P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 81 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.81 - โลกของโฮมุนครูส


วันที่ 11 เมษายน  ค.ศ. 2042 ช่วงหัวค่ำ ตามเวลาท้องถิ่น  

พรมแดนจีน-เวียดนาม

“วันนี้เงียบผิดปกติ” จิมมี่ในชุดทหารมองไปยังด้านหน้าของเขา วันนี้เขาถูกสั่งให้มาเฝ้าหน้าด่านชายแดนระหว่างมหาสหพันธรัฐเอเชียอาคเนย์กับมหาอำนาจเอเชียบูรพาเพื่อประชาชน เนื่องจากที่นี้เป็นเขตพื้นที่ทับซ้อนระหว่างสองขั้วฝ่ายที่มีอำนาจมากที่สุดในทวีปเอเชีย ทั้งสองฝ่ายจึงตรึงกองกำลังของตัวเองเอาไว้เพื่อปกป้องพื้นที่

แต่ก็ใช้ว่าจะมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่อาศัยอยู่ที่นี้ พื้นที่ครึ่งหนึ่งเป็นป่าที่มีสารกัมมันตภาพรังสีตกค้าง ส่วนอีกครึ่งเป็นภูเขาโขดหินที่มีอนุภาคอีเลเมนต์ตกค้างจนเป็นบ่อพิษมานานหลายปี ทุกวันจึงมีอาวุธชีวภาพจากในอดีตออกอาละวาด เสียงปืนต้องดังทุกวัน มันจึงเป็นเหตุผลที่จิมมี่บอกว่า เงียบผิดปกติ

“ท่านครับ” ทหารที่สวมหมวกเบเร่ต์สีดำทำท่าวันทยาหัตถ์ให้กับจิมมี่ “เขต B – 11 ไม่มีอะไรผิดครับ”

“ดีมาก” จิมมี่ทำท่าวันทยหัตถ์กลับ เขามองไปยังแนวป่าที่เงียบเชียบไร้เสียง และหันไปยังทหารคนนั้น“นี้ผู้กอง! ฉันรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ไปบอกทุกคนด้วย ให้เฝ้าระวังระดับสอง ไม่มีคำสั่งจากฉัน ห้ามลดระดับการเฝ้าระวังโดยเด็ดขาด

“ครับ” ทหารคนนั้นเก็บแขนและวิ่งด้วยท่าทหารกลับไปที่ค่าย

จิมมี่มองท้องฟ้าสีส้ม “ร้อน” เขาพูดเพียงคำเดียว ตอนนี้เอเชียตะวันออกเชียงใต้อยู่ในช่วงฤดูร้อน ดวงอาทิตย์จึงตกดินช้ามาก ในตอนเย็นอุณหภูมิสูงที่กักเก็บอยู่ใต้พื้นดินในช่วงกลางวันกำลังระบายออกจึงทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก เขาเองก็ต้องใส่ชุดหน่วยรบพิเศษหลังได้รับการแต่งตั้งจากสภาผู้นำของฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่สำคัญที่สุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขายังไม่ได้เปลี่ยนแก่นพลังงานใหม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยคืออุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้นทุกขณะ

จิมมี่เอามือลูบคางตัวเองก่อนที่ เขาจะกระดิกหูเพราะรู้ถึงได้ถึงสิ่งผิดปกติเสียง เขาถอนหายใจ “ได้เวลาแล้วสิน่ะ” เขาถอดหมวกออกมาตบฝุ่นให้สะอาด แล้วสวมใหม่ เมื่อเห็นว่าตัวเองจัดเครื่องแบบเรียบร้อย เขาเดินไปที่เสาอากาศกระจายเสียงรุ่นเก่ากึ๊กที่ทหารชาวบ้านเคยใช้กระจายเสียงออกคำสั่งป้องกันชายแดนในช่วงมหาสงครามโลกครั้งที่สาม เขาแกะที่ครอบออกและกดปุ่มสีเหลือง

 หว๋อ หว๋อ หว๋อ!!!

