P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 82 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.82 - ยกพลขึ้นบก (1)


วันที่ 12 เมษายน  ค.ศ. 2042 ช่วงเช้ามืด ตามเวลาท้องถิ่น 

น่านน้ำข้อพิพาทเอเชียบูรพา-ทวิภาคี

หมู่เกาะทะเลจีนใต้เงียบสงบผิดกับคำว่าพิพาทนอกจากสงครามลับๆภายในก็มีการ แต่ยังดีที่พื้นที่บริเวณนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่โลกที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์เหมือนเมื่อครั้งอดีตแทบไม่มีภัยจากไวรัสและอีเลเมนตร์รุกล้ำดินแดน จนทั่วทั้งโลกทำสนธิสัญญาห้ามใช้อาวุธชีวภาพกับอีเลเมนต์ในพื้นที่โดยเด็ดขาด (ก็น่ะถ้าเข้าตาจนจริงๆขึ้นมาจะมีใครแอบใช้อาวุธผิดกฎหมายก็ไม่มีใครจับได้)

ท่ามกลางคลื่นลมก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นแนบหินโสโครกได้มีสาหร่ายโผล่เหนือน้ำอย่างช้าๆ ชายหนึ่งที่ใส่ชุดดำน้ำหันซ้ายหันขวา ดวงตามองผ่านสาหร่ายอย่างลังเล เมื่อเขาเห็นว่าปลอดภัยจึงลุกขึ้นเหนือน้ำ เขาก็ถอดหน้ากากและเก็บสาหร่ายที่เอวเพื่อเก็บไว้กินวันหลัง  

“โอเค!ไม่มีอะไรผิดปกติ” วิลสันบ้วนน้ำทะเลในปากทิ้ง “ริสตี้ขึ้นมาเริ่ม” เขาเรียกริสตี้ผ่านเครื่องส่งสัญญาณ อย่างน้อยที่นี้ก็ยังอยู่ในเขตพิพาทพูดเบาๆหน่อยจะดีกว่า เขายิ่งไม่อยากเจอวิลเช้งเข้าให้

‘ฉลาดขึ้น สำหรับฉันถือว่ามีการพัฒนา’ วิลชื่นชม ‘ฉันไม่อยากให้แกตบของอีกแล้วน่ะเฟ้ย!!!!’ วิลสันนึกสวนใส่วิลที่กำลังพูดกับเขาในหัว

‘เพราะงั้นเลยชมไง ถ้าทำเรื่องดีๆก็สมควรได้รับการชื่นชม’ วิลสื่อสารกับวิลสัน เขาเริ่มรำคาญเล็กน้อยเพราะเขาพอจะรู้ว่าเจ้าวิลสันจะบอกอะไรกับเขาต่อ ‘ฉันจะไม่ช่วยเหลือเรื่องชั่วๆ’ เขาเลยถือโอกาสดักก่อนไม่ให้มันต่อรองอะไรอีก

วิลสันเงียบกริบ ถ้าวิลตัดสินใจเรื่องอะไรไว้วิธีเดียวคือเงียบ เขาไม่มีอะไรไปสู้กับวิลได้ แต่ก่อนก็เคยคิดขัดขืน วิลก็เลยเผาหนังสือภาพรวมชุดกับวีดีโอหางายวาบหวิว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาวิลสันจึงบรรลุหลักสัจจะธรรม การต่อสู้กับคนที่ควบคุมร่างกายที่แชร์กันได้ดั่งใจเป็นเรื่องงี่เง่าสิ้นดี

“ทำอะไรอยู่รีบขึ้นไปสำรวจสิ” ริสตี้ที่ดำน้ำตามหลังวิลสันเอามือเคาะถังออกซิเจนให้เจ้าตัวรู้ตัว เธอพยายามทำเสียงให้เบาที่สด เธอเพิ่งโดนเคิร์กสวดยับเพราะส่งเสียงดังจนเครื่องจับคลื่นเสียงแนวทะเลมีปฏิกิริยา โชคดีที่เกิดเรื่องผิดปกติที่ชายแดนระหว่างอาเซียนกับเอเชียบูรพา

เหตุการณ์ที่ว่าเลยทำให้เป้าสายตาเกือบทั้งหมดไปอยู่ที่อื่น พวกเขาจึงฉวยจังหวะลอบผ่านด้วยความเร็วสูงสุด แน่นอนว่ากว่ากลุ่มอำนาจอื่นจะรู้ตัวพวกเขาก็หนีเข้ากลีบเมฆไปเป็นที่เรียบร้อย เคิร์กว่าสถานการณ์ยิ่งปั่นป่วนพวกเขาก็ยิ่งหนีได้ง่ายขึ้น (แต่เจ้าตัวก็ย้ำว่าไม่ใช่ทุกสถานการณ์ที่ยิ่งปั่นป่วนยิ่งดี บางทียิ่งปั่นป่วนยิ่งซวย)

