิร์กเปลี่ยนสีหน้า

“ฉันกับทานิกะไม่มีอะไรกันจริงๆ” เคิร์กหัวเราะแหะๆ

เหม่ยค้อนตาใส่เคิร์ก “แล้วไป” เหม่ยนั่งนิ่งๆให้เคิร์กทำผมเหมือนเดิม แต่คราวสีหน้าของเธอดูอ่อนลงไปมาก “คุณค่ะ ฉันอยากเจอลูก”

เคิร์กเผยสีหน้าอ่อนโยน เขาปัดเศษผมที่หลงเหลืออยู่ออกทั้งหมดแล้วสวมกอดเหม่ยจากด้านหลัง “ผมก็เหมือนกัน” เคิร์กชี้ไปยังเกาะด้านหน้าที่พวกเขาเริ่มเข้าใกล้เรื่อยๆ “รอสักนิดน่ะ ผมว่าพวกเรากลับไปคุณพ่อกับคุณแม่คงพาพวกลูกๆออกมาต้อนรับพวกเราทั้งสองคนอย่างแน่นอน”

 

“คร่อก!!!!”

“เห้ย! ทานิกะ” ชายร่างเล็กที่ใส่ชุดพนักงานบริษัทตะโกนเสียงดัง หลังจากที่ทานิกะที่สลบล้มทับเขา

“ทานิกะ! ทอมมันไม่ใช่เตียงให้เธอนอนน่ะ!!!” ริสตี้ใช้มือดันตัวทานิกะ

“หนักชิบหาย!” ทอมพยายามตะเกียกตะกาย โทมัส สมิธอดีตฝ่ายเทคโนโลยีที่ตอนนี้มาทำงานกับฝ่ายยุทโธปกรณ์ เขาเป็นคนตัวเตี้ยสูง 157 เซนติเมตร หนัก 42 กิโลกรัม เมื่อเจอทานิกะที่สูงกว่าเขาเกือบ 20 เซนติเมตร และหนักกว่าเกือบ 20 กิโลทับ เขายอมหนีไปไหนไม่ได้

ริสตี้ใช้แรงแขนอุ้มทานิกะขึ้นและใช้เท้าเขี่ยทอมที่กำลังนอนอยู่

“ขอบคุณมาก” ทอมลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว พร้อมกับบิดแขนบิดขาที่ต้องเกร็งสุดแรงเพื่อไม่ให้ถูกทับแบนเป็นกระดาษ

ริสตี้ที่อุ้มทานิกะพยายามตบหน้าให้คนที่สลบตาค้างตื่น

“ลูก คร่อก!!!” ทานิกะที่ตื่นขึ้นมาตะโกนเสียงดังก่อนที่จะสลบอีกรอบ

ริสตี้จึงเลิกปลุก ปล่อยให้ทานิกะหลับไปเรื่อยๆ แต่จากสีหน้าของทานิกะในตอนนี้ที่ทำหน้าตาเหมือนเจอเรื่องสยองขวัญ แม้แต่ฝันก็ยังนึกถึงเรื่องนี้ ริสตี้จึงคิดจะปล่อยให้ทานิกะตื่นขึ้นมาเองตอนนั้นเธอคงจะทำใจได้แล้ว(มั้ง?)

“นายก็เหมือนกันทอม ตัวของทานิกะมันก็ไม่ได้หนักมากขนาดนั้น” ริสตี้เปลี่ยนแบกทานิกะด้วยมือข้างเดียว

“ฉันป่วยเป็นแขนขาลีบน่ะเฟ้ย และฉันเองก็ไม่ได้เป็นพวกใช้งานกล้ามเนื้อมากกว่าสมองเหมือนเธอ” ทอมบ่น อย่างที่เขาบอกไปเขาป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อตั้งแต่เกิด ยังดีที่พ่อแม่เขาทำการรักษาก่อนถึงจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ก็ช่วยหยุดการเสื่อมโทรมของกล้ามเนื้อได้ในระดับหนึ่ง ‘เอาเป็นว่าเขายังสามารถเดินกับวิ่งได้โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยเหลือจนกว่าถึงอายุสี่สิบปลายๆ’