เสียงไซเรนดังลั่น ทหารที่กำลังพักผ่อนในหลุมเพาะ ต่างลุกขึ้นมาพร้อมรบ แม้แต่ทหารที่กำลังนอนหลับอยู่ในฐานใต้ดินก็ต้องรีบวิ่งออกมาพร้อมรบทั้งที่ยังพักผ่อนไม่เต็มที

“ท่านครับ เกิดะไรขึ้น?” นายหมวดที่กำลังพิมพ์เอกสารอยู่ทำเอกสารตกพื้น เขามองดูผู้ตรวจการที่กำลังทำท่าครุ่นคิดอยู่ตรงหน้าเสาอากาศ

“มีศัตรู! อาวุธชีวภาพกำลังบุกโจมตี บอกทุกคนให้เตรียมพร้อมรบภายในครึ่งชั่วโมง ช้ากว่านี้ด่านแตกแน่!!!” จิมมี่ชี้ไปยังแนวโขดหินที่อยู่ห่างจากแนวป้องกัน 12 กิโลเมตรที่ตอนแรกสงบเงียบ แต่ตอนนี้สั่นเป็นระลอกเหมือนคลื่นน้ำ

นายหมวดที่เห็นแล้วตัวสั่น พวกมันสามารถใช้ระบบพรางตัวแอบยกทัพตอนช่วงอาทิตย์ตกดินยิ่งทำให้สังเกตยากขึ้นไปอีก “ผมไปก่อน ท่านเองก็รีบไปที่หลุมหลบภัยเถอะครับ”

“ไม่ต้องฉันจะบัญชาการที่นี้” จิมมี่ติดกระดุมคอเสื้อให้เรียบร้อยที่สุด เขาในตอนนี้ต้องกักเก็บอุณหภูมิในร่างกายให้มากที่สุดเพื่อที่จะใช้เทคนิคพิเศษของเขาเอง

“แต่ท่านครับ มันอันตรายมากน่ะครับ” นายหมวดพูดอย่างยากลำบาก เพราะถ้าเกิดเรื่องกับผู้ตรวจการพิเศษที่ได้รับคำสั่งจากท่านประธานาธิบดีขึ้น ต่อให้เอาหัวของเขากับทหารทั้งหมดที่ประจำการที่นี้มารับโทษชดใช้ความพิษก็คงไม่พอชดใช้แน่

“นี้คือคำสั่ง ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะรับผิดชอบเองทั้งหมด” จิมมี่พูดพร้อมกับโชว์ไม้เท้าลายกนกที่มีปลายหัวติดตราพญาครุฑสีทอง นายหมวดคนนั้นเงียบในทันที เพราะสีทองคือสีที่แสดงสถานะที่อยู่เหนือกว่าสีอื่นๆ และยิ่งเป็นตราครุฑที่เป็นตัวแทนคำสั่งของท่านประธานาธิบดีโดยตรงอีก  

จิมมี่ที่ไล่นายหมวดได้แล้วก็ดูรูปแบบการป้องกันของทหารทั้งหมด และรีบพิจารณาอย่างรวดเร็ว เพราะศึกในครั้งนี้ค่อนข้างหนักมากสำหรับทหารเพียงหนึ่งกองพันกับหน่วยรบพิเศษแบล็คเบเร่ต์ที่เวลาไม่เพียงพอในการเตรียมตัวรบ

‘จะเกณฑ์กำลังเพิ่มดีไหม?’ จิมมี่เอย ถ้าเขาเห็นว่ากองกำลังในปัจจุบันไม่สามารถป้องกันพวกกลายพันธุ์ได้ เขาคงต้องออกคำสั่งให้ไปเกณฑ์ชาวบ้านมาเป็นทหารเพิ่ม หรือดึงกำลังพลจากพื้นที่ใกล้เคียงมาใช้ แต่มันก็ค่อนข้างเสี่ยงเกินไป ถ้าเกิดเอเชียบูรพาอาศัยจังหวะนี้แอบส่งหน่วยรบพิเศษลักลอบข้ามแนวป้องกันที่ขาดกำลังพลขึ้นมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นคงประเมินค่าไม่ได้

จิมมี่เหล่มองทหารที่กำลังเตรียมตัวป้องกันการถูกบุก ก่อนที่จะมองปราการป้องกันที่เขาได้ศึกษามาอีกรอบเพื่อความแน่ใจ

ชั้นที่หนึ่ง อาศัยชัยภูมิสูงกับพื้นที่ๆเต็มไปด้วยโขดหินสูงต่ำสลับกันไป และเต็มไปด้วยทรายนิ่มปนเปื้อนสารพิษโลหะหนัก ถ้าเกิดเหยียบพลาดก็จะลื่นกลับไปที่แนวป่าเหมือนเดิมที่สำคัญที่สุดคือผู้ฝ่าจะติดพิษจนไม่อาจสู้ต่อได้ ถึงพวกอาวุธชีวภาพจะถูกสร้างมาให้เพราะเป็นแนวป้องกันธรรมชาติด้านหน้าสุดที่ยากต่อการปีนป่าย