“ฉันไม่กล้าขึ้น” วิลสันพูด เขาค่อนข้างไม่มั่นใจว่าปลอดภัย ต่อให้ไม่มีศัตรูก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะมีกับดัก ขึ้นบกซี้ซั้วก็จะระเบิดตูมเป็นโกโก้ครัทช์

“ส่งหน่วยกล้าตายขึ้นไป” ริสตี้ออกความเห็น ทางวิลสันก็พอจะรู้ว่าริสตี้จะให้ใครนำหน้า “หุ่นที่นิลขับขนาดใหญ่เกินไป เอาขึ้นฝั่งไม่ได้หรอก” วิลสันแสดงความคิดเห็น

“มันมีระบบตรวจจับไม่ใช่เหรอ แค่ระเบิดก็น่าจะตรวจจับได้” ริสตี้ลองดูหน้าปัด เธอเดิมทีคิดจะให้วิลสันกับวิลจัดการเรื่องระเบิด แต่วิลสันดูเหมือนกลัว เธอเลยคิดที่จะใช้ตรวจสำรองอย่างนิลที่บังคับหุ่นรบไซส์บิ๊กไปตรวจ

“ฉันดูแล้ว ระบบของมันยังไม่สมบูรณ์ดี อาจจะจับระเบิดรุ่นใหม่ไม่ได้ ฉันไม่อยากเอาของใหม่ไปเสี่ยงจนกลายเป็นเศษเหล็ก” วิลสันอธิบาย เขากับวิลต่างเคยครุ่นคิดเรื่องให้นิลไปตรวจก่อน แต่วิลค่อนข้างเป็นห่วงศักยภาพของหุ่นที่ยังไม่เสถียร และเขาไม่ไว้วางใจสถานการณ์ถึงจะเกิดเรื่องที่อื่น แต่ยิ่งเกิดเรื่องยิ่งต้องระวังดังนั้น เขากับริสตี้จึงต้องไปตรวจดูก่อน และหัวหน้าเคิร์กเองก็ไม่ไว้ใจหุ่นรบที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไปชัดเจน(ถึงจะได้ข้อมูลจากเทย์)เห็นด้วย ตอนนี้พวกเขายังไม่มีฐานที่มั่นจึงไม่อยากเสี่ยง

วิลสันกับวิลต่างก็คิดไว้ก่อนแล้วว่าจะใช้นิลดีไหม ระบบอาจจะไม่สมบูรณ์ก็จริง แต่ก็สามารถให้วิลสันทำการออกคำสั่ง และให้วิลทำการคำนวณ แต่หุ่นขนาดใหญ่เป็นเป้าสายตาได้ง่าย ถ้าไม่แน่ใจว่าปลอดภัยก็ห้ามนิลเอาเจ้ายักษ์นี้ขึ้นฝั่งโดยเด็ดขาด

“ผมจะลองดู” เสียงของนิลดังข้างหูริสตี้

“!!!!!” ริสตี้ถลึงตาหันไปด้านขวา “ตกใจหมด” ตอนแรกริสตี้ก็กะจะกรี๊ดและตื๊บๆๆ แต่ภาพสีหน้าที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของเคิร์กพร้อมกลิ่นเหงื่อไคลก็ทำให้เธอสงบเสงี่ยม เธอไม่อยากคอช้ำเพราะเจอท่างาช้าง

ริสตี้ลองดูนิลก่อนที่จะถาม “ออกมาได้ไง” ตอนแรกนิลยังนำขบวนอยู่ แต่พอใกล้ถึงฝั่งพวกเธอจึงนำไปก่อน แต่นิลดันโผล่ด้านหลังของเธอได้โดนที่เธอไม่ทันรู้ตัว เธอจึงค่อนข้างสงสัย

“เพราะนี้ครับ” นิลหันหลังให้ริสตี้ดู แผ่นหลังของเขามีเครื่องจักรที่กำลังทำงานอยู่และมีสายเคเบิ้ลกันน้ำต่อสายลงทะเล

“อ่อ มิน่าล่ะ” วิลสันตบมือตัวเอง “ต่อแผงติดหลังคิดได้ดีนี้ แบบนี้ขึ้นบกได้สบาย” วิลสันที่เข้าใจขยิบตาให้ริสตี้เป็นเชิงว่าไม่ต้องเป็นห่วง “ฉันไปด้วย”

“ขอบคุณครับ” นิลพูดเขาเองก็อยากให้มีคนช่วยเขาด้วย

“นิลสายยาวเท่าไร” วิลสันถาม เขารู้ว่านิลใช้สายเชื่อมต่อกับหุ่นรบโดยตรงทำให้ระบบร่างกายทำงานแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ที่ยังขยับได้ก็เพราะสายไฟที่หุ่นรบส่งพลังงานมาให้ร่างกาย

“ยาวสุดประมาณ 100 เมตร” นิลตอบ

“ฉันว่าไม่ถึง อย่างมากน่าจะ 99.02 เมตร” วิลสันที่เอามือจับสายเคเบิ้ลพูด สำหรับเขางานประเภทระเบิดจำเป็นต้องรู้รายละเอียดเชิงลึกจะผิดพลาดไม่ได้