ทอมเองก็ไม่คิดจะถือโทษริสตี้หรือทานิกะหรอก เขาพอจะรู้ความคิดกับความรู้สึกของสองสาวดี ริสตี้เป็นคนที่ฝึกฝนร่างกายและทำลายขีดจำกัดของตัวเองเรื่อยมา เธอยอมดูถูกคนที่เอาแต่ซุกหัวอยู่หน้าคอมฯ ส่วนทานิกะนั้นติดเคิร์กแจจากสภาพคงแอบหลงรักหัวหน้าหัวปักหัวปรำ ทอมเคยได้ยินข่าวลือเรื่องที่ว่าหัวหน้าเคิร์กมีคนรักแล้ว ทานิกะนี้แสดงสีหน้าไม่พอใจมาก พอรู้ความจริงก็สลบรั่วๆ เขาก็หวังว่าเธอจะทำใจยอมรับเรื่องนี้

“เอ่อ! ทอม” ริสตี้ที่นึกเรื่องบางอย่างได้ทักทอม “ของที่ฉันส่งให้ไปเสร็จยัง?”

ทอมที่ได้ยินก็ส่ายหน้า “ให้เวลาฉันหน่อย หลังจากที่หน่วยเทคโนฯโดนยุบจนเหลือแค่ฉันกับเพื่อนอีก 4 คนที่ยังอยู่ต่อ ฉันก็แทบไม่มีเวลาเหลือให้ทำอะไรเลย” ทอมพูดพร้อมกับชี้ไปที่เสื้อพนักงานบริษัทธรรมดาๆที่เขาต้องใส่ทำงาน ช่วงนี้เขามีแต่งานเอกสารรายละเอียด

ของที่ริสตี้ส่งมาให้เขาพัฒนาคือปลอกรัดคอกับรัดแขนขา หลังจากตอนที่เธอขึ้นบกที่อิตาลี เธอเสียท่าให้กับไลเคนกินคนสายพันธุ์จนเกือบตาย (ดีที่นิลมีภูมิต้านทานสามารถแบกพวกเธอออกมาได้) ริสตี้จึงได้เก็บตัวอย่างไลเคนมาให้ทอมได้ทำการตรวจสอบและหาวิธีการจัดการ

ทอมเองก็สนใจไลเคนพันธุ์ใหม่นี้มาก แต่ตอนนั้นผู้อาวุโสยังมีอำนาจ แถมยังมีคนในหน่วยเขาแอบขโมยข้อมูลของเขาไปด้วย แต่โชคดีที่เขาแบ่งข้อมูลออกเป็นสี่ส่วน ถ้ามีไม่ครบก็ไขข้อมูลไปใช่ไม่ได้ เขาจึงไม่ได้จัดการเรื่องของริสตี้เลย จนกระทั้งเคิร์กทำการปฏิวัติเขาจึงคิดจะจัดการเรื่องนี้ให้ แต่เคิร์กก็ให้เขากับสมาชิกที่ยังเหลืออยู่จัดการข้อมูลของหน่วยเทคโนฯทั้งหมดให้เรียบร้อยเพื่อให้หน่วยอื่นๆสามารถใช้งานในเชิงพัฒนา

“แล้วช่วงนี้นายมีงานอะไรบ้างล่ะ เพื่อฉันไปบอกให้วิลมาช่วย”

“อืม! ฉันเองก็ไม่อยากให้วิลช่วยเพราะหมอนั้นใช้ร่างร่วมกันวิลสัน และยังถูกลงโทษอีก เพราะฉะน...”

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะไปบอกหัวหน้าให้ ยังไงวิลมันก็ทำงานเก่ง และเจ้าวิลสันมันติดหนี้นายไม่ใช่เหรอ” คำพูดนี้ทำให้ทอมตาโต

“ฝากด้วยล่ะมีคนเก่งๆอย่างวิลมาช่วย ฉันก็สบายขึ้นเยอะ” เขาเองก็อยากท้วงของจากวิลสันเหมือนกัน แต่ติดตรงที่วิลนั้นเอง เขาไม่อยากให้เรื่องสิ่งของเล็กๆน้อยๆทำให้เสียเพื่อน แต่ถ้าริสตี้บอกว่าจะช่วยเขาเรื่องนี้ เขาก็ขอผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆหน่อยล่ะกัน