ชั้นที่สอง เป็นแนวกำแพงฟันปลาที่ทำจากโครงเหล็กปล่อยไฟฟ้าแรงสูงโบกด้วยปูนสูตรพิเศษ ซ้ำยังใช้แนวสันดินเสริมความหนาแน่นยากต่อการถูกกัดกร่อน แนวกำแพง  สูง 4 กว่าพื้นเมตร และเอียงลง 20 องศาทำให้ทหารสามารถใช้ชัยภูมิสูงโจมตีพื้นที่ๆต่ำกว่าได้สะดวก มีทั้งหมด 2 ชั้น ระหว่างชั้นจะติดตั้งระเบิดพลังทำลายล้างสูงเอาไว้ พ่วงด้วยกับดักมากมายที่ฝั่งไว้ใต้ดิน ถ้าเกิดถูกศัตรูยึดก็จะระเบิดทิ้งเพื่อทำลายล้างศัตรูให้ได้มากที่สุด และเศษซากก็จะกลายเป็นแนวหินที่เต็มไปด้วยกับดักที่ยากต่อการฝ่า

ชั้นที่สาม เป็นหลุมเพาะสลับกับหลุมน้ำมัน และมีบังเกอร์ตามจุดสำคัญ มีทหารอยู่ตามหลุมเพาะกับบังเกอร์ละสองคน ติดตั้งอาวุธหนักมากมายใช้ถล่มศัตรูที่กำลังเคลื่อนไหวไม่สะดวกจากแนวกับดักชั้นที่สอง

จิมมี่ใช้ไม้เท้าลายกนกประจำตำแหน่ง ขีดเขียนพื้นทรายตรงหน้า เขาเข้าใจดีแนวป้องกันทั้งหมดที่ว่าสามารถป้องกันศัตรูไร้สมองจำนวนมาก หรือทหารสามกองพันที่อาวุธหนักครบมือได้เป็นวัน

แต่นี้ไม่ใช้ “มันคืออาวุธชีวภาพ” พวกมันคือเครื่องจักรสังหารที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็วเกินที่มนุษย์ธรรมดาจะจินตนาการได้ (แต่เขาก็พอเข้าใจรูปแบบการพัฒนาของพวกมันได้อยู่) ยังดีที่‘เจ้าเด็กอวดดี’นั้นฉลาดส่งเข้ามาถูกจุด มิเช่นนั้นทหารทุกคนที่นี้กับประชาชนด้านหลังนี้คงถูกฆ่าเป็นว่าเล่นแน่

‘เข้าใจล่ะ’ จิมมี่วาดตัวอักษรรูปตัวดับเบิ้ลหัวคว่ำตรงแนวป้องกันที่สาม พร้อมกับเอามือกดที่คอเสื้อที่เป็นไมโครโฟน

“ถึงหน่วยแบล็คเบเร่ต์” จิมมี่กดปุ่มบนไม้เท้าถ่ายภาพที่เขาวาดไว้ให้อีกฝ่ายดู “ให้ส่งคนไปตั้งแนวป้องกันตามที่ว่าไว้ และให้รถถังประกบด้านหลังหน่วยเกราะเหล็ก พวกดับเพลิงอยู่กลาง”

จิมมี่ที่ออกคำสั่งไปแล้ว ลองคิดถึงเรื่องกำลังเสริมอีกครั้ง แม้เขาจะให้ความช่วยเหลือในการรบทั้งทางตรงกับทางอ้อมก็ไม่อาจรักษาชีวิตทหารทั้งหมด แต่ถึงจะเรียกกำลังเสริมมาช่วยก็มีความเป็นไปได้สูงที่ด่านอื่นจะถูกโจมตีจนไม่อาจส่งกำลังมาช่วยได้ และถ้าเรียกส่วนกลางอาจต้องรอถึงพรุ่งนี้ตอนบ่าย ส่วนกลางจึงจัดแจ้งส่งทหารมาช่วย แต่ภายในเวลาสั้นๆนั้นก็มากพอที่จะทำให้พื้นที่หลังด่านนับพันตารางกิโลเมตรกลายเป็นซากได้.......?