‘ยาว 99.02 แต่ใช้ได้จริงแค่ 84.41 เมตร แล้วก็....อืม....นิลระวังด้วยล่ะ กลิ่นเกลือผสมกลิ่นสนิมเหล็ก อย่าให้สายขดกันมีสิทธิ์ลัดวงจร’ วิลบอกวิลสัน และวิลสันก็บอกกับนิลต่อ

“งั้นไปกันทั้งหมดสามคนนี้แหล่ะ” ริสตี้ที่ได้ยินวิลสันจึงรีบแจกจ่ายหน้าที่ “นิลนายนำหน้า วิลสันนายกู้ระเบิด ส่วนฉันจะช่วยคุ้มกัน”

วิลสันกับนิลจึงพยักหน้าและทำตามคำสั่ง

ทั้งสามเรียงแถวตอน นิลนำหน้า วิลสันขั้นกลาง และริสตี้รั้งท้าย (วิลสันอยู่ห่างจากนิล 6 เมตร และริสตี้อยู่ห่างจากวิลสัน 14 เมตร) พวกทั้งสามเดินขึ้นฝั่งภายเนินทรายเพื่อไปยังส่วนที่เป็นป่าโกงกางชายทะเล

ริสตี้ตั้งใจจัดขบวนแบบนี้ก็เพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถของนิลที่เชื่อมต่อกับหุ่นรบให้เป็นประโยชน์

นิลนั้นเชื่อมต่อกับเครื่องจักรดังนั้นเขาจึงสามารถต่อตรงกับระบบสแกนของหุ่นทำการตรวจหาระเบิดหรือกับดักได้ง่าย ข้อได้เปรียบอีกข้อคือนิลที่ระบบการทำงานของร่างกายทำงานช้าลงทำให้ระเบิดที่ตรวจจับระบบชีพจรของมนุษย์ตรวจจับไม่ได้ และเนื่องจากหุ่นรบถูกทิ้งไว้ข้างหลังและต่อสายจึงไม่ต้องกลัวระบบตรวจจับโลหะ

วิลสันรับหน้าที่ต่อหลังจากที่นิลเจอกับดัก นิลจะทำสัญลักษณ์กับดักประเภทต่างๆไว้อย่างง่ายๆ วิลสันจะใช้เครื่องแฮ็กลองดูชนิดของกับดักและทำการจำแนกรูปแบบกับดักต่อ ถ้าเขาสามารถกู้ได้ก็จะกู้ในทันที อันไหนที่กู้ไม่ได้หรือใช้เวลานานเกินไป เขาก็จะจำแนกต่อ แบ่งเป็นกับดักที่สามารถย้ายไปที่อื่นหรือกับดักอันตรายที่ต้องปักเสาเตือนให้คนที่มาทีหลังระวังตัว

ส่วนริสตี้ที่อยู่ห่างหน่อยก็จะพรางตัวค่อยระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตรงหน้า และยังต้องค่อยดูเจ้าหุ่นรบที่กำลังเคลื่อนที่เข้าฝั่งอย่างช้าๆ และค่อยเตือนวิลสันเป็นครั้งคราวให้เปลี่ยนเส้นทางที่อาจจะทำให้ตัวหุ่นได้รับความเสียหาย ซึ่งวิลสันก็จะเตือนนิลและค่อยเลือกเส้นทางที่ให้กำลังพลขึ้นบกกับเส้นทางที่ให้ยานยนตร์ใช้เดินทาง

 

“ฉันว่าไม่น่าเหลือกับดักแล้วล่ะ” วิลสันเอยขึ้นหลังจากที่เขาและนิลไล่ไถ่กับดักตั้ง 4 ชั่วโมงกว่า จนตอนนี้ฟ้าสว่างพวกเขาทั้งสามก็ได้ทำการสำรวจเกาะนี้ทั้งเกาะจนแน่ใจว่ามันปลอดภัยเหมาะแก่การตั้งฐานพักผ่อนช่วยคราว

เกาะนี้เป็นเกาะขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากจุดประทะหลักของมหาอำนาจค่อนข้างไกล แต่ก็ยังมีโครงกระดูกหรือกับดักอยู่มาก วิลสันเลยชำแหละเอาของที่พอใช้ได้มาใช้ชั่วคราว และเข้าก็รู้สึกโชคดีที่มีของที่ยังใช้ได้อย่าง ส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลที่ศพเหลือไว้ ของนุ่งห่มหรือกระเป๋าที่พอใช้ได้ เอาเป็นว่าอะไรก็ตามที่มันรีไซเคิลได้ วิลสันปักธงฟ้ารอให้คนอื่นมาจัดการเอาเองล่ะกัน