“แล้วเธอคิดงั้นไงกับเรื่องภรรยาของผู้บัญชาการ” ทอมถามริสตี้ เขาอยากรู้ความคิดเห็นของคนที่เป็นคนสนิทของผู้บัญชาการ

“เรื่องที่หัวหน้ามีลูกมีเมียแล้ว ฉันก็พอจะรู้เพราะหัวหน้าเคยหลุดปากตอนดื่มเหล้าจนเมา แต่ที่ฉันคิดไม่ถึงคือเมียของหัวหน้าคือยัยตาตี่หัวแฉก” ริสตี้เป็นคนเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่องที่ว่าเคิร์กมีครอบครัวแล้ว แต่เธอที่ตกใจที่สุดก็คือหัวหน้าดันตาต่ำเลือกผู้หญิงที่หน้าตาธรรมดาๆ(ค่อนไปทางน่าเกลียด)อย่างเหม่ย ฝางเป็นเมีย

“ฉันว่าหน้าตาก็ไม่ได้น่าเกลียดน้า แค่คุณฝางเขาไม่แต่งหน้าและตามตัวมีแต่กลิ่นเหล็กกับน้ำมัน คงมีคนส่วนน้อยอย่างผู้บัญชาการเท่านั้นที่หลงเสน่ห์” ทอมเองก็เข้าใจว่าหัวหน้าฝ่ายยุทโธปกรณ์เหม่ย ฝางเป็นคนที่หน้าตาไม่ค่อยดีแถมยังหน้าค่อนไปทางดุ แต่ก็เป็นคนดี ผู้บัญชาการเคิร์กเป็นคนที่ชื่นชมในความสามารถมากกว่าฐานะกับหน้าตา และทอมยังเคยได้ยินมาว่าผู้บัญชาการกับหัวหน้าฝ่ายยุทโธปกรณ์เป็นเพื่อนกันตั้งแต่ยังเด็กก็ไม่แปลกที่เขาจะเลือกผู้หญิงที่อายุใกล้เคียงกันอย่างเหม่ยเป็นภรรยา (เคิร์ก นอร์แมนอายุ 41 ปี ส่วนเหม่ย ฝางอายุ 37 ปี)

 “ยังไงหัวหน้าก็คือหัวหน้า ฉันเชื่อใจเขา” ริสตี้ไม่ค่อยชอบใจคำว่า ‘ผู้บัญชาการ’ เพราะมันเหมือนกับชื่อยศของพวกทหารสหพันธ์สวะที่ทำอะไรไม่เป็นนอกจากพูดและส่งลูกน้องตัวเองไปตาย

“สักวันผู้บัญชาการต้องเป็นหนึ่งในผู้นำของโลก เธอก็อาจจะเป็นผู้ติดตามที่มีชื่อเสียงของเขาก็ได้น่ะ” ทอมพูดพร้อมกับเหล่ตา

“ฉันก็บอกแล้วไง หัวหน้าก็คือหัวหน้า” ริสตี้เริ่มอารมณ์ขึ้นอยากที่จะเอาเท้าเหยียบหน้าทอมสักที แต่เธอก็ต้องเก็บอารมณ์ รอยยิ้มที่ดูหน้ากลัวของเคิร์กยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอยู่ตลอดเวลา เธอจึงทำได้แบกทานิกะเดินหนีลูกเดียว

ทอมต้องการดูท่าทางของริสตี้ คำพูดของเขาไม่ใช่การเสียดสี เคิร์กเป็นชายที่มีชื่อจารลึกลงในหน้าประวัติศาสตร์แน่นอน นอกจากความสามารถในการรบเคิร์กยังเป็นคนที่ดูคนเก่งเอามากๆ อีกไม่เกินสองปีกองกำลังสการ์เล็ตจะมีกองทหารนับหมื่น

เอาเถอะยังไง เขาก็เป็นแค่ทหารที่ทำงานเหมือนพนักงานรับจ้างทั่วไป ผู้บัญชาการจะบริหารกองกำลังจนยิ่งใหญ่หรือเหลวแหลก ทอมก็ไม่สนใจ แต่ว่าตอนนี้โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คงได้เวลาแล้วที่คนทรยศที่แอบหลบซ่อนอยู่จะผุดออกมาจากน้ำ และเขาจะเป็นคนจำมันด้วยมือของเขาเอง




NEKOPOST.NET