‘แย่ล่ะ!!!’ จิมมี่ที่ดันไปนึกถึงคำว่า ‘ซาก’ เข้าใจความหมายของเรื่องทั้งหมดในทันที เขาที่ได้ยศเป็นผู้ตรวจการพิเศษค่อนข้างสงสัยไม่ใช่น้อย งานดูแลเด็กระดับ Super VIP ที่สะดวกสบาย, งานจิปาถะต่างๆ และงานเฝ้าชายแดนง่ายๆ

“หึ!!! สมเป็นเจ้าเด็กอวดดีจริงๆ” จิมมี่มองท้องฟ้าที่เริ่มมืดสลับกับพื้นดินที่มีสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายแรดที่มีผิวสีดำสะท้อนแสง ตามเนื้อตัวมีสิ่งที่เหมือนกับท่อน้ำปล่อยควันสีแดง ด้านข้างยังมีมนุษย์ที่มีผิวสีดำคล้ำตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยมัดกล้ามแล้วเส้นเลือด พวกอมนุษย์แบบนั้นยังสูดดมควันสีแดงและแสยะฟันที่แหลมคมออกมาอีก

จิมมี่พยักหน้าพลางกัดฟัน เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เจ้าเด็กอวดดีนั้นให้ทำอะไร ไม่สิ!!! “เจ้าเด็กนั้นตายไปแล้ว ต้องบอกว่าเป็นเจ้าเด็กจอมอวดดีมากกว่า ใจถึงกว่าเทียดของมันอีก” นึกได้แบบนั้นจิมมี่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะ เลือดไหลออกจากบาดแผลในปากที่ถูกฟันขบ

จิมมี่เอามือเช็ดปากของตัวก่อนที่จะกดตรงหัวครุฑเพื่อเรียกใช้อุปกรณ์สื่อสาร

“ปุ่มสีขาว สีแดง สีเหลือ” จิมมี่ดูภาพโฮโลแกรมที่แสดงออกมาเป็นรูปปุ่มสามสี ‘คำสั่งฉุกเฉินที่ใช้รหัสสามสีกดตามลำดับ อืม!!! แดง แดง เหลือง แดง ขาว เหลือง’ จิมมี่กดตามลำดับ

สิ่งที่เขาจะทำมีเพียงสิ่งเดียวคือ ถอนทัพ!!!!!!!!!

เขารู้สึกสะใจจริงๆที่ได้คำตอบ ตอนที่เขาเห็นเจ้าเด็กจอมอวดดีนั้นครั้งแรก หน้าของมันเหมือนกับคนที่ตั้งชื่อเขาเมื่อ 141 ปีว่า ‘นาคคุด’

ทั้งคนในอดีตและคนในปัจจุบัน นอกจากใบหน้าที่ดูอ่อนโยนกับรอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์สดใสจนทั้งคู่เหมือนจะโคลนนิ่งกันมา ภายในกลับมีนิสัยดุดัน กระหายอำนาจ และชอบก่อการใหญ่เหมือนกับ

เด็กคนใหม่ที่นั่งเก้าอี้ในรัฐบาลกลางอาเซียน ตัวเขายังไม่รู้หรอกว่ามันจะอดทนขนาดไหน แต่คนก่อนนี้คือที่สุด แกล้งทำตัวเป็นคนโง่ ผู้อ่อนโยน ให้คนอื่นหลอกใช้และทรมานเป็นว่าเล่น แต่ในความเป็นจริง มันเป็นแค่หน้ากากที่ปิดบังความคิดที่โหดร้ายทารุณ มันไม่คิดเอาคืนก็เพราะว่าในใจมันกำลังคิดเรื่องให้ร้ายอีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยม และการที่รอยยิ้มดูบริสุทธิ์ เพราะในใจของมันที่สะใจเต็มที่

 

‘นาคคุดรู้ไหม...? ว่าผมต้องการอะไรมากที่สุด’ เด็กอวดดีที่ใส่ชุดนักโทษสกปรกๆไม่ต่างจากเศษผ้าพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลมากมายขัดกับน้ำเสียง สิ่งเดียวที่เขาสนใจมีเพียงกำลังคุยกับชายคนหนึ่งที่ใส่ชุดทหารเก่าๆ

‘ฉันเป็นครูของเธอ มีมารยาทหน่อย’ นาคคุดกำลังมองชายคนนั้นที่นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าในห้องมืดสีดำ สิ่งที่ขั้นระหว่างทั้งสองมีเพียงลูกกรงเหล็กที่เขรอะไปด้วยสนิม