“เจ้ายักษ์นี้พอขยับไว้ไหม?” ริสตี้ที่อยู่หลังทั้งสองเอามือเคาะหุ่นรบที่ส่งเสียงแปลกๆ เธอคิดว่าน้ำทะเลอาจเข้าไปในตัวเครื่อง ยังไงซ่ะพวกเธอก็ไม่มีเวลาจูนระบบให้เหมาะกับการเดินทางทะเล และอนุภาคอีเลเมนต์ที่ตกค้างอยู่ในทะเลก็อาจทำให้ตัวหุ่นทำงานผิดปกติ

“ผมคิดว่าให้ช่างเครื่องตรวจสอบดีกว่า ผมไม่รู้จริง” นิลตอบอย่างจนใจถึงเขาจะเชื่อมประสาทก็จริง แต่ยังไงหุ่นรบก็ไม่มีระบบประสาท เขาก็ไม่รู้ว่าภายในเสียหายขนาดไหน แต่แค่น้ำทะเลเข้าเล็กน้อย ตัวเครื่องเลยยังพอทำงานได้อย่างไม่มีปัญหา ถ้าให้ช่างเครื่องจูนระบบให้เหมาะสมก็น่าจะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้

“งั้นจอดมันไว้เหอะ วิลสันนายสตาร์ทเลื่อยไฟฟ้า เราจะใช้ที่นี้เป็นฐานปล่อยคลื่น” ริสตี้เลือกทำเลตรงหน้าที่เป็นพื้นที่ๆเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่เนื้อแน่น เธอตอนแรกจะให้นิลใช้หุ่นรบถอดต้นไม้ออก แต่สภาพของมันไม่ค่อยดี ถ้าเกิดตอนใช้งานแล้วอะไหล่มันหลุด คงไม่ตลก

“ส่วนนิลนายไปดูระบบหุ่นรบ ถ้ามีปัญหาก็เรียกวิลให้ไปช่วย” ริสตี้ประกอบขวานเหล็กและดูวิลสันที่กำลังประกอบเลื่อยไฟฟ้า

“ฉันก็อยู่น่ะ” วิลสันที่กำลังประกอบเลื่อยไฟฟ้าอยู่พูดด้วยความน้อยใจ

“ถ้าแกสามารถตรวจระบบซอฟท์แวร์ได้ระดับเดียวกับวิล ฉันคงใช้งานแกไปแล้ว” ริสตี้ง้างควานสับต้นไม้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่วิลสันเองก็ใช้เลื่อยไฟฟ้าเลื่อยต้นไม้ด้วยสีหน้าไร้เรี่ยวแรง

นิลเองก็ปีนกลับไปนั่งบนหุ่นรบพักเอาแรง ไม่ใช่เพราะการทำงานต่อเนื่อง 4 ชั่วโมงของริสตี้ทำให้เขาเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะเขานั่งคิดเรื่องที่อลิซบอกตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่เขาลงแรงก็ยังคิดไม่ตก แต่ก็น่าขำ จิตใจเขานิ่งสงบเพราะเอาแต่ครุ่นคิดตลอดเวลาทำเขามีสมาธิและสุขุม

กระนั้นเขาก็เหนื่อยล้ามาก ริสตี้อยากจะให้เขาไปตรวจระบบหุ่นรบเตรียมพร้อม แต่ตัวเขาเองดันอยากหลับแทน เขาจึงคิดว่าพักสักหน่อยก็คงไม่มีใครว่า เพราะคนอื่นๆก็บอกให้เขาพักให้มาก

‘ไม่ได้ ไม่ได้ ม่ายด้าย!!!! ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมา เขาต้องสนับสนุนวิลสัน/วิลกับริสตี้’

.....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

เปรี้ยง!!!!!

“โอ๊ย!!!!!” นิลร้องเสียงดัง เขาลุกขึ้นมาเอามือจับหน้าอก เขาหอบก่อนที่จะมองไปยังคนที่อยู่ตรงหน้า นัยน์ตาสีน้ำตาลส่องสว่างเรืองร่อง

“ฟื้นแล้ว!!!” วิลสันชูมือขึ้นสองข้างร้องด้วยความดีใจ

นิลพยายามจะลุกขึ้น แต่เคิร์กก็เอามือกดไหล่ของนิลไว้

“อย่าเพิ่งขยับมาก เราเพิ่งฉีดยากระตุ้นหัวใจให้เธอ” เคิร์กพูด

นิลมองหน้าเคิร์กก่อนที่เขาจะลงไปน้อยเหมือนเดิมและนิลยังมองอกตัวเองที่มีเครื่องปั้มหัวใจวางอยู่บนนั้น แสดงว่าที่เขารู้สึกเจ็บคงไม่ใช่เพราะฤทธิ์ยา แต่เป็นเพราะกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่กระตุ้นให้หัวใจทำงานมากกว่า ‘เจ็บข้างในอก มาก!