ชายคนนั้นยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกับว่าบาดแผลที่มากมายเป็นเพียงคราบน้ำสกปรก ‘เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่รังเกียจสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์นะครับ’ เขาพูดอย่างบริสุทธิ์ใจผิดกับความหมายที่ตนเองได้สื่อออกมา

‘ฉันเป็นโฮมุนครูส ฉันเหนือกว่ามนุษย์’ นาคคุดกำมือไปด้านหน้ามือแสดงจุดยืนของตัวเอง แต่ดูเหมือนเขาจะใส่อารมณ์มากไปหน่อย เพราะเจ้าหนูอายุไม่ถึงครึ่งศตวรรษมาทำอวดดีต่อหน้าเขาที่

‘โบราณเคยว่าไว้ ไร้ต้น ย่อมไร้ตน เป็นของเล่นที่ไม่รู้ว่าเป็นพระเจ้าหรือเป็นมนุษย์สร้างขึ้นมาแท้ๆ มีต้นกำเนิดคลุมเครือเช่นนี้จะให้ผมเคารพคุณ?’ ชายคนนั้นดึงเสียง พร้อมกับยักคอไปมา

นาคคุดที่ได้ยินดังนั้นถอดเนื้อนอกออกพร้อมกับหันหน้าไปทางอื่น ‘ฉันเองก็ลืมว่าใครเป็นคนสร้าง คงว่าคนนิสัยอย่างเธอไม่ได้หรอก’ นาคคุดยอมรับนิสัยของเด็กตัวน้อยคนนี้มาตั้งแต่รับเป็นศิษย์เหมือนหลายสิบปีก่อน

เขาอยู่มานานเกินไปจนลืมตัวต้นไปจนสิ้น ใครคือพ่อใครคือแม่ เขาไม่อาจรู้ได้ และที่สำคัญ เท่าที่จำได้เขาเองก็เรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์มาตั้งแต่อดีต ความใคร่รู้นั้นเองที่ทำให้เขาตั้งใจให้เด็กน้อยที่เขาเลือกเฟ้นทำการเปลี่ยนชื่อตนทุกยุคทุกสมัยเพื่อเฝ้าดูโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุด เขาเปลี่ยนกี่ชื่อแล้วน่ะ? เขาจำไม่ได้ แต่ที่เขาพอจำได้ เคยมีคนบอกว่าเขาเปลี่ยนชื่อมากกว่าจำนวนดาวที่เห็นบนท้องฟ้าเสียอีก (แต่ก็ดันจำไม่ได้แล้วว่าประโยคที่ได้ยิน ฟังจากใคร ที่ไหน เมื่อไร)

นาคคุดที่เอาแต่ครุ่นคิดทำให้ชายที่ถูกขังเก็บรอยยิ้มของตัวเองเปลี่ยนเป็นสีหน้าเคร่งเครียดแทน ‘คนที่แพ้อย่างแท้จริงใช้ว่าจะต้องสิ้นตัวตน คนที่ชนะอย่างแท้จริงก็ใช้ว่าจะต้องอยู่ดูผลงาน สิ่งที่ผมทำคือการฝังเข็มพิษที่ยังไม่ออกฤทธิ์ลงไปในโลกให้ลึกมากที่สุดโดยไร้ความเจ็บปวด’ เจ้าเด็กอวดดีเอาเข็มในห้องเสียบเข้าไปในคอของตัวเองจนมิดด้ามและออกแรงหักมันอย่างรวดเร็วจนเข็มเหล็กฝังคอ ‘หักเข็มพิษนั้นไว้ใต้แผลจนลึก’ เขาดึงเข็มออกเลือดสีแดงไหลทะลักก่อนที่เขาจะแท่งส่วนปลายนั้นเข้าไปให้ลุกกว่าเดิม ‘ถึงเวลาพิษที่แท้จริงจะสร้างผลกระทบต่อโลกทั้งใบ’ ชายผู้นั้นพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม นี้คือนิสัยที่แท้จริงของเขา รอยยิ้มเป็นเพียงหน้ากาก เพราะเขารู้ดีที่สุด รอยยิ้มเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่สาดส่องให้ผู้อื่นมีความสุข แต่มันก็เหมือนกับเหล้าพิษรสเลิศที่น่าลิ้มลอง พอดื่มมากเข้าก็ล้มป่วย และผู้ดื่มก็ไม่อาจถือโทษใครโกรธได้นอกจากตัวเอง