“แล้วมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ” นิลที่เอามือลูบอกถามเคิร์กที่มองมาที่เขา เคิร์กจึงตอบด้วยการมองไปยังวิลสัน

วิลสันทำปากเหวอพร้อมกับโบกมือ “ผมบริสุทธิ์น่ะ ริสตี้เป็นคนสั่งเองทั้งหมด” ‘คิดโยนความผิดเหรอ ง่ายไปมั้ง’ วิลแสดงความคิดเห็น

“วิลงั้นนายจะรับความผิดไหมล่ะ?” วิลสันขบฟัน ‘รับหรือไม่รับ ฉันเอายังไงก็ได้ หัวหน้าเคิร์กเข้าใจความซื่อสัตย์ของฉันดี’

“วิลมีความรับผิดชอบสูง ฉันไม่ห่วงเรื่องนี้กับเขาหรอก” เคิร์กพูดดักวิลสัน หลังจากที่เคิร์กต้องสังเกตการณ์การสลับตัวตนระหว่างวิลสันกับวิลทำให้เขาสามารถแยกแยะความแตกต่างของทั้งคู่ได้

วิลสันกับวิลจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก (คงเป็นเพราะแชร์ร่างเนื้อร่วมกันทำให้ทั้งสองสามารถเรียนรู้และได้รับประสบการณ์เหมือนกัน) แต่ทั้งคู่จะมีข้อแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่ 4 ข้อ

  1. แววตา วิลสันจะมีแววตาที่ดูสดใส่ในทางกลับกันวิลจะดูเหมือนคนทำหน้าปลาตายตลอดเวลา เพียงแค่คุณมองหน้าก็จะสามารถเห็นความแตกต่างของทั้งสองได้ในทันที
  2. นิสัย วิลสันติดนิสัยขี้เล่น+ขี้กลัวและมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น ในขณะที่วิลจะเป็นพวกขี้สงสัย+สุขุมและเพื่อนน้อยเพราะเจ้าตัวให้ความรู้สึกที่ดูไม่เป็นมิตรต่อคนอื่น ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันนานๆจะแทบคุยกับวิลไม่ได้เลย (แต่ปกติวิลมักจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเพราะเป็นคนขี้สงสัย)
  3. สัญชาตญาณเบื้องลึก วิลสันอาจจะดูใจดีขี้เล่น แต่พื้นฐานเป็นคนโหดและเจ้าคิดเจ้าแค้น (ยังดีที่มันไม่ระบายใส่พวกพ้องตัวเอง แต่เอาไประบายกับศัตรู) ในทางกลับกันวิลอาจจะดูเย็นชาเป็นน้ำแข็ง แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นคนที่แคร์กับความรู้สึกของคนอื่นมาก การกระทำของวิลทุกอย่างจะรู้จักคำว่าพอดี วิลจะไม่ทำเรื่องเกินขีดจำกัด(ความรู้สึก)ของคนอื่นโดยเด็ดขาด
  4. ความเชี่ยวชาญ ข้อนี้เป็นข้อที่ค่อนข้างขัดแย้งในตัวเอง วิลสันจะเชี่ยวชาญการใช้อาวุธมีคม ส่วนวิลจะนิยมใช้อาวุธจำพวกวัตถุระเบิด แต่ในด้านการกู้ระเบิดวิลสันจะชำนาญกว่าวิลมากในระดับที่ว่าเพียงแค่มองผ่านๆวิลสันก็สามารถรู้โครงนอก วัตถุดิบ กับกลไกเบื้องต้นได้ในทันที ส่วนวิลที่ชอบใช้ระเบิดเป็นอาวุธจะเก่งด้านฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ซึ่งทั้งวิลสันเองก็เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ในรายละเอียด โค้ดโปรแกรม รหัส ร่วมไปถึงลำดับการบีบอัดข้อมูล วิลจะเหนือกว่า)

เคิร์กหัวเราะหลังจากที่เขานึกเรื่องนี้ทำให้เขานึกถึงตอนที่เขาต้องอบรมวิลสัน ตอนนั้นคนในหน่วยถึงกับด่ากันระบม เพราะไม่มีใครสามารถทนรับนิสัยที่ต่างกันเหมือนน้ำกับน้ำมัน จนเคิร์กต้องไปหาอลัน อลันที่ทำการตรวจร่างกายวิลสันจึงตรวจพบว่าวิลสันมีสองบุคลิกที่เหมือนกับมีสองคนในร่างเดียว เมื่อได้สิ่งที่ตัวเองต้องการเคิร์กก็ต้องดั้นด้นไปหาผู้เชี่ยวชาญพลังอีเลเมนต์ด้านการอ่านความคิดมาช่วยศึกษาวิลสัน จนในที่สุดเขาก็รู้ใจวิลสัน/วิลและอบรมทั้งคู่ให้เป็นทหารที่มีความสามารถในสมรภูมิ แต่ในช่วงนั้นเขาโดนหัวหน้าหน่วยอื่นด่าจนยับเพราะมีลูกน้องที่เกเรมาเพิ่มอีกคนครึ่ง (ตอนแรกมีแค่ริสตี้คนเดียวก็ต้องรอเช็คบิลเรียกร้องค่าเสียหายทุกวัน แต่พอมีวิลสัน/วิลมาเพิ่ม ริสตี้ก็ดื้อน้อยลง ประหยัดเงินไปเยอะ)

“ฉันเข้าใจ การติดสินใจของพวกเธอถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว” เคิร์กปิดเครื่องปั้มหัวใจและไล่แพทย์สนามออกไป เมื่อเห็นว่าในเต็นท์เหลือแค่สามคน(นิล วิลสัน กับเคิร์ก) จึงมีคนเปิดปากก่อน

“ริสตี้ล่ะครับ?” นิลถามเคิร์ก

“ฉันลงโทษให้ไปขุดแร่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และสั่งให้เธอทำสมาธิในห้องคนเดียวเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนนอนทุกวันในช่วงเวลานั้น” เคิร์กพูดเรื่องที่ขัดกับคำพูดก่อนหน้า

“ฉันเองก็ต้องไปขัดส้วมเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์” วิลสันพูด และหัวเขาก็กระดิกหนึ่งที และเมื่อเขาลืมตามขึ้นก็เผยแววตาที่เย็นชา “ฉันต้องไปปลูกผักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์” วิลพูด เขาค่อนข้างถูกใจกับบทลงโทษที่เคิร์กให้กับพวกเขาทั้งสาม(สองคนครึ่ง)

เดิมทีที่เคิร์กก็ไม่คิดจะลงโทษพวกเขาหรอก มันอาจเป็นเหตุสุดวิสัยเพราะริสตี้ต้องการกำลังคนเพิ่ม แต่นิลดันหมดสติจนต้องให้ยากระตุ้นอย่างแรงรวมไปถึงใช้กระแสไฟฟ้า เขาจึงจำเป็นต้องลงโทษเล็กน้อยถือว่าเป็นการดัดนิสันไปในตัวด้วย

 ริสตี้ที่บ้าพลังอาละวาทให้ไปขุดแร่ซึ่งเป็นงานที่จำเป็นต้องอาศัยพลังมาก+สมาธิที่จำเป็นในการรักษาความปลอดภัย และให้ริสตี้ทำสมาธิก่อนนอนเพื่อให้เธอสงบเสงี่ยมไม่ไปทำร้ายคนอื่น

วิลสันนิสัยขี้เล่นมากเกินไปเขาจึงให้ไปขัดส้วมให้มันเหนื่อยและรู้สึกล้ามันจะได้คิดให้มาก สุขุมขึ้นอีกนิด

ส่วนการลงโทษวิล เคิร์กเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะวิลเป็นคนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง ตอนที่เขาสอบถามเรื่องของนิลว่าทำไมถึงหมดสติ วิลตอบตามตรงไม่มีวกวนเหมือนวิลสัน เคิร์กจึงรู้ว่าวิลคำนวณไว้แล้วว่านิลต้องหมดสติ แต่ก็ยังให้ทำหน้าที่ต่อ (วิลคงรู้ว่านิลหมดสติแน่นอน แต่เมื่อคำนวณว่าไม่มีอันตรายต่อชีวิตและนิลไม่เอาความ วิลเลยเล่นซ่ะเยอะ) เมื่อเคิร์กลองพิจารณาการกระทำของวิลแล้วจึงให้ไปปลูกผักทำสวนกับคนอื่นๆที่เขาไม่ค่อยสนิทด้วยเพื่อเพิ่มมนุษย์สัมพันธ์ (วิลจะได้ไม่ใช้วิธีแบบนี้อีก ถ้าเกิดผิดคาดอะไรขึ้นมา คนที่เสียใจที่สุดก็มีแต่ตัววิลเอง)

นิลที่ได้ยินบทลงโทษจึงเงียบไป ท่าทางนี้ทำให้เคิร์กรู้สึกสนใจมาก ‘มีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าก่อนออกเดินทาง’

‘ผมจะจัดการเรื่องของเขาเอง’ เสียงๆหนึ่งดังขึ้นในหัวของเคิร์ก ‘เธอเองเหรอทานิกะ’ เคิร์กเหล่มองไปยังวิล ทางวิลเองก็จ้องเขม็งสลับระหว่างเคิร์กกับนิล

‘ระวังด้วยล่ะ นิลเองก็เคยเป็นมือหนึ่งของNABF ถ้าเธอไม่เอาจริงก็ต่อกรกับเขาไม่ได้’ เคิร์กออกคำสั่ง ก่อนที่จะยิ้มให้นิล

“นิลเธอนอนพักก่อน ถ้ามีปัญหาอะไรก็เรียก” เคิร์กพูดพร้อมกับยื่นรีโมทเพื่อไว้เรียกพยาบาท

“ผมโอเค” นิลพยายามจะลุกขึ้น

“แค่ทำงานยังสลบได้ หัดดูแลร่างกายตัวเองให้ดีซ่ะก่อน วันต่อไปจะมีงานที่เหนื่อยกว่านี้อีก” เคิร์กเอานิ้วจิ้มที่หว่างคิ้วของนิล และรีบขอตัวออกจากเต็นท์ในทันที