นาคคุดที่ได้ฟังก็ยิ่งคิดหนัก การกระทำส่วนมากจะไม่ส่งผลกระทบต่อโลก เพราะโลกสามารถปรับสภาพให้เหมาะสม (ถึงการปรับตัวนั้นอาจจะทำให้ชีวิตนับไม่ถ้วนต้องพังพินาศก็ตาม) แต่ก็มีข้อแม้อยู่บ้าง การกระทำเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำลายกฎสมดุลของโลกจนกู้ไม่กลับ

เอาตามเป็นจริง เขานี้แหล่ะที่เป็นคนจับลูกศิษย์ตัวดีเตรียมประหาร ตามกฎที่ถูกตั้งเอาไว้ เขาต้องจัดการกับภัยร้ายแรงที่อาจทำลายตัวตนของโลก และเจ้าเด็กอวดดีมันดันอยากทำลายโลก เขาเลยต้องทำตามความจำเป็น นาคคุดต้องฆ่าลูกศิษย์ที่ปราดเปรื่องที่สุดของเขา

 

“โลกเปลี่ยนไปอย่างกู้ไม่กลับ ฉันปกป้องโลกนี้ไม่ได้” จิมมี่พูดพร้อมกับยิ้ม เขาแพ้อย่างราบคาบ นี้สิน่ะที่เรียกว่า ศิษย์เหนือครู

จิมมี่ที่หัวเราะแหะๆนึกถึงวันวานและเงื่อนไขที่ตัวเองตั้งขึ้นเพราะกาลเวลาที่ไหลผ่าน จิมมี่จะรับลูกศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น และจะให้ลูกศิษย์คนใหม่เปลี่ยนชื่อเพื่อลบตัวต้นเก่า เช่นอับดุลที่ตั้งชื่อเขาว่า จอร์จ มาสคิน ส่วนวิลอาจจะเป็นกึ่งลูกศษย์ของเขาเพราะตัวเขายังคงใช้ชื่อเก่ากับจิมมี่อยู่

“นอกจากโซโลมอนแล้วก็มีลูกศิษย์คนนี้แหล่ะที่โดดเด่นที่สุด” จิมมี่นึกถึงอดีตเมื่อสามพันปีก่อนที่เขาแนะนำลูกศิษย์ในศาสตร์วิชาความรู้ ร่วมไปถึงพลังเหนือกฎต่างๆ และเพื่อเป็นเกียรติให้กับอาจารย์ของตนเองโซโลมอนได้ตั้งชื่อให้เขาว่า........ ‘สัก เอีย นี้ แต่ลืมไปแล้ว’ และล่าสุดคือเมื่อ ร้อยสองร้อยปีก่อน เจ้าเด็กอวดดีที่ใช้เพียงความฉลาดหลักแหลมเพียงอย่างเดียวก็สามารถเอาชนะศัตรูที่มีพลังเหนือกฎได้อย่างองอาจ กล้าหาญ (แถมชนะโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าตัวเองแพ้อีกต่างหาก) มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เพิ่งมารู้ตัวว่าภายแพ้ ตัวจิมมี่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเพิ่งมารู้ตัวตอนที่โลกใบนี้ได้ค้นพบอนุภาคอีเลเมนต์ที่ทำให้กฎของโลกถูกทำลาย พอสืบด้วยตัวเองเลยเพิ่งรู้ว่าเป็นเจ้าเด็กอวดดีที่ริเริ่มแผนการทั้งหมด ทั้งการยุยงให้เผ่าต่างๆริเริ่มการก่อสงครามโดยตรงแทนที่จะหลบซ่อน กำหนดเวลาการใช้สงครามไวรัส การพัฒนาอนุภาคอีเลเมนต์ให้ใช้ในทางสงคราม และตัวจิมมี่ยังไม่แน่ใจว่ามันได้วางแผนอะไรไว้อีก แต่ที่รู้แผนสุดท้ายที่มันวางไว้มีสิทธิ์ที่จะทำให้โลกดับสลาย