เคิร์กที่อยู่นอกเต็นท์มองหน้าทานิกะที่หลับตายืนนิ่ง “ทานิกะเหนื่อยหน่อยน่ะ” เคิร์กพูด ‘ถ้าเพียงคนเดียวก็ไว้ค่ะ’ ทานิกะสื่อสารทางจิตกับเคิร์ก

คิโนชิตะ ทานิกะคือผู้ใช้พลังอีเลเมนต์ที่ใช้ความสามารถโทรจิต เธอสามารถทำให้คนที่เธอเลือกสามารถพูดคุยกันผ่านเครือค่ายสมองของเธอ

เดิมทีทานิกะเป็นเด็กที่ได้รับผลกระทบของอีเลเมนต์ไวรัสทำให้ไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ นานวันเข้าเซลล์สมองก็เสื่อมสภาพลง ตอนที่สการ์เล็ตได้ไปเจอเธอ ทานิกะก็นอนเป็นผักขยับได้เพียงแค่ลูกตา เมื่อเธอได้รับความสนใจเพราะความสามารถของเธอจึงได้รับการบำบัดเพื่อฟื้นฟูเซลล์ เคิร์กในตอนนั้นเองต้องการหาคนไปช่วยอบรมวิลสัน/วิลจึงให้เธอมาทำงานด้วย (อนิสงค์อลันล้วนๆ) ความสามารถของเธอได้รับการควบคุมด้วยลิมิเตอร์และใช้เครื่องจักรช่วยในการเคลื่อนไหวให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แต่ก็มีผลข้างเคียงเล็กน้อยเพราะหลังจากที่ทานิกะสร้างเครือข่ายสื่อสารเธอก็จะมักแอบงีบเป็นประจำ (ตามความคิดของเขาน่าจะเป็นเพราะอลันมากกว่า ผู้ป่วยที่อลันทำการรักษาล้วนแต่นอนเยอะกันทุกคน เจ้าตัวก็บอกว่านอนเยอะดีแล้ว ดีกว่าไม่ได้นอน)

‘ทานิกะ เธอสามารถอ่านข้อมูลในสมองของนิลได้หรือเปล่า’ เคิร์กนึกคำพูดในหัวให้ทานิกะอ่าน

‘ไม่ได้คะ เครือข่ายของนิลมีกำแพงสีแดงกั้นเอาไว้ ฉันเข้าไปมากกว่านี้ไม่ได้’ ทานิกะลืมตาขึ้นพร้อมกับส่ายหน้า

เคิร์กสนใจคำว่า ‘กำแพงสีแดง’  เขาเคยถามอลันเรื่องสมองของมนุษย์ (ตอนนั้นเขาเพิ่งได้ทานิกะเลยจำเป็นต้องสอบถามละเอียดก่อนใช้ความสามารถ)

‘ความสามารถของทานิกะทำได้แค่ฟังและพูดสิ่งที่มีเท่านั้นทำอย่างอื่นเหมือนที่คุณคิดไม่ได้หรอก’ อลันอธิบายแบบฉบับตัวเอง

‘แล้วมันต่างกับที่ฉันคิดยังไง’

‘สมองก็เหมือนกับเสาอากาศที่มีคลื่นกับช่องต่างกัน แต่ลงรหัสลับเอาไว้ สิ่งมีชีวิตคนละพันธุ์จะนับเป็นคนละช่องคลื่น สิ่งมีชีวิตพันธุ์เดียวกันจะนับเป็นคนละช่อง คุณคิโนชิตะ ทานิกะก็เหมือนกับคนที่รู้รหัสสามารถฟังข้อความที่สื่อออกมาและบอกต่อ เธอไม่สามารถมองเห็นข้อมูลเป็นภาพหรือคลิปได้’

‘จะบอกว่าทานิกะไม่ใช่ทีวี’

‘ครับ’ อลันหยิบแคปซูลสีแดงกับสีฟ้าออกมาหนึ่งกระปุก ‘ให้หล่อนกินจนหมด ถ้าหมดบอกผม’ อลันวางกระปุกบนโต๊ะ

‘เปลี่ยนสีได้ไหม’ เคิร์กดูกระปุกยาที่มีแคปซูลสีแดงกับสีฟ้า

‘มันสังเกตง่าย และสีของแคปซูลมันเป็นสีของตัวยา’ อลันพูดพร้อมกับหยิบแคปซูลสีฟ้าที่วางไว้ในถาดทดลองข้างตัวเข้าปากและกลืนลงคอ

‘เพราะเป็นเธอฉันถึงเชื่อน่ะ’ เคิร์กชี้นิ้วไปทางอลันพร้อมกับพยักหน้า ‘แต่อย่าทำของอันตรายก็แล้วกัน’ เขาเก็บกระปุกใส่ไว้ในกระเป๋านิรภัย