“โฮมุนครูส” เสียงนี้ทำให้จิมมี่หันไปมองข้างหลัง

“ที่แท้ก็คือผู้คุม” จิมมี่ก้มหัวให้กับชายตรงหน้า

คีรีสมองจิมมี่ด้วยหางตา ตอนนี้มีแค่โฮมุนครูสตรงหน้าเท่านั้นที่สามารถมองเห็นเขาได้ สิ่งที่อยู่ภายใต้กฎของโลกไม่สามารถมองเห็นในสายตาคนอื่นจะเห็นแค่ผู้ตรวจการพิเศษดูแนวรบที่พร้อมเข้าปะทะกับพวกอาวุธ

จิมมี่เงยหน้าขึ้น “คุณเป็นคนล่อพวกมันมาที่นี้หรือครับ ท่านผู้คุม” เขาถามอย่างสุภาพ

คีรีสพยักหน้า ปฏิกิริยานี้ทำให้จิมมี่เข้าใจทุกอย่าง “คุณรับคำบัญชาของพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่”

“ยังอุตส่าห์เข้าใจอีก” คีรีสเองก็ไม่อยากทำเรื่องแบบนี้ แต่มันเป็นคำสาบานที่เขาเคยให้ไว้กับแก้ว เขาจะผิดคำสาบานนั้นไม่ได้

จิมมี่กับคีรีสเหมือนกับคนที่นั่งบนเรือลำเดียวกัน ทั้งคู่มีพลังมหาศาลและความรู้มากมาย แต่กลับทำอะไรไม่ได้ เพราะคำสาบาน

ตัวคีรีสมีคำสาบานที่ให้ไว้กับเพื่อนที่กำลังจะสิ้นใจ ส่วนเขาก็มีคำสาบานเหมือนกัน แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าเคยสาบานไว้ว่าอะไร ถึงกระนั้นเวลาทำอะไรเขาก็รู้สึกได้ถึงภาระ คำสาบานที่เลือนหายคงกำลังเตือนตัวจิมมี่ไม่ให้ผิดคำสาบาน

“คุณไม่โทษผม?” คีรีสลองถามโฮมุนครูส เขาเป็นคนทำให้พวกอาวุธชีวภาพบุกโจมตีชายแดนอาเซียน

“ผมไม่มีเวลาให้โทษ” จิมมี่พูด

“คุณรู้?”

“ผมอยู่มานานกว่าใครๆในโลกใบนี้” จิมมี่ทำมือเหมือนกำลูกเทนนิส “ทุกวันๆมีชีวิตมากมายต้องตายเพื่อให้มีชีวิตมากมายถือกำเนิด” ภายในกำมือ เขามองเห็นโลกทั้งใบที่มีความตายเรืองรอง แต่กลับถูกเสียงแห่งการถือกำเนิดกลบจนมิด “คุณสั่งพวกมันโจมตีทั่วโลก”

“ใช่ ผมสั่งพวกมันโจมตีหน้าอาเซียนทุกจุด” คีรีสรับอย่างว่าง่าย

“คุณก็คงเข้าใจว่าทำไมผมถึงคิดถอนทัพ”

คีรีสเองก็ไม่อยากให้มีคนตาย โฮมุนครูสเองก็เช่นกัน ที่อีกฝ่ายคิดถอนทัพก็เพื่อสะสมกำลังพลป้องกันจุดสำคัญจุดอื่น การที่อาเซียนกระจายกำลังพลปกป้องหน้าด่านก็เพื่อป้องกันไม่ให้เอเชียบูรพาทำการรุกราน แต่กับพวกอาวุธชีวภาพที่มีจำนวนมากและมีความสามารถเหนือมนุษย์ก็ต้องมีการสละพื้นที่ของตัวเองเพื่อป้องกันจุดยุทธศาสตร์แทน วิธีนี้อาจจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้มากก็จริงอยู่ แต่พื้นที่ๆสละไปรวมไปถึงประชาชนกับทหารที่หนีไม่ทันก็ต้องสละเท่านั้น

“พระสันตะปาปาต้องการลดอำนาจของอาเซียนกับเอเชียบูรพา” คีรีสเอยคำสั่งของพระสันตะปาปา ตอนนี้เอเชียบูรกับศาสนจักรกำลังจะก่อสงครามกัน ถ้าอาเซียนถูกโจมตีที่หน้าด่าน มันจะทำให้อาเซียนต้องส่งกำลังทหารเข้าป้องกัน และเอเชียบูรพาก็ต้องส่งกำลังไปป้องกันที่ชายแดนของตัวเองป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

ทางเอเชียบูรพาต้องรับศึกสองด้าน การส่งกำลังเสริมเองก็ยากลำบากเพราะภายในอาณาเขตยังมีพื้นที่ๆมีสารกัมมันตรังสีตกค้างอยู่เป็นจำนวนมากขืนจัดทัพพลาดจะโดนวาติกันกับอาเซียนบุกโจมตีดีไม่ดีทวิภาคีอาจร่วมกินโต๊ะจีนด้วย

ทางอาเซียนเองก็เช่นกัน พวกเขา(อาจจะ)รู้ว่าเป็นแผนของศาสนจักร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทางอาเซียนมีกำลังพลไม่มากพอที่จะป้องกันพื้นที่ได้ทั้งหมดอยู่แล้ว(ตั้งแต่ทางใต้ของจีนกับทางตะวันออกของอินเดียเป็นพื้นที่ของพวกเขา อาเซียนคิดวิธีเพื่อป้องกันพื้นที่มากมายสวนทางกับทหารที่มีจำนวนน้อย อาเซียนจำเป็นต้องกระจายกำลังตามจุดต่างๆร่วมมือกับทหารชาวบ้านเพื่อป้องกันเขตแดน) วิธีเดียวที่อาเซียนใช้ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดคือวิธีการบุกโจมตีฉับพลันแล้วรีบถอย เน้นสงครามกองโจรเพื่อลดจำนวนอาวุธชีวภาพให้ได้มากที่สุด ข้อเสียของวิธีนี้คือกินเวลามากและอาจต้องเสี่ยงกับพวกคิดไม่ซื่อที่คิดใช้สถานการณ์อีก

แค่ป้องกันพื้นที่ตัวเองยังยาก ไม่ต้องพูดถึงการข้ามน้ำข้ามทะเลไปโจมตีวาติกัน (เอเชียบูรพาเองก็คงไม่ช่วยอาเซียนกำจัดอาวุธชีวภาพ และคงไม่ให้อาเซียนส่งกำลังทหารผ่านพื้นที่ตัวเองไปรบกับวาติกันอย่างแน่นอน)

จิมมี่ค่อนข้างไม่พอใจ เขาเข้าใจดีเพื่อชัยชนะในการศึกจำเป็นต้องใช้วิธีสกปรก แต่ผู้นำคนปัจจุบันของวาติกันถือว่าอำมหิตและแนวคิดอันตรายของหล่อนยังส่งผลกระทบต่อผู้คนในวาติกัน จนตอนนี้วาติกันไม่ต่างจากกองทัพกระหายเลือดเหมือนสมัยก่อนที่พวกคริสตังยกทัพฆ่าล้างชาวอิสลามบริสุทธิ์ ไม่แน่คราวนี้หล่อนคงคิดยึดทั้งโลกด้วยเลือด

เขาจะให้ว่าทีลูกศิษย์คนใหม่อย่างวิลกับวิลสันตกอยู่ในอันตรายไม่ได้เสียด้วย

“ผมจะทำแบบเดียวกับคุณดีไหม” คีรีสเอยขึ้นมาอย่างลังเล แต่ตำตอบของโฮมุนครูสมีเพียงการส่ายหน้า เขาเข้าใจความหมายนั้น ‘เลือดหลั่งไหลมากมายเหลือเกิน’ คีรีสทำให้คนตายไปมากเพียงเพื่อรักษาสัญญาถึงจะมีคนชื่นชอบ แต่ก็พอไม่มีใครล่วงรู้ความจริง ถ้าเกิดเขามีผู้สืบทอดขึ้นก็กลัวว่าพวกเขาเหล่านั้นจะหลงใหลแต่ในวิชาและใช้มันในทางชั่วร้ายแบบเดียวกับเขาแน่

“เมื่อก้าวผิด เราก็เปลี่ยนผลลัพธ์ไม่ได้” จิมมี่พูด เขาไม่อยากให้คีรีสเดินตามรอยเขา แววตาของผู้คุ้มกฎคนนี้บ่งบอกถึงความรู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด และเขาคงจะคิดชดเชยมันด้วยการใช้ชีวิตทั้งชีวิตชดใช้มัน ‘แต่ก็ดี!!! อย่างน้อยความตายย่อมดีกว่าการมีชีวิตเป็นนิรันดร์  เวลาที่เนินนานมีแต่จะทำให้จิตวิญญาณพุกร่อนลงเท่านั้น’    




NEKOPOST.NET