‘นี้! อย่าอ่านความคิดของฉันและเล่าซ้ำได้ไหม’ เคิร์กถลึงตาใส่ทานิกะ

‘ขะ ขอโทษด้วยคร้า’ ทานิกะลืมตาขึ้นพร้อมกับลงไปคุกเข่าขอโทษ

เคิร์กทำสีหน้าเอื้อมระอา เขาแค่นึกถึงคำที่อลันพูดไว้นิดหน่อย ทานิกะก็เล่นขุดเอาความทางจำที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาอ่านซ้ำใส่หัวเขาอีกรอบ

“เฮ้อ! ลุกขึ้นมาเถอะ ถ้าเป็นฉันก็พอว่า แต่ถ้าเป็นคนอื่น เธอจะโดนเกลียดเข้าไส้” เคิร์กเตื่อน เพราะเขาถูกทานิกะอ่านความทรงจำซ้ำแบบไม่ได้ตั้งใจมาหลายครั้งแล้ว เขาก็เลยเลิกใส่ใจไปแล้ว แต่ถ้าเจ้าตัวทำแบบนี้กับคนอื่น วันหลังจะไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย

ที่สำคัญ เพราะการที่ทานิกะค่อนข้างตัวติดกับเขาบ่อยๆ ทำให้แถมยังชอบถือวิสาสะอ่านความคิดผู้อื่นที่เธอรู้สึกสนใจ จนทำให้เหม่ยหึงอย่างแรงจนไล่เขาให้ไปนอนนอกฐาน ถ้าไม่ใช่คุณแม่รู้เรื่องนี้เข้า เธอจึงสั่งให้อลันสร้างลิมิเตอร์รุ่นใหม่ ซึ่งสามารถควบคุมการทำงานของเซลล์สมองได้ให้ทานิกะสวมไว้และให้เหม่ยถือรีโมตควบคุม

วันนี้เขาต้องขอรีโมตจากเหม่ย เคิร์กต้องการใช้ความสามารถของทานิกะเพื่อทำการตรวจสอบ เพราะเขารู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น และก็อย่างที่เขาคาดการณ์ เกิดเรื่องผิดปกติกับนิล ทุกๆวันที่เขาตรวจสอบทานิกะสามารถบอกรายเอียดได้ทุกอย่าง แน่นอนที่เขาไว้ใจนิลก็เพราะเขารู้ทุกการกระทำของนิล นิลเจอใคร ฝันแบบไหน มีภาพหล่อนอะไรบ้าง เขาก็รู้ทั้งหมด

ตอนที่อลันกับทานิกะแอบทำการทดลองกับนิลแล้วบอกผลลัพธ์กับเขา เขารู้สึกอึ้งกิมกี่ที่ในสมองของนิลมีห่วงนิมิตเป็นเอกเทศ เขาเองก็พอรู้เรื่องนี้ เพราะมนุษย์บางคนจะมีนิมิตเป็นของตัวเองตามความฝันของคนนั้น(และนิมิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความฝันของคนเช่นกัน) แต่นิมิตของนิลที่มานิกะเล่ามาเหมือนเดิมตลอดไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่คราวนี้ทานิกะไม่สามารถทำการอ่านได้เหมือนปกติ และยังบอกว่ามีกำแพงสีแดง แสดงว่าต้องเกิดบางอย่างกับนิล

‘คงต้องระวังให้มากขึ้น’ เคิร์กที่นึกได้ดังนั้นจึงกวักมือให้ทหารที่เฝ้าหน้าเต็นท์ให้รู้ตัว “อย่าให้ใครเข้าออกโดยเด็ดขาด”

ทหารคนนั้นทำความเคารพไร้เสียงทำให้เคิร์กพอใจมาก เต็นท์นี้สามารถกั้นเสียงได้ แต่เขาก็ไม่ประมาทโดยเด็ดขาดที่ให้ทานิกะมาด้วยก็เพื่อให้เธอตรวจจับว่ามีคนแอบใช่โทรจิตสื่อสาร

เคิร์กมองไปยังเต็นท์เขาจำคำพูดของคุณแม่ได้ เธอบอกให้ไว้ใจนิล แต่เขาไม่สามารถเชื่อใจเด็กคนนั้นได้อีกต่อไป เขาเป็นหัวหน้ามีชีวิตผู้ติดตามนับพันต้องปกป้อง

‘นอกจากลูกน้องแล้วก็ยังมี....’ เคิร์กใช้มือล้วงเข้าไปในคอเสื้อและหยิบล็อคเก็ตออกมาดู ‘ในที่สุดพ่อจะได้เห็นหน้าพวกลูกๆ....’

!!!!!! “ลูก!!!!” ทานิกะตะโกนเสียงดังลั่น

‘ลืมไปว่าคนอื่นไม่รู้เรื่องนี้.........ยัย ทานิกะแอบอ่านความคิดฉันอีกแล้ว’




NEKOPOST.NET